พรรคการเมืองจะมีนโยบายอย่างไร เมื่อมี 22 จังหวัด ไม่มีรถประจำทางวิ่งในพื้นที่ตัวเมือง ส่วนกรุงเทพฯ ปฏิรูปรถเมล์ยังไงให้สายรถเมล์ลดลง
#DataDrivenPolicyคำถามนี้นักการเมืองต้องตอบ ชวนเปิดไพ่ ใช้ข้อมูลนำทาง กับไพ่ The Chariot ขนส่งสาธารณะ
.
#เลือกตั้ง69 ครั้งนี้ พรรคการเมืองมาพร้อมนโยบายมากมายสารพัดและแตกต่างกันไป Rocket Media Lab ขอเชิญชวนนักการเมืองทุกพรรค รวมไปถึงประชาชนทุกคน ทั้งผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้ง หรือยังไม่มี มาร่วมกันคลี่ปมปัญหา 12 ประเด็นของประเทศไทย ว่ามีอะไรซุกซ่อนอยู่บ้าง ผ่าน ‘ไพ่ทาโรต์’ ชุดพิเศษที่จัดทำขึ้น ที่จะมาพร้อมทั้งประเด็นปัญหา ชุดคำถามสำคัญที่จะพาเราไปหาทางออก และข้อมูลที่จะนำไปสู่การออกแบบนโยบายเพื่อแก้ปัญหานั้น

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อยังมี 22 จังหวัดที่ยังไม่มีรถประจำทางในพื้นที่ตัวเมือง
รถประจำทางในพื้นที่ตัวเมืองหรือที่เรียกกันว่ารถหมวด 1 คือรถโดยประจำทางที่มีเส้นทางขนส่งภายในเขต กรุงเทพฯ เทศบาล สุขาภิบาล เมือง และเส้นทางต่อเนื่อง ซึ่งจะมีตารางเวลาเดินรถและรูปแบบเส้นทางที่ชัดเจน จากข้อมูลจำนวนใบอนุญาตขับรถและผู้ประจำรถ เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 พบว่าประเทศไทยมีเส้นทางเดินรถของรถหมวด 1 จำนวน 466 เส้นทาง โดยจังหวัดที่มีเส้นทางเดินรถหมวด 1 มากที่สุดคือ กรุงเทพมหานคร 240 เส้นทาง ตามมาด้วย นครราชสีมา 23 เส้นทาง ขอนแก่น 22 เส้นทาง และอุบลราชธานี 11 เส้นทาง
ในขณะที่จังหวัดที่ไม่มีรถหมวด 1 ให้บริการมีมากถึง 22 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี สุรินทร์ ชัยภูมิ นครปฐม ร้อยเอ็ด เลย ชัยนาท นราธิวาส นครพนม พะเยา ลำพูน แม่ฮองสอน ปราจีนบุรี มุกดาหาร จันทบุรี หนองคาย อ่างทอง พิจิตร ยะลา นครนายก ปัตตานี และบึงกาฬ
นอกจากนี้หากพิจารณาจำนวนเส้นทางเดินรถหมวด 1 ทั้งประเทศมาเฉลี่ย พบว่าในหนึ่งจังหวัดจะมีเส้นทางเดินรถหมวดที่ 1 เฉลี่ย 6.05 เส้นทางต่อจังหวัด และหากไม่นับเส้นทางในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในหนึ่งจังหวัดจะมีเส้นทางเดินรถหมวดที่ 1 เฉลี่ย 2.97 เส้นทางต่อจังหวัด

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อยังมีอีกหลายอำเภอในหลายจังหวัดที่ยังไม่มีขนส่งสาธารณะเข้าถึง
รถหมวด 4 คือ รถโดยประจำทางซึ่งอาจประกอบไปด้วยเส้นทางหลักสายเดียว หรือเส้นทางสายหลักและเส้นทางสายย่อยซึ่งแยกออกจากเส้นทางสายหลักไปยัง อำเภอ หมู่บ้าน หรือเขตชุมชน เป็นขนส่งสาธารณะข้ามอำเภอ จากข้อมูลจำนวนใบอนุญาตขับรถและผู้ประจำรถ เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 พบว่าประเทศไทยมีเส้นทางเดินรถของรถหมวด 4 จำนวน 1,438 เส้นทาง โดยจังหวัดที่มีเส้นทางเดินรถหมวด 4 มากที่สุดคือ กรุงเทพมหานคร 128 เส้นทาง ตามมาด้วยนครราชสีมา 107 เส้นทาง สงขลา 45 เส้นทาง ขอนแก่น 42 เส้นทาง และสมุทรสาคร 37 เส้นทาง
ในขณะที่จังหวัดที่มีเส้นทางเดินรถหมวด 4 น้อยที่สุดคือ บึงกาฬ 2 เส้นทาง ปัตตานี นครนายก และประจวบคีรีขันธ์ 3 เส้นทาง ยะลา และสุโขทัย 4 เส้นทาง นอกจากนี้หากพิจารณาจำนวนเส้นทางเดินรถหมวด 4 ทั้งประเทศมาเฉลี่ย พบว่าในหนึ่งจังหวัดจะมีเส้นทางเดินรถหมวดที่ 4 เฉลี่ย 18.68 เส้นทางต่อจังหวัด และหากไม่นับเส้นทางในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในหนึ่งจังหวัดจะมีเส้นทางเดินรถหมวดที่ 4 เฉลี่ย 17.24 เส้นทางต่อจังหวัด
แม้จำนวนเส้นทางรถหมวด 4 จะมีมาก แต่พบว่ายังมีอีกหลายอำเภอที่ยังไม่มีเส้นทางรถหมวด 4 เช่น เชียงใหม่ มีเส้นทางรถหมวด 4 จำนวน 28 เส้นทาง แต่มี 9 อำเภอจาก 25 อำเภอที่เข้าไม่ถึงเส้นทางรถหมวด 4 หรือจังหวัดหนองคาย มีเส้นทางรถหมวด 4 จำนวน 6 เส้นทาง แต่มี 4 จาก 9 อำเภอที่เข้าไม่ถึงเส้นทางรถหมวด 4 สะท้อนถึงความครอบคลุมของเส้นทางรถประจำทางระหว่างอำเภอที่ยังเข้าไม่ถึง

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อการปฏิรูปรถเมล์ในกรุงเทพฯ ผ่านมา 10 ปีแล้วยังไม่เสร็จ แต่ยิ่งปฏิรูปสายรถเมล์ยิ่งมีปัญหา
นับตั้งแต่ปี 2559 ที่กรมการขนส่งทางบกจัดทำแผนแม่บทพัฒนาระบบรถโดยสาร หรือการปฏิรูปรถเมล์ เพื่อออกแบบเส้นทางเดินรถและจัดระเบียบระบบขนส่งสาธารณะอย่างรถเมล์ ทั้งการปรับเปลี่ยนเส้นทาง การเปลี่ยนเลขสายรถเมล์ และเอาระบบ 1 สัมปทาน 1 เส้นทางมาใช้ โดยจะปฏิรูปเสร็จในปี 2567 และทำให้มีเส้นทางเดินรถทั้งหมด 276 เส้นทาง
อย่างไรก็ตาม ผ่านมาแล้ว 10 ปี การปฏิรูปก็ยังไม่เสร็จสิ้น หลังยังมีสัมปาทานเส้นทางปฏิรูปอีกหลายเส้นทางที่ยังไม่เปิดประมูลหรือให้บริการ เช่น สาย 4-65 สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (ถนนบรมราชชนนี) – สมุทรสาคร สาย 3-29 วงกลมสำโรง – ศรีนครินทร์ และสาย 4-30 แฟลตทุ่งครุ – ท่าเรือสี่พระยา เป็นต้น จนถึงตอนนี้ยังไม่เปิดให้มีการประมูลเส้นทางและเปิดให้บริการ
นอกจากนี้ พบว่า สัมปทานรถเมล์จำนวนมากเป็นของเอกชน จากการรวบรวมข้อมูลจาก UBTA.net และ Bangkokbusclub.com พบว่าในปี 2566 บริษัทเดินรถของเอกชนถือสิทธิ์สัมปทานเดินรถจำนวน 132 เส้นทาง ในขณะที่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) มีจำนวนสัมปทานเดินรถลดลงเหลือ 110 เส้นทาง ส่งผลทำให้เส้นทางเดินรถหลายเส้นทางประสบปัญหารอบรถน้อย รอรถนาน และค่าโดยสารแพงขึ้น หลังสัมปทานหลายเส้นทางของ ขสมก. ตกเป็นของเอกชน

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อค่าใช้จ่ายในการเดินทางของคนไทยสูงถึง 20% ของรายได้
หนึ่งในปัญหาด้านขนส่งสาธารณะ คือเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทาง จากการรวบรวมข้อมูลค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะทั้งรถเมล์ และรถไฟฟ้า พบว่าภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วยรถเมล์มีค่าโดยสารอยู่ที่ 8 – 25 บาทต่อเที่ยว คำนวณไปกลับจะอยู่ที่ 16-50 บาท ในขณะที่รถไฟฟ้ามีค่าโดยสารอยู่ที่ 17-65 บาทต่อเที่ยว หากคำนวนไปกลับจะอยู่ที่ 34-130 บาท
หากเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทต่อวัน พบว่า หากเดินทางด้วยรถเมล์ 16-50 บาท เฉลี่ยค่าโดยสาร 33 บาทต่อวัน คิดเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 8.25% ของค่าแรงขั้นต่ำ ในขณะที่เดินทางด้วยรถไฟฟ้า 34-130 บาท เฉลี่ยค่าโดยสาร 82 บาทต่อวัน คิดเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 20.5% ของค่าแรงขั้นต่ำ
จากข้อมูลสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนที่มีค่าใช้จ่ายสูง รวมถึงระบบขนส่งสาธารณะที่ยังไม่ทั่วถึงทำให้ต้องเดินทางหลายต่อ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางก็สูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงขนส่งสาธารณะราคาถูก และบีบให้ประชาชนต้องมีรถเป็นของตัวเอง ทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา เช่น ปัญหาการจราจร ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน และปัญหาฝุ่น PM 2.5

รัฐไปทำอะไรไปแล้วบ้าง
- การปฏิรูปรถเมล์
กรมการขนส่งทางบกจัดทำแผนแม่บทพัฒนาระบบรถโดยสารประจําทางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในปี 2559 เพื่อพัฒนาเส้นทางการเดินรถและจัดระเบียบขนส่งสาธารณะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยคาดว่าเส้นทางจะเพิ่มขึ้นจาก 202 เป็น 269 เส้นทาง และมีระยะทางเพิ่มขึ้นจาก 6,437 กิโลเมตร เป็น 7,833 กิโลเมตร ตั้งการปฏิรูปรถเมล์จะเสร็จสิ้นในปี 2567 ตามกรอบเวลาของแผน
อย่างไรก็ตามแผนปฏิรูปรถเมล์กลับประสบปัญหาหลายด้าน ตั้งแต่การปฏิรูปที่เกินระยะเวลาของแผน การปรับเปลี่ยนเลขสายรถเมล์ได้สร้างความสับสนให้กับประชาชนที่ใช้บริการ มีการปรับเปลี่ยนเส้นทางระหว่างแผนอยู่ตลอด และการเปิดให้เอกชนเข้ามาประมูลสัมปทานเส้นทางเดินรถที่ทำให้เส้นทางของขสมก.หลาเส้นทางเปลี่ยนมือเป็นของเอกชน ทำให้ในหลายเส้นทางของเอกชนมีจำนวนรถที่น้อยลงและราคาค่าโดยสารเพิ่มขึ้น
- ผลักดัน EV Bus
จากปัญหาฝุ่น PM 2.5 ทำให้หลายพื้นที่พยายามผลักดัน Ev bus ในระบบขนส่งสาธารณะ โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เริ่มศึกษาความเป็นไปได้และออกแบบเส้นทางรถ EV Bus โดยกรณีที่หลายจังหวัดเริ่มศึกษาคือกรณี EV Bus ของอบจ. ภูเก็ต โดยนำมาแทนที่รถสองแถวเดิมที่ปลดระวาง และวิ่งใน 3 เส้นทาง จำนวน 24 คัน เพื่อแก้ปัญหารถติดและลดมลพิษ
จากความสำเร็จของภูเก็ตโมเดล ทำให้อบจ.ต่างๆ เริ่มศึกษาและให้ความสำคัญในการยกระดับขนส่งสาธารณะ เช่น อบจ. กาญจนบุรีที่เปิดให้บริการรถ EV Bus สาย 5273 เส้นทางลาดหญ้า-ท่าม่วง เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 อบจ. ลำพูนที่เปิดทดสอบรถ EV Bus รอบตัวเมืองลำพูนและเปิดประมูลจัดหารถ EV Bus จำนวน 6 คันสำหรับวิ่งในสาย 2 วงกลมเมืองลำพูน – นิคมอุตสาหกรรม หรือ อบจ. เชียงใหม่ที่ได้ลงนาม MOA โครงการการพัฒนาและขับเคลื่อนระบบขนส่งสาธารณะ รถ EV Bus เส้นหมวดการทางที่ 1 สายที่ 18 และ 20 เริ่มทดลองวิ่งเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568
อย่างไรก็ตาม หลายจังหวัดยังพบปัญหาในการผลักดันรถ EV Bus และการบริหารจัดการระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะงบประมาณ เนื่องจากงบประมาณในการจัดการขนส่งในแต่ละจังหวัดไม่เหมือนกัน อีกทั้งความสามารถในกาจัดเก็บภาษีที่ไม่เท่ากัน ทำให้หลายจังหวัดประสบปัญหาการจัดสรรงบประมาณมาลงทุนในขนส่งสาธารณะระดับจังหวัด อีกทั้งยังเจอข้อจำกัดทางกฎหมายที่ต้องรอให้ส่วนกลางเป็นคนตัดสินใจทั้งหมดผ่านคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกประจำจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน
- ร่างพระราชบัญญัติการจัดการระบบตั๋วร่วม
ในปี 2567 รัฐบาลผลักดันร่างพระราชบัญญัติการจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. … เพื่อวางรากฐานให้ประชาชนสามารถใช้ระบบชำระค่าโดยสารระบบเดียวในการเดินทาง ครอบคลุมทั้งการเดินทางทางรถเมล์ รถไฟฟ้า เรือ และขนส่งระดับภูมิภาคในอนาคต
ปัจจุบัน พ.ร.บ. ตั๋วร่วมได้ผ่านชั้นวุฒิสภาเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 อย่างไรก็ตามหลังจากรัฐบาลประกาศยุบสภา ทำให้ร่าง พ.ร.บ. ตั๋วร่วมยังคงค้างในชั้นวุฒิสภาและรอการพิจารณาหลังการจัดตั้งรัฐบาลในปี 2569 ต่อไป

เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย: พรรคการเมืองของคุณจะรับนโยบายต่อไปนี้หรือไม่
- จัดตั้งกองทุนขนส่งสาธารณะทุกจังหวัด โดยใช้เงินจากภาษีล้อเลื่อนมาบริหารจัดการโดยท้องถิ่นเอง
- แก้พระราชบัญญัติขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 เพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการขนส่งสาธารณะ
- กำหนดเพดานค่าเดินทางในระบบขนส่งสาธารณะไม่เกิน 10% ของค่าแรงขั้นต่ำ
- สนับสนุนรถเมล์ EV Bus ในระบบขนส่งสาธารณะ
- โอนย้ายองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ให้อยู่ภายใต้การบริหารจัดการโดยกรุงเทพมหานคร
ข้อมูลดิบ
ข้อมูลระบบขนส่งสาธารณะในระบบรถเมล์และรถไฟฟ้า ปี 2556-2567
























