Connect with us

Hi, what are you looking for?

politics

รวมบทเรียนจากการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

ภาพโดย: คิม ไชยสุขประเสริฐ



การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 จัดขึ้นทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 5,233 หน่วยเลือกตั้ง พบว่า มีผู้ประกันตนมาใช้สิทธิ 1,003,615 คน และนายจ้างมาใช้สิทธิราว 12,200 ราย เพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งในปี 2566 ถึง 533% และ 733% ตามลำดับ

ในภาพรวม การสังเกตการณ์เลือกตั้งครั้งนี้พบว่า บัตรเสียมีจำนวนไม่มาก โดยส่วนใหญ่เป็น “บัตรเสียบางส่วน” ซึ่งเกิดจากการลงคะแนนให้ผู้สมัครที่ถูกตัดสิทธิ์ ส่วนบัตรเสียในรูปแบบอื่นพบค่อนข้างน้อย

การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับครั้งก่อน ส่วนหนึ่งคาดว่าเป็นผลจากการยกเลิกเงื่อนไขที่ผู้มีสิทธิต้องลงทะเบียนล่วงหน้า ทำให้ผู้ประกันตนสามารถเข้าถึงการเลือกตั้งได้สะดวกขึ้น นับเป็นการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่มีผู้มาใช้สิทธิมากที่สุดนับตั้งแต่กองทุนประกันสังคมก่อตั้งขึ้น อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้มาใช้สิทธิที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การจัดการบางขั้นตอนล่าช้า ตั้งแต่การเข้าคิวลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง ไปจนถึงการรวบรวมคะแนนจากศูนย์ต่างๆ ทั่วประเทศ

ตัวอย่าง “บัตรเสียบางส่วน” เลขไม่ชัดว่าเป็นเลข 45 หรือ 46

จากการสังเกตการณ์ พบประเด็นที่ควรปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการจัดการเลือกตั้งครั้งต่อไป ดังนี้

1. เว็บไซต์ประกันสังคมไม่เสถียรในช่วงเลือกตั้ง

เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม sso.go.th ใช้งานได้ไม่สม่ำเสมอในช่วงสัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง โดยบางช่วงสามารถเข้าใช้งานได้ แต่บางช่วงไม่สามารถโหลดหน้าเว็บได้ ปัญหานี้เป็นอุปสรรคต่อผู้มีสิทธิที่ต้องการตรวจสอบสถานะและสถานที่ลงคะแนนของตนเอง ทำให้มีรายงานว่า ผู้ลงคะแนนไปผิดหน่วย และต้องเดินทางย้ายหน่วยโดยที่ไม่มั่นใจว่า หน่วยที่จะต้องไปนั้นเป็นหน่วยที่ถูกต้องหรือไม่

2. ขั้นตอนและเอกสารที่ยุ่งยากในการลงคะแนนฝ่ายนายจ้าง

การเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างกำหนดให้ผู้ใช้สิทธิต้องเตรียมเอกสารหลายรายการ นอกเหนือจากบัตรประชาชนแล้ว ยังต้องใช้หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลที่มีอายุไม่เกิน 6 เดือน กรณีที่มีการมอบอำนาจต้องมีหนังสือมอบอำนาจที่ลงนามโดยกรรมการผู้มีอำนาจตามที่ระบุในหนังสือรับรองบริษัทและสำเนาบัตรประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจนั้นๆ เงื่อนไขดังกล่าวเพิ่มภาระในการเตรียมเอกสารและอาจเป็นอุปสรรคต่อการใช้สิทธิของนายจ้าง

นอกจากนี้ ผู้ใช้สิทธิฝ่ายนายจ้างไม่สามารถใช้เลขทะเบียนนิติบุคคลหรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (Tax ID) ในการค้นหาข้อมูลได้ แต่ต้องใช้เลขบัญชีนายจ้างจำนวน 10 หลัก ซึ่งเป็นข้อมูลคนละชุดกับเลขทะเบียนนิติบุคคลที่ผู้ประกอบการคุ้นเคยมากกว่า

อีกปัญหาที่พบซ้ำกันคือ ข้อมูลหมายเลขผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ตรงกันระหว่างช่องทางออนไลน์ ป้ายรายชื่อหน้าหน่วย และบัญชีรายชื่อภายในหน่วยเลือกตั้ง ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้สิทธิพบชื่อบริษัทและหมายเลขของตนบนป้ายหน้าหน่วย แต่เมื่อเข้าไปลงชื่อรับบัตรเลือกตั้งกลับไม่พบชื่อ หรือพบชื่อแต่หมายเลขไม่ตรงกับข้อมูลหน้าหน่วย ความคลาดเคลื่อนดังกล่าวทำให้เกิดความสับสนและอาจทำให้การตรวจสอบสิทธิใช้เวลานานขึ้น

3. การมุดกระดานขีดคะแนนที่ผู้สังเกตการณ์มองเห็นได้ไม่ชัดเจน

หลังปิดหีบเลือกตั้ง ในขั้นตอนการขานคะแนนและบันทึกคะแนนลงบนกระดาน พบปัญหาคล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นในการเลือกตั้งทั่วไป กล่าวคือ เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยบางแห่งระบุว่ามีพื้นที่ไม่เพียงพอ จึงนำกระดานบันทึกคะแนนหลายใบมาแขวนรวมกันเป็นปึกเดียว เมื่อมีการขานคะแนนจึงค่อยเปิดกระดาษและมุดเข้าไปขีดคะแนนด้านใน

วิธีการดังกล่าวทำให้ผู้สังเกตการณ์ไม่สามารถมองเห็นการบันทึกคะแนนได้อย่างชัดเจน จึงเป็นข้อจำกัดต่อการตรวจสอบความถูกต้องของการนับคะแนนแบบเรียลไทม์ การจัดพื้นที่และรูปแบบการแสดงกระดานคะแนนควรเอื้อให้ผู้สังเกตการณ์สามารถติดตามขั้นตอนการนับคะแนนได้โดยไม่ถูกบดบัง

ตัวอย่างการมุดกระดานขีดคะแนน
ภาพโดย: คิม ไชยสุขประเสริฐ

4. พื้นที่ลงคะแนนแออัดและการจัดคิวล่าช้า

สถานที่เลือกตั้งบางแห่งมีหน่วยลงคะแนนจำนวนมากตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ทำให้เกิดความแออัด ทั้งในบริเวณหน่วยเลือกตั้งและเส้นทางสัญจรภายในสถานที่ การจัดคิวและการเคลื่อนตัวของผู้มาใช้สิทธิจึงเป็นไปอย่างล่าช้า

ปัญหานี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการประเมินความเหมาะสมของพื้นที่ จำนวนหน่วยเลือกตั้ง และการจัดเส้นทางเข้าออกให้สอดคล้องกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิ โดยเฉพาะเมื่อการเลือกตั้งเปิดให้ผู้มีสิทธิเข้าถึงได้ง่ายขึ้นและมีผู้มาใช้สิทธิมากกว่าครั้งก่อนอย่างมีนัยสำคัญ

5. แบบฟอร์มบันทึกคะแนนระบุข้อมูลประจำหน่วยไม่ละเอียดพอ

ในการนับคะแนน พบข้อจำกัดของหัวกระดาษในแบบฟอร์มบันทึกคะแนน (สปส.ลต.2/6) ทั้งแบบฟอร์มขนาดใหญ่ที่ติดบนกระดาน และแบบฟอร์มขนาดเล็ก ซึ่งไม่มีช่องระบุหมายเลขหน่วยย่อยที่แน่ชัด โดยมีเพียงช่องสำหรับชื่อสถานที่เลือกตั้ง เขต และจังหวัด แต่ไม่ได้ระบุว่าสถานที่เลือกตั้งนั้นเป็นแห่งที่เท่าใดในพื้นที่เดียวกัน

หากสถานที่แห่งหนึ่งมีหลายหน่วยเลือกตั้ง การขาดข้อมูลระบุหน่วยอย่างละเอียดอาจทำให้เกิดความสับสนในการจัดเก็บเอกสารและเป็นอุปสรรคต่อการตรวจสอบคะแนนย้อนหลัง จึงควรปรับปรุงแบบฟอร์มให้มีข้อมูลระบุหน่วยเลือกตั้งอย่างครบถ้วนและตรวจสอบย้อนกลับได้

ภาพแบบฟอร์มที่หัวกระดาษไม่ได้ระบุหน่วยย่อยของสถานที่เลือกตั้ง

ความท้าทายของการเลือกตั้งครั้งต่อไป

แม้การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2566 จะใช้เวลารับรองผลนานถึง 2 เดือน โดยกระทรวงแรงงานมีคำสั่งแต่งตั้งในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 แต่ในการเลือกตั้ง ปี 2569 สำนักงานประกันสังคมคาดว่าจะประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการภายใน 30 วันหลังวันเลือกตั้ง ทั้งนี้ ต้องติดตามการประกาศผลอย่างเป็นทางการเพื่อยืนยันตัวเลขผู้มาใช้สิทธิและผลคะแนนที่ถูกต้อง

แม้การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีผู้มาใช้สิทธิมากที่สุดนับตั้งแต่กองทุนประกันสังคมก่อตั้งขึ้น แต่เมื่อเปรียบเทียบกับฐานผู้มีสิทธิทั้งหมด จะพบว่าสัดส่วนผู้มาใช้สิทธิยังอยู่ในระดับต่ำ หากใช้จำนวนผู้มีสิทธิประมาณ 400,000 คนในฝ่ายนายจ้าง และ 11 ล้านคนในฝ่ายผู้ประกันตนเป็นฐานคำนวณ จะมีผู้มาใช้สิทธิฝ่ายนายจ้างประมาณ 2.68% และฝ่ายผู้ประกันตนประมาณ 7.45%

ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การเพิ่มจำนวนผู้มาใช้สิทธิเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโจทย์การพัฒนาการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ในระยะต่อไปยังจำเป็นต้องทำให้กระบวนการใช้สิทธิเข้าถึงง่ายขึ้น ข้อมูลมีความถูกต้องตรงกัน ระบบและสถานที่เลือกตั้งรองรับผู้ใช้สิทธิได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทุกขั้นตอนสามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส เพื่อให้ผู้ประกันตนและนายจ้างมีโอกาสใช้สิทธิและติดตามการนับคะแนนได้อย่างมั่นใจ

VOTE62 เป็นแพลตฟอร์มรายงานผลการเลือกตั้งแบบคราวด์ซอร์ส (Crowdsourcing) ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่าง opendream บริษัทที่นำเอาความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาสังคม, iLaw องค์กรที่จับตาด้านกฎหมายและนโยบายของไทย และ Rocket Media Lab องค์กรที่ทำงานด้านข้อมูลเพื่อสื่อสารมวลชน

คุณอาจสนใจ