- เด็กไทย 79.91% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดีย ในขณะที่ออสเตรเลีย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เริ่มจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี แต่ผลสำรวจของไทยพบว่านักเรียนถึง 1,420 คน ไม่เห็นด้วยกับนโยบายลักษณะนี้ โดยกลุ่มอายุ 14 ปี มีสัดส่วนไม่เห็นด้วยสูงที่สุดถึง 88.95%
- 72.50% ของผู้ตอบแบบสอบถามเริ่มมีสมาร์ทโฟนเครื่องแรกตั้งแต่ประถม และเกือบทั้งหมดพกไปโรงเรียนทุกวัน โดยส่วนใหญ่ยินดีให้เก็บโทรศัพท์ในเวลาเรียนแต่ต้องยืดหยุ่นให้ใช้สืบค้นข้อมูลได้
- 94.26% ของผู้ตอบแบบสอบถามพึ่งพา AI ช่วยเรื่องเรียน โดยวิชาคณิตศาสตร์และภาษาต่างประเทศเป็นวิชาที่เด็กๆ นิยมใช้ตัวช่วยมากที่สุด โดยมี ChatGPT และ Gemini เป็นสองแอปฯ หลัก
- นอกจากเรื่องเรียนแล้ว เด็กไทยยังใช้คุยเล่นและปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาการเงิน ไปจนถึงเรื่องความรักและครอบครัว

ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียกำลังเดินหน้าแบนการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กต่ำกว่า 16 ปี เพราะกังวลเรื่องภัยออนไลน์ที่เกินรับมือ แต่เสียงสะท้อนจากเด็กไทยกว่า 80%ในแบบสอบถาม กลับตอบว่าไม่เห็นด้วย และจากแบบสอบถามยังพบว่าเด็กไทยไม่ได้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นที่ปรึกษายามเหงา หรือใช้ช่วยทำส่งครูเท่านั้น แต่ยังใช้เป็นที่พึ่งทางใจ และที่ปรึกษาส่วนตัวในแทบจะทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องเรียน ปัญหาสุขภาพจิต ไปจนถึงเรื่องความรัก ในแบบที่ผู้ใหญ่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึง
งานชิ้นนี้จะชวนไปสำรวจพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 6 และ ปวช. 1 ถึง 3 จำนวน 1,777 คน ระหว่าง 29 มีนาคม – 25 พฤษภาคม 2569 ซึ่งจัดทำขึ้นโดย ร็อกเกต มีเดีย แล็บ ร่วมกับ มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h)

ผู้ตอบแบบสอบถาม ใครกันบ้างที่มาร่วมตอบ?
ผลสำรวจครั้งนี้ได้ข้อมูลจากนักเรียนทั้งสิ้น 1,777 คน โดยแบ่งตามเพศดังนี้
- หญิง 1,055 คน (59.37%)
- ชาย 606 คน (34.10%)
- LGBTQIA+ 72 คน (4.05%)
- ไม่ต้องการระบุเพศ 44 คน (2.48%)
เมื่อแบ่งตามระดับชั้นพบว่านักเรียนชั้น ม.1 มีจำนวนมากที่สุดถึง 400 คน คิดเป็น 22.51% รองลงมาคือ ม.3 จำนวน 373 คน คิดเป็น 20.99% ม.2 จำนวน 261 คน คิดเป็น 14.69% ม.4 จำนวน 242 คน คิดเป็น 13.62% ม.6 จำนวน 233 คน คิดเป็น 13.11% ม.5 จำนวน 189 คน คิดเป็น 10.64% ส่วนนักเรียน ปวช. มีจำนวนรวมกัน 79 คน คิดเป็น 4.45%

“สมาร์ทโฟน” ไอเทมคู่กายที่เด็กนักเรียนเกือบทุกคนต้องมี
ด้านอุปกรณ์ดิจิทัล นักเรียน 1,736 คน คิดเป็น 97.69% มีสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเอง มีเพียง 41 คน คิดเป็น 2.31% เท่านั้นที่ยังไม่มี ส่วนแท็บเล็ตหรือไอแพดนั้น นักเรียน 940 คน คิดเป็น 52.90% ยังไม่มีเป็นของตัวเอง ขณะที่อีก 837 คน คิดเป็น 47.10% มีอยู่แล้ว
สมาร์ทโฟนเครื่องแรกของนักเรียนส่วนใหญ่เริ่มต้นในช่วงประถมศึกษา โดยนักเรียนกว่า 72.50% ได้รับสมาร์ทโฟนเครื่องแรกในช่วง ป.1 ถึง ป.6 ซึ่งเป็นช่วงอายุประมาณ 6-12 ปี และยังมีอีก 7.15% ที่ได้รับตั้งแต่อนุบาล โดย ป.4 เป็นช่วงที่มีนักเรียนได้รับสมาร์ทโฟนมากที่สุดถึง 398 คน คิดเป็น 22.40% ตามมาด้วย ป.3 จำนวน 323 คน คิดเป็น 18.18% และ ป.5 จำนวน 206 คน คิดเป็น 11.59%
และเมื่อเปรียบเทียบการครอบครองอุปกรณ์ระหว่างกลุ่มพบว่าแทบไม่มีความแตกต่างระหว่างระดับชั้นเลย ทั้ง ม.ต้น ม.ปลาย และ ปวช. ต่างมีสมาร์ทโฟนในสัดส่วนใกล้เคียง 100% เกือบทั้งหมด โดยพบว่าม.ต้น (ม.1-3) มีสมาร์ทโฟน 478 คน จาก 478 คน ม.ปลาย (ม.4-6) มีสมาร์ทโฟน 346 คน จาก 346 คน ยกเว้นกลุ่ม ปวช. ที่มีสัดส่วนต่ำกว่าเล็กน้อยที่ 93.67% โดยพบว่ามีสมาร์ทโฟน 74 คน จาก 79 คน
ขณะที่แท็บเล็ตกลับให้ภาพที่น่าสนใจกว่า โดยนักเรียน ม.ปลาย มีแท็บเล็ตในสัดส่วนสูงที่สุดที่ 50.90% โดยพบว่าม.ปลาย (ม.4-6) มีแท็บเล็ต 338 คน จาก 664 คน ขณะที่ ม.ต้นมีแท็บเล็ต 465 คน จาก 1,034 คน หรืออยู่ที่ 44.97% และ ปวช. มีแท็บเล็ต 34 คน จาก 79 คน หรือคิดเป็น 43.04% ซึ่งพบความน่าสนใจคือ เมื่อผู้เรียนมีอายุมากขึ้น ภาระทางด้านการเรียนก็มากขึ้นตาม ความต้องการใช้อุปกรณ์หน้าจอใหญ่เพื่ออ่านและทำรายงานก็อาจเพิ่มตามด้วย ส่วนที่ ปวช. มีสัดส่วนแท็บเล็ตต่ำที่สุดนั้น อาจเป็นเพราะลักษณะการเรียนสายอาชีวะที่เน้นภาคปฏิบัติมากกว่าการนั่งอ่านหรือทำงานในเอกสาร ทำให้สมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียวก็อาจเพียงพอแล้ว
จ่ายกันเดือนละเท่าไหร่? ส่องค่าเน็ตวัยเรียน
นักเรียนส่วนใหญ่ใช้แพ็กเกจรายเดือนมากถึง 1,349 คน คิดเป็น 75.91% ในขณะที่ใช้แบบเติมเงิน 428 คน คิดเป็น 24.09% ค่าใช้จ่ายต่อเดือนพบว่ามีค่าใช้จ่าย 200-399 บาท มากที่สุด จำนวน 712 คน คิดเป็น 40.07% รองลงมาคือช่วง 100-199 บาท จำนวน 325 คน คิดเป็น 18.29% และมีนักเรียน 260 คน คิดเป็น 14.63% ที่จ่ายตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป

นโยบายโทรศัพท์ในโรงเรียน: เก็บโทรศัพท์ได้ แต่ขอให้ยืดหยุ่นหน่อย
นักเรียน 1,713 คน คิดเป็น 96.40% พกสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตไปโรงเรียนทุกวัน และมีนักเรียน 1,538 คน คิดเป็น 86.55% ระบุว่าโรงเรียนมีอินเทอร์เน็ตฟรีให้ใช้ ซึ่งหมายความว่านักเรียนเกือบทั้งหมดเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลา แม้อยู่ในโรงเรียน สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนคือโรงเรียนมีนโยบายรับมือกับการใช้โทรศัพท์ในห้องเรียนอย่างไร และ Wi-Fi ที่ให้บริการมีการกรองเนื้อหาหรือเปิดให้ใช้ได้อย่างเสรี และในทางกลับกัน พบนักเรียน 41 คน ที่ไม่มีสมาร์ทโฟนและอีก 239 คน ที่โรงเรียนไม่มีอินเทอร์เน็ต
ในส่วนของนโยบาย ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่านักเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้ปฏิเสธการมีกฎระเบียบเรื่องการใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียนทั้งหมด แต่ต้องการให้มีความยืดหยุ่น เมื่อถามว่านโยบายแบบไหนที่รับได้ นักเรียนตอบดังนี้
- เก็บเฉพาะเวลาเรียน แต่ใช้ได้เมื่อจำเป็น 1,172 คน (65.95%)
- ไม่เห็นด้วยกับการเก็บโทรศัพท์เลย 427 คน (24.03%)
- เก็บเฉพาะเวลาเรียนโดยไม่มีข้อยกเว้น 142 คน (7.99%)
- ให้โรงเรียนเก็บได้ทั้งวัน 25 คน (1.41%)
- ห้ามเอามาโรงเรียนเลย 11 คน (0.62%)
ตัวเลขนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานจริงในห้องเรียน เมื่อถามว่าใช้สมาร์ทโฟนทำอะไรในชั่วโมงเรียน นักเรียนตอบว่า
- ค้นข้อมูล 1,642 ครั้ง (38.39%)
- จดโน้ต 924 ครั้ง (21.60%)
- ทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมาย 758 ครั้ง (17.72%)
- เล่นเกม 324 ครั้ง (7.58%)
- ดูหนัง ฟังเพลง 399 ครั้ง (9.33%)
จากข้อดังกล่าวจะพบว่านักเรียนตอบว่าใช้ค้นข้อมูลมากที่สุด รองลงมาคือจดโน้ต และใช้ทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมาย
จำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียไหม นักเรียนไทยเห็นด้วยรึเปล่า
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในส่วนนี้คือนโยบายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ซึ่งกำลังเป็นกระแสที่หลายประเทศทั่วโลกเดินหน้าพร้อมกัน ออสเตรเลียเป็นชาติแรกที่ออกกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ก่อนที่มาเลเซียจะประกาศใช้นโยบายเดียวกันในวันที่ 1 มิถุนายน 2568 โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มอย่าง Facebook, Instagram, TikTok และ YouTube ต้องติดตั้งระบบยืนยันอายุผู้ใช้ ส่วนอินโดนีเซียก็บังคับใช้กฎหมายในทิศทางเดียวกันตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยสั่งระงับบัญชีของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่ YouTube, TikTok, Facebook, Instagram, Threads และ X
กลับมาที่ผลสำรวจของไทย นักเรียน 1,420 คน คิดเป็น 79.91% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายลักษณะนี้ มีเพียง 357 คน คิดเป็น 20.09% เท่านั้นที่สนับสนุน
เมื่อแยกตามอายุพบว่าแนวโน้มน่าสนใจมาก กลุ่มที่อายุต่ำกว่า 16 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่นโยบายนี้ส่งผลกระทบโดยตรง ไม่เห็นด้วยในสัดส่วนที่สูงมาก
- อายุ 14 ปี ไม่เห็นด้วย 330 คน จาก 371 คน (88.95%)
- อายุ 13 ปี ไม่เห็นด้วย 255 คน จาก 304 คน (83.88%)
- อายุ 12 ปี ไม่เห็นด้วย 225 คน จาก 288 คน (78.13%)
ขณะที่กลุ่มอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งนโยบายนี้ไม่ได้จำกัดสิทธิโดยตรง กลับมีสัดส่วนผู้เห็นด้วยว่าให้จำกัดการเข้าถึงสูงกว่าทุกกลุ่ม
- อายุ 17 ปี เห็นด้วย 70 คน จาก 247 คน (28.34%)
- อายุ 18 ปี เห็นด้วย 21 คน จาก 49 คน (42.86%)
จากข้อมูลจะพบว่ากลุ่มอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งนโยบายนี้ไม่ได้จำกัดสิทธิโดยตรง กลับมีสัดส่วนผู้เห็นด้วยสูงกว่าทุกกลุ่ม กลุ่มอายุ 17 ปี เห็นด้วย 70 คน จาก 247 คน คิดเป็น 28.34% และกลุ่มอายุ 18 ปี เห็นด้วย 21 คน จาก 49 คน คิดเป็น 42.86% ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในทุกกลุ่มอายุ และพบว่าเด็กโตกว่าเริ่มมองเห็นผลกระทบของโซเชียลมีเดียในแบบที่ประสบการณ์สอนมา และมองว่าควรมีการควบคุมบ้าง
จากคำตอบจะเห็นว่ายิ่งผู้ตอบแบบสอบถามอายุมากกว่า 16 ปี และอายุพ้นเกณฑ์ที่นโยบายครอบคลุม ความเห็นด้วยก็ยิ่งสูงขึ้นตาม ซึ่งอาจหมายความได้สองทาง ทั้งการที่กลุ่มอายุน้อยรู้สึกว่าถูกจำกัดสิทธิโดยไม่จำเป็น และการที่กลุ่มที่โตกว่าเริ่มมองเห็นผลกระทบของโซเชียลมีเดียในแบบที่ประสบการณ์สอนมา ในมาเลเซียเองก็มีกระแสคัดค้านจากนักวิชาการและภาคประชาสังคม โดยมองว่าการแบนแบบเหมารวมอาจไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และเด็กไม่จำเป็นต้องถูกกีดกันออกจากพื้นที่ดิจิทัล แต่ควรได้รับการปกป้องและทักษะในการใช้งานอย่างปลอดภัยแทน
ที่น่าสนใจคือในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังเดินหน้าจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็ก กระทรวงศึกษาธิการไทยกลับประกาศความร่วมมือกับ TikTok เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบคลิปสั้น โดยมีเป้าหมายลดภาระงานครูและอัปสกิลบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Happy Learning และแผนการนำ AI เข้าสู่การเรียนรู้ของกระทรวงในปี 2568-2569 ขณะที่ อินโดนีเซียกำลังพิจารณาขยายการแบนไปถึงแพลตฟอร์ม e-commerce หลังพบว่าเด็กตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางออนไลน์และใช้จ่ายเงินโดยไม่มีผู้ปกครองดูแล ซึ่งก็เห็นทิศทางที่แตกต่างกันของหลายๆ ประเทศ และยังต้องหาคำตอบที่ลงตัวไม่ได้ว่าควรจัดการโซเชียลมีเดียอย่างไร

เด็กไทยใช้ AI ทำอะไรบ้าง
เมื่อสอบถามเรื่อง AI พบว่านักเรียน 1,675 คน คิดเป็น 94.26% เคยใช้ AI ช่วยเรื่องการเรียนมาแล้ว มีเพียง 102 คน คิดเป็น 5.74% เท่านั้นที่ไม่เคยใช้เลย โดยในการใช้งานที่พบว่ามีดังนี้
- ช่วยสรุปเนื้อหา 1,366 ครั้ง (18.68%)
- ค้นข้อมูลทำรายงาน 1,326 ครั้ง (18.14%)
- แปลภาษา 1,276 ครั้ง (17.45%)
- ช่วยคิดไอเดียโครงงาน 1,030 ครั้ง (14.09%)
- ตรวจงานก่อนส่งครู 730 ครั้ง (9.98%)
- โยนโจทย์การบ้านให้ AI ช่วยตอบ 692 ครั้ง (9.47%)
- ทำพรีเซนเทชั่น 573 ครั้ง (7.84%)
ทั้งนี้เมื่อถามเรื่องด้านการตรวจสอบความถูกต้อง พบว่านักเรียน 886 คน คิดเป็น 52.90% ตรวจสอบเนื้อหาจาก AI เพียงบางครั้ง มี 727 คน คิดเป็น 43.40% ที่ตรวจสอบทุกครั้ง และ 62 คน คิดเป็น 3.70% ที่ไม่ตรวจสอบเลย

เมื่อดูว่านักเรียนใช้ AI ตัวไหนมากที่สุด พบว่า ChatGPT ครองอันดับหนึ่งด้วยผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 1,019 คน คิดเป็น 60.84% รองลงมาคือ Gemini 552 คน คิดเป็น 32.96% สองแพลตฟอร์มนี้รวมกันครอบคลุมผู้ใช้เกือบ 94% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ส่วน Canvas AI อยู่อันดับสามด้วย 37 คน คิดเป็น 2.21% ตามมาด้วย Grok 16 คน และ Claude 22 คน คิดเป็น 0.96% และ 1.31% ตามลำดับ
และเมื่อดูรูปแบบการใช้งานของแต่ละแพลตฟอร์ม พบว่าเด็กนักเรียนใช้ ChatGPT และ Gemini เกือบทุกด้าน ทั้งสรุปเนื้อหา ค้นข้อมูล แปลภาษา ช่วยคิดไอเดียโครงงาน ทำพรีเซนเทชั่น และโยนโจทย์การบ้านให้ช่วยตอบ ส่วนการใช้ Canvas AI หลายคนระบุว่าใช้วาดรูปและทำพรีเซนเทชั่นควบคู่กับงานอื่น ส่วน Grok มีผู้ใช้เพียง 16 คน และให้ข้อมูลว่าใช้ช่วย debug โปรแกรม

วิชายอดฮิตที่ต้องพึ่ง AI
วิชาที่ใช้ AI มากที่สุดคือคณิตศาสตร์ 609 ครั้ง คิดเป็น 36.36% ตามมาด้วยภาษาต่างประเทศ 538 ครั้ง คิดเป็น 32.12% และวิทยาศาสตร์ 169 ครั้ง คิดเป็น 10.09% ทำให้เห็นว่านักเรียนมักพึ่ง AI ในวิชาที่ต้องการความแม่นยำหรือทักษะภาษาเป็นหลัก
ในแง่ของครูและโรงเรียน นักเรียน 1,354 คน คิดเป็น 76.20% ระบุว่าครูอนุญาตให้ใช้ AI ได้บางวิชา มีเพียง 47 คน คิดเป็น 2.64% ที่ครูห้ามใช้เด็ดขาด อย่างไรก็ตามเมื่อถามว่าเคยโดนครูจับได้ว่าใช้ AI ทำงานส่งไหม พบว่า
- ไม่เคยใช้ AI ทำงานส่ง 426 คน (23.97%)
- ใช้แต่ไม่เคยถูกจับ 880 คน (49.52%)
- เคยถูกจับได้ 471 คน (26.51%)
ด้านการตรวจสอบความถูกต้อง นักเรียน 886 คน คิดเป็น 52.90% ตรวจสอบเนื้อหาจาก AI เพียงบางครั้ง มี 727 คน คิดเป็น 43.40% ที่ตรวจสอบทุกครั้ง และ 62 คน คิดเป็น 3.70% ที่ไม่ตรวจสอบเลย ตัวเลขนี้สอดคล้องกับการที่นักเรียนส่วนใหญ่ถึง 1,083 คน คิดเป็น 27.10% ของผู้ตอบในข้อนี้ ระบุว่าอยากมีวิชาที่สอนเรื่องการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจาก AI โดยเฉพาะ รองลงมาคือการเขียนโค้ดและ prompt 1,066 ครั้ง คิดเป็น 26.68% และความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว 945 ครั้ง คิดเป็น 23.65%

เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว: เมื่อ AI เป็นตั้งแต่ที่ปรึกษาเรื่องเรียน ยันที่ปรึกษาหัวใจ
นอกเหนือจากการเรียน AI ยังกลายเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของนักเรียนหลายคน โดยนักเรียนใช้คุยเล่นทั่วไปมากที่สุด 897 ครั้ง คิดเป็น 19.78% ตามมาด้วยการปรึกษาปัญหาสุขภาพร่างกาย 764 ครั้ง คิดเป็น 16.85% ปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต 530 ครั้ง คิดเป็น 11.69% และวางแผนการเงิน 518 ครั้ง คิดเป็น 11.42% รวมถึงการปรึกษาเรื่องความรัก 403 ครั้ง คิดเป็น 8.89% และปัญหาครอบครัว 380 ครั้ง คิดเป็น 8.38% จากข้อมูลจะให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือการเรียนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผู้ช่วยที่คอยให้ทำปรึกษาในหลายๆ เรื่องด้วย
ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่หลายประเทศกำลังพยายามหาวิธีปกป้องเด็กในพื้นที่ดิจิทัล อินโดนีเซียเพิ่งสั่งระงับบัญชีเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มเสี่ยงสูงอย่าง YouTube, TikTok, Facebook และ Instagram ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยรัฐมนตรีด้านดิจิทัลระบุว่ารัฐบาลต้องการเข้ามาช่วยให้พ่อแม่ไม่ต้องสู้กับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่เพียงลำพัง

เมื่อถามว่าเคยทำตามคำแนะนำของ AI ไหม นักเรียน 1,316 คน คิดเป็น 74.06% ตอบว่าทำตามเป็นบางครั้ง มี 204 คน คิดเป็น 11.48% ที่ทำตามบ่อยๆ และ 32 คน คิดเป็น 1.80% ที่ทำตามทุกครั้ง
เมื่อถามถึงความจำเป็นของ AI ในชีวิต นักเรียน 1,091 คน คิดเป็น 61.40% มองว่ามีก็ดีเพราะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น ขณะที่ 602 คน คิดเป็น 33.88% รู้สึกว่าไม่มีก็ได้ และมีเพียง 58 คน คิดเป็น 3.26% ที่บอกว่า AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ขาดไม่ได้แล้ว
ดูข้อมูลได้ที่ : https://rocketmedialab.co/database-student-q2-2026



























