Connect with us

Hi, what are you looking for?

economy

ไอโฟนราคาขึ้นแทบทุกปี ว่าแต่ค่าแรงขั้นต่ำของคนไทยขยับขึ้นในอัตราการขึ้นราคาของไอโฟนไหม 

ภาพจาก Apple

Apple เพิ่งจะเปิดตัว iPhone รุ่นล่าสุด โดยในปีนี้เป็นรุ่น iPhone Duo ซึ่งเป็น iPhone แบบพับได้รุ่นแรกด้วยราคาเปิดตัว 1,999 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 79,900 บาท) สำหรับความจุเริ่มต้น 256GB 

Rocket Media Lab จึงชวนมาคำนวณและย้อนดูการเปิดตัวไอโฟนตั้งแต่ iPhone 3G ในปี 2009 มาจนถึงรุ่นล่าสุด เพื่อดูว่าราคาตัวเครื่องปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ มากแค่ไหน และอัตราค่าแรงขั้นต่ำของคนไทยขยับตามทันความเปลี่ยนแปลงนี้หรือเปล่า 

หากใช้ข้อมูลอัตราค่าแรงขั้นต่ำเฉพาะของ กทม. เท่านั้น (คิดวันละ 8 ชั่วโมง) เปรียบเทียบกับราคาเปิดตัว iPhone รุ่นหลักที่เปิดตัวในแต่ละปี (โดยไม่นับรวมรุ่นย่อย รุ่นราคาประหยัด หรือรุ่นเรือธง อย่าง รุ่น s, e, SE, Plus, Pro หรือ Pro Max) โดยอ้างอิงราคาจากรุ่นที่มีความจุเริ่มต้น/ความจุต่ำสุด ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยในปีนั้นเป็นมาตราฐานในการคำนวณ  จะพบว่า

ในปี 2009 ยุค iPhone 3G (8 GB) ราคาเปิดตัวในไทยอยู่ที่ 24,500 บาท ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำ กทม. สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (อัตรามีผลตั้งแต่ มิ.ย. 2008) อยู่ที่ 203 บาท/วัน (หรือประมาณ 25.38 บาท/ชั่วโมง) คน กทม. ต้องทำงานถึง 120.69 วัน หรือราว 965.52 ชั่วโมง จึงจะซื้อได้ 1 เครื่อง

ต่อมาในปี 2010 ยุค iPhone 4 (16 GB) ราคาปรับเพิ่มขึ้นเป็น 26,000 บาท หรือเพิ่มขึ้น 6.12% ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำขยับขึ้นมาเป็น 206 บาท/วัน หรือเพิ่มขึ้นเพียง 1.48% ทำให้จำนวนวันทำงานที่ต้องใช้ซื้อเครื่องขยับเพิ่มขึ้นเป็น 126.21 วัน

จนกระทั่งในปี 2012 เมื่อ iPhone 5 (16 GB) ปรับราคาลงมาอยู่ที่ 22,900 บาท (ลดลง 11.92%) ประกอบกับนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศเป็น 300 บาท/วัน ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ปรับ กทม. นำร่อง เม.ย. 2012) ซึ่งคิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 39.53% จากปี 2011 ส่งผลให้ภาระการทำงานลดลงเหลือ 76.33 วัน (หรือคิดเป็น 610.67 ชั่วโมง) ซึ่งนับเป็นช่วงที่ราคาไอโฟนเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำเข้าถึงง่ายที่สุดช่วงหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม หลังจากปี 2013 เป็นต้นมา แม้ค่าแรงขั้นต่ำจะถึง 300 บาท/วัน แล้วก็ตาม แต่ก็พบว่าค่าแรงขั้นต่ำของคน กทม. กลับถูกแช่แข็งยาวนานถึง 4 ปีเต็ม ตั้งแต่ปี 2013 ถึงปี 2016 ในช่วงคาบเกี่ยวรัฐบาลยิ่งลักษณ์และยุค คสช. ของประยุทธ์ จันทร์โอชา สวนทางกับราคา iPhone ที่ปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ

โดยหากดูในช่วงปี 2012-2016 ที่ค่าแรงขั้นต่ำถูกแช่ไว้ที่ 300 บาท/วัน จะพบว่าราคา iPhone มีการปรับเพิ่มขึ้นจาก 22,900 บาท ในปี 2012 มาเป็น 26,500 บาท ในปี 2016 หรือเพิ่มขึ้น 15.72% ทำให้สัดส่วนราคาต่อค่าแรงเพิ่มขึ้นจาก 76.33 เท่า เป็น 88.33 เท่า จะเห็นว่าราคาสมาร์ทโฟนปรับขึ้นสูง แต่ราคาค่าแรงขั้นต่ำกลับไม่ขยับเพิ่ม

ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2017 Apple ได้เปิดตัว iPhone X (64 GB) ที่ราคาพุ่งสูงถึง 40,500 บาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก iPhone 8 ถึง 42.11% ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำ กทม. ในช่วงเปิดตัว iPhone X ยังคงอยู่ที่ 310 บาท/วัน เท่าเดิม นั่นหมายความว่าราคาของสมาร์ทโฟน 1 เครื่อง มากกว่าค่าแรงขั้นต่ำถึง 130.65 เท่า คน กทม. จึงต้องทำงานสูงถึง 130.65 วัน หรือ 1,045.16 ชั่วโมง เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนๆ

ในช่วงปี 2019-2021 ราคา iPhone รุ่นเริ่มต้นเริ่มทรงตัวและมีการปรับความจุเพิ่มขึ้น เช่น iPhone 11 (24,900 บาท ซึ่งราคาปรับลดลง 38.52% จาก iPhone X) ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำปรับขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 325-331 บาท/วัน ทำให้จำนวนวันทำงานทรงตัวอยู่ในระดับประมาณ 76 – 90 วัน

จนกระทั่งในปี 2024-2025 การเปิดตัว iPhone 16 และ iPhone 17 (ความจุ 256 GB ราคา 29,900 บาท) ร่วมกับการปรับค่าแรงขั้นต่ำ กทม. เป็น 400 บาท/วัน ในสมัยรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร (ปรับอัตรา กทม. มีผล ก.ค. 2025 ซึ่งเพิ่มขึ้น 10.19% จากปี 2024 ขณะที่ราคาเปิดตัวของ iPhone 17 เท่ากันกับราคาเปิดตัวของ iPhone 16) ทำให้จำนวนวันทำงานลดลงมาอยู่ที่ 74.75 วัน หรือคิดเป็น 598 ชั่วโมง

ทั้งนี้ แม้ในปี 2019 (iPhone 11) และปี 2024-2025 (iPhone 16 และ iPhone 17) อัตราส่วนราคาต่อค่าแรงจะลดลงมาอยู่ในระดับต่ำที่สุดเหลือเพียงราว 74-76 เท่า/วัน แปลว่าคน กทม. ใช้จำนวนวันทำงานลดลงในการซื้อโทรศัพท์ แต่ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากการเติบโตของค่าแรงขั้นต่ำเป็นหลัก หากแต่เป็นผลมาจากการปรับกลยุทธ์ด้านราคาของ Apple เอง ที่ปรับราคาลงมาอยู่ที่ 29,900 บาท ร่วมกับการให้ความจุเริ่มต้นเพิ่มขึ้นเป็น 256 GB ในปี 2025 ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำมีการปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

และในปี 2026 นี้ มีการเปิดตัว iPhone Duo (256 GB) ที่มีราคาสูงถึง 79,900 บาท พุ่งขึ้นถึง 167.22% จากรุ่นเริ่มต้นปีก่อนหน้า ในขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำ กทม. ยังคงหยุดอยู่ที่ 400 บาท/วัน เท่าเดิม ส่งผลให้คนไทยต้องใช้เวลาทำงานสูงถึง 199.75 วัน หรือคิดเป็น 1,598 ชั่วโมง จึงจะสามารถซื้อได้ 1 เครื่อง ซึ่งถือเป็นสถิติจำนวนวันทำงานที่สูงที่สุด สาเหตุเพราะเกิดจากการที่ Apple ปรับเปลี่ยนไลน์อัพสินค้า โดยเน้นเปิดตัวนวัตกรรมใหม่อย่างรุ่นหน้าจอพับที่มีราคาสูง รวมถึงรุ่น Pro และ Pro Max ที่เปิดตัวด้วยราคาเริ่มต้น 48,900 บาท ขณะที่ยังไม่มีการเปิดตัว iPhone 18 รุ่นมาตรฐานราคาเริ่มต้นตามปกติ ซึ่งคาดว่าน่าจะตามมาในปีหน้า

อย่างไรก็ตาม ก็จะเห็นว่า เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นเปลี่ยนผ่านอย่าง iPhone X ซึ่งเป็นรุ่นฉลองครบสิบปี ในปี 2017 ที่ราคาพุ่งขึ้น 42.11% จนต้องทำงาน 130.65 วัน มาจนถึง iPhone Duo (ปี 2026) ที่ราคาพุ่งขึ้น 167.22% จนต้องทำงานเกือบ 200 วันทำงาน (หรือมากกว่า 6.6 เดือนโดยไม่ใช้จ่ายเลย) ซึ่งช่องว่างระหว่างราคาสมาร์ทโฟนระดับเรือธง กับกำลังซื้อของผู้มีรายได้ขั้นต่ำใน กทม. นั้นได้ขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

iPhone Duo รุ่น 256GB ประเทศไหนใช้เวลาเท่าไหร่ กว่าจะซื้อได้ 1 เครื่อง?

ย้อนกลับไปตอนที่ Rocket Media Lab เคยทำรายงาน อยากได้ ‘ไอโฟน 15’ ต้องทำงานกี่ชั่วโมง โดยใช้สินค้ารุ่นราคาต่ำสุดขณะนั้น ที่ราคา 799 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 28,000 บาท มาเปรียบเทียบชั่วโมงทำงานโดยคิดจากฐานค่าแรงขั้นต่ำของแต่ละประเทศโดยตรง 

ในปี 2026 นี้ หากลองนำแนวคิดและเกณฑ์คำนวณเดียวกันมาเปรียบเทียบรุ่นล่าสุดอย่างอย่าง iPhone Duo (รุ่น 256GB ราคาเปิดตัวในสหรัฐฯ อยู่ที่ 1,999 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 79,900 บาท) โดยนำราคา มาตั้งแล้วหารด้วยอัตราค่าแรงขั้นต่ำต่อชั่วโมง ของแต่ละประเทศ จะพบว่าภาพรวมกำลังซื้อแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

โดยในกลุ่มประเทศสวัสดิการสูงฝั่งยุโรปและโอเชียเนีย อย่างประเทศลักเซมเบิร์ก ยังคงครองอันดับหนึ่ง แรงงานค่าแรงขั้นต่ำสูงสุด ที่ 19.09 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ชม. หรือประมาณ 760 บาท/ชม. ซึ่งหากคนลักเซมเบิร์กต้องการซื้อไอโฟน 1 เครื่องจะต้องทำงานราว 104.7 ชั่วโมง หรือคิดเป็นเวลาทำงานจริงเพียงครึ่งเดือนเท่านั้น (ประมาณ 13 วันทำงาน) 

ในขณะที่ประเทศผู้นำด้านแรงงานรายได้สูงฝั่งโอเชียเนียอย่าง ออสเตรเลีย มีค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 15.16 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ชม. หรือประมาณ 605 บาท/ชม. ต้องใช้เวลาประมาณ 131.9 ชั่วโมง ตามมาด้วย สหราชอาณาจักร (14.35 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ชม. หรือประมาณ 570 บาท/ชม.) ที่ 139.2 ชั่วโมง ส่วนเบลเยียม (14.29 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ชม. หรือประมาณ 570 บาท/ชม.) ที่ 139.9 ชั่วโมง และเยอรมนี (13.29 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ชม. หรือประมาณ 530 บาท/ชม.) ที่ 150.5 ชั่วโมง ซึ่งล้วนใช้เวลาทำงานไม่เกินหนึ่งเดือน

ถัดมาคือกลุ่มประเทศที่ต้องใช้เวลาเฉลี่ย 1-3 เดือนจึงจะซื้อสินค้าเดียวกันได้ อาทิ แคนาดา ที่มีค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 12.17 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ชม. หรือประมาณ 485 บาท/ชม. ต้องใช้เวลาทำงาน 164.3 ชั่วโมง หรือประมาณหนึ่งเดือนพอดีจึงจะซื้อได้

ส่วนสหรัฐอเมริกา หากอ้างอิงตามค่าแรงขั้นต่ำระดับรัฐบาลกลาง ซึ่งอยู่ที่ 7.25 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ชม. หรือประมาณ 290 บาท/ชม. จะต้องใช้เวลาทำงานเพิ่มขึ้นเป็น 275.7 ชั่วโมง หรือประมาณ 1.7 เดือน ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาแล้วในเอเชียอย่างเกาหลีใต้ ที่มีค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 7.15 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ชม. หรือประมาณ 285 บาท/ชม. ที่ต้องใช้เวลาราวๆ 279.6 ชั่วโมง และญี่ปุ่น (7.10 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ชม. หรือประมาณ 280 บาท/ชม.) ที่ต้องใช้เวลา 281.5 ชั่วโมง 

ส่วนประเทศไทยนั้น หากคิดจากอัตราค่าแรงขั้นต่ำ ที่ 400 บาท/วัน (คิดเป็นประมาณ 50 บาท/ชม. หรือราว 1.30 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ชม.) แรงงานไทยจะต้องใช้เวลาทำงานสะสมสูงถึง 1,730 ชั่วโมง หรือคิดเป็นการทำงานเต็มเวลานานถึง 10.8 เดือนเต็มโดยไม่นำรายได้ไปใช้จ่ายกับค่าครองชีพด้านอื่นเลย ซึ่งต้องใช้เวลาทำงานมากกว่าแรงงานในประเทศสวัสดิการสูงอย่างลักเซมเบิร์กถึง 16.5 เท่า หรือต่างกันประมาณ 203 วัน และมากกว่าออสเตรเลียถึง 13.1 เท่า หรือต่างกันประมาณ 200 วัน

จากข้อมูลนี้จะเห็นว่า  แม้จะเป็นสินค้าชิ้นเดียวกัน แต่ประเทศที่มีโครงสร้างค่าแรงขั้นต่ำระดับสูงจะยังคงมีอำนาจในการจับจ่ายมากกว่า ขณะที่แรงงานในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มประเทศที่ค่าแรงขั้นต่ำไม่สูงมากนักจะต้องแบกรับภาระชั่วโมงการทำงานเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวเพื่อเข้าถึงสินค้าชิ้นเดียวกัน 

ดูข้อมูลที่นี่ https://rocketmedialab.co/database-iphone-vs-thai-minimum-wage

อ่านเพิ่มเติม ค่าแรงขั้นต่ำยังขึ้นไหมในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจากสงคราม : สำรวจการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วโลกในวันแรงงานปี 2026 – https://rocketmedialab.co/may-minimumwage-2026/ 

หมายเหตุ

  • ราคา iPhone อ้างอิงจากราคาเปิดตัวรุ่นความจุต่ำสุด/ราคาต่ำสุดอย่างเป็นทางการในประเทศไทย (รวมภาษีแล้ว)
  • ค่าแรงขั้นต่ำอ้างอิงอัตราค่าแรงขั้นต่ำ กรุงเทพมหานคร ตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง
  • คำนวณชั่วโมงทำงานโดยอิงเกณฑ์มาตรฐาน 1 วันทำงานเท่ากับ 8 ชั่วโมง

คุณอาจสนใจ