Connect with us

Hi, what are you looking for?

environment

สำรวจการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานของบริษัทพลังงานไทย

จากรายงาน Climate Risk Index (CRI) 2026 ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่อันดับที่ 17 ของโลก ประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) จึงจำเป็นอย่างยิ่งและเร่งด่วนที่ไทยจะต้องลงทุนเพื่อรับมือต่อภาวะโลกรวนทั้งในด้านการลดก๊าซเรือนกระจก (climate mitigation) และการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน (climate adaptation) 

ภายใต้ NDC 3.0 ประเทศไทยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี พ.ศ. 2593 ดังนั้น การลงทุนเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะในภาคพลังงาน ซึ่งมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุดในประเทศ จึงจำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมายที่ประกาศไว้ต่อประชาคมโลก 

Rocket Media Lab และเครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน (CFNT) ชวนสำรวจการลงทุนเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจกของบริษัทพลังงานในประเทศไทย โดยอ้างอิงจากฐานข้อมูล Thailand Climate Finance Tracker 2026 ว่าบริษัทพลังงานในประเทศไทยลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนอย่างไรและในด้านใดบ้าง

บริษัทพลังงานไทยลงทุนเพื่อเปลี่ยนการผ่านพลังงานเท่าไรและอย่างไรบ้าง

ในภาพใหญ่ ข้อมูลจาก Thailand Climate Finance Tracker 2026 ซึ่งเก็บรวบรวมการลงทุนเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจกระหว่าง พ.ศ. 2561-พฤษภาคม พ.ศ. 2569 พบว่า มีการลงทุนรวมประมาณ 2 ล้านล้านบาท โดยภาคเอกชนและสถาบันการเงินยังคงเป็นผู้ลงทุนหลัก หรือมากกว่า 3 ใน 5 ของเงินลงทุนเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดในประเทศไทย 

เมื่อพิจารณาเฉพาะในส่วนของการลงทุนเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจกของบริษัทพลังงานในประเทศไทย จำนวน 233 โครงการ จาก 97 บริษัท เป็นเงินสูงถึง 730,813.82 ล้านบาท และเมื่อนำมาจำแนกว่าแต่ละบริษัทใช้เงินลงทุนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากโลกร้อนไปกับภาคเศรษฐกิจย่อยใดบ้าง จะพบว่า

มีบริษัทพลังงาน 30 แห่ง ที่ลงทุนเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกเฉพาะในส่วนของการผลิตเชื้อเพลิง (Fuel Production) อย่างเดียว เช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท บัวใหญ่ ไบโอ พาวเวอร์ จำกัด, บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และกลุ่มมิตรผล

มีบริษัทพลังงาน 73 แห่ง ที่ลงทุนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากโลกรวนเฉพาะในส่วนของการผลิตไฟฟ้าและความร้อน (Power and Heat Generation) อย่างเดียว เช่น บริษัท บีจี เอ็นเนอร์ยี่ โซลูชั่น จำกัด, บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน), บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กันกุล พาวเวอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด 

และมีบริษัทพลังงานเพียง 1 แห่งที่มีการลงทุนในการส่งและจำหน่ายไฟฟ้าและความร้อน (Power and Heat Transmission and Distribution) หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน อาทิ ระบบสมาร์ตกริด ได้แก่ บริษัท เอซีอี โซลาร์ จำกัด 

นอกจากนี้ยังพบว่าบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) เป็นบริษัทที่มีการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานสูงที่สุดในประเทศไทย 250,454.40 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 34.27% จากการลงทุนทั้ง 97 บริษัท ขณะที่ภาคเศรษฐกิจย่อยที่บริษัทพลังงานลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานมากที่สุดคือ การผลิตไฟฟ้าและความร้อน (Power and Heat Generation) 472,209.30 ล้านบาท หรือคิดเป็น 64.61% จากการลงทุนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากโลกร้อนของบริษัทพลังงานในประเทศไทยทั้งหมด 

บริษัทพลังงานลงทุนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากโลกร้อน ในภาคเศรษฐกิจย่อยใด เท่าไรบ้าง 

เมื่อนำข้อมูลการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของของบริษัทพลังงานในประเทศไทย จำนวน 233 โครงการ จาก 97 บริษัท มาจำแนกว่าแต่ละบริษัทใช้เงินลงทุนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากโลกร้อนไปในภาคเศรษฐกิจย่อยได้ด้วยเทคโนโลยีใดบ้าง จะพบว่า 

นำไปลงทุนในภาคเศรษฐกิจย่อย ด้านการผลิตไฟฟ้าและความร้อน (Power and Heat Generation) มากที่สุด 472,209.30 ล้านบาท หรือคิดเป็น 64.61% โดยบริษัทลงที่ลงทุนในภาคเศรษฐกิจย่อยประเภทนี้มากที่สุด คือ บริษัท บีจี เอ็นเนอร์ยี่ โซลูชั่น จำกัด 

จากนั้นเมื่อพิจารณาว่าใน ภาคเศรษฐกิจย่อยด้านการผลิตไฟฟ้าและความร้อน (Power and Heat Generation) มีการลงทุนในเทคโนโลยีใดบ้าง จะพบว่า 

– อันดับ 1 คือ การลงทุนในโซลาร์เซลล์ (PV) สูงสุดที่ 214,582.67 ล้านบาท โดยบริษัทที่ลงทุนมากที่สุด คือบริษัทบีจี เอ็นเนอร์ยี่ โซลูชั่น จำกัด 

– อันดับ 2 คือ การลงทุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาดมากกว่า 1 ชนิด คิดเป็น 89,494.63 ล้านบาท โดยบริษัทที่ลงทุนมากที่สุดคือ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) 

– อันดับ 3 คือ การลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานลมบนบก 58,653.12 ล้านบาท โดยบริษัทที่ลงทุนมากที่สุด คือ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) 

ในส่วนของภาคเศรษฐกินย่อยด้านการผลิตเชื้อเพลิง (Fuel Production) 258,525.99 ล้านบาท หรือคิดเป็น 35.38% โดยบริษัทที่ลงทุนในด้านการผลิตเชื้อเพลิงมากที่สุด คือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 232,050 ล้านบาท

จากนั้นเมื่อพิจารณาว่าในภาคเศรษฐกินย่อยด้านการผลิตเชื้อเพลิง มีการลงทุนในเชื้อเพลิงสะอาดใดบ้าง จะพบว่า

– อันดับ 1 คือ การลงทุนในไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียนมากที่สุด 232,050 ล้านบาท โดยมีบริษัทที่ลงทุนในเชื้อเพลิงดังกล่าวเพียงรายเดียวคือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

– อันดับ 2 คือ การลงทุนในก๊าซชีวภาพ 25,611.98 ล้านบาท โดยบริษัทที่ลงทุนมากที่สุด คือ กลุ่มมิตรผล 

– อันดับ 3 คือ การลงทุนในเชื้อเพลิงชีวภาพ 864 ล้านบาท โดยบริษัทที่ลงทุนมากที่สุด คือ บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) 

จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่า เงินลงทุนกว่า 99% ถูกจัดสรรไปที่การผลิตพลังงานและเชื้อเพลิงหมุนเวียนขณะที่เงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น สมาร์ทกริด (smart grid) กลับมีจำนวนน้อยมาก ซึ่งข้อมูลจาก Thailand Climate Finance Tracker 2026 พบว่า ยังคงมีช่องว่างขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยมีการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบสายส่งเพียง 78.53 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.01% ของเงินลงทุนทั้งหมดในภาคพลังงาน โดยมีบริษัทที่ลงทุนเพียงบริษัทเดียวคือ บริษัท เอซีอี โซลาร์ จำกัด 

20 อันดับแรกของบริษัทพลังงานไทยที่ลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานสูงที่สุด 

เมื่อนำข้อมูลการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานของบริษัทพลังงานในประเทศไทย จำนวน 233 โครงการ จาก 97 บริษัท มาจัดอันดับบริษัทที่มีการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานสูงที่สุดที่สุด จะพบว่า

อันดับหนึ่ง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มีการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานสูงที่สุด คิดเป็น 250,454.40 บาท หรือ 34.27% ของการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานทั้งหมดของบริษัทพลังงานไทย สัดส่วนการลงทุนสูงที่สุดอยู่ในด้านเชื้อเพลิงที่ 232,050 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลงทุนในเทคโนโลยีเชื้อเพลิงไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด

ขณะที่ภาคการผลิตไฟฟ้าและความร้อน (Power and Heat Generation) มีเพียง 18,404.40 ล้านบาท โดยโครงการที่ใช้งบประมาณมากที่สุด คือโครงการที่เกี่ยวข้องกับการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Use and Storage (CCUS) 

อันดับสอง บริษัท บีจี เอ็นเนอร์ยี่ โซลูชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Bangkok Glass (BG) ดำเนินธุรกิจด้านพลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานความร้อนเหลือทิ้ง เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานรวม 66,794.31 บาท คิดเป็น 9.14% ของการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานทั้งหมดของบริษัทพลังงานไทย และพบว่าเป็นการลงทุนใน Sub Sector การผลิตไฟฟ้าและความร้อน (Power and Heat Generation)ทั้งหมด โครงการที่ใช้งบประมาณมากที่สุดคือ ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar – Photovoltaic (PV) 

อันดับสาม บริษัทพลังงานบริสุทธิ์ หรือ EA เป็นผู้นำธุรกิจพลังงานพลังงานทดแทน ผลิตแบตเตอรี่ และยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร โดยมีการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานรวม 62,027.96 บาท คิดเป็น 8.49% ของการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานทั้งหมดของบริษัทพลังงานไทย และพบว่าเป็นการลงทุนในการผลิตไฟฟ้าและความร้อน (Power and Heat Generation) ทั้งหมด โดยมีโครงการที่ใช้งบประมาณมากที่สุด คือโครงการพลังงานลมบนบก 

นอกจากนี้ยังพบว่า ปตท. เป็นเพียงบริษัทเดียวที่ลงทุนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากโลกร้อนสูงในระดับแสนล้าน หรือคิดเป็น 34.27% จากทั้ง 97 บริษัท และเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับบริษัทพลังงานที่มีมูลค่าตลาด (market capitalization) สูงสุดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ณ วันที่ 28 เมษายน 2568 จำนวน 10 อันดับแรกก็จะพบว่าบริษัทที่มีมูลค่าตลาด (market capitalization) สูงสุดอยู่ใน 10 อันดับแรกส่วนใหญ่ก็จะอยู่ใน 20 อันดับแรกของบริษัทที่ใช้เงินลงทุนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากโลกร้อนเช่นเดียวกัน ยกเว้บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) (SPRC) บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (CKP) โดยในกรณีของบริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) พบเป็นบริษัท CH. Karnchang Public Company Limited ในอันดับที่ 96 

และยังมีกรณีของบริษัทร่วมทุนที่ติดอยู่ใน 20 อันดับแรก เช่น บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (Xayaburi Power Company Limited – XPCL) ในอันดับที่ 10 ซึ่งเป็นผู้พัฒนาและดำเนินงาน โรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีบนแม่น้ำโขงในแขวงไซยะบุรี สปป. ลาว โดยมี ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (CKPower) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือในอันดับที่ 23 ก็เป็นยอดรวมการนำเข้าโซลาร์เซลล์จากต่างประเทศ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 3,257.15 ล้านบาท 

คุณอาจสนใจ