Connect with us

Hi, what are you looking for?

environment

สำรวจพื้นที่น้ำท่วม 5.12 ล้านไร่ ใน 45 จังหวัด ช่วง 28 ก.ย. – 4 ต.ค. 69  เกือบ 80% อยู่ในภาคกลาง

จากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ระหว่างวันที่ 28 กันยายน ถึง 4 ตุลาคม 2569 เผยให้เห็นภาพรวมสถานการณ์อุทกภัยในประเทศไทยที่มีพื้นที่น้ำท่วมสะสมสูงถึง 5,122,560 ไร่ (ราว 8,196 ตารางกิโลเมตร) ครอบคลุม 45 จังหวัดทั่วประเทศ โดยพื้นที่น้ำท่วมกระจุกตัวอย่างหนักในภาคกลาง ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนกว่า 1.58 ล้านคน และกว่า 21,800 ครัวเรือน

Rocket Media Lab นำข้อมูลพื้นที่น้ำท่วมรายจังหวัดจาก GISTDA มาวิเคราะห์แบบแยกรายภาค เพื่อหาว่าวิกฤตน้ำท่วมขังรวมกว่า 5.12 ล้านไร่ ใน 45 จังหวัดนี้ กระจุกตัวอยู่ที่ไหน เกิดจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์หรืออื่นใด และเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับขนาดพื้นที่จริงของแต่ละจังหวัด จะพบความแตกต่างของระดับความรุนแรงอย่างไรบ้าง

พื้นที่น้ำท่วม 5.12 ล้านไร่ เกือบ 80% อยู่ในภาคกลาง

ข้อมูลจาก GISTDA รายงานน้ำท่วมสะสม 7 วัน ระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 4 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยมีพื้นที่น้ำท่วม 5,122,560 ไร่ คิดเป็นราว 8,196 ตารางกิโลเมตร เมื่อแยกรายภาคแล้ว พบว่า ภาคกลางมีพื้นที่น้ำท่วมมากที่สุด 4,090,500 ไร่ ใน 22 จังหวัด คิดเป็น 79.85% ของพื้นที่ท่วมทั้งประเทศ รองลงมาคือภาคตะวันออก 854,800 ไร่ ใน 7 จังหวัด หรือ 16.69% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 127,360 ไร่ ใน 13 จังหวัด หรือ 2.49% และภาคตะวันตก 49,900 ไร่ ใน 3 จังหวัด หรือ 0.97% ส่วนภาคเหนือและภาคใต้ไม่ปรากฏในรายงานรอบนี้

พื้นที่น้ำท่วมกระจายตัวอยู่ใน 45 จังหวัดจาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยนำมาจัดอันดับ 10 จังหวัดที่มีพื้นที่น้ำท่วมมากที่สุด ได้ดังนี้

  1. นครสวรรค์ 765,000 ไร่
  2. พระนครศรีอยุธยา 594,800 ไร่
  3. สุพรรณบุรี 576,300 ไร่
  4. ปราจีนบุรี 398,500 ไร่
  5. ฉะเชิงเทรา 380,000 ไร่
  6. พิจิตร 330,400 ไร่
  7. นครนายก 282,600 ไร่
  8. สุโขทัย 198,200 ไร่
  9. นครปฐม 163,600 ไร่
  10. ชัยนาท 160,000 ไร่

เมื่อนำมาจัดกลุ่มตามพื้นที่น้ำท่วม จะแยกได้ ดังนี้

  • พื้นที่น้ำท่วมเกิน 500,000 ไร่ มี 3 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ 765,000 ไร่, พระนครศรีอยุธยา 594,800 ไร่ และสุพรรณบุรี 576,300 ไร่ 
  • พื้นที่น้ำท่วม 200,001 ถึง 500,000 ไร่ มี 4 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี 398,500 ไร่, ฉะเชิงเทรา 380,000 ไร่, พิจิตร 330,400 ไร่ และนครนายก 282,600 ไร่
  • พื้นที่น้ำท่วมช่วง 100,001 ถึง 200,000 ไร่ มี 8 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย 198,200 ไร่, นครปฐม 163,600 ไร่, ชัยนาท 160,000 ไร่, ลพบุรี 158,400 ไร่, กำแพงเพชร 123,500 ไร่, อ่างทอง 122,700 ไร่, ปทุมธานี 119,500 ไร่ และพิษณุโลก 113,400 ไร่
  • พื้นที่น้ำท่วมช่วง 50,001 ถึง 100,000 ไร่ มี 4 จังหวัด ได้แก่ สระบุรี 89,500 ไร่, สิงห์บุรี 82,100 ไร่, เพชรบูรณ์ 65,900 ไร่ และชลบุรี 51,100 ไร่
  • พื้นที่น้ำท่วมช่วง 10,000 ถึง 50,000 ไร่ มี 11 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี 48,600 ไร่, บุรีรัมย์ 45,800 ไร่, กรุงเทพมหานคร 45,200 ไร่, นนทบุรี 30,900 ไร่, ราชบุรี 29,300 ไร่, กาญจนบุรี 17,900 ไร่, สมุทรปราการ 17,200 ไร่, บึงกาฬ 16,300 ไร่, สระแก้ว 15,800 ไร่, สกลนคร 11,900 ไร่ และนครพนม 11,000 ไร่
  • พื้นที่น้ำท่วมต่ำกว่า 10,000 ไร่ มี 15 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี 9,600 ไร่, นครราชสีมา 8,700 ไร่, ชัยภูมิ 8,400 ไร่, ระยอง 6,500 ไร่, หนองคาย 5,400 ไร่, สุรินทร์ 4,700 ไร่, ร้อยเอ็ด 4,700 ไร่, เพชรบุรี 2,700 ไร่, จันทบุรี 2,500 ไร่, สมุทรสงคราม 2,400 ไร่, ยโสธร 700 ไร่, ตราด 400 ไร่, สมุทรสาคร 300 ไร่, ขอนแก่น 100 ไร่ และศรีสะเกษ 60 ไร่

นอกจากนี้ เมื่อนำพื้นที่น้ำท่วมมาเทียบกับขนาดพื้นที่ทั้งจังหวัดเพื่อสะท้อนระดับความรุนแรงของแต่ละจังหวัด สามารถจัดอันดับ 10 จังหวัดแรกที่มีสัดส่วนพื้นที่น้ำท่วมต่อพื้นที่จังหวัดสูงสุด ได้ดังนี้
 

  1. พระนครศรีอยุธยา พื้นที่ท่วมคิดเป็น 37.22% ของพื้นที่จังหวัด
  2. นครนายก พื้นที่ท่วมคิดเป็น 21.31% ของพื้นที่จังหวัด
  3. อ่างทอง พื้นที่ท่วมคิดเป็น 20.27% ของพื้นที่จังหวัด
  4. สุพรรณบุรี พื้นที่ท่วมคิดเป็น 17.21% ของพื้นที่จังหวัด
  5. สิงห์บุรี พื้นที่ท่วมคิดเป็น 15.97% ของพื้นที่จังหวัด
  6. ปราจีนบุรี พื้นที่ท่วมคิดเป็น 13.39% ของพื้นที่จังหวัด
  7. นครสวรรค์ พื้นที่ท่วมคิดเป็น 12.75% ของพื้นที่จังหวัด
  8. ปทุมธานี พื้นที่ท่วมคิดเป็น 12.53% ของพื้นที่จังหวัด
  9. นครปฐม พื้นที่ท่วมคิดเป็น 12.07% ของพื้นที่จังหวัด
  10. พิจิตร พื้นที่ท่วมคิดเป็น 11.67% ของพื้นที่จังหวัด

พื้นที่น้ำท่วมภาคกลาง: นครสวรรค์มีพื้นที่น้ำท่วมมากที่สุด แต่อยุธยาท่วมหนักสุดเมื่อเทียบสัดส่วนจังหวัด

จากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมของ GISTDA (28 กันยายน – 4 ตุลาคม 2569) รายงานว่า ภาคกลาง เป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหนักที่สุดในประเทศ โดยมีพื้นที่น้ำท่วมสูงถึง 4,090,500 ไร่ ครอบคลุม 22 จังหวัด ซึ่งคิดเป็น 79.85% ของพื้นที่น้ำท่วมรวมทั้งประเทศ 

เมื่อพิจารณาเป็นรายจังหวัด พบว่าจังหวัดที่มีพื้นที่น้ำท่วมมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่

1. นครสวรรค์ 765,000 ไร่ (ราว 1,224 ตร.กม.)

2. พระนครศรีอยุธยา 594,800 ไร่ (ราว 951.68 ตร.กม.)

3. สุพรรณบุรี 576,300 ไร่ (ราว 922.08 ตร.กม.)

ปัจจัยหลักที่ทำให้นครสวรรค์มีพื้นที่น้ำท่วมมาก มาจากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่นครสวรรค์เป็นด่านรับน้ำแรกจากภาคเหนือ โดยเป็นจุดที่แม่น้ำปิงและแม่น้ำน่านไหลมารวมกันบริเวณปากน้ำโพเกิดเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อเกิดฝนตกหนักทางตอนบน มวลน้ำทั้งหมดจึงไหลมากองรวมกันที่นี่ นอกจากนี้ ยังมีน้ำป่าหลากและน้ำล้นอ่างเก็บน้ำจากพื้นที่เทือกเขาใกล้เคียง เช่น เทือกเขาแม่วงก์ และอ่างเก็บน้ำคลองโพธิ์ (อ.แม่เปิน) ไหลสมทบเข้ามาอย่างรวดเร็ว ประกอบกับสภาพพื้นที่บางแห่งเป็นที่ราบลุ่มต่ำริมน้ำ เช่น ชุมชนเกาะยม เมื่อปริมาณน้ำในแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาสูงเกินความจุ น้ำจึงเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนอย่างเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม แม้นครสวรรค์จะมีขนาดพื้นที่น้ำท่วมมากที่สุด แต่เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับขนาดพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัด จะพบว่าพื้นที่น้ำท่วมคิดเป็น 12.75% ของพื้นที่จังหวัดเท่านั้น ขณะที่พระนครศรีอยุธยามีพื้นที่น้ำท่วมสูงถึง 37.22% หรือคิดเป็นพื้นที่กว่า 1 ใน 3 ของทั้งจังหวัด

พื้นที่น้ำท่วมภาคตะวันออก: ปราจีนบุรีและฉะเชิงเทราครองพื้นที่ท่วมสูงสุด คิดเป็นกว่า 91% ของทั้งภาค

จากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมของ GISTDA (28 กันยายน – 4 ตุลาคม 2569) รายงานว่า ภาคตะวันออก มีพื้นที่น้ำท่วมสะสมรวม 854,800 ไร่ ครอบคลุม 7 จังหวัด ซึ่งคิดเป็น 16.69% ของพื้นที่น้ำท่วมรวมทั้งประเทศ

เมื่อพิจารณาเป็นรายจังหวัด พบว่าจังหวัดที่มีพื้นที่น้ำท่วมมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่

1. ปราจีนบุรี 398,500 ไร่  (ราว 637.6 ตร.กม.)

2. ฉะเชิงเทรา 380,000 ไร่  (ราว 608 ตร.กม.)

3. ชลบุรี 51,100 ไร่  (ราว 81.76 ตร.กม.)

ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดน้ำท่วมหนักกระจุกตัวในพื้นที่ดังกล่าว มาจากการที่ทั้งปราจีนบุรีและฉะเชิงเทราตั้งอยู่ใน ลุ่มน้ำปราจีนบุรี-บางปะกง ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำหลักของภูมิภาค โดยปราจีนบุรีรับน้ำจากทางตอนบน รายงานล่าสุดจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ณ วันที่ 10 ต.ค. 2569 ระบุว่า เกิดน้ำท่วมใน 6 อำเภอ (กบินทร์บุรี, เมืองฯ, ศรีมหาโพธิ, ประจันตคาม, บ้านสร้าง และศรีมโหสถ) รวม 59 ตำบล 641 หมู่บ้าน มีประชาชนได้รับผลกระทบ 59,832 ครัวเรือน และเสียชีวิต 23 ราย โดยปัจจุบันระดับน้ำเริ่มมีแนวโน้มลดลงแล้ว

ขณะที่ ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่ตอนล่างริมแม่น้ำบางปะกง ต้องรับมวลน้ำมหาศาลที่ไหลลงมาจากทางตอนเหนือและเจอปัญหาภาวะน้ำทะเลหนุนสูงในอ่าวไทย น้ำทะเลจึงดันกลับเข้ามาในแม่น้ำบางปะกง การระบายน้ำเป็นไปได้ยาก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมกระจายวงกว้างใน 8 อำเภอ (บางน้ำเปรี้ยว, บางคล้า, พนมสารคาม, แปลงยาว, เมืองฯ, บ้านโพธิ์, คลองเขื่อน และราชสาส์น) รวม 75 ตำบล 673 หมู่บ้าน มีผู้ได้รับผลกระทบ 54,729 ครัวเรือน และระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังพบว่าภาคตะวันออกมีการกระจุกตัวของน้ำท่วมอย่างชัดเจน โดยใน 2 จังหวัดอย่างปราจีนบุรีและฉะเชิงเทรา มีพื้นที่น้ำท่วมรวมกันสูงถึง 91.07% ของพื้นที่น้ำท่วมทั้งหมดในภาคตะวันออก ขณะที่อีก 5 จังหวัดที่เหลือ มีพื้นที่น้ำท่วมรวมกันเพียง 76,300 ไร่ หรือไม่ถึง 9% ของทั้งภูมิภาค

พื้นที่น้ำท่วมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: กระจายวงกว้าง 13 จังหวัด แต่พื้นที่น้ำท่วมรวมกันไม่ถึงครึ่งของนครนายก

จากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมของ GISTDA (28 กันยายน – 4 ตุลาคม 2569) รายงานว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่น้ำท่วมสะสมรวม 127,360 ไร่ จาก 13 ใน 20 จังหวัด ซึ่งคิดเป็นเพียง 2.49% ของพื้นที่น้ำท่วมรวมทั้งประเทศ เมื่อเทียบพื้นที่แล้วภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวมกันยังมีพื้นที่น้ำท่วมไม่ถึงครึ่งหนึ่งของจังหวัดนครนายกเพียงจังหวัดเดียว ที่มีพื้นที่น้ำท่วมจำนวน 282,600 ไร่

เมื่อพิจารณาเป็นรายจังหวัด พบว่าจังหวัดที่มีพื้นที่น้ำท่วมมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่

1. บุรีรัมย์ 45,800 ไร่ (ราว 73.28 ตร.กม.)

2. บึงกาฬ 16,300 ไร่ (ราว 26.08 ตร.กม.)

3. สกลนคร 11,900 ไร่ (ราว 19.04 ตร.กม.)

ปัจจัยหลักที่ทำให้ บุรีรัมย์ กลายเป็นพื้นที่น้ำท่วมสูงที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกิดจากอิทธิพลของฝนตกหนักถึงหนักมากต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2569 ส่งผลให้เกิดน้ำหลากและน้ำท่วมขังในวงกว้าง ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2569 จากศูนย์บัญชาการอุทกภัยจังหวัดบุรีรัมย์ ระบุว่ามีพื้นที่ได้รับผลกระทบครอบคลุม 12 อำเภอ 75 ตำบล 660 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 14,901 ครัวเรือน หรือกว่า 39,912 คน

หากนำขนาดพื้นที่น้ำท่วมไปเปรียบเทียบกับขนาดพื้นที่ทั้งหมดของแต่ละจังหวัด จะพบว่าน้ำท่วมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นการกระจายตัวเฉพาะจุด โดยจังหวัดที่มีสัดส่วนพื้นที่น้ำท่วมสูงที่สุดอย่าง บุรีรัมย์ มีพื้นที่น้ำท่วมราว 73.28 ตร.กม. คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.71% ของพื้นที่ทั้งจังหวัดเท่านั้น ถัดมาคือ บึงกาฬ คิดเป็น 0.61% และ สกลนคร คิดเป็น 0.20% ขณะที่จังหวัดใหญ่อย่างนครราชสีมา และขอนแก่น มีสัดส่วนพื้นที่ท่วมไม่ถึง 0.1% ของจังหวัด สะท้อนให้เห็นว่าแม้ภาคอีสานจะมีจำนวนจังหวัดที่ถูกน้ำท่วมมากถึง 13 จังหวัด แต่ระดับความรุนแรงในเชิงสัดส่วนพื้นที่ของแต่ละจังหวัดยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับภาคกลางและภาคตะวันออก

พื้นที่น้ำท่วมภาคตะวันตก: จำนวนพื้นที่น้ำท่วมน้อยสุดเพียง 0.97% ของประเทศ

จากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมของ GISTDA (28 กันยายน – 4 ตุลาคม 2569) รายงานว่า ภาคตะวันตก มีพื้นที่น้ำท่วมสะสม 49,900 ไร่ จาก 3 ใน 5 จังหวัด ใกล้เคียงกับขนาดพื้นที่น้ำท่วมของกรุงเทพมหานครที่มี 45,200 ไร่ โดยคิดเป็นเพียง 0.97% ของพื้นที่น้ำท่วมรวมทั้งประเทศ

เมื่อพิจารณาเป็นรายจังหวัด พบว่าจังหวัดที่มีพื้นที่น้ำท่วมมากที่สุด 3 อันดับ ได้แก่

1. ราชบุรี 29,300 ไร่ (ราว 46.88 ตร.กม.)

2. กาญจนบุรี 17,900 ไร่ (ราว 28.64 ตร.กม.)

3. เพชรบุรี 2,700 ไร่ (ราว 4.32 ตร.กม.)

ปัจจัยที่ทำให้เกิดน้ำท่วมในภาคตะวันตกเกิดจากฝนตกหนักสะสม และน้ำป่าไหลหลากฉับพลันจนทำให้น้ำระบายไม่ทัน ขณะที่เขื่อนขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนศรีนครินทร์ มีน้ำกักเก็บใกล้เต็มความจุ ต้องเร่งปริมาณระบายน้ำและอาจทำให้เกิดพื้นที่น้ำท่วมขัง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของ GISTDA ระบุปริมาณน้ำท่วมสะสมถึงวันที่ 4 ตุลาคม แต่ในคืนวันที่ 5 ตุลาคม จังหวัดราชบุรีได้เกิดฝนตกหนักจนมีน้ำป่าไหลหลากลงมาจากพื้นที่ภูเขา เข้าท่วมบ้านเรือนและเส้นทางคมนาคมใน อ.จอมบึง และ อ.โพธาราม ซ้ำเติมอีกระลอก บางจุดระดับน้ำสูงถึงระดับคอ ขณะที่ข้อมูลวันที่ 12 ตุลาคม 2569 สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) ระบุว่ายังมีน้ำท่วมขังรวม 7 อำเภอ ส่งผลกระทบกว่า 11,689 ครัวเรือน และยังต้องติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

หากพิจารณาความรุนแรงในเชิงสัดส่วนต่อขนาดจังหวัด พบว่าภาคตะวันตกมีสัดส่วนพื้นที่น้ำท่วมต่ำมาก โดย ราชบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดที่ท่วมหนักที่สุดในภาค มีพื้นที่น้ำท่วมคิดเป็นเพียง 0.90% ของพื้นที่จังหวัดเท่านั้น ขณะที่ กาญจนบุรี คิดเป็น 0.15% และ เพชรบุรี คิดเป็นเพียง 0.07% ของพื้นที่จังหวัด สะท้อนว่าภาพรวมของภาคตะวันตกเป็นการเกิดน้ำท่วมขังเฉพาะจุดและน้ำไหลหลากเป็นช่วงเวลา ไม่ได้เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้างต่อเนื่องในลักษณะแบบภาคกลาง

คุณอาจสนใจ