- พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มาตรา 89 กำหนดหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ไว้ 27 ด้าน แต่ปัญหาต่างๆ เกี่ยวข้องกับกฎหมายอีกหลายฉบับ หลายหน่วยงานรับผิดชอบ
- แม้ กทม.จะมีอำนาจดูแลทางเท้า แต่ทางเท้าของกทม.เป็นพื้นที่ทับซ้อน ทางเท้าอยู่คู่กับถนนซึ่ง มีหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบอย่างน้อย 3 ประเภทหน่วยงาน ทางเท้ายังเป็นพื้นที่รองรับอุปกรณ์สาธารณูปโภคทั้งบนดิน เช่น ต้นไม้ แผงลอย เสาไฟและใต้ดิน เช่น ท่อสายไฟใต้ดินของ กฟน. ท่อแก๊ส ท่อระบายน้ำ ท่อประปาของกปน. ที่ใช้กฎหมายคนละฉบับ
- ความรับผิดชอบต่อสกายวอล์คหรือทางเดินลอยฟ้า ในกรุงเทพฯ มีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับสัมปทาน บางแห่ง กทม.มีอำนาจเต็มทั้งหมด บางแห่งเจ้าของสัมปทานรถไฟฟ้าเป็นผู้บำรุงรักษา ทางเชื่อมต่ออาคารอยู่ในการดูแลของเจ้าของอาคาร
- มิถุนายน 2569 ร่างพ.ร.บ.บริหารราชการกรุงเทพมหานครฯ ที่รอการแก้ไข ทั้งร่าง พ.ร.บ.จากพรรคประชาชนและ ร่างพ.ร.บ. ของผู้บริหารกทม. ยุคชัชชาติ สิทธิพันธ์ ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนแล้ว อยู่ในขั้นตอนรอการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี
หากย้อนไปดูปัญหาเรื้อรังที่อยู่กับกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการจราจรติดขัด ทางเท้าผุพังไม่ได้มาตรฐาน สายสื่อสารรกรุงรัง ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อตลอดเวลา ดังที่อยู่ในแพลตฟอร์มทราฟฟี่ฟองดูว์ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมากว่า 1.3 ล้านเรื่อง ก็พบว่า มีเรื่องที่ต้องส่งต่อไปยังหน่วยงานอื่น 8% โดยเมื่อมีการร้องเรียนประเด็นเหล่านี้ คำตอบที่ได้กลับมามักออกมาในทำนองว่า กทม.ไม่มีอำนาจโดยตรงหรือเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานอื่น กทม. มีอำนาจโดยตรงเพียงบางเรื่อง เช่น จัดเก็บขยะ ดูแลสวนสาธารณะ แต่ส่วนใหญ่แล้ว ปัญหาหลายอย่างถูกผูกไว้กับหลายหน่วยงาน ทั้งรัฐส่วนกลางและองค์กรเอกชนอื่นๆ ทำให้ กทม. ทำได้แค่ “ประสาน” แต่ไม่อาจบังคับได้
Rocket Media Lab ชวนสำรวจว่า ปัญหาที่ประชาชนในกรุงเทพฯ ต้องเผชิญอยู่ทุกวัน กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ และมีผู้บริหารเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงมีความซับซ้อนอย่างไร เหตุใดกรุงเทพฯ จึงไม่สามารถแก้ไขได้โดยลำพัง


ทางเท้า-ถนน กทม. พื้นที่แห่งความซับซ้อน
จากข้อมูลการร้องเรียนในแพลตฟอร์มทราฟฟี่ฟองดูว์ 4 ปีระหว่างมิถุนายน 2565 ถึงพฤษภาคม 2569 พบว่า 5 ประเด็นที่มีเรื่องร้องเรียนมากที่สุดได้แก่ ทางเท้า ถนน ผิดกฎจราจร ไฟฟ้า และความสะอาด เฉพาะทางเท้า ซึ่งเป็นอันดับ 1 จำนวน 145,449 เรื่อง คิดเป็น 11.14% ปัญหามักเป็นเรื่องทางเท้าผุพัง ฝาท่อชำรุด การขับขี่และจอดรถบนทางเท้า หาบเร่แผงลอย ไฟส่องทาง เมื่อเข้าไปดูข้อมูลเกี่ยวกับความคืบหน้าพบว่า สัดส่วนของเรื่องร้องเรียนที่ได้รับการแก้ไขสำเร็จอยู่ที่ประมาณ 80% อีกราว 20% อยู่ระหว่างการดำเนินการ
ในขั้นตอนการแก้ปัญหา นอกจากการส่งต่อให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงของ กทม.เช่น สำนักงานเขต ฝ่ายเทศกิจ สำนักการจราจรและขนส่ง แล้ว ยังมีการส่งต่อให้หน่วยงานอื่นๆ แก้ปัญหาด้วย ทั้งรัฐและเอกชน ขึ้นอยู่กับพื้นที่และลักษณะของเรื่อง
แม้ กทม.จะมีอำนาจดูแลทางเท้า ตามกฎหมาย พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มาตรา 89 ที่กำหนดให้ กทม. มีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณะ ถึงกระนั้นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ต้องประสานงานกับหลายหน่วยงานก็เพราะว่าทางเท้าของกทม. เป็นหนึ่งในพื้นที่ทับซ้อน โดยในระดับผิวถนนทางเท้าอยู่คู่กับถนน ซึ่ง ถนนและซอยในกรุงเทพฯ นั้นมีหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบอย่างน้อย 3 ประเภทหน่วยงานก็คือ สำนักการโยธา กทม. สำนักงานเขต และหน่วยงานอื่นๆ เช่น กรมทางหลวง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย การรถไฟแห่งประเทศไทย ไปจนถึงสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ และหน่วยงานทางทหาร
ทางเท้ายังเป็นพื้นที่รองรับอุปกรณ์สาธารณูปโภคทั้งบนและใต้ทางเท้า ใต้ทางเท้ามี ท่อสายไฟใต้ดินของ กฟน. ท่อแก๊สใต้ดินของ ปตท. ท่อระบายน้ำของกทม. ท่อประปาของกปน. สายสื่อสารของบริษัทโทรคมนาคมต่างๆ
บนทางเท้ามี เสาไฟฟ้าของกฟน. สายสื่อสาร ของบริษัทโทรคมนาคม ต้นไม้ของกทม. ป้ายจราจรของกรมทางหลวง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ตำรวจหรือกทม. หาบเร่แผงลอย ของกทม. ท่อดับเพลิงของกปน. ตู้ไปรษณีย์ของบริษัทไปรษณีย์ไทย แต่ละหน่วยงานมี พ.ร.บ. ของตัวเอง
ขณะที่ถนนซึ่งเกี่ยวเนื่องกับทางเท้า มีจำนวนเรื่องร้องเรียนมากเป็นอันดับ 2 โดยปัญหาส่วนใหญ่มักเป็นเรื่อง ผิวถนนชำรุด การทำฝาท่อบนถนน การเปิดปิดสัญญาณไฟจราจร การจอดรถริมทาง การจัดการจราจร การก่อสร้างบนถนน เช่นเดียวกันกับทางเท้า การแก้ปัญหาบนถนนในกรุงเทพฯ ขึ้นอยู่กับว่าปัญหานั้นเกิดที่ไหน และเป็นปัญหาอะไร เพราะถนนในกรุงเทพฯ ก็มีหน่วยงานรับผิดชอบหลายชั้นเช่นกัน
ในแง่ของพื้นที่รับผิดชอบ หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบถนนสาธารณะในกรุงเทพฯ เป็นไปตาม พ.ร.บ. ทางหลวง พ.ศ. 2535 ที่แบ่งทางหลวงออกเป็นประเภทต่างๆ ถนนในกรุงเทพฯ ประกอบด้วยทางหลวงพิเศษ (มอเตอร์เวย์) และทางหลวงแผ่นดินสายหลัก เช่น ถนนวิภาวดีรังสิต กรมทางหลวงดูแล ทางด่วนที่อยู่ภายใต้กำกับของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ทางหลวงท้องถิ่น ที่สำนักการโยธาและสำนักงานเขต เป็นผู้ดูแล ยังมีถนนที่อยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานอื่นๆ ที่ไม่ได้สังกัดกทม.เป็นเจ้าของด้วย เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย ไปจนถึงสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ และหน่วยงานทางทหาร ซึ่งมีกฎหมายเฉพาะตัว กทม. ไม่สามารถเข้าไปจัดการได้เอง
ขณะเดียวกัน จากลักษณะของปัญหาที่หลากหลายบนถนน เช่น การทำผิดกฎจราจร ถนนยุบจากการก่อสร้างรถไฟฟ้า ทำให้ต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานอื่น นอกสังกัด กทม. ตัวอย่างจากการร้องเรียนเช่น การจอดรถในช่องทางซ้ายสุดซึ่งเป็นที่ห้ามจอด เมื่อดูความรับผิดชอบของหน่วยงานจะพบว่า กทม.สร้างถนนและโครงสร้างจราจรต่างๆ รวมทั้งเป็นผู้ลงทุนติดตั้งสัญญาณไฟและระบบควบคุม ส่วนตำรวจจราจรทำหน้าที่ควบคุมสัญญาณไฟ และแม้ กทม. จะพัฒนาติดตั้งระบบอัจฉริยะแล้ว แต่ต้องขอความร่วมมือกับตำรวจในพื้นที่ ส่วนการออกใบสั่งและการจับกุมรถที่จอดในที่ห้ามจอดเป็นอำนาจของตำรวจ ยังไม่นับว่ามีปัญหาจราจรที่เกิดจากโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าต่างๆ เช่น กรณีดินถล่มบริเวณจุดก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าวชิรพยาบาล ปัญหาถนนชำรุด การจัดเส้นทางจราจรใหม่อันเป็นผลจากการโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม กทม. ทำได้เพียงเจรจา หรือประสาน ไม่มีอำนาจหยุดหรือสั่งปรับแผนใหม่ได้โดยตรง
สกายวอล์คเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน
สกายวอล์ค ทางเดินเท้ายกระดับที่กระจายอยู่หลายพื้นที่เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในพื้นที่กึ่งสาธารณะกึ่งเอกชน เพราะสร้างบนพื้นที่สาธารณะ เปิดให้ประชาชนสัญจรผ่านไปมาได้ แต่พื้นที่บางส่วนเอกชนมีอำนาจในการดำเนินการ เช่น กำหนดเวลาเปิด-ปิด การติดตั้งและเข้าถึงข้อมูลในกล้องวงจรปิด การที่เส้นทางถูกแบ่งเป็นส่วนๆ ตามความเป็นเจ้าของพื้นที่บริเวณนั้นทำให้เกิดความซับซ้อนในการบริหารจัดการ
ตัวอย่างเรื่องร้องเรียนในแพลตฟอร์มทราฟฟี่ฟองดูว์ เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2567
“ปัญหา: พื้นที่บนสกายวอล์ค ประชาชนแจ้งว่ายังคงพบการตั้งวางขายสินค้าที่บริเวณดังกล่าวอยู่เช่นเดิม ต้องการให้มีการปรับผู้ที่กระทำผิดอย่างจริงจังด้วย อ้างอิงเลขที่รับแจ้ง BWFZCE เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 67 เจ้าหน้าที่เทศกิจเข้าตรวจสอบบริเวณทางเชื่อม BTS ลาดพร้าวแล้ว ขณะลงพื้นที่ตรวจสอบไม่พบมีการตั้งวางขายสินค้าบนทางเชื่อมตามที่ร้องเรียน เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการดังนี้
1. พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ของสถานีรถไฟฟ้า BTS ซึ่งผู้ร้องเรียนสามารถแจ้งเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ได้กับบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัน (จำกัดมหาชน)
2. เจ้าหน้าที่เทศกิจได้ประสานสอบถามกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในบริเวณดังกล่าว ทราบว่าได้มีการตรวจตราและเฝ้าระวังไม่ให้มีการวางขายสินค้าหรือการเรี่ยไรบริเวณทางสัญจรอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนผู้ใช้ทางเชื่อมในการสัญจร
ประชาชนแจ้งว่าเมื่อเวลาประมาณ 18.14 น. วันที่ 4 มีนาคม 2567 ประชาชนยังพบเจอว่ามีการขายของประมาณ 5 ราย ให้มาตรวจจับทั้งสองด้าน ทั้งจากด้าน บีทีเอส และด้านยูเนี่ยนมอลล์ อยากให้เจ้าหน้าที่จับปรับอย่างจริงจัง…”
หรือ
“วันนี้ตอนประมาณเกือบสามทุ่ม เรากำลังเดินบนสกายวอคบีทีเอสอโศกมุ่งหน้าไปทางเชื่อมตึกไทมสแควร์ ได้เจอกับนักเที่ยวผู้ชายเกาหลี วิ่งหน้าตาตื่นมา บอกว่าโดนเลดี้บอยใส่ชุดสีเหลืองล้วงกระเป๋า ต้องการความช่วยเหลือ เราทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้จะช่วยยังไงดี ได้แต่บอกเค้าว่าน่าจะต้องแจ้งตำรวจ แต่ไม่เป็นไรมีกล้อง cctv แล้วก็พาเค้าไปหาเจ้าหน้าที่บีทีเอสเพื่อถามว่าเราจะช่วยเค้ายังไงได้บ้าง จนท บีทีเอสแจ้งว่าสกายวอคไม่มีกล้องวงจรปิด มีแค่หน้าโรงแรมโซฟิเทล นักท่องเที่ยวต้องไปแจ้งความที่ สน ลุมพินีเอง แต่ตอนนั้น นทท ไม่มีเงินติดตัว และเราก็ไม่สะดวกใจที่จะพาเค้าไปถึง สน ลุมพินี แต่สุดท้ายได้โทรแจ้ง 191 ให้ส่งตำรวจมาช่วยเหลือแล้ว จนท ของบีทีเอสบอกว่าตรงนั้นเกิดเหตุบ่อยมาก แต่ไม่มีกล้องวงจรปิด จึงอยากร้องเรียน กทม ว่าควรมีกล้อง เพื่อความปลอดภัยนะคะ แถวนั้นคนเดินเยอะมาก เช่นกรณีนี้ คือไม่สามารถตามตัวคนร้ายได้เลย การมีกล้องจะทำให้คนร้ายไม่กล้าทำความผิดนะคะ รบกวนผู้เกี่ยวข้องช่วยพิจารณาด้วยค่ะ”
การดำเนินการใดๆ กับทางเชื่อมระหว่างสถานีรถไฟฟ้าจะขึ้นอยู่กับว่า เส้นทางนั้นเป็นสัมปทานแบบใด และจุดนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของใคร
- สกายวอล์คเส้นทางสัมปทานกับบีทีเอส (สายสีเขียวหลัก) กทม.เป็นเพียงผู้ออกใบอนุญาตเท่านั้น เอกชนที่จะสร้างทางเชื่อมดำเนินการผ่านบีทีเอส ตัวอย่างเช่น แยกราชประสงค์ (Ratchaprasong Walk) ซึ่งสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ (RSTA) พัฒนาโครงข่ายทางเดินลอยฟ้า R-Walk ความยาว 1,150 เมตร เชื่อมต่อ 18 อาคารทั่วย่าน โดยสมาคมฯ ส่งมอบให้ กทม. ด้วยรูปแบบ MOU ที่ กทม. เป็นผู้ดูแลเพราะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บนที่สาธารณะ เอกชนเป็นผู้บำรุงรักษาในทางปฏิบัติ เช่น กล้องวงจรปิดเป็นของบีทีเอสที่ดูแลและเก็บรวบรวมข้อมูล
- สกายวอล์คเส้นทางส่วนต่อขยายโครงการที่กทม. ลงทุนเอง เช่น อ่อนนุช-แบริ่ง และตากสิน-บางหว้า เอกชนจะยื่นขออนุญาตมาที่ กทม. โดยตรง กทม. ได้กำหนด หลักเกณฑ์การอนุญาตและค่าตอบแทนการสร้างทางเชื่อมระหว่างระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร ส่วนต่อขยายกับอาคารบุคคลภายนอก 2555 ไว้ว่า ทางเชื่อมในส่วนที่อยู่เหนือที่สาธารณะจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ กทม. ผู้ได้รับอนุญาต (เอกชน/เจ้าของอาคาร) รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทั้งค่าก่อสร้าง ค่ารื้อย้ายสาธารณูปโภค ค่าภาษี ค่าธรรมเนียม ค่าตอบแทนรายปี และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ไปจนกว่าจะสิ้นสุดการอนุญาต ส่วนการดูแลรักษาและความปลอดภัย ผู้รับใบอนุญาตจะต้องรับผิดชอบจัดการรักษาความปลอดภัยของประชาชน บำรุงดูแลรักษา ความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อยบริเวณทางเชื่อม ทั้งระหว่างก่อสร้างและระหว่างใช้งาน รวมทั้งต้องรับผิดชอบต่อการกระทำที่อาจขัดต่อกฎหมาย รวมถึงความรับผิดชอบต่อการละเมิดและอุบัติภัยต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นบนทางเชื่อมทั้งหมด
- สกายวอล์คหรืออุโมงค์ใต้ดินที่เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้า รฟม. ข้อบังคับ รฟม. ว่าด้วยหลักเกณฑ์การเชื่อมต่อหรือร่วมใช้กิจการรถไฟฟ้า พ.ศ. 2567 กำหนดให้ผู้รับสัมปทานมีหน้าที่ดูแล รักษา และบำรุงรักษาทรัพย์สินหรือระบบในส่วนที่ตนเองรับผิดชอบ
- สกายวอล์กที่ กทม. สร้างเอง และดูแลเอง ตัวอย่าง สกายวอล์คบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ทางเดินยกระดับ (Sky Walk) เชื่อมสถานีวงเวียนใหญ่ บริเวณใต้สะพานข้ามแยกตากสิน สำนักงานเขตในพื้นที่นั้นรับผิดชอบ โดยมีเทศกิจคอยกำกับดูแลสภาพความเป็นระเบียบ
- สกายวอล์ครูปแบบอื่นๆ เช่น โครงการก่อสร้างสะพานลอยเดินเท้าสายสีเขียวและสายสีน้ำเงิน บริเวณถนนวิภาวดีรังสิต ห้าแยกลาดพร้าว ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) การรถไฟแห่งประเทศไทย การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย กรมทางหลวง และ กรุงเทพมหานคร ซึ่งแต่ละจุดก็อยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานที่แตกต่างกัน หรือสกายวอล์คหน้าโรงพยาบาลศิริราช แยกอรุณอัมรินทร์ ก่อสร้างโดยโรงพยาบาลศิริราช กทม.โดยสำนักงานเขตบางกอกน้อยร่วมตรวจตราความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย
ในกรณีที่มีเหตุผิดปกติเกิดขึ้น ความสลับซับซ้อนของการจัดสรรความรับผิดชอบที่มีหลายรูปแบบก็สร้างความสับสนและยุ่งยากแก่ประชาชน ตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดเหตุร้าย เช่น โดนทำร้ายในบริเวณนี้ ต้องการขอภาพจากกล้องวงจรปิด ซึ่งโดยทั่วไปในพื้นที่อื่นๆ กทม.เป็นผู้ติดตั้งและบำรุงรักษา และเชื่อมโยงข้อมูลจากกล้องวงจรปิดไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองบังคับการตำรวจจราจร กองบัญชาการตำรวจนครบาล ประชาชน สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นต้องทำหนังสือขอภาพจากกล้องต่อเจ้าของกล้องแต่ละเจ้าของ ขั้นตอนมากมายและใช้เวลายาวนาน สกายวอล์คเป็นอีกตัวอย่างของดินแดนกึ่งกลางที่พื้นที่เดียวกัน มีเจ้าของหลายราย มีกฎหมายหลายฉบับที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อทำงานร่วมกัน
สกายวอล์คเป็นพื้นที่รอยต่อที่สะท้อนปัญหาเดิมของ กทม.ที่เป็นพื้นที่ซับซ้อนในรูปแบบใหม่ พื้นที่ลักษณะเดียวกัน มีเจ้าของหลายแบบ กฎหมายที่มีอยู่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อทำงานร่วมกัน
กทม. มีอำนาจแก้ปัญหาเมืองหลวงมากแค่ไหน
กฎหมายที่ใช้บริหารกรุงเทพมหานครในปัจจุบันบังคับใช้มาตั้งแต่ 40 ปีที่แล้ว โดย พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มาตรา 89 กำหนดหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ไว้ 27 ด้าน ดังนี้
(1) การรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทั้งนี้ตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครและตามกฎหมายอื่นที่กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร
(2) การทะเบียน ตามที่กฎหมายกำหนด
(3) การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
(4) การรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง
(5) การผังเมือง
(6) การจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ
(7) การวิศวกรรมจราจร
(8) การขนส่ง
(9) การจัดให้มีและควบคุมตลาด ท่าเทียบเรือ ท่าข้ามและที่จอดรถ
(10) การดูแลรักษาที่สาธารณะ
(11) การควบคุมอาคาร
(12) การปรับปรุงแหล่งชุมชนแออัดและการจัดการเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย
(13) การจัดให้มีและบำรุงรักษาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ
(14) การพัฒนาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
(14 ทวิ) บำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น
(15) การสาธารณูปโภค
(16) การสาธารณสุข การอนามัยครอบครัว และการรักษาพยาบาล
(17) การจัดให้มีและควบคุมสุสานและฌาปนสถาน
(18) การควบคุมการเลี้ยงสัตว์
(19) การจัดให้มีและควบคุมการฆ่าสัตว์
(20) การควบคุมความปลอดภัย ความเป็นระเบียบเรียบร้อยและการอนามัย ในโรงมหรสพและสถานบริการอื่น ๆ
(21) การจัดการศึกษา
(22) การสาธารณูปการ
(23) การสังคมสงเคราะห์
(24) การส่งเสริมการกีฬา
(25) การส่งเสริมการประกอบอาชีพ
(26) การพาณิชย์ของกรุงเทพมหานคร
(27) หน้าที่อื่น ๆ ที่มีกฎหมายระบุให้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ เทศบาลนคร หรือตามที่คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมอบหมาย หรือที่กฎหมายระบุเป็นหน้าที่ของกรุงเทพมหานครพมหานคร
จะเห็นได้ว่า อำนาจหน้าที่ของ กทม. ถูกกำหนดไว้อย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตามก็มีข้อจำกัดว่า อำนาจหน้าที่ของ กทม. ใน 27 ด้านนี้ อยู่ภายใต้กฎหมายอื่น ซึ่งหากมีกฎหมายเฉพาะที่ให้อำนาจหน่วยงานส่วนกลางไว้ อำนาจผู้ว่าฯ ก็จะถูกจำกัดลงทันที
ส่วนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายและบริหารกรุงเทพมหานครตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม อำนาจของผู้ว่าฯ จะถูกจำกัดไว้ด้วยในมาตรา 49 ว่า “(4) บริหารราชการตามที่คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมอบหมาย”
นอกจาก พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการ กทม. พ.ศ. 2528 มาตรา 89 ที่ระบุอำนาจหน้าที่ของกทม. ยังมีกฎหมายที่ กทม. ใช้บ่อย คือ
- พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 ที่ครอบคลุมเรื่องขยะ ทางเท้า สิ่งกีดขวางบนที่สาธารณะ ที่ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น
- พ.ร.บ. การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ครอบคลุมเรื่องเหตุรำคาญ เสียง กลิ่น ขยะ โรงงานรบกวน ให้อำนาจ เจ้าพนักงานท้องถิ่น เจ้าพนักงานสาธารณสุข กทม. สั่งระงับเหตุรำคาญได้
- พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ครอบคลุมเรื่องอาคารชำรุด กำหนดให้ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการ ควบคุม อาคาร ที่ปลูกสร้างในเขตพื้นที่
- พ.ร.บ. การผังเมือง พ.ศ. 2562 ครอบคลุมการวางแผนการใช้พื้นที่ เช่น ห้ามตั้งโรงงานในพื้นที่ที่อยู่อาศัย กทม. มีหน้าที่สำรวจ วิเคราะห์ และจัดทำร่างผังเมือง
ขณะที่ปัญหาต่างๆ ที่คนกรุงเทพฯ ประสบอยู่นั้น เกี่ยวข้องกับกฎหมายอีกหลายฉบับ ที่มีหลายหน่วยงานเป็นผู้ใช้อำนาจรับผิดชอบ ตัวอย่างปัญหาที่มีหลายหน่วยงานทับซ้อนกัน
- รถเมล์ไม่ทั่วถึง พ.ร.บ. การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ. จัดตั้ง ขสมก. พ.ศ. 2519 ให้กรมขนส่งทางบกเป็นผู้กำหนดเส้นทาง ออกใบอนุญาต และควบคุมคุณภาพรถ กทม.เป็นเพียงแค่ผู้สนับสนุนด้านอื่นๆ เช่น จัดทำศาลารอรถโดยสายประจำทาง
- รถไฟฟ้าราคาแพง ไม่เพียงพอในชั่วโมงเร่งด่วน พ.ร.บ. การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 ที่ให้อำนาจการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กำหนดอัตราค่าโดยสาร โดยมีกระทรวงคมนาคมเป็นผู้กำกับดูแล ในเส้นทางที่ กทม. เป็นคู่สัญญาโดยตรง กทม. ต้องเสนอต่อคณะรัฐมนตรี
- สายสื่อสารรกรุงรัง พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 (มาตรา 47 วรรคสองและมาตรา 48 ววรคสอง) และกฎกระทรวงกำหนดค่าใช้เขตทางหลวงท้องถิ่น พ.ศ. 2567 กำหนดให้กทม. มีอำนาจและดำเนินการตัดและรื้อถอนสายสื่อสารที่ไม่ได้ใช้งาน หรือสายที่ติดตั้งโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ โดยร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ กสทช. เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยได้
- รถเมล์-รถบรรทุกควันดำ พ.ร.บ. การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522, พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 และ ประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง กำหนดเกณฑ์มาตรฐานและวิธีการตรวจวัดค่าควันดำจากท่อไอเสียของรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ พ.ศ. 2568 ให้กรมขนส่งทางบกมีอำนาจกำกับรถโดยสาร รถบรรทุก กทม. มีอำนาจกำกับเฉพาะรถยนต์ 4 ล้อ
จะเห็นได้ว่า กรอบกฎหมายนี้ไม่เอื้อต่อการแก้ปัญหาที่กรุงเทพฯ เผชิญอยู่มาอย่างยาวนาน เพราะต้องประสานกับหน่วยงานกลางที่มีกฎหมายเฉพาะ และอยู่ภายใต้นโยบายของแต่ละกระทรวงอีกด้วย
รถเมล์-รถไฟฟ้าที่ตรงใจคนกรุงเทพฯ พยายามแค่ไหนก็แพ้ ถ้าไม่แก้กฎหมาย
ปัญหาที่ชาวกรุงเทพฯ เรียกร้องมานาน แต่ไม่ได้รับการแก้ปัญหาคือ อำนาจในการบริหารจัดการขนส่งสาธารณะ ทั้งรถเมล์และรถไฟฟ้า เหตุผลสำคัญมาจากการที่ กทม. ไม่มีอำนาจโดยตรงในการจัดการขนส่งสาธารณะของตัวเอง
กรณีของรถเมล์ กทม. ไม่มีอำนาจจัดการรถเมล์ทุกด้าน เพราะเป็นความรับผิดชอบขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของกรมขนส่งทางบก และกระทรวงคมนาคม กรมขนส่งทางบกเป็นผู้กำหนดเส้นทางและออกใบอนุญาต และควบคุมคุณภาพรถ ตาม พ.ร.บ. การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ด้วยเหตุนี้ที่ผ่านมา แทนที่เป็นการแก้ปัญหาการให้บริการขนส่งสาธารณะโดยตรง ที่เป็นความเดือดร้อนหลักของคนกรุงเทพฯ ทั้งราคาและการเข้าถึง ซึ่งส่งผลต่อค่าใช้จ่ายและคุณภาพชีวิตโดยตรง บทบาทของ กทม. ในเรื่องนี้มักวนเวียนอยู่กับใช้งบประมาณปรับปรุงป้ายรถเมล์แบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นป้ายรถเมล์อัจฉริยะในยุคของอภิรักษ์ โกษะโยธิน หรือการปรับรูปแบบของป้ายบอกสายรถเมล์ และออกแบบป้ายรถเมล์ใหม่ของชัชชาติ สิทธิพันธ์ อย่างไรก็ตาม กทม. ไม่มีอำนาจพิจารณาตำแหน่งป้ายรถเมล์ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมขนส่งทางบก
ที่ผ่านมา กทม. มีการเดินรถโดยสารประจำทางเองคือ รถโดยสารด่วนพิเศษ (BRT) ซึ่ง กทม. ต้องขอใบอนุญาตจากกรมขนส่งทางบกเท่านั้น ล่าสุดเมื่อปี 2567 กทม. ต้องการขยายเส้นทางเดินรถต่อ จากแยกสาทร-นราธิวาสไปถึงแยกวิทยุ เพื่อเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า MRT สถานีลุมพินีในช่วงเวลาเร่งด่วน ปรากฏว่า กรมขนส่งทางบกไม่อนุญาต อีกวิธีหนึ่งที่กทม. ใช้คือ BMA Feeder การเดินรถแบบรถโดยสารไม่ประจำทางที่กำหนดจุดจอดรับ-ส่ง เฉพาะจุดที่กำหนดเฉพาะ แต่ก็อยู่ในเส้นทางที่จำกัด
ส่วนรถไฟฟ้าก็เช่นกัน เนื่องจากรถไฟฟ้าอยู่ภายใต้พ.ร.บ. การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 และสัมปทานระหว่างรัฐบาล กับบริษัทเอกชนต่างๆ กทม. จึงไม่มีอำนาจกำหนดราคาหรือเส้นทางได้เองนอกจากรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียวที่ กทม. เป็นเจ้าของและจ้างบริษัทเดินรถ
กทม. เคยมีความพยายามผลักดันให้กรุงเทพฯ มีรถโดยสารประจำทางพลังงานไฟฟ้าในปี 2566 โดยสภากรุงเทพมหานครลงมติผ่านร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง รถโดยสารประจำทางพลังงานไฟฟ้าเพื่อลดมลภาวะ พ.ศ. …ปรากฏว่าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) มีหนังสือตอบกลับโดยสรุปว่า ไม่ใช่อำนาจของ กทม.
หรือการกำหนดราคาโดยสารรถไฟฟ้า ที่ดูเหมือน กทม. จะมีอำนาจทำได้ แต่สุดท้ายศาลตัดสินว่า กทม. ไม่สามารถทำได้ เมื่อปี 2564 กทม. ออกประกาศเรื่องการกำหนดค่าโดยสารโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ตลอดสายสูงสุด 104 บาท ต่อมาปี 2566 ศาลปกครองกลางพิพากษาเพิกถอนประกาศนี้ โดยให้เหตุผลว่า แม้รัฐธรรมนูญจะบัญญัติรับรองให้ กทม.ซึ่งเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นมีความเป็นอิสระ แต่การใช้อำนาจบริหารราชการและการจัดทำบริการสาธารณะของ กทม. โดยผู้ว่าฯ กทม.ก็ยังต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลตามหลักการกระจายอำนาจทางปกครองของรัฐ ดังนั้น กทม. ต้องปฏิบัติตามมติครม.
ทั้งสองกรณีสะท้อนว่า แม้ กทม. ต้องการจะบริหารจัดการขนส่งสาธารณะด้วยตนเอง แต่ก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคทางกฎหมายที่จำกัด จนทำให้การเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ทันกับความต้องการของประชาชนเกิดขึ้นได้ยาก
การเคลื่อนไหวแก้ไข พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ใครเสนออะไร ถึงไหนแล้ว
ข้อติดขัดทางกฎหมายจนทำให้เมืองไม่สามารถพัฒนาได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ทำให้หลายฝ่ายพยายามแก้กฎหมาย พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ซึ่งบังคับใช้มากว่า 40 ปี และกำหนดโครงสร้างอำนาจของกรุงเทพมหานครทั้งหมด
เมื่อ ตุลาคม 2567 คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชนและการมีส่วนร่วมของประชาชนสภาผู้แทนราษฎร เปิดเวทีรับฟังความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครและการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดงบประมาณกรุงเทพมหานคร พริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ เปิดเผยว่า จะยื่นร่างกฎหมายแก้ไข พ.ร.บ.บริหารราชการกรุงเทพมหานคร โดยเพิ่มการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีระดับเขตหรือกลุ่มเขต และการขยายอำนาจการบริหารและแก้ไขปัญหา เพื่อให้กทม. สามารถมีอำนาจจัดการปัญหาในพื้นที่ของตัวเอง โดยย่นย่อเรื่องการประสานงานหรือบูรณาการข้ามหน่วยงานไปได้
ต่อมา เดือนเมษายน 2568 กทม.โดยชัชชาติ สิทธิพันธ์ เริ่มเสนอแนวคิดปรับปรุง พ.ร.บ.บริหารราชการกรุงเทพมหานครฯ ผ่านเว็บไซต์ มุ่งเป้าจะแก้ปัญหา 3 ด้าน ได้แก่ ด้านอำนาจฝ่ายบริหารที่เพิ่มอำนาจหน้าที่ของกทม. ในการดำเนินงานต่างๆ ด้านงบประมาณ เปิดทางให้กทม. สามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มเติมจากภาษีหรือค่าธรรมเนียมใหม่ ๆ และด้านโครงสร้างการบริหารราชการ ปรับโครงสร้างและสัดส่วนข้าราชการการเมือง ทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติให้เหมาะสมกับภารกิจในปัจจุบัน มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแล้ว อยู่ในขั้นตอนของคณะรัฐมนตรี
ขณะเดียวกัน ร่างพ.ร.บ.ฯ ของพรรคประชาชนอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเพิ่งปิดรับฟังความเห็นจากประชาชนเมื่อ 23 พฤษภาคม 2569 สาระสำคัญคือการแก้ไขมาตรา 4 เพื่อยกเลิกอำนาจบางส่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในการควบคุม กทม. และกระจายอำนาจการบริหารสู่ท้องถิ่นอย่างเบ็ดเสร็จ โดยบังคับกระจายอำนาจ ถ่ายโอนภารกิจ งบประมาณ และบุคลากรให้ กทม. ตามแผน รวมถึงการขยายกรอบอำนาจให้กับ กทม.ในการให้บริการสาธารณะ โดยเปลี่ยนจากระบบ Positive List ที่ระบุว่า กทม. สามารถทำอะไรได้ จะต้องมีการระบุอยู่ในกฎหมาย เปลี่ยนไปเป็นระบบ Negative List ระบุเฉพาะสิ่งที่ประชาชนไม่ต้องการให้กรุงเทพมหานครทำ อาทิเช่น เงินตรา ศาล การทหาร การต่างประเทศ เป็นต้น นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการเลือกตั้ง 2 ชั้น มีทั้งผู้ว่าฯ/ส.ก. ในระดับเมือง และนายกเขต/ส.ข. ในระดับเขต
จนถึงมิถุนายน 2569 ร่าง พ.ร.บ. กทม. ของพรรคประชาชน อยู่ในขั้นตอนรอการอนุมัติรับรองจากนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นร่างการเงิน จึงจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรได้



























