Connect with us

Hi, what are you looking for?

future

กรุงเทพฯ เมืองสังคมผู้สูงอายุ : 36 เขตมีคนตายมากกว่าคนเกิด 18 เขตเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด 

ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก บ้านบางแค

สังคมผู้สูงวัยกำลังเป็นปัญหาที่ท้าทายทั่วโลก ประเทศไทยเอง ในปี พ.ศ. 2567 มีผู้สูงอายุที่อายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 14,027,411 คน คิดเป็น 20% ของประชากรทั้งประเทศ ทำให้ไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ (Complete Aged Society) เนื่องจากมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากกว่า 20% ของประชากร

เช่นเดียวกันกับกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงที่มีจำนวนผู้สูงอายุ 1,335,665 คน มากที่สุดในประเทศไทย ที่ประเด็นผู้สูงอายุกลายเป็นโจทย์ใหม่ที่ท้าทายสำหรับการบริหารจัดการเมืองแห่งนี้ ทั้งในแง่งบประมาณ การบริการขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะการบริการสาธารณสุข รวมไปถึงการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวนในการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุทั้งในปัจจุบันและอนาคต

Rocket Media Lab ชวนสำรวจข้อมูลผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานคร ทั้งในแง่การกระจายตัว แนวโน้ม ไปจนถึงงบประมาณที่เมืองแห่งนี้ใช้ไปกับผู้สูงอายุว่ามีอะไร ทำอะไรไปแล้วบ้าง 

กทม. เข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แล้ว โดยมี 18 เขตที่เป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด 

องค์กรสหประชาชาติ (UN) แยกระดับสังคมผู้สูงอายุออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่

  1. สังคมสูงวัย (Aged Society) หมายถึง สังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด (หรือมีประชากรอายุ65ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 7)
  2. สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) หมายถึง สังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด (หรือมีประชากรอายุ65ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 14)
  3. สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) หมายถึง สังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด (หรือประชากรอายุ65ปีขึ้นมากกว่าร้อยละ 20)

ข้อมูลประชากรของกรุงเทพมหานครรวม 5,422,568 คน พบกลุ่มเด็กอายุ 0-15 ปี จำนวน 730,656 คน หรือ 13.47% ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวนถึง 1,335,665 คน คิดเป็น 24.63% จากข้อมูลจะเห็นว่าสถานะของกรุงเทพมหานครว่าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แล้ว เมื่อพิจารณารายเขตจาก 50 เขต พบความแตกต่างของระดับสังคมผู้สูงอายุ เขตพื้นที่ชั้นในและเขตเก่าแก่มีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงมากจนอยู่ในระดับสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอดจำนวน 18 เขต นำโดยเขตสัมพันธวงศ์ที่มีผู้สูงอายุมากถึง 39.06% โดบพบว่าสัมพันธวงศ์มีประชากร 18,329 คน เป็น อายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 7,159 คน รองลงมาคือเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย 36.62% ผู้สูงอายุจาก 13,147 คน ใน 35,900คน และเขตพระนคร 35.33% มีผู้สูงอายุ จาก 13,571 คน ในประชากร จำนวน 38,408 คน

ที่น่าสนใจคือเขตสัมพันธวงศ์ ซึ่งเป็นเขตที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรมากที่สุดคือ 39.06% ซึ่งตัวเลขนี้เกือบจะแตะ 2 ใน 5 ของประชากรทั้งหมดในเขต และเมื่อดูจำนวนเด็กอายุ 0-15 ปี กลับมีเพียง 1,483 คน หรือคิดเป็นแค่ 8.09% เท่านั้น หมายความว่ากลุ่มวัยเด็กในพื้นที่ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับกลุ่มผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้เขตส่วนใหญ่จำนวน 27 เขตอยู่ในระดับสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ได้แก่ คลองเตย คันนายาว จตุจักร จอมทอง ดอนเมือง ทุ่งครุ บางกะปิ บางเขน บางแค บางนา บางบอน บึงกุ่ม พญาไท พระโขนง ภาษีเจริญ มีนบุรี ราชเทวี ราษฎร์บูรณะ ลาดพร้าว วังทองหลาง วัฒนา สวนหลวง สะพานสูง สายไหม หนองแขม หลักสี่ และห้วยขวาง ส่วนเขตที่เพิ่งเข้าสู่ระดับสังคมผู้สูงอายุหรือมีสัดส่วนผู้สูงอายุต่ำกว่า 10% มีเพียง 5 เขต ได้แก่ เขตหนองจอก เขตคลองสามวา เขตลาดกระบัง เขตประเวศ และเขตบางขุนเทียน

จากข้อมูลจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรและการย้ายถิ่นฐานเขตเมือง กล่าวคือ ประชากรวัยทำงานและครอบครัวเกิดใหม่ มักขยับขยายไปอาศัยยังพื้นที่ชายเมืองฝั่งตะวันออก และฝั่งธนบุรีใต้ ซึ่งมีการพัฒนาโครงสร้างอสังหาริมทรัพย์ใหม่ ประกอบกับมีพื้นที่ รวมถึงราคาที่อยู่อาศัยที่เข้าถึงได้ ส่วนพื้นที่เศรษฐกิจเดิมและพื้นที่เขตเมืองนั้น มักเป็นที่พักอาศัยหลักของประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป 

ซึ่งสถานการณ์สังคมผู้สูงอายุที่เกิดขึ้น เห็นได้จากทิศทางนโยบายการรับมือของกรุงเพมหานครที่ผ่านมา โดยพบว่ามีการเตรียมการรับมือผ่านนโยบายเส้นเลือดฝอย ด้วยการชูแนวทางการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนเพื่อให้ประชากรกลุ่มนี้ใช้ชีวิตในถิ่นฐานเดิมได้อย่างปลอดภัย ทั้งการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานกายภาพ เช่น การปรับปรุงทางเท้าให้เรียบ การทำทางลาด และยกระดับศูนย์บริการสาธารณสุขให้เป็นหน่วยบริการปฐมภูมิที่ตรวจคัดกรองสุขภาพผู้สูงอายุเชิงรุก รวมถึงส่งเสริมการตั้งชมรมผู้สูงอายุตามชุมชนต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมทางสังคมและป้องกันภาวะติดบ้านติดเตียงในระยะยาว

กรุงเทพฯ มี 36 เขตที่มีคนตายมากกว่าคนเกิด เขตสัมพันธ์วงศ์ เกิด 0 ตาย 50

หากดูข้อมูลอัตราการเกิดและการตายในปี 2568 จะเห็นแนวโน้มประชากรที่ลดลง กล่าวคือกรุงเทพมหานครมีจำนวนการเกิดเพียง 45,685 คนเท่านั้น แต่มีจำนวนการตาย 48,869 คน นั่นหมายความว่ามีส่วนต่างถึง 3,184 คน และเมื่อแยกตามเขตจะพบว่า 36 เขตมีจำนวนคนตายมากกว่าคนเกิด

เขตที่มีส่วนต่างคนตายมากกว่าคนเกิดสูงที่สุดคือเขตหลักสี่ ซึ่งมีคนเกิด 383 คน มีคนตาย 1,776 คน นั่นหมายความว่าคนตายมากกว่าคนเกิด 1,393 คน รองลงมาคือเขตคลองสามวาและเขตบางแค และในทางตรงข้าม เขตที่ยังมีคนเกิดมากกว่าคนตายมีเพียง 14 เขต โดยเขตปทุมวันมีคนเกิด 3,757 คน ตาย 2,068 คน เขตวัฒนามีคนเกิด 2,025 คน ตาย 629 คน และเขตคันนายาวมีคนเกิด 3,549 คน ตาย 2,158 คน 

ส่วนเขตสัมพันธวงศ์เป็นอีกพื้นที่ที่น่าสนใจมาก เมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมด 18,329 คน พบว่าไม่มีจำนวนคนเกิดเลย (0 คน) แต่มีคนตาย 50 คน ซึ่งจะเห็นว่าพื้นที่เศรษฐกิจดั้งเดิมและเขตเมืองเก่ากลายเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุเกือบทั้งหมด ขณะที่ครอบครัวใหม่และคนวัยทำงานส่วนใหญ่ เลือกที่ย้ายออกไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ชานเมือง และเขตที่เหมาะสมในการตั้งครอบครัว ส่งผลให้อัตราการเกิดในพื้นที่กลางเมืองบางแห่ง มีสัดส่วนการเกิดน้อยมาก

ซึ่งสอดคล้องกับรายงานข่าวล่าสุดที่ระบุว่าสถิติเด็กเกิดใหม่ปี 2568 ต่ำสุดในรอบ 75 ปี และประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์คนเสียชีวิตมากกว่าคนเกิดใหม่ติดต่อกันเป็นปีที่ 5 แล้ว จากโครงสร้างประชากรไทยเปลี่ยนไปนี้ ทั้งจากจำนวนประชากรที่เริ่มลดลง และการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด จะส่งกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยใน 3 ด้านหลัก ทั้งปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่รุนแรงขึ้น แนวโน้มการบริโภคภายในประเทศที่ลดลงเนื่องจากกำลังซื้อหดตัว และภาระทางการคลังที่จะเพิ่มสูงขึ้นจากงบประมาณด้านสวัสดิการและสาธารณสุขเพื่อดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทั้งระดับท้องถิ่นอย่าง กทม. และระดับรัฐบาลต้องเร่งหาทางรับมืออย่างเป็นระบบ

สังคมผู้สูงอายุทำให้วัยทำงานกลายเป็นเดอะแบก

นอกจากพบประชากรมีอัตราการเกิดน้อยกว่าอัตราการตายแล้วนั้น การเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุยังส่งผลโดยตรงต่อวัยทำงานที่ต้องรับภาระดูแล ซึ่งพบว่าอัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุของกรุงเทพมหานครเฉลี่ยอยู่ที่ 39.80 หมายความว่าคนวัยทำงาน 100 คน ต้องรับผิดชอบดูแลผู้สูงอายุเกือบ 40 คน 

ภาระนี้หนักที่สุดในเขตสัมพันธวงศ์ ซึ่งคนวัยทำงาน 100 คนต้องดูแลผู้สูงอายุถึง 73.90 คน ซึ่งมากที่สุดในทุกเขต ตามด้วยเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย 71.71 คน และเขตพระนคร 65.01 คน ส่วนเขตที่มีภาระพึ่งพิงน้อยที่สุดคือเขตหนองจอก อยู่ที่ 24.29 คน เขตคลองสามวา 25.84 คน และเขตลาดกระบัง 27.37 คน ซึ่งเขตน้อย จะมีตัวตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 24-27 คนต่อคนวัยทำงาน 100 คน 

เมื่อผู้สูงอายุส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตเมืองชั้นใน คนวัยทำงานจึงต้องรับภาระหนักขึ้นทั้งเรื่องเงินและเวลาในการดูแล นอกจากนี้จำนวนคนวัยทำงานที่ลดลงยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม เมื่อครอบครัวต้องแบกรับภาระดูแลคนแก่มากขึ้น เงินที่หามาได้จึงถูกนำไปจ่ายเป็นค่าดูแลสุขภาพและค่าใช้จ่ายรายวันของผู้สูงวัย แทนที่จะสามารถนำเงินเหล่านั้นไปลงทุนหรือต่อยอดสร้างรายได้ทางอื่น 

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประเมินว่าเมื่อประชากรเข้าสู่วัยสูงอายุ รายได้จะลดลงอย่างรวดเร็ว แต่มูลค่าการบริโภค (โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ) กลับเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกิดช่องว่างทางการเงินที่ต้องพึ่งพาเงินออมหรือเงินโอนจากครอบครัวและรัฐบาล และยังพบอีกว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า ผู้สูงอายุกว่า 91.4% จะยังคงต้องดิ้นรนทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพต่อไปแม้จะเข้าสู่วัยเกษียณแล้วก็ตาม 

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ในปี 2567 ผู้สูงอายุในกรุงเทพฯ ไม่มีงานทำสูงถึง 1,034,237 คน หรือคิดเป็น 71% ของจำนวนประชากรผู้สูงอายุ แม้จพมีสัดส่วนที่สูง แต่ในจำนวนนี้อาจจะเป็นผู้สูงอายุที่เกษียณแล้วและมีรายได้จากเงินเก็บ เงินบำนาญ หรือมีบุตรเลี้ยงดูอยู่แล้วก็ได้ ในขณะที่ผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เพียงพอถึงนั้น มีจำนวน 210,807 หรือคิดเป็น 14.47% ของจำนวนประชากรผู้สูงอายุ และมีผู้สูงอายุที่ไม่มีเงินออม 594,018 คน คิดเป็น 40.78%

งบประมาณของ กทม. ที่ใช้ไปกับผู้สูงอายุ ใช้ทำอะไรบ้าง 

เมื่อสำรวจงบประมาณที่กรุงเทพมหานครจัดสรรเพื่อรองรับสถานการณ์ผู้สูงอายุ ระหว่างปี 2566 ถึง 2569 โดยไม่รวมค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ รวมทั้งสิ้น 575,931,914 บาท การเบิกจ่ายงบประมาณสูงสุดเกิดขึ้นในปี 2566 จำนวนกว่า 351,836,400 บาท ก่อนจะลดลงตามลำดับในปีถัดมา คือ ปี 2567 จำนวน 152,342,400 บาท ปี 2568 จำนวน 30,597,100 บาท และปี 2569 อีก 41,156,014 บาท

เมื่อดูรายละเอียดประเภทโครงการ กทม. เน้นลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการดูแลสุขภาพ สัดส่วน 46.36% หรือ 267 ล้านบาท โดยใช้ไปกับการก่อสร้างอาคารศูนย์การเรียนรู้และดูแลผู้ป่วยสูงอายุแบบบูรณาการ โดยมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชรับผิดชอบโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ด้วยงบประมาณหลายช่วง รวมมูลค่าสูงถึง 267 ล้านบาท (เช่น ก้อนแรก 24,130,400 บาท และก้อนใหญ่ 242,869,600 บาท) 

รองลงมาสัดส่วน 35.25% หรือประมาณ 203 ล้านบาท ใช้สำหรับสร้างบ้านพักและศูนย์บริการผู้สูงอายุ โครงการหลักในส่วนนี้คืองานของสำนักการโยธาที่รับผิดชอบการก่อสร้างบ้านพักผู้สูงอายุบึงสะแกงาม ซึ่งแบ่งเป็นระยะที่ 1 ด้วยงบประมาณ 82,000,000 บาท และระยะที่ 2 อีก 113,100,000 บาท รวมไปถึงงบที่สำนักพัฒนาสังคมตั้งไว้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการบ้านพักผู้สูงอายุบึงสะแกงาม 5,729,414 บาท ค่าใช้สอยและค่าอาหารผู้สูงอายุ รวมถึงค่าซ่อมแซมและจ้างเหมาดูแลระบบสระธาราบำบัดรวมกว่า 2 ล้านบาท

ส่วนงบประมาณที่เหลือกระจายไปตามการจัดสวัสดิการสังคม การส่งเสริมศักยภาพ การจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวก การพัฒนาผู้ดูแล และการบริการด้านสุขภาพอื่นๆ เช่น งบประมาณสวัสดิการสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง สัดส่วน 11.39% คิดเป็นเงิน 65,579,000 บาท ซึ่งกระจายไปยังสำนักงานเขตต่างๆ เช่น สำนักงานเขตบางกอกใหญ่ใช้จ่าย 1,000,000 บาท สำนักงานเขตดอนเมือง 400,000 บาท และสำนักงานเขตมีนบุรี 880,000 บาท เป็นต้น 

นอกจากนี้ยังมีโครงการอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น งบประมาณ 13,366,900 บาท (2.32%) เพื่อส่งเสริมศักยภาพผู้สูงอายุ ตัวอย่างเช่น สำนักงานเขตจตุจักรจัดสรรงบ 2,261,200 บาท สำหรับสัมมนาและศึกษาดูงานพัฒนาคุณภาพชีวิต สำนักงานเขตดอนเมืองจัดสรร 1,402,000 บาท สำนักงานเขตดินแดงตั้งงบศึกษาดูงานด้านธรรมะ 336,000 บาท และมีงบของสำนักอนามัย 262,600 บาท เพื่อโครงการชมรมผู้สูงอายุ Active Aging รวมถึงมีการจัดสรรงบ 8,988,000 บาท (1.56%) ผ่านสำนักการจราจรและขนส่ง เพื่อเป็นเงินอุดหนุนโครงการรถบริการสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุที่ใช้รถเข็นของบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด อีกด้วย

ผลจากการลงทุนก่อสร้างบ้านพักและศูนย์บริการผู้สูงอายุ นำมาสู่การพัฒนาสถานดูแลผู้สูงอายุแห่งใหม่ โครงการล่าสุดที่เตรียมเปิดให้บริการคือ บ้านพักผู้สูงอายุบึงสะแกงาม เขตคลองสามวา บนเนื้อที่กว่า 32 ไร่ กรุงเทพมหานครออกแบบพื้นที่แห่งนี้โดยใช้แนวคิดธรรมชาติบำบัด แบ่งสัดส่วนเป็นพื้นที่สาธารณะ พื้นที่ฝึกอาชีพ พื้นที่กายภาพบำบัด และพื้นที่พักอาศัย โครงการนี้รองรับผู้สูงอายุได้ประมาณ 150 คน ซึ่งปัจจุบันมีการเปิดให้บริการบ้านพักผู้สูงอายุบึงสะแกงามระยะแรกในรูปแบบบริการแบบไปเช้าเย็นกลับ (Day Service)

ข้อมูลการจัดสรรงบประมาณแสดงให้เห็นความต่อเนื่องของการพัฒนาโครงการ กรุงเทพมหานครโดยสำนักการโยธาเริ่มลงทุนก่อสร้างระยะแรกในปีงบประมาณ 2566 ด้วยวงเงิน 82,000,000 บาท จากนั้นสานต่อการก่อสร้างระยะที่ 2 ในปีงบประมาณ 2567 ด้วยวงเงิน 113,100,000 บาท และเพื่อรองรับการดำเนินงานในอนาคต สำนักพัฒนาสังคมได้เตรียมงบประมาณรายจ่ายอื่นในปี 2569 จำนวน 5,729,414 บาท สำหรับใช้เป็นค่าบริหารจัดการบ้านพักผู้สูงอายุบึงสะแกงาม

ดูข้อมูลได้ที่ https://rocketmedialab.co/database-bangkok-ageing-city

คุณอาจสนใจ