Connect with us

Hi, what are you looking for?

economy

#DataDrivenPolicy เลือกตั้ง ’69 ปัญหาการแข่งขันของอุตสาหกรรม

พรรคการเมืองจะมีนโยบายอย่างไร เมื่ออุตสาหกรรมไทยตกขบวน หล่นลงมา 5 อันดับ อยู่ที่อันดับ 30 ของโลก

#DataDrivenPolicyคำถามนี้นักการเมืองต้องตอบ ชวนมาเปิดไพ่ เพื่อใช้ข้อมูลนำทาง กับไพ่ Two of Cups – ปัญหาการแข่งขันของอุตสาหกรรม

#เลือกตั้ง69 ครั้งนี้ พรรคการเมืองมาพร้อมนโยบายมากมายสารพัดและแตกต่างกันไป Rocket Media Lab ขอเชิญชวนนักการเมืองทุกพรรค รวมไปถึงประชาชนทุกคนทั้งผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้ง หรือยังไม่มี มาร่วมกันคลี่ปมปัญหา 12 ประเด็นของประเทศไทยว่ามีอะไรซุกซ่อนอยู่บ้าง ผ่าน ‘ไพ่ทาโรต์’ ชุดพิเศษที่จัดทำขึ้น ที่จะมาพร้อมทั้งประเด็นปัญหา ชุดคำถามสำคัญที่จะพาเราไปหาทางออก และข้อมูลที่จะนำไปสู่การออกแบบนโยบายเพื่อแก้ปัญหานั้น 

  1. จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อศักยภาพการแข่งขันของไทยลดลง

ศักยภาพการแข่งขันของไทยกำลังถดถอยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของสถาบัน IMD (International Institute for Management Development) ปี 2568 ที่ไทยร่วงลงมาอยู่อันดับ 30 จาก 69 เขตเศรษฐกิจ ลดลง 5 อันดับจากปีก่อน โดยจุดอ่อนสำคัญคือ ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency) ซึ่งตกไปอยู่อันดับที่ 32 และ โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่ร่วงลงไปถึงอันดับที่ 47 สะท้อนว่าระบบราชการและโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีของไทยยังไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยุคใหม่ได้

ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ซึ่งขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 23 แซงหน้าไทยไปแล้ว และเวียดนามกำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศอย่างจริงจัง แต่ไทยกลับเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว

ภาพเศรษฐกิจโดยรวมยิ่งตอกย้ำปัญหานี้ ในปีที่ผ่านมา GDP ไทยขยายตัวราวร้อยละ 2  ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค สะท้อนแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่อ่อนแรง ทั้งจากภาคการผลิต การส่งออก และอุปสงค์ภายในประเทศ ขณะที่ในภาคอุตสาหกรรม ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนพฤศจิกายน 2568 หดตัวร้อยละ 4.24 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และอัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงต่ำกว่าร้อยละ 60 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ปกติที่ควรอยู่ที่ร้อยละ 70–80 อย่างมาก

อีกปัจจัยสำคัญคือ สถานการณ์ค่าเงินบาท ที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค ส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศเป็นหลัก ต้นทุนที่สูงขึ้นเมื่อแปลงเป็นสกุลเงินต่างประเทศทำให้ผู้ส่งออกไทยเสียเปรียบ ทั้งต่อเวียดนาม มาเลเซีย และประเทศคู่แข่งรายใหม่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลก

ภายใต้ข้อจำกัดเหล่านี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่า GDP ปี 2569 จะขยายตัวได้เพียงร้อยละ 1.6–2.0 เท่านั้น หากไม่มีการปรับโครงสร้างเชิงนโยบายอย่างจริงจัง ทั้งด้านประสิทธิภาพภาครัฐ โครงสร้างพื้นฐาน และยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมใหม่ เศรษฐกิจไทยอาจติดอยู่ในภาวะเติบโตต่ำต่อเนื่อง และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันมากขึ้นในระยะยาว

  1. จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อโรงงานทยอยปิดตัว และเกิดหนี้เสียในภาคยานยนต์

ภาคยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมที่มีส่วนสำคัญในการสร้างการเติบโตของ GDP ไทย ในปี 2566 การเติบโตของภาคยานยนต์มีสัดส่วนประมาณ 2.0% ของ GDP รวม และ 8.2% ของ GDP ภาคอุตสาหกรรม และประเทศไทยเองก็เป็นฐานการผลิตสำคัญ เป็นผู้ผลิตและส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนรายใหญ่ในภูมิภาค

แต่อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต โดยยอดผลิตรถยนต์รวม 11 เดือนแรกของปี 2568 อยู่ที่ 1,341,714 คัน ลดลงร้อยละ 1.64 และยอดผลิตเพื่อการส่งออกลดลงถึงร้อยละ 8.39 (เหลือ 862,886 คัน) สถานการณ์ในกลุ่มผู้ผลิต “รถกระบะ” รุนแรงที่สุด โดยยอดการผลิตลดลงติดต่อกันถึง 30 เดือน หายไปกว่า 200,000 คัน และสถิติเฉพาะ 10 เดือนแรกของปี 2568 ยอดผลิตรถกระบะ 1 ตัน ลดลงถึงร้อยละ 44.09  

วิกฤตนี้ส่งผลให้ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นต้องปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ในปี 2568 ได้แก่ ซูซูกิ (Suzuki) ประกาศปิดโรงงานที่ระยองและเลิกจ้างคนงานกว่า 800 คน, ฮอนด้า (Honda) ยุบรวมการผลิตจากอยุธยาไปปราจีนบุรีเพื่อลดกำลังการผลิตลงร้อยละ 50, และ ซูบารุ (Subaru) ยุติการผลิตในไทย ในขณะที่ยอดผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เดือนพฤศจิกายน 2568 พุ่งสูงขึ้นร้อยละ 1,974 ตามเงื่อนไขบังคับผลิตชดเชย (EV 3.0) แต่กระบวนการผลิตส่วนใหญ่นำเข้าชิ้นส่วนจากจีนมาประกอบ ทำให้มูลค่าเพิ่มในประเทศต่ำมาก  

  1. จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อไทยเป็นแค่ทางผ่านในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

ประเทศไทยกำลังเสี่ยงตกขบวนในการแข่งขันเซมิคอนดักเตอร์ของอาเซียน เพราะยังติดอยู่ในบทบาทกลางน้ำ–ปลายน้ำที่มูลค่าเพิ่มต่ำ ขณะที่ประเทศคู่แข่งเร่งยกระดับทั้งเงินลงทุนและกำลังคนอย่างเป็นระบบ

ก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เคยระบุเป้าหมายระยะยาวว่า ไทยต้องการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์รวม 79,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2050 และย้ำว่า “สินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์” คิดเป็นราวร้อยละ 25 ของการส่งออกทั้งหมดของไทย ซึ่งสะท้อนว่า ไทยพึ่งพาห่วงโซ่นี้สูงมาก อย่างไรก็ตาม ในสภาพความเป็นจริง ประเทศไทยมีบทบาทในอุตสาหกรรมแค่ขั้นประกอบและทดสอบ ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มต่ำ ต่างจากประเทศเพื่อนบ้านที่ให้ความสำคัญกับงานที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงกว่า เช่น การออกแบบชิป และการทำแพกเกจจิ้งขั้นสูง ทั้งนี้ เพราะไทยไม่ได้ลงทุนในการสร้างบุคลากรที่มีทักษะ ทำให้ไม่สามารถรองรับความต้องการของตลาดได้

ไทยกำลังสูญเสียโอกาสเหล่านี้ให้กับประเทศเพื่อนบ้าน เป้าหมายการลงทุนของไทยเป็นเป้าหมายระยะยาว ยังไม่เห็นยุทธศาสตร์ที่จับต้องได้ หากเทียบกับเวียดนาม ที่วางยุทธศาสตร์การเติบโตมากกว่า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2030 และให้แตะ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2050 เตรียมดึงดูดโครงการลงทุนขนาดใหญ่จากบริษัทชั้นนำ อาทิ Nvidia และ Samsung เร่งผลิตวิศวกรด้านออกแบบชิป กว่า 6,000 คน และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 50,000 คนในปี 2030 ส่วนมาเลเซีย ถือว่ามีฐานการลงทุนและเครือข่ายอุตสาหกรรมที่ใหญ่ในภูมิภาค และครองตลาดงานทดสอบและงานแพกเกจจิ้งขั้นสูง โดยครองตลาดด้านนี้ถึงร้อยละ 13 ของโลก 

อย่างไรก็ดี ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) ในคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพิ่งประกาศแผนยุทธศาสตร์ที่เพิ่งจัดทำเสร็จสิ้น โดยจะผลักดันให้เกิด “ชิปเมดอินไทยแลนด์” (Made-in-Thailand Chips) ตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ในช่วง 25 ปีข้างหน้า (ค.ศ. 2026 – 2050) พัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมได้มากกว่า 230,000 คน โดยหวังจะยกระดับประเทศไทยให้เป็นผู้นำอุตสาหกรรมในภูมิภาค โดยในระยะ 5 ปีแรก จะมุ่งเน้นต่อยอดกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีจุดแข็ง เช่น กิจการประกอบและทดสอบชิป (Outsourced Semiconductor Assembly and Test: OSAT) การออกแบบชิป (IC Design) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รวมถึงการผลักดันให้เกิดการลงทุนในกิจการผลิตชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) ในประเทศไทย อย่างไรก็ดี ความท้าทายคือ ประเทศไทยดึงดูดการลงทุนและแข่งกับประเทศเพื่อนบ้านได้ด้วยจุดแข็งใด

  1. จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อไทยเจอพายุสินค้าสินล้นทะลักจากจีน กระทบหลายภาคอุตสาหกรรม

ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2567 ไทยนำเข้าสินค้าจากจีนถึง 51,624.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวราวร้อยละ 10.34 เมื่อเทียบปีที่ก่อนหน้า และมีสัดส่วนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับคู่ค้ารายอื่น 

หมวดหมู่ของสินค้าที่การนำเข้าขยายตัว ได้แก่ 

  1. เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ขยายตัว 22.13% มูลค่า 6,891.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  2. เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ขยายตัว 17.42% มูลค่า 5,149.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  3. เคมีภัณฑ์ ขยายตัว 1.85% มูลค่า 4,127.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  4. เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ขยายตัว 3.31% มูลค่า 3,678.80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  5. เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ขยายตัว 13.48% มูลค่า 3,021.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  6. เหล็ก เหล็กกล้า ขยายตัว 1.50% มูลค่า 2,681.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  7. สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะ และผลิตภัณฑ์ ขยายตัว12.10% มูลค่า 2,265.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  8. ผลิตภัณฑทำจากพลาสติก ขยายตัว 12.14% มูลค่า 1,641.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  1. ผลิตภัณฑ์โลหะ ขยายตัว 10.01% มูลค่า 1,780.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  2. แฝงวงจรไฟฟ้า ขยายตัว 15.60% มูลค่า 1,599.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

*ข้อมูลเดือนมกราคม-สิงหาคม 2567 จาก สำนักสถิติการค้าไทย สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ 

ในภาพรวม ภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากคือ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสินค้าจีนราคาถูกเข้ามาตีตลาดผู้ผลิตไทยโดยตรง ส่งผลให้ผู้ประกอบการขนาดเล็ก–กลางในห่วงโซ่อุปทานเผชิญการแข่งขันด้านราคาอย่างหนัก โดยเฉพาะเครื่องใช้ในบ้านที่เคยเป็นฐานการผลิตและส่งออกสำคัญของไทย 

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมโลหะและผลิตภัณฑ์โลหะ, อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์จากพลาสติก และภาคค้าปลีก ก็เผชิญปัญหาสินค้าจีนกำหนดราคาต่ำกว่าตลาด และทำลายห้วงโซ่อุปทาน ที่ส่งผลต่อความอยู่รอดของธุรกิจ และระดับการจ้างงาน และความสามารถแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยโดยรวม

  1. จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อไทยตกเป็นเป้าสินค้าสวมสิทธิ์ และทุนจีนเทา

แพลตฟอร์มออนไลน์ของจีนที่เข้ามาตีตลาดในไทย และตั้งราคาสินค้าต่ำกว่าตลาดถึง 50-70% ทำให้ยอดขายธุรกิจ SME ของผู้ประกอบการไทยลดลงอย่างหนัก นอกจากนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ยังตรวจพบความเสี่ยงในนิติบุคคลกว่า 46,918 ราย ว่าอาจเป็นเครือข่ายนอมินีในธุรกิจคลังสินค้าและโลจิสติกส์ ซึ่งมูสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจลค่ากว่า 1.5 หมื่นล้านบาท 

สถานการณ์นี้ทำให้ไทยเสี่ยงได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐอเมริกา ที่ได้กำหนดอัตราภาษีร้อยละ 19 กับสินค้าไทยบางรายการ โดยอ้างเหตุผลเรื่องการสวมสิทธิ์สินค้าประเภทเหล็กและโซลาร์เซลล์ นอกจากนี้สหภาพยุโรปได้กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าเซรามิกจากไทยสูงถึงร้อยละ 79 จากกรณีการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า

รัฐทำอะไรไปแล้วบ้าง

  • มาตรการภาษีและบังคับใช้กฎหมาย

กรมศุลกากรเริ่มจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อัตรา 7% สำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท อย่างเคร่งครัด เพื่อแก้ไขปัญหาความได้เปรียบทางราคาของสินค้าจากต่างประเทศที่เข้าสู่ตลาดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) บูรณาการความร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ปฏิบัติการตรวจสอบและกวาดล้างเครือข่ายนอมินีข้ามชาติ โดยเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเข้าทลายเครือข่ายทุนต่างชาติในพื้นที่จังหวัดระยองและชลบุรี ซึ่งลักลอบประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท  

กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายกระดับเกณฑ์การตรวจสอบนอมินี รวมทั้งได้ตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงในธุรกิจเป้าหมาย จำนวน 46,918 ราย และพบผู้กระทำผิดจำนวน 852 ราย พร้อมทั้งประกาศใช้กฎระเบียบใหม่ (มีผล 1 มกราคม 2569) เพื่อบังคับให้ผู้เกี่ยวข้องแสดงตัวตน และนายทะเบียนจะเพิกถอนใบอนุญาตผู้ทำบัญชีทันทีหากตรวจพบการสนับสนุนการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว  

  • มาตรการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์

คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) กำหนดให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องดำเนินการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชยการนำเข้าในอัตราส่วน 1 ต่อ 1.5 เริ่มตั้งแต่ปี 2568 ส่งผลให้ปริมาณการผลิตภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามเป้าหมาย  

บอร์ดอีวีเจรจากับผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศจีนเพื่อผลักดันการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศในสัดส่วนที่สูงขึ้น มุ่งเน้นการแก้ปัญหารายได้ของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย  

  • มาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ลงนามจัดตั้งและทำหน้าที่ประธาน “คณะกรรมการนโยบายเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ก้าวหน้าแห่งชาติ” เพื่อกำกับดูแลทิศทางนโยบาย ขณะที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ดำเนินการผลักดันแผนพัฒนาบุคลากร จำนวน 80,000 คน ภายใน 5 ปี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน  

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กำหนดมาตรการส่งเสริมการลงทุนชุดใหม่ เพื่อดึงดูดผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงให้เข้ามาตั้งฐานผลิตในประเทศ  

นอกจากนี้ คณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) จัดทำ ร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ กำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ผลักดันให้เกิด “ชิปเมดอินไทยแลนด์” (Made-in-Thailand Chips) โดยตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ในช่วง 25 ปีข้างหน้า ตั้งแต่ 69 – 93 (ค.ศ. 2026 – 2050) พัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรม 230,000 คน และทำให้เกิดระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ครบวงจร เพื่อให้ไทยเป็นผู้นำอุตสาหกรรมในภูมิภาค

  • มาตรการปกป้องทางการค้า

กระทรวงพาณิชย์เปิดการไต่สวนสินค้าเหล็กนำเข้าจากประเทศจีนจำนวน 10 ราย ที่มีพฤติการณ์หลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด เพื่อแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาต่อประเทศคู่ค้าและลดแรงกดดันทางการค้าจากสหรัฐอเมริกา  

  • มาตรการด้านปิโตรเคมีและโครงสร้างพื้นฐาน

กระทรวงอุตสาหกรรมแก้ไขกฎระเบียบผังเมืองและหลักเกณฑ์การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่ออำนวยความสะดวกให้โรงงานปิโตรเคมีปรับเปลี่ยนเครื่องจักรสู่เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ  

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) พัฒนาระบบราง ลงนามสัญญาจ้างภาคเอกชนเพื่อดำเนินโครงการเชื่อมต่อระบบรางรถไฟเข้าสู่ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้กับผู้ประกอบการ  

  • มาตรการช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอี 

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดสรรงบประมาณเร่งด่วนเข้าสู่กองทุนพลิกฟื้นเอสเอ็มอี (SME Recovery Fund) เพื่อสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับกลุ่มเสี่ยงเพื่อนำไปใช้ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต  

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศขยายระยะเวลามาตรการพักชำระหนี้สำหรับผู้ประกอบการ SME ในกลุ่มอุตสาหกรรมเปราะบาง ออกไปอีก 1 ปี โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อบรรเทาภาระทางการเงิน  

เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย: พรรคการเมืองของคุณจะรับนโยบายต่อไปนี้หรือไม่

(ข้อเสนอเหล่านี้รวบรวมจากภาคส่วนต่างๆ ในสังคม)

1. ทบทวนอัตราภาษีนำเข้าในสินค้าที่กระทบผู้ผลิตในประเทศ
รัฐบาลต้องประกาศใช้มาตรการป้องกันสินค้านำเข้าในกลุ่มที่เสี่ยงต่อเสถียรภาพผู้ผลิตภายในประเทศ เช่น กำหนดอัตราภาษีนำเข้า 30-50% สำหรับเหล็ก สิ่งทอ พลาสติก 

2. จัดตั้งกองทุนเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี  

ให้ภาครัฐจัดตั้งกองทุนวงเงิน 20,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ในการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มยานยนต์สันดาป (ICE) ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อจัดซื้อเครื่องจักรและปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตไปสู่อุตสาหกรรมอื่น เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า เครื่องมือแพทย์  

3. กำหนดสัดส่วนชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าที่ต้องใช้สินค้าของไทย

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ควรปรับปรุงเงื่อนไขบัตรส่งเสริมการลงทุน โดยกำหนดให้ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าต้องใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนจากผู้ผลิต Tier 2–3 ในประเทศอย่างน้อยร้อยละ 40 ภายในปี 2570 และยกเลิกการนับขั้นตอนการประกอบแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียวเป็นชิ้นส่วนในประเทศ เพื่อรักษาความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน  

4. ออกมาตรการค้ำประกันสินเชื่อยานยนต์พาณิชย์  

บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ควรดำเนินการค้ำประกันสินเชื่อเต็มจำนวน (100%) ให้แก่ SME และเกษตรกรในการเช่าซื้อรถกระบะเชิงพาณิชย์ เพื่อลดความเสี่ยงให้แก่สถาบันการเงินและกระตุ้นยอดจำหน่ายรถกระบะเพื่อการพาณิชย์  

5. ปฏิรูปโครงสร้างภาษีแพลตฟอร์ม  

กรมสรรพากรควรจัดเก็บภาษีธุรกรรมและภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราที่เหมาะสมจากแพลตฟอร์มต่างชาติที่ไม่มีนิติบุคคลในประเทศไทย (เช่น Temu หรือ TikTok Shop) เพื่อสร้างความเท่าเทียมทางการแข่งขัน (Level Playing Field) ให้แก่ผู้ประกอบการค้าปลีกในประเทศ

6. ใช้เงินภาษีของรัฐสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลสู้กับเอกชน

ให้ภาครัฐลงมาเป็นผู้เล่นในตลาด ด้วยการลงทุนสร้างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของตัวเองแข่งขันกับแพลตฟอร์มต่างชาติ

7. บูรณาการฐานข้อมูลเพื่อปราบนอมินี  

หน่วยงานรัฐควรนำระบบปัญญาประดิษฐ์มาใช้เชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร กรมที่ดิน และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินและดำเนินการยึดทรัพย์สินทันทีเมื่อตรวจพบพฤติการณ์การถือครองธุรกิจแทนคนต่างด้าว รวมถึงให้ประชาชนมีส่วนร่วมรายงานด้วย

8. ฟื้นฟูกองเรือพาณิชย์แห่งชาติ เพื่อปฏิรูประบบโลจิสติกส์ไทย

รัฐบาลควรสนับสนุนการจัดตั้งและพัฒนากองเรือพาณิชย์แห่งชาติ เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ ลดการพึ่งพาบริษัทเดินเรือต่างชาติ และลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในหมวดค่าระวางเรือ

9. ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน  

รัฐควรปรับโครงสร้างราคาพลังงานและลดการผูกขาดในกิจการไฟฟ้า เพื่อควบคุมอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับภาคอุตสาหกรรมไม่ให้เกิน 3.80 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนการผลิตเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม  

10. ออกมาตรการดึงดูดบุคลากรทักษะสูงจากต่างประเทศ  

รัฐบาลควรออกวีซ่าระยะยาว (Long-term Visa) 10 ปี และลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเหลือร้อยละ 17 ให้แก่วิศวกรและผู้เชี่ยวชาญด้านเซมิคอนดักเตอร์จากต่างประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรเร่งด่วนในระหว่างการพัฒนากำลังคนภายในประเทศ  

11. แก้ไขกฎหมายผังเมืองในเขตอีอีซี 

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรแก้ไขกฎหมายผังเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ EEC ให้มีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อขจัดอุปสรรคในการตั้งโรงงานของนักลงทุนต่างชาติ  

12. วางยุทธศาสตร์เจรจาการค้า  

รัฐบาลควรดำเนินนโยบายการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกเพื่อเจรจาต่อรองเรื่องกำแพงภาษี โดยเสนอเงื่อนไขความร่วมมือด้านเทคโนโลยีหรือยุทโธปกรณ์ แลกเปลี่ยนกับการยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าไทย และผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิต  

13. จัดตั้งโครงการ Co-payment  

ภาครัฐควรดำเนินมาตรการสนับสนุนงบประมาณร้อยละ 50 (Co-payment) ให้แก่ผู้ประกอบการ SME สำหรับการลงทุนติดตั้งระบบหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Automation) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนแรงงาน

14. แก้ไขกฎหมายการแข่งขันทางการค้า
กำจัดจุดอ่อนในกฎหมายการแข่งขันทางการค้าของไทย ให้มีมาตรการตอบโต้และลงโทษการทุ่มตลาด เพิ่มงบประมาณและเพิ่มอำนาจ ให้คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า มีอำนาจสั่งและปรับทางปกครองได้เอง โดยปรับให้มีขั้นตอนกระบวนการพิจารณาที่ชัดเจน เป็นธรรม และเปิดเผยข้อมูลการตัดสินใจอย่างโปร่งใส


แหล่งข้อมูล

1. ข้อมูลสถิติ (IMD, MPI, GDP)

  • From Government Policy to Business Acumen: Strategizing for Competitiveness in a Fragmented World – Link
  • Thailand’s industrial output turns downward in November Link
  • Thailand drops five places in global competitiveness rankings Link
  • Thailand drops five places in IMD World Competitiveness Ranking Link
  • Scandinavia and Southeast Asia top the IMD World Competitiveness Ranking – Scandasia: Link
  • FTI warns of ‘perfect storm’ as 2026 GDP growth seen at 1.6–2.0% – Nation Thailand: Link
  • Thailand’s Economy at a Crossroads: Private Sector Warns of Tough 2026 – Link
  • Thai economy’s competitiveness is declining, central bank warns – Link

2. อุตสาหกรรมยานยนต์

  • Thailand: Factory closures in manufacturing sector likely to worsen – Business & Human Rights Centre: Link
  • Car production suffers sharp downturn – Bangkok Post: Link
  • Thai Auto Industry Pins 2026 Hopes on Exports as Uncertainty Clouds 2025 – Khaosod English: Link
  • Thai EV Production Skyrockets by 1,974% as Offset Deadlines Loom – Nation Thailand: Link
  • Thai autoworkers face mass layoffs – WSWS: Link
  • Automobile Industry Outlook 2025-2027 – Krungsri Research: Link
  • The Thai Automotive Industry in Troubled Transition – ISEAS: Link

3. อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ 

  • Vietnam shifts up semiconductor value chain as global chip makers seek “China+1” – The Investor: Link
  • Thailand: An Emerging Force in the Semiconductor Supply Chain – 3D InCites: Link
  • ASEAN economies move up the global chip value chain – VIR: Link
  • Thailand targets investments worth $79 billion in semiconductors and electronics sectors by 2050 – Link
  • Southeast Asia Semiconductor 2025-2026 – Link 
  • How Vietnam, Malaysia, and Singapore Are Shaping ASEAN’s Semiconductor Supply Chain Potential – Link

4. ปิโตรเคมีและผลกระทบจากจีน 

  • สถานการณ์สินค้านำเข้าจากจีน และมาตรการรับมือปัญหาการทุ่มตลาด – Link 

5. สินค้าสวมสิทธิ์

  • Thai consumers, entrepreneurs up in arms against e-commerce platform Temu Link
  • Thailand joins other Asia nations in battle against cheap Chinese imports Link
  • Thai nominees crackdown targets 27,000 juristic persons Link
  • DSI raided 11 shops… discovering over 20,000 items of counterfeit goods – DSI: Link
  • DSI Nabs China Railway Exec in Nominee Case Link
  • Thailand starts circumvention investigation on Chinese GI Link
  • US and Thailand Agree to Framework Agreement on Reciprocal Trade Link

6. ข้อเสนอภาคเอกชน

  • Thai chamber of commerce submits ‘White Paper 2025’ Link
  • Negative Income Tax (NIT): A New Chapter in Thailand’s Welfare Policy  Link
  • Pheu Thai Party’s Identity Crisis – FULCRUM: Link

คุณอาจสนใจ