Connect with us

Hi, what are you looking for?

environment

น้ำท่วมไม่ได้หายไป แค่ย้ายที่: เทียบแผนที่น้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี 2554 กับ 2569 ท่วมซ้ำ ท่วมใหม่ รอดตรงไหนใน 50 เขต

ฝนที่ตกต่อเนื่องเกือบ 48 ชั่วโมงเมื่อช่วงวันที่ 24-26 กันยายน 2569 ทำให้ถนนหลายสายในกรุงเทพฯ เกิดน้ำท่วมขัง และมีปริมาณฝนสะสมบางพื้นที่สูงเกิน 300 มิลลิเมตร จน กทม. ต้องประกาศให้พื้นที่ทั้ง 50 เขตเป็นพื้นที่ประสบสาธารณภัย ก่อนจะออกประกาศปรับลดพื้นที่ภายหลังในวันที่ 29 กันยายน แบ่งเป็น 21 เขตไม่ได้รับผลกระทบ 14 เขตได้รับผลกระทบระดับปานกลาง และ 15 เขตได้รับผลกระทบระดับสูง

สถานการณ์น้ำท่วมขังใน 29 เขตดังกล่าว ดึงความทรงจำของคนเมืองให้มองย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 ซึ่งเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของไทย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กรุงเทพฯ ทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งเขื่อน อุโมงค์ระบายน้ำ แก้มลิง ไปจนถึงการขุดลอกคลอง แต่เมื่อต้องรับมือกับฝนตกหนักในปีนี้ ภาพน้ำท่วมขังกลับยังคงปรากฏซ้ำในจุดเดิมๆ นำมาสู่ประเด็นคำถามว่า เมื่อเทียบกับปี 2554 แผนที่น้ำท่วมของกรุงเทพฯ เปลี่ยนไปอย่างไร และงบประมาณแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของ กทม. ได้ถูกนำไปใช้ตรงจุดวิกฤตที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่

น้ำท่วมปี 2554 เทียบ 2569 แต่ละเขตเป็นอย่างไร

สถานการณ์น้ำท่วมในปี 2554 Rocket Media Lab รวบรวมจากรายงานข่าวหลายแหล่ง ซึ่งแบ่งไว้เป็น 5 กลุ่ม นำมาจัดระดับให้เทียบกับปี 2569 ตามประกาศของ กทม. ได้ดังนี้

  • ผลกระทบระดับสูง นับเขตที่ระบุว่าท่วมหนักและเป็นเวลานาน
  • ผลกระทบระดับปานกลาง นับเขตที่ระบุว่าเสียหายบางส่วนจากน้ำเหนือเกิน 20% ของพื้นที่, เสียหายบางส่วนน้อยกว่า 20% ของพื้นที่ และเขตที่ได้รับผลกระทบช่วงสั้นๆ จากระดับน้ำเจ้าพระยาขึ้น-ลง
  • ไม่ได้รับผลกระทบ นับเขตที่ระบุว่าไม่ประสบปัญหาน้ำท่วม

โดยสามารถแบ่งระดับผลกระทบของ 50 เขตในกรุงเทพฯ ได้ดังนี้

  • เขตที่ได้รับผลกระทบระดับสูง มี 12 เขต ได้แก่ คลองสามวา จตุจักร ดอนเมือง ตลิ่งชัน ทวีวัฒนา บางเขน บางแค บางพลัด ภาษีเจริญ สายไหม หนองแขม และหลักสี่
  • เขตที่ได้รับผลกระทบระดับปานกลาง มี 26 เขต ได้แก่ คลองเตย คันนายาว จอมทอง ดินแดง ดุสิต ธนบุรี บางกอกน้อย บางกอกใหญ่ บางกะปิ บางขุนเทียน บางคอแหลม บางซื่อ บางบอน  บางรัก บึงกุ่ม ประเวศ พระโขนง พระนคร มีนบุรี ยานนาวา ลาดกระบัง ลาดพร้าว สะพานสูง สัมพันธวงศ์ หนองจอก และห้วยขวาง
  • เขตที่ไม่ได้รับผลกระทบ มี 12 เขต ได้แก่ คลองสาน ทุ่งครุ บางนา ปทุมวัน ป้อมปราบศัตรูพ่าย พญาไท ราชเทวี ราษฎร์บูรณะ วังทองหลาง วัฒนา สวนหลวง และสาทร

ส่วนปี 2569 แบ่งได้ ดังนี้

  • เขตที่ได้รับผลกระทบระดับสูง มี 15 เขต ได้แก่ คลองสามวา คันนายาว จตุจักร บางกะปิ บางเขน บึงกุ่ม ประเวศ มีนบุรี ลาดกระบัง วังทองหลาง สวนหลวง สะพานสูง สายไหม หนองจอก และหลักสี่
  • เขตที่ได้รับผลกระทบระดับปานกลาง มี 14 เขต ได้แก่ ดอนเมือง ดินแดง ดุสิต ทวีวัฒนา ทุ่งครุ บางซื่อ บางนา บางบอน บางพลัด พญาไท พระโขนง ราชเทวี วัฒนา และห้วยขวาง
  • เขตที่ไม่ได้รับผลกระทบ มี 21 เขต ได้แก่ คลองเตย คลองสาน จอมทอง ตลิ่งชัน ธนบุรี บางกอกน้อย บางกอกใหญ่ บางขุนเทียน บางคอแหลม บางแค บางรัก ปทุมวัน ป้อมปราบศัตรูพ่าย พระนคร ภาษีเจริญ ยานนาวา ราษฎร์บูรณะ ลาดพร้าว สัมพันธวงศ์ สาทร และหนองแขม

ทั้งนี้ เขตที่ได้รับผลกระทบ ตามประกาศของ กทม. หมายถึงเกิดปัญหาน้ำท่วมขังและการจราจรติดขัด ซึ่งกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน  ตลอดจนก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย และความเสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชนและของรัฐ อันเป็นสาธารณภัยตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 โดยใน 21 เขตที่ระบุว่าไม่ได้รับผลกระทบนั้น มาจากการตรวจสอบในเชิงพื้นที่ของ กทม. เอง ซึ่งอาจหมายความว่ามีน้ำท่วมขังบางจุด แต่ไม่ถึงขั้นกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ได้แปลว่าไม่มีน้ำท่วมขังเลย และ กทม. ไม่ได้เปิดเผยเกณฑ์รายละเอียดที่ใช้แยกระดับปานกลางและกับสูง

เมื่อเทียบปี 2554 กับปี 2569 ภาพรวมของกรุงเทพฯ ดูจะไปในทางที่ดีขึ้น โดยมีเขตที่ไม่ได้รับผลกระทบเพิ่มจาก 12 เป็น 21 เขต เขตที่ได้รับผลกระทบปานกลางลดลงจาก 26 เหลือ 14 เขต ส่วนผลกระทบสูงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 12 เป็น 15 เขต ทว่าเมื่อเปรียบเทียบเป็นรายเขต จะพบว่าน้ำท่วมไม่ได้หายไป แต่แค่ย้ายพื้นที่ท่วม โดยมีรายละเอียด ดังนี้

  • เขตที่ได้รับผลกระทบทั้งสองปี มี 22 เขต ในจำนวนนี้มี 5 เขตที่อยู่ระดับสูงทั้งสองปี คือ คลองสามวา จตุจักร บางเขน สายไหม และหลักสี่ มี 8 เขตที่ขยับจากปานกลางเป็นสูง คือ คันนายาว บางกะปิ บึงกุ่ม ประเวศ มีนบุรี ลาดกระบัง สะพานสูง และหนองจอก ส่วนดอนเมือง ทวีวัฒนา บางพลัด ลดจากสูงเป็นปานกลาง และอีก 6 เขตอยู่ระดับปานกลางเท่าเดิม คือ ดินแดง ดุสิต บางซื่อ บางบอน พระโขนง และห้วยขวาง
  • เขตที่ไม่ได้รับผลกระทบในปี 2554 แต่ได้รับผลกระทบในปี 2569 มี 7 เขต ในนี้มี 2 เขตที่ได้รับผลกระทบระดับสูง ได้แก่ วังทองหลาง และสวนหลวง ส่วนที่เหลืออยู่ระดับปานกลาง คือ ทุ่งครุ บางนา พญาไท ราชเทวี และวัฒนา
  • เขตที่ได้รับผลกระทบในปี 2554 แต่ไม่ได้รับผลกระทบในปี 2569 มี 16 เขต เป็นเขตที่เคยอยู่ระดับสูง 4 เขต คือ ตลิ่งชัน บางแค ภาษีเจริญ หนองแขม และเคยอยู่ระดับปานกลาง 12 เขต ได้แก่ คลองเตย จอมทอง ธนบุรี บางกอกน้อย บางกอกใหญ่ บางขุนเทียน บางคอแหลม บางรัก พระนคร ยานนาวา ลาดพร้าว และสัมพันธวงศ์
  • เขตที่ไม่ได้รับผลกระทบเลยทั้งสองปี มีเพียง 5 เขต ได้แก่ คลองสาน ปทุมวัน ป้อมปราบศัตรูพ่าย ราษฎร์บูรณะ และสาทร

จากข้อมูลจะเห็นว่า น้ำท่วมไปกระจุกอยู่แถบกรุงเทพตะวันออกและเหนือ ซึ่งมีเขตที่ได้รับผลกระทบระดับสูงรวมกัน 13 จาก 15 เขต โดยฝั่งกรุงเทพตะวันออกที่เคยมีเขตระดับสูงในปี 2554 เพียง 1 เขต กลายเป็นมีระดับสูงครบทั้ง 9 เขตในปีนี้ ขณะที่ฝั่งธนฯ ซึ่งเคยมีเขตระดับสูงถึง 6 เขต ก็ไม่เหลือเขตระดับสูงอยู่เลย

น้ำท่วมปี 2554 และ 2569 มีที่มาจากไหน ต่างกันอย่างไร 

ข้อมูลจากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำระบุว่า มหาอุทกภัยปี 2554 เกิดจากลานีญาที่ทำให้ฝนมาเร็วและมีปริมาณฝนสะสมทั่วประเทศสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 35% ร่วมกับอิทธิพลจากพายุ 5 ลูก ทำให้เกิดมวลน้ำมหาศาลจากภาคเหนือไหลลงลุ่มน้ำเจ้าพระยา เจอกับโครงสร้างป้องกันน้ำท่วมที่มีประสิทธิภาพลดลงจากแผ่นดินทรุดและขาดการบำรุงรักษา การผันน้ำออกฝั่งตะวันออกและตะวันตกทำได้ไม่เต็มศักยภาพ น้ำจึงไหลเข้ากรุงเทพฯ ทางด้านเหนือ พื้นที่รับน้ำเดิมก็ถูกถมเป็นหมู่บ้านจัดสรรและนิคมอุตสาหกรรมทำให้ระบายไม่ได้ และน้ำทะเลหนุนช่วงปลายตุลาคมถึงพฤศจิกายนทำให้ระบายลงอ่าวไทยล่าช้า

ส่วนปี 2569 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ระบุว่า เกิดจากฝนตกลงตรงพื้นที่ราบอย่างต่อเนื่องและกระจายหลายจุด ทำให้มีน้ำไหลเข้าระบบระบายตลอด บางพื้นที่จึงระบายไม่ทันแม้ฝนเริ่มลด ประกอบกับคำอธิบายจาก รศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ชี้ว่าลักษณะกายภาพของกรุงเทพฯ มีพื้นที่ระดับสูงต่ำไม่เท่ากัน พื้นที่ต่ำอย่างบางกะปิ รามคำแหง หรือฝั่งตะวันออกต้องรับน้ำจากที่สูงกว่า ขณะที่ฝั่งธนบุรีซึ่งเป็นพื้นที่สูง แม้มีฝนใกล้เคียงกันแต่เกิดน้ำท่วมน้อยกว่า

นอกจากนี้ ข้อมูลจากสำนักการระบายน้ำที่เคยรายงานสถิติน้ำท่วมขังบนถนนสายหลักของกรุงเทพฯ ปี 2567-2568 พบว่ามีจำนวนน้ำท่วมขังรวม 841 ครั้ง ใน 43 เขต เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลเขตที่เกิดน้ำท่วมทั้งปี 2554 และ 2569 นี้จะพบว่า 22 เขตที่น้ำท่วมซ้ำซากทั้ง 2 ปี มีรายงานการเกิดน้ำท่วมขังบนถนนสายหลัก รวม 480 ครั้ง หรือคิดเป็น 57.07% ของรายงานทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้น 5 อันดับเขตที่มีน้ำท่วมขังบนถนนสายหลักมากที่สุด ก็ล้วนจัดอยู่ในกลุ่มเขตที่ได้รับผลกระทบซ้ำซากนี้ ได้แก่ ดินแดง 57 ครั้ง, หลักสี่ 52 ครั้ง, จตุจักร 49 ครั้ง, บึงกุ่ม 45 ครั้ง และบางกะปิ 44 ครั้ง ขณะที่ 5 เขตที่รอดน้ำท่วมทั้งสองปี เกิดน้ำท่วมขังรวมกันเพียง 46 ครั้ง หรือคิดเป็น 5.47% เท่านั้น 

เมื่อดูเฉพาะ 29 เขตที่ได้รับผลกระทบระดับสูงและปานกลางในปี 2569 พบว่า มี 24 เขตที่มีรายงานน้ำท่วมขังบนถนนช่วงปี 2567-2568 รวมกันสูงถึง 655 ครั้ง หรือคิดเป็น 77.88% ของรายงานทั้งหมด และมี 5 เขต ที่ไม่เคยมีรายงานน้ำท่วมขังบนถนนเลยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่กลับประสบอุทกภัยในปีนี้ ได้แก่ คลองสามวา ทวีวัฒนา ทุ่งครุ สะพานสูง และหนองจอก

จากข้อมูลชี้ให้เห็นว่า แม้แผนที่น้ำท่วมในปี 2569 จะไม่ได้ซ้ำกับปี 2554 ทั้งหมด แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบก็เป็นพื้นที่ที่มีประวัติน้ำท่วมขังสะสมบนถนนมาก่อน ขณะเดียวกันบางพื้นที่ก็เพิ่งปรากฏเป็นจุดเสี่ยงจากลักษณะฝนตกหนักโดยตรงในปีนี้ เมื่อปัญหาน้ำท่วมไม่ได้กระจายตัวเท่ากันใน 50 เขต คำถามที่ตามมาคือ กทม. จัดสรรงบประมาณเพื่อรับมือกับปัญหาน้ำท่วมไปยังพื้นที่เหล่านี้อย่างไร และงบประมาณดังกล่าวถูกนำไปใช้กับงานประเภทใดบ้าง

4 ปี กทม. ใช้งบแก้น้ำท่วมเท่าไร งบลงเขตที่เกิดน้ำท่วมแค่ไหน?

Rocket Media Lab รวบรวมข้อมูลจากข้อบัญญัติงบประมาณกรุงเทพมหานคร 4 ปีย้อนหลัง (ปีงบฯ 2566-2569) พบงบที่เกี่ยวข้องกับการระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วมจากสำนักการระบายน้ำและสำนักงานเขต 50 เขต รวม 13,563.59 ล้านบาท แบ่งเป็นงบของสำนักการระบายน้ำประมาณ 9,376.37 ล้านบาท และงบของ 50 สำนักงานเขตอีกประมาณ 4,187.22 ล้านบาท

หากแยกตามประเภทงาน พบว่า งบก้อนใหญ่ที่สุดคือ เขื่อนและแนวป้องกันน้ำท่วม 5,465.22 ล้านบาท หรือ 40.29% รองลงมาคือ งบเกี่ยวกับระบบระบายน้ำ 3,788.85 ล้านบาท หรือ 27.93% ตามด้วยงบค่าใช้สอยและวัสดุ 2,848.74 ล้านบาท หรือ 21% งบขุดลอกคลอง-ลำราง 1,151.24 ล้านบาท หรือ 8.49% งบแก้มลิง 252.30 ล้านบาท หรือ 1.86% และงบสำหรับเครื่องสูบน้ำ 57.23 ล้านบาท หรือ 0.42% 

เมื่อรวมงบประมาณจากสำนักการระบายน้ำและสำนักงานเขต เฉพาะรายการที่สามารถระบุพื้นที่ดำเนินการเป็นรายเขตได้ พบว่ามีงบรวม 11,318.05 ล้านบาท กระจายอยู่ในทั้ง 50 เขตของกรุงเทพฯ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับพื้นที่น้ำท่วมในปี 2554 และ 2569 พบว่า 22 เขตที่มีประวัติน้ำท่วมซ้ำทั้งสองปี ได้รับงบประมาณรวมตลอด 4 ปี 5,562.78 ล้านบาท หรือ 49.15% ของงบที่สามารถระบุพื้นที่ได้ โดยเขตที่ได้รับงบสูงสุดในกลุ่มนี้คือดอนเมือง 770.91 ล้านบาท ซึ่งดอนเมืองถูกจัดอยู่ในกลุ่มผลกระทบระดับปานกลางในปี 2569 ขณะที่หนองจอก ซึ่งอยู่ในกลุ่มได้รับผลกระทบระดับสูง กลับได้รับงบเพียง 19.09 ล้านบาท หรือน้อยกว่าดอนเมืองราว 40 เท่า งบของหนองจอกเป็นค่าวัสดุและค่าใช้สอย 13.09 ล้านบาท กับงบขุดลอกคลอง-ลำราง 6 ล้านบาท ไม่มีงบเกี่ยวกับระบบระบายน้ำเลย

เมื่อดูเฉพาะปี 2569 เขตที่ได้รับผลกระทบ 29 เขตได้งบรวม 7,060.99 ล้านบาท หรือ 62.4% ของงบที่ระบุพื้นที่ได้ สามารถแบ่งตามระดับที่ได้รับผลกระทบ ได้ดังนี้

  • เขตที่ได้รับผลกระทบระดับสูง มี 15 เขต ได้รับงบ 4 ปี รวม 3,945.47 ล้านบาท หรือ 34.86% เขตที่ได้งบมากที่สุดคือ หลักสี่ 694.53 ล้านบาท และน้อยที่สุดคือ หนองจอก 19.09 ล้านบาท
  • เขตที่ได้รับผลกระทบระดับปานกลาง มี 14 เขต ได้รับงบ 4 ปี รวม 3,115.52 ล้านบาท หรือ 27.53% เขตที่ได้งบมากที่สุดคือ ดอนเมือง 770.91 ล้านบาท และน้อยที่สุดคือ บางบอน 52.53 ล้านบาท  

ส่วน 21 เขตที่ไม่ได้รับผลกระทบ ได้รับงบ 4 ปี รวม 4,257.04 ล้านบาท หรือ 37.61% เขตที่ได้งบมากที่สุดคือ คลองเตย 662.58 ล้านบาท และน้อยที่สุดคือ ป้อมปราบศัตรูพ่าย 22 ล้านบาท 

ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรงบประมาณป้องกันและแก้น้ำท่วมกับระดับความเสี่ยงของพื้นที่ โดยพบช่องว่างงบประมาณที่แตกต่างกันอย่างมากแม้ในกลุ่มเขตที่มีระดับผลกระทบใกล้เคียงกัน ตัวอย่างเช่น หนองจอกซึ่งอยู่ในกลุ่มผลกระทบระดับสูงได้รับงบเพียง 19.09 ล้านบาท ขณะที่หลักสี่อยู่ในระดับเดียวกันได้งบ 694.53 ล้านบาท ต่างกันกว่า 36 เท่า ส่วนเขตผลกระทบระดับปานกลางอย่าง ดอนเมือง ได้งบสูงถึง 770.91 ล้านบาท ห่างจากเขตบางบอนในกลุ่มเดียวกันราว 15 เท่า

การเปรียบเทียบสถานการณ์ปี 2554 กับ 2569 สะท้อนให้เห็นว่ากรุงเทพฯ กำลังเผชิญกับโจทย์เรื่องน้ำที่เปลี่ยนไป การจับตาเรื่องงบประมาณในการแก้ปัญหาน้ำท่วมต่อจากนี้จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่คำถามว่า กทม. ใช้งบประมาณไปเท่าไรแล้วทำไมน้ำยังคงท่วม แต่ต้องชี้ให้เห็นว่าเงินแต่ละก้อนถูกนำไปใช้แก้ไขปัญหาน้ำแบบไหน และรูปแบบการแก้ไขนั้นตรงกับสภาวะความเสี่ยงของเมืองในปัจจุบันหรือไม่

การจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณหลังจากนี้ จึงต้องพิจารณาจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งจำนวนครั้งและระยะเวลาในการเกิดน้ำท่วมขัง จำนวนประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ความสำคัญเชิงพื้นที่ของโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนความเสี่ยงจากสภาวะอากาศแปรปรวนในระยะยาว เพราะในวันที่ฝนตกหนักลงกลางเมืองเกินกว่า 300 มิลลิเมตรได้ภายในเวลาไม่กี่สิบชั่วโมง การจัดการน้ำจะหยุดอยู่แค่การสร้างแนวป้องกันเพื่อกั้นน้ำจากภายนอกไม่ให้ทะลักเข้าเมืองไม่ได้อีกต่อไป แต่ต้องยกระดับศักยภาพของระบบภายในเพื่อรับมวลน้ำฝน เร่งระบายน้ำออกสู่ระบบหลัก ตลอดจนกระจายความช่วยเหลือลงสู่พื้นที่ได้อย่างทันท่วงที

คุณอาจสนใจ