ในรายงาน ระบบสารสนเทศด้านการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน ของกรมควบคุมมลพิษ ให้ข้อมูลไว้ว่ากรุงเทพฯ มีขยะมูลฝอยตกค้าง 0 ตัน ซึ่งหมายความว่ากรุงเทพฯ สามารถเก็บและกำจัดขยะที่เกิดขึ้นในแต่ละวันได้ทั้งหมด ว่าแต่ในเมืองที่สร้างขยะเกือบหนึ่งหมื่นตันต่อวัน เอาขยะไปกำจัดอย่างไร

ขยะ กทม. นอกจากจะสูงขึ้นแล้ว ยังนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้น้อยลง
จากสถิติจากรายงานประจำปี 2568 ของสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร พบว่าค่าเฉลี่ยปริมาณขยะมูลฝอยรายวันที่จัดเก็บได้ในแต่ละปี มีดังนี้
- ปี 2563 จัดเก็บได้เฉลี่ย 9,519 ตันต่อวัน
- ปี 2564 จัดเก็บได้เฉลี่ย 8,675 ตันต่อวัน (เนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์โควิด-19)
- ปี 2565 จัดเก็บได้เฉลี่ย 8,979 ตันต่อวัน
- ปี 2566 จัดเก็บได้เฉลี่ย 8,775 ตันต่อวัน
- ปี 2567 จัดเก็บได้เฉลี่ย 9,238 ตันต่อวัน
- ปี 2568 จัดเก็บได้เฉลี่ย 9,231.40 ตันต่อวัน
จากข้อมูลจะเห็นว่าแม้ปริมาณขยะหลังโควิด-19 จะเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่สูงเท่าช่วงก่อนโควิด-19 ขณะเดียวกันเมื่อเราพิจารณาข้อมูลปริมาณการผลิตขยะมูลฝอยเฉลี่ยรายวันของกรุงเทพฯ โดยกรมควบคุมมลพิษ ก็จะพบว่า คนกรุงเทพฯ ผลิตขยะมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ปริมาณขยะที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ไม่ได้มีแนวโน้มลดลง โดยในปี 2568 มีการผลิตขยะสูงถึงเฉลี่ยวันละ 13,254 ตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่มีปริมาณขยะมูลฝอยเกิดขึ้นเฉลี่ยวันละ 12,281.70 ตัน
ไม่เพียงแค่การเพิ่มขึ้นของปริมาณขยะเท่านั้น ในปี 2568 ปริมาณขยะที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ยังลดลงอีกด้วย เหลือเพียง 3,592 ตัน หรือคิดเป็น 27.10% ของปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้น ซึ่งส่งผลให้มีขยะที่ต้องนำไปกำจัดอย่างถูกต้องสูงถึงวันละ 9,662 ตัน หรือคิดเป็น 72.90% เมื่อเทียบกับปี 2563 จะเห็นว่านอกจากจะมีปริมาณขยะน้อยกว่าแล้ว ยังมีปริมาณขยะที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ได้มากกว่าอีกด้วย
ปริมาณขยะในกรุงเทพฯ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจำนวนประชากรจะลดลงอย่างต่อเนื่องก็ตาม จากข้อมูลสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครองพบว่าประชากรในกรุงเทพฯ ลดลงต่อเนื่องทุกปี จาก 5,588,222 คนในปี 2563 เหลือเพียง 5,422,568 คนในปี 2568 หายไปราว 165,000 คนในหกปี ถึงอย่างนั้นกรุงเทพฯ ก็ไม่ได้มีเพียงประชากรในทะเบียนบ้าน แต่กรุงเทพฯ ยังเป็นเมืองที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วประเทศเข้ามาทุกวัน ทั้งแรงงาน นักศึกษา ตลอดจนนักท่องเที่ยว ซึ่งเรียกกันว่าประชากรแฝง ตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่ากรุงเทพฯ มีประชากรแฝงเพิ่มขึ้นจาก 2,526,380 คนในปี 2563 เป็น 2,920,537 คนในปี 2567 และอยู่ที่ 2,900,650 คนในปี 2568
เมื่อรวมประชากรสองกลุ่มเข้าด้วยกัน จะพบว่าจำนวนคนที่ใช้ชีวิตในกรุงเทพมหานครเพิ่มมากขึ้น จาก 8,114,602 คนในปี 2563 มาเป็น 8,323,218 คนในปี 2568 ซึ่งอาจอธิบายได้ว่าทำไมขยะในกรุงเทพฯ จึงไม่ได้ลดลงไปด้วยแม้ประชากรจะมีแนวโน้มลดลงก็ตาม
นอกจากนี้ปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นทุกปี ยังอาจจะมาจากไลฟ์สไตล์การบริโภคของคนกรุงเทพฯ ที่ส่งเสริมให้เกิดปริมาณขยะมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ Food Delivery หรือการเติบโตของบรรดาห้างร้านต่างๆ ในใจกลางกรุงเทพฯ เพราะเมื่อดูสถิติขยะมูลฝอยรายเขต โดยสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ในปี 2568 จะพบว่าเขตรอบนอกมีอัตราการสร้างขยะต่อหัวต่ำมาก เช่น เขตหนองจอกสร้างขยะเพียง 0.84 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน สายไหม 1.01 กิโลกรัม คลองสามวาและดอนเมือง 1.08 กิโลกรัม และหนองแขม 1.09 กิโลกรัม
ในทางตรงกันข้าม เขตย่านธุรกิจ ศูนย์การค้า และการท่องเที่ยวกลับผลิตขยะต่อหัวมากกว่าหลายเท่า นำโดยปทุมวันสร้างขยะสูงถึง 6.83 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน พระนคร 3.73 กิโลกรัม วัฒนา 3.70 กิโลกรัม บางรัก 3.48 กิโลกรัม และคลองเตย 3.26 กิโลกรัม
หรือแม้ดูเพียงปริมาณขยะที่เกิดขึ้น ไม่คิดในแบบต่อหัวประชากร เนื่องด้วยเขตชั้นในอาจจะมีประชากรน้อยกว่าแต่มีคนเข้ามาใช้ชีวิตมากกว่า ก็ยังพบว่า เขตใจกลางเมือง ย่านธุรกิจ อย่างปทุมวันก็ยังสร้างขยะมากกว่าเขตรอบนอกอย่างหนองจอกอยู่ดี โดยในปี 2568 ปทุมวันมีปริมาณขยะอยู่ที่ 98,270.58 ตัน ในขณะที่หนองจอกอยู่ที่ 57,433.19 ตัน
ในช่วงที่ผ่านมา กรุงเทพฯ มีการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมการเก็บขยะครั้งใหญ่ โดยออกข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2568 และเริ่มบังคับใช้ในเดือนตุลาคม 2568 กฎหมายฉบับนี้แยกค่าธรรมเนียมเป็น “ค่าเก็บขน” และ “ค่ากำจัด” อย่างชัดเจน หากบ้านเรือนทิ้งขยะไม่เกิน 20 ลิตรต่อวันและไม่คัดแยก จะต้องจ่ายรวม 60 บาทต่อเดือน แต่ถ้าคัดแยกตามระเบียบ อัตราจะลดลงเหลือเพียง 20 บาทต่อเดือน ส่วนสถานประกอบการขนาดใหญ่ที่มีขยะเกิน 1 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรวมพุ่งสูงถึง 8,000 บาทต่อเดือน
นอกจากนี้ ระเบียบกรุงเทพมหานครว่าด้วยค่าธรรมเนียมการให้บริการในการจัดการมูลฝอยที่มีการคัดแยก พ.ศ. 2568 ที่ประกาศตามมาในวันที่ 26 กันยายน 2568 กำหนดให้บ้านเรือนที่ต้องการสิทธิ์ส่วนลดต้องลงทะเบียน และต้องส่งหลักฐานการคัดแยกขยะผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ที่กำหนด หากผู้ได้รับสิทธิ์ไม่ยอมคัดแยกขยะหรือส่งหลักฐานไม่ครบ กรุงเทพมหานครจะระงับสิทธิ์และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมอัตราเต็มย้อนหลังทันที รวมไปถึงโครงการ ‘ไม่เทรวม’ ของผู้ว่าฯ กทม. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่พยายามจะทำให้ประชาชนแยกขยะ เพื่อให้มีขยะที่ต้องนำไปกำจัดน้อยลง
อย่างไรก็ตาม กรุงเทพฯ ก็ยังต้องเผชิญความท้าทายเดิมอยู่เช่นเคยว่าจะทำอย่างไรให้ปริมาณการผลิตขยะมูลฝอยลดลง แยกขยะได้มากขึ้นเพื่อจะได้มีขยะที่ต้องนำไปกำจัดลดลงด้วย

นอกจากฉะเชิงเทราและนครปฐมแล้ว ขยะของคนกรุงเทพฯ ยังถูกนำไปทิ้งเพิ่มที่กาญจนบุรี
นอกจากความท้าทายในการต้องลดปริมาณขยะลงให้ได้แล้ว กทม. ยังมีความท้าทายในการกำจัดขยะอีกด้วย จากรายงานเรื่องขยะของคน กทม. ที่ถูกนำไปทิ้งที่บ้านคนอื่น ของ Rocket Media Lab ในปี 2565 พบว่าขยะของคนกรุงเทพฯ ไม่ได้ถูกกำจัดในกรุงเทพฯ ทั้งหมด แต่ถูกขนถ่ายออกนอกเมืองไปกำจัดในบ่อขยะในต่างจังหวัดทั้งที่ฉะเชิงเทราและนครปฐม และเมื่อดูข้อมูลปัจจุบัน ระบบการจัดการเช่นนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนไป อีกทั้งยังขยายใหญ่มากขึ้นไปอีก
จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ ในปี 2568 นี้ กรุงเทพมหานครยังคงผลิตขยะสูงถึงวันละ 13,254 ตันต่อวัน จากจำนวนนี้ในระหว่างทางการเก็บขยะ ก็จะมีขยะจำนวนหนึ่งถูกคัดแยกไปรีไซเคิลผ่านรถซาเล้ง ร้านรับซื้อ และบริษัทเอกชน คิดเป็นจำนวนขยะที่ถูกนำไปรีไซเคิล 3,592 ตัน ส่วนที่เหลืออีก 9,662 ตันไหลเข้าสู่ระบบกำจัดผ่านสถานีขนถ่าย 4 แห่ง ได้แก่ สถานีอ่อนนุช รับเข้าระบบ 3,865 ตันต่อวัน สถานีสายไหม รับเข้าระบบ 2,029 ตัน สถานีหนองแขม 3,268 และสถานีรัชวิภาอีก 500 ตัน อย่างไรก็ตามสถานีรัชวิภาเป็นเพียงศูนย์พักขยะย่อยเท่านั้น ไม่ได้มีระบบกำจัดของตัวเอง จากเอกสารโครงการจ้างเหมาเอกชนขนมูลฝอยจากสถานีขนถ่ายมูลฝอยรัชวิภา และนำส่งไปกำจัด ที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยของกรุงเทพมหานคร ปี 2561 ระบุไว้ว่าขยะที่นำมาพักที่สถานีรัชวิภาก็จะถูกขนไปยังสถานีหนองแขมอีกที
ณ สถานีขนถ่ายขยะทั้ง 3 แห่งของกรุงเทพฯ จะพบว่าที่สถานีศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช มีขยะที่ต้องกำจัดเข้ามาเฉลี่ย 3,865 ตันต่อวัน โดยในจำนวนนี้สามารถนำไปหมักปุ๋ยอินทรีย์ โดยมีปริมาณสูงสุดที่รับได้ 1,600 ตันต่อวัน แบ่งเป็นโรงงานกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีทำปุ๋ยหมักอินทรีย์ ขนาด 600 ตันต่อวัน และโรงงานกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีทำปุ๋ยหมักอินทรีย์ ขนาด 1,000 ตันต่อวัน นอกจากนี้ส่วนหนึ่งยังจะถูกนำไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงขยะ (RDF) โดยใช้เทคโนโลยีเชิงกล-ชีวภาพ (Mechanical-Biological Treatment : MBT) เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ขนาดไม่น้อยกว่า 800 ตันต่อวัน (ปัจจุบันหยุดการดำเนินการ ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2569 เพื่อดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกลิ่นรบกวน) และอีกส่วนหนึ่งจะถูกนำไปกำจัดด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตไฟฟ้า มีขีดความสามารถในการกำจัดขยะไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน (รองรับสูงสุด 1,600 ตันต่อวัน) ดำเนินการโดยบริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด ที่ก่อสร้างโครงการแล้วเสร็จกว่า 90% และมีการทดสอบระบบรับขยะในวันที่ 20 มีนาคม 2569 ไปแล้ว ในขณะที่ขยะส่วนที่เหลือจากกระบวนทั้งหมด ซึ่งคาดว่ามีมากกว่า 2,000 ตันต่อวัน จะถูกนำไปกำจัดที่หลุมฝังกลบที่ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ดำเนินงานโดยบริษัท ไพโรจน์สมพงษ์พานิชย์ จำกัด เป็นผู้ดูแลผ่านสัญญารับจ้างขนขยะไปฝังกลบอย่างถูกหลักสุขาภิบาล โดยปัจจุบันอยู่ในสัญญาระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566-2570) ด้วยวงเงินรวม 876 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราค่าจ้างที่ 600 บาทต่อตัน (ขั้นต่ำวันละ 1,000 ตัน)
ที่สถานีสายไหม มีขยะที่ต้องกำจัดเข้ามาเฉลี่ย 2,029 ตันต่อวัน ขยะจากสถานีนี้จะถูกนำไปกำจัดอย่างถูกหลักสุขาภิบาล ที่บ่อขยะสองที่ก็คือ ที่แรกอำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ดำเนินงานโดยบริษัท วัสดุภัณฑ์ธุรกิจ จำกัด ตามสัญญาที่เริ่มตั้งแต่ปี 2558 โดยสัญญาเดิม 7 ปีมีวงเงิน 4,436 ล้านบาท เทียบเท่าราว 1,017 บาทต่อตัน สัญญาต่อมาช่วงปี 2563-2567 อยู่ที่ราว 714 บาทต่อตัน และสัญญาล่าสุดที่เริ่มวันที่ 4 กันยายน 2568 ต่ออีก 4 ปี ถึงปี 2572 วันละไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน และอีกคู่สัญญาคือบ่อขยะที่อำเภอห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี ดำเนินการโดยบริษัท เบตเตอร์ซิตี้ จำกัด (เดิมชื่อบริษัท สยามรับเบอร์ จำกัด) ภายใต้สัญญา 20 ปี เริ่มขนขยะตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2565 สิ้นสุดวันที่ 8 พฤษภาคม 2585 โดยรับขยะไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน ขนไปยังโรงงานของบริษัทเพื่อนำขยะไปคัดแยก โดยขยะรีไซเคิลจะถูกส่งกลับเข้าระบบ ขยะอินทรีย์จะถูกนำไปหมักทำปุ๋ย ส่วนขยะที่เผาได้จะถูกนำไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง RDF สำหรับโรงปูนซีเมนต์ และที่เหลือที่ต้องนำไปกำจัดจะถูกนำไปฝังกลบในหลุมฝังกลบ
ในส่วนของสถานีรัชวิภา ซึ่งไม่มีระบบกำจัดเป็นของตัวเอง ระบบการกำจัดขยะในสถานีย่อยรัชวิภาจึงเป็นการรับขยะมา แล้วส่งต่อไปยังสถานีหนองแขม ภายใต้โครงการจ้างเหมาเอกชนขนมูลฝอยจากสถานีขนถ่ายมูลฝอยรัชวิภา และนำส่งไปกำจัดที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยของกรุงเทพมหานคร โดยบริษัท ลำเลียงชัย จำกัด วันละไม่น้อยกว่า 500 ตัน
ณ สถานีขนถ่ายหนองแขมมีขยะที่ต้องกำจัดเข้ามาเฉลี่ย 3,268 ตันต่อวัน และเมื่อรวมกับของสถานีรัชวิภา จะมีขยะรวมกัน 3,768 ตันต่อวัน โดยมีโครงการกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าหนองแขม หรือระบบเตาเผาขยะ (WTE) หนองแขม 1 มีศักยภาพรองรับขยะได้ 300-500 ตันต่อวัน และได้เปิดดำเนินการโรงงานเตาเผาขยะเพิ่มเติมที่หนองแขมเป็นแห่งที่ 2 โดยเริ่มทดสอบระบบ เมื่อปี 2569 ที่ผ่านมา มีศักยภาพกำจัดขยะมูลฝอยด้วยวิธีเผาไหม้ ขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน ทั้งนี้ บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (C&G Environmental Protection (Thailand)) เป็นผู้ดำเนินโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ทั้ง 2 ศูนย์
แม้สถานีแห่งนี้จะมีโรงไฟฟ้าขยะ (WTE) แต่ก็มีขีดความสามารถในการเผาทำลายจำกัดเพียง 300-500 ตันต่อวันเท่านั้น เมื่อรวมกับเตาเผาใหม่ที่เกิดขึ้นอีก 1,000 ตันต่อวัน ก็ยังเหลือขยะส่วนเกินจำนวนกว่า 2,200 ตันต่อวัน จึงต้องถูกขนส่งไปฝังกลบที่ อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ดำเนินงานโดยบริษัท กลุ่ม 79 จำกัด สัญญาล่าสุดเป็นโครงการระยะยาว 20 ปีเช่นกัน (พ.ศ. 2566-2586) มูลค่างานรวม 4,737 ล้านบาท คิดเป็นอัตราค่าจ้าง 649 บาทต่อตัน สำหรับการขนขยะไม่น้อยกว่าวันละ 1,000 ตัน
เมื่อดูแผนงานในส่วนของแผนงานจัดการมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล ในแผนปฏิบัติราชการ ประจำปี พ.ศ. 2568 ของสำนักสิ่งแวดล้อม จะพบว่ามีโครงการและรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจ้างเอกชนเพื่อขนถ่ายขยะ ดังนี้
- โครงการจ้างเหมาเอกชนขนมูลฝอยจากสถานีขนถ่ายมูลฝอยรัชวิภา และนำส่งไปกำจัดที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยของกรุงเทพมหานคร ใช้งบประมาณ 60,955,000 บาท (12 ปี ปี 2562 – 2573 รวม 609,550,000 บาท)
- โครงการจ้างเหมาเอกชนขนมูลฝอยจากศูนย์กำจัดมูลฝอยสายไหมและนำไปฝังกลบอย่างถูกหลักสุขาภิบาล 32,020,721 บาท (6 ปี ปี 2563 – 2568 รวม 1,042,440,000 บาท)
- โครงการจ้างเหมาเอกชนขนมูลฝอยจากศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุชและนำไปฝังกลบอย่างถูกหลักสุขาภิบาล ระยะที่ 2 งบ 144,739,200 บาท (6 ปี ปี 2566 – 2571 รวม 876,000,000 บาท)
- โครงการจ้างเหมาเอกชนขนมูลฝอยจากศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขมและนำไปฝังกลบอย่างถูกหลักสุขาภิบาล ระยะที่ 2 งบ 219,000,000 บาท (5 ปี ปี 2567 – 2571 รวม 876,000,000 บาท)
- โครงการจ้างเหมาเอกชนขนมูลฝอยจากศูนย์กำจัดมูลฝอยสายไหมและนำไปกำจัดโดยวิธีฝังกลบตามหลักสุขาภิบาล งบ 1,000,000 (5 ปี ปี 2568 – 2572 รวม 730,000,000 บาท)
โดยทั้ง 5 โครงการ เฉพาะรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจ้างเอกชนเพื่อขนถ่ายขยะนั้น รวมเป็นเงินกว่า 457,714,921 บาท

คนกรุงเทพฯ จะรู้ไหมว่า ขยะของ กทม. ที่ถูกนำไปทิ้งที่อื่น สร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมากแค่ไหน
นอกจากต้นทุนการกำจัดขยะของ กทม. จะพบว่ายังมีต้นทุนที่แพงกว่านั้นคือต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม สถานีขนถ่ายทั้ง 3 แห่งของ กทม. สร้างปัญหากลิ่นเหม็นรบกวนแก่ชุมชนโดยรอบมาอย่างยาวนาน และยังไม่สามารถแก้ไขได้ การจัดการขยะของ กทม. ไม่เพียงแค่สร้างปัญหาในพื้นที่ กทม. เองเท่านั้น แต่ยังสร้างปัญหาในพื้นที่ที่ กทม. เอาขยะไปกำจัด และโลกใบนี้อีกด้วย หนึ่งในนั้นก็คือการปลดปล่อยก๊าซมีเทนซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพในการทำให้โลกร้อนสูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 80 เท่า
ข้อมูลจาก Carbon Mapper และระบบ Methane Alert and Response System (MARS) ของ UNEP พบว่ามีการตรวจพบการปล่อยก๊าซมีเทนจากพื้นที่ฝังกลบขยะที่เชื่อมโยงกับระบบกำจัดขยะของกรุงเทพมหานครหลายแห่ง โดยเฉพาะพื้นที่ อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม และ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งถูกจัดอยู่ในหมวดกิจกรรมด้านการจัดการขยะมูลฝอย (Solid Waste) ตามการจำแนกของ IPCC
สำหรับพื้นที่กำแพงแสน Carbon Mapper ตรวจพบการปล่อยก๊าซมีเทนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566–2569 หลายครั้ง โดยการตรวจวัดเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 พบอัตราการปล่อยสูงถึง 6,888 กิโลกรัมต่อชั่วโมง หรือประมาณ 6.9 ตันต่อชั่วโมง โดยจากรายงาน Top 25 landfill methane emitters of 2025 ของ UCLA ซึ่งรวบรวมจากข้อมูล Carbon Mapper พบว่าบ่อขยะกำแพงแสนมีอัตราการปล่อยก๊าซมีเทนอยู่ระหว่างประมาณ 3.6-7.5 ตันต่อชั่วโมง ซึ่งถือเป็นบ่อขยะที่มีการปลดปล่อยมีเทนสูงเป็นอันดับ 8 ของโลก
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาการจัดการขยะที่กำแพงแสนจะพบว่า นอกจากจะเป็นที่ตั้งของบ่อขยะแล้ว ยังมีการนำก๊าซจากขยะมาใช้เพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าอีกด้วย โดยขยะในบ่อฝังกลบจะถูกจุลินทรีย์ย่อยสลายจนเกิดก๊าซมีเทน จากนั้นจะมีการดูดก๊าซออกมาผ่านระบบทำความสะอาด และดักความชื้นก่อน จะนำไปผลิตเป็นกระแสไฟฟ้า ซึ่งบ่อขยะกำแพงแสน ในส่วนที่บริษัทกลุ่ม 79 จำกัด ดำเนินงาน ตรวจพบว่า มีโรงไฟฟ้าบจก. สี่มุม พาวเวอร์ กำลังการผลิตตามสัญญา 4 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ รวมไปถึงโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าจากก๊าซขยะตามแนวพระราชดำริ กำลังการผลิตตามสัญญา 0.21 เมกะวัตต์ นอกจากนี้บริเวณใกล้เคียงยังมีบ่อขยะกระจายตัวอยู่ และมีโรงไฟฟ้าอีกหลายโรงด้วยกันทั้ง บจก. เวสต์ 4 พาวเวอร์ กำลังการผลิตตามสัญญา 8 เมกะวัตต์, บจก. เครน รีนิวเอเบิล เอ็นเนอยี กำลังการผลิตตามสัญญา 8 เมกะวัตต์, บจก. บางกอก กรีนเพาเวอร์ กำลังการผลิตตามสัญญา 8 เมกะวัตต์, บจก. ซีนิท กรีน เอ็นเนอยี กำลังการผลิตตามสัญญา 8 เมกะวัตต์, ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทของตระกูลสะสมทรัพย์ เจ้าของบริษัท วัสดุภัณฑ์ธุรกิจ จำกัด และบริษัทกลุ่ม 79 จำกัด ที่ได้รับสัมปทานการกำจัดขยะจาก กทม.
ดังนั้นแม้จะตรวจพบว่าบ่อขยะกำแพงแสนเป็นบ่อขยะที่มีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนสูงเป็นอันดับ 8 ของโลก และก๊าซมีเทนที่มีการตรวจจับได้นั้นเป็นก๊าซมีเทนที่ถูกนำไปใช้ในการผลิตไฟฟ้า แต่ไม่ชัดเจนว่าก๊าซมีเทนที่ปล่อยออกมาถูกนำไปใช้ผลิตไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วนเท่าใด
ในขณะที่พื้นที่พนมสารคามตรวจพบการปล่อยมีเทนอย่างน้อย 3 ครั้งระหว่างปี 2567-2569 และมีการตรวจวัดสูงสุดที่ประมาณ 3.5 ตันต่อชั่วโมงในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 แม้บ่อขยะพนมสารคามจะปลดปล่อยมีเทนไม่มากเท่ากับบ่อขยะกำแพงแสนจากการตรวจของ Carbon Mapper แต่ด้วยขนาดพื้นที่ที่มากถึง 200 ไร่ และรองรับขยะไม่เพียงแค่ของ กทม. เท่านั้น กลับพบว่าบ่อขยะพนมสารคามใช้ประโยชน์จากขยะในการนำมาผลิตไฟฟ้าผ่านโรงไฟฟ้าบริษัท เจริญสมพงษ์ ได้เพียงกำลังการผลิตตามสัญญา 2.4 เมกะวัตต์เท่านั้น ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการปลดปล่อยก๊าซมีเทนสู่ชั้นบรรยากาศมากกว่าการนำไปใช้ประโยชน์
และในส่วนของบ่อขยะของบริษัท เบตเตอร์ ซิตี้ จำกัด (เดิมชื่อ บริษัท สยามรับเบอร์ จำกัด) ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรียังไม่มีรายงานตรวจพบการปล่อยก๊าซมีเทนในลักษณะดังกล่าว
ความน่าสนใจคือในด้านหนึ่งกรุงเทพมหานครมีนโยบาย BMA Net Zero หรือ “คาร์บอนคุมได้ กทม. ปลอดคาร์บอน” เพื่อขับเคลื่อนเมืองหลวงสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ทั้งตรวจสอบและขึ้นทะเบียนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ปรับปรุงพฤติกรรม ประหยัดพลังงาน แยกขยะในสำนักงานเขต ตลอดจนปลูกต้นไม้และจัดหาคาร์บอนเครดิตมาชดเชยส่วนที่เหลือ โดยสอดรับกับนโยบายในระดับชาติด้วย แต่คำถามคือกรุงเทพฯ กำลังบรรลุป้าหมาย Net Zero ด้วยการย้ายแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปไว้ที่จังหวัดอื่นหรือไม่ เพราะตราบใดที่รถขนขยะจากกรุงเทพมหานคร ยังคงส่งขยะไปฝังกลบยังต่างจังหวัด ปัญหาของบ่อขยะที่ปล่อยก๊าซมีเทนก็จะยังคงมีต่อไป
และไม่เพียงแต่ปัญหาการปลดปล่อยก๊าซมีเทนเท่านั้น แต่บ่อขยะยังนำมาซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องกลิ่นที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนที่อยู่อาศัยโดยรอบอีกด้วย อย่างบ่อขยะกำแพงแสง นอกจากจะมีการเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาเรื่องกลิ่นของประชาชนที่อยู่อาศัยใกล้กับบ่อขยะปรากฏในโซเชียลมีเดียเรื่อยมาแล้ว จากวิทยานิพนธ์เรื่อง “การตีค่าผลประโยชน์ด้านสุขภาพโครงการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยใช้ก๊าซชีวภาพจากหลุมขยะ อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม” ของภัทราวดี ประภัสรานันท์ ยังให้ข้อมูลว่าพื้นที่ศึกษารัศมี 3 กิโลเมตร รอบหลุมฝั่งกลบขยะ มีอัตราการป่วยโรคระบบทางเดินหายใจต่อประชากรพันคนสูงกว่าในบริเวณพื้นที่เปรียบเทียบ และพบการป่วยด้วยโรคที่รุนแรงกว่า ได้แก่ โรคปอดบวม ประชากรช่วงอายุ 0-14 ปี มีอัตราการป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจที่ศึกษาต่อประชากรพันคนมากกว่าช่วงอายุอื่นๆ
ในขณะที่บ่อขยะพนมสารคามก็มีปัญหาทั้งเรื่องกลิ่น การลักลอบทิ้งขยะสารเคมีอุตสาหกรรม รวมไปถึงปัญหาน้ำเน่าเสีย แหล่งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินปนเปื้อนสารมลพิษ ส่งให้คุณภาพน้ำเสื่อมโทรม รวมถึงคุณภาพดินเสื่อมโทรมอีกด้วย
แม้บ่อขยะทั้งที่กำแพงแสน พนมสารคาม ห้วยกระเขา อาจจะไม่ได้รับขยะจากกรุงเทพฯ เพียงที่เดียว แต่ขยะจากกรุงเทพฯ วันละหลายพันตันที่เดินทางไปยังบ่อขยะทั้ง 3 จังหวัดนอกกรุงเทพฯ นั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างปัญหามลพิษทางสิ่งแวดล้อม ที่แม้แต่คนกรุงเทพฯ เองก็อาจจะไม่เคยรับรู้มาก่อนว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างมลพิษให้แก่ผู้คนในจังหวัดอื่น
**ผู้เขียนนำพิกัดหลุมฝังกลบที่รับขยะจากกรุงเทพมหานครมาเทียบกับฐานข้อมูลการปล่อยก๊าซมีเทนของ Carbon Mapper และระบบ MARS ของ UNEP จากนั้นตรวจสอบตำแหน่งด้วยภาพถ่ายดาวเทียม Google Earth และข้อมูลสัญญาจ้างกำจัดขยะของกรุงเทพมหานคร เพื่อระบุความเชื่อมโยงระหว่างปลายทางกำจัดขยะกับแหล่งปล่อยก๊าซมีเทนที่ตรวจพบจากดาวเทียม

ถ้าไม่ฝังกลบเลย แล้วจะต้องสร้างเตาเผาอีกกี่แห่ง?
ภาครัฐพยายามผลักดันนโยบายเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานไฟฟ้า (Waste-to-Energy: WTE) มาตั้งแต่ พ.ศ. 2558 โดยกระทรวงมหาดไทยสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นลงทุนในเทคโนโลยีเตาเผาขยะเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อแก้ปัญหาขยะล้นเมือง โดยปัจจุบันกรุงเทพมหานครเองก็พยายามผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าขยะและโครงสร้างพื้นฐานหลายรูปแบบ เพื่อใช้ในการกำจัดขยะ
ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีปริมาณขยะมูลฝอยเกิดขึ้นเฉลี่ยประมาณ 13,254 ตันต่อวัน เข้าสู่ระบบกำจัด 9,662 ตันต่อวัน ขณะที่ระบบกำจัดขยะที่มีอยู่ในปัจจุบันประกอบด้วยโรงหมักปุ๋ยอินทรีย์ที่รองรับได้สูงสุด 1,600 ตันต่อวัน โรงไฟฟ้าขยะเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า (Waste-to-Energy: WTE) ที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุชซึ่งรองรับได้ไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน โรงไฟฟ้าขยะหนองแขม 1 ที่รองรับได้ประมาณ 300-500 ตันต่อวัน และโรงไฟฟ้าขยะหนองแขม 2 ที่มีกำลังการกำจัดไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน
นอกจากนี้ยังมีระบบแปรรูปขยะเป็นเชื้อเพลิงขยะ (Refuse Derived Fuel: RDF) ด้วยเทคโนโลยี MBT ซึ่งมีกำลังรองรับประมาณ 800 ตันต่อวัน อย่างไรก็ตาม ระบบดังกล่าวเคยถูกสั่งปิดในปี 2565 เนื่องจากปัญหากลิ่นรบกวน และในปี 2569 ยังคงอยู่ระหว่างการปรับปรุงและยังไม่สามารถดำเนินการได้เต็มประสิทธิภาพ เมื่อรวมกำลังการจัดการขยะของระบบทั้งหมด จะสามารถรองรับขยะได้สูงสุดเพียงประมาณ 4,900 ตันต่อวันเท่านั้น ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัดในแต่ละวัน
ในอนาคตอันใกล้ กรุงเทพมหานครได้เร่งอนุมัติการสร้างเตาเผาขยะใหม่เพิ่มเติมอีก 1 แห่ง คือเตาเผาขยะที่ศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยสายไหม ขนาด 1,000 ตันต่อวัน ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือเรื่องการรับซื้อไฟฟ้า โดยหากในอนาคตเมื่อโครงการใหม่สร้างเสร็จและเปิดดำเนินการเต็มรูปแบบ กรุงเทพมหานครจะมีกำลังการจัดการขยะรวมทั้งสิ้นประมาณ 5,900 ตันต่อวัน ซึ่งเมื่อเทียบกับปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัด 9,662 ตันต่อวัน จะเห็นได้ว่าระบบโครงสร้างพื้นฐานของกรุงเทพมหานคร ยังคงมีขีดความสามารถในการจัดการขยะได้เพียง 61% ของปริมาณขยะที่ต้องกำจัด และยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของปริมาณขยะทั้งหมดที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน
หากว่ากรุงเทพมหานคร ตัดสินใจยกเลิกฝังกลบขยะทุกประเภทแล้วแล้วหันมาใช้เทคโนโลยีเตาเผาขยะเพียงอย่างเดียวเพื่อจัดการขยะที่เหลือทั้งหมด โดยเมื่อนำปริมาณขยะที่ต้องส่งฝังกลบจริงจำนวน 9,662 ตันต่อวัน มาหักลบด้วยกำลังการจัดการของระบบเดิมที่มีอยู่ ได้แก่ โรงหมักปุ๋ยอินทรีย์ 1,600 ตันต่อวัน ระบบ MBT 800 ตันต่อวัน โรงไฟฟ้าขยะอ่อนนุช 1,000 ตันต่อวัน โรงไฟฟ้าขยะหนองแขม 1 จำนวน 500 ตันต่อวัน และโรงไฟฟ้าขยะหนองแขม 2 อีก 1,000 ตันต่อวัน จะพบว่ายังคงมีขยะส่วนต่างเหลืออยู่อีกประมาณ 4,762 ตันต่อวันที่ยังไม่ถูกกำจัด
หากจำลองว่ากรุงเทพมหานครต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมเพื่อรองรับขยะมูลฝอยที่ยังไม่สามารถกำจัดได้ในปัจจุบัน โดยเลือกใช้เทคโนโลยีเตาเผาขยะเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า (Waste-to-Energy: WTE) ขนาด 1,000 ตันต่อวัน เป็นหน่วยมาตรฐาน จะพบว่ากรุงเทพมหานครจำเป็นต้องก่อสร้างเตาเผาขยะเพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 5 แห่ง เพื่อรองรับขยะส่วนต่างที่ยังเหลืออยู่ประมาณ 4,762 ตันต่อวัน
ซึ่งการสร้างเตาเผาขยะเพิ่มขึ้นนำมาซึ่งการลงทุนมหาศาล หากอ้างอิงจากโครงการเตาเผามูลฝอยขนาด 1,000 ตันต่อวัน ที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยสายไหม (โครงการปี 2567-2590) ซึ่งกำหนดวงเงินโครงการรวม 4,410 ล้านบาท ประกอบด้วยค่าจ้างกำจัดมูลฝอยตลอดอายุสัญญา 20 ปี จำนวน 4,380 ล้านบาท และค่าจ้างที่ปรึกษาอีก 30 ล้านบาท หากกรุงเทพมหานครต้องพัฒนาโครงการในลักษณะเดียวกันเพิ่มขึ้นอีก 5 แห่ง จะก่อให้เกิดภาระงบประมาณรวมตลอดอายุสัญญาสูงถึงประมาณ 22,050 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมต้นทุนอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ค่าบริหารจัดการพื้นที่ ค่าติดตามผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ค่าใช้จ่ายในการกำกับดูแลโครงการ ตลอดจนความเสี่ยงจากการปรับเพิ่มค่าจ้างกำจัดมูลฝอยในอนาคต
หากพิจารณาตามกฎกระทรวงสุขลักษณะการจัดการมูลฝอยทั่วไป พ.ศ. 2560 การสร้างเตาเผาขยะต้องปฏิบัติตามสุขลักษณะที่เข้มงวด เช่น ต้องจัดให้มีพื้นที่แนวกันชน (Buffer Zone) โดยรอบภายในอาณาเขตเพื่อปลูกต้นไม้และทำระบบระบายน้ำเพื่อลดปัญหากลิ่นรบกวน รวมถึงต้องมีระบบควบคุมคุณภาพอากาศที่ปล่อยจากปล่องเตาเผาให้ได้มาตรฐานตามกฎหมาย ดังนั้นการหาพื้นที่เพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะเพิ่มขึ้นอีกถึง 5 แห่งในเขตกรุงเทพฯ จึงเป็นโจทย์ที่แทบจะเป็นไปไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ในทางปฏิบัติโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้มักเผชิญปัญหาการยอมรับจากชุมชน โดยโรงงานระบบ MBT ที่ทำหน้าที่คัดแยกและสร้างพลังงาน เคยถูกระงับใบอนุญาตชั่วคราวเนื่องจากประชาชนร้องเรียนเรื่องกลิ่นเหม็นในปี 2565 และในปัจจุบันปัญหากลิ่นรบกวนดังกล่าวก็ยังไม่หมดไป โดยพบว่ามีการร้องเรียนอย่างต่อเนื่องผ่านระบบ Traffy Fondue ทั้งในพื้นที่หนองแขมและประเวศ ในพื้นที่อื่นๆ ก็มักจะเผชิญการคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ เช่น กลุ่มชาวบ้านบ้านกร่างกว่า 100 คนยื่นหนังสือคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าขยะที่จังหวัดพิษณุโลกในปี 2565 เนื่องจากกังวลเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยไม่มีการทำประชาพิจารณ์อย่างโปร่งใส เช่นเดียวกับเหตุการณ์คัดค้านในจังหวัดกระบี่ เพชรบุรี และสงขลา ก็พบด้วยเช่นกัน
จากทั้งหมดจะเห็นว่าเตาเผาขยะอาจไม่ใช่คำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการกำจัดขยะ โดยเฉพาะเมื่อขยะที่ส่งเข้าเตายังไม่ผ่านการคัดแยก ขยะอินทรีย์ที่มีความชื้นสูงฉุดอุณหภูมิการเผาไหม้ให้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 850 องศาเซลเซียส ก่อให้เกิดเขม่าควันและก๊าซพิษ ขณะที่พลาสติก PVC ที่ปะปนเข้ามาจะปลดปล่อยสารไดออกซินและโลหะหนักที่เป็นสารก่อมะเร็ง และตราบใดที่ยังไม่มีระบบคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง การสร้างเตาเผาก็เป็นเพียงการเปลี่ยนจากเพิ่มวิกฤตก๊าซมีเทียนในต่างจังหวัด มาเป็นวิกฤตฝุ่นในกรุงเทพฯ แทน
ดังนั้น โจทย์สำคัญในตอนนี้ต้องใช้มาตรการทางกฎหมายและแรงจูงใจอย่างมาก เพื่อส่งเสริมและเพื่อบังคับให้คนกรุงเทพฯ รวมถึงประชากรแฝงกว่า 8 ล้านคน เริ่มคัดแยกขยะตั้งแต่ครัวเรือน เพื่อลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัด และแปรสภาพขยะให้กลับมาเป็นทรัพยากรหมุนเวียนที่ปลอดภัยต่อสุขภาพของทุกคนให้ได้มากที่สุด
ดูข้อมูลได้ที่ https://rocketmedialab.co/database-bkk-waste-2025
- อ้างอิงจากมูลค่าการลงทุนของโครงการกำจัดมูลฝอยโดยระบบเตาเผามูลฝอย ขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน ที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยสายไหม (กกฝ.) งบประมาณที่ขอปี 68 : 10,000,000 บาท งบประมาณทั้งโครงการ : 4,410,000,000 บาท ค่าจ้างเหมา (1,000 x 600 x 365 วัน x 20 ปี) = 4,380,000,000 บาท (จ้างที่ปรึกษา 30,000,000 บาท) ระยะเวลาดำเนินการ : 24 ปี (2567 – 2590)
- ข้อมูลสถานการณ์ขยะมูลฝอยของจังหวัด กรุงเทพมหานคร 2563-2568 โดยระบบสารสนเทศด้านการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน กรมควบคุมมลพิษ https://thaimsw.pcd.go.th/report_province.php?year=2568&province=1
- สถิติปริมาณมูลฝอย กทม. 2568 https://webportal.bangkok.go.th/environmentbma/page/sub/28229/%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%9D%E0%B8%AD%E0%B8%A2
- อ้างอิงข้อมูลโครงการ จากเอกสารประกอบการประชุมคณะกรรมการการรักษาความสะอาดและสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ ๔/๒๕๖๗ https://anyflip.com/rvuvk/vdaz/basic
- ระบบสารสนเทศด้านการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน https://thaimsw.pcd.go.th/search_storage.php?storage_id=4278&year=2568



























