พรรคการเมืองจะมีนโยบายอย่างไร เมื่อยุคทองของการท่องเที่ยวไทยผ่านพ้นไปแล้ว นักท่องเที่ยวต่างชาติปี 68 ลดลงเหลือ 32.9 ล้านคน ต่ำกว่าเป้า 6 ล้านคน
#DataDrivenPolicyคำถามนี้นักการเมืองต้องตอบ ชวนมาเปิดไพ่ เพื่อใช้ข้อมูลนำทาง กับไพ่ The World ท่องเที่ยว
การท่องเที่ยวเคยเป็นเครื่องยนต์หลักที่พาเศรษฐกิจไทยเดินหน้า แต่สถานการณ์ล่าสุดที่จำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวลดลง กำลังตั้งคำถามใหญ่ว่า “ยุคทอง” ของท่องเที่ยวไทยอาจผ่านพ้นไปแล้ว เมื่อปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงเหลือ 32.9 ล้านคน ต่ำกว่าเป้าหมายถึงราว 6 ล้านคน ท่ามกลางปัญหาความเชื่อมั่น ความปลอดภัย กำลังซื้อที่ถดถอย และพฤติกรรมการเดินทางที่เปลี่ยนไป พรรคการเมืองจะออกแบบนโยบายการท่องเที่ยวไทยใหม่อย่างไร ในโลกที่ความสำเร็จแบบเดิมอาจไม่กลับมาอีก
#เลือกตั้ง69 ครั้งนี้ พรรคการเมืองมาพร้อมนโยบายมากมายสารพัดและแตกต่างกันไป Rocket Media Lab ขอเชิญชวนนักการเมืองทุกพรรค รวมไปถึงประชาชนทุกคนทั้งผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้ง หรือยังไม่มี มาร่วมกันคลี่ปมปัญหา 12 ประเด็นของประเทศไทยว่ามีอะไรซุกซ่อนอยู่บ้าง ผ่าน ‘ไพ่ทาโรต์’ ชุดพิเศษที่จัดทำขึ้น ที่จะมาพร้อมทั้งประเด็นปัญหา ชุดคำถามสำคัญที่จะพาเราไปหาทางออก และข้อมูลที่จะนำไปสู่การออกแบบนโยบายเพื่อแก้ปัญหานั้น

พรรคการเมืองจะมีนโยบายอย่างไร เมื่อนักท่องเที่ยวเที่ยวมาไทยน้อยลง ชาวต่างชาติหาย 2.5 ล้านคนในปีเดียว
สถานการณ์ท่องเที่ยวไทยในรอบ 10 ปี ยังไม่ฟื้นตัวกลับสู่จุดเดิม ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2568 ลดลงเหลือ 32.9 ล้านคน หายไปกว่า 2.5 ล้านคนเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่ 35.55 ล้านคน สวนทางกับที่เคยคาดการณ์ว่าจะเติบโตแตะระดับ 37.5 ล้านคน และยังสวนทางกับเป้าหมายที่ ททท. เคยตั้งไว้ว่าจะทำยอดให้ถึง 39 ล้านคน
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เห็นว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยที่ยังน่าเป็นห่วง และอยู่ในภาวะการฟื้นตัวไม่ทั่วถึง (Uneven Recovery) ขณะที่ Financial Times ระบุว่า ประเทศไทยเป็นเหมือนคนป่วยแห่งเอเชีย โดยอธิบายว่า ประเทศที่เป็นเสือของอาเซียนในช่วง 5 ปีมานี้ กลับมีอัตราการเติบโตติดลบ ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญอย่างการบริโภค การผลิต และการท่องเที่ยวก็ล้วนอยู่ในช่วงขาลง
สำหรับสถิตินักท่องเที่ยวในปี 2568 ยังมีประเด็นน่าจับตาว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงถึง 34.2% เมื่อเทียบกับก่อนจะเกิดโควิดในปี 2562 ปัจจัยสำคัญมาจากวิกฤตความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย หลังไทยถูกจัดร่วงไปอยู่อันดับ 102 จาก 119 ประเทศในดัชนีชี้วัดการพัฒนาการเดินทางและการท่องเที่ยว (TTDI) ขณะที่นักท่องเที่ยวจากมาเลเซียเพิ่มขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งที่ 4.52 ล้านคน แม้ในช่วงปลายปี ตัวเลขจะชะลอลงจากเหตุน้ำท่วมภาคใต้
ในทางกลับกัน แนวโน้มการท่องเที่ยวของคนไทยกลับสวนทางอย่างชัดเจน โดยคนไทยเลือกไปเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้น เดือนตุลาคม 2568 คนไทยเดินทางไปญี่ปุ่นกว่า 6.8 แสนคน จากแรงหนุนด้านอัตราแลกเปลี่ยน และการเดินทางไปจีนก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากมาตรการวีซ่าฟรี โดยเฉพาะเส้นทางสู่เมืองเฉิงตู มีนักท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นกว่า 223.63%
ด้านโครงสร้างรายได้และค่าใช้จ่ายในปี 2568 ภาคการท่องเที่ยวสร้างรายได้รวมประมาณ 1.53 ล้านล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีก่อนหน้า แม้ภาครัฐจะพยายามแก้ปัญหาการกระจุกตัวของรายได้ผ่านมาตรการต่างๆ อาทิ สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการท่องเที่ยวเมืองรองที่มีวงเงินลดหย่อนสูงสุด 20,000 บาท การผลักดันนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ผ่านความร่วมมือหลากหลายรูปแบบ เช่น กระแสจากซีรีส์ The White Lotus Season 3 ที่มีนักแสดงอย่าง ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล ร่วมแสดง
อย่างไรก็ตาม นโยบายฟรีวีซ่าระหว่างไทย-จีน กลับส่งผลในทิศทางสวนทาง โดยเอื้อให้คนไทยเดินทางออกไปเที่ยวจีนมากกว่าดึงนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาในประเทศ ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางการเมืองจากการยุบสภาและสถานะรัฐบาลรักษาการในช่วงปลายปี ส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐชะลอตัว ซึ่งกลายเป็นโจทย์สำคัญที่พรรคการเมืองต้องเร่งแก้ไขเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา

พรรคการเมืองจะมีนโยบายอย่างไร เมื่อนักท่องเที่ยวใช้จ่ายเงินน้อยลง รายได้หายไป 3 แสนล้านบาทนับจากยุคก่อนโควิด
ภาพรวมรายได้จากการท่องเที่ยวยังฟื้นตัวไม่เท่าสู่ระดับก่อนโควิด แม้ในปี 2567 จะสร้างรายได้รวมราว 1.61 ล้านล้านบาท แต่ยังต่ำกว่าปี 2562 ซึ่งมีรายได้ถึง 1.91 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อวันของปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 4,828 บาท แม้จะปรับตัวดีขึ้นจากช่วงวิกฤตการระบาด แต่ยังไม่สามารถกลับไปแตะระดับมากกว่า 5,000 บาทต่อวันได้ เช่นเดียวกับช่วงปี 2558-2562 สะท้อนว่า ตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงและกำลังซื้อยังฟื้นกลับมาไม่เต็มที่
หากพิจารณานักท่องเที่ยวในมิติทั้งปริมาณและกำลังซื้อ พบว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นแชมป์ด้านรายได้รวมสูงสุด โดยในปี 2567 สร้างรายได้ถึงราว 3.6 แสนล้านบาท จากฐานจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาก และพฤติกรรมการช้อปปิ้งที่โดดเด่น อย่างไรก็ตาม หากวัดกันที่ความคุ้มค่าหรือระดับการใช้จ่ายต่อวัน กลับพบว่า กลุ่มที่สร้างรายได้สูงที่สุดคือนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง เช่น โอมาน กาตาร์ และคูเวต รวมถึงฮ่องกง ซึ่งยอมจ่ายราคาสูงแลกกับที่พักหรูและบริการพรีเมียม ขณะที่นักท่องเที่ยวรัสเซียยังคงเป็นกลุ่มที่จ่ายสูงสุดต่อทริป เนื่องจากมีลักษณะการพำนักระยะยาว ส่งผลให้มูลค่าการใช้จ่ายรวมต่อการเดินทางหนึ่งครั้งอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ โครงสร้างการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวกว่า 75% ยังคงกระจุกตัวอยู่ที่ 3 หมวดหลัก ได้แก่ ค่าที่พัก คิดเป็น 34% ค่าอาหาร 21% และการช้อปปิ้ง 20% โดยในหมวดการช้อปปิ้ง นักท่องเที่ยวจีนเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนรายได้สูงสุด คิดเป็นเกือบ 30% ของมูลค่าการใช้จ่ายด้านการช้อปปิ้งทั้งหมด
นอกจากนี้ ยังมีตลาดเฉพาะกลุ่มที่มีศักยภาพสูงและน่าจับตา คือ การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ หรือ Medical Tourism ซึ่งได้รับความนิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง และหมวดความบันเทิง (Entertainment) ที่นักท่องเที่ยวจากฮ่องกงมีสัดส่วนการใช้จ่ายในหมวดนี้สูงเป็นพิเศษ

พรรคการเมืองจะมีนโยบายอย่างไร เมื่อไทยยังพึ่งพิงนักท่องเที่ยวจีน แต่จีนมาไทยน้อยลงอย่างต่อเนื่อง จาก 11 ล้านคนยุคก่อนโควิด เหลือแค่ 4.47 ล้านคนในปี 2568
สัญญาณการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวจีนเริ่มชัดเจนขึ้นในเชิงปริมาณ แม้ในปี 2567 จำนวนนักท่องเที่ยวจีนสะสมสูงถึง 6.73 ล้านคนจากแรงหนุนของมาตรการวีซ่าฟรี แต่ข้อมูลล่าสุดในปี 2568 พบว่า ตัวเลขลดลงเหลือ 4.47 ล้านคน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนร่วงลงมาอยู่อันดับ 2 รองจากมาเลเซีย ที่มีนักท่องเที่ยว 4.52 ล้านคน และขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 1 แทน แสดงให้เห็นว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าไทยเริ่มลดลงจากช่วงฟื้นตัวหลังโควิด
ด้านหนึ่งคือ จุดแข็งที่ยังพอหยุงรายได้คือ กำลังซื้อของนักท่องเที่ยวจีนยังอยู่ในระดับสูง โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อวันในปี 2567 เพิ่มขึ้นเป็น 6,365 บาท จาก 5,198 บาทในปี 2566 อย่างไรก็ตาม จะพบปัจจัยกดดันสำคัญจากเศรษฐกิจจีน ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า และกำลังซื้อของชนชั้นกลางชาวจีนที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทำให้กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทยคัดกรองเหลือเพียงกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงที่ยังกล้าจับจ่าย ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนกลุ่มเดิมบางส่วน เริ่มหายไป
นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ประเมินว่า ประเทศไทยอาจจะผ่านยุคที่มีนักท่องเที่ยวจีนทะลุ 10 ล้านคนต่อไปไปแล้ว และหากไม่มีการปรับนโยบายอย่างจริงจัง แมัในอนาคตจะคาดหวังให้นักท่องเที่ยวจีนเข้ามาถึง 8 ล้านคนก็อาจจะเป็นไปได้ยาก
ภาพรวมนี้ชี้ว่า การท่องเที่ยวไทยไม่อาจพึ่งพิงนักท่องเที่ยวจีนเพียงตลาดเดียวได้อีกต่อไป การที่จีนเสียแชมป์ด้านปริมาณให้มาเลเซียเป็นสัญญาณเตือนว่า ไทยไม่สามารถพึ่งพิงจำนวนนักท่องเที่ยวจีนให้เติบโตตลอดไปได้ แต่นอกจากการรักษาฐานกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงไว้เพื่อพยุงรายได้รวมของประเทศ นโยบายการท่องเที่ยวควรวางแผนควบคู่ไปกับการกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดอื่นและการยกระดับโครงสร้างการท่องเที่ยวในระยะยาว

พรรคการเมืองจะมีนโยบายอย่างไร เมื่อภาพลักษณ์ประเทศไทยไม่น่าเชื่อถือ ประเทศไทยไม่ปลอดภัย และไม่เป็นปลายทางของการท่องเที่ยวอีกต่อไป
การท่องเที่ยวไทยเผชิญวิกฤตใหญ่หลายครั้งในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เริ่มจาก “สึนามิ” ในปี 2547 ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเกือบครึ่งหนึ่งในปีถัดมา รัฐบาลต้องขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ออกมาตรการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และสร้างระบบเตือนภัยสึนามิแห่งชาติ
ต่อมาปี 2558 เกิดเหตุระเบิดที่ราชประสงค์ ทำให้ไทยสูญเสียนักท่องเที่ยว 1.33 ล้านคน คิดเป็นรายได้กว่า 64,300 ล้านบาท รัฐบาลขณะนั้นช่วยเหลือผู้ประสบเหตุทันที และสร้างความมั่นใจให้กลับคืนมา โดยใช้วิธีโปรโมทผ่านโฆษณาการท่องเที่ยวในต่างประเทศ
เหตุการณ์เรือฟีนิกซ์ล่มในปี 2561 เป็นบทเรียนที่สะท้อนว่า การพึ่งพานักท่องเที่ยวกลุ่มเดียวมากเกินไปมีความเสี่ยงสูง ในเหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิต 47 ราย ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ส่งผลให้ยอดจองห้องพักในภูเก็ตถูกยกเลิกทันที 10-15% และนักท่องเที่ยวจีนลดลงต่อเนื่องกว่า 5 เดือน รัฐบาลได้แก้ปัญหาโดยมอบเงินเยียวยาให้ผู้สูญเสียรายละ 1 ล้านบาท และยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว
ในปี 2566 เกิดเหตุกราดยิงที่ห้างสยามพารากอน มีผู้เสียชีวิตเป็นชาวต่างชาติ 2 ราย และบาดเจ็บ 5 ราย รัฐบาลตั้งศูนย์บัญชาการเพื่อจัดการสถานการณ์ โดยให้ความช่วยเหลือผู้ประสบเหตุอย่างรวดเร็ว ประสานงานกับสถานทูต และออกมาตรการควบคุมอาวุธ
อีกวิกฤตที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเดือนมกราคมในปี 2568 เมื่อ “หวังซิง” นักแสดงชาวจีน ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ล่อลวงมาไทย ก่อนจะถูกลักพาตัวข้ามแดนไปยังเมียนมา เหตุการณ์นี้ทำลายภาพลักษณ์ที่ดี ทำให้ไทยถูกมองว่าเป็นประเทศทางผ่านของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ และแม้ว่านักแสดงจะได้รับการช่วยเหลือในภายหลัง แต่ข่าวการลักพาตัวได้แพร่สะพัดบนโซเชียลมีเดีย และส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวอย่างมาก
ผลกระทบที่เกิดขึ้นทันทีจากเหตุการณ์นี้คือคอนเสิร์ตของนักร้องชาวฮ่องกง อีสัน ชาน (Eason Chan) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2568 ถูกยกเลิก โดยผู้จัดงานให้เหตุผลว่ากังวลด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวชาวจีน ขณะที่เที่ยวบินเช่าเหมาลำจากจีนถูกยกเลิกถึง 40 เที่ยวบินก่อนถึงช่วงตรุษจีน
วิกฤตนี้สร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะตลาดจีนซึ่งอ่อนไหวต่อประเด็นความปลอดภัยสูง ทั้งนี้ จากสถิติของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่าโครงสร้างตลาดท่องเที่ยวเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมในปี 2567 จีนครองตลาดอันดับหนึ่งด้วยจำนวนนักท่องเที่ยว 6.73 ล้านคน ตามด้วยมาเลเซีย 4.95 ล้านคน แต่ในปี 2568 มาเลเซียขยับขึ้นเป็นอันดับหนึ่งที่ 4.5 ล้านคน ในขณะที่นักท่องเที่ยวจีนลดลงเหลือ 4.47 ล้านคน
ตัวเลขที่ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของนักท่องเที่ยวจีนลดจาก 28% เหลือเพียง 14% และบีบให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ต้องปรับลดเป้าหมายรายได้รวมของประเทศลง ยิ่งไปกว่านั้น วิกฤตนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัว และพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป ซึ่งหันมาสนใจเดินทางท่องเที่ยวด้วยตนเอง (FITs) และพึ่งพาข้อมูลจากโลกออนไลน์เป็นหลัก
นอกจากนี้ การเน้นเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวสร้างปัญหาให้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง รายงานเดียวกับที่เคยชมเชยเรื่องความน่าดึงดูด กลับจัดให้ไทยเป็นประเทศที่ “ไม่สะอาดและมีมลพิษสูง” เป็นอันดับ 2 รองจากอินเดีย ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนถึงปัญหาจากการมีนักท่องเที่ยวมากเกินไป ปัญหาขยะ น้ำเสีย และธรรมชาติเสื่อมโทรม เช่น ปะการังฟอกขาว กลายเป็นภัยคุกคามต่อแหล่งท่องเที่ยวของประเทศ
การท่องเที่ยวที่เติบโตเร็วยังสร้างปัญหาด้านความปลอดภัย ทั้งอาชญากรรม การหลอกลวง และอุบัติเหตุต่างๆ เมื่อคนเริ่มพูดถึงปัญหาเหล่านี้บ่อยขึ้น ในยุคที่ข่าวแพร่กระจายได้เร็วผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย จึงส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของประเทศ
วิกฤตต่างๆ สะท้อนว่าไทยแก้ปัญหาหลังเกิดเหตุได้ดี เช่น ให้เงินช่วยเหลือและสื่อสารได้เร็ว แต่ยังบกพร่องในเรื่องการป้องกัน วิธีส่วนใหญ่เน้นแค่สร้างภาพลักษณ์ให้ดีขึ้น โดยที่ยังไม่แก้ปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุ เช่น ไม่บังคับใช้มาตรการความปลอดภัยอย่างจริงจัง หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากความเสื่อมโทรมทางสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงอันเนื่องมาจากปริมาณนักท่องเที่ยวที่เกินขีดความสามารถในการรองรับ การวางผังเมืองในพื้นที่เสี่ยงยังมีปัญหา และยังคงละเลยการควบคุมธุรกิจผิดกฎหมาย

พรรคการเมืองจะมีนโยบายอย่างไร เมื่อคนไทยเองก็เที่ยวไทยน้อยลง รายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศโตไม่ถึง 1%
สถานการณ์การท่องเที่ยวในปี 2568 จากรายงานเบื้องต้นของกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สะท้อนการฟื้นตัวที่ชะลอลงอย่างชัดเจน โดยมีผู้เยี่ยมเยือนหมุนเวียนรวม 357.1 ล้านคน เพิ่มขึ้นเพียง 1% จากปีก่อน ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 5.81% เหลือ 78.3 ล้านคน ส่งผลให้รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 6.15% เหลือ 1.68 ล้านล้านบาท สถิตินี้ชี้ให้เห็นว่ามนต์ขลังการดึงดูดชาวต่างชาติเริ่มลดลงและส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้รวมของประเทศที่ติดลบไป 2.18% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
แม้รายได้จากการท่องเที่ยวของคนไทยจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1,172,197 ล้านบาท แต่กลับเผชิญภาวะ “สมองไหลทางการท่องเที่ยว” เมื่อคนไทยเลือกเดินทางไปต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะญี่ปุ่นและจีน จากปัจจัยด้านความคุ้มค่าของราคา ขณะที่ค่าครองชีพในเมืองท่องเที่ยวหลักอย่างภูเก็ตและสมุยปรับตัวสูงเกินจริง ปัญหาการกระจุกตัวของรายได้ยังคงรุนแรง โดยกรุงเทพมหานครครองสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวไทยสูงถึง 276,501 ล้านบาท ทำให้นโยบายของพรรคการเมืองจำเป็นต้องเร่งสร้างความคุ้มค่าด้านราคา ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานบริการ เพื่อดึงดูดให้คนไทยกลับมาเที่ยวในประเทศและกระจายรายได้สู่เมืองรองมากขึ้น
สำหรับการรับมือในระยะถัดไป โจทย์สำคัญคือการกระจายความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ซึ่งเคยส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวหายไป 55% ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา พร้อมเร่งกู้ภาพลักษณ์ความปลอดภัยที่ร่วงไปสู่อันดับ 102 ของโลก เพื่อลบภาพจำเรื่องสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทั้งนี้ ททท. ตั้งเป้าหมายปี 2569 โดยหวังว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 36.7 ล้านคน พร้อมกระตุ้นคนไทยให้เที่ยวภายในประเทศมากกว่า 205 ล้านคน/ครั้ง โดยคาดหวังรายได้รวมจากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็น 2.78 ล้านล้านบาท หรือเติบโตราว 7% จากประมาณการรายได้รวม 2.6 ล้านล้านบาทในปี 2568

รัฐบาลทำอะไรไปแล้วบ้าง
1. มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นเมืองรอง
เพื่อแก้ปัญหาการกระจุกตัวของการท่องเที่ยวในเมืองหลัก รัฐบาลอนุมัติมาตรการให้ บุคคลธรรมดา นำค่าใช้จ่ายด้าน ที่พักและร้านอาหาร มาหักลดหย่อนภาษีได้ ตามจริงไม่เกิน 20,000 บาท (แยกเป็น 10,000 บาทจากใบกำกับเต็มรูปแบบ และอีก 10,000 บาทสำหรับเอกสาร e-Tax Invoice) และหากเป็นการใช้จ่ายใน เมืองรอง 55 จังหวัด จะได้ ตัวคูณ 1.5 เท่า ทำให้เพดานหักลดหย่อน “ขยับได้สูงสุดถึง 30,000 บาท” ตามเงื่อนไขที่กำหนด
ขณะเดียวกัน สำหรับ นิติบุคคล ที่จัดอบรม/สัมมนาในประเทศ รัฐเปิดให้หักรายจ่ายได้ 2 เท่าในเมืองรอง และ 1.5 เท่าในพื้นที่อื่น เมื่อจ่ายให้ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนและมีเอกสารภาษีถูกต้อง
2. นโยบายวีซ่าเสรี และใช้ “วีซ่า” เป็นเครื่องมือดึงกลุ่มใหม่
รัฐบาลเดินหน้าใช้มาตรการวีซ่าเพื่อดึงนักท่องเที่ยวและกลุ่มทำงานระยะยาว เช่น Destination Thailand Visa (DTV) ซึ่งเป็นวีซ่าแนว “workcation/remote work + soft power activities” โดยให้พำนักในไทยได้ ไม่เกิน 180 วันต่อครั้ง และเป็นวีซ่าแบบเข้าออกได้หลายครั้งเข้าออก (multiple entry)
อีกด้านหนึ่ง ไทย–จีนได้ลงนามและให้นโยบาย ยกเว้นวีซ่าระหว่างกัน มีผลบังคับใช้ 1 มีนาคม 2567 (โดยทั่วไปยกเว้นวีซ่าสำหรับการพำนักระยะสั้นตามเงื่อนไขที่ประกาศ)
หลังประกาศดีลยกเว้นวีซ่า มีรายงานคำกล่าวของโฆษกรัฐบาลไทยว่า “การค้นหาเที่ยวไทย” บนแพลตฟอร์มท่องเที่ยวจีนรายใหญ่ พุ่งขึ้นกว่า 90% ในช่วงแรกของการประกาศ
3. การใช้ Soft Power และอิทธิพลทางวัฒนธรรม
รัฐบาลได้ยกระดับ Soft Power จากแนวคิดนามธรรมสู่การปฏิบัติจริงผ่านแคมเปญการตลาดระดับโลก โดยอาศัยบุคคลที่มีอิทธิพล (Influencers) และคาแรคเตอร์ที่ได้รับความนิยม อาทิ Lisa Blackpink ได้รับแต่งตั้งเป็น Amazing Thailand Ambassador โปรโมตผ้าไทยและแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม เช่น อยุธยา 21 เกิดกระแสการเดินทางตามรอยลิซ่าที่อยุธยา ยอดขายผ้าซิ่นพุ่งสูงขึ้น และยอดค้นหาที่พักในเกาะสมุยเพิ่มขึ้น 12% หลังมีข่าวการถ่ายทำซีรีส์ The White Lotus
การโปรโมทโครงการ Labubu x TAT ความร่วมมือกับ Pop Mart โดยใช้คาแรคเตอร์ Labubu เป็นทูตการท่องเที่ยวภายใต้โครงการลาบูบู้เที่ยวไทยที่เน้นเจาะกลุ่ม Gen Z ชาวจีน สร้างการรับรู้ (Impressions) กว่า 500 ล้านครั้ง และกระตุ้นยอดขายแพ็กเกจทัวร์ได้กว่า 20,000 แพ็กเกจ
4. Soft Power และอิทธิพลวัฒนธรรม: ใช้ “คนดัง–คอนเทนต์–ซีรีส์” ดันการตลาด
ภาครัฐ/ททท. เดินหน้าสื่อสารภาพลักษณ์โดยใช้อินฟลูเอนเซอร์และคาแรคเตอร์ที่ได้รับความนิยม เช่น เช่น ททท. เปิดตัว ลลิษา “ลิซ่า” มโนบาล เป็น Amazing Thailand Ambassador ภายใต้แคมเปญ “Feel All the Feelings” และจัดงานเปิดตัวที่วัดอรุณฯ ขณะเดียวกัน กระแสจากซีรีส์ The White Lotus Season 3 ที่ถ่ายทำในไทย ก็มีสื่อรายงานว่าช่วยกระตุ้นความสนใจต่อเกาะสมุย โดยเห็นได้จากยอดการค้นหาโรงแรมเพิ่มราว 12%
นอกจากนี้ ททท. ร่วมมือกับ Pop Mart ทำแคมเปญใช้คาแรคเตอร์ Labubu เป็นทูตการท่องเที่ยวไทย เพื่อเข้าถึงฐานแฟนกลุ่ม Gen Z ในจีน และพัฒนาแพ็กเกจร่วมกับแพลตฟอร์มท่องเที่ยวจีน โดยตั้งเป้า สร้างการรับรู้ หรือดันยอด impressions ให้ได้ที่ 500 ล้านครั้ง และตั้งเป้ายอดขายแพ็กเกจทัวร์อย่างน้อย 20,000 แพ็กเกจ
5. ครบรอบ 50 ปีสัมพันธ์ไทย–จีน: โครงการ Nihao Month และ KOL/FAM Trip
ททท. เดินหน้ารุกตลาดจีนผ่านโครงการ Nihao Month โดยแต่งตั้งนักแสดงจีน หลัวอวิ๋นซี (Luo Yunxi) เป็นทูตสัมพันธไมตรี เพื่อร่วมเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย–จีนครบรอบ 50 ปี ควบคู่กับการเชิญ KOL ชาวจีนกว่า 120 ราย จากพื้นที่สำคัญอย่างปักกิ่งและคุนหมิง มาร่วมประชาสัมพันธ์ภายใต้โครงการซอฟต์พาวเวอร์ และโปรโมทเส้นทางท่องเที่ยวเมืองรอง เช่น ระนองและจันทบุรี ผ่านแพลตฟอร์มหลักอย่าง Weibo และ Douyin พร้อมทั้งจัดแคมเปญส่วนลดสำหรับนักท่องเที่ยวจีนร่วมกับห้างสรรพสินค้าและพันธมิตรภาคเอกชน ซึ่งตั้งเป้าสร้างการรับรู้ราว 500 ล้านคน-ครั้ง และกระตุ้นจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 250,000 คน

เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย: พรรคการเมืองของคุณจะรับนโยบายต่อไปนี้หรือไม่
- พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวแบบครบวงจร
รัฐบาลควรลงทุนและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว ทั้งระบบขนส่งสาธารณะ การเชื่อมต่อระหว่างเมือง ระบบการชำระเงินที่สะดวกและปลอดภัย รวมถึงโครงสร้างดิจิทัล เพื่อเพิ่มความสะดวก ลดต้นทุน และยกระดับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว - ควบคุมราคาสินค้าและบริการจำเป็นในแหล่งท่องเที่ยว
รัฐควรกำหนดมาตรการกำกับดูแลราคาสินค้าและบริการที่จำเป็นในพื้นที่ท่องเที่ยว เพื่อสร้างมาตรฐานการให้บริการที่เหมาะสมและเป็นธรรม เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าโดยสารแท็กซี่ ค่าบริการแพลตฟอร์มการเดินทาง และค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ - เร่งแก้ปัญหาความปลอดภัยในการท่องเที่ยวไทยอย่างเป็นระบบ
รัฐบาลควรเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ผ่านการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง การจัดการปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ สแกมเมอร์ และการคุ้มครองนักท่องเที่ยว เพื่อแก้ภาพลักษณ์เชิงลบที่กระทบต่อรายได้ประเทศ - อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
นโยบายท่องเที่ยวควรมุ่งเน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวตามหลักความยั่งยืนและ ESG เพื่อรักษาศักยภาพการท่องเที่ยวในระยะยาว ไม่แลกการเติบโตระยะสั้นกับความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม - พัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวระดับ World Class สำหรับนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง
รัฐบาลควรผลักดันการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและประสบการณ์ระดับ World Class เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูง (High-spending tourists) เพิ่มรายได้ต่อหัว และลดการพึ่งพิงการเติบโตจากปริมาณนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว
ข้อมูลดิบ : https://rocketmedialab.co/database-datadrivenpolicy-election69-tourism/























