มองกทม. ผ่านแผนพัฒนา
ทิศทางการพัฒนาที่ปรากฏในแต่ละแผนกรุงเทพมหานครจะสอดรับกับสภาพปัญหาในแต่ละช่วงเวลานั้น ด้วยตั้งเป้าหมายว่าต้องการเห็นกรุงเทพฯ เป็นอย่างไร โดยในภาพรวมจะพบว่าแผนพัฒนากรุงเทพฯ ทั้ง 9 ฉบับ ส่วนใหญ่ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ครอบคลุมเรื่อง ที่ดินและผังเมือง การจราจร การระบายน้ำ การกำจัดน้ำเสีย ขยะมูลฝอย การศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม พัฒนาชุมชน และสวัสดิการสังคม
มีหลายประเด็นปัญหาที่ยังปรากฏในแต่ละแผนจนถึงปัจจุบัน เสมือนเป็นปัญหาเรื้อรังที่ยังไม่สามารถแก้ไขให้สำเร็จได้ เช่น การจัดการขยะมูลฝอย การจราจร น้ำเสีย น้ำท่วมและการระบายน้ำ สาธารณสุข เศรษฐกิจปากท้องประชาชน

สำหรับจุดเน้นของแผนพัฒนากรุงเทพมหานครแต่ละฉบับอาจสรุปได้เบื้องต้นว่า แผนพัฒนาฉบับที่ 1 ซึ่งลงนามโดย ชลอ ธรรมศิริ มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาชุมชนบริเวณชานเมืองและรอบนอกกรุงเทพฯ จากนั้นในฉบับที่ 2 ของ เทียม มกรานนท์ ได้หันมาให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนฉบับที่ 3 และ 4 ในยุคของ จำลอง ศรีเมือง เริ่มขยับมาเน้นเรื่องมลพิษ น้ำท่วม สุขาภิบาลอาหารและน้ำ รวมถึงการมุ่งเน้นกลุ่มผู้ด้อยโอกาสตามลำดับ โดยภาพรวมของแผนฉบับที่ 1 ถึง 4 นี้ ถือเป็นการให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างและบริการพื้นฐาน สิ่งแวดล้อมและรายได้ของกรุงเทพฯ เป็นหลัก
ต่อมาในฉบับที่ 5 ของ พิจิตต รัตตกุล มีการปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาที่เน้นคนเป็นศูนย์กลางมากขึ้น มีการทำประชาพิจารณ์แผน เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 และเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการพัฒนาแผน ขณะที่ฉบับที่ 6 ในยุคของ สมัคร สุนทรเวช ได้ขยายขอบเขตการพัฒนาเพิ่มขึ้นเพื่อสอดรับกับพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนกำหนดวิสัยทัศน์และร่างแผน พร้อมกำหนดให้แผนพัฒนากรุงเทพเป็นแผนยุทธศาสตร์ที่ชี้นำการพัฒนากรุงเทพฯ ที่หน่วยงานจะแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้
หลังจากนั้นกรุงเทพฯ เริ่มก้าวเข้าสู่การวางแผนระยะยาว โดยแผนระยะยาว 12 ปี พ.ศ. 2552 ถึง 2563 ในยุคของ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้กำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายการพัฒนาระยะยาว เพื่อเป็นกรอบแนวทางหลักในการพัฒนากรุงเทพฯ ให้เป็นมหานครน่าอยู่อย่างยั่งยืน โดยแบ่งช่วงการพัฒนาเป็น 3 ระยะตามวาระของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และส่งไม้ต่อมายังแผนพัฒนาระยะ 20 ปี พ.ศ. 2556 ถึง 2575 ในยุคของ สุขุมพันธ์ บริพัตร ที่ใช้วิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2575 ตั้งเป้าหมายเป็นมหานครศูนย์กลางของเอเชีย ประกอบด้วย 6 มิติ ได้แก่ มหานครปลอดภัย มหานครสีเขียว สะดวกสบาย มหานครสำหรับทุกคน มหานครกะทัดรัด มหานครประชาธิปไตย และมหานครแห่งเศรษฐกิจและการเรียนรู้ มาเป็นกรอบในการพัฒนา มีการกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์ย่อย และตัวชี้วัดทุก 5 ปี
จนกระทั่งมาถึงแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร 20 ปี ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2561 ถึง 2580 ซึ่งเป็นฉบับล่าสุดที่ลงนามโดย อัศวิน ขวัญเมือง แผนฉบับนี้มุ่งส่งเสริมและยกระดับกรุงเทพมหานครให้เป็นมหานครแห่งเอเชียและเป็นเมืองที่มีสมรรถนะสูง ทว่าในเวลาต่อมา อัศวินได้หมดวาระลง ทำให้แผนฉบับปรับปรุงนี้ถูกส่งต่อมาอยู่ในมือของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้นำคนใหม่ที่ต้องรับไม้ต่อและนำแผนนี้ไปใช้จริง สะท้อนให้เห็นภาพภาพเดิมๆ ของเมืองกรุงที่คนลงนามในแผนและคนนำแผนไปใช้กลายเป็นคนละคนกัน
จากการศึกษาความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของแต่ละประเด็นหรือแผนงานในแผนพัฒนาฉบับต่าง ๆ ที่ครอบคลุมการบริหารกรุงเทพฯ ตลอด 55 ปี พบว่า แผนทุกฉบับมีเป้าหมายและยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานคล้ายคลึงกันในบางมิติ เช่น
- มลพิษทางเสียง ที่กำหนดไว้ตรงกันว่า ต้องการควบคุมไม่ให้มีการก่อเสียงรบกวนเกินมาตรฐาน
- สวนสาธารณะ มุ่งไปที่การจัดหาพื้นที่สำหรับสวนสาธารณะเพิ่มเติม
- ที่ดินและผังเมือง กำหนดย่านและประเภทการใช้ที่ดิน และการปรับปรุงผังเมืองรวมกรุงเทพฯ
- พื้นที่นันทนาการ ดนตรี กีฬา เป็นการจัดสร้างศูนย์กิจกรรมต่างๆ ให้เพียงพอและมีประสิทธิภาพ
หากแต่มีบางฉบับ ที่มีวิธีมองและแก้ไขปัญหาที่โดดเด่นและมีรายละเอียดที่พัฒนาขึ้นมาจากฉบับอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัดในแต่ละด้าน
มลพิษทางอากาศ
เดิมระบุตรงกันว่าต้องการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ แต่เพิ่งเริ่มมีการกำหนดชัดเจนถึงการตรวจสอบคุณภาพอากาศในย่านที่มีการจราจรหนาแน่นจำนวน 30 แห่งต่อเดือน ในแผนฉบับที่ 4 จากนั้นในแผนพัฒนาระยะ 20 ปี ยุคสุขุมพันธ์ ได้เพิ่มตัวชี้วัดที่ชัดเจนว่า พลเมืองกรุงเทพฯ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ต้องได้สูดอากาศบริสุทธิ์ไม่น้อยกว่า 200 วันต่อปี โดยมีเกณฑ์ก๊าซโอโซนไม่เกิน 70 ส่วนในพันล้านส่วน และก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ไม่เกิน 170 ส่วนในพันล้านส่วน จนกระทั่งในแผนฉบับปรับปรุงล่าสุดของอัศวิน ได้ปรับเปลี่ยนวิธีมองมามุ่งเน้นการบริหารจัดการคุณภาพอากาศในเชิงพื้นที่ให้ได้มาตรฐาน เพื่อให้คุณภาพอากาศโดยรวมอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 85 ถึง 95 โดยเน้นการควบคุมและลดฝุ่นละอองในบรรยากาศริมถนนที่เกิดจากการสัญจร ผ่านมาตรการความสะอาดและวิธีทางธรรมชาติ
ขยะมูลฝอย
จากเดิมทุกแผนฯ จะระบุถึงการพัฒนาประสิทธิภาพของการจัดเก็บและขนถ่ายขยะมูลฝอยให้ทั่วพื้นที่กำจัดขยะไม่ให้มีการตกค้าง โดยในฉบับที่ 4 เน้นเก็บขยะให้หมดวันต่อวัน และฉบับที่ 6 ตั้งเป้าไม่มีขยะตกค้างตามที่ว่างสาธารณะและลดอัตราการเกิดขยะให้น้อยกว่า 1 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มขึ้นในแผนฉบับที่ 3 ที่มีการลงรายละเอียดกำหนดประเด็น แยกขยะ และเริ่มทดลองให้ประชาชนแยกขยะในหมู่บ้านทดลองของสำนักงานเขตต่าง ๆ ก่อนจะต่อยอดในแผนฉบับที่ 5 ที่เพิ่มเรื่องรณรงค์ให้ประชาชนแยกขยะมูลฝอยและการนำมาหมุนเวียนใช้ประโยชน์ใหม่ ขยายมาสู่แผน 12 ปีที่เน้นเทคโนโลยีแปรรูปขยะเพื่อสร้างมูลค่า และในแผน 20 ปีที่หันมาเน้นการลดขยะต้นทางจนถึงปลายทาง ควบคุมการฝังกลบให้ไม่เกินร้อยละ 60 จนถึงแผนฉบับปรับปรุงล่าสุดที่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการคัดแยกขยะ ของเสียอันตราย และกากไขมันตั้งแต่แหล่งกำเนิด
การกำจัดน้ำเสีย
ทุกแผนฯ จะเน้นไปที่การสร้างระบบระบายน้ำป้องกันน้ำเสีย สร้างโรงงานกำจัดน้ำเสียและการควบคุมคุณภาพน้ำในคูคลองต่าง ๆ โดยในฉบับที่ 4 มีการวางแผนสร้างโรงงานบำบัดน้ำเสียใหม่ถึง 5 แห่งโดยกรุงเทพฯ และรัฐบาล และอีก 11 แห่งโดยเอกชน จนถึงแผนฯ ฉบับที่ 6 ที่เพิ่มการกำหนดเป้าหมายต้องลดการทำให้น้ำเสียโดยประชาชนลงร้อยละ 5 ต่อปี ส่วนแผนระยะ 12 ปี กำหนดตัวชี้วัดยกระดับคุณภาพน้ำทิ้ง และฟื้นฟูคุณภาพน้ำคลองให้มีค่าดีโอมากกว่า 2 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่แผนระยะยาว 20 ปี ตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2575 น้ำเสียจากทุกครัวเรือนต้องได้รับการบำบัดก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ และแผนฉบับปรับปรุงล่าสุดได้ขยายขีดความสามารถของระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนให้รองรับได้ถึงร้อยละ 90 พร้อมตั้งเป้าให้จุดเก็บตัวอย่างน้ำในคลองมีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์พอใช้ถึงดีให้ได้ร้อยละ 80
น้ำท่วมและการระบายน้ำ
ทุกแผนฯ จะกำหนดเรื่องติดตั้งและปรับปรุงระบบป้องกันน้ำท่วม รวมทั้งการขุดลอกคูคลอง จนแผนฯ ฉบับที่ 3 เริ่มกล่าวถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและความรู้ และแผนฯ ฉบับที่ 4 กล่าวถึงการติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ของศูนย์ป้องกันน้ำท่วม ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดระดับน้ำและฝนในฝั่งธนบุรี และเริ่มมีการสำรวจข้อมูลระบบระบายน้ำย่อย ต่อมาในแผนฉบับที่ 6 มุ่งเน้นการฟื้นฟูคูคลองเพื่อระบายน้ำและคมนาคม จนถึงแผนระยะยาว 20 ปีที่กำหนดเป้าหมายชัดเจนว่า พื้นที่ร้อยละ 90 ของกรุงเทพฯ ต้องสามารถระบายน้ำฝนให้เสร็จสิ้นได้ภายใน 30 นาทีหลังฝนตก ขณะที่แผนฉบับปรับปรุงล่าสุด ได้ปรับเกณฑ์มาเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำท่วมขังบนถนนสายหลักกรณีฝนตกไม่เกิน 100 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ให้อยู่ในเกณฑ์ 60 ถึง 180 นาที พร้อมเพิ่มความสามารถในการรองรับน้ำหลากและน้ำหนุน
จราจรและขนส่งสาธารณะ
นับตั้งแต่แผนฯ ฉบับที่ 1 เป็นต้นมา ทุกแผนมุ่งเน้นไปที่การสร้าง ปรับปรุง และเชื่อมต่อถนน ตรอก ซอย ต่าง ๆ รวมถึงการสร้างทางด่วนหรือทางพิเศษ ขยายเส้นทางและเพิ่มจำนวนรถโดยสารประจำทาง จนแผนฯ ฉบับที่ 4 ถึงได้เริ่มบรรจุเรื่องการก่อสร้างรถรางไฟฟ้าในพื้นที่จราจรติดขัดและเดินเรือทางน้ำ ส่วนแผนฉบับที่ 6 เริ่มกำหนดประเด็นเพิ่มโครงข่ายคมนาคมขนส่งทั้งระบบถนนและทางน้ำเพื่อเป็นตัวเลือกในการเดินทาง และในแผนระยะยาว 20 ปี นับเป็นครั้งแรกที่พูดถึงการสัญจรด้วยจักรยาน ทางเดินเท้าอย่างสะดวก ปลอดภัย และตั้งเป้าให้คนกรุงใช้ระบบขนส่งมวลชนที่กำหนดเวลาได้ภายใน 10 นาที ล่าสุดในแผนฉบับปรับปรุงของอัศวิน ได้มุ่งเน้นการเชื่อมต่อระบบรางหลัก พัฒนารถไฟฟ้าส่วนต่อขยายหรือรางรอง ขยายการขนส่งทางน้ำ พัฒนาทางเดินเท้าและทางจักรยานตามแนวคิดอารยสถาปัตย์(Universal Design) รวมถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันรวมข้อมูลการเดินทางเพื่อช่วยประชาชนวางแผน
สาธารณสุข
แผนฯ เกือบทั้งหมดให้ความสำคัญกับการขยายและพัฒนาศูนย์บริการสาธารณสุขชุมชนให้ทั่วถึง มีคุณภาพ จนแผนฉบับที่ 6 เริ่มระบุถึงระบบเครือข่ายการบริการสุขภาพแบบผสมผสานให้ครอบคลุม 50 เขต ส่วนแผนระยะ 12 ปีกล่าวถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการแพทย์ฉุกเฉินในสถานการณ์วิกฤตหรือภัยพิบัติ และในแผนฉบับปรับปรุงล่าสุดได้ยกระดับสู่การเป็น เมืองสุขภาพดี มุ่งจัดให้มีระบบสุขภาพปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิอย่างครอบคลุม จัดตั้งคลินิกหมอครอบครัว และเร่งคัดกรองโรคคนเมือง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิต เพื่อนำเข้าสู่การรักษาอย่างรวดเร็ว
เศรษฐกิจปากท้องประชาชน
เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจน้อยกว่าปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ มักถูกจัดอยู่ส่วนที่เกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนหรือสวัสดิการสังคม เริ่มจากตลาดซึ่งได้รับการกล่าวถึงตั้งแต่ในฉบับที่ 1 เพื่อให้เป็นพื้นที่ระบายสินค้าการเกษตร จากนั้นในฉบับที่ 2 และ 4 เป็นการพัฒนาเป็นตลาดเพื่อผู้มีรายได้น้อยและพัฒนาอาชีพ ต่อมาในแผนระยะยาว 12 ปี ระบุว่าจะปรับปรุงตลาดนัดเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว จนกระทั่งในแผนฉบับปรับปรุงล่าสุดของอัศวิน ได้เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับแรงงานนอกระบบ โดยตั้งเป้าขยายสถานธนานุบาลหรือโรงรับจำนำเพิ่มขึ้นอีก 10 แห่ง เพื่อให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมทั้งเน้นการพัฒนาทักษะอาชีพให้ตรงกับตลาดงาน และผลักดัน ผลิตภัณฑ์ชุมชน หรือ แบงค็อก แบรนด์ ให้เป็นสินค้าระดับพรีเมียม แพลทินัม และโกลด์ เพื่อยกระดับมูลค่าทางเศรษฐกิจฐานราก
กทม. พัฒนาได้ตามแผนฯ มากน้อยแค่ไหน
คำถามที่หลายคนยังอดสงสัยไม่ได้คือ แผนพัฒนากรุงเทพฯ ที่ผ่านมาถูกนำไปปฏิบัติได้ครบถ้วนหรือไม่
ประเด็นนี้ กรุงเทพมหานครเองได้มีการทบทวนและประเมินผลการดำเนินการตามแผนฯ โดยเฉพาะในช่วงต้องจัดทำแผนใหม่ ซึ่งจะต้องพิจารณาว่าแผนเดิม บรรลุเป้าหมายไปกี่โครงการและมีโครงการอะไรบ้างที่ทำไม่สำเร็จ
จากการสำรวจพบว่าแผนงานที่ถูกประเมินว่าทำสำเร็จส่วนใหญ่จะเป็นโครงการระยะสั้น หรือเป็นการเพิ่มจำนวนสิ่งที่มีอยู่แล้ว เช่น การก่อสร้างถนน ปรับปรุงตรอกซอกซอย การจัดสร้างสวนสาธารณะ การติดตั้งสถานีระบายน้ำ การเพิ่มจำนวนศูนย์บริการสาธารณสุข
แต่ก็มีอีกหลายเรื่องที่ไม่สามารถทำได้สำเร็จ เช่น แผนงานป้องกันน้ำท่วมและน้ำเสียของ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 3 สามารถดำเนินโครงการติดตั้งระบบกำจัดน้ำเสียสี่พระยาได้ตามแผน แต่โครงการบำบัดน้ำเสียในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในไม่สำเร็จ เนื่องจากติดปัญหาเรื่องพื้นที่ก่อสร้าง ขณะที่งานก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ต้องใช้งบประมาณมาก หรืองานติดตั้งระบบโครงข่ายต่าง ๆ ที่มีความซับซ้อนมากไม่เป็นไปตามแผน เช่น โครงการขุดแม่น้ำเจ้าพระยา 2 ซึ่งใช้งบประมาณสูงมากและต้องมีการบริหารจัดการใหม่เป็นแผนรวมป้องกันน้ำท่วมของกรุงเทพและปริมณฑล
จากการประมวลข้อมูลแผนพัฒนากรุงเทพฯ ที่ผ่านมาอาจสรุปได้ว่า ผู้จัดทำแผนฉบับต่าง ๆ วิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้แผนงานหรือโครงการต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่วางไว้ว่ามาจากการเกินขีดความสามารถของหน่วยงาน ติดขัดขั้นตอนตามระบบราชการ ไม่มีงบประมาณเพียงพอ และเป็นโครงการระยะยาวเกินกว่าที่ประเมินไว้
สรุปจากแผนพัฒนากรุงเทพฯ 4 ฉบับที่ได้รับการประเมินจากแผนพัฒนาฉบับถัดไป พบว่า
- แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 2 มีขั้นตอนการอนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบราชการเป็นไปได้ล่าช้ามาก การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารทำให้นโยบายเปลี่ยนแปลง งบประมาณไม่เพียงพอ
- แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 3 ขาดแผนหลักในการพัฒนา ขาดแผนลงทุน ไม่ได้กำหนดรายละเอียดที่สำคัญไว้อย่างชัดเจน ขาดงบประมาณ วางแผนปฏิบัติการและติดตามผล อัตรากำลังไม่เหมาะสม ระเบียบกฎหมาย ประสานงานกับหน่วยงานภายนอก
- แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 4 โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ล่าช้าเนื่องจากระยะเวลากำหนดน้อยเกินไป หน่วยงานของกรุงเทพมหานคร มีภารกิจมาก ขาดระบบและแนวทางการดำเนินงานชัดเจนในการประสานระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน ปัญหาด้านงบประมาณ อัตรากำลังข้าราชการและลูกจ้างไม่เพียงพอ สภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปทำให้มูลค่าการดำเนินโครงการสูงขึ้น
- แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 มีปัญหาด้านงบประมาณ ปัญหาด้านบุคลากร ระยะเวลาไม่สอดคล้องกับขอบเขตของโครงการ ประชาชนไม่ไห้การสนับสนุนการปฏิบัติงาน อย่างต่อเนื่อง ขาดประสิทธิภาพในการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในการปฏิบัติงาน
แต่บางครั้งการประเมินความสำเร็จตามแผนงานก็มีคำอธิบายที่ชวนสงสัยว่าสำเร็จจริงหรือไม่…
เช่น ในการประเมินแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 4 ซึ่งอ้างอิงจากเนื้อหาในแผนพัฒนา ฯ ฉบับที่ 5 ระบุว่าการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีโครงการที่บรรลุเป้าหมาย “แม้จะไม่มีผลเป็นรูปธรรมมากนัก แต่ได้ผลมากในด้านจิตวิทยาที่ทำให้ประชาชนตระหนักและเห็นความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม”
จนกระทั่ง พ.ศ. 2552 เริ่มมีการนำระบบการประเมินผลด้วย ‘ตัวชี้วัด’ ที่ชัดเจนมีความพยายามประเมินผลมาใช้ เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมเป้าหมายและยุทธศาสตร์ย่อยลงไปใหม่ได้ แผนพัฒนาระยะ 12 ปี มีการประเมินและปรับปรุงแผนพัฒนาทุก 4 ปี ด้วยการจัดทำตัวชี้วัดเชิงปริมาณเพื่อให้วัดความสำเร็จของยุทธศาสตร์ย่อยได้
สุดท้าย แม้กรุงเทพมหานครจะกำหนดให้มีหน่วยงานหน้าที่ติดตามและประเมินผลคือ หน่วยงานเจ้าของโครงการ กองงบประมาณ สำนักนโยบายและผู้ตรวจการกรุงเทพมหานคร แต่ก็ยังตอบโจทย์เพียงว่าทำงานสำเร็จตามแผนหรือไม่เท่านั้น แต่ไม่ได้กำหนดว่าถ้าทำไม่สำเร็จแล้วจะมีผลกระทบใด ๆ ตามมา ยิ่งเมื่อแผนล่าสุดถูกส่งผ่านจากผู้ลงนามในยุคหนึ่งมาสู่ผู้ปฏิบัติในอีกยุคหนึ่ง ความท้าทายในการผลักดันแผนให้เข้าเป้าจึงยังคงเป็นคำถามสำคัญของคนเมืองหลวงต่อไป
จากแผน 5 ฉบับ ถึงแผนพัฒนา กทม. 20 ปี ฉบับปรังปรุง: ใครทำ ใครใช้?
เคยสงสัยไหมว่าสารพัดโครงการพัฒนาในกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่การแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก บำบัดน้ำเสีย จัดการรถติด ไปจนถึงการวางระบบขนส่งสาธารณะขนาดใหญ่ สิ่งเหล่านี้มีที่มาที่ไปอย่างไร และทำไมเมืองหลวงแห่งนี้ถึงมีหน้าตาและสภาพแวดล้อมอย่างที่เราเผชิญกันอยู่ทุกวันนี้
หากลองแกะรอยดูก็จะพบว่า ทิศทางในการขับเคลื่อนเมืองหลวงแห่งนี้ ถูกกำหนดไว้ผ่านแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร และจุดเริ่มต้นนี้ก็เกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อนแล้ว ซึ่งนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อ 45 ปีก่อน หลังจากที่กรุงเทพมหานครมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมาแล้ว 5 คน ในช่วงระยะเวลา 4 ปี
แผนพัฒนาเมืองแต่ละฉบับเปรียบเหมือนพิมพ์เขียว และหมุดหมายสำคัญที่ใช้กำหนดทิศทางว่าอยากจะเปลี่ยนโฉมหน้าเมืองหลวงไปทางไหน ขณะเดียวกัน แผนแม่บทเหล่านี้ยังกลายเป็นกรอบบังคับให้ทุกหน่วยงานต้องทำตามด้วย จนบางครั้งก็เกิดคำถามว่าตอบโจทย์ต่อคนกรุงมากน้อยเพียงใด
นับจากอดีต จาก พ.ศ. 2520 จนถึงปัจจุบันกรุงเทพมหานคร มีแผนพัฒนามาแล้วทั้งหมด 8 ฉบับ เริ่มตั้งแต่แผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ฉบับที่ 1-6 ต่อเนื่องมาถึง แผนยุทธศาสตร์กรุงเทพระยะยาว 12 ปี พ.ศ. 2552-2563 และแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร 20 ปี พ.ศ. 2556-2575
นำมาสู่คำถามชวนสงสัยต่อไปว่า ท่ามกลางกรอบแผนแม่บทที่ถูกวางโครงข่ายเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ผู้ว่าฯ กทม. ที่คนกรุงโหวตเลือกเข้ามาเพราะถูกอกถูกใจนโยบาย สุดท้ายแล้วจะสามารถผลักดันนโยบายที่หาเสียงไว้ได้มากน้อยแค่ไหน หรือสุดท้ายแล้วก็ยังมี ‘กรอบ’ ที่ต้องทำตามแผนพัฒนากรุงเทพมหานครอยู่ดี
Rocket Media Lab ชวนทุกคนไปร่วมสำรวจแผนที่ และเข็มทิศนำทางเมืองหลวง ผ่านแผนพัฒนาเมืองหลวงทั้ง 8 ฉบับ เพื่อเข้าใจเมืองกรุงไปด้วยกัน

ใครเป็นคนกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองหลวง
ก่อนจะมีแผนพัฒนาเป็นของตัวเองนั้น กรุงเทพมหานคร บริหารงานภายใต้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 และ แผนแม่บทกระทรวงมหาดไทย
แต่เนื่องจากกรุงเทพฯ เป็น “เมืองหลวง” บริหารจัดการภายใต้ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มีสถานะเป็น “องค์กรปกครองท้องถิ่นพิเศษ” พูดอีกแง่หนึ่งคือ กทม. ยังเป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่นที่ครอบคลุมพื้นที่เมืองเต็มพื้นที่ มีสถานะเป็น “จังหวัด” ในแง่ของพื้นที่การบริหาร แต่ไม่มีโครงสร้างแบบจังหวัดตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ทำให้ “ผู้ว่าฯ กทม.” ไม่มีอำนาจเหนือหน่วยงานราชการอื่นในระดับเดียวกับผู้ว่าราชการจังหวัด
และมีกระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานที่ “กำกับดูแล กทม.”
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมติคณะรัฐมนตรี สามารถปลดผู้ว่าฯ กทม. ได้
แต่ใน “ความเป็นพื้นที่” ซึ่งกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวง และเป็นพื้นที่ศูนย์กลางอำนาจรัฐ (ไทย) จึงมีปัญหาหลายด้านที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น มีแนวคิดให้มีแผนพัฒนากรุงเทพฯ เพื่อแก้ไขปัญหา เริ่มจากแผนพัฒนากรุงเทพฯ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2520-2524) และฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2525-2529) ซึ่งใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 เป็นแนวทาง ร่วมกับ แผนแม่บทมหาดไทย
จนกระทั่ง แผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ฉบับที่ 3 เป็นต้นมา ถึงได้เริ่มนำนโยบายผู้ว่าฯ กทม. ที่มาจากการเลือกตั้งมาใช้เป็นแนวทางกำหนดแผนด้วย โดยมี ‘สำนักนโยบายและแผน’ (ปัจจุบันคือสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการจัดทำ
สำรวจ 3 รูปแบบจัดทำแผนพัฒนา ฯ คนกรุงมีส่วนร่วมแค่ไหน
หากพิจารณาแผนพัฒนากรุงเทพฯ ทั้ง 8 ฉบับแล้ว อาจจำแนกตามกระบวนการจัดทำแผนได้เป็น 3 รูปแบบ คือ
1) จัดทำโดยข้าราชการ กทม. สอดคล้องตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ในช่วง 20 ปีแรก แผนพัฒนาฉบับที่ 1-4 (พ.ศ. 2520-2539) การออกแบบการพัฒนากรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองที่มีประชากรไม่ต่ำกว่า 4.7 ล้านคน ถูกกำหนดโดย คณะกรรมการพัฒนากรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากผู้ว่าฯ กทม. เป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายและอนุมัติทิศทางของการพัฒนา โดยมี คณะอนุกรรมการจัดทำแผนแต่ละสาขา ซึ่งประกอบด้วยข้าราชการจากหน่วยงานต่าง ๆ ในแต่ละแผนพัฒนาจะประกอบด้วย แผนงานย่อย วัตถุประสงค์ และ เป้าหมายย่อย หากย้อนไปดูรายละเอียดของแต่ละแผนพัฒนาฯ จะพบจุดเด่นที่มีลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละแผน เช่น
- ฉบับที่ 1 เน้นไปที่การพัฒนาชุมชนบริเวณชานเมืองและรอบนอกกรุงเทพฯ
- ฉบับที่ 2 เน้นการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านต่าง ๆ ของเมือง
- ฉบับที่ 3 ให้ความสำคัญกับปัญหามลพิษ น้ำท่วม รวมถึงสุขอนามัยของประชาชน โดยมีประเด็นสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ปรากฏขึ้นมาโดยเฉพาะในระดับแผนงาน จากที่ฉบับก่อน ๆ เป็นเพียงโครงการย่อย
- ฉบับที่ 4 เริ่มพูดถึงเป้าหมายเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของผู้ด้อยโอกาส และเรื่องมลพิษทางอากาศและเสียงปรากฏอยู่ในระดับแผนงาน
2) จัดทำโดยข้าราชการ กทม. ภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาชน
จุดเปลี่ยนของการจัดทำแผนพัฒนาฯ เริ่มต้น ในแผนพัฒนาฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2540-2544) ด้วยบริบทกระแสการตื่นตัวทางการเมืองของภาคประชาชนกับการมีส่วนร่วมร่างรัฐธรรมนุญปี 2540 คือเดิมที่ภาคราชการเป็นผู้จัดทำ แต่ฉบับนี้ เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมครั้งแรกในการแสดงความคิดเห็น และกำหนดทิศทางผ่านการระดมความคิดเห็นจากประชาชนทั่วไป ด้วยการออกแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนากรุงเทพฯ ในด้านต่าง ๆ
เริ่มจากการจัดสัมมนาเรื่องเมืองน่าอยู่ 1 วัน เพื่อประมวลความคิดเห็นของประชาชนทุกเขต ต่อด้วยการสัมมนาประชาพิจารณ์อีก 1 วัน ให้ตัวแทนประชาชนวิจารณ์ร่างแผนพัฒนาที่กรุงเทพมหานคร จัดทำขึ้น
ทว่า บทบาทของประชาชนก็ยังถูกจำกัดอยู่เพียงแค่เป็น “ผู้ให้ความเห็น” ต่อแผนที่หน่วยงานรัฐร่างไว้ก่อนเท่านั้น ยิ่งหากพิจารณาเนื้อหาในแผนฉบับที่ 5 นั้น จะพบว่ามีแผนงานในประเด็นต่าง ๆ ที่แทบไม่แตกต่างจากแผนฉบับที่ 4
บทบาทของประชาชนเริ่มมีขึ้นในขั้นตอนการจัดทำแผนฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2545-2549) โดยผู้จัดทำเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งภาคประชาชน เอกชน และราชการ มีส่วนร่วมในการระดมความคิดเห็นและจัดทำแผนทุกขั้นตอน นับตั้งแต่การกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ วัตถุประสงค์ และเป้าหมาย ตลอดจนการร่วมตรวจร่างแผน ก่อนนำเสนอคณะกรรมการพัฒนากรุงเทพฯ พิจารณาให้ความเห็นชอบและประกาศใช้
แผนพัฒนาฉบับนี้มีลักษณะที่เป็นแผนยุทธศาสตร์มากขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ และเริ่มมีประเด็นเรื่องการท่องเที่ยว การกีฬาและเทคโนโลยีสารสนเทศปรากฏขึ้นมาในระดับแผนงานเป็นครั้งแรกในแผนฉบับนี้อีกด้วย
3) จัดทำโดยคณะผู้เชี่ยวชาญและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน
แผนพัฒนากรุงเทพมหานครในระยะหลัง ถูกขยายกรอบเวลาให้นานขึ้น จากเดิมที่กำหนดไว้ 5 ปี ทั้งแผนยุทธศาสตร์กรุงเทพฯ ระยะยาว 12 ปี (พ.ศ. 2552-2563) ที่อยู่ภายใต้เป้าหมาย ‘มหานครน่าอยู่อย่างยั่งยืน’ แบ่งช่วงการพัฒนาเป็น 3 ระยะ ระยะละ 4 ปี ตามวาระของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ในกระบวนการจัดทำแผน คณะกรรมการกํากับนโยบายการจัดทําแผนบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2552-2555 ได้มอบนโยบายแก่ผู้บริหารของกรุงเทพมหานครให้กําหนดวิสัยทัศน์การพัฒนากรุงเทพฯ ในระยะยาว 12 ปี จากนั้น จึงนำแผนฉบับร่างไปเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และพัฒนาเป็นแผนฉบับสมบูรณ์ระยะยาว 12 ปี
ไม่นานก็มีแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร 20 ปี (พ.ศ. 2556-2575) ซ้อนขึ้นมา ด้วย เป้าหมายเป็น ‘มหานครของเอเชีย’ ซึ่งจัดทำโดยคณะที่ปรึกษาจากสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีการทำงานร่วมกับข้าราชการกรุงเทพมหานครและรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนภาคประชาชน
หลังการประกาศใช้แผนได้ไม่นาน กรุงเทพมหานคร ได้ปรับปรุงแนวทางเป็น แผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) หรือ ฉบับปรับปรุง ด้วยเหตุผลว่า “เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกด้าน” ภายใต้กรอบ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และ สอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนการปฏิรูปประเทศ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติเข้าไว้ด้วยตามพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561
แต่การจัดทำแผนฉบับนี้จำกัดอยู่เฉพาะผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร ทั้งการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องและการรับฟังความเห็นจากข้าราชการ แต่ระบุว่ามีการฟังความเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องด้วยก็ตาม
กล่าวโดยสรุป ทิศทางการจัดทำแผนพัฒนากรุงเทพฯ ที่เคยจำกัดอยู่เฉพาะหน่วยงานของ กรุงเทพมหานคร ได้เปิดให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงก็ยังมีข้อจำกัด ทั้งขั้นตอนการมีส่วนร่วมของประชาชน ยังเป็นเพียงขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นมากกว่าการร่วมกำหนดวิสัยทัศน์ ประเด็นรายละเอียด รวมทั้งเรื่องระยะเวลาที่สั้นมาก
แต่สิ่งสำคัญคือจะมีช่องทางให้คนกรุงสามารถเสนอความคิด และข้อเสนอแนะ ร่วมพัฒนาถิ่นที่อยู่ของตัวเองได้หรือไม่

บทบาทของผู้ว่าฯ กทม. ในการกำหนดทิศทางผ่านแผนพัฒนากรุงเทพฯ
จนถึงปัจจุบัน กรุงเทพฯ มีผู้ว่าฯ กทม. มาแล้ว 16 คน และมีแผนพัฒนากรุงเทพฯ 8 ฉบับ ผู้ว่าฯ ที่มีโอกาสได้ใช้แผนพัฒนากรุงเทพฯ คนแรก คือ ชลอ ธรรมศิริ
เป็นที่น่าสังเกตว่าจากแผนพัฒนากรุงเทพฯ แต่ละฉบับ มีทั้งผู้ว่าฯ ที่เป็นเพียงแค่ผู้ปฏิบัติตามแผน บางคนได้มีส่วนร่วมและใช้แผนพัฒนาในช่วงเวลาที่ตนเองดำรงตำแหน่งอยู่ ในขณะที่ผู้ว่าฯ บางคนดำรงตำแหน่งในช่วงที่มีการร่างแผนที่จะใช้ดำเนินการในระยะต่อไป แต่หมดวาระก่อนที่จะได้ทันใช้แผนพัฒนาดังกล่าว บางคนรับช่วงแผนมาจากผู้ว่าฯ ชุดก่อนโดยไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางตั้งแต่ต้น บางคนทุ่มเทจัดทำแผนฉบับใหม่จนเสร็จสมบูรณ์ แต่กลับหมดวาระเสียก่อนที่จะได้ลงมือขับเคลื่อนแผนนั้นด้วยตนเอง
อีกทั้งพบว่า ผู้ว่าฯ ที่ได้ใช้แผนพัฒนากรุงเทพฯ ฉบับที่ตนเองลงนาม มีเพียงแค่ 4 คน คือ
1) ชลอ ธรรมศิริ ดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. 2520-2522 ในช่วงที่แผนพัฒนาฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2520-2524) ประกาศใช้
2) พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. 2528-2532 และ 2533-2535 ในช่วงที่แผนพัฒนาฉบับที่ 2 (พ.ศ.2525-2539) และ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2530-2534) ประกาศใช้
3) พิจิตต รัตตกุล ดำรงตำแหน่งระหว่าง 2539-2543 ในช่วงที่แผนพัฒนาฉบับที่ 5 (พ.ศ.2540-2544)ประกาศใช้
4) ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ.2552-2556 ในช่วงที่แผนพัฒนา 20 ปี ประกาศใช้
จากข้อมูลจะเห็นว่า แผนพัฒนากรุงเทพฯ ที่ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี บางฉบับเช่น ฉบับที่ 1 มีผู้ว่าฯ 2 คนคือ ชลอ ธรรมศิริ และ เชาวน์วัศ สุดอาภา บริหารภายใต้แผนเดียวกัน ส่วนฉบับที่ 4 มี ร.อ.กฤษฎา อรุณวงศ์ ณ อยุธยา เป็นผู้ว่าฯ คนเดียวของแผนฉบับนี้
ขณะที่การบริหารงาน กทม. ภายใต้ผู้ว่าฯ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ในช่วงปี พ.ศ. 2550-2551 ไม่มีแผนพัฒนากรุงเทพฯ ใช้เป็นแนวทางในการบริหาร เนื่องจากมีพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ที่กำหนดให้ส่วนราชการทำแผนปฏิบัติการที่สอดคล้องกับแผนการบริหารราชแผ่นดิน จากนั้น จึงเริ่มมีการจัดทำแผนพัฒนากรุงเทพระยะยาว 12 ปี
ต่อมาในยุค ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร มีการจัดทำและประกาศใช้แผนพัฒนาระยะ 20 ปี ในช่วงเวลาซ้อนกับแผนระยะ 12 ปีด้วย ซึ่งแผน 20 ปีใช้มาจนถึงยุคของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ที่ได้รับการแต่งตั้งจาก คสช. ตั้งแต่ พ.ศ. 2559

ระยะที่ 1 ของแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2556–2560) ถูกจัดทำขึ้นในสมัยการบริหารงานของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร โดยมุ่งนำวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2575 มาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งกระบวนการจัดทำแผนเน้นการ มีส่วนร่วมจากภาคประชาชน ข้าราชการกรุงเทพมหานคร และนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้แนวคิดการพัฒนาจากล่างขึ้นบน เพื่อให้ประชาชนร่วมกำหนดอนาคตของเมือง แผนดังกล่าวมีเป้าหมายผลักดันกรุงเทพมหานครสู่การเป็นมหานครแห่งเอเชียที่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้แม้จะเป็นผู้วางรากฐานแผน แต่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กลับได้บริหารงานภายใต้แผนนี้เพียงระยะสั้น ก่อนที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจาก คสช. จะเป็นผู้รับช่วงต่อในปี พ.ศ. 2559

ระยะ ที่ 2 ของแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561–2565) จัดทำโดยสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล ร่วมกับคณะที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยยังคงวิสัยทัศน์การพัฒนากรุงเทพมหานครสู่ “มหานครแห่งเอเชีย” ภายในปี 2575 ในสมัยการบริหารของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ทั้งยังมีการปรับแผนพัฒนาเพื่อแก้ไขตัวชี้วัดและเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อนนโยบายให้บรรลุเป้าหมายมากขึ้น พร้อมประกาศนโยบาย NOW ภายใต้แนวคิด “ทำจริง เห็นผลจริง” ซึ่งเป็นการหยิบเอาประเด็นต่าง ๆ ของแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร แผนปฏิบัติราชการประจำปีของ กทม. และแนวนโยบายของพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง มาปรับใช้
ในช่วงนี้เองที่เห็นชัดว่า พล.ต.อ.อัศวิน เป็นตัวอย่างของผู้ว่าฯ ที่ทำแผน แต่ไม่ได้เก็บเกี่ยวผลจากแผนนั้น เพราะนอกจากจะผลักดันแผนพัฒนากรุงเทพฯ ระยะ 20 ปี ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2561–2580) ออกมาเพื่อปรับตัวชี้วัดและวางฐานข้อมูลเมืองแล้ว ยังจัดทำระยะที่ 3 ไว้ด้วย แต่สุดท้ายแผนแม่บทที่วางโครงสร้างเมืองสมรรถนะสูง นี้กลับตกมาถึงมือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในปี พ.ศ. 2565 ผู้ว่าฯ คนใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้รับช่วงต่อ

ระยะที่ 3 แผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ระยะ 20 ปี(พ.ศ. 2566-2570) จัดทำโดยสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล กรุงเทพมหานคร ร่วมกับคณะที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร เพื่อใช้เป็นกรอบทิศทางการพัฒนาเมืองในระยะต่อไป ภายใต้การบริหารของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง โดยแผนฉบับนี้ให้ความสำคัญกับแนวคิด “เมืองสมรรถนะสูง” ที่สามารถรับมือกับความซับซ้อนและความผันผวนของเมืองสมัยใหม่ นอกจากนี้ยังมีการปรับโครงสร้างงบประมาณเชิงยุทธศาสตร์ ลดการกระจุกตัวของงบประมาณในระดับสำนัก และมุ่งเน้นการพัฒนาเชิงพื้นที่ผ่านสำนักงานเขตตามยุทธศาสตร์ทั้ง 7 ด้านของกรุงเทพมหานคร
จากแผนนี้จะเห็นว่าพล.ต.อ.อัศวิน เป็นผู้จัดทำและลงนาม แต่หมดวาระลงก่อนที่แผนจะมีผลบังคับใช้ ทำให้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ต้องรับกรอบแผนที่ตนเองไม่ได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น และต้องหาทางผนวกนโยบาย 214 ข้อที่หาเสียงไว้เข้ากับโครงสร้างแผนพัฒนาที่วางไว้ก่อนแล้ว
ระยะที่ 4 แผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ระยะ 20 ปี ระยะที่ 4 (พ.ศ. 2571–2575) จัดทำขึ้นในสมัยการบริหารของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานปฏิบัติของกรุงเทพมหานคร เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองในช่วง 5 ปีสุดท้ายของแผนแม่บท ระยะนี้แบ่งการทำงานออกเป็น 9 ด้านตามนโยบายสำคัญของเมือง พร้อมนำองค์ความรู้และตัวอย่างความสำเร็จจากพื้นที่อื่นมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของกรุงเทพมหานคร แผนดังกล่าวครอบคลุมทั้งการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ การพัฒนาเชิงพื้นที่ และแผนปฏิบัติราชการประจำปี โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้บริหาร หน่วยงานระดับสำนัก และผู้ปฏิบัติงานจริง เพื่อร่วมกันออกแบบยุทธศาสตร์ ตัวชี้วัด และโครงการที่สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพสูงสุด
จากภาพรวมทั้งหมด จะเห็นได้ว่าโครงสร้างของแผนพัฒนาระยะยาวทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของการบริหาร กทม. นั่นคือ ผู้ว่าฯ มักไม่ได้เริ่มต้นและจบลงพร้อมกับแผนที่ตนเองวางไว้ แต่ละยุคจึงเป็นทั้งผู้รับมรดกและผู้ส่งต่อโครงสร้างการพัฒนาเมืองในเวลาเดียวกัน
คำถามคือผู้ว่าฯ คนใหม่จะผนวกนโยบายที่ตนเองได้หาเสียงไปภายใต้แผนพัฒนาที่ตนเองไม่ได้มีส่วนในการทำแผนอย่างไร
เมื่อได้เป็นผู้ว่าฯ นโยบายที่เคยหาเสียงไว้จะหลอมรวมกับแผนพัฒนา กทม. ออกมาเป็นผลงานได้มากน้อยแค่ไหน
ในมิติของ นโยบายหาเสียงของผู้ว่าฯ กทม. กับ แผนพัฒนากรุงเทพมหานคร จะพบว่าแม้ผู้ว่าฯ กทม. บางคนไม่ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ต้องบริหารงานตามแผนเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้ว แต่ก็ยังสามารถเชื่อมโยงนโยบายเข้ากับแผนพัฒนา กทม. จนสร้างผลงานตามที่เคยหาเสียงไว้ได้
ยกตัวอย่าง สวนสาธารณะจุตจักร ที่ริเริ่มโดย ธรรมนูญ เทียนเงิน ผู้ว่าฯ กทม. ที่มาจากการเลือกตั้งคนแรก แต่มีระยะเวลาดำรงตำแหน่งเพียง 2 ปี จนกระทั่ง ชลอ ธรรมศิริ ผู้ว่าฯ คนต่อมาซึ่งเป็นคนแรกที่มีโอกาสได้ใช้แผนพัฒนากรุงเทพฯ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2520-2524) ได้สานต่อนโยบายสร้างสวนสาธารณะสวนจตุจักรให้แล้วเสร็จ
ไม่ต่างจาก ‘โครงการกรุงเทพเมืองสะอาด’ ของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง“ (ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2528-2533) ที่ทำให้กรุงเทพฯ ติดอันดับเมืองสะอาดน่าอยู่ของโลกได้ นั้น ก็เป็นการขยายมาจากโครงการเดิมของ พล.ร.อ.เทียม มกรานนท์ ผู้ว่าฯ คนก่อนหน้านี้
ในแง่การทำงานนโยบายเรื่องความสะอาดเป็นนโยบายที่มีในทุกแผนอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าผู้ว่าฯ แต่ละคนจะเสนอโครงการใดเพื่อรองรับและดำเนินการตามแผนนั้น เช่นเดียวกันกับนโยบายด้านความสะอาดในยุค พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก็สอดคล้องกับแผนฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2525-2529) ที่มีเป้าหมายว่า “ให้มีการกวาดถนน ตรอก ซอยทุกสายในกรุงเทพ”
เช่นเดียวกับการจัดตั้งศูนย์ป้องกันน้ำท่วมของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่สอดคล้องกันกับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 3 ที่ระบุว่า มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีหรือความรู้ด้านการป้องกันน้ำท่วม และการระบายน้ำ
หรือการเปลี่ยนตลาดนัดจตุจักรให้กลายเป็นตลาดนัดถาวร มีโครงสร้างพื้นฐาน มีน้ำ มีไฟฟ้า ซึ่งโครงการตลาดนัดจตุจักรนั้น แรกเริ่มเป็นโครงการของชลอ ธรรมศิริ ที่ต้องการจะย้ายตลาดนัดสนามหลวงออกมาเพื่อแก้ปัญหารถติดบริเวณรอบสนามหลวงและใช้สนามหลวงเป็นพื้นที่สวนสาธารณะและประกอบพระราชพิธีสำคัญ
อย่างไรก็ตาม มีผลงานจำนวนหนึ่งที่เกิดขึ้นในยุคผู้ว่าฯ จำลอง ที่อาจไม่ได้มาจากแผนพัฒนากรุงเทพฯ โดยตรง แต่เป็นโครงการที่มีแนวคิดริเริ่มเกิดขึ้นจากตัวผู้ว่าฯ เอง เช่น แนวคิดริเริ่มทำรถไฟลอยฟ้าเพื่อแก้ปัญหารถติด เช่นเดียวกันกับการนำเรือมาใช้ในการโดยสารในคลองแสนแสบ
ในสมัย พิจิตต รัตตกุล เป็นผู้ว่าฯ กทม. พ.ศ. 2539-2543 ผลงานส่วนหนึ่งเป็นไปตามแผนฉบับที่ 5 ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ‘รถตู้มวลชน’ ที่เป็นไปตามแผนที่กล่าวถึงระบบขนส่งเชื่อมต่อระหว่างเมือง มี ‘ป้ายจุดผ่อนผันหาบเร่แผงลอย’ ตามแนวทางควบคุมผู้ค้าบนทางเท้า ตลอดจนการพัฒนาระบบเฝ้าระวังคุณภาพอากาศและการให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องมลพิษทางอากาศ ซึ่งในยุคของผู้ว่าฯ พิจิตตก็มีการตั้งจุดตรวจมลพิษยานยนต์ 50 จุดทั่วกรุงเทพฯ ส่วนการสร้างอุโมงค์ระบายน้ำคลองเปรมประชากรก็เป็นไปตาม แผนงานก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมและปรับปรุงระบบระบายรองรับในพื้นที่กรุงเทพฯ
ในขณะที่แนวคิดสร้าง “หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร” ก็ไม่ปรากฏอยู่ในแผนพัฒนาฯ ด้านวัฒนธรรมแต่อย่างใด
ส่วนยุคของ สมัคร สุนทรเวช แม้จะมีชื่อว่ามีส่วนในการก่อตั้งศูนย์เอราวัณและเป็นเจ้าของนโยบาย ‘แฟลตข้าวโพด’ แต่ทั้งสองโครงการนี้ก็อยู่ในแผนพัฒนาฯ พ.ศ. 2540-2544 อยู่แล้ว ซึ่งระบุไว้ว่าจะ “พัฒนาระบบส่งต่อด้านสุขภาพระหว่างหน่วยงานในสังกัด กทม. กับหน่วยงานอื่น ๆ” และ “ให้ความช่วยเหลือชุมชนที่ถูกรื้อย้าย”
ผลงานของอภิรักษ์ โกษะโยธินก็เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ที่การเพิ่มจำนวนพื้นที่สีเขียว ภายใต้โครงการ ‘10 สวนสวย 10 คลองใส 10 ถนนสะอาด’ ซึ่งอยู่ภายใต้แผนพัฒนากรุงเทพฯ ฉบับที่ 6 ที่ระบุเป้าหมายว่า ต้องเพิ่มพื้นที่โล่งว่างและสวนสาธารณะเพื่อนันทนาการให้มีสัดส่วนต่อประชากรมากกว่า 2.5 ตารางเมตรต่อคน ภายในระยะเวลา 5 ปี นอกจากนี้ ผลงานโครงการจราจรอัจฉริยะต่าง ๆ ก็สอดคล้องกับเป้าหมายของแผนที่มุ่งพัฒนาระบบสารสนเทศด้านการจราจรและขนส่งให้สมบูรณ์ เป็นปัจจุบัน และจัดตั้งศูนย์ข้อมูลสารสนเทศด้านการจราจรและขนส่งกรุงเทพ
ด้านแผนระยะยาวทั้ง 12 ปีและ 20 ปี ที่อยู่ในช่วงที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ดำรงตำแหน่ง ระบุว่ากรุงเทพฯ จะมีความปลอดภัยจากอาชญากรรมอยู่ใน 5 อันดับแรกของเอเชีย การติดตั้งกล้อง CCTV เป็นหนึ่งในโครงการที่จะดำเนินการ และกำหนดว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายมหานครสีเขียว สะดวกสบาย ต้องมีพื้นที่สีเขียวกระจายครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของพื้นที่ ดังนั้นผลงานด้านการจัดหาสวนสาธารณะและกล้อง CCTV ของสุขุมพันธุ์ก็อยู่ภายใต้แผนพัฒนาฯ เช่นกัน
จะเห็นได้ว่าผู้ว่าฯ ส่วนใหญ่ดำเนินงานตามแผนพัฒนากรุงเทพฯ ที่กำหนดไว้อยู่แล้ว มีเพียงบางกรณีที่อยู่นอกเหนือแผน กระนั้นก็ตามเนื่องจากเนื้อหาในแผนฯ มักเขียนอย่างไม่เฉพาะเจาะจงและมีแนวนโยบายครอบคลุมเกือบทุกปัญหาในกรุงเทพฯ จึงเอื้อให้ผู้ว่าฯ ในเวลานั้นสามารถนำเอานโยบายของตนเองหรือสิ่งที่ตนเองเคยหาเสียงไว้มาปรับใช้เป็นโครงการต่าง ๆ ได้
การพัฒนากรุงเทพฯ จึงไม่ได้อยู่แค่เพียงว่าแผนพัฒนานั้นดีมากน้อยแค่ไหน หรือผู้ว่าฯ ได้ทำตามที่เคยหาเสียงไว้หรือไม่ แต่คำถามที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือ ชาวกรุงเทพฯ มีบทบาทมากน้อยแค่ไหนในการกำหนดการพัฒนาของเมืองหลวงแห่งนี้
ไม่ใช่แค่แผนพัฒนากรุงเทพฯ ที่คอยกำกับการทำงานของผู้ว่าฯ กทม. แต่ยังมีอำนาจทับซ้อนที่อยู่เหนือการตัดสินใจของ ผู้ว่าฯ กทม. อีกที
แต่สำหรับโครงการขนาดใหญ่ใน กทม. ที่ต้องใช้งบประมาณสูงและมีกรอบการดำเนินการที่ยาวนานนั้น อำนาจการตัดสินใจชี้ขาดก็ไม่ได้ขึ้นของผู้ว่าฯ กทม. เพียงคนเดียวเท่านั้น เนื่องจากอำนาจในการบริหารจัดการกรุงเทพมหานครถูกรวมศูนย์ไว้ที่รัฐบาลและส่วนราชการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำให้กรุงเทพฯ ไม่สามารถบริหารจัดการเมืองได้อย่างอิสระดังที่คาดคิด
ดังนั้น แม้ประชาชนจะเลือกผู้ว่าฯ จากนโยบายที่ตรงกับความต้องการของตนเอง แต่ก็ใช่ว่านโยบายเหล่านั้นจะเป็นจริงได้ทั้งหมด เพราะการบริหารกรุงเทพฯ รายล้อมไปด้วยเงื่อนไขมากมายจนยากที่จะขยับแต่ลำพัง
ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ การก่อสร้างรถไฟฟ้าโครงการต่าง ๆ แม้ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง น่าจะเป็นผู้ว่าฯ คนแรก ๆ ที่เริ่มพูดถึงการสร้างรถไฟลอยฟ้าในกรุงเทพฯ เพื่อแก้ปัญหาจราจร แต่ในความเป็นจริงแล้ว กรุงเทพมหานครไม่สามารถดำเนินการได้เพียงลำพัง คนกรุงเทพฯ ต้องรอนานนับสิบปีกว่ารถไฟฟ้าสายแรกจะใช้ได้จริง เพราะผ่านขั้นตอนต่าง ๆ มากมาย ต้องอาศัยงบประมาณจากส่วนกลาง และต้องได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีก่อน จนถึงปัจจุบันการก่อสร้างหรือเก็บค่าบริการส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าก็ยังเป็นอำนาจการตัดสินใจของรัฐบาล
หรือแม้แต่กรณี โครงการการพัฒนาฟื้นฟูสภาพแวดล้อมคลองแสนแสบ ยังเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลเห็นชอบแผนหลักการพัฒนาฟื้นฟูสภาพแวดล้อมคลองแสนแสบ ระยะเวลา 11 ปี (พ.ศ. 2564-2574) จำนวน 84 โครงการ วงเงินรวมทั้งสิ้น 82,563 ล้านบาทตามข้อเสนอของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ด้วยเหตุผลว่าเป็นการสนองพระบรมราโชบายของรัชกาลที่ 10 ที่ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาดูแลแหล่งน้ำลำคลอง
นอกจากนี้การบริหารจัดการกรุงเทพฯ ยังถูกกำกับไว้ด้วยหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีอำนาจและบทบาทเฉพาะเรื่องโดยตรงมากกว่า จนปัญหาเดียวของกรุงเทพฯ มี “เจ้าภาพ” หลายราย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนเรื่องนี้คือ การแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นปรากฎอยู่ในแผนพัฒนาทุกฉบับและชี้สาเหตุได้ว่าเกี่ยวข้องกับน้ำเหนือ น้ำทะเลหนุน และการระบายน้ำไม่ทันตั้งแต่ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 2
แต่การแก้ปัญหานี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น กรมชลประทาน นับตั้งแต่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ที่คณะรักษาความมั่นคงแห่งชาติ (คสช.) ตั้งคณะกรรมการกำหนดกรอบนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อจัดทำแบบยุทธศาสตร์จัดการทรัพยากรน้ำทั้งประเทศ และเกิดสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติขึ้น การบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพฯ ก็ขึ้นอยู่กับหน่วยงานนี้เช่นกัน กรุงเทพฯ ไม่ได้มีบทบาทจัดการเท่าที่ควรแม้จะเป็นผู้รับผิดชอบคุณภาพชีวิตและสภาพแวดล้อมของคนกรุงเทพฯ โดยตรง
รวมไปถึงเงื่อนไขเรื่อง “กฎหมาย” ที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการท้องถิ่นตั้งแต่ พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา ก็ยิ่งทำให้การจัดการกรุงเทพฯ ซับซ้อนมากขึ้น โดยไม่เพียงแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือแผนแม่บทกระทรวงมหาดไทยเท่านั้นที่กำหนดแนวทางพัฒนาเมืองกรุงเทพฯ แต่ยังเป็นผลจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่กำหนดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐให้รัฐบาลที่เข้ามาบริหารงานต้องดำเนินการประกอบกับพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 โดยรัฐบาลได้จัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2548-2551 ขึ้น และกำหนดให้ส่วนราชการต่าง ๆ ทำแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับแผนการบริหารราชการแผ่นดิน
ต่อมา ยังมีแนวทางของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนการปฏิรูปประเทศ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติเข้าไว้ด้วยตามพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561 ไปจนถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ขององค์การสหประชาชาติด้วย
ที่น่าสนใจ คือ บทบาทของประชาชนซึ่งควรจะเป็นคนที่ได้ประโยชน์จากแผนพัฒนาฯ มากที่สุด ได้หายไปจากแผนพัฒนากรุงเทพฯ ตั้งแต่ร่วมคิดและกำหนดวิสัยทัศน์ ออกแบบเมืองที่ตนเองต้องอยู่โดยตรง ตลอดจนการประเมินความก้าวหน้าของการพัฒนาเมืองสะท้อนให้เห็นวิธีการทำงานของระบบรัฐราชการที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนมากเท่าที่ควรจะเป็น
ทั้งหมดนี้นำมาสู่คำถามต่อไปว่า แผนพัฒนากรุงเทพฯ ในปัจจุบันตอบสนองกับความต้องการของประชาชนมากน้อยเพียงใด และควรจะมีกระบวนการร่วมคิดร่วมสร้างกรุงเทพฯ รูปแบบใหม่ ๆ โดยประชาชนในฐานะที่เป็นพลเมืองของกรุงเทพฯ หรือไม่ เพื่อไม่ให้แผนพัฒนากรุงเทพเป็นเพียง “คู่มือ” กำกับการปฏิบัติงานของข้าราชการเท่านั้นดังที่เป็นมา
ที่มา : ปรุงปรุงแก้ไขจากบทความ “แผนพัฒนา กทม. มีไว้ทำไม” EP1 EP2 และ EP3 ซึ่งเป็นความร่วมมือทางด้านข้อมูลระหว่าง The Active และ Rocket Media Lab
อ่านเพิ่มเติม เลือกตั้ง กทม. 69 : ย้อนดูนโยบายหาเสียงและผลงานของผู้ว่าฯ กทม. ในแต่ละยุค – Rocket Media Lab
ดูข้อมูลนโยบายหาเสียงของผู้ว่าฯ ปี 2518-2565 ได้ที่ https://rocketmedialab.co/database-bkk-campaign



























