Connect with us

Hi, what are you looking for?

economy

เมกะโปรเจ็กต์ของ กทม. ในช่วงที่มีการใช้งบคาบเกี่ยวในยุคชัชชาติ มีอะไร ใช้งบแค่ไหน 

  • เมกะโปรเจ็กต์ที่ใช้งบประมาณสูงที่สุดอันดับ 1 จาก 6 หมวดโครงสร้างพื้นฐานหลักของ กทม. ที่คาบเกี่ยวมาถึงยุคชัชชาติ มีมูลค่ารวมกันสูงถึง 30,343.65 ล้านบาท โดยโครงการเหล่านี้ล้วนถูกอนุมัติและเริ่มต้นผูกพันงบประมาณมาตั้งแต่ก่อนที่ชัชชาติจะเข้ารับตำแหน่ง 
  • โครงการในหมวดอุโมงค์ระบายน้ำครองแชมป์งบประมาณสูงสุดในบรรดาโครงการทั้งหมดด้วยมูลค่า 8,432.23 ล้านบาท (รัฐสนับสนุน 70% และงบ กทม. 30%) ตามมาด้วยระบบบำบัดน้ำเสียธนบุรีที่ใช้เงินงบประมาณ กทม. 100% รวม 7,801.01 ล้านบาท

จากการที่ชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 9 เปิดเวทีปราศรัยใหญ่แถลงนโยบาย 250 ข้อ พร้อมนำเสนอเมกะโปรเจกต์ใหม่หลังจากที่ถูกกล่าวว่าในช่วงที่ทำงานเป็นผู้ว่ามีแต่โครงการที่เป็นเส้นเลือดฝอย ซึ่งเมกะโปรเจกต์ที่ว่านั้นก็คือ “ทางเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา” โดยมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรีเข้าด้วยกัน ให้เป็นแลนด์มาร์กและให้คนสามารถเดินหรือปั่นจักรยานได้

Rocket Media Lab ทำการสืบค้นข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีของกรุงเทพมหานครย้อนหลัง โดยคัดกรองผ่านคีย์เวิร์ดสำคัญที่ระบุถึงโครงสร้างพื้นฐาน 6 หมวดหมู่หลัก ได้แก่ สะพาน, สวนสาธารณะ, อุโมงค์ระบายน้ำ, ระบบบำบัดน้ำเสีย, สถานพยาบาล และถนน จากนั้นเลือกโครงการที่ครองแชมป์การใช้งบประมาณสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ในแต่ละหมวด ที่มีงบผูกพันคาบเกี่ยวมาถึงยุคปัจจุบัน พบว่า กทม. มีเมกะโปรเจ็กต์ที่คาบเกี่ยวมาถึงยุคยุคชัชชาติ มูลค่ารวมกันสูงกว่า 30,343.65 ล้านบาท โดยโครงการเหล่านี้ล้วนถูกอนุมัติและเริ่มต้นผูกพันงบประมาณมาตั้งแต่ก่อนที่ชัชชาติจะเข้ารับตำแหน่ง 

Rocket Media Lab ชวนสำรวจเมกะโปรเจ็กต์ของ กทม. ในช่วงที่มีการใช้งบประมาณคาบเกี่ยวในยุคที่ชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ว่ามีอะไรบ้าง ใช้งบประมาณแค่ไหน 

หมวดสวนสาธารณะ : อุทยานเฉลิมพระเกียรติ ร.9

อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือ อุทยานเฉลิมพระเกียรติ ร.9 เป็นสวนสาธารณะระดับย่านบนที่ดินขนาดใหญ่จำนวน 279 ไร่ ซึ่งเป็นเขตพระราชฐานในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงรับโอนกรรมสิทธิ์มาจากสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ โดยพื้นที่ตรงนี้แต่เดิมเป็นสนามม้านางเลิ้งภายใต้การดำเนินงานของราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่หมดสัญญาเช่าที่ดินไปเมื่อปี พ.ศ. 2561 

หลังจากนั้นก็เริ่มมีการรื้อถอนและก่อสร้างเป็นอุทยานเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ในปี 2564 โดยสำนักพระราชวังเป็นผู้ออกแบบและดูแลอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ ในระหว่างการก่อสร้าง ส่วนการก่อสร้างพื้นที่ส่วนใหญ่ รวมถึงการบำรุงรักษาอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ หลังก่อสร้างเสร็จสิ้นนั้น ดำเนินการโดยกรุงเทพมหานคร (กทม.) ผ่านกองควบคุมการก่อสร้าง สำนักการโยธา และสำนักงานสวนสาธารณะ สำนักสิ่งแวดล้อม โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในเดือนกรกฎาคม 2569 

จากการสืบค้นข้อบัญญัติงบประมาณของกรุงเทพมหานคร พบว่า กทม. ใช้งบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุทยานเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ใน 4 โครงการ รวม 3,100.88 ล้านบาท แบ่งเป็น

  1. ก่อสร้างถังเก็บน้ำดิบใต้ดินพร้อมอาคารประกอบ งบประมาณ กทม. รวม 1,963.42 ล้านบาท 
  2. ปรับปรุงอุทยานเฉลิมพระเกียรติ พื้นที่เขตดุสิต งบประมาณ กทม. รวม 950 ล้านบาท 
  1. จัดหาพร้อมติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ในพื้นที่เขตพระราชฐาน 901 แลนด์ (นางเลิ้ง) ระยะที่ 1 569 กล้อง งบประมาณ กทม. รวม 169.06 ล้านบาท
  2. จัดหาพร้อมติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ในพื้นที่เขตพระราชฐาน 901 แลนด์ (นางเลิ้ง) ระยะที่ 2 126 กล้อง งบประมาณ กทม. รวม 18.40 ล้านบาท 

ปัจจุบัน โครงการอุทยานเฉลิมพระเกียรติ ร.9 มีความคืบหน้าแล้วกว่า 80% โดย กทม. คาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการแก่ประชาชนได้ภายในเดือนกรกฎาคม 2569

หมวดอุโมงค์ระบายน้ำ : อุโมงค์ระบายน้ำคลองเปรมประชากร 

แนวคิดอุโมงค์ระบายน้ำยักษ์เกิดขึ้นในยุคของผู้ว่าสุขุมพันธ์ุ บริพัตร ที่มีการสร้างอุโมงค์ระบายน้ำยักษ์ถึง 6 แห่งด้วยกัน ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีอุโมงค์ระบายน้ำที่เปิดใช้งานแล้ว 4 แห่งด้วยกันก็คือ อุโมงค์ประชาราษฎร์ สาย 2 อุโมงค์บึงมักกะสัน อุโมงค์คลองแสนแสบ และอุโมงค์คลองบางซื่อ และมีอีก 2 แห่งที่คาดว่าจะเปิดใช้งานภายในปีนี้ คือ อุโมงค์หนองบอนและอุโมงค์คลองทวีวัฒนา

นอกจากนี้ยังมีอุโมงค์ระบายน้ำที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 5 อุโมงค์คือ อุโมงค์คลองเปรมประชากร อุโมงค์คลองแสนแสบส่วนต่อขยาย อุโมงค์คลองพระโขนง อุโมงค์คลองบางซื่อส่วนต่อขยาย อุโมงค์ส่วนต่อขยาย บึงหนองบอน

ในบรรดาโครงการอุโมงค์ระบายน้ำที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างนี้ จากการสืบค้นข้อบัญญัติงบประมาณของกรุงเทพมหานคร พบว่า กทม. ใช้งบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุโมงค์คลองเปรมประชากร สูงที่สุดในบรรรดาเมกะโปรเจ็กต์ในหมวดอุโมงค์ระบายน้ำ ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ใน 2 โครงการ รวม 8,432.23 ล้านบาท แบ่งเป็น 

  1. ก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำคลองเปรมประชากร จากคลองบางบัวลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา งบประมาณ กทม. รวม 2,469.99 ล้านบาท 
  2. จ้างที่ปรึกษาควบคุมการก่อสร้างโครงการก่อสร้าง อุโมงค์ระบายน้ำคลองเปรมประชากรจากคลองบางบัว ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา งบประมาณ กทม. รวม 59.68 ล้านบาท 

โดยโครงการอุโมงค์คลองเปรมประชากร ได้รับเงินสนับสนุนจากทางรัฐบาล 70% เป็นจำนวน 5,902.56 ล้านบาท และอีก 30 % เป็นงบประมาณจาก กทม. รวม 2,529.67 ล้านบาท ปัจจุบัน โครงการเผชิญอุปสรรคสำคัญเรื่องการเข้าพื้นที่ก่อสร้างอาคารรับน้ำ เนื่องจากติดปัญหาชุมชนรุกล้ำแนวคลองที่ยังย้ายออกไม่ครบ ส่งผลให้ต้องขยายระยะเวลาสัญญาก่อสร้างออกไป โดยตามแผนงานโครงการก่อสร้างอุโมงค์คลองเปรมฯ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2572 หากแล้วเสร็จคาดว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา และบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เขตดอนเมือง เขตหลักสี่ เขตสายไหม เขตบางเขน และเขตจตุจักรได้

หมวดสถานพยาบาล : มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช 

มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ในเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2497 และสถาปนาขึ้นวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวโรกาสงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2553  ประกอบด้วย  3 คณะวิชา 1 สถาบัน ได้แก่ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์เกื้อการุณย์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสุขภาพ และสถาบันพัฒนามหานคร

จากการสืบค้นข้อบัญญัติงบประมาณของกรุงเทพมหานคร พบว่า กทม. ใช้งบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช (ยกเว้นรายจ่ายประจำ) ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา ใน 6 โครงการ รวม 6,372.11 ล้านบาท แบ่งเป็น

  1. ก่อสร้างอาคารผู้ป่วยในเฉลิมพระเกียรติ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช งบประมาณ กทม. รวม 2,980 ล้านบาท 
  2. ก่อสร้างหอพักนักศึกษาพยาบาลพร้อมอาคารที่จอดรถ คณะพยาบาลศาสตร์เกื้อการุณย์ งบประมาณ กทม. รวม 916.6 ล้านบาท 
  3. โครงการก่อสร้างอาคารศูนย์มะเร็ง เฉลิมพระเกียรติ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช งบประมาณ กทม. รวม 693.90 ล้านบาท 
  4. ก่อสร้างอาคารศูนย์การเรียนรู้ ดูแลผู้ป่วยสูงอายุ แบบบูรณาการ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช งบประมาณ กทม. รวม 278 ล้านบาท 
  5. ก่อสร้างอาคารหอพักแพทย์ พยาบาลและบุคลากร ของคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ซอยสุพรรณ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช งบประมาณ กทม. รวม 245.4 ล้านบาท 
  6. ปรับปรุงอาคารกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์ฟื้นฟูคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช งบประมาณ กทม. รวม 30.9 ล้านบาท 

อย่างไรก็ตามโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ยังได้รับเงินสนับสนุนจากทางรัฐบาล 1,227.31 ล้านบาท และอีกส่วนเป็นงบประมาณจาก กทม. รวม 5,144.80  ล้านบาท

หมวดระบบระบายน้ำ : ระบบระบายน้ำเสียธนบุรี 

ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีระบบบำบัดน้ำเสียขนาดใหญ่ 8 แห่ง สามารถในการบำบัดน้ำเสียรวม 1,112,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 45 ของปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานครทั้งหมด และยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการอีก 4 โครงการ ได้แก่ โครงการบำบัดน้ำเสียมีนบุรี ระยะที่ 1 และ 2 บึงหนองบอน คลองเตย และธนบุรี ซึ่งเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะสามารถบำบัดน้ำเสียเพิ่มขึ้นอีก 707,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน รวมขีดความสามารถทั้งหมด 1,819,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน คิดเป็นประมาณร้อยละ 70 ของปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร

ในส่วนของโครงการบำบัดน้ำเสียธนบุรีนั้น แบ่งออกเป็น 3 สัญญา ด้วยกันคือ สัญญาที่ 1 งานก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียธนบุรีและสวนสาธารณะ สัญญาที่ 2 งานก่อสร้างระบบรวบรวมน้ำเสียพื้นที่ส่วนเหนือ (เขตบางพลัด และบางส่วนของเขตตลิ่งชันและเขตบางกอกน้อย) และสัญญาที่ 3 งานก่อสร้างระบบรวบรวมน้ำเสียพื้นที่ส่วนใต้ (เขตบางกอกน้อยและเขตบางกอกใหญ่) 

ในบรรดาโครงการบำบัดน้ำเสียที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างนี้ จากการสืบค้นข้อบัญญัติงบประมาณของกรุงเทพมหานคร พบว่า กทม. ใช้งบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบระบายน้ำเสียธนบุรีสูงที่สุดในบรรรดาเมกะโปรเจ็กต์ในหมวดการบำบัดน้ำเสีย ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ใน 6 โครงการ รวม 7,801.01 ล้านบาท แบ่งเป็น

  1. ก่อสร้างระบบรวบรวมน้ำเสีย และระบบบำบัดน้ำเสียธนบุรี สัญญาที่ 1 งานก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียธนบุรีและ สวนสาธารณะ งบประมาณ 2,934 ล้านบาท 
  2. ก่อสร้างระบบรวบรวมน้ำเสีย และระบบบำบัดน้ำเสียธนบุรี สัญญาที่ 2 งานก่อสร้างระบบรวบรวมน้ำเสียพื้นที่ส่วนเหนือ (เขตบางพลัด และบางส่วนของเขตตลิ่งชันและเขตบางกอกน้อย) งบประมาณ 2,404 ล้านบาท 
  3. ก่อสร้างระบบรวบรวมน้ำเสีย และระบบบำบัดน้ำเสียธนบุรี สัญญาที่ 3 พื้นที่ส่วนใต้ (เขตบางกอกน้อยและเขตบางกอกใหญ่) งบประมาณ 2,259.198 ล้านบาท
  4. จ้างที่ปรึกษาบริหารและควบคุมงานโครงการก่อสร้างระบบรวบรวมน้ำเสีย และระบบบําบัดน้ำเสียธนบุรี สัญญาที่ 1 งานก่อสร้างระบบบําบัดน้ำเสียธนบุรีและสวนสาธารณะ งบประมาณ 71.8 ล้านบาท
  5. จ้างที่ปรึกษาบริหารและควบคุมงานโครงการก่อสร้างระบบรวบรวมน้ำเสีย และระบบบำบัดน้ำเสียธนบุรี สัญญาที่ 2 งานก่อสร้างระบบรวบรวมน้ำเสียพื้นที่ส่วนเหนือ (เขตบางพลัด และบางส่วนของเขตตลิ่งชันและเขตบางกอกน้อย) งบประมาณ 73.1 ล้านบาท 
  6. จ้างที่ปรึกษาบริหารและควบคุมงานโครงการก่อสร้างระบบรวบรวมน้ำเสีย และระบบบำบัดน้ำเสียธนบุรี สัญญาที่ 3 งานก่อสร้างระบบรวบรวมน้ำเสียพื้นที่ส่วนใต้ (เขตบางกอกน้อยและเขตบางกอกใหญ่) งบประมาณ 59 ล้านบาท 

โดยโครงการนี้เป็นงบประมาณจาก กทม. ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม โครงการยังมีความล่าช้ากว่าแผน โดยเฉพาะในช่วงสัญญาที่ 3 วงเงิน 2,259 ล้านบาท ซึ่งดำเนินงานโดยบริษัท ซีโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) เผชิญอุปสรรคจากการออกแบบการก่อสร้าง โดยเฉพาะขนาดของบ่อพักน้ำเสีย บ่อดักน้ำเสีย และท่อคอนกรีตส่งน้ำมีขนาดใหญ่เกินไป โดยไม่ได้คำนึงถึงสภาพทางภูมิศาสตร์ของฝั่งธนบุรี ซึ่งเป็นชุมชนเก่าหนาแน่นและเต็มไปด้วยคูคลองขนาดเล็ก อีกทั้งความกว้างของลำคลองที่แคบเกินไป ทำให้ผู้รับเหมาไม่สามารถนำเครื่องจักรขนาดใหญ่เข้าไปทำงานในคลองได้ นอกจากนี้บางจุดยังติดปัญหาแนวท่อตั้งอยู่ในพื้นที่ดินเอกชนที่มีเรือจอดรุกล้ำขวางแนว และบางจุดยังไม่ได้รับสิทธิ์อนุญาตการก่อสร้างจากกรมเจ้าท่า อุปสรรคเหล่านี้ส่งผลให้การระบายน้ำไม่สะดวกและการก่อสร้างเกิดความล่าช้า จนสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนฝั่งธนบุรีอย่างมาก

ตามแผนงานเดิมทั้ง 3 สัญญาควรจะต้องแล้วเสร็จเพื่อเปิดระบบบำบัดน้ำเสียให้คนฝั่งธนฯ ได้ใช้ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2568 แต่ ณ ปัจจุบัน สัญญาที่ 3 ภายใต้การดูแลของซิโน-ไทย มีความคืบหน้าสะสมล่าช้ากว่าแผนงานเดิมเป็นอย่างมาก ขณะที่ทางฝั่งผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ออกมาย้ำว่า แม้จะเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ของไทยที่ก่อตั้งโดย ชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดาของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน แต่ยืนยันว่าไม่สนใจว่าเจ้าของเป็นใคร ต้องทำอย่างเท่าเทียม และผู้รับเหมาทุกรายต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานครอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้คาดการณ์ว่าโครงการทั้ง 3 สัญญาจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปลายปี 2570

หมวดสะพาน : สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณแยกเกียกกาย

โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณแยกเกียกกาย เป็นแผนการก่อสร้างตามผลการศึกษาขององค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency หรือ JICA) ที่รัฐบาลมอบหมายให้สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร ดำเนินงานพัฒนาโครงข่ายการคมนาคม เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจร ตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2547 เป็นสะพานขนาด 4-6 ช่องจราจร พร้อมทางยกระดับเชื่อมต่อฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนคร ความยาวรวมประมาณ 5.9 กิโลเมตร มีทางขึ้น – ลง จำนวน 9 แห่ง โดยในช่วงแรกนั้นมีข้อตกลงว่ากรุงเทพมหานครและรัฐบาลจะร่วมกันออกงบประมาณคนละครึ่ง 

ข้อมูลจากมติ ครม. เมื่อวันที่ พบว่า โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณแยกเกียกกาย แบ่งเป็น 3 ช่วง งบประมาณรวม 2,995.50 ล้านบาท แบ่งเป็น

  1. ช่วงที่ 1 ทางยกระดับและถนนฝั่งธนบุรี งบประมาณ 770 ล้านบาท 
  2. ช่วงที่ 2 สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยารวมทางขึ้นลง งบประมาณ 1,350 ล้านบาท
  3. ช่วงที่ 3 ทางยกระดับและถนนฝั่งพระนครจากแม่น้ำเจ้าพระยาถึงสะพานแดง (สะพานด้านรัฐสภา) งบประมาณ 875.50 ล้านบาท 

จากการสืบค้นข้อบัญญัติงบประมาณของกรุงเทพมหานคร พบว่า กทม. ใช้งบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณแยกเกียกกาย  ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ใน 5 โครงการ รวม 1,882.75 ล้านบาท แบ่งเป็น

  1. ก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้าเจ้าพระยา บริเวณแยกเกียกกาย ช่วงที่ 1 ก่อสร้างทางยกระดับ และถนนฝั่งธนบุรี งบประมาณ กทม. รวม 727,422,700 บาท 
  2. ก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณแยกเกียกกาย ช่วงที่ 2 ก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา รวมทางขื้น-ลง งบประมาณ กทม. รวม 462,540,000 บาท 
  3. ก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณแยกเกียกกาย ช่วงที่ 3 ก่อสร้างทางยกระดับและถนนฝั่งพระนคร จากแม่น้ำเจ้าพระยาถึงแยกสะพานแดง งบประมาณ กทม. รวม 437,750,000 บาท 
  4. จ้างควบคุมงานโครงการก่อสร้างสะพาน ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณแยกเกียกกาย ช่วงที่ 3 ก่อสร้างทางยกระดับและถนนฝั่งพระนคร จากแม่น้ำเจ้าพระยาถึงแยกสะพานแดง งบประมาณ กทม. รวม 20,000,000 บาท
  5. จ้างที่ปรึกษาควบคุมการก่อสร้าง โครงการก่อสร้าง สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณแยกเกียกกาย ช่วงที่ 2 งบประมาณ กทม. รวม 16,919,500 บาท

อย่างไรก็ตาม พบว่าช่วงที่ 1 ทางยกระดับและถนนฝั่งธนบุรี งบประมาณเป็นของ กทม. ทั้งหมด และ ส่วนช่วงที่ 2 และ 3 เป็นงบจากรัฐ 50% และ งบ กทม. 50% ทั้งนี้ โครงการช่วงที่ 3 ยังอยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้าง มี บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับจ้าง โดย กทม. กำหนดส่งมอบงานทั้ง 3 สัญญาให้เสร็จภายในปี 2570

นอกจากงบประมาณในการก่อสร้างแล้ว ยังพบว่าโครงการนี้ยังมีค่าเวนคืนราชพัสดุของทหาร ประมาณ 7,490.42 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าใช้งบประมาณของรัฐบาล ตัวเลขค่าเวนคืนนี้คิดเป็นเกือบ 2.5 เท่าของค่าก่อสร้างสะพานรวมกันทั้ง 3 ช่วง

หมวดถนน : ทางยกระดับอ่อนนุช-ลาดกระบัง

ทางยกระดับอ่อนนุช-ลาดกระบัง เป็นโครงการที่มีเป้าหมายเพื่อให้การจราจรบริเวณถนนอ่อนนุข-ลาดกระบังมีความรวดเร็ว รองรับการเจริญเติบโตของชุมชนและสนามบินสุวรรณภูมิ แก้ไขปัญหาการจราจร และเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายคมนาคมขนส่งในพื้นที่เขตลาดกระบัง โดยระยะทางโครงการรวม 3,500 เมตร เริ่มเซ็นสัญญาในปี 2564 ระยะเวลาในการก่อสร้าง 900 วัน โดยว่าจะแล้วเสร็จในเดือนธันวาคมปี 2567 แต่ก็มีความล่าช้า และเคยเกิดเหตุทรุดตัว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเบื้องต้น 1 คน และบาดเจ็บ 7 คน  ในปี 2566

จากการสืบค้นข้อบัญญัติงบประมาณของกรุงเทพมหานคร พบว่า กทม. ใช้งบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ทางยกระดับอ่อนนุช-ลาดกระบัง ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา มี 1 โครงการ คือ 

  1. ก่อสร้างทางยกระดับอ่อนนุช-ลาดกระบัง 1,641.83 ล้านบาท 

โดยโครงการนี้เป็นงบประมาณจาก กทม. ทั้งหมด หลังเกิดเหตุการณ์โครงสร้างทางยกระดับทรุดตัวถล่มเมื่อปี 2566 จนต้องหยุดชะงักและปรับปรุงมาตรการความปลอดภัย ปัจจุบัน โครงการทางยกระดับอ่อนนุช-ลาดกระบัง ได้เปิดทดลองให้ใช้บริการแล้วอย่างเป็นทางการทั้งขาเข้าและขาออก โดยเปิดฝั่งขาออกเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 และล่าสุดได้เปิดฝั่งขาเข้า (มุ่งหน้าลาดกระบัง) เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา

ดูข้อมูลได้ที่ https://rocketmedialab.co/database-bkk-mega-projects-budget/

คุณอาจสนใจ