จากการที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจนำมาตรการ Work from Home กลับมาใช้ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรม เช่น ใส่เสื้อแขนสั้น งดการใส่สูทผูกไท อีกทั้งมีมาตรการลดการใช้พลังงานอื่นๆ เช่น การตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไว้ที่ระดับ 26-27 องศาเซลเซียส, การลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงานด้วยการปิดไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น, การลดการใช้ลิฟท์, การลดการใช้กระดาษ และเครื่องถ่ายเอกสาร รวมถึงการเช็คสภาพรถยนต์ เป็นต้น เพื่อรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานโลก
Rocket Media Lab ชวนสำรวจสถานการณ์การใช้พลังงานของไทยปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่ประเทศไทยใช้มาตรการล็อคดาวน์อย่างเต็มรูปแบบ รวมไปถึงการ Work from Home จากการระบาดของโควิด-19 ว่าที่ผ่านมานั้นช่วยลดการใช้พลังงานได้แค่ไหน

สถานการณ์การใช้น้ำมันและไฟฟ้า ปี 63: การใช้พลังงานลดลงจริง แต่ไม่ใช่เพราะ Work from Home เพียงอย่างเดียว
นับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ โควิด-19 ช่วงปลายปี 2562 การล็อคดาวน์หรือการปิดเมืองถือเป็นมาตรการหนึ่งที่ถูกใช้เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 โดยเริ่มจากวันที่ 26 มีนาคม 2563 มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อควบคุมการระบาดของโควิด-19 และในวันที่ 3 เมษายน 2563 ก็มีการประกาศเคอร์ฟิวทั่วประเทศ ห้ามประชาชนออกนอกเคหสถานตั้งแต่เวลา 22.00 – 04.00 ถือเป็นการล็อคดาน์อย่างเต็มรูปแบบ และทำให้ธุรกิจเอกชน ราชการ รัฐวิสาหกิจ จำเป็นต้องนำนโยบาย Work from home มาปรับใช้
เมื่อพิจารณาจากข้อมูลการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในภาคขนส่งทางบก ปี 2563 จากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน (สนพ.) พบว่า น้ำมันกลุ่มดีเซล มีสัดส่วนการใช้ลดลงจากปีก่อน 2.7% และน้ำมันกลุ่มเบนซิน มีสัดส่วนการใช้ลดลงเพียง 1.2% จากปีก่อน ในขณะที่ยอดการใช้เดือนพฤษภาคม 2563 มีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากช่วงผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ ประกอบกับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ “เราเที่ยวด้วยกัน” และการเพิ่มวันหยุดพิเศษ ส่งผลให้การใช้รถยนต์ส่วนบุคคลซึ่งส่วนใหญ่ใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่โดยรวมแล้วในปี 2563 การใช้น้ำมันลดลง
ในส่วนของการใช้ไฟฟ้า แม้ว่าตัวเลขการใช้ไฟฟ้าลดลง 3.1% จากปีก่อน แต่การลดลงดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นสม่ำเสมอในทุกภาคส่วน เมื่อจำแนกการใช้ไฟฟ้ารายสาขา พบว่าภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าลดลง 4.6% และภาคธุรกิจ ลดลงถึง 10.5% เนื่องจากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจทั้งของไทยและของโลก และจากการลดกำลังการผลิตสินค้าตามความต้องการใช้ทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ลดลง ขณะที่การใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนกลับเพิ่มขึ้น 7.4% ในปีเดียวกัน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากสภาพอากาศที่ร้อนและแปรปรวน มีการใช้เครื่องปรับอากาศมากขึ้น รวมถึงผลของมาตรการ Work from Home ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ลดการเดินทางและทำงานที่บ้านมากขึ้น
จากข้อมูลจะเห็นว่าในช่วงปี 2563 ที่มีการล็อคดาวน์เข้มขึ้น และมีการใช้มาตรการ Work from Home อย่างแพร่หลาย แต่มาตรการนี้กลับไม่ได้ให้ผลด้านการประหยัดพลังงานอย่างที่หวัง แม้จะช่วยลดการเดินทางไปทำงาน แต่ตัวเลขการใช้น้ำมันก็ลดลงเพียง 1-2% เท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบว่าในปี 2563 ที่มาตรการ Work from Home มีสภาพบังคับและต่อเนื่องยาวนานเกือบครึ่งปีเลยทีเดียว แต่ในกรณีปัจจุบันจะพบว่า มาตรการ Work from Home เพื่อลดการใช้พลังงานเป็นเพียงทางเลือกซึ่งปรับใช้กับภาครัฐเท่านั้นและยังมีระยะเวลาที่ยังไม่แน่นอน ดังนั้นการใช้น้ำมันจึงอาจจะไม่ได้ลดลงมากนัก
ขณะที่หากพิจารณาในประเด็นการใช้ไฟฟ้า จะยิ่งพบว่าการใช้ไฟฟ้าในภาคครัวเรือนกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่าการใช้มาตรการ Work from Home เป็นเพียงการย้ายตัวเลขการใช้ไฟจากสำนักงานไปเพิ่มที่บ้านเรือนแทน ดังนั้น การผลักดันมาตรการนี้เป็นมาตรการเร่งด่วนในปัจจุบัน เพื่อหวังว่าจะรับมือความเสี่ยงด้านพลังงาน ขณะที่โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลโดยตรงต่อราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งรวมอยู่ในต้นทุนก๊าซที่ไทยใช้ผลิตไฟฟ้า การผลักภาระให้ประชาชนกลับไปทำงานที่บ้านจึงเท่ากับเป็นการบังคับให้ประชาชนต้องแบกรับต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่กำลังปรับตัวสูงขึ้นตามราคาตลาดโลกผ่านบิลค่าไฟที่กำลังจะออกมา
การออกมาตรการ Work from Home เพียงอย่างเดียว หรือการขอความร่วมมือให้ถอดสูท ตั้งอุณหภูมิแอร์ 26 องศานั้น แม้จะเป็นมาตรการที่ดีแต่ยังไม่เพียงพอ และไม่ใช่คำตอบของการประหยัดพลังงานระดับชาติ มาตรการนี้เป็นการแก้ปัญหาแบบผลักภาระ แม้หน่วยงานภาครัฐอาจประหยัดงบได้จริง แต่ค่าครองชีพของประชาชนจะพุ่งสูงขึ้นจากบิลค่าไฟที่ควบคุมไม่ได้ในระดับครัวเรือน และตราบใดที่ประเทศไทยยังต้องนำเข้า LNG ในสัดส่วนที่สูงและผูกติดกับราคาตลาดโลกที่ผันผวน มาตรการประหยัดพลังงานแบบรายวันย่อมไม่สามารถลดภาระด้านพลังงานของประเทศในระยะยาวได้ การรณรงค์ให้ประหยัดพลังงานในขณะที่ยังไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างราคาค่าไฟ หรือการส่งเสริมพลังงานทางเลือกในระดับครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรม เช่น โซลาร์รูฟท็อป ทำให้มาตรการ Work from Home เป็นเพียงการซื้อเวลาที่อาจสร้างผลข้างเคียงเป็นภาระค่าครองชีพที่หนักกว่าเดิม























