Connect with us

Hi, what are you looking for?

culture

โลกใบเดียว สิทธิไม่เท่ากัน: กฎหมายการรับรองเพศของ Transgender ทั่วโลก ประเทศไหนทำได้บ้าง?

ภาพจากเพจเฟซบุ๊กสำนักงานประชาสัมพันธ์ กทม.

ประเด็นเรื่องคำนำหน้านามของกลุ่มบุคคลข้ามเพศ (Transgender) กลายเป็นข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์มาอย่างยาวนาน ซึ่งหากมองผ่านเลนส์ของข้อมูลเชิงสถิติและกฎหมายระดับสากล ประเด็นคำนำหน้านามนั้นเป็นเพียงส่วนปลายของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น ในระดับสากลแล้ว มีแนวคิดที่ใหญ่กว่าและครอบคลุมกว่านั้นคือ กฎหมายว่าด้วยการรับรองเพศสภาพตามกฎหมาย (Legal Gender Recognition หรือ LGR) กระบวนการแก้ไขเอกสารราชการให้ตรงกับตัวตนของบุคคล ซึ่งจะควบรวมการเปลี่ยนคำนำหน้านามด้วย และแต่ละประเทศทั่วโลกก็มีพัฒนาการและระดับของการให้สิทธิที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ในเชิงนโยบายนั้น การรับรองเพศสภาพตามกฎหมาย หมายถึงกระบวนการที่รัฐยอมรับและสะท้อนอัตลักษณ์ทางเพศของบุคคลลงในเอกสารทางราชการ ไม่ว่าจะเป็นทะเบียนราษฎร์ บัตรประจำตัวประชาชน สูติบัตร หรือหนังสือเดินทาง สิ่งนี้มีความหมายที่ครอบคลุมกว่าเพียงการเปลี่ยนคำนำหน้าอย่าง “นาย” หรือ “นางสาว” แต่ยังรวมถึงการเปลี่ยนตัวระบุเพศ (Gender marker) ให้ตรงกับเพศสภาพที่แท้จริงของบุคคลนั้นด้วย 

ซึ่งการเปลี่ยนคำนำหน้านามยังถูกให้ความสำคัญเป็นประเด็นสิทธิมนุษยชนระดับโลก อย่างองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ได้ปรับปรุงบัญชีจำแนกโรคระหว่างประเทศฉบับที่ 11 (ICD-11) โดยถอดประเด็นของคนข้ามเพศออกจากกลุ่มความผิดปกติทางจิต (Mental and behavioural disorders) และย้ายไปจัดอยู่ในหมวดภาวะไม่สอดคล้องทางเพศ (Gender incongruence) แทน พร้อมส่งเสริมให้มีการรับรองเพศทางกฎหมายโดยไม่ต้องมีเงื่อนไขทางการแพทย์

ในปี 2569 ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป (CJEU) ยังได้มีคำวินิจฉัยในคดี Shipova ระบุว่าการที่รัฐสมาชิกปฏิเสธออกเอกสารยืนยันตัวตนที่ตรงกับเพศสภาพในการใช้ชีวิตจริง ถือเป็นการขัดขวางสิทธิในการเดินทางและการอยู่อาศัยอย่างเสรีภายในสหภาพยุโรป และเป็นการละเมิดสิทธิในชีวิตส่วนตัว

ขณะเดียวกัน สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ก็ระบุชัดว่าการบีบบังคับให้บุคคลต้องผ่าตัดแปลงเพศ หรือรับการรักษาทางการแพทย์เพื่อเป็นเงื่อนไขในการรับรองเพศ นับเป็นการละเมิดมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ นอกจากนี้การมีเอกสารที่ระบุเพศไม่ตรงกับเพศสภาพจริง มักนำไปสู่การถูกเลือกปฏิบัติในการหางาน การทำธุรกรรม และการเข้าถึงบริการสาธารณสุข ดังนั้นในกระบวนการการเปลี่ยนเพศในเอกสารให้ตรงกันกับเพศสภาพภายนอกจึงเป็นสิ่งที่องค์กมนุษยชนให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

สำรวจ 239 ประเทศทั่วโลก: ใครทำได้ ใครทำไม่ได้

Rocket Media Lab ชวนมาสำรวจกฎหมายว่าด้วยการรับรองเพศสภาพตามกฎหมายทั่วโลก ว่าแต่ละประเทศมีกฎหมายอย่างไร โดยสำรวจจาก 239 ประเทศและดินแดนทั่วโลก ซึ่งพบว่าประเทศที่สามารถดำเนินการรับรองเพศสภาพได้ มีจำนวน 77 ประเทศ ไม่สามารถดำเนินการได้เลย จำนวน 71 ประเทศ ไม่มีข้อมูลปรากฏแน่ชัด  70 ประเทศ กลุ่มพิจารณาเป็นรายกรณีหรือ Case-by-case พบว่ามี 11 ประเทศ และมีอีก 10 แห่ง ที่จำกัดการรับรองให้เฉพาะกรณีที่เป็นเพศกำกวมหรือ intersex เท่านั้น

1. ประเทศที่ทำได้ แต่มีเงื่อนไขต่างกันออกไป

ข้อมูลจนถึงเดือนมิถุนายน  2569 พบว่ามี 77 ประเทศทั่วโลกที่ผ่านกฎหมายให้บุคคลสามารถรับรองเพศสภาพได้ หากพิจารณาตามทวีป จะพบว่าทวีปยุโรปมีความก้าวหน้ามากที่สุด โดยพบ 36 ประเทศ รองลงมาคือทวีปเอเชีย 18 ประเทศ ทวีปอเมริกา 17 ประเทศ (แบ่งเป็นทวีปอเมริกาเหนือ 9 ประเทศ อเมริกาใต้ 8 ประเทศ) ทวีปออสเตรเลีย และ ทวีปออสเตรเลียและโอเชียเนีย 4 ประเทศ  และทวีปแอฟริกา 2 ประเทศ 

โดยแบ่งเป็นการอนุญาตและการรองรับแยกย่อยออกไปอีก ได้แก่ การรับรองตามเจตจำนงของตนเองซึ่งมีมากที่สุด 40 ประเทศทั่วโลก ตามมาด้วยมีระเบียบว่าให้การรับรองเพศสภาพต้องผ่านกระบวนการวินิจฉัยทางการแพทย์ 17 ประเทศ และมีประเทศที่กำหนดให้การผ่าตัดเป็นเงื่อนไขสำคัญ 11 ประเทศ  มีกฎหมายระบุว่าสามารถรับรองเพศสภาพได้ แต่ไม่มีระเบียบที่ชัดเจนอีก 6 ประเทศ  และกระบวนการรับรองเพศสภาพต้องผ่านระบบตุลาการ  3 ประเทศ 

การรับรองตามเจตจำนงของตนเอง (Self-identification)

กลุ่มนี้ก้าวหน้าที่สุดและพบมากที่สุด โดยอนุญาตให้บุคคลเปลี่ยนเครื่องหมายเพศได้ตามการรับรู้อัตลักษณ์ภายในของตนเอง โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขทางการแพทย์ใดๆ ปัจจุบันมีถึง 40 ประเทศทั่วโลก

อาร์เจนตินา คือผู้บุกเบิกด้วยกฎหมายอัตลักษณ์ทางเพศปี 2555 ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรกของโลกที่ยึดหลักการกำหนดตัวตนด้วยตนเอง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่ต้องใช้หลักฐานทางการแพทย์ และไม่ต้องผ่านการพิจารณาของศาลเลย ซึ่งแม้ในปี 2567 รัฐบาลอาร์เจนตินาจะพยายามแก้ไขกฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิของผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีและผู้ที่มีประวัติอาชญากรรม โดยไม่อนุญาตให้มีการเปลี่ยนเพศ แต่ศาลรัฐบาลกลางตัดสินว่าการพยายามแก้ไขดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ กฎหมายการเปลี่ยนเพศโดยใช้หลักเจตจำนงด้วยตนเองจึงยังดำเนินต่อไปในอาร์เจนตินา

โคลอมเบีย รัฐบาลโคลอมเบียออกพระราชกฤษฎีกาเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2558 ที่กำหนดว่าการเปลี่ยนเพศสภาพเป็นสิทธิโดยชอบของบุคคล และยกเลิกข้อกำหนดเรื่องการตรวจทางจิตเวชและการตรวจร่างกาย ต่อมาเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2565 ศาลรัฐธรรมนูญโคลอมเบียก็วินิจฉัยว่าบุคคล Non-binary มีสิทธิที่จะปฏิเสธการระบุเพศว่าเป็นชายหรือหญิงในเอกสารทางการได้ ซึ่งถือว่าเป็นประเทศแรกในละตินอเมริกาที่มีคำพิพากษาระกับศาลรัฐธรรมนูญรับรองสิทธิดังกล่าว และเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายสำคัญด้านความหลากหลายทางเพศในภูมิภาค

ไซปรัส มีกฎหมายทะเบียนราษฎร์ที่เอ่ยถึงการแก้ไขเพศสภาพมาตั้งแต่ปี 2546 แต่ไม่ได้ระบุขั้นตอนไว้ ในทางปฏิบัติจึงมักจำกัดอยู่เพียงการแก้ไขในหนังสือเดินทาง (passport) เท่านั้น 

ในยุโรป เบลเยียม ยกเลิกข้อกำหนดทางการแพทย์ทั้งหมดในปี 2561 โดยบุคคลที่บรรลุนิติภาวะเพียงยื่นคำร้องและรอช่วงเวลาไตร่ตรองอีก 3-6 เดือนเพื่อยืนยันเจตจำนงอีกครั้ง ก็สามารถเปลี่ยนเพศสภาพได้อย่างถาวร ขณะที่โปรตุเกสรับรองสิทธิการกำหนดตัวตนด้วยตนเองสำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และอนุญาตให้เยาวชนอายุ 16-17 ปี สามารถเปลี่ยนชื่อและเครื่องหมายระบุเพศได้ด้วย

ที่ฝรั่งเศส จากเดิมที่บุคคลต้องพิสูจน์ภาวะทางจิตเวชและผ่านการผ่าตัดตามคำพิพากษาศาลฎีกาปี 2535 มาสู่การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งในปี 2560 ที่เปิดโอกาสให้ผู้บรรลุนิติภาวะขอแก้ไขคำนำหน้าเพศได้ หากพิสูจน์ได้ว่าเพศที่ใช้ชีวิตจริงไม่ตรงกับเอกสาร โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการทางการแพทย์หรือการผ่าตัดใดๆ

ส่วนแคนาดา มีระบบที่อนุญาตให้พลเมืองอายุ 16 ปีขึ้นไปเปลี่ยนเพศในหนังสือเดินทางผ่านการกำหนดตัวตนด้วยตนเอง พร้อมเปิดโอกาสให้เลือกเครื่องหมายเพศ X สำหรับกลุ่ม Non-binary นอกจากนี้แคนาดายังเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ขยายสิทธินี้ให้ครอบคลุมผู้พำนักถาวร นักศึกษาต่างชาติ และผู้ลี้ภัย แม้จะไม่มีสูติบัตรที่ออกโดยทางการแคนาดาก็ตาม

กรณีที่น่าสนใจพิเศษได้แก่ ปากีสถาน ซึ่งในปี 2561 เคยอนุญาตให้บุคคลรับรองเพศสภาพได้ตามการรับรู้ของตนเองและมีการรับรองเพศที่สาม แต่ในปี 2566 ศาลชาริอะฮ์กลางวินิจฉัยว่าการอนุญาตให้บุคคลเปลี่ยนเพศสภาพตามความสมัครใจขัดต่อหลักศาสนาอิสลาม และเสนอให้เปลี่ยนนิยามคำว่า Transgender เป็น Khunsa (หรือ Intersex) เพื่อจำกัดสิทธิเฉพาะผู้ที่มีความบกพร่องทางอวัยวะเพศโดยกำเนิดเท่านั้น ส่งผลให้เกิดการระงับการออกบัตรประชาชนที่มีเครื่องหมายเพศ X ในช่วงปลายปี 2566 และยังคงเป็นประเด็นการต่อสู้ในชั้นศาลสูงสุดจนถึงปัจจุบัน

การรับรองผ่านการวินิจฉัยทางการแพทย์ (Medical Diagnosis)

มี 17 ประเทศทั่วโลกที่กำหนดให้การรับรองเพศสภาพต้องผ่านกระบวนการวินิจฉัยทางการแพทย์ ครอบคลุมทั้งการประเมินทางจิตวิทยาและการตรวจสอบสภาพร่างกาย

ในยุโรป ออสเตรีย ใช้แนวทางตามกฎหมายสถานะพลเมืองปี 2556 โดยเปิดโอกาสให้แก้ไขข้อมูลที่ผิดพลาดในทะเบียนราษฎร์ได้ ซึ่งผู้สมัครหรือผู้ยื่นต้องยื่นคำยืนยันจากนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ว่าความรู้สึกในอัตลักษณ์ทางเพศนั้นมีความถาวร และผู้ยื่นต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกให้สอดคล้องกับเพศสภาพแล้ว 

โปแลนด์ มีกระบวนการที่ค่อนข้างซับซ้อนและมีลักษณะเฉพาะตัว กล่าวคือ ต้องอาศัยการตีความกฎหมายแพ่งและคำพิพากษาศาลฎีกาตั้งแต่ปี 2534 ผู้ที่ต้องการรับรองเพศสภาพต้องดำเนินการผ่านกระบวนการฟ้องร้องทางแพ่งต่อบิดามารดา หรือต่อคู่สมรสและบุตรหากมีครอบครัวแล้ว กระบวนการนี้ต้องใช้ผลการทดสอบทางการแพทย์อย่างครบถ้วน ทั้งด้านจิตวิทยาและร่างกาย เช่น การตรวจโครโมโซมหรือการตรวจอวัยวะเพศ และบางกรณีอาจต้องผ่านการทดสอบการใช้ชีวิตจริงในเพศสภาพใหม่ (Real-life test) นานประมาณ 2 ปีด้วย อย่างไรก็ตาม ในปี 2567 กระทรวงยุติธรรมโปแลนด์เริ่มมีความพยายามปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อเร่งรัดกระบวนการให้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม แต่อย่างไรก็ยังคงต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์อัตลักษณ์ทางเพศผ่านการแพทย์อยู่

ที่สหราชอาณาจักร มีดำเนินการภายใต้กฎหมายการรับรองเพศสภาพปี 2547 ซึ่งกำหนดให้ผู้สมัครอายุ 18 ปีขึ้นไป ต้องยื่นขอใบรับรองจากคณะกรรมการพิจารณาการรับรองเพศสภาพ โดยมีเงื่อนไขสำคัญสองข้อ คือ ต้องมีผลการวินิจฉัยภาวะไม่พอใจในเพศตนเอง (Gender dysphoria) จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 2 คน และต้องพิสูจน์ได้ว่าใช้ชีวิตในเพศสภาพที่ต้องการมาแล้วอย่างน้อย 2 ปี รวมถึงต้องทำคำปฏิญาณตนว่าจะใช้ชีวิตในเพศสภาพนั้นตลอดไป จึงจะสามารถเปลี่ยนเพศได้

ในทวีปอเมริกา คิวบา เดิมกำหนดให้ผู้ยื่นคำร้องต้องผ่านการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพก่อน แล้วจึงนำหลักฐานภาพถ่ายพร้อมประวัติการรักษายื่นต่อศาล แต่ในเดือนกรกฎาคม 2568 สมัชชาแห่งชาติได้ผ่านกฎหมายทะเบียนราษฎร์ฉบับใหม่ โดยยกเลิกข้อกำหนดเรื่องการผ่าตัดและการรักษาทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม กฎหมายยังคงกำหนดให้ต้องมีความเห็นจากทีมสหสาขาวิชาชีพของศูนย์การศึกษาเพศแห่งชาติ (CENESEX) ซึ่งประกอบด้วยจิตแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพิจารณา 

ที่น่าสนใจคือในปี 2565  คิวบายังผ่านประมวลกฎหมายครอบครัวฉบับใหม่ผ่านการลงประชามติระดับชาติ ด้วยคะแนนสนับสนุน 66.9% ซึ่งประมวลกฎหมายดังกล่าว เปิดให้มีการสมรสและการรับบุตรบุญธรรมโดยคู่รักเพศเดียวกันเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย 

การรับรองที่ต้องผ่านการผ่าตัด (Surgery Required)

มี 11 ประเทศทั่วโลกที่บุคคลจะเปลี่ยนแปลงข้อมูลเพศในเอกสารทางราชการได้ก็ต่อเมื่อผ่านกระบวนการปรับเปลี่ยนลักษณะทางกายภาพอย่างสมบูรณ์แล้วเท่านั้น กล่าวคือต้องผ่าตัดแปลงเพศให้สมบูรณ์ก่อน 

ในยุโรป บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา กำหนดให้ผู้สมัครต้องยื่นเอกสารยืนยันจากทีมแพทย์ว่ากระบวนการปรับเปลี่ยนเพศสภาพเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว หากไม่ต้องการผ่าตัด จะอนุญาตให้เปลี่ยนได้เพียงชื่อเท่านั้น แต่ไม่สามารถแก้ไขเครื่องหมายเพศได้

ฮ่องกง เดิมในปี 2555 กำหนดให้ต้องผ่าตัดแปลงเพศอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงการสร้างอวัยวะเพศใหม่ จึงจะเปลี่ยนเพศในบัตรประชาชนได้ ต่อมาในปี 2566 ศาลวินิจฉัยว่าข้อกำหนดนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้ผ่อนปรนเงื่อนไขลงเหลือเพียงการผ่าตัดบางส่วน เช่น การตัดหน้าอกสำหรับชายข้ามเพศ หรือการตัดอัณฑะและองคชาตสำหรับหญิงข้ามเพศ พร้อมทั้งต้องพิสูจน์ว่ามีภาวะไม่พอใจในเพศตนเองและใช้ชีวิตในเพศสภาพใหม่มาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี

สิงคโปร์กำหนดหลักเกณฑ์การเปลี่ยนเครื่องหมายเพศในบัตรประจำตัวประชาชน (NRIC) ไว้อย่างเคร่งครัด โดยหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและจุดตรวจ (ICA) กำหนดให้ผู้ยื่นคำร้องต้องแสดงรายงานการตรวจทางการแพทย์ที่รับรองโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่จดทะเบียนในสิงคโปร์ ไม่ว่าจะเป็นศัลยแพทย์พลาสติก นรีแพทย์ ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ หรืออายุรแพทย์ต่อมไร้ท่อ เพื่อรับรองว่าการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แบบฟอร์มดังกล่าวต้องระบุว่าอวัยวะเพศมีการเปลี่ยนแปลงอย่างสมบูรณ์ จากเพศหนึ่งไปสู่อีกเพศหนึ่ง นอกจากนี้ผู้ที่ผ่าตัดแล้วยังต้องดำเนินการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวภายใน 28 วันนับจากวันที่ผ่าตัด ทั้งนี้การเปลี่ยนเครื่องหมายเพศทำได้เพียงเอกสารอื่นๆ เช่น บัตรประชาชน และหนังสือเดินทาง ไม่ครอบคลุมถึงสูติบัตร

กรณีที่น่าสนใจที่สุดในกลุ่มนี้คือ อิหร่าน ซึ่งมีการรับรองเพศสภาพโดยอ้างอิงหลักกฎหมายอิสลาม (Fatwa) ของอายะตุลลอฮ์ โคมัยนี ตั้งแต่ช่วงปี 2506 โดยให้เหตุผลทางศาสนาว่า “จิตวิญญาณต้องอยู่เหนือเนื้อหนัง” และถือว่าการข้ามเพศเป็นวิธีการรักษาอาการเจ็บป่วยทางจิตใจและร่างกายอย่างหนึ่ง กระบวนการของอิหร่านจึงเป็นลำดับขั้น คือต้องขออนุญาตศาลครอบครัว รับการตรวจวินิจฉัยและรับรองภาวะอัตลักษณ์ทางเพศจากองค์กรนิติเวช เข้ารับการผ่าตัดให้ครบถ้วน แล้วจึงยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ออกคำสั่งแก้ไขชื่อและเครื่องหมายเพศในบัตรประจำตัวได้

กฎหมายมีแต่กระบวนการไม่ชัดเจน (Unclear)

มี 6 ประเทศทั่วโลกที่กฎหมายระบุว่าสามารถรับรองเพศสภาพได้ แต่ไม่มีการกำหนดระเบียบวิธีปฏิบัติหรือเงื่อนไขที่แน่ชัด บางครั้งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ล้วนๆ

สหรัฐอเมริกา จัดอยู่ในกลุ่มนี้เนื่องจากความซับซ้อนและความไม่แน่นอนของนโยบาย ในช่วงปี 2564-2567 รัฐบาลกลางเคยอนุญาตให้พลเมืองกำหนดเพศในหนังสือเดินทางได้เอง และมีตัวเลือกเพศ X สำหรับกลุ่ม Non-binary อย่างไรก็ตาม กฎหมายบางข้อในสหรัฐอเมริกามักขึ้นอยู่กับประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่ง ตัวอย่างที่เห็นได้คือเมื่อมีการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลใหม่ในเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา มีการออกคำสั่งประธานาธิบดีหมายเลข 14168 เพื่อยกเลิกการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศในระดับรัฐบาลกลาง โดยกำหนดให้ยึดถือเพศตามกำเนิด (Sex assigned at birth) เป็นเกณฑ์เดียวในเอกสารราชการทั้งหมด และยกเลิกตัวเลือกเพศ X โดยให้เหตุผลว่าเพศสภาพเป็นข้อเท็จจริงทางชีววิทยาที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ นอกจากนี้ บางรัฐยังสั่งห้ามการบำบัดทางเพศสภาพและการใช้ยาฮอร์โมนด้วย

การรับรองโดยอาศัยคำสั่งศาล (Judicial)

กระบวนการนี้พบใน 3 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ญี่ปุ่น ไต้หวัน และโรมาเนีย

ในฝั่งเอเชีย ญี่ปุ่น มีกฎหมายว่าด้วยกรณีพิเศษสำหรับบุคคลที่มีภาวะไม่สอดคล้องทางอัตลักษณ์เพศมาตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งกำหนดเงื่อนไขเข้มงวด ได้แก่ การรับการประเมินทางจิตเวช ผ่าตัดทำหมัน การมีอวัยวะเพศที่มีลักษณะใกล้เคียงกับเพศที่ต้องการเปลี่ยน รวมถึงต้องเป็นโสดและไม่มีบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

โดยพัฒนาการสำคัญเริ่มในปี 2566 เมื่อผู้พิพากษาทั้ง 15 คนของศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อกำหนดเรื่องการผ่าตัดทำหมันเป็นเงื่อนไขที่ขัดต่อสิทธิในการแสวงหาความสุขที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งในปี 2567 ศาลสูงของฮิโรชิม่าก็วินิจฉัยว่าการบังคับผ่าตัดเพื่อให้ลักษณะอวัยวะเพศเปลี่ยนแปลงอาจขัดรัฐธรรมนูญเช่นกัน และตัดสินว่าการรักษาด้วยฮอร์โมนสามารถทดแทนข้อกำหนดดังกล่าวได้ ซึ่งในศาลอื่นของญี่ปุ่นก็มีการตัดสินในลักษณะที่คล้ายกัน โดยพบว่าในเดือนกันยายน 2568 ศาลครอบครัวซัปโปโรวินิจฉัยว่าแม้แต่การบังคับให้ใช้ฮอร์โมนเพื่อเปลี่ยนลักษณะอวัยวะเพศก็ยังละเมิดการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญเช่นกัน แต่ในสถานการณ์จริง ก็พบว่ายังมีการถกเถียงกันว่าจะนำคำพิพากษาของศาลฏีกาไปใช้อย่างไร ทำให้ปัจจุบันก็ยังต้องยื่นคำร้องต่อศาลอยู่

ไต้หวัน มีกระบวนการซับซ้อน โดยในปี 2551 กระทรวงมหาดไทยออกคำสั่งกำหนดให้บุคคลที่ต้องการเปลี่ยนเพศในทะเบียนราษฎร์ต้องผ่าตัดนำอวัยวะสืบพันธุ์ออกก่อน ซึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2564 เมื่อศาลปกครองสูงสุดไทเปวินิจฉัยในคดีของหญิงข้ามเพศคนหนึ่ง โดยว่าข้อกำหนดการผ่าตัดอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งจากการตัดสินทำให้เธอกลายเป็นหญิงข้ามเพศคนแรกในไต้หวันที่เปลี่ยนเครื่องหมายเพศสำเร็จโดยไม่ต้องผ่าตัด ต่อมาในปี 2566 ศาลรัฐธรรมนูญชี้แจงว่าคำสั่งกระทรวงมหาดไทยไม่มีผลผูกพัน ซึ่งหมายความว่าต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป

ล่าสุดในปี 2567 ศาลปกครองสูงสุดไทเปวินิจฉัยในคดีของชายข้ามเพศคนหนึ่ง ว่าเขามีหลักฐานเพียงพอที่แสดงว่าอัตลักษณ์ทางเพศของเขามีความมั่นคงและยาวนาน โดยชายข้ามเพศคนดังกล่าวได้ยื่นผลวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ บันทึกการรักษาด้วยฮอร์โมน และคำให้การส่วนตัว ทำให้ในปี 2567 เขาจึงเป็นชายข้ามเพศที่สามารถเปลี่ยนคำนำหน้าเพศในบัตรประชาชนได้สำเร็จโดยไม่ต้องผ่านการผ่าตัด โดยศาลปกครองสูงสุดไทเปวินิจฉัยว่ารัฐควรเคารพเสรีภาพในการกำหนดเพศสภาพของตนเอง ตราบเท่าที่ไม่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม ซึ่งจากทั้งสองกรณีถือว่าบุคคลข้ามเพศยังจำเป็นต้องยื่นคำร้องต่อศาลอยู่

และที่โรมาเนีย มาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนสถานะพลเรือน (ปี 2539) กำหนดให้ต้องผ่านกระบวนการศาล แต่ไม่ได้ระบุเงื่อนไขชัดเจน ทำให้แต่ละศาลตีความแตกต่างกัน และหลายแห่งยังบังคับให้ผ่าตัดในทางปฏิบัติ และที่สำคัญโรมาเนียเป็นสมาชิกในสภาพยุโรป ดังนั้นจึงเกิดกรณีหนึ่งในปี 2564 ที่มีคำพิพากษาในคดีของนาย X. และนาย Y. ว่าโรมาเนียละเมิดมาตรา 8 ของอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชน โดยศาลชี้ว่าการบังคับให้เลือกระหว่างการผ่าตัดที่ไม่ต้องการ กับการสละสิทธิในการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศถือเป็นทางเลือกที่เป็นไปไม่ได้ และพบอีกคดีในปี 2567 ที่ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรปวินิจฉัยในคดีชื่อ C-4/23 Mirin ว่ารัฐสมาชิกสหภาพยุโรปมีพันธกรณีต้องรับรองการเปลี่ยนแปลงเพศที่รัฐสมาชิกอื่นรับรองแล้ว ซึ่งปัจจุบันยังพบว่าโรมาเนียยังคงไม่มีกระบวนการที่ชัดเจนในระดับชาติ 

2. ประเทศที่พิจารณาเป็นรายกรณี (Case-by-case)

มี 11 ประเทศทั่วโลกที่ใช้วิธีพิจารณาการรับรองเพศสภาพเป็นรายกรณี โดยอาศัยกลไกทางศาลหรือคณะกรรมการพิเศษแทนการมีกฎหมายรองรับทั่วไป แบ่งเป็นเอเชีย 4 ประเทศ (ภูฏาน อินโดนีเซีย อิสราเอล เลบานอน) ยุโรป 3 ประเทศ (โคโซโว ลิกเตนสไตน์ และโมนาโก) แอฟริกา 2 ประเทศ (บอตสวานาและเอสวาตินี) และทวีปอเมริกา 2 ประเทศ (เอลซัลวาดอร์และเวเนซุเอลา)

ในกลุ่มนี้ กระบวนการมักเริ่มจากการที่บุคคลข้ามเพศต้องยื่นคำร้องต่อศาลหรือหน่วยงานทะเบียนราษฎร์เพื่อพิสูจน์ความจำเป็นในการเปลี่ยนเครื่องหมายเพศ

อินโดนีเซีย แม้ไม่มีกฎหมายรับรองเพศสภาพโดยเฉพาะ แต่อาศัยการตีความตามกฎหมายทะเบียนราษฎร์ ศาลในแต่ละพื้นที่ซึ่งมีดุลยพินิจต่างกัน เช่น ศาลในยอกยาการ์ตาเคยอนุญาตให้ชายข้ามเพศเปลี่ยนเพศได้เพียงเพราะใช้ฮอร์โมนมานานพอสมควร ขณะที่ศาลในจาการ์ตาเหนือจะอนุญาตก็ต่อเมื่อมีการผ่าตัดแปลงเพศแล้วเท่านั้น ทั้งนี้พบว่าด้วยสถานะที่ซับซ้อนทำให้เกิดการตีความกำกวมด้านกฎหมาย เห็นได้จากเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2569 มีการบังคับใช้กฎหมายอาญาฉบับใหม่ที่ห้ามกิจกรรมทางเพศนอกสมรส ซึ่งสร้างความกังวลแก่ชุมชน LGBTQ+ อย่างมากเนื่องจากบทบัญญัติบางข้อของกฎหมายนี้อาจถูกนำมาใช้เอาผิดกับบุคคล LGBTQ+

อิสราเอล มีระบบที่ซับซ้อนเนื่องจากผสมผสานระหว่างกฎหมายแพ่งและกฎหมายศาสนา แม้กฎหมายปี 2508 จะระบุว่าทะเบียนราษฎร์ต้องบันทึกการเปลี่ยนแปลงทางเพศ แต่ในทางปฏิบัติมักต้องผ่านคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์และจิตวิทยาเพื่อพิจารณาเป็นรายบุคคล ซึ่งหากคณะกรรมการเห็นชอบ ก็สามารถเปลี่ยนเครื่องหมายเพศได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเสมอไป แม้จะมีความพยายามผลักดันให้ใช้ระบบกำหนดตัวตนด้วยตนเองหรือลดอายุผู้สมัครลงเหลือ 15 ปี แต่รัฐบาลสายอนุรักษนิยมมักระงับทุกครั้ง 

เลบานอน พบความไม่แน่นอนในกระบวนการสูงมาก โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้พิพากษาแต่ละท่าน โดยมีแนวคิดสองทางที่ขัดแย้งกัน ทางหนึ่งมองว่าการเปลี่ยนเพศจะทำได้ก็ต่อเมื่อเกิดขึ้นตามธรรมชาติโดยไม่ผ่านการผ่าตัดเพราะโครโมโซมไม่เปลี่ยนแปลง แต่อีกทางหนึ่งมองว่าการไม่ยอมรับเพศสภาพใหม่สร้างความเสียหายต่อสุขภาพจิตอย่างรุนแรง บรรทัดฐานจึงแกว่งไปมา เช่น ในปี 2530 ศาลเบรุตเคยอนุญาตให้หญิงข้ามเพศที่ผ่าตัดแล้วเปลี่ยนเพศได้ แต่ในปี 2535 ศาลเดียวกันปฏิเสธคำร้องของอีกคน อ้างว่าผู้สมัครยังมีลูกกระเดือกและโครโมโซมชายอยู่ จนกระทั่งปี 2558 ศาลอุทธรณ์เบรุตสร้างบรรทัดฐานใหม่ว่าการเปลี่ยนเพศเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญด้านสุขภาพและเป็นความจำเป็นทางการแพทย์เพื่อเยียวยาภาวะไม่พอใจในเพศตนเอง

สิ่งที่เห็นร่วมกันในกลุ่มนี้คือ สิทธิในการรับรองเพศสภาพไม่ได้เป็นสิทธิอัตโนมัติอย่างกลุ่มก่อนหน้า แต่มักจะเป็นสิทธิที่ต้องพิสูจน์และรับรองจากอำนาจตุลาการหรือผู้เชี่ยวชาญเป็นรายๆ ไป

3. ประเทศที่อนุญาตเฉพาะกลุ่ม Intersex: เพราะอะไร?

มี 10 ประเทศทั่วโลกที่อนุญาตให้มีการรับรองหรือแก้ไขเพศสภาพได้เฉพาะกลุ่ม Intersex หรือเพศกำกวมเท่านั้น แบ่งเป็นเอเชีย 5 ประเทศ (บาห์เรน จอร์แดน โอมาน ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์)  แอฟริกา 4 ประเทศ (อียิปต์ เคนยา โมร็อกโก และยูกันดา) และอเมริกาใต้ 1 ประเทศ (เปรู)

เหตุผลหลักๆ ในกลุ่มนี้มีความน่าสนใจมาก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางที่ใช้กฎหมายอ้างอิงหลักศาสนาอิสลาม ซึ่งแยกแยะระหว่างการเปลี่ยนเพศ (Sex Change) กับการแก้ไขเพศ (Sex Correction) เอาไว้ โดยมองว่ากลุ่ม Intersex เป็นผู้ที่มีความบกพร่องทางชีวภาพมาแต่กำเนิด การผ่าตัดและการรับรองเพศสภาพใหม่จึงถือเป็นการแก้ไขให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางกายภาพที่ควรจะเป็น ซึ่งไม่ถือว่าขัดต่อหลักการศาสนา

ตัวอย่างเช่น บาห์เรน ศาลเคยตัดสินอ้างอิงหลักนิติศาสตร์อิสลามสายซุนนีว่าห้ามการเปลี่ยนเพศหากไม่มีความจำเป็นทางชีวภาพ และอนุญาตเฉพาะกลุ่ม Intersex เพื่อปรับเปลี่ยนให้เข้ากับระบบเพศทวิลักษณ์ ส่วน จอร์แดน กฎหมายความรับผิดทางการแพทย์ปี 2561 ระบุว่ามีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ถึง 10 ปีพร้อมใช้แรงงานหนักสำหรับแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด แต่ยกเว้นให้เฉพาะกรณีแก้ไขเพศสำหรับผู้ที่มีลักษณะทางกายภาพแตกต่างจากโครโมโซมหรือพันธุกรรม 

ในซาอุดีอาระเบีย กฎระเบียบสถานะพลเมืองปี 2529 เปิดช่องให้แก้ไขชื่อและเพศได้ หากมีรายงานทางการแพทย์รับรองว่าเป็นเหตุผลทางการแพทย์หรือการแก้ไขเพศ ซึ่งทางการตีความว่าใช้ได้เฉพาะกลุ่ม Intersex 

ในยูกันดา กฎหมายการลงทะเบียนบุคคลปี 2558 ระบุว่าเด็กที่เกิดมาพร้อมภาวะเพศกำกวมสามารถเปลี่ยนเครื่องหมายเพศได้ หากผ่านการผ่าตัดและได้รับการรับรองจากแพทย์แล้ว

ส่วนที่โอมาน มีกฎหมายหมายเลข 75/2562 ที่ใช้ถ้อยคำเดียวกับกฎหมายต้นแบบของอียิปต์ โดยห้ามแพทย์ให้การรักษาทางการแพทย์ใด ๆ ที่อาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพศสภาพ ขณะที่การแก้ไขเพศสภาพ (sex correction) จะอนุญาตได้ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบทางการแพทย์และมีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันว่าบุคคลนั้นมีลักษณะ Intersex

4.. ประเทศที่ทำไม่ได้: ให้เหตุผลว่าอย่างไรบ้าง?

กลุ่มประเทศที่ไม่รับรองเพศสภาพตามกฎหมายมีจำนวนทั้งหมด 71 ประเทศ พบมากที่สุดในแอฟริกา 24 ประเทศ รองลงมาคืออเมริกา 19 ประเทศ (แบ่งเป็นอเมริกาเหนือ 16 ประเทศ และอเมริกาใต้ 3 ประเทศ) ทวีปเอเชีย 16 ประเทศ และทวีปยุโรป กับทวีปออสเตรเลียและโอเชียเนียแห่งละ 6 ประเทศ

ส่วนใหญ่สาเหตุหลักมักมาจากเหตุผลทางศาสนา บรรทัดฐานทางสังคมดั้งเดิม และแนวคิดเรื่องเพศที่ยึดโยงกับลักษณะทางชีววิทยา บ้างก็เกิดจากการต่อต้านของกลุ่มอนุรักษนิยม

ในเอเชีย หลายประเทศอ้างหลักศาสนาอิสลาม เช่น บังกลาเทศ ที่รัฐบาลประกาศชัดในต้นปี 2567 ว่าจะไม่ผ่านกฎหมายใดๆ ที่ขัดต่อหลักการศาสนา และจะไม่รับรองสถานะบุคคลข้ามเพศ แม้เคยมีความพยายามร่างกฎหมายคุ้มครองสิทธิมาก่อน ขณะที่อิรัก ผ่านกฎหมายต่อต้านการค้าประเวณีและความเบี่ยงเบนทางเพศในปี 2567 ซึ่งกำหนดโทษจำคุกสำหรับผู้ที่พยายามเปลี่ยนแปลงเพศสภาพ การมีความสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกันยังเป็นความผิดทางอาญาด้วย รวมถึงลงโทษแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด โดยอนุญาตเฉพาะกรณีแก้ไขความผิดปกติแต่กำเนิดเท่านั้น

ประเทศไทย แม้ปัจจุบันจะผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมแล้ว แต่การรับรองเพศสภาพตามกฎหมายยังคงทำไม่ได้ โดยมีบรรทัดฐานจากคำพิพากษาศาลฎีกาปี 2524 ที่ระบุว่าการรับรองเพศต้องยึดตามเพศกำเนิดและความสามารถในการให้กำเนิดบุตรเป็นหลัก ปัจจุบันยังไม่มีช่องทางใดที่บุคคลข้ามเพศจะเปลี่ยนเครื่องหมายเพศในเอกสารประจำตัวได้ โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 สภาผู้แทนราษฎรลงมติตีตกร่าง พ.ร.บ. การรับรองเพศสภาพที่เสนอโดย ส.ส. พรรคก้าวไกล โดยที่ประชุมมีมติ “ไม่รับหลักการ” ทำให้ร่างกฎหมายดังกล่าว ด้วยคะแนนเสียง เห็นด้วย 154 เสียง ไม่เห็นด้วย 257 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง ร่างพ.ร.บ.รับรองเพศฯ เป็นอันตกไปในวาระหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายคัดค้านสรุปว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ยังขาดความรัดกุมในการคุ้มครองสิทธิของผู้อื่น โดยเฉพาะเพศหญิงที่อาจได้รับผลกระทบเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวในการใช้พื้นที่สาธารณะ เช่น ห้องน้ำ หรือห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า

ในยุโรปและอเมริกา นอกจากจะไม่อนุญาต บางประเทศยังพบการเพิกถอนสิทธิที่มีอยู่เดิม ด้วย เช่น ฮังการี ยกเลิกการรับรองเพศสภาพในปี 2563 โดยเปลี่ยนนิยามในทะเบียนราษฎร์จากคำว่า “เพศ” เป็น “เพศเมื่อแรกเกิด” ซึ่งกำหนดโดยโครโมโซมและถือเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ส่วน จอร์เจีย ผ่านกฎหมายคุ้มครองคุณค่าครอบครัวในปี 2567 ที่สั่งห้ามระบุเพศในเอกสารราชการที่แตกต่างจากเพศสภาพทางชีววิทยา และห้ามการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพอย่างเด็ดขาด

ในแอฟริกา บุรุนดี พบว่ามีกฎหมายที่รุนแรงมาก โดยพบว่าหากมีเอกสารไม่ตรงกับอัตลักษณ์อาจถูกตีความว่าเป็นความผิดทางอาญาได้ ตลอดจนนำกฎหมายป้องกันการฉ้อโกงมาใช้กับบุคคลข้ามเพศที่มีการแสดงออกทางเพศที่ไม่ตรงกับเอกสารประจำตัว

5. กฎหมายรับรองเพศสภาพกับกฎหมายสมรสเท่าเทียม: มาพร้อมกันหรือเปล่า?

จากการตรวจสอบข้อมูลทางกฎหมายและสถิติ กฎหมายการรับรองเพศสภาพ (LGR) และกฎหมายสมรสเท่าเทียม (Same-sex marriage) ในแต่ละประเทศมีไทม์ไลน์ที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ โดยในปัจจุบัน ประเทศที่ผ่านทั้งกฎหมายการรับรองเพศสภาพและกฎหมายสมรสเท่าเทียม มีทั้งหมด 41 ประเทศทั่วโลก แต่ทั้งกฎหมายการรับรองเพศสภาพและกฎหมายสมรสเท่าเทียมนั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน และมักมีกฎหมายหนึ่งนำมาก่อน ซึ่งส่งผลให้เกิดช่องว่างทางกฎหมายในรอยต่อระหว่างสองฉบับ

ในหลายประเทศฝั่งตะวันตก กฎหมายการรับรองเพศสภาพมักเกิดก่อนกฎหมายสมรสเท่าเทียม ตัวอย่างที่พบเช่นในสหราชอาณาจักร มีการผ่านกฎหมายการรับรองเพศสภาพ (Gender Recognition Act) ตั้งแต่ปี 2547 แต่ในระหว่างนั้นยังไม่มีกฎหมายเรื่องสมรสเท่าเทียม การจะเปลี่ยนเพศสภาพได้ บุคคลข้ามเพศที่แต่งงานแล้วต้องจดทะเบียนหย่าก่อน หลังจากนั้นจึงจะขอใบรับรองเพศสภาพใหม่ได้ ซึ่งรอยต่อนี้ได้รับการแก้ไขเมื่อสหราชอาณาจักรผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมในปี 2556 ที่ผ่านมา โดยอนุญาตให้คู่สมรสรักษาสถานะการแต่งงานเดิมไว้ได้ ตราบใดที่คู่สมรสอีกฝ่ายให้ความยินยอม

ในทางตรงกันข้าม บางประเทศรวมถึงประเทศไทย เลือกผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมก่อน ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนเพศหรือคำนำหน้านาม 

6. ร่าง พ.ร.บ. การรับรองเพศสภาพของประเทศไทย ไปถึงไหนแล้ว?

ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม (มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการวันที่ 22 มกราคม 2568) แต่การที่ยังไม่มีกฎหมายรับรองเพศสภาพควบคู่กัน ทำให้เกิดช่องว่างและข้อถกเถียงที่น่าสนใจหลายด้าน

แม้กลุ่มบุคคลข้ามเพศและผู้มีภาวะเพศกำกวมจะจดทะเบียนสมรสได้ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว แต่ทะเบียนสมรสและเอกสารราชการอื่น ๆ ยังต้องใช้คำนำหน้าและตัวระบุเพศเดิมที่ไม่ตรงกับเพศสภาพ ปัญหานี้ส่งผลในชีวิตจริงโดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางข้ามประเทศ เนื่องจากข้อมูลในหนังสือเดินทางไม่ตรงกับการแสดงออกทางเพศสภาพ นอกจากนี้ บุคคลข้ามเพศในไทยที่ต้องการเปลี่ยนแปลงข้อมูลทางเพศในด้านการแพทย์ ยังต้องผ่านการประเมินและอนุมัติจากจิตแพทย์ก่อน

ส่วนความคืบหน้านั้น เส้นทางของร่าง พ.ร.บ. นี้ยังเผชิญความท้าทายอย่างมาก โดยร่างฉบับแรกที่เสนอโดย สส. ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ อดีตพรรคก้าวไกล (ซึ่งมีต้นแบบมาจากกฎหมายของมอลตาและอาร์เจนตินา) โดยสภาฯ ปัดตกในวาระแรก เมื่อกุมภาพันธ์ 2567 ด้วยคะแนนเห็นด้วย 154 เสียง ไม่เห็นด้วย 257 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง (นับจากมกราคม 2568) มีการจัดทำร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 4 ฉบับ เพื่อเตรียมผลักดันอีกครั้ง ได้แก่ ร่างของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่างของพรรคประชาชน ร่างของกลุ่ม Intersex Thailand และร่างของภาคประชาสังคม

ซึ่งในอนาคต นักเคลื่อนไหวและฝ่ายนิติบัญญัติประเมินตรงกันว่าการแก้ไขกฎหมายนี้จะเป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากต้องการการบูรณาการของหน่วยงานรัฐหลายภาคส่วน รวมถึงต้องรื้อและปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่มีอยู่เดิมทั้งระบบ อย่างไรก็ตามภาคประชาสังคมยังคงใช้เวทีสาธารณะอย่างงาน Bangkok Pride เพื่อรณรงค์กดดันให้รัฐบาลเร่งพิจารณา ขณะที่ OHCHR ก็ออกแถลงการณ์สนับสนุนให้รัฐบาลไทยเร่งผ่านร่างกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติและกฎหมายรับรองเพศตามอัตลักษณ์ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้วย

เส้นทางการต่อสู้: สิทธิในการรับรองเพศสภาพได้มาอย่างไร?

การได้มาซึ่งสิทธิในการรับรองเพศสภาพมีรูปแบบการต่อสู้ที่หลากหลาย คล้ายคลึงกับการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียม แบ่งออกได้เป็น 4 เส้นทางหลัก

เส้นทางที่ 1: การต่อสู้ผ่านกระบวนการยุติธรรม 

ตัวอย่างจากญี่ปุ่น ซึ่งในปี 2564 ชายข้ามเพศชื่อ Gen Suzuki ยื่นฟ้องต่อศาลครอบครัวเพื่อขอเปลี่ยนเพศทางกฎหมายโดยปฏิเสธการผ่าตัดทำหมัน การต่อสู้ดำเนินจนถึงศาลฎีกา และในเดือนตุลาคม 2566 ศาลฎีกาญี่ปุ่นวินิจฉัยเป็นเอกฉันท์ว่าการบังคับให้ต้องผ่าตัดทำหมันเป็นการละเมิดเสรีภาพและขัดต่อรัฐธรรมนูญ ต่อมาในเดือนกันยายน 2568 ศาลครอบครัวซัปโปโรวินิจฉัยเพิ่มเติมว่าข้อบังคับเรื่องการปรับเปลี่ยนอวัยวะเพศก็ขัดรัฐธรรมนูญเช่นกัน คำพิพากษาเหล่านี้กดดันให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติต้องแก้ไขกฎหมายในที่สุด

เส้นทางที่ 2: การต่อสู้ในระดับศาลสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ 

ในยุโรป การเปลี่ยนแปลงกฎหมายมักถูกกดดันจากคำพิพากษาของ ECHR และ CJEU ตัวอย่างเช่นคดี Shipova ในปี 2569 ในบัลแกเรีย ซึ่งศาลฎีกาของบัลแกเรียเคยตัดสินห้ามคนข้ามเพศเปลี่ยนเพศในเอกสาร แต่ CJEU วินิจฉัยว่าต้องรับรองเพศสภาพตามการใช้ชีวิตจริงของพลเมือง เพื่อประกันสิทธิในการเดินทางเสรีภายในสหภาพยุโรป ดังนั้นคำพิพากษานี้ จึงทำให้บัลแกเรียต้องข้ามคำตัดสินเดิมของตัวเอง แล้วอนุญาตให้แก้ไขเพศในทะเบียนได้ เพราะหลักการความเป็นเอกภาพของกฎหมายของสหภาพยุโรป กำหนดว่าเมื่อกฎหมายหรือคำพิพากษาในประเทศขัดกับกฎหมาย EU ศาลในประเทศนั้นต้องไม่นำกฎหมายนั้นมาใช้ แล้วปฏอบะตอตามกฎหมายของ EU แทน

เส้นทางที่ 3: การผลักดันร่วมกันของภาคประชาสังคมและฝ่ายนิติบัญญัติ 

ความสำเร็จของกฎหมาย Gender Identity Law ของอาร์เจนตินาในปี 2555 เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มขับเคลื่อนเชิงสถาบันที่นำประเด็นเข้าสู่วาระรัฐสภา และเครือข่ายภาคประชาชนสายรากหญ้าที่ยืนกรานในเนื้อหาที่ก้าวหน้า จนออกมาเป็นกฎหมายที่ให้สิทธิโดยไม่ต้องผ่านการรับรองจากแพทย์ และกลายเป็นต้นแบบระดับโลกของการใช้เจตจำนงตนเองในการรับรองเพศสภาพ

เส้นทางที่ 4: การต่อต้านทางการเมืองและการใช้อำนาจยับยั้ง

ในบางประเทศ การผลักดันกฎหมายกลายเป็นสมรภูมิขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น ตัวอย่างที่ชัดเจนคือสหราชอาณาจักร ที่รัฐสภาสกอตแลนด์ลงมติผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปการรับรองเพศ (Gender Recognition Reform Bill) ในเดือนธันวาคม 2565 ด้วยคะแนน 86 ต่อ 39 ซึ่งร่างนี้จะทำให้คนข้ามเพศเปลี่ยนเพศในเอกสารได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องผ่านการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์เหมือนเดิม เพียงแค่ประกาศเจตจำนงด้วยตัวเอง (self-ID) แต่รัฐบาลกลาง (Westminster) ที่ลอนดอน ใช้อำนาจตามมาตรา 35 ของกฎหมาย Scotland Act 1998 ยับยั้งร่างกฎหมายดังกล่าว โดยอ้างความกังวลเรื่องความปลอดภัยของสตรีและเด็ก นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการใช้อำนาจนี้ยับยั้งกฎหมายของสกอตแลนด์ สะท้อนให้เห็นว่าประเด็นการรับรองเพศสภาพถูกฝ่ายการเมืองนำมาใช้เป็นเครื่องมือในหลายครั้ง

สรุป

ท่ามกลางแผนที่สิทธิที่ซับซ้อนนี้ ประเทศไทยยืนอยู่ในจุดที่น่าสนใจและน่าคิดในเวลาเดียวกัน ในฐานะประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม แต่บุคคลข้ามเพศยังต้องพกเอกสารที่ไม่ตรงกับตัวเองไปทุกที่ ทั้งการทำธุรกรรม การเดินทาง หรือแม้แต่การเข้ารับการรักษาพยาบาล กล่าวคือยังมีช่องว่างระหว่างคำนำหน้าและเพศสภาพที่ไม่ตรงกันอยู่

ข้อมูลจาก 239 ประเทศและดินแดนทั่วโลกจากที่สำรวจมา ทำให้เห็นว่าการรับรองเพศสภาพไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะเรื่องของความก้าวหน้าเพียงอย่างเดียว บางครั้งยังเกี่ยวข้องกับเจตจำนงทางการเมืองด้วย ซึ่งในบางประเทศพบว่ามีบริบททางศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง บางประเทศมีบริบทศาสนาและสังคมใกล้เคียงกับไทยแต่ก็เลือกเดินหน้าเปลี่ยนแปลง หรือบางประเทศที่เคยมีสิทธินี้แล้วก็เลือกที่จะยกเลิก บางประเทศต่อสู้กันในศาลทีละคดีจนกว่าบรรทัดฐานจะเปลี่ยน ซึ่งพบว่าบางประเทศก็ไม่มีสูตรสำเร็จในการจัดการ แต่สิ่งเหล่านี้ช่วยทำให้กระจ่างชัดว่าแต่ละประเทศมองบุคคลข้ามเพศเป็นปัญหาที่ต้องจัดการหรือมองว่าเป็นพลเมืองที่มีสิทธิเท่ากัน

ดูข้อมูลได้ที่ https://rocketmedialab.co/database-legal-gender-recognition

คุณอาจสนใจ