Connect with us

Hi, what are you looking for?

politics

เลือกตั้ง กทม. : กรุงเทพฯ หาเงินจากไหน ใช้เงินไปกับการพัฒนาในด้านใดบ้าง

  • รายได้ของกทม. ประมาณ 1 ใน 3 มาจากรายได้ที่ กทม. จัดเก็บเอง ก่อนปี 2562 รายได้หลักมาจาก ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ซึ่งถือเป็นสัดส่วนเกือบ 80% ของรายได้ทั้งหมดในส่วนที่ กทม. จัดเก็บเอง ซึ่งต่อมาเปลี่ยนมาเป็นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
  • รายได้ภาษีที่สูงที่สุดในหมวดรายได้ที่ส่วนราชการอื่นจัดเก็บให้คือภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งสูงถึงเกือบ 50% ของรายได้ในหมวดหมู่อื่นๆ ในส่วนที่ส่วนราชการอื่นจัดเก็บให้ และสูงที่สุดในบรรดารายได้ของกรุงเทพฯ และสูงกว่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ในระบบเดิม) อันเป็นรายได้ที่สูงเป็นอันดับหนึ่งในส่วนที่ กทม.จัดเก็บเองเกือบเท่าตัว 
  • ปี 2567 กรุงเทพฯ จัดเก็บรายได้ได้ 93,231.93 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่เก็บได้ 95,555.76 ล้านบาท โดยในภาพรวมรายได้หลักของกรุงเทพฯ นั้นมาจากภาษีมูลค่าเพิ่มคิดเป็นสัดส่วนกว่า 37.24% รองลงมาคือภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์และล้อเลื่อน เกือบ 18% ตามมาด้วยภาษี/ค่าจดทะเบียนสิทธิ/นิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์
  • การใช้งบประมาณรายปีของสำนักต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานคร จะเห็นว่า แม้สำนักการโยธาจะเป็นสำนักที่ได้งบประมาณมากเป็นอันดับหนึ่งเรื่อยมา แต่ในช่วงหลัง 10 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2555) เราจะเริ่มเห็นงบประมาณของสำนักสิ่งแวดล้อมสูงขึ้นเรื่อย ๆ และในหลาย ๆ ปีสูงกว่าสำนักการโยธาอีกด้วย เช่นเดียวกับสำนักระบายน้ำที่ตีควบคู่กันมา
  • กทม. มีแผนที่จะจัดเก็บภาษีประเภทอื่นเพิ่มเติมในอนาคต โดยเฉพาะภาษีค่าธรรมเนียมผู้พักในโรงแรม ในอัตราไม่เกินร้อยละ 3 ของค่าเช่าห้องพัก คาดว่าจะสามารถจัดเก็บได้ประมาณ 1,022 ล้านบาท/ปี ภาษียาสูบ ในอัตรามวลละ 10 สตางค์ ก็จะสามารถเก็บภาษีเพิ่มได้ปีละประมาณ 330 ล้านบาท หรือการเพิ่มภาษีน้ำมันจาก 5 สตางค์ต่อลิตร เป็น 10 สตางค์ต่อลิตร ซึ่งก็จะเพิ่มรายได้ให้ กทม. ได้อีกประมาณ 390 ล้านบาท/ปี โดยนอกจากภาษีเหล่านี้แล้ว ในอนาคตยังมีการแนวคิดการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมอีกด้วย 

หลังจากกรุงเทพมหานครได้รับการจัดตั้งเทศบาลนครกรุงเทพ ในปีพ.ศ. 2479 ภายใต้พระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 ก็ทำให้กรุงเทพฯ มีรายได้โดยส่วนหนึ่งมาจากรัฐบาลและส่วนหนึ่งมาจากการจัดเก็บรายได้ด้วยตนเอง ซึ่งในขณะนั้นนอกจากกรุงเทพฯ จะจัดตั้งเป็นจัดตั้งเทศบาลนครกรุงเทพ ฝั่งธนเองก็ได้รับการจัดตั้งเป็นเทศบาลนครธนบุรีด้วย 

จากนั้นก็มีประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 24 และ 25 ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2514 ให้รวมจังหวัดพระนครกับจังหวัดธนบุรีเป็นนครหลวงกรุงเทพธนบุรี ต่อมาในปีพ.ศ.2515 จากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 335 ซึ่งทำให้เทศบาลนครกรุงเทพธนบุรีเปลี่ยนเป็นองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ โดยมีการกำหนดให้รายได้และรายจ่ายของกรุงเทพมหานครเป็นไปตามกฎหมายที่จะได้มีการกำหนดใหม่ต่อไป ซึ่งก็คือพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2518 และหลังจากนั้นก็คือพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528

ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีรายได้แบ่งเป็น 2 ประเภทได้แก่

  1. รายได้ที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเอง ได้แก่
    1. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เก็บจากผู้ที่ถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งห้องชุด บ้าน โรงเรือน อาคาร ตึก ตึกแถว หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นใดที่มีลักษณะให้บุคคลใช้เพื่อการอยู่อาศัย หรือปล่อยเช่า โดยเป็นภาษีที่เพิ่มจะมีการตัดเก็บในปี 2563 ตามพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 โดยจะมาใช้แทนภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการจัดเก็บ เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บและสอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบันมากขึ้น 
    2.  ภาษีบำรุงท้องที่ แม้จะถูกยกเลิกโดยการจัดเก็บภาษีใหม่คือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แต่ก็ยังมีรายได้จากการตกค้าง
    3. ภาษีโรงเรือนและที่ดิน แม้จะถูกยกเลิกโดยการจัดเก็บภาษีใหม่คือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แต่ก็ยังมีรายได้จากการตกค้าง
    4. ภาษีป้าย ภาษีที่จัดเก็บจากป้ายโฆษณาเพื่อการค้า
    5. ภาษีบำรุงกทม.สำหรับน้ำมัน เริ่มจัดเก็บในปี 2559 โดยเก็บจากผู้ประกอบการค้าปลีกขายน้ำมัน
    6. ภาษีการพนัน โดยปกติเป็นภาษีในส่วนที่ราชการอื่นจัดเก็บให้ แต่ย้ายมาเป็นกทม.จัดเก็บเองตั้งแต่ปี 2563 โดยเก็บจากสนามแข่งม้า ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงแห่งเดียวคือ สมาคมราชกรีฑาสโมสร 
    7. อากรฆ่าสัตว์ เก็บจากโรงฆ่าสัตว์
    8. ค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาต ค่ารับและค่าบริการ เก็บจากงานบริการต่างๆ ของกทม. เช่น ค่าเก็บขยะ ค่าทำบัตรประชาชน ค่าธรรมเนียมตามกฎหมายควบคุมอาคาร
    9. รายได้จากทรัพย์สิน เก็บจากค่าเช่าอาคารสถานที่ที่กทม. เป็นเจ้าของ
    10. รายได้จากสาธารณูปโภค การพาณิชย์และกิจกรรมอื่นๆ เก็บจากโรงรับจำนำและตลาดที่เป็นของกทม.
    11. ค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย เพิ่งเริ่มจัดเก็บตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568
    12. รายได้เบ็ดเตล็ด เป็นรายได้อื่นๆ ของกทม.และเงินเหลือจ่ายจากปีที่ผ่านมาที่ส่งคืน 
  2. รายได้ที่ส่วนราชการอื่นจัดเก็บให้
    1. ภาษีมูลค่าเพิ่ม เก็บจากการซื้อสินค้าและบริการที่เกิดขึ้นในกทม.
    2. ภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์และล้อเลื่อน เป็นภาษีที่กรมการขนส่งทางบกจัดเก็บจากภาษีรถยนต์และอื่นๆ และจัดสรรให้กับกทม. 
    3. ภาษีสุรา เนื่องจากมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ซึ่งได้ยกเลิกพระราชบัญญัติจัดสรรเงินภาษีสุรา พ.ศ. 2527 ส่งผลให้ไม่มีการจัดเก็บภาษีสุราตั้งแต่เดือนกันยายน 2560
    4. ภาษีสรรพสามิต เป็นภาษีที่จัดเก็บจากสินค้าและการบริการบางประเภทโดยกรมสรรพสามิต เช่น สุรา โดยคำนวณตามสัดส่วนจานวนประชากรตามหลักฐานทะเบียนราษฎร และจัดสรรให้ในแต่ละท้องถิ่น
    5. ภาษีและค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิ/นิติธรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ เป็นภาษีที่กรมที่ดินจัดเก็บได้ โดยมาจากการภาษีและค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน/นิติกรรมอสังหาริทรัพย์ เช่น บ้าน คอนโดมิเนียม 
    6. ภาษีธุรกิจเฉพาะ เก็บจากบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ทำธุรกิจ ดังเช่น ธุรกิจเครดิต  เงินทุน หลักทรัพย์ ประกันชีวิต รับจำนำ ขายค้ากำไรอสังหาริมทรัพย์ ขายหลักทรัพย์ ฯลฯ 
    7. ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขายสุรา เป็นภาษีที่เพิ่งจะมีการจัดเก็บในปี 2562 โดยเก็บจากการร้านค้าขายส่ง ขายปลีก และร้านค้าทั่วไป
    8. ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตเล่นการพนัน เป็นภาษีที่เพิ่งจะมีการจัดเก็บในปี 2562 โดยเก็บจากการขออนุญาตเพื่อจัดให้มีการเล่นการพนันประเภทใดประเภทหนึ่งตามพระราชบัญญัติการพนัน เช่น ขายสลากกินแบ่ง แข่งม้า มวย หรือการต่อสู้ของสัตว์ 
    9. ค่าปรับผู้ละเมิดกฎจราจร เป็นภาษีที่เพิ่งจะมีการจัดเก็บในปี 2562 โดยจัดเก็บจากผู้ที่ละเมิดกฎจราจรโดยสานักงานตำรวจแห่งชาติและแบ่งให้แก่กรุงเทพมหานคร ในอัตราร้อยละ 50 ของจำนวนเงินค่าปรับ 

ในปี 2567 กรุงเทพฯ จัดเก็บรายได้ได้ 93,231.93 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่เก็บได้ 95,555.76 ล้านบาท โดยในภาพรวมรายได้หลักของกรุงเทพฯ นั้นมาจากภาษีมูลค่าเพิ่มคิดเป็นสัดส่วนกว่า 37.24% รองลงมาคือภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์และล้อเลื่อน เกือบ 18% ตามมาด้วยภาษี/ค่าจดทะเบียนสิทธิ/นิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์

รายรับที่ กทม. จัดเก็บเอง มาจากค่าอะไรบ้าง 

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่ารายได้ของกทม. ประมาณ 1 ใน 3 มาจากรายได้ที่ กทม. จัดเก็บเอง ก่อนปี 2562 รายได้หลักมาจาก ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ซึ่งถือเป็นสัดส่วนเกือบ 80% ของรายได้ทั้งหมดในส่วนที่ กทม. จัดเก็บเอง ซึ่งต่อมาเปลี่ยนมาเป็นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 โดย ยกเลิกภาษีภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ ในปี 2563 เป็นปีแรกที่มีการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แต่เนื่องจากมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2563 ลดจํานวนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากโควิด-19 จึงทำให้ในปี 2563 และ 2564 เก็บภาษีส่วนนี้ต่ำกว่าประมาณการ ปี 2565 เป็นต้นมา ภาษีการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเริ่มใกล้เคียงกับภาษีโรงเรือนและที่ดินก่อนหน้านี้ โดยปี 2565 กทม. มีรายได้ 13,239.03 ล้านบาท ปี 2567 มี 17,178.50 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในปี 2568 รายรับของกทม.ยังรวมถึง ค่าธรรมเนียมน้ำเสีย ซึ่งตั้งแต่ 1 กันยายน 2568 กทม. เริ่มดำเนินการจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียแล้ว โดยคิดจากปริมาณการใช้น้ำเดือนก.ย. 68 ที่ร้อยละ 80 คูณด้วยอัตราค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย จัดเก็บเฉพาะพื้นที่บริการบำบัดน้ำเสีย 22 เขต อัตราการจัดเก็บขึ้นอยู่กับประเภทของแหล่งกำเนิดน้ำเสีย

รายรับที่ส่วนราชการอื่นจัดเก็บให้ มาจากค่าอะไรมากที่สุด

ในส่วนของรายได้ที่ส่วนราชการอื่นจัดเก็บให้นั้น จากข้อมูลจะพบว่า รายได้ภาษีที่สูงที่สุดในหมวดนี้ก็คือภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งสูงถึงเกือบ 50% ของรายได้ในหมวดหมู่อื่น ๆ ในส่วนที่ส่วนราชการอื่นจัดเก็บให้ และสูงที่สุดในบรรดารายได้ของกรุงเทพฯ และสูงกว่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ในระบบเดิม) อันเป็นรายได้ที่สูงเป็นอันดับหนึ่งในส่วนที่ กทม.จัดเก็บเองเกือบเท่าตัว ภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนนี้ได้มาจากการจับจ่ายใช้สอยสินค้าและบริการทั้งหมดบนพื้นที่กรุงเทพมหานคร

โดยปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีประชากรตามทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 อยู่ที่ 5,422,568 คน แต่ประชากรที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ จริงๆ นั้น รวมถึงผู้ที่ไม่ได้มีชื่อในทะเบียนราษฎรของกรุงเทพมหานคร ที่เข้ามาอาศัยในเมืองหลวงด้วยการย้ายเข้ามาทำงาน เรียนหนังสือ หรือแม้กระทั่งเข้ามาใช้ชีวิตเป็นประชากรแฝงในช่วงกลางวันหรือกลางคืนอีกกว่า 2 ล้านคน ประชากรกว่า 2 ล้านคนเหล่านี้คือผู้ที่มีส่วนเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กลายมาเป็นรายได้เข้าสู่กรุงเทพมหานคร ในการนำไปใช้พัฒนาเมืองหลวงแห่งนี้

กรุงเทพฯ ใช้เงินไปกับการพัฒนาในด้านใดบ้าง

เมื่อเรานำเอางบประมาณจากสำนักต่าง ๆ ทั้งหมด 22 สำนัก ตั้งแต่ปี 2516-2569 โดยยึดจากสำนักที่มีอยู่ในปัจจุบัน และควบรวมตัวเลขงบฯ จากสำนัก ฝ่าย กอง ในอดีตที่ย้ายมาอยู่ภายใต้สำนักในปัจจุบัน ก็อาจจะทำให้เห็นความเป็นมา ทิศทาง แนวโน้ม ในการแก้ปัญหาหรือพัฒนากรุงเทพฯ โดยการใช้งบประมาณตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน จะพบว่า สำนักที่ใช้งบประมาณมากที่สุดคือสำนักการโยธา จำนวน 209,471.01 ล้านบาท สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะกรุงเทพฯ ต้องวางรากฐานการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทั้งหลาย และโครงการการก่อสร้างนั้นก็ใช้เงินมหาศาล แต่ในขณะเดียวกัน จากการศึกษาข้อมูลจะพบว่าในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของสำนักการโยธาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้น มีตั้งแต่การทำถนน ทางเดินเท้า สะพาน ที่ทำการของหน่วยงานต่างๆ รวมไปถึงระบบจราจรด้วย เนื่องด้วยสำนักการจราจรและขนส่งนั้นเพิ่งจะตั้งขึ้นเมื่อปี 2538 นี่เอง จึงอาจกล่าวได้ว่าการใช้งบประมาณฯ ส่วนมากของกรุงเทพฯ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเป็นการนำงบฯ ไปใช้การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งไม่ใช่แค่ขอบข่ายหน้าที่ตามการทำงานของสำนักการโยธาในแบบปัจจุบัน

อันดับต่อมาก็คือสำนักสิ่งแวดล้อม จำนวน 163,170.42 ล้านบาท ซึ่งเดิมคือสำนักรักษาความสะอาดในอดีต เน้นดูแลเรื่องขยะของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมาตั้งแต่กรุงเทพมหานครเป็นองค์การปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษมาตั้งแต่ปี 2515 ปัญหาเรื่องเมืองสกปรกนั้นอยู่คู่กับกรุงเทพฯ มาแต่ไหนแต่ไร ทั้งนี้พบว่าในขณะที่กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงที่กำลังเติบโต แต่กรุงเทพฯ กลับไม่มีบ่อฝังกลบขยะมาตั้งแต่ต้น แต่ใช้วิธีการนำขยะที่เก็บจากบ้านเรือนไปทิ้งตามที่รกร้างว่างเปล่า อีกทั้งไม่มีบุคลากร และรถเก็บขยะเพียงพอจึงทำให้ขยะตกค้างจำนวนมาก งบประมาณส่วนใหญ่จึงอยู่ที่การสร้างประสิทธิภาพในการจัดเก็บและกำจัดขยะ ซึ่งเป็นมาจนถึงปัจจุบัน 

แต่สำหรับงานด้านสิ่งแวดล้อมนั้น เดิมทีเรื่องสวนสาธารณะอยู่ภายใต้สำนักสวัสดิการสังคม ก่อนจะย้ายเข้ามารวมกันจนเกิดเป็นสำนักสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ซึ่งปัญหาใหญ่ของการสร้างสวนสาธารณะตั้งแต่แผนพัฒนาฉบับที่หนึ่งก็คือ กรุงเทพมหานครคือไม่มีงบประมาณมากพอที่จะซื้อที่ดินมาจัดทำสวนสาธารณะให้เพียงพอได้ โดยสวนสาธารณะหลายแห่งในกรุงเทพฯ เกิดขึ้นทั้งจากการที่กรุงเทพฯ ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลในช่วงแรกๆ รวมไปถึงเกิดจากโครงการของรัฐบาล หรือโครงการพระราชดำริโดยตรง 

อันดับที่สามคือสำนักระบายน้ำ จำนวน 162,687 ล้านบาท โดยสำนักระบายน้ำนั้นดูแลทั้งเรื่องน้ำท่วมและน้ำเสีย จากข้อมูลแม้สำนักระบายน้ำจะอยู่ในอันดับที่สาม แต่จากข้อมูลข้อบัญญัติงบประมาณที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามีการตั้งงบฉุกเฉิน งบกลาง หรือเงินอุดหนุนจากรัฐบาลมาใช้เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมเรื่อยมา สะท้อนให้เห็นสภาพปัญหาที่เรื้อรังของกรุงเทพฯ โดยแผนพัฒนาฉบับที่สองกล่าวไว้ว่ากรุงเทพฯ เกิดน้ำท่วมบ่อยครั้งเนื่องจากน้ำทะเลหนุนสูงและน้ำที่ไหลลงมาจากทางเหนือ รวมไปถึงการขาดประสิทธิภาพในการระบายน้ำในพื้นที่เมืองชั้นใน

ดังนั้น ปัญหาการแก้ปัญหาน้ำท่วมจึงมีทั้งมิติการใช้งบประมาณ และมิติเชิงโครงสร้างอำนาจซ้อนทับอีกที เนื่องด้วยกรุงเทพฯ เองไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้โดยลำพังหากปราศจากรัฐบาล จังหวัดรอบข้างที่เป็นทางผ่านของน้ำ ไม่ว่าจะนำทะเลหรือน้ำเหนือ แต่กรุงเทพฯ เองกลับพยายามทุ่มงบฯ ไปที่การพยายามแก้ปัญหาการระบายน้ำไปที่โครงการขนาดใหญ่อย่างเดียว ดังเช่นที่เราเห็นจากเรื่องอุโมงค์ระบายน้ำที่ล้มเหลวที่ผ่านมา

ปัญหาการใช้งบประมาณในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ ที่มีมิติเชิงโครงสร้างอำนาจซ้อนทับยังมีในส่วนอื่น ๆ อีกมากมาย ดังเช่นในข้อมูลจะเห็นได้ว่าสำนักการแพทย์ สำนักการจราจรและขนส่ง หรือสำนักการศึกษา นั้นใช้งบประมาณมากเป็นอันดับรองๆ ลงมา แต่ในขณะเดียวกันการทำงานของแต่ละสำนักนี้ ยังซ้อนทับไปด้วยองค์กรอื่น ๆ อีกมากมาย อันเนื่องด้วยกรุงเทพฯ นั้นถือเป็นเมืองหลวงของประเทศ เช่น สำนักการจราจรและขนส่ง มีทั้งทางด่วนที่สร้างโดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ถนนวงแหวนที่เป็นผลมาจากพระราชดำริ หรือแม้กระทั่งกระทรวงคมนาคมหรือกรมทางหลวง ในขณะที่สำนักการแพทย์ก็มีกระทรวงสาธารณสุข หรือสำนักการศึกษาก็มีกระทรวงศึกษาธิการ งบประมาณฯ ของกรุงเทพฯ ที่รายเขตใช้จ่ายไปยังเรื่องการศึกษาในโรงเรียนในแต่ละเขตส่วนมากในปัจจุบันจึงเป็นเพียงเงินค่าอาหารกลางวัน ค่านม โครงการการศึกษาต่าง ๆ ที่ไม่ใช่การพัฒนาการศึกษาโดยตรง

จากการใช้งบประมาณรายปีของสำนักต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานคร จะเห็นว่า แม้สำนักการโยธาจะเป็นสำนักที่ได้งบประมาณมากเป็นอันดับหนึ่งเรื่อยมา แต่ในช่วงหลัง 10 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2555) เราจะเริ่มเห็นงบประมาณของสำนักสิ่งแวดล้อมสูงขึ้นเรื่อย ๆ และในหลาย ๆ ปีสูงกว่าสำนักการโยธาอีกด้วย เช่นเดียวกับสำนักระบายน้ำที่ตีควบคู่กันมา

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางอากาศ น้ำเสีย การขาดพื้นที่สีเขียว น้ำท่วม ฯลฯ กลายมาเป็นปัญหาใหญ่ของกรุงเทพฯ ในปัจจุบัน ในขณะที่โครงสร้างพื้นฐานอาจจะมีนั้นมีเพียงแค่ปัญหาการบำรุงรักษา เพราะในช่วงแรกจากแผนพัฒนาฉบับแรก ๆ นั้น กรุงเทพฯ ให้ความสำคัญอย่างมากกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานไปแล้ว ปัจจุบันจึงเป็นการให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น หรือในอีกแง่หนึ่งก็อาจมองได้ว่า กรุงเทพฯ มีปัญหาเรื้อรังคือปัญหาสิ่งแวดล้อมที่แก้ไขไม่ได้สักที และหากพิจารณาในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจาก งบฯ 3 สำนักที่ได้มากที่สุด คือ โยธา สิ่งแวดล้อม ระบายน้ำ ซึ่งคำนวณรวมกันแล้วมากกว่าครึ่งหนึ่งของงบฯ ทั้งหมดของกรุงเทพฯ ยิ่งจะเห็นว่ากรุงเทพฯ กำลังมีแนวโน้มหรือปัญหาในเรื่องใด

รายได้พอไหม วางแผนอนาคตไว้อย่างไรบ้าง 

จากรายงานข่าวในช่วงที่ผ่านมาที่ปรากฏว่ากทม. มีรายรับสูงกว่ารายจ่ายตามงบประมาณเป็นจำนวนเงินรวม 5,395,569,089.44 บาท ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดเก็บรายได้ที่สูงกว่าประมาณการ ควบคู่ไปกับการเบิกจ่ายงบประมาณที่ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งทำให้เกิดการถกเถียงกันอย่างมากในโซเชียลมีเดีย

อย่างไรก็ตาม แม้ กทม. จะมีรายรับสูงกว่ารายจ่ายตามงบประมาณ แต่ กทม. เองก็มีแผนที่จะแก้ไขพรบ.ปี 2528 เพื่อให้สามารถจัดเก็บภาษีประเภทอื่นเพิ่มเติมได้ในอนาคต โดยเฉพาะภาษีค่าธรรมเนียมผู้พักในโรงแรม ซึ่งเป็นภาษีที่ อบจ. มีอำนาจในการเก็บได้ โดยกทม. เป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก และมีจำนวนโรงแรมที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายรวมกว่า 1,222 แห่ง (มีห้องพักรวมเกือบ 140,000 ห้อง) หากรวมถึงที่พักประเภทอื่นๆ เช่น โฮสเทลและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ อาจจะสูงถึง 8,300 แห่งเลยทีเดียว ซึ่งหากสามารถจัดเก็บภาษีค่าธรรมเนียมผู้พักในโรงแรมในอัตราไม่เกินร้อยละ 3 ของค่าเช่าห้องพัก คาดว่าจะสามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียนจากผู้พักในโรงแรมได้ประมาณ 1,022 ล้านบาท/ปี

ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีการนำเสนอแนวคิดการจัดเก็บภาษียาสูบ ซึ่งเป็นภาษีที่ อบจ. มีอำนาจในการจัดเก็บเช่นเดียวกัน ซึ่งหากจัดเก็บภาษียาสูบในอัตรามวลละ 10 สตางค์ ก็จะสามารถเก็บภาษีเพิ่มได้ปีละประมาณ 330 ล้านบาท หรือการเพิ่มภาษีน้ำมันจาก 5 สตางค์ต่อลิตร เป็น 10 สตางค์ต่อลิตร ซึ่งก็จะเพิ่มรายได้ให้ กทม. ได้อีกประมาณ 390 ล้านบาท/ปี 

โดยนอกจากภาษีเหล่านี้แล้ว ในอนาคตยังมีการแนวคิดการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม จากผู้ก่อมลพิษประเภทต่างๆ ซึ่งนอกจากจะเป็นเครื่องมือในการดูแลควบคุมปัญหาสิ่งแวดล้อมใน กทม. แล้ว ยังนำมาสู่การสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับ กทม. อีกด้วย 

ดูข้อมูลที่ https://rocketmedialab.co/database-bkkelection69-budget/

คุณอาจสนใจ