การเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมาชิกสภาเมืองพัทยา และนายกเมืองพัทยา เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ผ่านพ้นไปแล้ว
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ทีม Vote62 ซึ่งประกอบด้วย iLaw, Opendream และ Rocket Media Lab ร่วมกับ We Watch ได้เชิญชวนประชาชนร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้ง เพื่อช่วยกันติดตามความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้งท้องถิ่นทั้งสองพื้นที่
การสังเกตการณ์ครั้งนี้มีทั้งสิ่งที่ประสบความสำเร็จและความท้าทาย แต่ทุกครั้งที่ได้เฝ้าสังเกตและตรวจสอบกระบวนการเลือกตั้ง ก็ทำให้เราได้เรียนรู้บทเรียนใหม่ๆ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาการจัดการเลือกตั้งและการสังเกตการณ์ในอนาคต
อาสาสมัครกรุงเทพฯ กระจายใน 265 หน่วย คิดเป็น 4%
ในกรุงเทพฯ อาสาสมัครที่รายงานข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม Vote62 กระจายตัวอยู่ในหน่วยเลือกตั้ง 265 หน่วย จากทั้งหมด 6,629 หน่วย หรือคิดเป็นประมาณ 4% ของหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด
แม้สัดส่วนผู้สังเกตการณ์จะครอบคลุมเพียงร้อยละ 4 ของหน่วยเลือกตั้ง แต่เมื่อพิจารณาบริบทที่การเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้ไม่ได้มีการแข่งขันเข้มข้นเท่าการเลือกตั้งระดับชาติ กระแสความตื่นตัวก่อนวันออกเสียงมีน้อย และการจัดการเลือกตั้งเป็นไปโดยเรียบร้อย จำนวนผู้สังเกตการณ์ที่ไปช่วยกันทำหน้าที่ทุกคนสะท้อนให้เห็นว่า ยังมีประชาชนที่พร้อมติดตามตรวจสอบการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดสถานการณ์วิกฤตหรือข้อถกเถียงทางการเมืองจึงจะเข้ามามีส่วนร่วม
อาสาสมัครกระจายตัวอยู่ใน 43 เขต จากทั้งหมด 50 เขตของกรุงเทพมหานคร โดย 10 เขตที่มีผู้สังเกตการณ์มากที่สุด ได้แก่
- ดอนเมือง 42 หน่วย
- สายไหม 19 หน่วย
- วัฒนา 17 หน่วย
- ทวีวัฒนา 16 หน่วย
- ทุ่งครุ 13 หน่วย
- ห้วยขวาง 11 หน่วย
- จตุจักร 10 หน่วย
- บางซื่อ 10 หน่วย
- หลักสี่ 9 หน่วย
- พระโขนง 8 หน่วย
ส่วนเขตที่ไม่มีผู้สังเกตการณ์ส่งภาพถ่ายรายงานเข้ามาในระบบของเว็บไซต์ Vote62.com มี 7 เขต ได้แก่ ดุสิต สัมพันธวงศ์ ปทุมวัน ตลิ่งชัน บางขุนเทียน สะพานสูง และประเวศ
พัทยามีอาสาสมัครครบทั้ง 113 หน่วยเลือกตั้ง
สำหรับการเลือกตั้งเมืองพัทยา ทีมงาน iLaw และ We Watch ได้วางแผนจัดอาสาสมัครให้ครอบคลุมทุกหน่วยเลือกตั้งทั้ง 113 หน่วย โดยอาสาสมัครส่วนใหญ่เดินทางจากกรุงเทพมหานครไปปฏิบัติหน้าที่ และมีการจัดระบบแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบด้วยกันเพื่อให้มีกำลังคนครอบคลุมได้ทั้งหมด
ผลจากการมีผู้สังเกตการณ์ครบทุกหน่วย ทำให้หลังปิดหีบเลือกตั้งสามารถรวบรวมและสรุปผลคะแนนได้ตั้งแต่เวลาประมาณ 21.15 น. ระหว่างการรายงานข้อมูลพบข้อผิดพลาด (อ่านเพิ่มที่ https://www.ilaw.or.th/articles/58411) จากการนับและการบันทึกคะแนนในบางหน่วย ซึ่งเป็นความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นโดยไม่เจตนา ส่วนใหญ่ผู้สังเกตการณ์สามารถทักท้วงได้ทันเวลา และกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ได้ตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลก่อนประกาศผล ทำให้กระบวนการโดยรวมเป็นไปอย่างรวดเร็วและเรียบร้อย

บทเรียนและข้อเสนอเพื่อพัฒนาการจัดการเลือกตั้ง
จากบทเรียนในครั้งนี้พบแง่มุมที่น่าสนใจ และสามารถนำเป็นบทเรียนไปสู่การออกแบบการวางแผนสังเกตการณ์การเลือกตั้ง รวมถึงข้อเสนอต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงต่อการจัดการการเลือกตั้งอย่าง กกต. และหน่วยงานท้องถิ่น ดังนี้
ใบขีดคะแนนคือข้อมูลสำคัญที่สุดในการตรวจสอบผลเลือกตั้ง
ระหว่างการนับคะแนน เจ้าหน้าที่จะเปิดบัตรเลือกตั้งทีละใบ ขานหมายเลขผู้สมัคร และบันทึกคะแนนลงในใบขีดคะแนนด้วยวิธีขีดนับ ก่อนจะรวมคะแนนและบันทึกลงในใบรวมคะแนน
จากการสังเกตการณ์ครั้งนี้พบว่า ขั้นตอนที่มีโอกาสเกิดความผิดพลาดมากที่สุด คือการถ่ายโอนข้อมูล (อ่านเพิ่มที่ https://www.ilaw.or.th/articles/58411) จากใบขีดคะแนน (แบบ 5/6 สำหรับการเลือกตั้งท้องถิ่น และแบบ 5/11 สำหรับการเลือกตั้งสส.) ไปยังใบรวมคะแนน (แบบ 5/7 และแบบ 5/18 ตามลำดับ)
ในกรณีของเมืองพัทยา พบความคลาดเคลื่อนในขั้นตอนนี้หลายกรณี แม้ทั้งหมดจะเป็นความผิดพลาดที่ไม่ได้เกิดจากเจตนา และไม่ทำให้เปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้ง เมื่อผู้สังเกตการณ์สามารถทักท้วง และกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งได้แก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องทันที แต่ก็ยังมีบางหน่วยที่ทักท้วงไม่ทันและไม่ได้รับการแก้ไข
ควรบันทึกวิดีโอการนับคะแนนตั้งแต่ต้นจนจบ
หลักฐานที่เป็นไฟล์วิดีโอเหล่านี้ก็มีความสำคัญ หากเกิดข้อสงสัยหรือข้อโต้แย้งภายหลังว่าการนับคะแนนไม่ถูกต้อง หรือไม่สุจริตเป็นธรรม ภาพบันทึกจะเป็นหลักฐานที่ช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง ลดข้อขัดแย้ง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้งได้
ทุกวันนี้มีประชาชนจำนวนหนึ่งที่ตั้งกล้องถ่ายทอดสดการนับคะแนนทางเฟซบุ๊ก ยูทูป หรือติ๊กต่อกอยู่แล้ว จึงไม่เป็นการยากเกินไปหากกกต. จะสนับสนุนกิจกรรมนี้และจัดเตรียมงบประมาณเพื่อสร้างระบบการบันทึกวิดีโอเองทุกหน่วย เพื่อยืนยันความถูกต้องและลดปัญหาข้อโต้แย้งในภายหลัง
กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานานเกินไป
จากการสังเกตการณ์ทั้งในการเลือกตั้งครั้งนี้และการเลือกตั้งที่ผ่านมา พบว่า กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งต้องเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ช่วงเช้า และทำงานต่อเนื่องจนเสร็จสิ้นการนับคะแนนและจัดทำเอกสารในช่วงค่ำ รวมระยะเวลามากกว่า 12 ชั่วโมง
ช่วงเวลาที่ต้องใช้ความละเอียดและสมาธิมากที่สุด คือการนับคะแนนและการจัดทำเอกสาร กลับเป็นช่วงที่เจ้าหน้าที่มีความอ่อนล้าสะสมจากการทำงานตลอดทั้งวัน และเป็นช่วงเวลาค่ำที่แสงสว่างลดลง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดพลาดที่ไม่ได้เกิดจากเจตนา
ในระยะยาว หน่วยงานที่รับผิดชอบควรพิจารณาปรับรูปแบบการปฏิบัติงาน เช่น ออกแบบระบบการทำงานใหม่ หรือแบ่งกำลังเจ้าหน้าที่เป็นผลัด เพื่อลดภาระงานต่อเนื่องและรักษาประสิทธิภาพของการปฏิบัติหน้าที่
Vote62 ขอขอบคุณอาสาสมัครทุกคนที่ร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้ง และร่วมส่งข้อมูลจากพื้นที่ต่างๆ
ทุกการสังเกตการณ์ ทุกการรายงานข้อมูล และทุกการตั้งคำถาม ล้วนมีส่วนช่วยทำให้กระบวนการเลือกตั้งมีความโปร่งใสมากขึ้น พร้อมทั้งสร้างบทเรียนสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาการเลือกตั้งในอนาคต



























