Connect with us

Hi, what are you looking for?

environment

สวนสาธาณะและพื้นที่สีเขียวใน กทม. เพิ่มขึ้นและเข้าถึงได้มากน้อยแค่ไหน

การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและสวนสาธารณะเป็นอีกหนึ่งนโยบายเรือธงของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่ต้องมีทุกครั้ง เพราะเป็นบริการสาธารณะของเมืองโดยเฉพาะในยามที่เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นสำคัญ นอกจากนี้ยังพบว่าตั้งแต่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งแรก ธรรมนูญ เทียนเงิน ซึ่งต่อมาเป็นผู้ว่าฯ กทม. จากการเลือกตั้งคนแรกก็เคยหาเสียงไว้ว่า ‘จะสร้างสวนสาธารณะ’ และในเวลาต่อมา ผู้สมัครคนอื่นๆ ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ว่าฯ กทม. ก็ล้วนแล้วแต่มีนโยบายสวนสาธารณะด้วยกันทั้งสิ้น รวมไปถึงชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. คนก่อน ก็มาพร้อมนโยบาย ‘สวน 15 นาที’

จากสวนพระนคร สวนที่ กทม. สร้างเอง ในยุคผู้ว่าฯ ชำนาญ ยุวบูรณ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนที่ 1 ในปี 2516 จนถึงปัจจุบัน Rocket Media Lab ชวนติดตามประเด็นปัญหาพื้นที่สีเขียวและสวนสาธารณะของกรุงเทพมหานคร ว่ามีเพียงพอแค่ไหน ทั่วถึงหรือยัง

พื้นที่สีเขียว VS สวนสาธารณะ

กรุงเทพฯ แบ่งสวนออกเป็น 7 ประเภทได้แก่ สวนเฉพาะทาง สวนชุมชน สวนถนน สวนระดับเมือง สวนระดับย่าน สวนหมู่บ้าน และสวนหย่อมขนาดเล็ก แต่ความหมายของคำว่าสวน หรือ ‘สวนสาธารณะ’ ที่เราคุ้นเคยกัน ซึ่งหมายถึงการเข้าไปใช้งานพื้นที่ได้ จะอยู่ในบางประเภทเท่านั้น เช่น สวนชุมชน สวนหมู่บ้าน สวนระดับย่าน สวนระดับเขต

การแบ่งสวนออกเป็น 7 ประเภทของกรุงเทพฯ นั้นก็เพื่อจะนำมานับคำนวณ ‘พื้นที่สีเขียว’ ทั้งหมดของกรุงเทพฯ โดยรวมเอา ‘ทุกพื้นที่ที่มีสีเขียว’ มาจัดประเภทให้เป็นสวนประเภทต่างๆ เช่น สวนถนนอาจหมายถึงเกาะกลางหรือริมถนนที่ปลูกต้นไม้ หรือการปลูกไม้ประดับไม้เลื้อยเป็นสวนแนวตั้งกำแพงรั้ว สวนหย่อมขนาดเล็กอาจหมายถึงสวนหน้าบ้านของใครสักคน สวนเฉพาะทางก็อาจหมายถึงพื้นที่สวนบนโรงแรมหรือคอนโด หรือแม้กระทั่งสวนหมู่บ้านก็อาจหมายถึงสนามฟุตบอลในโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่ง

นอกจากนั้น ในรายละเอียดของการรวบรวม ‘พื้นที่ที่มีสีเขียว’ โดยแบ่งเป็นสวน 7 ประเภทของกรุงเทพฯ ก็มีข้อสังเกตที่น่าสนใจ ทั้งการนับรวมแบบเหมาพื้นที่ ณ จุดใดจุดหนึ่งที่ไม่ได้มีเฉพาะพื้นที่สีเขียว เช่น โรงเรียนบางแห่ง ที่นับรวมพื้นที่ทั้งโรงเรียนว่าเป็น ‘พื้นที่สีเขียว’ ซึ่งอาจทำให้ตัวเลขพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพฯ นั้นสูงกว่าความเป็นจริง เช่นเดียวกันกับการนับรวมพื้นที่ของเอกชนซึ่งเป็นสัดส่วนขนาดใหญ่ที่ทำให้กรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวจำนวนมาก

ดังนั้นข้อมูลพื้นที่สีเขียวจึงอาจจะไม่ได้สะท้อนจำนวนสวนสาธารณะที่มี หรือสวนสาธารณะที่เข้าถึงได้ ซึ่งพิจารณาจากการออกแบบพื้นที่ ที่ไม่ใช่เพียงแค่การนำเอาพืชพรรณสีเขียวมาปลูกในพื้นที่ว่าง แต่ยังรวมไปถึงการออกแบบพื้นที่เพื่อการใช้สอยต่างๆ ทั้งการเดิน วิ่ง ออกกำลังกาย หรืออย่างน้อยที่สุดนั่งเล่นพักผ่อนหย่อนใจ มีการอำนวยความสะดวกในขั้นพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ แสงไฟ ห้องน้ำ ฯลฯ และไม่ใช่การออกแบบพื้นที่มาเพื่อใช้การอย่างหนึ่งแต่มีพื้นที่ที่เรียกว่าสวนร่วมด้วย เช่น โรงเรียน หรือวัด
หรือแม้กระทั่งจำนวนสวนสาธารณะที่ถูกรายงานในสวน 7 ประเภท ก็อาจจะไม่ได้สะท้อนจำนวนสวนสาธารณะที่เข้าถึงได้จริง เช่น เมื่อกล่าวถึงเขตที่มีจำนวนสวนมากที่สุด หากยึดตามข้อมูลของกรุงเทพฯ ก็คือเขตบางขุนเทียน แต่ในความเป็นจริงแล้ว บางขุนเทียนมีสวนถนน ซึ่งก็คือต้นไม้ริมถนน ฟุตบาธ และสวนขนาดเล็ก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสวนหย่อมหน้าอาคารสถานที่ต่างๆ มากกว่าจะเป็นสวนสาธารณะที่เข้าถึงได้
จากข้อมูลของสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. (ข้อมูลเดือน เมษายน 2569) พบว่า กทม. มีพื้นที่สีเขียวทั้งหมด 42,106,656.42 ตร.ม. โดยมีอัตราพื้นที่สีเขียวต่อประชากร 7.83 ตร.ม./คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2565 จาก 7.49 ตร.ม./คน (ข้อมูลปัจจุบัน ณ เดือนมิถุนายนคือ 8.27 ตร.ม./คน) โดยเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) อยู่ที่ 9 ตร.ม./คน หากแยกเป็นรายเขต พบว่าเขตที่มีอัตราพื้นที่สีเขียวต่อประชากรมากที่สุด คือเขตคันนายาว 34.99 ตร.ม./คน ตามมาด้วยเขตปทุมวัน 24.51 ตร.ม./คน เขตทวีวัฒนา 22.54 ตร.ม./คน เขตบางขุนเทียน 19.89 ตร.ม./คน และเขตหลักสี่ 18.48 ตร.ม./คน ในขณะที่เขตที่มีอัตราพื้นที่สีเขียวต่อประชากรน้อยที่สุด คือเขตวังทองหลาง 1.78 ตร.ม./คน ตามมด้วยเขตวัฒนา 1.85 ตร.ม./คน เขตดินแดง 2.00 ตร.ม./คน เขตบางซื่อ 2.43 ตร.ม./คน และเขตธนบุรี 2.86 ตร.ม./คน

หากเปรียบเทียบว่ามีเขตใดที่อัตราพื้นที่สีเขียวต่อประชากรมากกว่าเกณฑ์ WHO จะพบว่ามี 13 เขต คือคันนายาว ปทุมวัน ทวีวัฒนา บางขุนเทียน หลักสี่ ประเวศ พระนคร ดุสิต จตุจักร ตลิ่งชัน คลองเตย ราชเทวี และบางบอน ส่วนเขตที่น้อยกว่าเกณฑ์ WHO จะพบว่ามี 37 เขต คือ สัมพันธวงศ์ หนองจอก ป้อมปราบศัตรูพ่าย มีนบุรี ยานนาวา บึงกุ่ม สวนหลวง บางกะปิ ลาดพร้าว บางเขน ห้วยขวาง สะพานสูง สายไหม บางกอกน้อย บางแค หนองแขม สาทร ทุ่งครุ บางคอแหลม คลองสามวา บางนา ดอนเมือง บางรัก คลองสาน ลาดกระบัง ราษฎร์บูรณะ บางกอกใหญ่ จอมทอง พญาไท บางพลัด พระโขนง ภาษีเจริญ ธนบุรี บางซื่อ ดินแดง วัฒนา และวังทองหลาง

ส่วนสวนสาธารณะ จากข้อมูลจำนวนสวนทั้ง 7 ประเภท (ข้อมูลเดือน เมษายน 2569) จำนวน 8,621 แห่ง ของสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. พบว่า เขตบางขุนเทียนเป็นเขตที่มีพื้นที่สวนสาธารณะมากที่สุด ขนาด 3,683,241.33 ตร.ม. ตามมาด้วย เขตคันนายาว ขนาด 3,264,552.10 ตร.ม. เขตประเวศ ขนาด 3,096,657.79 ตร.ม. และ เขตจตุจักร ขนาด 2,169,260.56 ตร.ม. ในขณะที่เขตที่มีพื้นที่สวนสาธารณะน้อยที่สุด คือ เขตสัมพันธวงศ์ ขนาด 140,046.34 ตร.ม. ตามมาด้วยเขตวัฒนา ขนาด 147,557.76 ตร.ม. เขตบางรัก ขนาด 170,258.28 ตร.ม. และเขตวังทองหลาง ขนาด 181,937.70 ตร.ม.

อย่างไรก็ตาม จากการจัดทำข้อมูลของ Rocket Media Lab โดยพิจารณาสวนทั้ง 7 ประเภท จำนวน 8,621 แห่ง ร่วมกับข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ และแยกประเภทเฉพาะสวนสาธารณะที่เข้าถึงได้ในแง่การใช้พื้นที่ โดยพิจารณาจากความสามารถในการเข้าใช้งาน เช่น การเข้าไปออกกำลังกาย การพักผ่อนหย่อนใจ หรือมีพื้นที่จัดกิจกรรมภายในสวน พบว่ากรุงเทพฯ มีสวนสาธารณะที่เข้าถึงได้ในแง่การใช้พื้นที่จำนวน 281 แห่ง โดยเขตที่มีสวนสาธารณะที่เข้าถึงได้มากที่สุด คือ เขตจตุจักร จำนวน 19 แห่ง ตามมาด้วย เขตคันนายาว 13 แห่ง เขตพระนคร 11 แห่ง เขตหนองแขม เขตลาดกระบัง และเขตประเวศ 10 แห่ง

ในขณะที่เขตที่มีสวนสาธารณะที่เข้าถึงได้น้อยที่สุด คือ เขตทุ่งครุ เขตสวนหลวง และเขตป้อมปรายศัตรูพ่าย ที่มีสวนสาธารณะที่เข้าถึงได้เพียง 1 แห่ง ตามมาด้วยเขตสัมพันธวงศ์ เขตดุสิต เขตบางพลัด เขตบางซื่อ และเขตภาษีเจริญจำนวน 2 แห่ง และเขตบางรัก เขตพญาไท เขตวัฒนา เขตตลิ่งชัน เขตบึงกุ่ม และเขตบางแค จำนวน 3 แห่ง

นอกจากนี้หากนำข้อมูลพื้นที่สีเขียวของ กทม. มาวิเคราะห์ร่วมกับจำนวนและพื้นที่สวนสาธารณะที่เข้าถึงได้ จะพบว่า หลายเขตที่มีอัตราพื้นที่สีเขียวมาก แต่กลับมีอัตราส่วนสวนสาธารณะที่เข้าถึงได้น้อย เช่นคันนายาว มีอัตราพื้นที่สีเขียวต่อประชากรสูงถึง 34.99 แต่อัตราพื้นที่สวนสาธารณะที่เข้าถึงได้ต่อประชากรอยู่ที่ 0.42 เท่านั้น นอกจากนี้ในเขตที่มีอัตราพื้นที่สีเขียวผ่านเกณฑ์ WHO อยู่ที่ 9 ตร.ม./คน ทั้งหมด 13 เขต แต่กลับมีเขตที่ไม่ผ่านเกณฑ์พื้นที่สีเขียวเพื่อการบริการ ซึ่งมีเกณฑ์ระดับสากลอยู่ที่ 4 ตร.ม./คน มากถึง 7 เขต ได้แก่ ตลิ่งชัน ดุสิต คันนายาว หลักสี่ ราชเทวี บางบอน และบางขุนเทียน

สวนสาธารณะใกล้บ้านคุณ มีจำนวนเท่าไหร่ เข้าถึงได้มากแค่ไหน

Rocket Media Lab นำเอาข้อมูลสวนสาธารณะที่เข้าถึงได้จำนวน 281 สวน มาแบ่งประเภทตามขนาดของสวนสาธารณะ โดยแบ่งเป็นสวนขนาดเล็ก (S) พื้นที่ 0 – 16,000 ตร.ม. โดยกำหนดระยะการเข้าถึงไว้ที่ 500 ม. สวนขนาดกลาง (M) พื้นที่ 16,001 – 80,000 ตร.ม. ระยะการเข้าถึง 1 กม. สวนขนาดใหญ่ (L) พื้นที่ 80,001 – 160,000 ตร.ม. ระยะการเข้าถึง 3 กม. และสวนขนาดใหญ่มาก (XL) พื้นที่ 160,001 ตร.ม. ขึ้นไป ระยะการเข้าถึง 5 กม.

เมื่อนำเกณฑ์ดังกล่าวมาประกอบกับข้อมูลจุดที่ตั้งของสวนสาธารณะที่เข้าถึงได้ทั้ง 281 แห่งจะพบว่าสวนสาธารณะที่เข้าถึงได้และมีระยะการเข้าถึงตามเกณฑ์ที่กำหนดยังคงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพชั้นใน และย่านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มสวนขนาดเล็ก (S) พื้นที่ 0 – 16,000 ตร.ม.แม้จะมีการกระจายตัวในพื้นที่กรุงเทพชั้นนอกเพิ่มขึ้นก็ตาม

จะเห็นได้ว่าแทบจะไม่มีการเพิ่มขึ้นของสวนขนาดใหญ่มาก (XL) และสวนขนาดใหญ่ (L) เลยนับจากปี 2565 โดยเฉพาะในเขตขนาดใหญ่อย่างเขตหนองจอก และลาดกระบังที่ยังไม่มีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ในพื้นที่ ในทางกลับกัน สวนขนาดกลาง (M) และขนาดเล็ก (S) เพิ่มขึ้นและกระจายตัวอย่างต่อเนื่องจากนโยบายสวน 15 นาที ทำให้หลายเขตมีตัวเลือกในการเข้าถึงสวนสาธารณะมากขึ้นในระยะทางที่น้อยลง แต่ยังคงมีหลายพื้นที่ที่ยังมีพื้นที่สวนสาธารณะได้น้อย โดยเฉพาะเขตกรุงเทพตะวันออกและกรุงเทพใต้

สวนสาธารณะในกรุงเทพฯ อยู่ในความรับผิดชอบของหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น กทม. เอง หรือหน่วยงานราชการอื่นๆ หรือเอกชน ในส่วนของ กทม. หน่วยงานที่รับผิดชอบหลักๆ ก็คือ สำนักสิ่งแวดล้อม และสำนักงานเขต ในส่วนของสำนักสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น สวนเบญจกิติ สวนวชิรเบญจทัศ สวนสันติภาพ สวนปิยะภิรมย์ ฯลฯ ซึ่งนอกจากสวนสาธารณะแล้ว สำนักสิ่งแวดล้อมยังดูแลพื้นที่สีเขียวในรูปแบบอื่นๆ อีกด้วย อย่างสวนถนน เช่น ต้นไม้ถนนรัชดาภิเษก เกาะกลางถนนใต้ทางคู่ขนานลอยฟ้าบรมราชชนนี ฯลฯ รวมไปถึงการประดับตกแต่งเมืองในวันสำคัญต่างๆ ซึ่งแต่ละปีก็จะมีการตั้งงบประมาณในส่วนนี้ไว้

จากข้อบัญญัติงบประมาณของสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. ในปี 2568 ระบุงบประมาณในการดูแลสวนสาธารณะ โดยเป็นค่าใช้สอยซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าจ้างเหมาเอกชนดูแลและบำรุงรักษาต้นไม้ ค่าจ้างเหมาดูแลทรัพย์สิน และรักษาความปลอดภัย ค่าเช่าที่ดิน ฯลฯ 521,381,100 บาท แต่หากพิจารณาเฉพาะรายจ่ายประจำที่ใช้กับสวนสาธารณะจะพบว่าแต่ละสวนที่สำนักสิ่งแวดล้อมรับผิดชอบนั้น จะมีรายจ่ายประจำอยู่สองรายการก็คือ 1. จ้างเหมาเอกชนดูแลและบำรุงรักษาต้นไม้ 2. จ้างเหมาดูแลทรัพย์สินและรักษาความปลอดภัย ซึ่งจำนวนงบประมาณก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละสวน ขึ้นอยู่กับขนาดของสวนเป็นหลัก เช่น สวนเบญจกิติ มีการจ้างเหมาเอกชนดูแลและบำรุงรักษาต้นไม้อยู่ที่ 29,000,000 บาท และจ้างเหมาดูแลทรัพย์สินและรักษาความปลอดภัยอยู่ที่ 28,350,000 บาท นอกจากนั้นก็จะเป็นงบประมาณไม่ประจำ เช่น ปรับปรุง ซ่อมแซม ปลูกสร้างหรือจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพิ่มเติมในแต่ละสวน

แต่จากการใช้งบประมาณในหลายปีที่ผ่านมาจะพบว่า งบประมาณที่นอกจากงบประจำก็ยังกระจุกตัวอยู่ในสวนสาธารณะใจกลางเมืองเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะสวนเบญจกิติ และสวนลุมพินี อย่างกรณีสวนลุมพินี นอกจากค่าใช้จ่ายประจำทั้งการจ้างเหมาเอกชนดูแลและบำรุงรักษาต้นไม้และการจ้างเหมาดูแลทรัพย์สินและรักษาความปลอดภัยแล้ว จะพบว่ามีทั้งโครงการจ้างก่อสร้างรั้วรอบลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 และปรับปรุงรั้ว สวนลุมพินีด้านถนนพระราม 4 และปรับปรุงภูมิทัศน์สวนลุมพินี 18,000,000 บาท รื้อถอนอาคารสมาคมแบดมินตัน อาคารสถานีวิทยุ และรั้ว – ก่อสร้างทางเชื่อมสะพานเขียว 47,000,000 บาทปรับปรุงสวนลุมพินี 3,000,000 บาท หรือเป็นงบประมาณจากส่วนอื่นของกทม. เช่น ปรับปรุงระบบระบายน้ำในสวนลุมพินี ของสำนักระบายน้ำ 27,000,000 บาท ก่อสร้างศูนย์อาหาร Hawker Center สวนลุมพินี ของสำนักการโยธา 12,800,000 บาท

ไม่เพียงแค่นั้น ที่ผ่านมา กทม. ยังใช้งบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุทยานเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ซึ่งตั้งอยู่ในเขตดุสิตถือว่าเป็นเขตกรุงเทพฯ ชั้นในเช่นเดียวกัน ใน 4 โครงการ สูงถึง 3,100.88 ล้านบาท ทั้งโครงการก่อสร้างถังเก็บน้ำดิบใต้ดินพร้อมอาคารประกอบ 1,963.42 ล้านบาท ปรับปรุงอุทยานเฉลิมพระเกียรติ 950 ล้านบาท จัดหาพร้อมติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ระยะที่ 1 จำนวน 569 ตัว 169.06 ล้านบาท ระยะที่ 2 จำนวน 126 ตัว 18.40 ล้านบาท

แม้สวนลุมพินี หรือสวนใจกลางกรุงเทพฯ ที่ได้รับงบประมาณอื่นๆ นอกจากรายจ่ายประจำมากกว่าสวนอื่นๆ จะมีผู้เข้ามาใช้บริการมากมาย และมีขนาดพื้นที่ที่กว้างใหญ่ อย่างไรก็ตามจากข้อมูลสวนสาธารณะที่เข้าถึงได้ก็จะเห็นแล้วว่าสวนสาธารณะในกรุงเทพฯ กระจุกตัวอยู่ในเขตชั้นในของกรุงเทพฯ ทั้งก่อนหน้าและหลังการมีนโยบายสวน 15 นาที การที่จำนวนสวนสาธารณะที่เข้าถึงได้กระจุกตัวอยู่แต่ในเขตชั้นในของกรุงเทพฯ และงบประมาณในการปรับปรุง ซ่อมแซม ปลูกสร้างหรือจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ก็ยังกระจุกตัวอยู่แต่ในสวนขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ อาจยิ่งทำให้พื้นที่สวนสาธารณะในรอบนอกของกรุงเทพฯ ได้รับการพัฒนาน้อยลงไปอีก

สวน 15 นาที มีลักษณะเป็นอย่างไร เข้าถึงได้มากน้อยแค่ไหน

นโยบายสวน 15 นาทีเป็นนโยบายที่มีความโดดเด่นมากของชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เมื่อครั้งลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในปี 2565 โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนสามารถเดินเท้าเข้าถึงสวนสาธารณะและพื้นที่พักผ่อนได้ภายในเวลาไม่เกิน 15 นาที หรือในระยะทางประมาณ 800 เมตร เพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของคนเมือง และเมื่อได้รับการเลือกตั้งมาเป็นผู้ว่าฯ กทม. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ก็นำเอานโยบายดังกล่าวมาใช้ทันที

จากข้อบัญญัติงบประมาณปี 2566 ของกรุงเทพมหานคร ระบุไว้ว่า นโยบายสวน 15 นาทีทั่วกรุง มีโครงการ/กิจกรรมยุทธศาสตร์อยู่ 2 โครงการด้วยกันคือ 1. ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาสวนชุมชนขนาดเล็ก (Pocket Park) 25,000,000 บาท 2. ค่าใช้จ่ายในการเพิ่มศักยภาพและสิ่งอํานวยความสะดวกในการเข้าถึงสวนสาธารณะ 120,863,900 บาท

จากข้อมูลของสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. (มิ.ย. 69) พบว่า กรุงเทพฯ มีสวน 15 นาทีกระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ จำนวน 495 แห่ง ขนาดพื้นที่รวม 1,320,621.22 ตร.ม. หากพิจารณาจำนวนสวน 15 นาทีเป็นรายเขตจะพบว่าเขตที่มีสวนมากที่สุด คือเขตสาทรและเขตคลองเตย จำนวน 13 แห่ง ตามมาด้วยเขตลาดกระบัง ยานนาวา ปทุมวัน บางซื่อ และทุ่งครุ จำนวน 12 แห่ง หนองจอก ลาดพร้าว ราษฎร์บูรณะ พระโขนง บึงกุ่ม บางคอแหลม บางขุนเทียน ตลิ่งชัน และจอมทอง จำนวน 11 แห่ง ในขณะที่เขตที่มีจำนวนสวน 15 นาทีน้อยที่สุดคือ เขตห้วยขวาง ภาษีเจริญ บางพลัด และบางบอน จำนวน 7 แห่ง สายไหม วัฒนา บางกะปิ จตุจักร และคันนายาว จำนวน 8 แห่ง สะพานสูง ราชเทวี มีนบุรี พญาไท ประเวศ บางเขน ทวีวัฒนา และคลองสาน จำนวน 9 แห่ง

หากพิจารณาเป็นขนาดพื้นที่จะพบว่าเขตที่มีพื้นที่สวน 15 นาทีใหญ่ที่สุด คือเขตบึงกุ่ม ขนาด 186,262 ตร.ม. ตามมาด้วยทวีวัฒนา 157,522.80 ตร.ม. ปทุมวัน 75,787.72 ตร.ม. บางขุนเทียน 61,217.46 ตร.ม. และคลองเตย 59,381.60 ตร.ม. ในขณะที่เขตที่มีขนาดพื้นที่สวน 15 นาทีเล็กที่สุด คือเขตบางกอกน้อย ขนาด
2,693.80 ตร.ม. ตามมาด้วยราชเทวี 2,960.00 ตร.ม. บางรัก 3,803.32 ตร.ม. ดินแดง 4,269.76 ตร.ม. และหลักสี่ 4,732.50 ตร.ม.

รูปแบบการทำสวน 15 นาที ทั้ง 495 แห่ง จะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
การสร้างสวน 15 นาทีขึ้นมาใหม่ จำนวน 338 แห่ง ขนาดพื้นที่รวม 943,254.2 ตร.ม. โดยเขตที่มีการสร้างสวน 15 นาทีขึ้นมาใหม่มากที่สุด คือเขตสาทร ลาดกระบัง บางซื่อ ดอนเมือง และจตุจักร จำนวน 11 แห่ง วัฒนา วังทองหลาง ราชเทวี พระโขนง บางเขน ทวีวัฒนา และคลองเตย จำนวน 10 แห่ง
การปรับปรุงพื้นที่สวนเดิมให้เป็นสวน 15 นาที จำนวน 157 แห่ง ขนาดพื้นที่รวม 377,367.02 ตร.ม. โดยเขตที่มีการปรับปรุงพื้นที่สวนเดิมให้เป็นสวน 15 นาทีมากที่สุด คือเขตสัมพันธวงศ์ จำนวน 10 แห่ง ป้อมปราบศัตรูพ่าย 9 แห่ง พญาไท และคลองสาน 8 แห่ง

นอกจากนี้ หากดูรายละเอียดของสวน 15 นาที ทั้ง 495 สวน ในแง่ที่ว่าใครเป็นพื้นที่ของใครบ้าง จะพบว่าส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร จำนวน 216 แห่ง ขนาดพื้นที่รวม 390,465.66 ตร.ม. รัฐวิสาหกิจ เช่น การเคหะ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย การรถไฟแห่งประเทศไทย การประปานครหลวง จำนวน 61 แห่ง ขนาดพื้นที่รวม 191,388.12 ตร.ม. เอกชน 60 แห่ง ขนาดพื้นที่รวม 175,015.20 ตร.ม. ศาสนสถาน และสถานศึกษา 51 แห่ง ขนาดพื้นที่รวม 49,886.74 ตร.ม. ที่สาธารณะประโยชน์ 42 แห่ง ขนาดพื้นที่รวม 257,653.26 ตร.ม. กรมทางหลวง 35 แห่ง ขนาดพื้นที่รวม 124,764.00 ตร.ม. และหน่วยงานราชการอื่นๆ เช่น กระทรวงมหาดไทย กรมธนารักษ์ สำนักงานพระคลังข้างที่ 30 แห่ง ขนาดพื้นที่รวม 131,448.24 ตร.ม.

หากพิจารณาสวน 15 นาทีที่เข้าถึงได้ในแง่การใช้พื้นที่โดยใช้เกณฑ์เดียวกับการพิจารณาการเข้าถึงสวนสาธารณะจะพบว่า มีสวน 15 นาทีที่สามารถเข้าถึงได้ในแง่การใช้พื้นที่จำนวน 312 แห่ง โดยเขตที่มีสวน 15 นาทีที่สามารถเข้าถึงได้มากที่สุด คือ เขตสาทร ลาดพร้าว และยานนาวา จำนวน 11 แห่ง ตามมด้วยเขตหนองจอก 10 แห่ง เขตมีนบุรี บึงกุ่ม บางซื่อ และคลองเตย 9 แห่ง ในขณะที่เขตที่มีสวน 15 นาทีที่เข้าถึงได้น้อยที่สุดคือเขตดินแดง จำนวน 2 แห่ง ตามมด้วยเขตบางบอน บางแค ทุ่งครุ ทวีวัฒนา ตลิ่งชัน และดุสิต 3 แห่ง ห้วยขวาง ประเวศ บางเขน บางกอกน้อย และดอนเมือง 4 แห่ง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องการเข้าถึงได้ของสวน 15 นาที เป็นประเด็นที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด เนื่องด้วยสวน 15 นาทีหลายแห่งมีลักษณะเป็นเพียงพื้นที่สีเขียวในแบบสวนหย่อมเท่านั้น จากการพิจารณาสวน 15 นาที ทั้ง 495 แห่งพบว่าสามารถเข้าถึงได้ในแง่การใช้พื้นที่จำนวน 312 แห่ง อีก 157 แห่งอาจจะสามารถจัดเป็นพื้นที่สีเขียวเพียงเท่านั้น ไม่ได้มีลักษณะเป็นสวนที่สามารถเข้าถึงได้

ที่ผ่านมาในการนับสวนทั้ง 7 ประเภทเข้าสู่ระบบพื้นที่สีเขียวของ กทม. นั้น มีสวนที่มีลักษณะตรงกับสวน 15 นาที ทั้งที่เข้าถึงได้และไม่ได้อยู่แล้ว เช่น สวนริมถนนหรือสวนหย่อมหน้าสถานที่ต่างๆ ทั้งของรัฐและเอกชน แม้กระทั่งสวนขนาดเล็กที่อยู่ในพื้นที่ของหน่วยงานต่างๆ ทั้งวัด โรงเรียน สถานที่ราชการ หรือสถานที่ของเอกชน สวน 15 นาทีส่วนใหญ่จึงเป็นสวนประเภทสวนขนาดเล็กในบรรดาทั้งหมดของสวน 7 ประเภทกว่า 8,621 แห่งของ กทม. ที่มีอยู่ แม้จะมีจำนวนมากถึง 495 สวน แต่ก็จะต้องพิจารณาขนาดและและการเข้าถึงได้ โดยพบว่าสวน 15 นาที มีพื้นที่เฉลี่ยอยู่ที่ 2,667.92 ตร.ม./แห่ง ในขณะที่สวนที่เข้าถึงได้ขนาดเล็ก (ไซส์ S) เดิม มีพื้นที่เฉลี่ย 8,100.177 ตร.ม./ แห่ง

ที่มา
ข้อมูลผลการดำเนินงาน สวน 15 นาที ปี 2569
ฐานข้อมูลและระบบติดตามประเมินผล การเพิ่มพื้นที่สีเขียว ของกรุงเทพมหานคร สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร
ข้อบัญญัติงบประมาณ สำนักสิ่งแวดล้อม กทม.
สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร (รายเดือน) สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง

ดูข้อมูลได้ที่ https://rocketmedialab.co/database-bkk-park-2025/

คุณอาจสนใจ