Connect with us

Hi, what are you looking for?

environment

ใครว่ากรุงเทพฯ อากาศดีขึ้น : ปี 2025 กรุงเทพฯ มีวันอากาศดี 38 วัน ลดลงจากปีก่อนซึ่งมี 43 วัน เทียบเท่าการสูบบุหรี่ 1,280.59 มวน

  • ในปี 2025 ที่ผ่านมา กรุงเทพฯ มีวันที่อากาศดี คืออยู่ในเกณฑ์สีเขียว 38 วัน คิดเป็น 10.50% ลดลงจากปี 2024 ที่มีวันที่อากาศดี 43 วัน และในปี 2025 ส่วนใหญ่นั้นเป็นวันที่อากาศมีคุณภาพปานกลาง คือเกณฑ์สีเหลือง 254 วัน หรือคิดเป็น 70.17% ของทั้งปี และหากเทียบกับปี 2024 ที่มีอากาศในเกณฑ์สีเหลือง 252 วันแล้วก็นับว่าเพิ่มมากขึ้นจากปีก่อน
  • ในปี 2025 ที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ สูดดมฝุ่นพิษ PM2.5 เทียบเท่าการสูบบุหรี่ ทั้งหมด 1,280.59 มวน ลดลงจากปี 2024 ที่มีจำนวน 1,297.14 มวน ถึง 16.55 มวน หรือคิดเป็นประมาณ 0.83 ซอง แต่ก็ยังมากกว่าปี 2022 ที่มีจำนวน 1,224.77 มวน และปี 2021 ที่มีจำนวน 1,261.05 มวน
  • กทม. แถลงว่า “ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นฝุ่น PM2.5 ลดลง โดยเฉพาะเดือนมกราคม ค่าเฉลี่ยลดลงร้อยละ 22” แต่จากการเทียบค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ซึ่งข้อมูลจากทั้ง 3 แหล่ง คือ Gistda, Air4Thai และ The World Air Quality Index Project พบว่าผลลัพธ์แตกต่างกันตามแหล่งข้อมูลและปีฐานที่ใช้เปรียบเทียบ โดยแม้ข้อมูลของ GISTDA จะสะท้อนว่าค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ในเดือนมกราคมปี 2569 ลดลงจากปี 2567 และ 2568 แต่ข้อมูลจาก Air4Thai และ The World Air Quality Index Project กลับชี้ว่าค่าเฉลี่ยฝุ่นในปี 2569 ยังคงสูงกว่าปีฐานในอดีต
  • กทม. แถลงว่า “จำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานช่วงเดือนธันวาคม–กุมภาพันธ์ ลดลงประมาณ 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน” แต่จากการเทียบค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ซึ่งข้อมูลจากทั้ง 3 แหล่ง คือ Gistda, Air4Thai และ The World Air Quality Index Project จะพบว่าข้อมูลจาก The World Air Quality Index Project ลดลงเพียง 1.14% เท่านั้น ในขณะที่ข้อมูลจาก Air4Thai ลดลง 53.85%

Rocket Media Lab ชวนสำรวจภาพรวมสภาพอากาศของกรุงเทพฯ ในปี 2025 ว่าสถานการณ์ปัญหาฝุ่น PM2.5 ดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไร และ กทม. มีแนวนโยบายในการแก้ปัญหาในปี 2026 อย่างไรบ้าง 

กรุงเทพฯ และสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในปี 2025

จากการทำงานของ Rocket Media Lab โดยอ้างอิงข้อมูลสถิติจากเว็บไซต์ The World Air Quality Index Project พบว่า ในปี 2025 ที่ผ่านมา กรุงเทพฯ มีวันที่อากาศดี คืออยู่ในเกณฑ์สีเขียว 38 วัน คิดเป็น 10.50% ลดลงจากปี 2024 ที่มีวันที่อากาศดี 43 วัน และในปี 2025 ส่วนใหญ่นั้นเป็นวันที่อากาศมีคุณภาพปานกลาง คือเกณฑ์สีเหลือง 254 วัน หรือคิดเป็น 70.17% ของทั้งปี และหากเทียบกับปี 2024 ที่มีอากาศในเกณฑ์สีเหลือง 252 วันแล้วก็นับว่าเพิ่มมากขึ้นจากปีก่อน

ส่วนวันที่มีคุณภาพอากาศที่มีผลต่อสุขภาพต่อกลุ่มที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษหรือสีส้มนั้นมีเพียง 57 วัน หรือคิดเป็น 15.75% ของทั้งปี ลดลงจากปี 2024 ที่มีจำนวน 61 วัน และวันที่มีอากาศมีผลกระทบต่อสุขภาพ หรืออยู่ในเกณฑ์สีแดงนั้นมี 13 วัน หรือคิดเป็น 3.59% ของทั้งปี และเมื่อเทียบกับปี 2024 ที่มีเพียง 8 วัน กล่าวคือวันที่มีอากาศมีผลกระทบต่อสุขภาพ หรืออยู่ในเกณฑ์สีแดงนั้นเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 5 วัน

โดยภาพรวมแล้วอากาศในปี 2025 มีวันที่อากาศดีลดลง ในขณะที่วันที่อากาศมีคุณภาพปานกลางเพิ่มขึ้น ส่วนวันที่มีคุณภาพอากาศที่มีผลต่อสุขภาพต่อกลุ่มที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษหรือสีส้มนั้นลดลง แต่ทว่าวันที่มีอากาศมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) กลับเพิ่มสูงขึ้น 

3 เดือนที่อากาศเลวร้ายที่สุดในปี 2025:  เดือนมกราคมยังเป็นเดือนที่ค่าเฉลี่ยอากาศแย่ที่สุด ส่วนวันที่อากาศแย่ที่สุดคือ วันที่ 23 มีนาคม

ในปี 2024 เดือนที่มีอากาศเลวร้ายที่สุดคือเดือนมกราคม ขณะเดียวกันในปี 2025 เดือนที่มีอากาศเลวร้ายที่สุดยังคงเป็นเดือนมกราคม โดยมีค่าเฉลี่ยอากาศทั้งเดือนสูงถึง 129.35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งมากกว่าปี 2024 ที่มีค่าเฉลี่ย 119.87 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยในเดือนมกราคม 2025 นี้ ไม่มีวันที่อยู่ในเกณฑ์สีเขียวที่ถือว่าอากาศดีเลย สำหรับวันที่มีสีเหลืองหรือคุณภาพอากาศปานกลางพบว่ามีเพียง 4 วัน ส่วนสีส้มหรือคุณภาพอากาศที่มีผลต่อสุขภาพต่อกลุ่มที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษมี 20 วัน และสีแดง หรือมีผลกระทบต่อสุขภาพมีถึง 7 วัน 

รองลงมาคือเดือนกุมภาพันธ์ ด้วยค่าเฉลี่ยอากาศสูงถึง 114.50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยในเดือนนี้ไม่มีวันที่อยู่ในเกณฑ์สีเขียวที่ถือว่าอากาศดีเลย ขณะที่มีวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีเหลือง หรือคุณภาพอากาศปานกลางเพียง 9 วัน ส่วนสีส้ม หรือคุณภาพอากาศที่มีผลต่อสุขภาพต่อกลุ่มที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษมีถึง 16 วัน และมีวันที่มีอากาศมีผลกระทบต่อสุขภาพ หรืออยู่ในเกณฑ์สีแดงอีก 3 วัน

ตามมาด้วยเดือนมีนาคม ด้วยค่าเฉลี่ยอากาศที่ 101.87 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งไม่มีวันที่อยู่ในเกณฑ์สีเขียวที่ถือว่าอากาศดีเลยเช่นเดียวกัน ขณะที่มีวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีเหลือง หรือคุณภาพอากาศปานกลาง 17 วัน และสีส้ม หรือคุณภาพอากาศที่มีผลต่อสุขภาพต่อกลุ่มที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษ 11 วัน นอกจากนี้ยังพบวันที่มีสีแดง หรือวันที่มีผลต่อสุขภาพอีกจำนวน 3 วัน

หากสำรวจวันที่มีอากาศเลวร้ายที่สุดของปี พบว่าเป็นวันที่ 23 มีนาคม 2025 โดยมีค่าฝุ่นเป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง อยู่ที่ 173 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าสามเดือนที่อากาศเลวร้ายที่สุดในปี 2025 คือ มกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม ซึ่งยังคงเป็นกลุ่มเดือนในช่วงต้นปีเช่นเดียวกับปีก่อนหน้า ดังเช่นปี 2024 ที่พบในเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ และธันวาคม ปี 2023 ที่พบในเดือนเมษายน มีนาคม และกุมภาพันธ์ ส่วนปี 2019, 2020 และ 2021 มักพบในช่วงรอยต่อปลายปีถึงต้นปี 

ข้อสังเกตที่พบคือในปี 2025 สถานการณ์ฝุ่นมีความรุนแรงเข้มข้นขึ้น โดยในเดือนมกราคมมีจำนวนวันสีแดงเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2024 คือจาก 4 วัน เป็น 7 วัน ขณะที่ในเดือนกุมภาพันธ์ พบว่าวันสีส้ม (กลุ่มเสี่ยง) เพิ่มขึ้นจากเดิม 6 วัน เป็น 16 วัน หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ส่วนวันสีเหลืองลดลงจาก 19 วัน เหลือเพียง 9 วัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคุณภาพอากาศที่เคยอยู่ในเกณฑ์ปานกลางได้ขยับความรุนแรงขึ้นไปอยู่ในเกณฑ์ที่มีผลต่อสุขภาพมากขึ้น

เดือนสิงหาคมอากาศดีที่สุดในปี 2025: เฉลี่ยเพียง 50.61 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

เดือนที่มีอากาศดีที่สุดในปี 2025 ยังคงเป็นเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นเดือนที่มีค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับเดือนอื่น คือ 50.61 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (ซึ่งดีกว่าปี 2024 ที่มีค่าเฉลี่ย 53.13 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) โดยในปีนี้มีวันที่อยู่ในเกณฑ์สีเขียวที่ถือว่าอากาศดีเพิ่มขึ้นเป็น 13 วัน และมีวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีเหลือง หรือคุณภาพอากาศปานกลาง 18 วัน จะเห็นได้ว่าแม้ภาพรวมต้นปีจะวิกฤต แต่ในเดือนสิงหาคม 2025 กลับมีจำนวนวันที่อากาศบริสุทธิ์ (สีเขียว) มากกว่าปีก่อนถึง 5 วัน ทำให้ครองตำแหน่งแชมป์เดือนที่อากาศดีที่สุดของปีไปครองได้อีกครั้ง

รองลงมาคือเดือนกันยายน 2025 ซึ่งเป็นเดือนที่มีค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง คือ 54.23 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยมีวันที่อยู่ในเกณฑ์สีเขียวที่ถือว่าอากาศดี 8 วัน มีวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีเหลือง คุณภาพอากาศปานกลาง 22 วัน 

ตามมาด้วยมิถุนายน 2024 มีวันที่อยู่ในเกณฑ์สีเขียวที่ถือว่าอากาศดี 5 วัน มีวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีเหลือง คุณภาพอากาศปานกลาง 25 วัน ทั้งนี้เดือนสิงหาคม เดือนกันยายน และมิถุนายนซึ่งเป็น 3 เดือนที่อากาศดีที่สุดนั้น ไม่พบวันที่มีอากาศในเกณฑ์สีส้มและแดงเลย ในขณะที่วันที่อากาศดีที่สุดในปี 2025 คือวันที่ 31 สิงหาคม 2025 โดยมีค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง อยู่ที่ 23 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่วันที่อากาศดีที่สุดในปี 2024 คือวันที่ 23 สิงหาคม โดยมีค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ 11 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และในปี 2023 คือวันที่ 16 กันยายน อยู่ที่ 20 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

อย่างไรก็ตาม ค่าฝุ่นในแต่ละวันตามสถิติจากเว็บไซต์ The World Air Quality Index Project เป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง จึงอาจเป็นไปได้ว่าในวันหนึ่งหนึ่งอาจจะมีบางเขตของกรุงเทพฯ ที่มีค่าฝุ่นสูงกว่าค่าเฉลี่ยและมีบางเขตที่มีค่าฝุ่นต่ำกว่าเฉลี่ย หรือแม้กระทั่งมีค่าฝุ่นอยู่ในปริมาณที่ใกล้เคียงกันในทุกทุกเขต

ถ้าค่าฝุ่น PM2.5 22 มคก./ลบ.ม. = บุหรี่ 1 มวน ปี 2025 ที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ สูบบุหรี่ไปกี่มวน

จากงานของ Richard A. Muller นักวิจัยชาวอเมริกันจากสถาบันวิจัยสภาพอากาศ Berkeley Earth แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งคำนวณเปรียบเทียบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศหรือ PM2.5 กับปริมาณการสูบบุหรี่ พบว่า ค่าฝุ่น PM2.5 22 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เทียบได้กับการสูบบุหรี่ 1 มวน ซึ่งหากนำค่าฝุ่นแบบค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงในแต่ละวันของปี 2024 มาคำนวณเปรียบเทียบตามเกณฑ์ของ Richard Muller จะพบว่า

ในปี 2025 ที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ สูดดมฝุ่นพิษ PM2.5 เทียบเท่าการสูบบุหรี่ ทั้งหมด 1,280.59 มวน ลดลงจากปี 2024 ที่มีจำนวน 1,297.14 มวน ถึง 16.55 มวน หรือคิดเป็นประมาณ 0.83 ซอง แต่ก็ยังมากกว่าปี 2022 ที่มีจำนวน 1,224.77 มวน และปี 2021 ที่มีจำนวน 1,261.05 มวน

สำหรับเดือนที่มีอากาศเลวร้ายที่สุดในปี 2025 อย่างเดือนมกราคม คนกรุงเทพฯ สูดดมฝุ่นพิษ PM2.5 เทียบเท่าการสูบบุหรี่จำนวน 182.27  มวน คิดเป็นเฉลี่ยวันละ 5.88 มวน ซึ่งมีจำนวนของมวนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนที่มีอากาศเลวร้ายที่สุดในปี 2024 อย่างเดือนมกราคม ที่มี 168.91 มวน คิดเป็นเฉลี่ยวันละ 5.45 มวน

หรือในเดือนที่อากาศดีที่สุดในปี 2025 อย่างเดือนสิงหาคม คนกรุงเทพฯ ก็ยังสูดดมฝุ่นพิษ PM2.5 เทียบเท่าการสูบบุหรี่จำนวน 71.318 มวน เฉลี่ยวันละ 2.30 มวน โดยลดลงเมื่อเทียบกับเดือนที่อากาศดีที่สุดในปี 2024 อย่างเดือนสิงหาคมที่มีจำนวน  74.86 มวน เฉลี่ยวันละ 2.41 มวน

กรุงเทพฯ มีแนวโน้มคุณภาพอากาศดีขึ้นจริงไหม

จากการแถลงความคืบหน้าการดำเนิน “10 มาตรการหลัก” แก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 69 ที่ผ่านมา โดยชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งกล่าวว่า

“ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์คุณภาพอากาศของกรุงเทพมหานครมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานช่วงเดือนธันวาคม–กุมภาพันธ์ ลดลงประมาณ 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ปีนี้สภาพอากาศจะปิดและการระบายอากาศทำได้ยากกว่าปีก่อนหน้า ซึ่งจากข้อมูลสถิติฤดูฝุ่นตลอด 4 ปี (2565–2569) พบว่า ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นฝุ่น PM2.5 ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเดือนมกราคม ค่าเฉลี่ยลดลงร้อยละ 22 จาก 48.4 เหลือ 37.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และจำนวนวันเกินมาตรฐานลดลง 40–50% ในหลายช่วงเวลา”

เมื่อนำ *สถิติมาเปรียบเทียบกับข้อมูลจาก 3 แหล่งอ้างอิงหลัก ได้แก่ ข้อมูลจาก Air4Thai โดยกรมควบคุมมลพิษ ฝุ่นละออง PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง โดยสำรวจจากทั้งปี 2565, 2566,  2567, 2568 และ 2569 ซึ่งมีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศในกทม. จำนวน 12 สถานี ข้อมูลจาก เว็บไซต์ The World Air Quality Index Project เป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง และข้อมูลจากระบบติดตาม PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงต่อเนื่อง โดย Gistda สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) จะพบว่าความแตกต่างที่น่าสนใจ ดังนี้

ประเด็นที่ 1  “ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นฝุ่น PM2.5 ลดลง โดยเฉพาะเดือนมกราคม ค่าเฉลี่ยลดลงร้อยละ 22” คำแถลงระบุว่าค่าเฉลี่ยฝุ่นในเดือนมกราคมลดลงถึง 22% แต่จากการสำรวจข้อมูลย้อนหลังระหว่างปี 2565, 2566,  2567 2568 และ 2569 จากแหล่งข้อมูลอื่นๆ ในเดือนมกราคม พบว่า

  • จากระบบติดตาม PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงต่อเนื่อง โดย Gistda ในพื้นที่กทม. ค่าเฉลี่ยเดือนมกราคม ปี 2567 จะอยู่ที่ 50.58 มคก./ลบ.ม. ส่วนมกราคม ในปี 2568 อยู่ที่ 56.30 มคก./ลบ.ม. ส่วนมกราคม ในปี 2569 อยู่ที่ 33.84 มคก./ลบ.ม. ทั้งนี้เมื่อนำมาคำนวณกับปีฐาน จะพบว่าลดลงมา 33.10% 
  • ข้อมูลจาก Air4Thai ซึ่งดูแลโดยกรมควบคุมมลพิษ จะพบว่าค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 เดือนมกราคม ในปี 2565 อยู่ที่ 29.79 มคก./ลบ.ม., ปี 2566 อยู่ที่ 32.71 มคก./ลบ.ม., ปี 2567 อยู่ที่ 39.49 มคก./ลบ.ม. ปี 2568 พุ่งสูงขึ้นเป็น 44.67 มคก./ลบ.ม. และปี 2569 อยู่ที่ 44.73 มคก./ลบ.ม. ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบข้อมูลย้อนหลังในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (2565-2569) พบว่าค่าเฉลี่ยฝุ่นมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปีล่าสุดมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 50.15% เมื่อเทียบกับปี 2565
  • ข้อมูลจากเว็บไซต์ The World Air Quality Index Project เป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง พบว่าค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 เดือนมกราคม ในปี 2565 อยู่ที่ 92.03 มคก./ลบ.ม., ปี 2566 อยู่ที่ 90.17 มคก./ลบ.ม., ปี 2567 อยู่ที่ 119.87 มคก./ลบ.ม. ปี 2568 ขยับสูงขึ้นเป็น 129.35 มคก./ลบ.ม. ส่วนปี 2569 อยู่ที่ 107.77 มคก./ลบ.ม. ซึ่งเมื่อพิจารณาความเปลี่ยนแปลงในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (2565-2569) จะพบว่าความเข้มข้นของฝุ่นเพิ่มขึ้นถึง 17.10% เมื่อเทียบปีล่าสุดกับปีฐานคือปี 2565

ดังนั้นหากเทียบค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 จากทั้ง 3 แหล่งข้อมูลจะพบว่า ข้อมูลจาก GISTDA ค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ในเดือนมกราคมของปี 2569 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปี 2567 และปี 2568 ขณะที่ข้อมูลจาก Air4Thai และ The World Air Quality Index Project ชี้ว่าระดับฝุ่นในปี 2569 ยังคงสูงกว่าปีฐานซึ่งก็คือปี 2565 เช่นเดียวกับปีฐานที่ กทม.ใช้ 

ประเด็นที่ 2 คือ “จำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานช่วงเดือนธันวาคม–กุมภาพันธ์ ลดลงประมาณ 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน” เมื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบ พบความน่าสนใจดังนี้

  • จากระบบติดตาม PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงต่อเนื่อง โดย Gistda ซึ่งมีข้อมูลเพียง 2 ปี พบว่าในกรุงเทพมหานคร ช่วงปี 66/67 มีจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานระหว่างเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์อยู่ที่ 64 วัน ขณะที่ปี 68/69 ลดลงเหลือ 37 วัน คิดเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ลดลง 42.19% ซึ่งแม้จะมีแนวโน้มดีขึ้นแต่ยังไม่บรรลุเป้าหมายการลดลง 50% ตามที่ กทม. กล่าว
  • ข้อมูลจาก Air4Thai ซึ่งดูแลโดยกรมควบคุมมลพิษ พบว่าในช่วงปี 65/66 มีจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานอยู่ที่ 28 วัน ปี 66/67 อยู่ที่ 25 วัน ปี 67/68 อยู่ที่ 39 วัน และในปี 68/69 ลดลงเหลือ 18 วัน ซึ่งหากคำนวณเปรียบเทียบจากปีก่อนหน้าจะพบว่าจำนวนวันลดลง 53.85% 
  • ข้อมูลจากเว็บไซต์ The World Air Quality Index Project เป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง พบว่าจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานในช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ของปี 65/66 อยู่ที่ 89 วัน ปี 66/67 อยู่ที่ 92 วัน ปี 67/68 อยู่ที่ 89 วัน และในปี 68/69 ลดลงเหลือ 88 วัน ซึ่งหากคำนวณเปรียบเทียบจากปีก่อนหน้าจะพบว่าจำนวนวันลดลงเพียง 1.12% เท่านั้น

จากข้อมูลจะพบว่าแม้ข้อมูลจาก The World Air Quality Index Project จะพบว่าจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานช่วงเดือนธันวาคม–กุมภาพันธ์ เมื่อเปรียบเทียบกับปี 67/68 จะลดลงจริงในปี 68/69 แต่ก็ลดลงเพียง 1.12% เท่านั้น ในขณะที่หากพิจารณาข้อมูลจาก Air4Thai จะพบว่าจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานลดลง 53.85% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (67/68) แต่หากเทียบกับปีฐาน 65/66 จะพบว่าลดลงเพียง 35.71% เท่านั้น

แม้การเปรียบเทียบข้อมูลจากทั้ง 3 แหล่งข้อมูลจะมีทั้งข้อมูลที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับที่ กทม. แถลงและเป็นไปในทิศทางที่ขัดแย้งกัน แต่ก็มีข้อสังเกตที่น่าสนใจเพิ่มเติมก็คือ กทม. เลือกที่จะใช้ข้อมูลบางช่วงเวลา เช่น เฉพาะเดือนมกราคม หรือช่วงเดือนธันวาคม–กุมภาพันธ์ ในขณะเดียวกันบางช่วงเวลาก็เลือกที่จะเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า และบางช่วงเวลาก็เลือกที่จะเปรียบเทียบกับปีฐาน 

อย่างไรก็ตาม การที่ข้อมูลจากแต่ละแหล่งข้อมูลไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกันนั้น อาจเป็นเพราะข้อมูลของ กทม. อ้างอิงจากสถานีตรวจวัดทั้งหมด 78 สถานีวัดในสังกัด ในขณะที่ Air4Thai อ้างอิงจากสถานีหลักของกรมควบคุมมลพิษเพียง 12 สถานี ส่วน Gistda นั้นไม่ระบุจำนวนสถานีแต่ครอบคลุมทั้ง 50 เขตใน กทม. ซึ่งอาจทำให้ความครอบคลุมและค่าเฉลี่ยที่ได้ไม่เท่ากัน

*หมายเหตุ: เพื่อให้เห็นแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในระยะยาวตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2565–2568) การวิเคราะห์นี้จึงใช้วิธีคำนวณหาอัตราการเปลี่ยนแปลงสะสม (Percentage Change) โดยการหาผลต่างระหว่างค่าเฉลี่ยในปีปัจจุบันเทียบกับปีฐาน (2565) แล้วหารด้วยค่าของปีฐาน เพื่อสะท้อนสัดส่วนการเพิ่มขึ้นหรือลดลงสุทธิว่าตลอดระยะเวลาดังกล่าวสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดจากจุดเริ่มต้น 

แล้ว กทม. มีมาตรการรับมืออะไรบ้างในปี 2569

สำหรับกรุงเทพมหานคร มีการนำเสนอ (ร่าง) แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2025 ภายใต้แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” แบ่งออกเป็น มาตรการดำเนินการตลอดทั้งปี มาตรการดำเนินการเมื่อสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 มีค่าเกินเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และมาตรการระยะยาว และ 2 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา กทม.ได้รายงานถึง 10 มาตรการหลักที่ใช้แก้ไขปัญหา ดังนี้

  1. เขตควบคุมมลพิษ (Low Emission Zone: LEZ) จำกัดรถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไปที่ไม่ผ่านเกณฑ์เข้าพื้นที่ชั้นใน และเปิดลงทะเบียน “บัญชีสีเขียว (Green List)” ปัจจุบันมีรถลงทะเบียนแล้ว 73,448 คัน 
  2. โครงการ Green List Plus – รถคันนี้ลดฝุ่น ส่งเสริมให้ประชาชนเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรองอากาศ ตั้งเป้า 500,000 คัน มีรถเข้าร่วมแล้ว 377,461 คัน คาดว่าช่วยลดมลพิษจากภาคขนส่งได้ 22.5% 
  3. เข้มงวดตรวจจับรถควันดำ ปรับเกณฑ์มาตรฐานความทึบแสงจาก 30% เหลือ 20–24% และเพิ่มความถี่ในการตรวจจับ ปี 2568–2569 จับกุมรถปล่อยควันดำได้ 21,532 คัน เพิ่มขึ้น 1.5 เท่า
  4. ควบคุมฝุ่นในไซต์ก่อสร้างและแพลนท์ปูน ตรวจเข้มไซต์ก่อสร้าง 17,967 ครั้ง และแพลนท์ปูน 4,551 ครั้ง พร้อมกำหนดเงื่อนไขใบอนุญาต หากพบรถปล่อยควันดำอาจถูกระงับใบอนุญาต 
  5. จัดการมลพิษในโรงงานอุตสาหกรรม เพิ่มโรงงานติดตั้งระบบตรวจวัดปล่องควันแบบ Real-time (CEMS) จาก 8 แห่ง เป็น 256 แห่ง และยกระดับมาตรฐานการปล่อยมลพิษ NOx, SO₂ และ TSP ให้เข้มงวดขึ้น 
  6. ประสานความร่วมมือจังหวัดรอบข้าง ลดการเผาในที่โล่ง สนับสนุนทางเลือกแทนการเผา เช่น การใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง และเครื่องอัดฟาง ส่งผลให้จุดความร้อนพื้นที่ภาคกลาง (ตะวันตก–ตะวันออก) ลดลง 44% จังหวัดนครนายกลดลง 25% และจำนวนวันที่ไม่มีการเผาเพิ่มขึ้น 38% ขณะที่จุดเผาในกรุงเทพฯ ลดลง 23% 
  7. การมีส่วนร่วมของประชาชน ใช้ระบบแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast และ Line Alert พร้อมพยากรณ์ล่วงหน้า 7 วัน และเปิดช่องทางแจ้งเบาะแสผ่าน Traffy Fondue
  8. จัดทำห้องปลอดฝุ่นในโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียนสังกัด กทม. 2,119 ห้องเรียน ดำเนินการแล้วกว่า 51% ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 262 แห่ง ดำเนินการแล้ว 44% คาดว่าจะครบเกือบ 100% ภายในปีนี้ โดยติดตั้งเครื่องปรับอากาศและเครื่องกรองฝุ่นเพื่อปกป้องกลุ่มเปราะบาง 
  9. มาตรการ Work From Home (WFH) เมื่อค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน มีการขอความร่วมมือหน่วยงานและเอกชนทำงานที่บ้าน ช่วยลดปริมาณจราจรเฉลี่ย 7.5–10% 
  10. เพิ่มพื้นที่สีเขียวและกำแพงกรองฝุ่น (Bangkok Green Wall) ปลูกต้นไม้สะสมกว่า 2.4 ล้านต้น พัฒนาสวน 15 นาที 441 แห่ง และจัดทำแนวกำแพงต้นไม้ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ช่วยลดค่าฝุ่นในพื้นที่สวนได้เฉลี่ยประมาณ 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

โดยมาตรการจะพบว่าเป็นการพยายามเปลี่ยนจากการรณรงค์ไปสู่การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นขึ้น เพื่อให้สอดรับกับแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 – 2570 และระยะ 5 ปีต่อไป โดยเฉพาะการใช้บัญชีสีเขียว (Green List) และการตรวจสอบโรงงานแบบอัตโนมัติ 

หมายเหตุ: 

  • อ้างอิงข้อมูลสถิติจากเว็บไซต์ The World Air Quality Index Project ซึ่งค่าฝุ่นเป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง https://aqicn.org/city/bangkok/ 
  • ค่าฝุ่นในแต่ละวันตามสถิติจากเว็บไซต์ The World Air Quality Index Project เป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง จึงอาจเป็นไปได้ว่าในวันหนึ่งหนึ่งอาจจะมีบางเขตของกรุงเทพฯ ที่มีค่าฝุ่นสูงกว่าค่าเฉลี่ยและมีบางเขตที่มีค่าฝุ่นต่ำกว่าเฉลี่ย หรือแม้กระทั่งมีค่าฝุ่นอยู่ในปริมาณที่ใกล้เคียงกันในทุกทุกเขต 
  • PM2.5 เทียบกับบุหรี่ http://berkeleyearth.org/air-pollution-and-cigarette-equivalence 
  • อ้างอิงข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ จากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA 
  • อ้างอิงมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ปี 2025 จากมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2568 และปี 2569 โดยกรมควบคุมมลพิษ

ดูข้อมูลได้ที่ https://rocketmedialab.co/database-bkk-pm25-2025  

คุณอาจสนใจ