Connect with us

Hi, what are you looking for?

culture

“ปลอมตัวมาตั้งนาน ที่แท้เธอคือ…” : สำรวจโลกของละครสั้นแนวตั้ง จาก 92 เรื่อง 7 แอป 91 ล้านวิว 

Photo by John Lockwood on Unsplash
  • สำรวจ 92 ละครสั้นแนวตั้งจาก 7 แอปยอดนิยม พบว่ากว่าครึ่งครองแชมป์ด้วยพล็อตโรแมนติกและเมโลดราม่า เน้นย่อยง่าย เร่งอารมณ์ และเข้าถึงจุดฮุคอย่างรวดเร็ว
  • พระเอกอันดับหนึ่งยังคงเป็นประธานบริษัท/นักธุรกิจ (31.52%) ส่วนนางเอกส่วนใหญ่ถูกวางบทเป็นแม่บ้านหรือหญิงสาวที่ยังไม่ระบุอาชีพชัดเจน (31.52%)
  • โมเดลธุรกิจของแอปละครสั้น มักใช้กลยุทธ์ดูฟรีช่วงแรกก่อนดักด้วยระบบเหรียญ สุ่มกล่อง ทำภารกิจ หรือสมัครสมาชิก VIP ซึ่งบางแอปมีราคาสูงถึง 600-725 บาทต่อสัปดาห์ (สูงกว่าสตรีมมิ่งเจ้าใหญ่หลายเท่า)
  • แม้แอปจะจดทะเบียนต่างประเทศ แต่มักพบการเล็ดลอดของโฆษณาแบนเนอร์และป็อปอัปที่เชื่อมโยงไปสู่เว็บพนันและเกมสล็อต เสี่ยงต่อการล่อลวงผู้ใช้งานชาวไทย

ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจะถูกครอบครัวส่งไปแต่งงานกับชายแก่ อีกคนเพิ่งพบว่าสามีนอกใจหลังแต่งงานกันมาสี่ปี ชายหนุ่มที่ทุกคนเรียกกันว่าขยะกลับซุกซ่อนพลังระดับสะเทือนยุทธจักร ส่วนช่างล้างรถวัยกลางคนที่ถูกคนหัวเราะเยาะ แท้จริงแล้วคืออดีตราชาแห่งสนามแข่งรถในตำนาน

เหล่านี้ล้วนเป็นภาษาของละครสั้นแนวตั้งทั้งสิ้น โดยละครเหล่านี้ แทบไม่ต้องใช้เวลานานไปกับการปูพื้นฐานว่าใครเป็นใคร ทำอะไร มาจากไหน มีพื้นฐานอาชีพหรือความสัมพันธ์อย่างไร มากไปกว่านั้นละครสั้นแนวตั้งยังพาคนดูเข้าสู่ท่อนฮุคหรือจุดดึงดูดทันที และในท้ายตอนก็มักจะจบช่วงด้วยคำถามที่ทำให้ผู้ชมอยากดูต่อ ตั้งแต่ใครคือทายาทตัวจริง สามีจะรู้ความจริงเมื่อไร คนที่ถูกเหยียดจะเปิดเผยฐานะตอนไหน หรือการหย่าครั้งนี้จะทำให้อีกฝ่ายเสียใจเพียงใด

ไม่เพียงเท่านี้ ละครสั้นแนวตั้งยังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเน้นขายจังหวะเร่ง ขายความค้างคา ตลอดจนขายความสะดวกในการดูบนโทรศัพท์ และในไทย ละครประเภทนี้เดินทางมาพร้อมเสียงพากย์ ชื่อไทย คำโปรยร้อนแรง ตลอดจนคลิปยาวบน YouTube และลิงก์ที่พาผู้ชมไปดูตอนต่อในแอปได้อีกด้วย

คลิปหนึ่งตอนมักยาวราว 2-3 นาที บางตอนอาจสั้นแค่ 1 นาที ขณะที่เรื่องเต็มอาจกินเวลา 1 ชั่วโมงครึ่งถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง บางเรื่องปล่อยฉบับเต็มบน YouTube บางเรื่องให้ดูเพียงครึ่งทางแล้วส่งลิงก์ไปยังแอป เมื่อตามดูต่อ ผู้ชมจึงพบทั้งแพ็กเกจสมาชิก เหรียญปลดล็อกเพื่อดูตอนต่อไป ภารกิจเช็กอิน กล่องสุ่ม เกม นิยาย บทความภายนอก และโฆษณาที่แลกกับสิทธิ์ดูตอนต่อไป

Rocket Media Lab จะพาไปสำรวจโลกของละครสั้นยอดฮิตในไทย โดยสำรวจจาก 92 เรื่อง จาก 7 แอปพลิเคชั่น ซึ่งเผยแพร่ระหว่างวันที่ 13 ธันวาคม 2024 ถึง 26 พฤษภาคม 2026 ยอดชมรวมมากกว่า 91 ล้านครั้ง ซึ่งช่วยให้เห็นว่าพล็อตแบบใดถูกผลิตซ้ำและถูกอกถูกใจผู้ชมชาวไทยมากที่สุด พระเอกและนางเอกในเรื่องราวเหล่านี้ประกอบอาชีพอะไรกันบ้าง

ละครสั้น 101: ละครสั้นไม่ได้เริ่มจากจีนแต่แรก แต่โตได้เพราะพี่จีน 

การเกิดขึ้นละครสั้นแนวตั้งไม่ได้มีที่มาจากจีนตั้งแต่แรก โดยแนวคิดการผลิตวิดีโอขนาดสั้นแนวตั้งสำหรับรับชมบนโทรศัพท์มือถือ เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2018 เมื่อแพลตฟอร์ม Quibi ในสหรัฐอเมริกาเริ่มเปิดให้บริการแอปสำหรับรับชมละครสั้นแนวตั้ง ทว่าบริการดังกล่าวก็ต้องยุติลงภายในเวลา 6 เดือน สาเหตุเนื่องมาจากการเก็บค่าสมาชิกรายเดือน และรูปแบบเนื้อหาที่ไม่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภค 

บทเรียนดังกล่าวทำให้พบว่า แค่ความสั้นของเนื้อหาเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถจูงใจให้ผู้ฟังยอมจ่ายเงินได้ ต่อมาภาคธุรกิจในประเทศจีนได้พัฒนาโมเดลใหม่ผ่านการโปรโมตนิตยสารและนิยายออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Kuaishou และ Douyin จนได้รับความสนใจสูง Kuaishou จึงเปิดตัวฟีเจอร์ Kuaishou Small Theatre เพื่อรองรับละครสั้นโดยเฉพาะ ก่อนที่ Douyin จะเปิดบริการตามมา และขยายโอกาสให้บริษัทโปรดักชั่นภายนอกเข้ามาผลิตเนื้อหาอย่างกว้างขวาง ประกอบในช่วงโควิด-19 ที่ทำให้ละครสั้นแนวตั้งในจีนเติบโตขึ้นมากเช่นกัน 

ทั้งนี้ จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ละครสั้นแนวตั้งขยายตัวไปสู่ระดับสากล เกิดจากการเปิดตัวแอปพลิเคชั่น ReelShort โดย Crazy Maple Studio บริษัทลูกในแคลิฟอร์เนียภายใต้เครือ COL Group ซึ่งเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์นิยายออนไลน์รายใหญ่ของจีน โดย Crazy Maple Studio ใช้วิธีดัดแปลงนิยายจีนมาเจาะตลาดสหรัฐอเมริกาและกลุ่มผู้ใช้ภาษาอังกฤษ 

ในเวลาใกล้เคียงกัน ตลาดประเทศไทยก็เริ่มคุ้นเคยกับสื่อรูปแบบนี้ผ่านการผลิตละครคุณธรรม ขณะที่ค่ายภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่อย่าง Paramount Pictures เลือกตัดหั่นภาพยนตร์ Mean Girls ออกเป็น 23 ตอนสั้นเพื่อเผยแพร่บน TikTok ส่วนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับโลกทั้ง Netflix, Disney+, HBO MAX และ Prime Video ต่างปรับตัวมาใช้คลิปวิดีโอแนวตั้งเพื่อโปรโมตเนื้อหา ประเทศเกาหลีใต้เองก็มีการเปิดตัวแพลตฟอร์ม KITZ พร้อมดึงศิลปินชื่อดังอย่างแจมินและเจโน่ จากวง NCT Dream มาร่วมแสดงในซีรีส์แนวตั้งเรื่อง Wind Up ส่วนในประเทศไทย ทรูวิชั่นส์เปิดให้บริการดูละครสั้นแนวตั้งฟรีผ่านแอป TrueVisions NOW รวมถึงแพลตฟอร์ม WeTV และ iQIYI ที่เปิดพื้นที่รองรับละครแนวนี้เช่นกัน

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและความพร้อมของระบบสนับสนุนส่งผลให้มูลค่าตลาดละครสั้นแนวตั้งเติบโตอย่างก้าวกระโดด  iMedia Research ประเมินว่ามูลค่าตลาดละครสั้นในประเทศจีนจะพุ่งสูงกว่า 13,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4.45 แสนล้านบาทภายในปี 2570 เพิ่มขึ้นจาก 5,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2566 ด้านสำนักงานการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (U.S. International Trade Administration) ก็ระบุว่าตลาดจีนมีมูลค่าถึง 50,440 ล้านหยวนในปี 2024 โดยละครสั้นหนึ่งเรื่องมักมีความยาว 60 ถึง 100 ตอน แต่ละตอนยาว 30 วินาทีถึง 5 นาที และผู้ชมในจีนมากกว่าครึ่งหนึ่งก็ยินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อปลดล็อกเนื้อหาเพื่อดูตอนต่อไป 

ขณะเดียวกันก็พบว่าผู้ใช้งานทั่วโลกใช้เวลาในแอปละครสั้นในปี 2026 อยู่ที่ 25 นาทีต่อวัน ขณะที่ผู้ใช้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เฉลี่ยอยู่ที่ 40 นาทีต่อวัน ซึ่งอัตราการใช้งานเหล่านี้ เพิ่มขึ้นจากปี 2025 มากถึง 6 เท่าเลยทีเดียว ขณะเดียวกันหากมองที่ส่วนแบ่งการตลาดก็พบว่าส่วนแบ่งการตลาดละครสั้นแนวตั้งกระจายอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกสูงสุดถึง 60% ตามด้วยอเมริกาเหนือ 15% ยุโรป 12% อเมริกาใต้ 8% และภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา 5% ปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญมาจากการที่ประชากรส่วนใหญ่มีสมาร์ทโฟนใช้ เนื้อหาของละครสั้นที่ย่อยง่ายตรงกับไลฟ์สไตล์ และเทคนิคการเล่าเรื่องจำนวนราว 70 ฉาก ซึ่งกำหนดให้มีจุดลุ้นระทึกดึงดูดสายตาในทุก 30 วินาที 

เมื่อละครสั้นแนวตั้งเป็นที่นิยม ก็ย่อมมีผู้ผลิตมากขึ้นเช่นกัน โดยพบว่าในฝั่งผู้ผลิตของอุตสาหกรรมนี้มีผู้เล่นรายสำคัญจำนวนมาก ซึ่งล้วนแต่เป็นบริษัทใหญ่ทั้งสิ้น เช่น Tencent, Mango TV, Linmon, Govmade, Gdinsight, Crazy Maple Studio, Guangdong Advertising Group, Zhejiang Satellite TV, Huacemedia, Oriental Pearl Group, Perfect World, Tangde, China Literature Limited, Beijing Baination Pictures, และ JMEI Jumei International นอกจากนี้สตูดิโอขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงอย่าง Huacemedia และ Perfect World ซึ่งเดิมผลิตละครยาว ก็เข้ามาก็กระโดดเข้ามาเป็นผู้เล่นในตลาดนี้ด้วยเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด

แอปละครสั้น ขายอะไรให้คนดูบ้าง?: สำรวจระบบสมาชิก ราคา การซื้อเหรียญ และกิจกรรมปลดล็อกตอนของ 7 แอปละครสั้น

บทความนี้กำหนดเกณฑ์การเลือกศึกษา 7 แอปพลิเคชันละครสั้น (ได้แก่ DramaBox, ShortMax, Goodshort, NetShort, Melolo, FlexTV และ FlickReels) โดยพิจารณาจากยอดดาวน์โหลดสะสมระดับสูงบน Google Play Store ตั้งแต่ระดับ 10 ล้าน ถึงมากกว่า 100 ล้านครั้ง) ควบคู่กับฐานการเข้าถึงผู้บริโภคในประเทศไทยเป็นหลัก ผ่านการสำรวจฐานข้อมูลละครสั้นจำนวน 92 เรื่องที่มีการเผยแพร่คลิปเวอร์ชันภาษาไทย หรือมีการเจาะกลุ่มเป้าหมายตลาดไทยบนแพลตฟอร์ม YouTube ซึ่งต้องมียอดเข้าชมขั้นต่ำตั้งแต่ 300,000 ครั้งขึ้นไป และเผยแพร่ในช่วงระหว่างวันที่ 13 ธันวาคม 2024 ถึง 26 พฤษภาคม 2026

หากพิจารณาภาพรวมของทั้ง 7 แอปพลิเคชั่น จากตัวเลขยอดดาวน์โหลดบน Google Play จนถึงวันที่ 1 กันยายน 2026 พบว่ามีผู้รับชมละครสั้นมหาศาล โดยแอปพลิเคชั่นที่เปิดบริการตั้งแต่ปี 2022 อย่าง FlexTV ทำยอดดาวน์โหลดไปได้มากกว่า 10 ล้านครั้ง ซึ่งมี YUDER PTE. LTD. เป็นผู้ดูแล 

ตามมาด้วย DramaBox จาก STORYMATRIX PTE. LTD. และ ShortMax จาก SHORTMAX LIMITED มียอดดาวน์โหลดทะลุ 100 ล้านครั้ง ส่วน Goodshort จาก SINGAPORE NEW READING TECHNOLOGY PTE. LTD. มียอดดาวน์โหลดมากกว่า 50 ล้านครั้ง ส่วนปี 2024 ก็พบว่า FlickReels จาก FARSUN PTE. LTD. ทำยอดดาวน์โหลดเกิน 10 ล้านครั้ง ขณะที่ Melolo จาก POLIGON และ NetShort จาก NETSTORY PTE. LTD. ต่างทำยอดดาวน์โหลดทะลุ 100 ล้านครั้งเช่นกัน

ที่น่าสนใจคือผู้พัฒนาแอปพลิเคชั่น 6 ใน 7 รายจดทะเบียนบริษัทในประเทศสิงคโปร์ มีเพียง ShortMax รายเดียวที่จดทะเบียนในฮ่องกง ซึ่งปัจจัยที่กลุ่มทุนผู้พัฒนาละครสั้นเลือกสิงคโปร์นั้น เกิดจากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน สิทธิประโยชน์ทางภาษี นโยบายสนับสนุนทรัพย์สินทางปัญญา และภาพลักษณ์ที่เอื้อต่อการขยายธุรกิจออกสู่ระดับสากล โดยเฉพาะตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลาตินอเมริกา และอเมริกาเหนือ นอกจากนี้ Melolo ซึ่งดำเนินการโดย POLIGON ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ByteDance บริษัทแม่ของ TikTok โดยทาง ByteDance เพิ่งเปิดแอปพลิเคชั่นอย่าง PineDrama ที่ชูจุดขายการรับชมฟรีแบบไร้โฆษณาคั่น เพื่อสะสมฐานผู้ใช้งานในระยะยาวด้วยเช่นกัน

ในส่วนของสินค้าและบริการ แพลตฟอร์มละครสั้นเน้นขายความสะดวกในการเสพเนื้อหาแบบต่อเนื่อง ผ่านช่องทางสร้างรายได้หลัก 3 รูปแบบ รูปแบบแรกคือระบบสมัครสมาชิก VIP ที่มอบสิทธิ์การดูละครแบบไม่จำกัด ไร้โฆษณาคั่น และเข้าถึงตอนใหม่ก่อนใคร รูปแบบที่สองคือระบบการซื้อเหรียญ หรือเพชรผ่านการเติมเงิน เพื่อนำไปกดปลดล็อกละครเป็นรายตอน ซึ่งเหมาะกับผู้บริโภคที่เลือกดูเฉพาะเรื่อง รูปแบบสุดท้ายคือระบบโฆษณาแลกรางวัล ที่เปิดพื้นที่โฆษณาให้ผู้สนับสนุน โดยแลกกับสิทธิ์การปลดล็อกตอนฟรี 

หากสำรวจแพ็กเกจราคาสมาชิก VIP นั้น พบว่าการสมัครสมาชิกของแต่ละแอปพลิเคชั่นมีความหลากหลายมาก โดย FlexTV กำหนดค่าบริการรายสัปดาห์ไว้ที่ 600 บาท รายเดือน 1,550 บาท และรายปี 7,850 บาท ด้าน DramaBox คิดค่าสมาชิกรายสัปดาห์ 275 บาท และรายปี 2,900 บาท โดยไม่มีแพ็กเกจรายเดือน ส่วน ShortMax ตั้งราคารายสัปดาห์ไว้ที่ 350 บาท และรายปี 3,575 บาท ขณะที่ FlickReels ให้บริการรายสัปดาห์ 225 บาท รายเดือน 450 บาท และรายปี 3,650 บาท สำหรับ NetShort คิดค่าสมาชิกรายสัปดาห์ 725 บาท รายเดือน 1,925 บาท และรายปี 2,450 บาท ทั้งนี้ มี 2 แอปพลิเคชั่นที่ไม่ใช้นโยบายสมัครสมาชิก VIP คือ Goodshort ที่เน้นระบบเติมเงินซื้อเหรียญ (เพื่อนำเหรียญไปปลดล็อกตอน) เพียงอย่างเดียว ส่วน Melolo ให้ผู้ใช้รับชมฟรีผ่านโมเดลอื่นแทน 

น่าสนใจว่าราคาการสมัครสมาชิกของแอปละครสั้นนี้ หากเปรียบเทียบกับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับ Mainstream ที่ให้บริการซีรีส์จีนในประเทศไทย จะพบว่าราคาค่าสมัครสมาชิกของแอปละครสั้น มีราคาสูงกว่าสตรีมมิ่งหลักอยู่มาก โดยสตรีมมิ่งเจ้าหลักอย่าง iQIYI มีค่าบริการสมาชิก VIP รายเดือนเริ่มต้นประมาณ 119 บาท และรายปี 1,200 บาท ทางด้าน WeTV คิดค่าสมาชิกรายเดือนเฉลี่ย 89 ถึง 129 บาท และรายปีประมาณ 899 ถึง 1,200 บาท ขณะที่ YOUKU คิดค่าบริการรายเดือนเริ่มต้นประมาณ 39-129 บาท และรายปีประมาณ 759 บาท จากตัวเลขดังกล่าว จะพบว่าแอปละครสั้นบางแห่งคิดค่าบริการรายสัปดาห์สูงถึง 600 ถึง 725 บาท หรือคิดเป็นรายเดือนสูงถึง 1,550 ถึง 1,925 บาท ซึ่งสูงกว่าการดูสตรีมมิ่งค่ายใหญ่หลายเท่าตัว 

โดยการขายแพ็กเกจเพื่อให้สมัครสมาชิกนั้น ถือเป็นรายได้หลักของแอปเห็นได้จากเอกสารที่ Mega Matrix ยื่นต่อสำนักงาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ ที่อธิบายโมเดลของแอปพลิเคชั่นละครสั้นแนวตั้งอย่าง FlexTV ว่าผู้ใช้มักได้ดู 5-10 ตอนแรกโดยไม่เสียเงิน จากนั้นจึงซื้อสมาชิกหรือเติมเหรียญ ซึ่งบางครั้งเหรียญก็อาจมาจากการเช็กอินภารกิจผู้ใช้ใหม่ การเช็กอินรายวัน การดูโฆษณา การชวนเพื่อน และการแชร์ไปยัง Facebook หรือ TikTok แต่ก็ส่วนมากก็ยังมีรายได้หลักผ่านการเติมเหรียญ

นอกจากนี้ ยังพบความร่วมมือกันระหว่างแอปละครสั้นและผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือหลายค่าย ตัวอย่างเช่น ในปี 2026 AIS จับมือ ReelShort เสนอแพ็กเกจราคา 39 บาทต่อเดือน พร้อมเนื้อหาซับไทยและพากย์ไทย AIS ส่วน TrueVisions NOW ประกาศนำละครแนวตั้งมากกว่า 30 เรื่องเข้าบริการ ให้ดูฟรี 10 ตอนแรก ก่อนเข้าถึงผ่านแพ็กเกจ NOW ENT เริ่มต้นเดือนละ 99 บาท TrueVisions ซึ่งก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคได้จ่ายน้อยลง แต่ยังรับชมละครสั้นแนวตั้งได้เหมือนเดิม

ขณะเดียวกันหากไม่ต้องการสมัครสมาชิก แอปต่างๆ ก็ได้ออกแบบระบบทำกิจกรรมเพื่อเปิดโอกาสให้แลกเหรียญหรือสิทธิ์ปลดล็อกเพื่อดูตอนต่อไปฟรีหลายรูปแบบ แอปส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็น DramaBox, ShortMax, FlickReels และ NetShort กำหนดระบบเช็กอินรายวันและการดูโฆษณาเพื่อสะสมเหรียญ ในทางกลับกัน Goodshort เลือกใช้วิธีเปิดให้ผู้ใช้ดูโฆษณาเพื่อปลดล็อกตอนฟรีสูงสุดวันละ 10 ตอน หากต้องการดูเพิ่มจำเป็นต้องเติมเงินซื้อเหรียญเริ่มต้นตั้งแต่ 39 บาท ถึง 775 บาท ยิ่งไปกว่านั้น FlexTV และ NetShort ยังจัดกิจกรรมให้ผู้ใช้กดอ่านบทความหรือเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ภายนอกอย่าง Netbits และ info.cabledfluting เพื่อรับเหรียญโบนัส ส่วน FlickReels นำระบบเปิดกล่องสุ่มของขวัญมาใช้ และ FlexTV มีโหมดเกมให้เล่น รวมถึงการอ่านนิยายภายในแอปเพื่อสะสมเหรียญ ที่น่าสนใจคือ Melolo มีโมเดลที่แตกต่างจากแอปอื่น โดยเปิดให้ผู้ใช้รับชมละคร ทำภารกิจ เช็กอิน และชวนเพื่อนเพื่อสะสมคะแนนสูงสุดราว 13,800 คะแนนต่อวัน แล้วนำคะแนนไปแปลงเป็นเงินสดถอนเข้า TrueMoney Wallet โดยระบุว่าจำนวนนี้สามารถได้จริงตามเงื่อนไข 

เส้นทางของการดูละครสั้นในแอปจึงเริ่มจาก เปิดแอป รับรางวัลเช็กอิน เลือกเรื่อง ดูตอนฟรีจนถึงจุดล็อก แล้วเลือกดูโฆษณาหรือใช้เหรียญ บางแอปกำหนดจำนวนโฆษณาที่แลกได้ต่อวัน บางแอปเพิ่มเหรียญเมื่อผู้ใช้กลับมาต่อเนื่อง แชร์ลิงก์ หรือชวนเพื่อน เมื่อเหรียญไม่พอ ผู้ชมต้องหยุดรอ ทำภารกิจอื่น หรือเติมเงิน ระบบทำให้การดูละครสั้นเรื่องเดียวเชื่อมกับกิจกรรมหลายรูปแบบ และทุกกิจกรรมช่วยเพิ่มเวลาที่ผู้ใช้อยู่ในระบบได้นานขึ้น 

รูปแบบการนำเสนอคอนเทนต์ในแอปละครสั้น: เลือกใช้เสียง ภาษา และ AI แบบไหนถึงจะเจาะตลาดคนไทยได้

การแข่งขันอันเข้มข้นของแพลตฟอร์มละครสั้นแนวตั้ง ทำให้ผู้พัฒนาคอนเทนต์พัฒนารูปแบบการนำเสนอด้านเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นเสียง ภาษา และเนื้อหาเพื่อดึงดูดผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่อง จากการรวบรวมข้อมูลละครสั้นแนวตั้งยอดนิยมจำนวน 92 เรื่อง บนแพลตฟอร์มละครสั้น ได้แก่ DramaBox, NetShort, Melolo, FlexTV, FlickReels, ShortMax และ Goodshort พบว่าแต่ละแอปพลิเคชั่นเลือกใช้รูปแบบเสียงพากย์และภาษาที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ฟังในระดับที่แตกต่างกัน

หากแบ่งประเภทโครงสร้างและรูปแบบการนำเสนอของทั้ง 7 แอปพลิเคชั่น จะพบว่า DramaBox รวม 38 เรื่อง นำเสนอด้วยพากย์ไทยเป็นหลักจำนวน 36 เรื่อง รองลงมาคือการผลิตรูปแบบละครไทยที่ใช้นักแสดงไทยและพูดภาษาไทยโดยตรงจำนวน 1 เรื่อง และรูปแบบซับไทยจำนวน 1 เรื่อง ด้าน NetShort รวม 32 เรื่อง นำเสนอผ่านรูปแบบพากย์ไทยจำนวน 29 เรื่อง ซับไทยจำนวน 2 เรื่อง และใช้พากย์ AI จำนวน 1 เรื่อง ส่วน Melolo รวม 9 เรื่อง มีพากย์ไทยทั้งหมดจำนวน 9 เรื่อง ขณะที่ FlexTV รวม 6 เรื่อง เน้นการนำเสนอรูปแบบละครไทยจำนวน 5 เรื่อง และซับไทยจำนวน 1 เรื่อง สำหรับ FlickReels รวม 5 เรื่อง พากย์ไทยทั้งหมดจำนวน 5 เรื่อง ส่วน ShortMax รวม 1 เรื่อง นำเสนอผ่านรูปแบบละครไทยจำนวน 1 เรื่อง และ Goodshort รวม 1 เรื่อง พากย์ไทยจำนวน 1 เรื่อง

ทั้ง 92 เรื่องนี้ ชี้ให้เห็นว่ารูปแบบการพากย์ไทยยังครองสัดส่วนสูงที่สุดถึง 81 เรื่อง หรือคิดเป็น 88% ของคอนเทนต์ทั้งหมด เนื่องจากเสียงพากย์ภาษาไทยช่วยให้ผู้บริโภคเสพความบันเทิงได้ง่าย ฟังขณะทำกิจกรรมอื่นได้ ขณะที่รูปแบบละครไทยมีจำนวนรวม 7 เรื่อง แม้จะยังน้อยแต่ก็ทำให้เห็นว่าไทยก็ริเริ่มทำละครสั้นแนวตั้งบ้างแล้ว อีกทั้งละครที่ทำด้วยคนไทยโดยตรง ช่วยสร้างความใกล้ชิดและความผูกพันจากผู้ชมในประเทศเดียวกันได้ ส่วนรูปแบบซับไทยมีจำนวนรวม 4 เรื่อง เหมาะสำหรับกลุ่มคนที่ต้องการฟังเสียงภาษาต้นฉบับ และรูปแบบพากย์ AI ปรากฏจำนวน 1 เรื่อง ซึ่งเน้นความรวดเร็วในการแปลและปล่อยคอนเทนต์ใหม่ออกสู่ตลาด

อีกกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ละครสั้นจากต่างประเทศเข้าถึงจิตใจของผู้ชมชาวไทยได้อย่างรวดเร็วคือ การพยายามแปลชื่อตัวละครให้เป็นชื่อไทย และไม่เพียงชื่อตัวละคร แต่ยังพบว่ามีการแปลให้เป็นไทยตั้งแต่ชื่อตระกูล ยศตำแหน่ง และสถานที่ให้กลายเป็นบริบทไทยทั้งหมด ผู้พากย์และผู้แปลมักเปลี่ยนชื่อตัวละครต้นฉบับภาษาจีนให้เป็นชื่อไทยที่จดจำง่าย เช่น ในเรื่อง “คืนลับกับดักหัวใจ” ตัวละครเอกใช้ชื่อไทยว่า เพลินตา และจินต์ธร หรือเรื่อง “จังหวะจะรัก” ที่เปลี่ยนชื่อนางเอกคุณหนูอันดับหนึ่งเป็นลียา และพระเอกเป็นเพชรภูมิ ส่วนเรื่อง “แผนร้ายให้เธอรับรัก” ใช้ชื่อนางเอกว่าอารยา และเรื่อง “ชีวิตพลิกกลายเป็นคุณนายมหาเศรษฐี”เลือกใช้ชื่อแววดาว คู่กับ พลวัฒน์

การลงรายละเอียดชื่อตัวละครยังครอบคลุมไปถึงชื่อตระกูลและตัวประกอบ ดังจะเห็นได้จากเรื่อง “เธอคือแสงสว่างในชีวิตฉัน” ที่นำเสนอตัวละครเอกในชื่อขวัญใจ และ กรณ์ โดยแปลชื่อพ่อบ้านเป็นปองศักดิ์ พร้อมเปลี่ยนชื่อตระกูลให้เป็นนามสกุลไทย หรือเรื่อง “รักที่ไกลเกินจะไขว่คว้า” ที่เปลี่ยนชื่อตัวละครในเรื่องเป็นชื่อไทยทั้งหมด ทั้งน่านน้ำ นที หาญกล้า เหมือนดาว แพรไหม แพรวพราว และฟ้าลดา 

นอกจากนี้ละครสั้นหลายเรื่องบนช่องทาง YouTube ยังมีการดัดแปลงยศและตำแหน่งทางราชการหรือธุรกิจ เช่น เรื่อง “กษัตริย์กลับบ้านทำตามสัญญา แต่พบว่าคู่หมั้นทรยศ ร่วมกับคนชั่วกดขี่ เขาจึงลุกขึ้นล้างคนทรยศ!” เปลี่ยนชื่อพระราชาในเรื่องโดยให้ชื่อว่าธรรมรัตน์ สิงห์ราช และเปลี่ยนชื่ออัครมหาเสนาบดีเป็นวาสุเทพ สงศิริ รวมถึงตำแหน่งผู้ว่าราชการชื่อทีปกร กุลชัย ขณะที่เรื่องแนวประธานบริษัทอย่าง “เข้าใจผิดว่าเธอเป็นลูกฆาตกร จึงส่งเข้า รพ.บ้า สุดท้ายกลับแต่ง เพราะรักมานานแล้ว” ตั้งชื่อพระเอกว่า ภาสกร พร้อมเปลี่ยนชื่อองค์กรเป็นภาสศิริกุล กรุ๊ป หรือเรื่อง “บอดี้การ์ดระดับตำนาน ปกป้องสาวไฮโซ!” ที่กำหนดชื่อพระเอกเป็นวายุ บริบูรณ์ และนางเอกทายาทตระกูลใหญ่เป็นณัฐฐา รุ่งเรืองกิจ เป็นต้น

ในด้านการรับชมและความยาวของเรื่องนั้น ละครสั้นถูกหั่นแบ่งออกเป็นตอนย่อยความยาวประมาณ 1-3 นาทีต่อตอน ทว่าเมื่อนำตอนทั้งหมดมารวมกัน ความยาวรวมของทั้งเรื่องจะอยู่ที่ประมาณ 1.30 ถึง 2.30 ชั่วโมง ซึ่งเทียบเท่ากับความยาวของภาพยนตร์ยาว 1 เรื่องพอดี นอกจากนี้ผู้พัฒนาแอปพลิเคชั่นมักใช้กลยุทธ์ด้วยการนำเนื้อหาบางเรื่องไปอัปโหลดให้รับชมจนจบแบบฟรีบน YouTube เพื่อสร้างฐานผู้ติดตาม ในขณะที่ละครสั้นเรื่องยอดนิยมบางเรื่องมักจะถูกนำไปอัปโหลดไว้เพียงครึ่งเรื่อง แล้วแปะลิงก์เชิญชวนให้ผู้รับชมกดดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นเพื่อไปดูต่อจนจบ ถือเป็นการเปลี่ยนผู้รับชมทั่วไปบนแพลตฟอร์มวิดีโอฟรีให้กลายเป็นผู้ใช้งานบนแอปพลิเคชั่นหลักอย่างหนึ่ง มากไปกว่านั้นผู้พัฒนาคอนเทนต์บางแห่งยังเลือกใส่ข้อความกำกับไว้ที่หน้าปกหรือชื่อคลิปวิดีโอไว้ว่าเป็นการพากย์เสียงด้วยคนจริง เช่น เรื่องหัวใจนักซิ่ง เพื่อรับประกันคุณภาพงานเสียงและดึงดูดผู้ฟังที่ชื่นชอบการพากย์เสียงด้วยคนจริง

จากการสำรวจก็ยังพบว่า ละครสั้นส่วนใหญ่ที่ได้รับความนิยมและมียอดรับชมจำนวนมากจะยังคงใช้มนุษย์เป็นนักแสดงจริง แต่การเข้ามาของเทคโนโลยี AI ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการละครสั้นอย่างมีนัยสำคัญ ละคร AI ยุคใหม่ถูกพัฒนาขึ้นจนมีความแนบเนียนสูงมาก หากผู้ชมดูอย่างผ่านๆ อาจแยกแยะไม่ออก เนื่องจากใบหน้าของตัวเอกทั้งชายและหญิงถูกสร้างขึ้นให้มีความสวยหล่อสมบูรณ์แบบตามมาตรฐานความงาม เช่น ในเรื่อง “ผู้ชายที่เธอรักแต่งงานกับคนอื่น💔เธอหนีทั้งน้ำตา แต่ CEO เย็นชากลับคลั่งรักเธอหนัก!🔥”  ความคิดเห็นของผู้รับชมใต้คลิปแสดงให้เห็นว่า แม้ผู้ชมจะรับรู้ว่าเป็นละครที่สร้างด้วย AI แต่ก็ได้รับการตอบรับในเชิงบวก โดยมองว่าเป็นงานสร้างที่สวยงามและน่ารับชม

ขณะเดียวกัน ละคร AI ยังเริ่มเปิดพื้นที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ทั้งในรูปแบบชายหญิง และชายชาย โดยเฉพาะการสร้างฉากโรแมนติกหรือฉากแสดงความสัมพันธ์แบบโจ่งแจ้ง รวมถึงฉากแฟนตาซีที่มีตัวละครเป็นสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติหรือสัตว์ประหลาด ไม่ว่าจะเป็นมัมมี่ หมาป่า แวมไพร์ เป็นต้น ซึ่งหากใช้นักแสดงคนจริงในการถ่ายทำ อาจมีข้อจำกัดด้านจริยธรรม ต้นทุนการผลิต หรือความยินยอมของนักแสดง 

อย่างไรก็ดี ความแนบเนียนของละคร AI ในปัจจุบันยังคงมีจุดสังเกตที่ต้องใช้เวลาในการพิจารณา เช่น ในเรื่อง “วันคัดเลือกสามี เธอทิ้งชีวิตหรูไปแต่งกับขอทาน แต่เขาคือฮ่องเต้ที่รักเธอสุดหัวใจ😲💞# วาสนาเสี่ยงทาย👑👑” พบว่าการแสดงบทบาทหลักมีความเรียบรื่นดี แต่หากสังเกตจะพบว่าปรากฏข้อผิดพลาดเล็กน้อยในส่วนของตัวประกอบ เช่น ท่าทางการวิ่งที่ไม่สมจริง หรือการเคลื่อนไหวทางกายภาพในฉากแอ็คชั่นอย่างฉากพระเอกฉีกเสื้อ ซึ่งท่าทางและน้ำหนักของการเคลื่อนไหวยังขาดความเป็นธรรมชาติเมื่อเปรียบเทียบกับมนุษย์จริง

สำรวจพล็อตละครสั้น 92 เรื่องจาก 7 แอป: มากกว่าครึ่งของละครสั้นที่คนไทยดู เป็นโรแมนติก-เมโลดราม่า

เมื่อนำละครสั้นแนวตั้งจำนวน 92 เรื่องที่ได้รับความนิยมในไทย จากแพลตฟอร์มยอดนิยม 7 แอปพลิเคชั่น มาจัดประเภทตามพล็อตเรื่อง จะพบว่าผู้ชมชาวไทยเน้นรับชมเนื้อหาแนวโรแมนติกและเมโลดราม่ามากที่สุด โดยแนวอื่นๆ พบดังนี้

  • โรแมนติก (Romance) พบ 27 เรื่อง คิดเป็น 29.35% เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรักหรือการพัฒนาความสัมพันธ์ของคู่หลักเป็นคำถามสำคัญที่สุดของเรื่อง เช่น จะรักกันไหม จะลงเอยกันอย่างไร หรือจากการแต่งงานตามสัญญาจะกลายเป็นรักจริงหรือไม่
  • เมโลดราม่า (Melodrama) พบ 25 เรื่อง คิดเป็น 27.17% เน้นเกี่ยวกับอารมณ์ที่เข้มข้นและสถานการณ์ที่ตัวละครถูกทอดทิ้ง ทรยศ ถูกใส่ร้าย ป่วยหนัก สลับตัว ทายาทหาย ความจริงเปิดเผยเมื่อสาย การแก้แค้น และการลงโทษคนผิด 
  • แฟนตาซี (Fantasy) พบ 17 เรื่อง คิดเป็น 18.48% เน้นพล็อตที่เหนือกฎธรรมชาติหรือโลกสมมติ เช่น เกิดใหม่ ย้อนเวลา ทะลุมิติ การจำลองเป็นเกม พลังพิเศษ เวทมนตร์ เซียน วิญญาณ คำสาป หรือพลังยุทธ์เหนือธรรมชาติ
  • แอ็คชั่น (Action) พบ 9 เรื่อง คิดเป็น 9.78% เน้นการขับเคลื่อนหลักด้วยการต่อสู้ การปะทะ การไล่ล่า แข่งขันกีฬา
  • ดราม่า (Drama) พบ 6 เรื่อง คิดเป็น 6.52% เป็นเรื่องเกี่ยวกับความขัดแย้งทางชีวิต ครอบครัว อาชีพ หรือสังคม และพัฒนาการทางอารมณ์ของตัวละคร โดยเหตุการณ์ยังค่อนข้างอยู่บนฐานความสมจริงและไม่เน้นการเร่งอารมณ์แบบสุดขั้วแบบเมโลดราม่า
  • ระทึกขวัญ (Thriller) พบ 5 เรื่อง คิดเป็น 5.43% เน้นเนื้อหาที่มีความเสี่ยง อันตราย การหลบหนี อาชญากรรม การพนัน มาเฟีย การสืบหาความจริง หรือเดิมพันชีวิต เป็นแรงขับหลักของเรื่อง โดยพยายามทำให้คนดูรู้สึกตึงเครียดและอยากรู้ว่าจะเอาตัวรอดหรือเปิดโปงตัวร้ายได้หรือไม่
  • ย้อนยุค/ประวัติศาสตร์ (Historical) พบ 3 เรื่อง คิดเป็น 3.26% เป็นเรื่องเกี่ยวกับบริบทสังคมโบราณ ราชสำนัก สงคราม การเมือง หรือโครงสร้างสังคมในอดีตเป็นเงื่อนไขสำคัญของเรื่อง 

ในบรรดาพล็อตเรื่องนั้น พบว่าละครสั้นประเภทโรแมนติกครองสัดส่วนมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็น 29.35% (จำนวน 27 เรื่อง) ตัวเรื่องวางแกนกลางไว้ที่ความสัมพันธ์และการลงเอยของคู่พระนาง เส้นเรื่องยอดนิยมมักเริ่มจากความสัมพันธ์ที่มีเงื่อนไขหรือผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยว เช่น การแต่งงานตามสัญญา การแต่งงานแทนพี่สาว หรือการตกลงรับตำแหน่งภรรยาทดแทน ตัวอย่างเรื่องราวที่พบบ่อยคือนางเอกฐานะยากจนตัดสินใจจดทะเบียนสมรสชั่วคราวกับชายหนุ่ม ก่อนจะพบความจริงในภายหลังว่าเขาเป็นมหาเศรษฐี หรือกรณีของหญิงสาวที่ต้องเข้าพิธีแต่งงานแทนพี่สาวที่หนีการแต่งงานไป ขณะเดียวกันเมื่อแต่งงานแทนแล้ว สามีมหาเศรษฐีที่แต่งด้วยก็ให้เกียรติอย่างดี ทั้งยังออกหน้าปกป้องเธอจากการถูกกลั่นแกล้ง และยอมรับเธอเป็นคู่ชีวิตที่แท้จริง โครงสร้างบทละครลักษณะนี้ดึงดูดความสนใจของผู้ชมด้วยการค่อยๆ เปลี่ยนแปลงข้อตกลงที่ไร้ความรู้สึกให้กลายเป็นความรักที่มั่นคง 

ส่วนแนวเมโลดราม่าตามมาเป็นอันดับสอง ด้วยสัดส่วนถึง 27.17% (จำนวน 25 เรื่อง) ละครกลุ่มนี้เดินเรื่องด้วยอารมณ์ที่เข้มข้น รุนแรง และเน้นสร้างสถานการณ์กดดันตัวละครขั้นสุด เช่น การถูกคนรักและครอบครัวสามีทรยศ การโดนใส่ร้ายจนชีวิตสมรสพังทลาย หรือการถูกขับออกจากตระกูล ตัวอย่างพล็อตเรื่องที่ปรากฏบ่อยคือ หญิงสาวทุ่มเทดูแลครอบครัวมานานหลายปี แต่กลับถูกสามีและลูกสาวมองข้ามจนต้องยื่นใบหย่าเพื่อออกมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ หรือเรื่องราวของอดีตภรรยาที่กลับมาทวงคืนศักดิ์ศรีพร้อมเปิดเผยตัวตนว่าเป็นประธานบริษัทใหญ่ แล้วสั่งถอนการสนับสนุนทางการเงินทั้งหมดจนอดีตสามีผู้ทรยศต้องคุกเข่าขอร้อง เมโลดราม่าตอบสนองความรู้สึกของคนดูผ่านการเปิดโปงตัวร้ายและการลงโทษคนผิดอย่างสาสม

ข้อค้นพบเหล่านี้ยังสอดคล้องกับรายงานเรื่อง State of Short Drama Apps 2026 ของ Sensor Tower ที่ระบุว่ารูปแบบของละครสั้นแนวตั้งจะเน้นไปที่เนื้อหาที่กระชับ ออกแบบมาเพื่อการรับชมบนโทรศัพท์มือถือที่รวดเร็วและชวนให้ติดตามต่อ  โดยพล็อตเรื่องส่วนใหญ่มักจะเน้นที่ประเภทที่กระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นความรัก การแก้แค้น แฟนตาซี ความขัดแย้งในครอบครัว และการพลิกฐานะ แม้กระทั่งการพลิกผันฐานะจากต่ำต้อยขึ้นมาร่ำรวย ซึ่งพล็อตเหล่านี้เป็นสูตรสำเร็จที่ผู้ชมเข้าใจร่วมกันได้ทันทีโดยสัญชาตญาณ แพลตฟอร์มจึงสามารถตัดฉากดึงดูดอารมณ์ไปทำเป็นโฆษณาได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเล่าปูพื้นหลังตัวละครยาวๆ 

ขณะที่หมวดหมู่แฟนตาซีครองอันดับสาม คิดเป็น 18.48% (จำนวน 17 เรื่อง) บทละครกลุ่มนี้ใช้กลไกเหนือธรรมชาติเป็นตัวดำเนินเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการทะลุมิติ การย้อนเวลา การเกิดใหม่ หรือระบบพิเศษ พล็อตยอดฮิตมีตั้งแต่เรื่องของชายยุคใหม่หรือด็อกเตอร์ที่ทะลุมิติไปอยู่ในร่างของคุณชายเสเพลยุคโบราณ แล้วนำความรู้สมัยใหม่มาแก้ไขความผิดพลาดเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้ครอบครัว ไปจนถึงเรื่องราวที่นางเอกหรือลูกในท้องมีความสามารถพิเศษ เช่น การได้ยินเสียงความคิดของลูกน้อยจนสามารถล่วงรู้แผนร้ายและพลิกสถานการณ์เอาชีวิตรอดได้

สำหรับพล็อตประเภทอื่นๆ มีสัดส่วนลดหลั่นลงมาตามลำดับ โดยแนวแอ็กชันมี 9.78% (จำนวน 9 เรื่อง) ซึ่งมักเล่าเรื่องของอดีตยอดฝีมือที่ปกปิดตัวตน เช่น อดีตราชาสนามแข่งที่ซ่อนตัวเป็นคนล้างรถ หรือยอดหญิงแกร่งที่ลงมาจากเขาเพื่อปกป้องครอบครัว ด้านแนวดราม่าทั่วไปคิดเป็น 6.52% (จำนวน 6 เรื่อง) ซึ่งเน้นปมความขัดแย้งเชิงสังคม อาชีพ หรือครอบครัว เช่น ย่าทวดที่เสียชีวิตไปแล้วกลับมาฟื้นในร่างวัยรุ่นเพื่อจัดระเบียบตระกูลใหม่มากกว่าจะสนใจด้านความรัก หรืออัจฉริยะด้านการทำอาหารที่ต้องพิสูจน์ฝีมือในโลกธุรกิจ

นอกจากนี้ แนวระทึกขวัญพบว่ามี 5.43% (จำนวน 5 เรื่อง) ซึ่งเป็นเรื่องที่มักพัวพันกับวงการพนัน มาเฟีย การแก้แค้น และกลโกงหักเหลี่ยม ส่วนแนวย้อนยุคหรือประวัติศาสตร์โดยไม่มีระบบแฟนตาซีเข้ามาเกี่ยวข้อง มีสัดส่วนน้อยที่สุดเพียง 3.26% (จำนวน 3 เรื่อง) ซึ่งเน้นเรื่องราวการชิงรักหักสวาทและการสู้รบในบริบทสังคมโบราณ

ที่น่าสนใจคือ จากข้อมูลที่สำรวจไม่พบละครสั้นแนวตั้งประเภทคอเมดี้ ตลก สืบสวนสอบสวน หรือกลุ่มสยองขวัญเลย ในทีนี้อาจเพราะโครงสร้างไม่เหมาะสำหรับละครสั้นแนวตั้ง กล่าวคือ ละครสั้นแนวตั้งที่เน้นพล็อตโรแมนติกและเมโลดรามา ล้วนใช้การแต่งงาน การนอกใจ ครอบครัว ฐานะ และการล้างแค้นเป็นจุดตัดของตอน ในขณะที่ละครแนวสืบสวนต้องวางเบาะแส รักษาความต่อเนื่อง ดังนั้นการตัดทุก 1-3 นาทีแบบละครสั้นเพื่อให้คนดูกดตอนต่อไป อาจไม่จูงใจมากพอ ขณะที่ละครแนวคอเมดี้ก็ต้องพึ่งพาภาษา จังหวะของมุกตลก บางครั้งอาจเกี่ยวข้องกับบริบทของวัฒนธรรม จึงยังไม่ค่อยเป็นที่นิยม 

อย่างไรก็ตามตลาดละครสั้นยังคงมีความหลากหลายและไม่ได้ปิดรับเนื้อหาแนวอื่นเสียทีเดียว เพียงแต่กลุ่มประเภทของเรื่องและพล็อตที่ได้รับความนิยมสูงรวมถึงถูกนำมาผลิตซ้ำมากที่สุด ยังคงตกเป็นของแนวโรแมนติกและเมโลดราม่า ซึ่งเห็นได้จากภาพรวมข้อมูลทั้งหมดที่พบว่าผู้ชมละครสั้นในไทยให้ความสนใจกับเนื้อหาที่เข้าถึงอารมณ์ได้ง่าย เข้าใจไม่ซับซ้อน และเน้นความรู้สึกสะใจ โดยเฉพาะโครงสร้างเรื่องประเภทการกลับมารับโชค การทวงคืนความยุติธรรม และการพลิกฐานะทางสังคม 

ในโลกละครสั้น พระเอกเป็นประธานบริษัท นางเอกไม่มีงานทำ

จากคำกล่าวที่ว่า “ฉันเป็นประธานบริษัท” ที่มักเป็นมุกล้อเลียนบนโซเชียลมีเดียเมื่อดูละครสั้นแนวตั้ง จากการสำรวจอาชีพของตัวละครหลักในละครสั้นแนวตั้งจำนวน 92 เรื่อง จากแพลตฟอร์มยอดนิยม 7 แอปพลิเคชั่น พบว่าฝั่งพระเอกครองตำแหน่งผู้บริหารและนักธุรกิจสายงานองค์กรมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง ขณะที่ฝั่งนางเอกเป็นกลุ่มที่ไม่ปรากฏการทำอาชีพหรือไม่มีการระบุอาชีพในบทละครมากที่สุด

หากพิจารณาในภาพรวมแล้ว ในส่วนของอาชีพนั้น พระเอกในโลกละครสั้นประกอบอาชีพสายธุรกิจ ผู้บริหาร หรือเจ้าของกิจการ สูงถึง 29 เรื่อง คิดเป็น 31.52% จากจำนวนทั้งหมด ส่วนอันดับรองลงมาคือพระเอกที่ไม่ระบุอาชีพหรือไม่มีอาชีพจำนวน 16 เรื่อง คิดเป็น 17.39% แต่แม้จะไม่มีอาชีพ พระเอกในโลกของละครสั้นแนวตั้งก็มักซ่อนตัวตนจริงไว้ภายใต้คราบคนธรรมดา เช่น เรื่อง “ทุ่มเทสนับสนุนแฟนจนสำเร็จ แต่ถูกทิ้ง สาวพันล้านขอแต่งงานพลิกชีวิตครั้งใหญ่ ที่ภาริส” ชายหนุ่มไร้อาชีพที่ถูกแฟนเก่าทอดทิ้ง หลังเธอได้งานตำแหน่งสูงๆ จากการช่วยเหลือของเขา ก่อนที่ประธานสาวพันล้านจะเข้ามาขอเขาแต่งงาน ตามมาด้วยกลุ่มชนชั้นสูงหรือราชสำนักจำนวน 10 เรื่อง คิดเป็น 10.87% และกลุ่มทหารหรือผู้รักษาความมั่นคงจำนวน 7 เรื่อง คิดเป็น 7.61% ส่วนอาชีพอื่นๆ ของพระเอกมีสัดส่วนลดหลั่นกันไป เช่น ทายาทตระกูลใหญ่ นักกีฬา นักวิจัย นักพนัน แพทย์ และผู้บำเพ็ญเพียร แต่ที่ไม่พบเลยคืออาชีพค้าขาย/การบริการ 

ทางด้านตัวละครนางเอก พบว่าจำนวน 29 เรื่อง คิดเป็น 31.52% ไม่มีการระบุอาชีพหรือไม่ได้ประกอบอาชีพอย่างชัดเจน โดยถูกวางตัวเป็นแม่บ้านหรือหญิงสาวที่ต้องพึ่งพิงผู้อื่นเนื่องจากมรสุมชีวิต อย่างไรก็ตามในกลุ่มนางเอกที่มีอาชีพ ผู้สร้างละครนิยมกำหนดอาชีพอย่างเป็นรูปธรรม โดยอันดับสองร่วมกันตกเป็นของกลุ่มงานศิลปะ ออกแบบ และแฟชั่น จำนวน 9 เรื่อง คิดเป็น 9.78% เช่น เรื่อง “โธ่ ลูกฉันเป็นทายาทเศรษฐีเหรอ” ที่มีจี้เถียนเถียน ทำอาชีพนักออกแบบอิสระเลี้ยงดูลูกเพียงลำพัง ก่อนจะพบกับเจียงมู่ไป๋ ผู้บริหารเจียงกรุ๊ป และกลุ่มธุรกิจหรือผู้บริหารจำนวน 9 เรื่อง คิดเป็น 9.78% นอกจากนี้นางเอกยังกระจายอยู่ในกลุ่มนักเรียนหรือนักศึกษา 8 เรื่อง (8.70%) พนักงานบริษัท 7 เรื่อง (7.61%) ชนชั้นสูงและทหารฝั่งย้อนยุคกลุ่มละ 6 เรื่อง (6.52%) งานบริการ 4 เรื่อง (4.35%) รวมถึงสายงานเลขาธิการ บุคลากรทางการแพทย์ และนักกฎหมายในสัดส่วนที่น้อยลงมา

เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ทางสถานะทางสังคมระหว่างตัวละครหลัก ละครสั้นจำนวนถึง 38 เรื่อง คิดเป็น 41.30% กำหนดให้พระเอกมีสถานะสูงกว่านางเอก โครงสร้างเรื่องราวมักวางบทบาทให้พระเอกมหาเศรษฐีหรือผู้บริหารระดับสูงยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ให้ความคุ้มครอง หรือยกระดับชีวิตของนางเอกที่กำลังเผชิญความลำบาก ตัวอย่างเช่น เรื่อง “สลับเจ้าบ่าว เปลี่ยนชีวิต” ซึ่งวางบทฟู่จิ้นเย่ พระเอกของเรื่องและยังเป็นประธานบริษัทมหาเศรษฐีให้แต่งงานกับ ซูหว่านถัง หญิงสาวผู้ถูกครอบครัวบังคับให้เข้าพิธีแต่งงานแทนพี่สาว หรือเรื่อง “สะใภ้สายลุย พิชิตบอสสายหยิ่ง” ที่ลี่เส้าถิง ประธานบริษัทลี่ซื่อกรุ๊ป ต้องเข้ามาพัวพันกับเฮ่ายุ่น หญิงสาวบ้านนอกที่ยอมแต่งงานตามสัญญาเพื่อหาเงินช่วยเหลือหมู่บ้าน เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ก็ยังพบว่ามีกลุ่มเรื่องที่ไม่เน้นความสัมพันธ์โรแมนติกหรือไม่มีคู่หลัก จึงทำให้แยกสถานะไม่ได้ว่าใครมีตำแหน่งสูงกว่า โดยพบว่าในกลุ่มนี้มีจำนวน 28 เรื่อง คิดเป็น 30.43% ที่พล็อตเน้นการแก้แค้น การต่อสู้ชีวิต หรือการพิสูจน์ตนเองเป็นหลัก เช่น เรื่อง “หัวใจนักซิ่ง” ที่เน้นเส้นทางของเฉินวั่งโจว อดีตราชาแห่งสนามแข่งที่ซ่อนตัวเป็นช่างล้างรถก่อนจะกลับมากอบกู้ศักดิ์ศรี 

สำหรับกลุ่มที่มีสถานะใกล้เคียงกันมีจำนวน 22 เรื่อง คิดเป็น 23.91% ซึ่งมักซ่อนความจริงเรื่องฐานะไว้ เช่น เรื่อง “รักกุหลาบไฟ”ที่วางบทให้เหมือนฝัน ประธานโรซ่ากรุ๊ป จับคู่กับจิรกิตติ์ ประธานบริหารภัทรวงศ์กรุ๊ป หรือเรื่อง “ถูกแม่สามีเหยียดกลางงานแต่ง! เด็กสาวจน ๆ แต่งงานสัญญา…เขาคือซีอีโอตัวจริง!” ที่ชลดา นางเอกของเรื่องนั้น แท้จริงเป็นทายาทมหาเศรษฐีแต่แกล้งทำตัวเป็นกรรมกรก่อสร้างก่อนจะแต่งงานกับสราวุฒิ คุณชายรองแห่งตระกูลใหญ่ 

ส่วนกลุ่มที่นางเอกมีสถานะสูงกว่าพระเอกปรากฏเพียง 4 เรื่อง คิดเป็น 4.35% เท่านั้น เช่น เรื่อง “กลับจากทริปเจอผัวแอบมีชู้กับรักเก่าในออฟฟิศ! เธอขึ้นเป็นประธาน ไล่ออกทั้งคู่ ส่วนผัวก้มเข่าขออภัย!” ซึ่งเซี่ยหยาน นางเอกของเรื่องนั้น เป็นผู้ก่อตั้งและประธานบริษัท ต่อมาเพื่อแก้แค้นสามีเก่า จึงใช้อำนาจทางการเงินและความเป็นเจ้าของกิจการปลดฉู่มู่ สามีผู้บริหารออกจากตำแหน่งหลังจากจับได้ว่าเขานอกใจ

มิจจี้ 101: หรือแอปละครสั้นจะกลายเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้โฆษณาเว็บพนัน?

นอกจากละครสั้นจะกลายเป็นความนิยมใหม่ในโลกออนไลน์ของคนทั่วโลก และยังได้รับความนิยมในไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ภายใต้ความบันเทิงที่เข้าถึงง่ายนี้ กลับยังไม่มีกลไกหรือหน่วยงานเข้ามาควบคุมกำกับดูแลอย่างจริงจังนัก เพราะจากการสำรวจ ยังพบว่าแอปฯ ละครสั้นเหล่านี้มีรูปแบบของการโฆษณาหลอกลวง การสร้างสิ่งจูงใจเกินจริง และการดักรอด้วยภัยไซเบอร์หลากหลายรูปแบบภายในแอปพลิเคชัน

โดยจากการสำรวจแอปฯ ละครสั้นแนวตั้งยอดนิยมในไทยนั้น พบการแทรกตัวของโฆษณาแบบป็อปอัปและแบนเนอร์ขนาดเล็กในหน้าโปรไฟล์ของผู้ใช้งาน ซึ่งเมื่อผู้ใช้กดเข้าไปจะถูกส่งต่อไปยังเกมสล็อต จากการสำรวจพบว่าแอปละครสั้นแอปหนึ่งมีลักษณะดังกล่าว คือมีโฆษณาในรูปแบบแบนเนอร์ขนาดเล็กในแอป เมื่อผู้ใช้กดเข้าไปจะถูกส่งต่อไปยังเกมสล็อตอย่าง R*** P*** C*** หรือหน้าเว็บไซต์คาสิโนออนไลน์ในทันที แม้ตัวแอปพลิเคชั่นปลายทางจะระบุในคำอธิบายบน Play Store ว่าเป็นเพียงเกมคาสิโนจำลองเพื่อความบันเทิงที่ไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินจริงได้ แต่ข้อมูลจากการใช้งานและรีวิวของผู้ใช้จริง กลับพบภาพตรงกันข้าม โดยพบว่ามีผู้ใช้กล่าวถึงเรื่องระบบการฝากถอนเงิน ปัญหาเงินหาย เช่น “เติมเท่าไหร่ก็หมด แทบไม่เคยชนะ” หรือ “ตอนเติมเงินไวมาก แต่พอจะถอนเงินกลับรอนานเป็นชั่วโมง” ซึ่งชี้ให้เห็นระบบการฝากถอนเงินและรูปแบบการเล่นที่มุ่งเน้นการเสียเงินเป็นหลัก 

ที่น่าสนใจคือ โฆษณาเหล่านี้เล็ดลอดเข้ามาปรากฏบนหน้าจอของผู้ใช้ในประเทศไทยได้อย่างไร ทั้งที่แอปพลิเคชันละครสั้นจำนวนมากจดทะเบียนนิติบุคคลในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีองค์กร Gambling Regulatory Authority คอยควบคุมกฎหมายการพนันอย่างเข้มงวด การโฆษณาพนันที่ผิดกฎหมายในสิงคโปร์มีบทลงโทษทั้งจำคุกและปรับอย่างหนัก ขณะที่ฝั่งรัฐบาลไทยเองก็มีมาตรการลงโทษผู้โพสต์ลิงก์ ชักชวน หรือโฆษณาการพนันออนไลน์ตาม พ.ร.บ. การพนัน และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ เช่นกัน 

เมื่อลองสืบค้นจากผู้ให้บริการอย่าง Google จะพบว่ามีคำอธิบายของ Google AdMob Mediation ซึ่งเป็นระบบบริหารจัดการพื้นที่โฆษณาบนแอปพลิเคชัน ระบบนี้ช่วยให้ผู้พัฒนาแอปเปิดพื้นที่ให้เครือข่ายโฆษณาหลายแห่งเข้ามาประมูลราคาแข่งกัน ทำให้ผู้ใช้งานแต่ละคนเห็นโฆษณาที่ต่างกันไปตามตำแหน่งที่อยู่และข้อมูลประชากร โดยผู้ใช้อาจพบได้ทั้งโฆษณาเกม การเงิน สุขภาพ ความงาม ช้อปปิ้ง ตลอดจนโฆษณาแอปอื่น จากระบบนี้ทำให้ผู้ใช้ในประเทศไทยเห็นโฆษณาเว็บพนันต่างจากผู้ใช้ในสิงคโปร์ แม้จะใช้งานผ่านแอปพลิเคชั่นตัวเดียวกันก็ตาม 

ซึ่งทาง Google ก็มีนโยบายร่วมด้วยว่าผู้ลงโฆษณาต้องผ่านการรับรองและปฏิบัติตามกฎหมายเฉพาะพื้นที่อย่างเคร่งครัด รวมถึงห้ามการหลอกลวงหรือนำทางไปสู่บริการที่ผิดกฎหมาย ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ก็ยังพบเครือข่ายการพนันฝ่าฝืนนโยบาย เลี่ยงระบบตรวจจับด้วยการ สร้างหน้าจำลอง Google Play Store ปลอมขึ้นมาหรือใช้วิธีเปลี่ยนหน้าลิงก์ปลายทางหลังจากโฆษณาผ่านการอนุมัติแล้ว ส่งผลให้โฆษณาเหล่านี้ยังคงเล็ดลอดมาสร้างผลกระทบต่อผู้ใช้งานไทยอยู่เรื่อยมา 

พฤติกรรมเหล่านี้ถือเป็นภัยไซเบอร์ในรูปแบบ Scam ระดับเริ่มต้น และหากปล่อยให้แอปพลิเคชันละครสั้นเหล่านี้เติบโตในสภาวะที่ไร้การควบคุม โดยไม่มีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาช่วยกำกับดูแลหรือคัดกรองโฆษณาอย่างจริงจัง ก็จะกลายเป็นการเปิดช่องให้มิจฉาชีพขยายวงกว้าง ใช้ความบันเทิงล่อลวงผู้ใช้ให้กดลิงก์อันตราย ตลอดจนสร้างความเสียหายและสูญเสียทรัพย์สินของประชาชนไปมากกว่านี้

ดูข้อมูลดิบได้ที่ https://rocketmedialab.co/database-short-drama-7apps-insights 

คุณอาจสนใจ