Connect with us

Hi, what are you looking for?

politics

การหายไปของ สข. ในกรุงเทพฯ กับปัญหาการช่วยเหลือประชาชนในช่วงน้ำท่วมที่ไม่ทั่วถึง

ภาพโดย สำนักงานเขตสายไหม
  • เมื่อเกิดภัยพิบัติ ผู้ว่าฯ กทม.ทำได้เพียง “ประสาน” และแจ้งขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่นๆ นอกสังกัด กทม. ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจ “สั่งการ” หน่วยงานของรัฐอื่นๆ  และกำกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติได้ตามมาตรา 15 พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
  • เมื่อเกิดภัยพิบัติ ในกรุงเทพฯ ระดับเขตที่มีประชากรส่วนใหญ่อยู่ที่ราวหนึ่งแสนคน ผู้ที่มีอำนาจสั่งการเมื่อเกิดภัยพิบัติ คือ ผอ.เขตที่เป็นข้าราชการ ต่างจากจังหวัดอื่น นายก อบต. และนายกเทศมนตรีสามารถสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเขตเทศบาลหรือเขตตำบลเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนได้ (มาตรา 20-21) และยังสามารถใช้จ่ายงบประมาณเพื่อช่วยเหลือประชาชนในเบื้องต้น โดยฉับพลันทันที
  • กรุงเทพฯ เคยมีสภาเขต (สข.) เขตละอย่างน้อย 7 คน เพื่อให้ประชาชนมีบทบาทพัฒนาเขตและสอดส่องดูแลการดำเนินงานของสำนักงานเขตที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผอ.เขต สภาเขตถูกระงับในยุครัฐประหาร 2557 ในยามที่เกิดภัยพิบัติ แต่ไม่มีตัวแทนจากการเลือกตั้งในระดับเขตคอยติดตามการทำงาน รวมทั้งเป็นตัวกลางสื่อสารระหว่างประชาชนกับหน่วยงานรัฐ

เหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานคร 2569 มีการตั้งข้อสังเกตถึงการบริหารจัดการความช่วยเหลือแก่ประชาชนว่า เหตุใดจึงไม่ทันต่อความต้องการของผู้ประสบภัย ทั้งที่กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบบพิเศษ  ซึ่งน่าจะดำเนินการได้อย่างราบรื่นในฐานะที่เป็นเมืองหลวงที่มีความพร้อม ช่วงเวลา 7 วันหลังจากน้ำท่วมสูงสุด ผู้ประสบภัยประสบปัญหารอบด้าน โดยที่ขาดการจัดการอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำเน่าเสีย ประชาชนไม่สามารถออกจากที่อยู่อาศัยได้ เสบียงอาหารไม่เพียงพอ ประชาชนต้องช่วยเหลือกันเอง นอกจากนี้ยังมีเรื่องสาธารณสุขที่ไม่เพียงผู้ประสบภัยมีอาการน้ำกัดเท้า แต่ยังมีเรื่องความเจ็บป่วยอื่นๆ อีก เช่น ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ป่วยที่ต้องฟอกไตตามกำหนด ประชาชนไม่รู้ว่า กทม. สำนักการแพทย์และสำนักอนามัย หรือสำนักงานเขตมีแนวทางอย่างไร ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเหล่านี้ นอกจากความพยายามที่จะทำให้ระบายน้ำให้เร็วที่สุด

กทม. ออกประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยครอบคลุม 50 เขต ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายนเพื่อให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ได้ จนกระทั่งผ่านมาเกือบ 1 สัปดาห์ กทม. จึงมีการตั้งหน่วยบัญชาการหน้าพื้นที่  ในวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ 4 จุดเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการระบายน้ำ กระจายอาหารและถุงยังชีพ ตลอดจนการเร่งรัดจัดการขยะ

ความโกลาหลในการบริหารจัดการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมของกรุงเทพมหานครนำมาสู่การเปรียบเทียบกับจังหวัดอื่นๆ การช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติในกรุงเทพฯ จากหน่วยงานรัฐในครั้งนี้ถูกตั้งคำถามว่า  เหตุใดกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงและมีทรัพยากรมากมายจึงดำเนินการอย่างไม่เต็มศักยภาพเท่าที่ควร จนมีการตั้งคำถามถึงระบบช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งอาหาร น้ำดื่ม จุดประสานงาน และทีมแพทย์เคลื่อนที่ว่า น้ำท่วมในท้องถิ่นอื่น หน่วยงานระดับ อบต. หรือเทศบาลอาจจะจัดการได้ดีกว่า

Rocket Media Lab มีข้อสังเกตว่า การขาดตัวแทนที่ใกล้ชิดกับประชาชน ในโครงสร้างบริหารท้องถิ่นของกรุงเทพมหานครที่ซับซ้อน อย่างตำแหน่ง สข. ในอดีต อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การจัดการในช่วงน้ำท่วมและหลังน้ำท่วม มีประสิทธิภาพน้อยกว่าที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นๆ

สายบัญชาการภัยพิบัติ กทม สั่งการได้แค่หน่วยงานในสังกัด

กรุงเทพมหานครมีผู้ว่าฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง และสามารถแต่งตั้งผู้บริหารที่เป็นรองผู้ว่าฯ ได้ไม่เกิน 4 คน เมื่อเกิดภัยพิบัติ ผู้ว่าฯ กทม. เป็นผู้อำนวยการกรุงเทพมหานคร จัดการภัยพิบัติในพื้นที่กรุงเทพมหานครตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 และมีอำนาจหน้าที่ในด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 โดยมีผู้อำนวยการเขต (ผอ.เขต) เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการกรุงเทพมหานคร ในมาตรา 32-36 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 กำหนดขอบเขตให้สั่งการส่วนราชการและเจ้าพนักงานของกรุงเทพมหานครให้รับผิดชอบทั้งป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ

ในกรณีของน้ำท่วมกรุงเทพฯ 2569 ที่เกิดขึ้นแล้ว ผู้ว่าฯ มีอำนาจหน้าที่ จัดอุปกรณ์เพื่อใช้ในการบรรเทาสาธารณภัย ดำเนินการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัย ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจเมื่อเกิดสาธารณภัยขึ้น รวมทั้งการประสานงานกับองค์การสาธารณกุศล (มาตรา 32-33) ผู้ว่าฯ กทม. มอบหมายให้ผอ.เขต เจ้าพนักงานในสำนักต่างๆ เช่น สำนักการระบายน้ำ สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักพัฒนาสังคม ดำเนินการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนตามขอบเขตอำนาจของตนเองได้ แต่ไม่สามารถสั่งการหน่วยงานอื่นๆ ได้ เช่น กรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดย ผู้ว่าฯ กทม.ทำได้เพียง “ประสาน” (มาตรา 32 วรรคสอง) และแจ้งขอความช่วยเหลือ ซึ่งหน่วยงานที่ได้รับแจ้งมีหน้าที่ต้องช่วยเหลือ (มาตรา 38)

ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจ “สั่งการ” หน่วยงานของรัฐอื่นๆ  และกำกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติได้ตามมาตรา 15

กรณีน้ำท่วมครั้งนี้เห็นได้ชัดเจนว่า แม้ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. จะประกาศให้ กทม.เป็นพื้นที่สาธารณภัย เปิดโอกาสให้หน่วยงานอื่นในพื้นที่เข้าช่วยเหลือได้ แต่น่าสนใจว่า กทม. ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานราชการนอกสังกัดกทม.หรือได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่นในพื้นที่บ้างหรือไม่ ดังที่พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งข้อสังเกตว่า การบริหารจัดการน้ำท่วมใน กทม.จึงมีความพิเศษในตัวเอง ซับซ้อนทั้งเงื่อนไขธรรมชาติ เงื่อนไขเศรษฐกิจ และเงื่อนไขในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับอำนาจในการบริหารพื้นที่ในช่วงก่อนภาวะฉุกเฉิน ช่วงภาวะฉุกเฉิน และหลังภาวะฉุกเฉิน

ตัวแทนประชาชน 1 เขต 1 คน พอไหมที่จะรับมือภัยพิบัติ

กรุงเทพมหานครมีโครงสร้างของเมืองที่ซับซ้อน เต็มไปด้วยความหลากหลายในมิติต่างๆ และมีผู้อาศัยไม่น้อยกว่า 5 ล้านคน การเชื่อมโยงระหว่างความต้องการของประชาชนที่กระจัดกระจายกับหน่วยงานภาครัฐที่มีอำนาจในการบริหารจัดการดำเนินการได้อย่างไร โดยเฉพาะในยามวิกฤติ

หากพิจารณาระดับย่อยกว่าระดับจังหวัด เขตน่าจะเป็นการแบ่งเขตปกครองที่เป็นทางการที่สุดและใกล้ชิดคนกรุงเทพฯ มากที่สุด ข้อมูลปี 2568 จำนวนประชากรใน 50 เขตมีความแตกต่างกว้างมาก อยู่ระหว่าง 18,329 -215,427 คน โดยมีค่ามัธยฐานอยู่ที่ 97,582 คน เช่นเดียวกับขนาดพื้นที่ซึ่งแตกต่างกันมากตั้งแต่ 1.42 -236.26 ตร.กม.

แต่ละเขตมีผอ.เขต 1 คน ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.บริหารราชการ กทม. ใช้งบประมาณ และกลไกอื่นๆ ของ กทม. ตามระบบราชการ และแต่ละเขตยังมีสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ที่มีมาจากการเลือกตั้ง เขตละ 1 คน ทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติพิจารณาและอนุมัติงบ กทม. ตรวจสอบฝ่ายบริหาร กทม. และเป็นสื่อกลางนำปัญหาของประชาชนเข้าสู่ที่ประชุมสภา กทม. ไม่มีอำนาจรัฐและทรัพยากร

ช่วงภัยพิบัติ ผอ.เขต ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ว่าฯ กทม. เป็นผู้รับผิดชอบต่อประชาชนในเขตนั้น ผอ.เขต ถูกจัดให้เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการกรุงเทพมหานคร ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีอำนาจสั่งการส่วนราชการและหน่วยงานของ กทม. ในเขตพื้นที่ให้ช่วยเหลือหรือร่วมมือ ทั้งนี้สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยงานสังกัด กทม. ที่มีภารกิจโดยตรงมีหน้าที่จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์เพื่อเป็นศูนย์ประสานงานและให้การสงเคราะห์ผู้ประสบภัย เช่น การมอบถุงยังชีพ เครื่องอุปโภคบริโภค ในกรณีที่ต้องการความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐอื่น ผู้ว่าฯ กทม. จะเป็นผู้แจ้งต่อหน่วยงานนั้น ขณะที่ สก.ทำได้เพียงช่วยเหลือเฉพาะหน้าเท่านั้น งบประมาณที่นำมาใช้จัดการภัยพิบัติช่วงเร่งด่วนเป็นงบกลางที่ผู้ว่าฯ กทม.ใช้สำรองจ่ายได้

ขณะที่กรุงเทพฯ สก. เป็นตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุดอยู่ในระดับเขต แต่ในจังหวัดอื่นๆ มีตัวแทนถึงระดับตำบลและเทศบาล ซึ่งได้แก่ สภาองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และสภาเทศบาลที่ทำหน้าที่ออกข้อบัญญัติ/เทศบัญญัติ อนุมัติงบประมาณ และตรวจสอบฝ่ายบริหารเช่นเดียวกัน แต่ละตำบลจะมีสมาชิก อบต. อย่างน้อย 6 คน มาจากหมู่บ้านละ 1 คน ส่วนเทศบาล ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการยกระดับจาก อบต. ที่กระทรวงมหาดไทยพิจารณาจากจำนวนประชากร การจัดเก็บรายได้ และศักยภาพของท้องถิ่นในการพัฒนาพื้นที่ ประกอบด้วย เทศบาลตำบล มีประชากรตั้งแต่ 7,000 คน เทศบาลเมือง มีประชากรตั้งแต่ 10,000 คน เทศบาลนคร ตั้งแต่ 50,000 คน ในเวลาปกติ อำนาจหน้าที่ของ อบต. และ เทศบาลไม่แตกต่างกันมากนัก เป็นการดูแลโครงสร้างพื้นฐานของประชาชนในพื้นที่ เช่น บำรุงรักษาถนน ไฟฟ้า ทางระบายน้ำ จัดการน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค

ช่วงภัยพิบัติ นายก อบต. และนายกเทศมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ ผู้อํานวยการท้องถิ่น ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยสามารถสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเขตเทศบาลหรือเขตตำบลเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนได้ (มาตรา 20-21) และยังสามารถใช้จ่ายงบประมาณเพื่อช่วยเหลือประชาชนในเบื้องต้น โดยฉับพลันทันที เพื่อการดำรงชีพหรือบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าได้ ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือประชาชนตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566 ซึ่งข้อ 4 ของระเบียบนี้หมายความถึงเฉพาะองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เท่านั้น ไม่รวมถึงกรุงเทพมหานคร

ตัวอย่างเช่น กรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ พฤศจิกายน 2568 แม้ภาพรวมจะถูกวิจารณ์ แต่ในระดับท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการช่วยเหลือประชาชนได้โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง ภายใน 24 ชั่วโมงแรก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งเปิดศูนย์พักพิง  จุดบริการกระสอบทราย เปิดโรงครัว แจกข้าวกล่อง  และจัดเตรียมพื้นที่รองรับยานพาหนะในสภาวะฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นเทศบาลนครหาดใหญ่ เทศบาลเมือง และทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนทันที

จะเห็นได้ว่าโครงสร้างการบริหารกรุงเทพฯ แตกต่างจากจังหวัดอื่นๆ ตรงที่มีผู้ว่าฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง ทำหน้าที่บริหารและกำหนดนโยบาย ข้าราชการในสำนักต่างๆ เป็นส่วนกลางแบ่งตามภารกิจหน้าที่ เช่น สำนักการโยธา สำนักการแพทย์ โดยมีสำนักงานเขตเป็นหน่วยบริหารท้องถิ่นแบ่งตามพื้นที่ 50 เขต ผอ.เขต ซึ่งเป็นข้าราชการประจำเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบบริการสาธารณะแก่ประชาชนในพื้นที่เขตนั้นโดยตรง แต่ละเขต สก.เป็นตัวแทนที่เลือกตั้งมาจากประชาชนทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ขณะที่จังหวัดอื่นๆ แม้ผู้ว่าฯ จะมาจากการแต่งตั้งจากส่วนกลาง แต่ตัวแทนที่ประชาชนเลือกมาในระดับท้องถิ่น ที่มาจากหมู่บ้าน และนายก อบต. หรือนายกเทศมนตรี ซึ่งถืออำนาจสั่งการและมีงบประมาณ จนอาจกล่าวได้ว่า เส้นทางจากความต้องการของประชาชนถึงผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจสั้นกว่าคนกรุงเทพฯ ทำให้การสั่งการและตอบสนองกับประชาชนได้รวดเร็วและตรงเป้าหมาย

เห็นได้ชัดเจนเมื่อเกิดภัยพิบัติ ในกรุงเทพฯ เส้นทางความช่วยเหลือระหว่างรัฐกับประชาชนขาดตอนที่ระดับเขตที่มีประชากรส่วนใหญ่อยู่ที่ราวหนึ่งแสนคน ผู้ที่มีอำนาจสั่งการเมื่อเกิดภัยพิบัติ คือ ผอ.เขตที่เป็นข้าราชการ ขณะที่ สก.ที่ประชาชนเลือกมาไม่มีทั้งอำนาจสั่งการและทรัพยากร ต่างจากจังหวัดอื่นที่ตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนสามารถดูแลได้อย่างทั่วถึงมากกว่า จนถึงระดับหมู่บ้าน

คนกรุงเทพฯ เคยมีผู้แทนระดับเขตอย่างน้อย 8 คน

หน้าที่ของ สก. ตามกฎหมายจะอยู่ที่การเป็นฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่ในสภากรุงเทพมหานคร แต่นอกสภา สก. ยังต้องทำหน้าที่ดูแลและเชื่อมประสานระหว่างกลุ่มคน หน่วยงานต่างๆ หลายเรื่อง ข้อจำกัดของบทบาทการเป็นตัวแทนของ สก. ที่ไม่ครอบคลุมคนในเขตนั้นได้เท่าที่ควร ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ สข. หรือสมาชิกสภาเขตหายไป

กรุงเทพมหานครเคยมีสภาเขต ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มาตรา 71 ที่กำหนดให้ แต่ละเขตมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต (สข.) เขตละอย่างน้อย 7 คน ถ้าเขตใดมีราษฎรเกิน 1 แสนคน ให้เพิ่มอีก 1 คนต่อราษฎรทุก 1 แสนคน เศษที่ถึง 5 หมื่นคนให้นับเป็น 1 แสนคน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี

มาตรา 79 ให้สภาเขตมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

(1) ให้ข้อคิดเห็นและข้อสังเกตเกี่ยวกับแผนพัฒนาเขตต่อผู้อำนวยการเขต และสภากรุงเทพมหานคร

(2) จัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาเขต ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรืองบประมาณรายจ่าย

(3) สอดส่องและติดตามดูแลการดำเนินการของสำนักงานเขต เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ราษฎร

(4) ให้คำแนะนำหรือข้อสังเกตต่อผู้อำนวยการเขต เกี่ยวกับการปรับปรุง หรือแก้ไขการบริการประชาชนภายในเขต หากผู้อำนวยการเขตไม่ดำเนินการใด ๆ โดยไม่แจ้งเหตุผลให้ทราบ ให้สภาเขตแจ้งให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครพิจารณาดำเนินการต่อไป

(5) ให้คำปรึกษาตามที่ผู้อำนวยการเขตร้องขอ

(6) แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อกระทำกิจการหรือพิจารณาสอบสวน หรือศึกษาเรื่องใด ๆ อันเกี่ยวกับการงานของสภาเขต ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครว่าด้วยการนั้น

(7) หน้าที่อื่น ๆ ตามที่กำหนดในกฎหมายหรือที่สภากรุงเทพมหานครมอบหมาย

ให้กรุงเทพมหานครจัดให้มีงบประมาณเพื่อการพัฒนาเขตตามความเหมาะสม ซึ่งการใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าวจะต้องได้รับการพิจารณาจัดสรรจากสภาเขตตาม (2)

สข.มีหน้าที่และอำนาจน้อยกว่าสมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) สมาชิกสภาเทศบาล (สท.) และ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) กลไก สข. มีขึ้นเพื่อให้ประชาชนมีบทบาทในการพัฒนาเขตและสอดส่องดูแลการดำเนินงานของสำนักงานเขตภายใต้การบังคับบัญชาของผอ.เขต แต่ สข.ไม่มีอำนาจในการถอดผอ.เขตทำได้เพียงให้ข้อคิดเห็น และมีอำนาจพิจารณาจัดสรรงบพัฒนาเขต หากผอ.เขต ไม่รับฟังต้องทำจดหมายถึงผู้ว่าฯ กทม. สภาเขตประชุมอย่างน้อยเดือนละครั้ง และ ผอ.เขตต้องเข้าประชุมชี้แจง (มาตรา 75–76)  และมีอำนาจพิจารณาจัดสรรงบพัฒนาเขต

สภาเขตถูกระงับในยุครัฐประหาร 2557 มีประกาศ คสช. ที่ 86/2557 นำโดยประยุทธ์ จันทร์โอชา ก่อนที่ วันที่ 16 เมษายน 2562 จะมีประกาศใช้พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2562 มาตรา 24  ระงับเลือกตั้ง สข. (มาตรา 71-80 ของ พ.ร.บ.บริหารราชการ กทม. 2528) ให้ เหลือแต่ ส.ก. จนกว่าปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ ตามข้อเสนอของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดยให้เหตุผลว่า มี สก.ทำหน้าที่นิติบัญญัติอยู่แล้ว และประชาชนไม่สนใจการเลือกตั้ง สข. ขณะเดียวกันก็มีแนวคิดที่จัดตั้ง “คณะกรรมการประชาคมเขต” ที่จะมาทำงานแทนที่ สข. โดยมาจากการแต่งตั้งของผอ.เขต เขตละ 20 คนด้วย ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็น

ผลจากการระงับ สข. จึงทำให้คนกรุงเทพฯ ไม่มีใครที่ทำหน้าที่จับตาผอ.เขต อย่างเป็นระบบ เพราะ สก.ก็ไม่ได้มีหน้าที่แบบเดียวกัน ซึ่ง สก. ทำหน้าที่ตรวจสอบผู้ว่าฯ กทม. การหายไปของ สข. เท่ากับว่าผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแต่ละเขตลดลงจากอย่างน้อย 8 คน (สก. 1 คน และ สข. 7 คน) เหลือเพียง 1 คน ซึ่งไม่สอดคล้องกับจำนวนประชาชนในพื้นที่ งานติดตามการทำงานของสำนักงานเขตและการรับเรื่องจากชุมชนตกไปอยู่กับ สก. ดังที่เราเห็นในปัจจุบัน ทั้งที่ สก. ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย

ช่องว่างที่เกิดขึ้นจากการหายไปของ สข. เห็นได้ชัดเจนที่สุดในยามที่เกิดภัยพิบัติ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ผอ.เขต ถืออำนาจสั่งการและใช้ทรัพยากรมากที่สุด แต่ไม่มีตัวแทนจากการเลือกตั้งในระดับเขตคอยติดตามการทำงาน รวมทั้งเป็นตัวกลางสื่อสารระหว่างประชาชนกับหน่วยงานรัฐ

ข้อต่อที่หายไปในการบริหารเมืองที่ซับซ้อน

อันที่จริงกรุงเทพฯ มีประชากรไม่น้อยกว่าเทศบาลเมืองและเทศบาลนครในหลายพื้นที่ ขณะที่เทศบาลมี สท. หลายคน แต่ กรุงเทพฯ ไม่มีตัวแทนในระดับนี้ ต่างจากในต่างจังหวัดที่มีตัวแทนดูแลกันในระดับหมู่บ้าน หากเทียบเฉพาะชุมชนเมือง สัดส่วนของประชากรต่อตัวแทนที่ใกล้ชิดประชาชนที่สุดของจังหวัดอื่นๆ ที่เป็นเทศบาลนครที่มีสมาชิก 24 คน ต่อประชากร 50,000 คน จะได้สัดส่วน สท. 1 คนต่อประชากรราว 2,000 คน ตามเกณฑ์ประชากรขั้นต่ำ ขณะที่กรุงเทพฯ เขตมีประชากรน้อยที่สุด 18,329 คน ก็มี สก.เพียง 1 คนเท่านั้น นอกจากนี้ตัวเลขในทะเบียนบ้านต่ำกว่าคนที่อยู่อาศัยจริงมากอีกด้วย

หากพิจารณาจากสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงน้ำท่วม กลไกที่หายไปในระดับเขตมี 2 ชั้น ชั้นแรก ตัวแทนที่ประชาชนเลือกมาเพื่อรับเรื่อง ส่งต่อความต้องการ และติดตามการทำงานของสำนักงานเขต ซึ่งเป็นบทบาทที่ สข. เคยทำ อีกชั้นหนึ่งผู้ที่มีอำนาจสั่งการและมีงบประมาณในพื้นที่ที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนโดยตรง เช่นเดียวกับนายก อบต. หรือนายกเทศมนตรี

ที่ผ่านมามีเสียงเรียกร้องให้ฟื้นฟูสภาเขตเพื่อให้ประชาชนมีตัวแทนระดับพื้นที่ เชื่อมท้องถิ่นที่ทำให้แก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด เพราะแม้ กทม.จะมีช่องทางอื่นๆ เช่น กรรมการชุมชน แต่ก็ไม่ใช่ผู้แทนตามกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น และไม่มีอำนาจหรืองบประมาณตามกฎหมาย

ที่ประชุมสภากรุงเทพมหานคร ใน ปี 2565 นภาพล จีระกุลและสุทธิชัย วีรกุลสุนทร สก. เสนอญัตติ ขอให้ กทม.เร่งรัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต (สข.) โดยกล่าวว่า การมีสข.เป็นการกระจายอำนาจ ที่ผ่านมามีความผูกพันระหว่างประชาชนกับ สข. ในพื้นที่ ปัจจุบันเหลือ สก. เพียงคนเดียว ซึ่งทำงานโดยที่ผู้ช่วย สก. ไม่ได้ค่าตอบแทน ประชาชนจึงขาดตัวแทนที่ช่วยอำนวยความสะดวกและตรวจสอบการทำงานของผอ.เขต พร้อมกับคัดค้านแนวคิดกรรมการประชาคมเขต เพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและไม่มีอำนาจตรวจสอบการทำงานของผอ.เขต ได้

หลังจากประกาศระงับ สข. ออกมาในเดือนเมษายน ปี 2562 พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นร่างแก้ไข พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ฟื้นคืนการเลือกตั้ง สข. ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน โดยให้เหตุผลว่าเพื่อให้ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งผู้แทนระดับท้องถิ่นที่ทำงานใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด และมีผู้แทนของประชาชนร่วมพัฒนาเขต

นอกจากนี้ยังมีข้อเสนออื่นๆ อีกเพื่อให้การทำงานของเขตยึดโยงกับประชาชนมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็น การเลือกตั้งผอ.เขต หรือนโยบายของพรรคก้าวไกล (ในขณะนั้น) เมื่อปี 2566 ที่เสนอให้มี “นายกเขต” ลักษณะเดียวกับ นายก อบต.หรือนายกเทศมนตรี และเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารเขตให้มีสภาเขตจากการเลือกตั้ง ปรับบทบาท ผอ.เขตจากการแต่งตั้งให้เป็นปลัดเขต ในปี 2569 พรรคประชาชนได้ยื่นร่างแก้ไข พ.ร.บ.ฯ แล้ว เมื่อเดือนเมษายน

แม้จะยังไม่มีความคืบหน้าอื่นๆ เพิ่มเติมอีกนับตั้งแต่การระงับสภาเขต ปี 2562 แต่หลายฝ่ายเห็นไปในแนวทางเดียวกันว่า กทม.จำเป็นจะต้องเพิ่มตัวแทนในระดับเขตเป็นหนึ่งในกลไกเชื่อมโยงกับประชาชน ช่องว่างที่เป็นอยู่สะท้อนปัญหาชัดเจนเมื่อเกิดวิกฤติ ซึ่งคนกรุงเทพฯ หลายล้านคนไม่มีตัวแทนที่เป็นปากเสียงให้กับตนเองมากเท่าที่ควรจะเป็น

ดังที่เห็นจากน้ำท่วม 2569 สก. แต่ละเขตต้องใช้ทรัพยากรของตัวเอง จัดหาอาหาร หาเรือ ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อระบายน้ำ ทั้งเปิดช่องทางสื่อสารกับประชาชนของตัวเองและกับสำนักงานเขต ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่ากำลังคนไม่เพียงพอต่อความเดือดร้อนของประชาชน ขณะที่ กทม. ใช้แพลตฟอร์ม Traffy Fondue เป็นหนึ่งในช่องทางรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ซึ่งไม่แน่ชัดว่าได้ผลมากน้อยเพียงใด สำหรับประชาชนที่มีโรคประจำตัวและต้องพบแพทย์ตามเวลาก็ไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือ เช่น ผู้ป่วยที่ต้องฟอกไตทุกวันในเคหะร่มเกล้า ต้องติดอยู่ในบ้าน 3 วัน หรือโรคน้ำกัดเท้า ที่ไม่มีหน่วยงานใดมาแจกจ่ายยา ปัญหาสาธารณสุขต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างน้ำท่วมส่งผลให้พรรคประชาชนต้องประกาศรับอาสาสมัครเพื่อออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้บริการตรวจรักษาพี่น้องประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม

กรุงเทพฯ มีความซับซ้อนของเมืองและเต็มไปด้วยปัญหาย่อยมากมายและมีพลวัต แต่ละเขตมีชุมชนหลายรูปแบบ เช่น ชุมชนแบบเดิมที่อยู่กันมานาน ชุมชนผู้ที่อยู่ในอาคารสูง หมู่บ้านที่เกิดขึ้นใหม่ในพื้นที่ซึ่งเคยเป็นเกษตรกรรม การบริหารเขตที่ยึดเอาแต่นโยบายจากส่วนกลางซึ่งมาจากผู้ว่าฯ กทม. แบบเดียวกันหมดโดยมีสำนักงานเขตเป็นผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ ไม่สามารถนำความต้องการของประชาชนไปถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจดังเช่นท้องถิ่นอื่นของประเทศได้

น้ำท่วม 2569 จึงไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหาการระบายน้ำ แต่ทำให้เห็นว่า เมืองหลวงที่มีทรัพยากรมากที่สุดของประเทศยังขาดกลไกที่จะพาความต้องการของประชาชนไปถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจได้ทันในยามวิกฤติ

คุณอาจสนใจ