Connect with us

Hi, what are you looking for?

environment

สำรวจการลงทุนเพื่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Climate Mitigation Finance) ของประเทศไทย

ประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมายการเป็นประเทศที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 ตามแผน NDC 3.0 ซึ่งประกาศต่อประชาคมโลกเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ในการประชุม COP30 ที่ประเทศบราซิล

เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero ดังกล่าว ประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายระหว่างทางไว้ด้วยว่า ภายในปี ค.ศ. 2035 จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เหลือ 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งคิดเป็นการลดลง 47% เมื่อเทียบกับปี ค.ศ. 2019

อย่างไรก็ตาม การจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้าหมายนี้ ภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนจำเป็นต้องมีมาตรการรองรับ และต้องได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนเพื่อให้สามารถดำเนินการได้จริง

Rocket Media Lab ร่วมกับเครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน (CFNT) ชวนสำรวจการลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Climate Mitigation Finance) ในแต่ละจังหวัดของประเทศไทย โดยอ้างอิงข้อมูลจากฐานข้อมูล Thailand Climate Finance Tracker 2026 ซึ่งติดตามการลงทุนสองด้าน คือ ด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) และด้านการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน (Adaptation) เพื่อร่วมกันหาคำตอบว่า ประเทศไทยมีการลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากน้อยเพียงใด เงินลงทุนดังกล่าวกระจายไปยังพื้นที่ใด และดำเนินการผ่านหน่วยงานใดบ้าง

ประเทศไทยมีการลงทุนเพื่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Climate Mitigation Finance) มากน้อยแค่ไหน 

ข้อมูลจาก Thailand Climate Finance Tracker 2026 ซึ่งเก็บจากรายงานความยั่งยืนและข้อมูลที่มีการเปิดเผยสาธารณะ ชี้ว่า ระหว่างพ.ศ. 2561 – พฤษภาคม 2569 หน่วยงานภาครัฐของไทยมีการลงทุนเพื่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Climate Mitigation Finance) รวม 287,317.54 ล้านบาท ใน 3,327 โครงการ เฉพาะโครงการภายที่อยู่ภายใต้งบประมาณขององค์การบริหารส่วนจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มี 809 โครงการ เป็นเงิน 15,307.93 ล้านบาท 

โดยเมื่อนำมาจำแนกตามพื้นที่พบว่า มีการลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุด 5 อันดับแรก ดังนี้ 

  1. สมุทรปราการ 1,303.84 ล้านบาท คิดเป็น 8.52%
  2. กรุงเทพมหานคร 1,205.75 ล้านบาท คิดเป็น 7.88%
  3. ร้อยเอ็ด 720.71 ล้านบาท คิดเป็น 4.71%
  4. อุดรธานี 667.01 ล้านบาท คิดเป็น 4.36%
  5. อ่างทอง 647.48 ล้านบาท คิดเป็น 4.23%

ส่วนจังหวัดที่มีงบประมาณสำหรับการเงินเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทยน้อยที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เพชรบุรี สมุทรสงคราม บึงกาฬ นราธิวาส และตาก ตามลำดับ

โดยสมุทรปราการ มีโครงการทั้งสิ้น 8 โครงการ เป็นโครงการภาคอาหาร เกษตรกรรมและป่าไม้ 948.40 ล้านบาท ตามด้วยภาคพลังงาน 327.08 ล้านบาท อาคารและโครงสร้างพื้นฐาน 27.86 ล้านบาท และขยะ 0.50 ล้านบาท ขณะที่กรุงเทพมหานคร เป็นโครงการการจัดการน้ำและสุขาภิบาล 788.47 ล้านบาท และขยะ 417.28 ล้านบาท

ส่วนอ่างทองเป็นจังหวัดที่มีจำนวนโครงการมากที่สุด 63 โครงการ จำนวนมากเป็นโครงการในด้าน อาคารและโครงสร้างพื้นฐาน 643.32 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการอำนวยความปลอดภัยทางถนนโดยดำเนินการติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างพลังงานแสงอาทิตย์ ตามด้วยโครงการด้านการจัดการน้ำและสุขาภิบาล 1.70 ล้านบาท พลังงาน 1.50 ล้านบาท และภาคอาหาร เกษตรกรรมและป่าไม้ 0.96 ล้านบาท

จากข้อมูลพบว่า มี 6 พื้นที่ที่มีงบประมาณมากกว่า 500 ล้านบาทคือ สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร ร้อยเอ็ด อุดรธานี อ่างทอง และนนทบุรี ส่วนจังหวัดที่งบประมาณต่ำกว่า 10 ล้านบาท ได้แก่ เพชรบุรี สมุทรสงคราม บึงกาฬ และนราธิวาส โดยเพชรบุรีเป็นจังหวัดที่มีงบเพียง 0.45 ล้านบาท

นอกจากนี้หากนำข้อมูลไปเปรียบเทียบกับการลงทุนเพื่อปรับตัวต่อภาวะโลกรวน (climate adaptation finance) จะพบว่ากรุงเทพฯ และสมุทรปราการ เป็นสองจังหวัดที่ติดอยู่ในอันดับต้นๆ ของทั้งการลงทุนเพื่อปรับตัวต่อภาวะโลกรวน (Climate Adaptation Finance) และการลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Climate Mitigation Finance) และเป็นเพียง 2 จังหวัดที่มีการลงทุนมากกว่า 1 พันล้านบาท 

การลงทุนเพื่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Climate Mitigation Finance) อยู่ในภาคส่วนไหนมากที่สุด

เมื่อนำข้อมูลการลงทุนเพื่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Climate Mitigation Finance) ของภาครัฐมาจำแนกตามระบบการจำแนกภาคเศรษฐกิจ จะพบว่า

  1. การขนส่ง 132,647.04 ล้านบาท คิดเป็น 46.17%
  2. การจัดการน้ำและสุขาภิบาล 76,358.39 ล้านบาท คิดเป็น 26.58%
  3. อาหาร เกษตรกรรมและป่าไม้ 22,148.62 ล้านบาท คิดเป็น 7.71%
  4. ขยะ 10,661.00 ล้านบาท คิดเป็น 3.71%
  5. พลังงาน 9,873.78 ล้านบาท คิดเป็น 3.44%
  6. อาคารและโครงสร้างพื้นฐาน 7,512.26 ล้านบาท คิดเป็น 2.61%
  7. อุตสาหกรรม 988.22 ล้านบาท คิดเป็น 0.34%
  8. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 194.38 ล้านบาท คิดเป็น 0.07%
  9. ไม่สามารถจำแนกตามภาคเศรษฐกิจได้ เนื่องจากข้อจำกัดของการเปิดเผยข้อมูล 26,933.84 ล้านบาท คิดเป็น 9.37%

จากข้อมูล พบว่า ภาครัฐใช้งบประมาณในภาคการขนส่งมากที่สุด 132,647.04 ล้านบาท คิดเป็น 46.17% ของงบทั้งหมด 287,317.54 บาท เมื่อพิจารณาในระดับจังหวัด พบการลงทุนในภาคการขนส่งมากที่สุด ที่จังหวัดสงขลา 45 ล้านบาท ตามด้วยกาญจนบุรี 32 ล้านบาท และหากดูเป็นรายกระทรวง พบการใช้งบสูงสุดที่กระทรวงคมนาคม 111,724.44 ล้านบาท 

รองลงมาคือภาคการจัดการน้ำและสุขาภิบาล เป็นเงิน 76,358.39 ล้านบาท คิดเป็น 26.58% เมื่อพิจารณาในระดับพื้นที่ พบการลงทุนในภาคการจัดการน้ำและสุขาภิบาลมากที่สุดที่กรุงเทพมหานคร 788.47 ล้านบาท ตามด้วยพัทยา 405.30 ล้านบาท และหากดูเป็นรายกระทรวง พบการใช้งบสูงสุดที่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 48,256.54 ล้านบาท

มาตามด้วยโครงการที่ไม่สามารถจำแนกตามภาคเศรษฐกิจได้ เนื่องจากข้อจำกัดของการเปิดเผยข้อมูล เป็นเงิน 26,933.84 ล้านบาท คิดเป็น 9.37% เมื่อพิจารณาในระดับจังหวัด พบการลงทุนในโครงการ ไม่สามารถจำแนกตามภาคเศรษฐกิจได้ มากที่สุดที่ระนอง 19.62 ล้านบาท ตามด้วยนครปฐม 1 ล้านบาท หากดูเป็นรายกระทรวง พบการใช้งบสูงสุดที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 26,596.19 ล้านบาท

ถัดมาคือภาคอาหาร เกษตรกรรมและป่าไม้ 22,148.62 ล้านบาท คิดเป็น 7.71% เมื่อพิจารณาในระดับจังหวัด พบการลงทุนในภาคอาหาร เกษตรกรรมและป่าไม้มากที่สุด ที่สมุทรปราการ 948.40 ล้านบาท ตามด้วยยโสธร 102.51 ล้านบาท หากดูรายกระทรวง พบการใช้งบสูงสุดที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 14,715.74 ล้านบาท

อีก 5 ภาคที่เหลือคือขยะ, พลังงาน, อาคารและโครงสร้างพื้นฐาน, อุตสาหกรรม และ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมกันเป็นเงิน 29,229.64 ล้านบาท คิดเป็น 10.17% 

เมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนเพื่อปรับตัวต่อภาวะโลกรวน (Climate Adaptation Finance) จะพบว่า การลงทุนเพื่อปรับตัวต่อภาวะโลกรวน ใช้งบการจัดการน้ำและสุขาภิบาลมากที่สุด 167,869.73 ล้านบาท ในขณะที่การลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Climate Mitigation Finance) ใช้งบประมาณไปกับภาคการขนส่งมากที่สุด 132,647.04 ล้านบาท อย่างไรก็ตามงบประมาณในการจัดการน้ำของการลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Climate Mitigation Finance) ก็ยังคงสูงเป็นอันดับสอง 

แสดงให้เห็นว่าไทยใช้งบประมาณในโครงการที่เกี่ยวข้องกับโลกรวนมากที่สุดในด้านการจัดการน้ำและสุขาภิบาล อย่างไรก็ตามประเทศไทยก็ยังคงต้องเผชิญปัญหาน้ำแล้งในฤดูร้อน และน้ำท่วมในฤดูฝนมาโดยตลอด โดยเฉพาะปัญหาเรื่องน้ำท่วมที่ทวีความรุนแรงสูงขึ้นทุกปี ซึ่งอาจแสดงให้เห็นว่าไทยมีการลงทุนในโครงสร้างที่อาจจะไม่สามารถช่วยในการปรับตัวหรือบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกรวนได้อย่างตรงจุด ทั้งโครงสร้างพื้นฐานสีเทา (gray infrastructure) ที่รองรับวัตถุประสงค์เพียงด้านเดียว (single-purpose infrastructure) เช่น อ่างเก็บน้ำหรือเขื่อน ซึ่งสุดท้ายแล้วอาจจะกลายเป็น “การปรับตัวที่ก่อโทษ (maladaptation)” ที่ส่งผลลบต่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนมากกว่าเดิม

การลงทุนเพื่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Climate Mitigation Finance) ถูกใช้ผ่านงบประมาณในแต่ละกระทรวงมากน้อยเพียงใด

เมื่อนำข้อมูลการลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Climate Mitigation Finance) ของภาครัฐมาจำแนกเป็นรายกระทรวง พบว่า กระทรวงคมนาคม มีงบประมาณมากที่สุด 111,747.26 ล้านบาท คิดเป็น 41.15% โดยโครงการส่วนใหญ่อยู่ในด้านการขนส่ง 111,724.44 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นโครงการด้านการจัดการน้ำและสุขาภิบาล 22.82 ล้านบาท 

รองลงมาคือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 98,232.49 ล้านบาท คิดเป็น 36.17% โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการด้านการจัดการน้ำและสุขาภิบาล 48,256.54 ล้านบาท ส่วนโครงการที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยที่สุดจากทั้งหมด 8 โครงการ คือโครงการด้านพลังงาน 3 ล้านบาท 

กระทรวงมหาดไทย 24,372.04 ล้านบาท คิดเป็น 8.97% ส่วนใหญ่เป็นโครงการการจัดการน้ำและสุขาภิบาล 23,818.86 ล้านบาท ตามด้วยโครงการด้านขยะ 531.26 ล้านบาท และโครงการด้านพลังงาน 21.92 ล้านบาท

กระทรวงการคลัง 20,785.43 ล้านบาท คิดเป็น 7.65% ส่วนใหญ่เป็นโครงการการขนส่ง 20,754.51 ล้านบาท ตามด้วยโครงการด้านอาคารและโครงสร้างพื้นฐาน 18 ล้านบาท และโครงการด้านอาหาร เกษตรกรรมและป่าไม้ 12.92 ล้านบาท

ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงกลาโหม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีงบประมาณรวมกัน 16,434.45 ล้านบาท คิดเป็น 6.05%

จากข้อมูลจะเห็นว่างบประมาณที่ถือเป็นการลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Climate Mitigation Finance) กระจุกตัวอยู่ใน 2 กระทรวง คือ กระทรวงคมนาคม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีงบประมาณที่ถือเป็นการลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมกัน คิดเป็น 77.32% ของงบประมาณทั้งหมด 

เมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนเพื่อปรับตัวต่อภาวะโลกรวน (Climate Adaptation Finance) จะพบว่า การลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน ใช้งบประมาณส่วนนี้มากในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเพียงกระทรวงเดียวก็สูงถึง 63.80% ของงบทั้งหมด ในขณะที่การลงทุนเพื่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Climate Mitigation Finance) ใช้งบประมาณในกระทรวงคมนาคมสูงสุด ความแตกต่างนี้เกิดจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยมุ่งไปที่ภาคการขนส่งมากกว่าภาคอื่นๆ แต่ในขณะเดียวกันกลับพบว่าภาคพลังงานของไทยเป็นภาคที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงมี่สุดถึง 67% ซึ่งการขนส่งนั้นเป็นส่วนหนึ่งของภาคพลังงาน 

การลงทุนเพื่อปรับตัวต่อภาวะโลกรวน (Climate Adaptation Finance) และการลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Climate Mitigation Finance) ในแต่ละจังหวัดของไทย

เมื่อนำข้อมูลการลงทุนเพื่อปรับตัวต่อภาวะโลกรวนมารวมกันกับการลงทุนเพื่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และนำไปจำแนกเป็นรายพื้นที่ เพื่อดูว่าพื้นที่ใดมีการลงทุนเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวนเท่าไรบ้าง จะพบว่าจังหวัด/หน่วยการปกครอง ที่ได้รับงบประมาณการลงทุนเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวนสูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ

  1. กรุงเทพมหานคร 2,438.74 ล้านบาท คิดเป็น 12.39%
  2. สมุทรปราการ 2,296.18 ล้านบาท คิดเป็น 11.66%
  3. พัทยา 799.72 ล้านบาท คิดเป็น 4.06%
  4. ร้อยเอ็ด 749.28 ล้านบาท คิดเป็น 3.81%
  5. อุดรธานี 667.01 ล้านบาท คิดเป็น 3.39%
  6. อ่างทอง 654.30 ล้านบาท คิดเป็น 3.32%
  7. นนทบุรี 615.50 ล้านบาท คิดเป็น 3.13%
  8. ระยอง 595.81 ล้านบาท คิดเป็น 3.03%
  9. กาฬสินธุ์ 447.35 ล้านบาท คิดเป็น 2.27%
  10. ขอนแก่น 434.92 ล้านบาท คิดเป็น 2.21%

จะเห็นได้ว่ากรุงเทพฯ และสมุทรปราการ เป็นสองจังหวัดที่มีการลงทุนเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวนสูงที่สุด และเป็นสองจังหวัดที่มีการลงทุนสูงที่สุดทั้งการลงทุนเพื่อปรับตัวต่อภาวะโลกรวนและการลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเช่นเดียวกัน นอกจากนี้กรุงเทพฯ และสมุทรปราการ ยังเป็นสองจังหวัดที่มีการลงทุนเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวนสูงกว่า 2 พันล้านบาทและอยู่ในหลักพันล้านบาท 

ในขณะที่จังหวัดที่มีการลงทุนเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวนน้อยที่สุด คือ เพชรบุรี เพียง 0.45 ล้านบาท และเป็นเพียงจังหวัดเดียวที่มีงบประมาณที่ถือเป็นการลงทุนเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวนต่ำกว่าระดับล้านบาท และมีอีก 28 จังหวัด ที่มีงบประมาณที่ถือเป็นการลงทุนเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวนต่ำกว่า 100 ล้านบาท

จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่าจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและสังคมขนาดใหญ่ อย่างกรุงเทพฯ สมุทรปราการ เมืองพัทยา นนทบุรี ระยอง หรือขอนแก่น เป็นพื้นที่ที่มีการลงทุนเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวนสูงเมื่อเปรียบเทียบกับจังหวัดอื่นๆ ซึ่งพื้นที่เหล่านี้อาจมีความเสี่ยงและความเปราะบางสูง โดยเฉพาะต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะโลกรวน จึงทำให้มีงบประมาณที่ถือเป็นการลงทุนเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวนสูงเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ 

คุณอาจสนใจ