เหตุการณ์น้ำท่วมใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อปลาย พ.ศ. 2568 และเหตุการณ์น้ำท่วมใน จ.น่าน เมื่อเดือนสิงหาคมปีนี้ กำลังส่งสัญญาณเตือนประเทศไทยถึงความแปรปรวนและความรุนแรงของภัยพิบัติจากภาวะโลกรวน
รายงาน Climate Risk Index (CRI) 2026 ชี้ว่า ประเทศไทยถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว (extreme weather) จากภาวะโลกรวนเป็นอันดับที่ 17 ของโลก ขณะที่ข้อมูลจาก Readiness Ranking ชี้ว่า ไทยมีความพร้อมในการรับมือกับภาวะโลกรวนอยู่ในอันดับที่ 123 ของโลก สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่งที่จะต้องเตรียมตัวให้พร้อมมากขึ้นเพื่อรับมือกับผลกระทบจากภาวะโลกรวน ซึ่งย่อมรวมถึงการจัดทำแผนระยะยาว การจัดสรรงบประมาณ รวมถึงการผสานความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ
คำถามคือ ในตอนนี้ประเทศไทยมีความพร้อมเพียงใดแล้ว ต่อความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก
Rocket Media Lab และเครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน (CFNT) ชวนสำรวจการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน (climate adaptation finance) ในแต่ละจังหวัดของประเทศไทย โดยอ้างอิงฐานข้อมูล Thailand Climate Finance Tracker 2026 ซึ่งติดตามการลงทุนด้านการลดก๊าซเรือนกระจก (mitigation) และการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน (adaptation) ครอบคลุมเงินลงทุนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนแหล่งเงินทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น สถาบันการเงินและองค์กรระหว่างประเทศ
ข้อมูลภูมิทัศน์การเงินเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนประจำปี พ.ศ. 2569 จัดเก็บโดย CFNT ร่วมกับสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่ พ.ศ. 2561 ถึงพฤษภาคม พ.ศ. 2569 เพื่อร่วมกันหาคำตอบว่า ประเทศไทยลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนมากน้อยเพียงใด เงินลงทุนดังกล่าวกระจายไปสู่ภาคส่วนใดบ้าง และประเทศไทยมีความพร้อมเพียงใดในการรับมือกับภาวะโลกรวน
พื้นที่ต่างๆ ในประเทศไทยมีการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน
(climate adaptation finance) มากน้อยเพียงใด
ในภาพรวม ข้อมูลจาก Thailand Climate Finance Tracker 2026 ชี้ว่า ระหว่าง พ.ศ. 2561 ถึงพฤษภาคม พ.ศ. 2569 ประเทศไทยมีการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน (climate adaptation finance) หรือการลงทุนทุกรูปแบบที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมพร้อม รับมือ หรือปรับตัวต่อภาวะโลกรวนรวม 279.5 พันล้านบาท โดยภาครัฐยังคงเป็นผู้ลงทุนหลักมากกว่า 4 ใน 5 ของเงินลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนทั้งหมดในประเทศไทย

หากพิจารณาในระดับท้องถิ่น จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2025–2026 พบโครงการที่ถือเป็นการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนทั้งหมด 1,605 โครงการ ในจำนวนนี้เป็นโครงการภายใต้งบประมาณขององค์การบริหารส่วนจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวน 531 โครงการ
โดยเมื่อนำมาจำแนกตามพื้นที่พบว่า พื้นที่ที่มีงบประมาณสำหรับการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- กรุงเทพมหานคร 1,232.99 ล้านบาท มาจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2026 ของกรุงเทพมหานคร โดยทั้งหมดเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการระบายน้ำ เช่น โครงการก่อสร้างเขื่อน อุโมงค์ระบายน้ำ และระบบป้องกันน้ำท่วม
- จังหวัดสมุทรปราการ 992.33 ล้านบาท
- เมืองพัทยา ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ 304.53 ล้านบาท
- จังหวัดระยอง 198.40 ล้านบาท
- จังหวัดเพชรบูรณ์ 113.30 ล้านบาท
ส่วนจังหวัดที่มีงบประมาณสำหรับการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนน้อยที่สุด ได้แก่ อุตรดิตถ์ ยโสธร ชัยนาท ตราด และกาญจนบุรี ตามลำดับ
แม้กรุงเทพฯ จะเป็นพื้นที่ที่มีงบประมาณสำหรับการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนสูงที่สุด แต่เมื่อพิจารณาจากจำนวนโครงการกลับพบว่า มีเพียง 11 โครงการเท่านั้น
ขณะที่นครพนมเป็นจังหวัดที่มีโครงการซึ่งถือเป็นการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนมากที่สุดถึง 83 โครงการ เกือบทั้งหมดเป็นโครงการธนาคารน้ำใต้ดินแบบเปิด ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนและกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง อันเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมอย่างยั่งยืน โดยโครงการเหล่านี้กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ของจังหวัดนครพนม
ข้อมูลยังชี้ว่า มีเพียง 2 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพฯ และสมุทรปราการ ที่มีงบประมาณสำหรับการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนมากกว่า 500 ล้านบาท ขณะที่ 12 จังหวัดมีงบประมาณต่ำกว่า 1 ล้านบาท และอีก 5 จังหวัดไม่ปรากฏข้อมูล ได้แก่ ตรัง นราธิวาส เพชรบุรี ศรีสะเกษ และอุดรธานี
หน่วยงานราชการไทยนำงบประมาณเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน
(climate adaptation finance) ไปใช้ในเรื่องใดบ้าง

เมื่อนำข้อมูลการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนของภาครัฐมาจำแนกตามระบบการจำแนกภาคเศรษฐกิจ สามารถแบ่งออกเป็น 8 ภาค ได้แก่
- การจัดการน้ำและสุขาภิบาล
- ระบบนิเวศ
- เมืองและการตั้งถิ่นฐาน
- สาธารณสุข
- ระบบสังคม
- โครงสร้างพื้นฐาน
- อาหาร เกษตรกรรม และป่าไม้
- อุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม
ภาครัฐใช้งบประมาณในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำมากที่สุด คิดเป็นมูลค่า 167,869.73 ล้านบาท หรือ 71.21% ของงบประมาณภาครัฐที่ถือเป็นการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนทั้งหมด 235,740.68 ล้านบาท
เมื่อพิจารณาในระดับจังหวัด พบการลงทุนในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำมากที่สุดในกรุงเทพฯ และพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น มุกดาหาร นครพนม และนครราชสีมา โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
รองลงมาคือโครงการที่เกี่ยวข้องกับอาหาร เกษตรกรรม และป่าไม้ ซึ่งครอบคลุมการลงทุนในระบบการผลิตและจัดหาอาหารและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การผลิตขั้นต้นไปจนถึงการกระจายสินค้า โดยมีมูลค่าการลงทุนเพื่อรับมือและปรับตัวต่อภาวะโลกรวน 27,873.06 ล้านบาท หรือ 11.82%
ในระดับจังหวัด พบการลงทุนในโครงการกลุ่มนี้มากที่สุดในกรุงเทพฯ เช่น โครงการบำรุงรักษา ปรับปรุง และเพิ่มพื้นที่สีเขียว รองลงมาคือสุราษฎร์ธานี โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ถัดมาคือโครงการที่เกี่ยวข้องกับเมืองและการตั้งถิ่นฐาน หมายถึงการลงทุนเพื่อทำให้ชุมชนและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ทั้งในเขตเมืองและชนบทสามารถรับมือกับภาวะโลกรวนได้ มีมูลค่า 21,388.70 ล้านบาท หรือ 9.07%
ในระดับพื้นที่ พบการลงทุนในโครงการกลุ่มนี้มากที่สุดในกรุงเทพฯ และเมืองพัทยา โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการของกระทรวงมหาดไทย
โครงการที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศ หมายถึงการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศบนบก น้ำจืด ชายฝั่ง และทะเล รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพ ทุนทางธรรมชาติ และบริการจากระบบนิเวศ เพื่อรับมือและปรับตัวต่อภาวะโลกรวน มีมูลค่า 10,205.19 ล้านบาท หรือ 4.33%
ในระดับจังหวัด พบการลงทุนในโครงการกลุ่มนี้มากที่สุดในสมุทรปราการและระยอง ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ติดทะเล โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
โครงการที่เกี่ยวข้องกับระบบสังคม หมายถึงการลงทุนในระบบและบริการที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ ความปลอดภัย และความมั่นคงทางสังคม เพื่อเสริมความสามารถในการรับมือกับภาวะโลกรวน มีมูลค่า 7,149.26 ล้านบาท หรือ 3.03%
ในระดับจังหวัด พบการลงทุนในโครงการกลุ่มนี้มากที่สุดในเชียงใหม่และสมุทรปราการ โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการของกระทรวงคมนาคม
โครงการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน หมายถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ให้บริการที่จำเป็นต่อประชาชนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น ไฟฟ้า การขนส่ง และระบบสารสนเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับมือและปรับตัวต่อภาวะโลกรวน มีมูลค่า 704.20 ล้านบาท หรือ 0.30%
ในระดับพื้นที่ พบการลงทุนในโครงการกลุ่มนี้มากที่สุดในกรุงเทพฯ โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
โครงการที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุข หมายถึงการลงทุนในระบบและบริการเพื่อคุ้มครองและส่งเสริมสุขภาพของประชาชน มีมูลค่า 524.10 ล้านบาท หรือ 0.22%
ในระดับจังหวัด พบการลงทุนในโครงการกลุ่มนี้มากที่สุดในเพชรบูรณ์และอุบลราชธานี โดยทั้งหมดเป็นโครงการของกระทรวงสาธารณสุข
โครงการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม หมายถึงการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางอุตสาหกรรม การผลิต และภาคบริการ เช่น การก่อสร้าง การผลิต เทคโนโลยีสารสนเทศ การท่องเที่ยว และบริการทางการเงิน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน มีมูลค่า 26.45 ล้านบาท หรือ 0.01%
ในระดับจังหวัด พบการลงทุนในโครงการกลุ่มนี้ในสุราษฎร์ธานี โดยเป็นโครงการของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ข้อมูลทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า งบประมาณภาครัฐที่ถือเป็นการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนกระจุกตัวอยู่ในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำมากที่สุด เนื่องจากประเทศไทยเผชิญทั้งภัยแล้งและอุทกภัยเป็นประจำทุกปี อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ เช่น ปรากฏการณ์ลานีญา ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนตกชุกและมีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์น้ำท่วมใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อปลาย พ.ศ. 2568 สะท้อนให้เห็นว่า เม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบของการปรับตัวที่มีประสิทธิภาพเสมอไป ขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานสีเทา (gray infrastructure) ที่รองรับวัตถุประสงค์เพียงด้านเดียว (single-purpose infrastructure) เช่น อ่างเก็บน้ำหรือเขื่อน อาจจะกลายเป็น “การปรับตัวที่ก่อโทษ (maladaptation)” ที่ส่งผลลบต่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนมากกว่าเดิม
ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องพิจารณาโครงสร้างพื้นฐานที่อิงธรรมชาติหรือโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (green infrastructure) ควบคู่กันไป รวมถึงประยุกต์ใช้แนวทางการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (nature-based solutions) เพื่อรับมือกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศจากภาวะโลกรวน
ขณะเดียวกัน งบประมาณของโครงการที่ถือเป็นการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนยังคงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เมืองสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ สมุทรปราการ เมืองพัทยา และระยอง พื้นที่เหล่านี้อาจมีความเสี่ยงและความเปราะบางสูง โดยเฉพาะต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะโลกรวน
แต่ละกระทรวงมีงบประมาณที่ถือเป็นการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนมากน้อยเพียงใด

เมื่อนำข้อมูลการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน (climate adaptation finance) ของภาครัฐมาจำแนกเป็นรายกระทรวง พบว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีงบประมาณสำหรับโครงการที่ถือเป็นการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนมากที่สุด คิดเป็นมูลค่า 147,119.55 ล้านบาท หรือ 63.80%
โครงการส่วนใหญ่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำและสุขาภิบาล มีมูลค่า 133,319.23 ล้านบาท ขณะที่โครงการด้านระบบนิเวศได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยที่สุด อยู่ที่ 2.60 ล้านบาท จากทั้งหมด 6 โครงการ
รองลงมาคือกระทรวงมหาดไทย มีงบประมาณ 34,917.37 ล้านบาท หรือ 15.14% โดยโครงการส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับเมืองและการตั้งถิ่นฐาน มีมูลค่า 18,631.30 ล้านบาท ตามด้วยการจัดการน้ำและสุขาภิบาล 15,633.65 ล้านบาท ส่วนโครงการด้านระบบนิเวศได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยที่สุด อยู่ที่ 9.20 ล้านบาท จากทั้งหมด 4 โครงการ
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีงบประมาณ 34,072.86 ล้านบาท หรือ 14.78% โดยโครงการส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับอาหาร เกษตรกรรม และป่าไม้ มีมูลค่า 15,897.80 ล้านบาท ส่วนโครงการด้านเมืองและการตั้งถิ่นฐานได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยที่สุด อยู่ที่ 15.83 ล้านบาท จากทั้งหมด 5 โครงการ
กระทรวงคมนาคมมีงบประมาณ 10,288.17 ล้านบาท หรือ 4.46% โดยโครงการส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำและสุขาภิบาล มีมูลค่า 4,695.88 ล้านบาท ส่วนโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยที่สุด อยู่ที่ 13.25 ล้านบาท จากทั้งหมด 5 โครงการ
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมีงบประมาณ 1,508.62 ล้านบาท หรือ 0.65% โดยโครงการส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับระบบสังคม มีมูลค่า 999.68 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน มีมูลค่า 508.94 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีกระทรวงการคลัง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักนายกรัฐมนตรี และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งมีงบประมาณรวมกัน 2,683.16 ล้านบาท หรือ 1.16%
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า งบประมาณที่ถือเป็นการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนกระจุกตัวอยู่ใน 3 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่างมีภารกิจที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ เกษตรกรรม และสิ่งแวดล้อมโดยตรง จึงมีโครงการและงบประมาณที่ถือเป็นการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนในสัดส่วนสูง
ส่วนกระทรวงมหาดไทย ซึ่งกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำ โดยเฉพาะการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม อยู่ในอันดับต้น ๆ ของหน่วยงานภาครัฐ งบประมาณส่วนหนึ่งถูกส่งผ่านไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ จึงทำให้กระทรวงมหาดไทยเป็นอีกหนึ่งกระทรวงที่มีงบประมาณสำหรับการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนในระดับสูง
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Thailand Climate Finance Tracker 2026 โปรดดู: https://climatefinancethai.com/th/tracker-th/adaptation-th/


























