Connect with us

Hi, what are you looking for?

future

#DataDrivenPolicy เลือกตั้ง ’69 ปัญหาผู้สูงอายุ

พรรคการเมืองจะมีนโยบายอย่างไร เมื่อปัจจุบันไทยมีผู้สูงอายุ 14 ล้านคน ต้องจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุปีละ 1 แสนล้านบาทต่อปี งบบัตรทองสูงกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี อีก 20 ปีข้างหน้าจะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 20.5 ล้านคน รัฐจะหาเงินมาจากไหน

#DataDrivenPolicyคำถามนี้นักการเมืองต้องตอบ ชวนเปิดไพ่ ใช้ข้อมูลนำทาง กับไพ่ The Hermit ผู้สูงอายุ

#เลือกตั้ง69 ครั้งนี้ พรรคการเมืองมาพร้อมนโยบายมากมายสารพัดและแตกต่างกันไป Rocket Media Lab ขอเชิญชวนนักการเมืองทุกพรรค รวมไปถึงประชาชนทุกคน ทั้งผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้ง หรือยังไม่มี มาร่วมกันคลี่ปมปัญหา 12 ประเด็นของประเทศไทย ว่ามีอะไรซุกซ่อนอยู่บ้าง ผ่าน ‘ไพ่ทาโรต์’ ชุดพิเศษที่จัดทำขึ้น ที่จะมาพร้อมทั้งประเด็นปัญหา ชุดคำถามสำคัญที่จะพาเราไปหาทางออก และข้อมูลที่จะนำไปสู่การออกแบบนโยบายเพื่อแก้ปัญหานั้น

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 14,027,411 คน แต่มีผู้สูงอายุที่ไม่มีงานทำสูงถึง 62.47% และมีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาท/ปี 19.91%

ปี 2567 ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 14,027,411 คน คิดเป็น 20% ของประชากรทั้งประเทศ ทำให้ไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ (Complete Aged Society) เมื่อเทียบกับข้อมูลจำนวนผู้สูงอายุที่ไม่มีงานทำ จากรายงานการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 ระดับจังหวัด สำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าในปี 2567 มีผู้สูงอายุที่ไม่มีงานทำจำนวน 8,763,223 คน หรือคิดเป็น 62.47% ของประชากรผู้สูงอายุทั้งหมด 

แม้ตัวเลขผู้สูงอายุที่ไม่มีงานทำอาจจะไม่ได้บอกได้ทั้งหมดว่าผู้สูงอายุของไทยเกิดวิกฤตการหารายได้เพื่อมาเลี้ยงชีพ แต่จากข้อมูลยังพบว่าประเทศไทยมีผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อปี หรือมีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 2,500 บาทต่อเดือนซึ่งต่ำกว่าเส้นความยากจน 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน จำนวน 2,793,351 คน หรือ 19.91% ของประชากรผู้สูงอายุทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่ายังมีผู้สูงอายุจำนวนมากที่ยังไม่มีรายได้ที่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ ส่วนทางกับค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายอื่นๆ โดยเฉพาะค่าดูแลรักษาสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้น

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อเบี้ยผู้สูงอายุเป็นแบบขันบันได 600-1,000 บาท และไม่เพิ่มมา 16 ปีแล้ว

แนวคิดเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุริเริ่มในปี 2535 รัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน ได้ผ่านมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2535 ในการจัดทำสวัสดิการผู้สูงอายุยากจนหรือถูกทอดทิ้ง ในลักษณะของเงินสงเคราะห์เบี้ยยังชีพรายเดือน คนละ 200 บาทต่อเดือน และเริ่มให้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุยากจนที่มีรายได้ต่ำกว่า 6,000 บาทต่อปีในปี 2536 สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย ก็ดำเนินการต่อโดยกรมประชาสงเคราะห์

ต่อมาในปี 2542 มีมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 7 ธันวาคม 2542 เห็นชอบให้มีการเพิ่มเงินพิเศษเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โดยในปี 2543 เพิ่มเป็น 300 บาทต่อเดือน และในปี 2545 มีการปรับรูปแบบการจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุจากรายเดือน เป็นราย 6 เดือน งวดละ 1,800 บาท จำนวน 2 งวด รวมปีละ 3,600 บาทต่อปี

ในปี 2549 คณะรัฐมนตรีมีมติรับหลักการให้ปรับเพิ่มเงินสงเคราะห์เบี้ยยังชีพจากเดิม 300 บาทต่อเดือน เป็น 500 บาทต่อเดือน และได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบการให้แบบถ้วนหน้าในปี 2551 ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อให้ครอบคลุมผู้สูงอายุทุกคน เป็นครั้งแรกที่มีการจัดเบี้ยสูงอายุให้เป็นสวัสดิการถ้วนหน้า

ในปี 2553 สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีมติเห็นชอบเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายเบี้ยสูงอายุจากแบบอัตราคงที่คงที่เป็นแบบขั้นบันได โดยที่ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 – 69 ปี จะได้รับเงิน 600 บาทต่อเดือน อายุ 70 – 79 ปี รับเงิน 700 บาทต่อเดือน อายุ 80 – 89 ปี รับเงิน 800 บาทต่อเดือน และอายุมากกว่า 90 ปีขึ้นไปรับเงิน 1,000 บาทต่อเดือน

เป็นเวลากว่า 32 ปี เบี้ยสูงอายุเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสวัสดิการขั้นพื้นฐาน เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุในยามเกษียณ แต่นับตั้งแต่ปี 2553 เบี้ยสูงอายุยังคงให้อัตราแบบขั้นบันได 600 – 1,000 บาทต่อเดือนมาเป็นเวลา 16 ปี ในขณะที่ค่าครองชีพกลับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ 

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อประเทศไทยต้องจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี ในขณะที่อีก 20 ปีข้างหน้าจะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 20.5 ล้านคน 

ข้อมูลงบประมาณเบี้ยผู้สูงอายุ จากรายงานงบประมาณฉบับประชาชน ประจำปีงบประมาณ 2564- 2569 พบว่า นับตั้งแต่ปี 2564 ที่มีการตั้งงบประมาณเบี้ยผู้สูงอายุจำนวน 80,774.30 ล้านบาท เพื่อรองรับผู้สูงอายุจำนวน 10.19 ล้านคน จนถึงปี 2569 งบประมาณได้เพิ่มเป็น 101,540.10 ล้านบาท เพื่อรองรับผู้สูงอายุจำนวน 12.68 ล้านคน  เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ถึง 25.71% 

ในขณะที่ประเทศไทยมีประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นทุกปี จากข้อมูลจำนวนประชากรไทยที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านแยกรายอายุรายเดือน กรมการปกครอง พบว่าในปี 2563 มีผู้สูงอายุจำนวน 11.63 ล้านคน จนถึงปี 2568 มีผู้สูงอายุจำนวน 14.01 ล้านคน โดยมีการคาดการณ์ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุสูงถึง 20.5 ล้านคน รัฐจะต้องเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการงบประมาณเบี้ยยังชีพที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่องบบัตรทองเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ปีละ 3 หมื่นล้านบาท 

จากข้อมูลงบประมาณสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พบว่า งบประมาณของบัตรทองที่เป็นค่าบริการสุขภาพต่างๆ ในปีงบประมาณ 2566 สูงถึง 204,140.04 ล้านบาท และในปีงบประมาณ 2569 งบเพิ่มเป็น 265,295.58 ล้านบาท

แม้บัตรทองจะครอบคลุมทุกช่วงอายุ แต่จำนวนผู้สูงอายุที่มีสิทธิในระบบประกันสุขภาพแห่งชาติมีจำนวนเพิ่มขึ้น จากข้อมูลรายงานจำนวนประชากร จำแนกเพศและช่วงอายุ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พบว่า ในปีงบประมาณ 2566 มีผู้สูงอายุในระบบบัตรทอง 10,781,289 คน คิดเป็นร้อยละ 22.97 ของผู้มีสิทธิบัตรทองทั้งหมด ในขณะที่ในปีงบประมาณ 2569 มีผู้สูงอายุในระบบบัตรทอง 11,879,287 คน คิดเป็นร้อยละ 25.37 ของผู้มีสิทธิบัตรทองทั้งหมด

นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้สูงอายุยังมีอัตรการป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) สูงขึ้นเรื่อย โดยในปี พ.ศ. 2566 ประเทศไทยพบผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อจำนวน 7,404,202 คน คิดเป็น 75% ของผู้สูงอายุทั้งหมด โดยพบป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง 4,615,969 คน คิดเป็น 46.91% โรคเบาหวาน 2,144,438 คน คิดเป็น 21.79% รวมไปถึงโรคไต ที่พบมากในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยในปี 2566 มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคไตเรื้อรังในช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไปมากถึง 8,922 คน และมากที่สุดในทุกช่วงอายุ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างภาระทางด้านงบประมาณสาธารณสุขอย่างมหาศาล 

รัฐทำอะไรไปแล้วบ้าง

  1. เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

เบี้ยผู้สูงอายุ เป็นเงินช่วยเหลือจากภาครัฐให้กับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและค่าครองชีพในแต่ละเดือนของผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจุบันภาครัฐจะให้เงินช่วยเหลือในรูปแบบขั้นบันได โดยผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 – 69 ปี จะได้รับเบี้ยผู้สูงอายุ 600 บาทต่อเดือน อายุ 70 – 79 ปี ได้รับเบี้ยผู้สูงอายุ 700 บาทต่อเดือน อายุ 80 – 89 ปี ได้รับเบี้ยผู้สูงอายุ 800 บาทต่อเดือน และอายุ 90 ปีขึ้นไป ได้รับเบี้ยผู้สูงอายุ 1,000 บาทต่อเดือน

แม้ที่ผ่านมา เบี้ยผู้สูงอายุจะเป็นสวัสดิการแบบถ้วนหน้า แต่เมื่อปี 2566 กระทรวงมหาดไทยได้ออกระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566 โดยเพิ่มเงื่อนไขว่าผู้มีสิทธิรับเบี้ยผู้สูงอายุนอกจากจะมีสัญชาติไทย มีชื่อในทะเบียนบ้านของเขตองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น มีอายุ 60 ปี บริบูรณ์ขึ้นไป จะต้องเป็นเป็นผู้ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุกำหนด ส่งผลให้เบี้ยผู้สูงอายุไม่ได้เป็นสวัสดิการแบบถ้วนหน้า

  1. โครงการปรับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกของผู้สูงอายุให้เหมาะสมและปลอดภัย

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เริ่มทำโครงการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านให้ผู้สูงอายุ โดยกรมกิจการสูงอายุร่วมกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้าช่วยเหลือปรับปรุงที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุให้เหมาสมและปลอดภัย โดยจะเป็นค่าปรับปรุง ซ่อมแซมในอัตราเหมาจ่าย หลังละไม่เกิน 40,000 บาท

คุณสมบัติของผู้ที่ได้สิทธิขอเข้าโครงการจะต้องเป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป มีสัญชาติไทย มีฐานะยากจนหรือรายได้ไม่เพียงพอ ไม่ได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐ หรือได้รับแต่ไม่เพียงพอ และมีที่อยู่อาศัยที่ไม่มั่นคง ไม่เหมาะสมหรือไม่ปลอดภัยต่อการดำรงชีพของผู้สูงอายุ โดยผู้สูงอายุสามารถขอรับการสนับสนุนโครงการได้ที่ กรมกิจการผู้สูงอายุ สํานักงานเขตกรุงเทพมหานคร สำนักพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ทุกจังหวัด ศูนย์พัฒนาจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ องค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง และเทศบาลนครเมืองพัทยา

  1. กองทุนผู้สูงอายุ

กองทุนผู้สูงอายุ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 มาตรา 13 มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเงินช่วยเหลือ ส่งเสริม สนับสนุน และคุ้มครองคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ โดยทางกองทุนจะให้ความช่วยเหลือในรูปแบบการกู้ยืมได้แก่

  • การกู้ยืมเพื่อนำไปประกอบอาชีพ โดยการกู้ยืมรายบุคคลจะได้รับวงเงินไม่เกิน 30,000 บาท และรายกลุ่มไม่น้อยกว่า 5 คน จะได้รับวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท ผู้กู้สามารถผ่อนชำระคืนภายใน 3 ปี โดยไม่มีดอกเบี้ย
  • การขอรับการสนับสนุนโครงการจากกองทุนผู้สูงอายุสำหรับองค์กรของผู้สูงอายุและภาคเอกชนที่ดำเนินกิจการเกี่ยวกับการคุ้มครอง ส่งเสริม สนับสนุนผู้สูงอายุ
  1. ไทยมีงานทำ

ภาครัฐได้จัดทำ “ไทยมีงานทำ” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มรวมรวมตำแหน่งงานจากภาครัฐ และเอกชน เพื่อให้ประชาชนสามารถค้นหาตำแหน่งงานที่ว่าง การส่งเสริมทักษะอาชีพ และรวบรวมหลักสูตรอบรมทางวิชาชีพ โดยไทยมีงานทำเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสามารถหางานที่เหมาะสม และเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุเข้ามาหางานได้ ทั้งในรูปแบบงานพาร์ทไทม์ และงานประจำสำหรับผู้สูงอายุ

  1. ครอบครัวอุปถัมป์ผู้สูงอายุ

เป็นโครงการสนับสนุนให้บุคคลหรือครอบครัวเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีฐานะยากจน ไม่มีผู้ดูแล หรือมีแต่ไม่สามารถเลี้ยงดูได้ โดยผู้ที่สนใจจะเข้าโครงการจะต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี หากมีอายุต่ำกว่า 18 ปี แต่มีศักยภาพในการดูแลผู้สูงอายุอาจะได้รับการพิจรณาเป็นรายๆ ไป มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งและอยู่ในบริเวณเดียวกับผู้สูงอายุ ไม่เป็นผู้ต้องหาว่ากระทำผิดอาญาหรืออยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาล และผู้สมัครต้องได้รับความยินยอมจากสมาชิกทุกคนในครอบครัวว่า “มีความพร้อมในการคุ้มครองผู้สูงอายุ”

โดยครอบครัวอุปถ์จะได้รับความช่วยเหลือในการคุ้มครองผู้สูงอายุ ครอบครัวละ 2,000 บาทต่อเดือน หากมีเหตุจำเป็นและเหมาะสม อาจะไม่รับการพิจารณาให้เงินช่วยเหลือได้ไม่เกินครอบครัวละ 3,000 บาทต่อเดือน

เห็นด้วยหรือไม่? พรรคการเมืองของคุณจะรับนโยบายต่อไปนี้หรือไม่

  1. จัดตั้งบำนาญแห่งชาติ เพื่อเป็นหลักประกันรายได้ให้ผู้สูงอายุแบบถ้วนหน้า
  2. เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุให้สอดคล้องกับเส้นความยากจนและค่าครองชีพ
  3. กำหนดให้หน่วยงานภาครัฐต้องรับผู้สูงอายุเข้าทำงานอย่างน้อย 1 ตำแหน่ง
  4. กำหนดให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ต้องจ้างผู้สูงอายุเข้าทำงานในอัตราส่วนลูกจ้างทั่วไป 100 คน ต่อผู้สูงอายุ 1 คน เช่นเดียวกับการจ้างงานคนพิการ
  5. ขยายอายุเกษียณเป็น 65 ปี เพื่อเพิ่มเวลาในการออมเงินและหารายได้
  6. สร้างบ้านพักผู้สูงอายุในราคาที่เข้าถึงได้ ในแต่ละจังหวัดให้เพียงพอต่อจำนวนผู้สูงอายุที่ไม่มีที่อยู่อาศัย ในแต่ละจังหวัด 

ที่มา

การประเมินผลโครงการเบี้ยยังชีพสำหรับผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลแม่ข้าวต้ม อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567

จำนวนประชากรแยกรายอายุ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย

พัฒนาการของนโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในประเทศไทย: การเปรียบเทียบกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

งบประมาณฉบับประชาชน สำนักงบประมาณ

งบประมาณสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2566 – 2569

คุณอาจสนใจ