เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา VOTE62 แพลตฟอร์มรายงานผลการเลือกตั้งแบบคราวด์ซอร์ส (Crowdsourcing) ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่าง opendream บริษัทที่นำเอาความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาสังคม, iLaw องค์กรที่จับตาด้านกฎหมายและนโยบายของไทย และ Rocket Media Lab องค์กรที่ทำงานด้านข้อมูลเพื่อสื่อสารมวลชน ได้จัดเวทีสาธารณะ “ฝันอะไร หวังได้แค่ไหน กับเลือกตั้งพร้อมประชามติครั้งแรกในประเทศไทย” ขึ้น ณ ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปกรุงเทพฯ โดยนอกจากงานเสวนาแล้ว ยังจำลองคูหาลงคะแนนเลือกตั้งพร้อมประชามติ และกระดานขีดคะแนน ให้ทดลองถ่ายภาพและอัปโหลดเข้าสู่เว็บไซต์ https://vote62.com เพื่อเป็นการซ้อมมือก่อนวันจริงด้วย




ภายในงานประกอบด้วยการเสวนา 2 ช่วง โดยการเสวนาในหัวข้อ “การเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในประเทศไทย ทำไมมันลำบากขนาดนี้?” ได้ สันติชัย อาภรณ์ศรี, ปฏิพัทธิ์ สุสำเภา, จุฑารัตน์ กุลตัณกิจจา และ อันนา อันนานนท์ มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

สันติชัย ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง VOTE62 และบรรณาธิการบริหาร Rocket Media Lab ได้ย้ำถึงเหตุผลที่แคมเปญจับตาเลือกตั้ง 69 ต้องการอาสาสมัครเพื่อช่วยตรวจสอบการนับคะแนนมากถึงสามแสนคน ซึ่งมากกว่าการเลือกตั้งในปี 2562 และ 2566
“ปี 2566 มีบัตรเสียเกือบสามล้านใบ ถ้าเรามีอาสาสมัครไปโต้แย้ง บัตรเสียอาจจะกลายมาเป็นบัตรดีได้อีกหลายล้านใบ และปีนี้การกาบัตรไม่ได้มีแค่พรรคการเมืองกับ สส. เขต แต่มีประชามติด้วย นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องการอาสาสมัครเพิ่ม” สันติชัยกล่าว
ในมุมมองของสันติชัย การมีอาสาสมัครครบทุกหน่วยจะช่วยให้ภาคประชาชนมีหลักฐานที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการจัดการการเลือกตั้งให้โปร่งใสและเป็นธรรมได้
อีกหนึ่งผู้ร่วมก่อตั้ง VOTE62 อย่างปฏิพัทธ์ได้ยกตัวอย่างถึงกรณีที่ต้องมีการจับตาการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพราะที่ผ่านมา มีทั้งกรณีที่บัตรเลือกตั้งเหลือมากเกินความเป็นจริง การรวมคะแนนขาด วิธีการนับคะแนนที่ไม่ตรงกัน และการรวมจำนวนบัตรดีที่น้อยกว่าความเป็นจริง
ปฏิพัทธ์ย้ำถึงความจำเป็นในการมีอาสาสมัครมาช่วยจับตาว่า “เราไม่ได้ไม่ไว้ใจ กกต. เพราะคิดเอาเอง ความผิดพลาดที่เจออาจจะมาจากความเหนื่อยล้าของคนทำงาน หรือเจตนาของผู้จัดการการเลือกตั้งก็ได้ เลยอยากชวนทุกคนให้ไปช่วยจับตา แล้วก็เอาข้อมูลนี้ไปคุยกับเขาทีหลังว่ามีปัญหาแบบนี้แล้วจะจัดการอย่างไรบ้าง”
ด้านจุฑารัตน์ที่มีประสบการณ์เป็นอาสาสมัคร VOTE62 ตั้งแต่ครั้งแรก แบ่งปันประสบกรณ์ที่เธอเห็นความเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้ง 2562 ที่คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจการทำงานของอาสาสมัคร ต่างจากปี 2566 ที่มีความเข้าใจมากขึ้น และหลายหน่วยมองว่า อาสาธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของพวกเขาให้ถูกต้อง ป้องกันความผิดพลาดที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจได้
ส่วนอันนาเป็นตัวแทนของ First-time Voter ที่ติดตามข้อมูลข่าวสารออนไลน์มาโดยตลอด ความกังวลของเธอในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ การใช้เทคโนโลยี AI ในการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่จริงและไม่ผ่านการกลั่นกรอง นอกจากนี้ เธอยังชวนให้คนรุ่นใหม่มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญจับตาเลือกตั้ง 69 ด้วย “คุณอาจเป็นคนไทยคนแรกที่ได้เห็นผลคะแนน ถ้าเราอยากเห็นอะไรใหม่ๆ อยากเห็น กกต. ใหม่”

อีกช่วงของงานเป็นการเสวนาในหัวข้อ “เห็นชอบประชามติ แล้วสังคมไทยจะได้อะไร: ความหวังในรัฐธรรมนูญ 2540-2569” โดยได้ รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ฐปณีย์ เอียดศรีไชย จาก The Reporters, พริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคประชาชน และ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จาก iLaw มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ที่เริ่มตั้งแต่การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนที่นำมาซึ่งรัฐธรรมนูญ ปี 2540 กระทั่งถึงสถานการณ์ปัจจุบันและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหลังการลงประชามติพร้อมการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกของประเทศไทยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
ในเวทีมีการเปรียบเทียบระหว่างบรรยากาศของการมีส่วนร่วมของประชาชนทางการเมืองในช่วงรัฐธรรมนูญ 2540 ที่มีการรณรงค์ธงเขียวเป็นภาพจำ โดย รศ.ดร.กนกรัตน์ ได้เล่าถึงบรรยากาศช่วงนั้นว่า “ทุกคนดูมีส่วนร่วมในขบวนการการร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าเราคิดว่าชัยชนะของประชาชนคือพฤษภาทมิฬ 2535 ปี 2540 มันคือกระบวนการหลังจากนั้นที่เราทำให้ชัยชนะนั้นเป็นรูปเป็นร่าง และเป็นรัฐธรรมนูญจริงๆ กระบวนการการมีส่วนร่วมเกิดในทุกระดับและในทุกพื้นที่ เป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้รู้สึกว่าประชาธิปไตยเป็นไปได้ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นและเกิดขึ้นจริง”
ฐปณีย์ได้พูดถึงปรากฏการณ์ของสื่อไทย เปรียบเทียบระหว่างยุคธงเขียวและปัจจุบันนี้ที่แม้ว่าในอดีตจะยังไม่มีสื่อโซเชียลมีเดีย แต่ก็สามารถสร้างความตื่นตัวทางการเมืองได้ทั่วประเทศว่า พอมาปี 2543 เมื่อมาเป็นสื่อมวลชน เห็นเลยว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 มีผลทำให้การเมืองเปลี่ยนแปลงได้จริง เห็นได้ชัดว่าการที่ประชาชนตื่นตัวกับการสนับสนุนการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่มีความสำคัญอย่างไร เมื่อได้รัฐธรรมนูญใหม่มาก็กลายเป็นความหวังของสังคม
การทำงานของนักข่าวในยุคนั้นยังแตกต่างจากยุคนี้ตรงที่มีการมอบหมายให้รับผิดชอบประเด็นเรื่องประชามติโดยเฉพาะ ต่างจากในปัจจุบันที่ฐปณีย์กล่าวว่า “ครั้งนี้เราเห็นสื่อน้อยมากที่ทำข่าวเรื่องประชามติ ตอนนี้ทุกสื่อโฟกัสไปที่การเลือกตั้ง พรรคการเมือง และการหาเสียง เราแทบไม่ได้เห็นการมอบหมายนักข่าวว่าให้ตามเรื่องรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ทุกสำนักข่าวควรต้องมีแบบนั้น ถึงจะมีข่าวเรื่องนี้โดยเฉพาะ”
ด้านพริษฐ์ได้พูดถึงกลไกการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เป็นวาระที่ไม่ได้ผูกอยู่กับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง หรืออุดมการณ์ทางการเมืองแบบใดแบบหนึ่ง โดยอธิบายว่า “ไม่ว่าคุณจะถามคนที่อยู่ฝั่งอนุรักษนิยม สังคมนิยม หรือเสรีนิยมว่า สังคมที่เขาอยากเห็นเป็นอย่างไร ผมเชื่อว่าเป้าหมายของการทำให้ทุกคนมี 1 สิทธิ์ 1 เสียง มีระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง มีบ้านเมืองที่ปราศจากการทุจริตคอร์รัปชันน่าจะเป็นเป้าหมายที่เราเห็นตรงกัน วาระในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงน่าจะเป็นการผนึกกำลังของคนทุกเฉดสีของการเมือง เพื่อมาคุยกันว่า เราจะสร้างระบบการเมืองที่ตอบโจทย์พี่น้องประชาชนได้ดีกว่านี้ได้อย่างไร”
นอกจากนี้ พริษฐ์ยังได้พูดในมุมมองของนักการเมืองที่เคยทำงานในสภาฯ ว่า การที่ประชาชนร่วมกันออกเสียงอย่างท่วมท้นว่าอยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นับเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่จะใช้ในการโน้มน้าว สส. หรือ สว.ในประเด็นนี้
“ยิ่งประชาชนแสดงพลังมากเท่าไหร่ในการออกเสียงประชามติครั้งนี้ ผมคิดว่ามันจะเปิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ ได้มากขึ้น อย่าเพิ่งหมดหวัง ไม่ว่าจะเลือกพรรคไหน กาเห็นชอบเถอะครับเพื่อระบบการเมืองที่ดีขึ้น”
หลายคนสังเกตว่าภาวะหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้งและการลงประชามติครั้งนี้ คือ ความเหนื่อยล้าหรือเบิร์นเอาต์ทางการเมืองจากความผันผวนที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ จึงนำมาสู่การตั้งคำถามว่า หากต้องการขับเคลื่อนให้เกิดความเปลี่ยนแปลง คนที่ทำงานในเรื่องนี้โดยตรงมีวิธีรับมือกับภาวะนี้อย่างไร
ยิ่งชีพได้พูดถึงเรื่องนี้ว่า “ผมยังไม่ได้คิดเผื่อไปถึงประชามติครั้งที่ 2 และ 3 เพราะครั้งนี้มันสำคัญมาก จนเราก็คิดว่าใส่ทั้งหมดตรงนี้ ให้มันผ่านไปก่อน ถ้าวันนี้ชนะ สมมติว่าผลประชามติเห็นชอบถล่มทลาย สัก 80% ของผู้มาใช้สิทธิ์ ผมว่าใจมันจะฟู แรงที่เหนื่อยตอนไปวิ่ง ตอนไปไล่ติดสติกเกอร์รณรงค์มันจะหายไป แล้วมันจะเป็นพลังบวกส่งไปถึงประชามติครั้งที่ 2 และ 3 ว่า มันเคยทำได้มาแล้ว มันต้องทำได้อีก”
รศ.ดร.กนกรัตน์ได้ทิ้งท้ายถึงคนที่อาจกำลังอยู่ในภาวะเบิร์นเอาต์ในการมีส่วนร่วมทางการเมืองว่า “ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในโลกที่ใดที่หล่นลงมาจากฟ้า ขอฝากพรปีใหม่หกประการ หนึ่ง ไม่หยุดเรียกร้องสิ่งที่เราอยากได้ สอง ไม่หยุดมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรมที่มีผลต่อชีวิต สาม ไม่หยุดตรวจสอบ สี่ ไม่หยุดเรียนรู้เพราะนักการเมืองไม่มีวันรู้ว่าโลกเปลี่ยนแปลงไปเร็วขนาดไหนเท่ากับที่เรารู้ ห้า ไม่หยุดสร้างสรรค์ทางเลือก หก ไม่หยุดฝันว่าโลกนี้เปลี่ยนแปลงได้ และการเมืองไทยเปลี่ยนแปลงได้ เพราะมันเปลี่ยนมาแล้วตลอดเวลา”


























