Connect with us

Hi, what are you looking for?

politics

#DataDrivenPolicy เลือกตั้ง ’69 ปัญหาโซลาร์รูฟท็อป

พรรคการเมืองจะมีนโยบายอย่างไร เมื่อประเทศไทยมีความสามารถผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปได้กว่า 121,000 เมกะวัตต์ แต่ยอดติดตั้งจริงไม่ถึง 2% และประชาชนยังขายไฟคืนไม่ได้ 

 #DataDrivenPolicyคำถามนี้นักการเมืองต้องตอบ ชวนมาเปิดไพ่ เพื่อใช้ข้อมูลนำทาง กับไพ่ The Sun – พลังงานแสงอาทิตย์

#เลือกตั้ง69 ครั้งนี้ พรรคการเมืองมาพร้อมนโยบายมากมายสารพัดและแตกต่างกันไป Rocket Media Lab ขอเชิญชวนนักการเมืองทุกพรรค รวมไปถึงประชาชนทุกคนทั้งผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้ง หรือยังไม่มี มาร่วมกันคลี่ปมปัญหา 12 ประเด็นของประเทศไทยว่ามีอะไรซุกซ่อนอยู่บ้าง ผ่าน ‘ไพ่ทาโรต์’ ชุดพิเศษที่จัดทำขึ้น ที่จะมาพร้อมทั้งประเด็นปัญหา ชุดคำถามสำคัญที่จะพาเราไปหาทางออก และข้อมูลที่จะนำไปสู่การออกแบบนโยบายเพื่อแก้ปัญหานั้น 

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อศักยภาพโซลาร์รูฟท็อปมี แต่ติดตั้งจริงไม่ถึง 2%

ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานระบุว่า พื้นที่หลังคาที่อยู่อาศัยทั่วประเทศมีศักยภาพติดตั้งโซลาร์ได้สูงถึง 121,000 เมกะวัตต์  ขณะที่ปริมาณการติดตั้งสะสมในปี 2565 ยังมีอยู่เพียง 1,893 เมกะวัตต์ หรือไม่ถึง 2% ของศักยภาพทั้งหมด ความแตกต่างกว่า 64 เท่าระหว่างศักยภาพและปริมาณการติดตั้งจริงนี้สะท้อนถึงอุปสรรคเชิงโครงสร้างและกลไกการสนับสนุนที่ยังไม่สามารถปลดล็อกให้ประชาชนเข้าถึงการเป็นผู้ผลิตร่วมในระบบพลังงานของประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

แม้ภาคประชาชนจะมีทรัพยากรแสงอาทิตย์บนหลังคาเรือนเป็นต้นทุนสำคัญ แต่การที่ไม่สามารถนำศักยภาพเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ทำให้โครงสร้างพลังงานของประเทศยังคงต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก ซึ่งนอกจากจะเป็นการขวางกั้นการกระจายรายได้สู่ระดับครัวเรือนแล้ว ยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของประเทศไทยเป็นไปอย่างล่าช้า และขาดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนอย่างแท้จริง

จะแก้ปัญหาอย่างไร โซลาร์ภาคประชาชนมี แต่รัฐเลือกเปิดรับซื้อไฟฟ้าแต่กับเอกชน

การจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศไทยในปัจจุบันสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำเชิงนโยบายอย่างชัดเจน โดยข้อมูลกำลังการผลิตติดตั้งโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีพันธะผูกพันกับภาครัฐ ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 พบว่าจากกำลังการผลิตติดตั้งรวมทั้งหมด 8,019.86 เมกะวัตต์ กว่าร้อยละ 91.39 หรือ 7,329.37 เมกะวัตต์ ถูกจัดสรรให้กับโครงการโซลาร์ฟาร์มซึ่งดำเนินการโดยภาคเอกชนรายใหญ่ รองลงมาคือ โซลาร์ราชการ/สหกรณ์การเกษตร จำนวน 382.49 เมกะวัตต์ หรือร้อยละ 4.77 ถัดมาคือ โซลาร์รูฟท็อป 131.34 เมกะวัตต์ หรือร้อยละ 1.64 โซลาร์ลอยน้ำ จำนวน 100.96 เมกะวัตต์ หรือร้อยละ 1.26 สุดท้ายคือโครงการโซลาร์ภาคประชาชน มีสัดส่วนที่ต่ำที่สุด เพียง 75.71 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นไม่ถึงร้อยละ 1 ของโครงการทั้งหมด ช่องว่างที่ห่างกันเกือบ 100 เท่านี้ สะท้อนเห็นว่ากลไกของรัฐมุ่งเน้นการสนับสนุนการลงทุนผ่านโครงการขนาดกลางและขนาดใหญ่ของภาคเอกชนเป็นหลัก ขณะที่ศักยภาพของภาคประชาชนถูกแช่แข็งไว้เพียงเพราะขาดนโยบายสนับสนุนที่เอื้ออำนวยและเท่าเทียม

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อการจะติดโซลาร์รูฟท็อปและขายไฟคืนได้นั้นมีขั้นตอนยุ่งยากและใช้เวลานาน?

ผลสำรวจของ SCB EIC  ในช่วงต้นปี 2568 ระบุว่าหนึ่งในอุปสรรคสำคัญอันดับต้นๆ ของการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป คือความยุ่งยากในการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนภาระในการศึกษาข้อมูลขั้นตอนการขออนุญาตที่มีรายละเอียดซับซ้อน ปัญหาดังกล่าวยังรวมถึงความล่าช้าในขั้นตอนการออกเอกสารรับรองและการนัดหมายเจ้าหน้าที่เพื่อเข้ามาตรวจสอบระบบไฟฟ้าภายในบ้าน การขาดมาตรฐานด้านกรอบเวลาที่ชัดเจนนี้ ไม่เพียงแต่เพิ่มต้นทุนแฝงในการดำเนินการ แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการบริหารจัดการพลังงานของรัฐ แม้ในปี 2568 ภาครัฐมีการปรับลดขั้นตอนบางส่วนเพื่อให้การติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปทำได้ง่ายขึ้น เช่น กำหนดให้การติดตั้งไม่ต้องขออนุญาตหน่วยงานรัฐแล้ว แต่กฎหมายยังคงกำหนดให้ประชาชนต้องดำเนินการแจ้งรายละเอียดสถานที่ติดตั้ง ข้อมูลอุปกรณ์ทางเทคนิค ตลอดจนหลักฐานการรับรองความปลอดภัยตามมาตรฐานที่กำหนด โดยต้องยื่นเอกสารต่ออธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนเริ่มดำเนินการ และให้อธิบดีแจ้งการติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าว ต่อการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องทราบด้วย

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อการติดโซลาร์รูฟท็อปมีต้นทุนสูงแต่เข้าถึงแหล่งเงินทุนยาก

ภาระต้นทุนการติดตั้งเบื้องต้นที่สูงและการขาดมาตรการสนับสนุนทางการเงินที่เข้าถึงง่ายเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งการขยายตัวของโซลาร์ภาคประชาชน โดยข้อมูลจาก SCB EIC ชี้ให้เห็นว่ากว่าครึ่งของผู้ติดตั้งต้องใช้เงินส่วนตัวทั้งหมดเนื่องจากขาดแคลนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือเงินอุดหนุนจากรัฐ ส่งผลให้การเข้าถึงพลังงานสะอาดจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มผู้ที่มีความพร้อมทางการเงินสูงเท่านั้น นอกจากนี้ ข้อกำหนดทางเทคนิคที่บังคับให้ประชาชนต้องแบกรับค่าเปลี่ยนมิเตอร์ดิจิทัลเพิ่มเติมอีกประมาณ 2,000 บาท เพื่อรองรับระบบ Net Billing ยังกลายเป็นต้นทุนแฝงที่เมื่อรวมกับราคารับซื้อไฟที่ต่ำแล้ว ยิ่งส่งผลให้ความคุ้มค่าลดลงและกลายเป็นกำแพงทางการเงินที่ปิดกั้นโอกาสของครัวเรือนส่วนใหญ่ในการมีส่วนร่วมกับการผลิตพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อมีกลุ่มเปราะบางที่ยังเข้าไม่ถึงไฟฟ้า

ประเทศไทยยังคงประสบปัญหาการขาดการเข้าถึงไฟฟ้าในหลายพื้นที่ ข้อมูลจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ปี 2566 ระบุว่า มีกลุ่มบ้านที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้กระจายอยู่ใน 48 จังหวัดทั่วประเทศ รวม 731 กลุ่มบ้าน หรือกว่า 59,122 ครัวเรือน โดยแบ่งเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 มีกลุ่มบ้านที่ยังไม่สามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้ 216 กลุ่มบ้าน คิดเป็น 17,539 ครัวเรือน ในจำนวนนี้มีเพียง 2 กลุ่มบ้านเท่านั้นที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการขออนุญาตหรือการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ส่วนอีก 214 กลุ่มบ้านยังไม่ได้เริ่มดำเนินการใดๆ ขณะที่พื้นที่นอกเขตลุ่มน้ำชั้นที่ 1 ยังมีกลุ่มบ้านที่ขาดการเข้าถึงไฟฟ้าอีก 515 กลุ่มบ้าน หรือ 41,583 ครัวเรือน

นอกจากนี้ยังมีการรายงานปัญหาว่าบางพื้นที่ไม่สามารถขยายเขตไฟฟ้าได้ เนื่องจากเอกสารประกอบการขอขยายเขตไฟฟ้าไม่ครบถ้วน เช่น สิทธิการครอบครองไม่ชัดเจน/ไม่มีทะเบียนบ้าน

รัฐทำอะไรไปแล้วบ้าง?

  • ปลดล็อกใบอนุญาต ยกเว้นไม่ต้องขอใบอนุญาตควบคุมพลังงาน (พค.2) สำหรับระบบขนาดเล็กกว่า 200 kVA เพื่อความคล่องตัวของภาคครัวเรือน    
  • ผ่อนปรนกฎหมายควบคุมอาคาร การติดตั้งแผงโซลาร์ที่น้ำหนักไม่เกิน 20 กก./ตร.ม. ไม่ถือเป็นการดัดแปลงอาคาร ไม่ต้องขออนุญาตจากวิศวกรโยธา    
  • อำนวยความสะดวกการเชื่อมต่อออนไลน์ ปรับกระบวนการยื่นคำขอผ่านออนไลน์ และ กกพ. ประกาศรายชื่อผู้ได้รับยกเว้นใบอนุญาตภายใน 5 วันทำการ    
  • มาตรการลดหย่อนภาษี บุคคลธรรมดาสามารถนำค่าติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (ไม่เกิน 10 kWp) มาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจริง สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท

เห็นด้วยหรือไม่? พรรคการเมืองของคุณจะรับ ‘6 นโยบายเปลี่ยนผ่าน’ นี้ไหม?

  • ติดตั้งแล้วขายไฟฟ้าคืนสู่ระบบได้ทันที โดยมีราคารับซื้อคืนที่เป็นธรรม ให้ครัวเรือนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์สามารถเชื่อมต่อและขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้าได้โดยอัตโนมัติและทันที และกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าใหม่ที่เป็นธรรม
  • เพิ่มโควตาในการรับซื้อไฟจากภาคประชาชนอย่างน้อย 1,500 เมกะวัตต์ เท่ากับที่เปิดให้ภาคเอกชนในโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน
  • จัดตั้ง One-Stop Service ดิจิทัล บูรณาการทุกหน่วยงานเข้าสู่ระบบเดียว และต้องอนุมัติให้จบภายใน 15 วันทำการ ไม่ใช่แค่การจดแจ้งแต่ต้องรวมข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจด้วย    
  • สินเชื่อดอกเบี้ย 0% เพื่อผู้มีรายได้น้อย จัดตั้งกองทุนปล่อยกู้ดอกเบี้ยพิเศษสำหรับครัวเรือนที่ไม่มีสิทธิลดหย่อนภาษี เพื่อลดกำแพงเรื่องเงินก้อนแรก
  • มีนโยบายเพื่ออุดหนุนประชาชนที่ต้องการติดโซลาร์รูฟท็อป เหมือนดังเช่นนโยบายที่อุดหนุนประชาชนจากการซื้อรถ EV
  • ขยายสัญญารับซื้อคืนเป็น 25 ปี ปรับระยะเวลาสัญญาให้เท่ากับอายุการใช้งานแผงโซลาร์และเท่าเทียมกับที่ภาคเอกชนได้รับ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานระยะยาว    
  • ยกระดับ Smart Grid และแบตเตอรี่ชุมชน สนับสนุนระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) ระดับท้องถิ่น เพื่อรองรับการรับ-ส่งไฟฟ้าสองทางและแก้ปัญหาความไม่เสถียรของแดด
  • ติดตั้งไฟโซลาร์ฟรีสำหรับกลุ่มผู้เปราะบางที่เข้าไม่ถึงไฟฟ้า เพื่อให้ประเทศไทยมีอัตราการเข้าถึงไฟฟ้า 100% 

คุณอาจสนใจ