Connect with us

Hi, what are you looking for?

environment

DataDrivenPolicy เลือกตั้ง ’69 ปัญหา PM2.5

พรรคการเมืองจะมีนโยบายอย่างไร เมื่อวันที่อากาศดี ปี 2568 เหลือเพียง 38 วัน และเป้าการแก้ปัญหา PM2.5 ของรัฐบาลไม่เคยประสบความสำเร็จเลยมาตั้งแต่ปี 2562

#DataDrivenPolicyคำถามนี้นักการเมืองต้องตอบ ชวนเปิดไพ่ ใช้ข้อมูลนำทาง กับไพ่ The Fool – เดอะฝุ่น PM2.5 

#เลือกตั้ง69 ครั้งนี้ พรรคการเมืองมาพร้อมนโยบายมากมายสารพัดและแตกต่างกันไป Rocket Media Lab ขอเชิญชวนนักการเมืองทุกพรรค รวมถึงประชาชนทุกคน ทั้งผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้ง หรือยังไม่มี มาร่วมกันคลี่ปมปัญหา 12 ประเด็นของประเทศไทย ว่ามีอะไรซุกซ่อนอยู่บ้าง ผ่าน ‘ไพ่ทาโรต์’ ชุดพิเศษที่จัดทำขึ้น ที่จะมาพร้อมทั้งประเด็นปัญหา ชุดคำถามสำคัญที่จะพาเราไปหาทางออก และข้อมูลที่จะนำไปสู่การออกแบบนโยบายเพื่อแก้ปัญหานั้น 

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อวันที่อากาศดีๆ ลดลงทุกปี ปีล่าสุด 2568 เหลือเพียง 38 วัน

ประเด็นเรื่องฝุ่น PM2.5 กลายเป็นปัญหาที่ถูกพูดถึงในวงกว้างมาตั้งแต่ปี 2558 และเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่ปี 2561 เป้นต้นมา จนทำให้ภาครัฐผลักดันแผนฝุ่น 62 หรือ แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ซึ่งมีขึ้นหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 ให้เป็นแม่แบบแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ทั่วประเทศ 

ถึงอย่างนั้นในปี 2563 วิกฤต PM2.5 ด็ยิ่งพุ่งสูงขึ้นจนกรุงเทพฯ ติดอันดับ 3 เมืองที่มีอากาศแย่ที่สุดของโลก สถิติชี้ให้เห็นความรุนแรงที่คนเมืองต้องสูดฝุ่นพิษสะสม ที่สะท้อนว่าปัญหาฝุ่นจิ๋วไม่ใช่แค่เรื่องตามฤดูกาลเพียงอย่างเดียว

จะเห็นได้ว่า แม้จะมีแผนแม่บทบังคับใช้ในการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 แล้ว แต่หลังจากนั้นเรื่อยมา กลับพบว่าจำนวนวันอากาศดี (สีเขียว) ลดลงทุกปี โดยเฉพาะในปี 2568 ที่กรุงเทพฯ มีอากาศดีเพียง 38 วัน ลดลงจากปี 2564 ซึ่งถือเป็นปีที่มีอากาศดีสูงถึง 90 วัน ทำให้เห็นว่า แม้จะมีแผนงานรองรับ แต่สถานการณ์จริงกลับยังคงวิกฤตและสวนทางกับเป้าหมายที่ตั้งไว้

จะแก้ปัญหาอย่างไร แม้จะมีคำสั่งห้ามเผา แต่ในปี 2567 พื้นที่เผาภาคเกษตรกลับสูงที่สุด โดยเป็นนาข้าวถึง 31% 

มาตรการห้ามเผาถูกนำมาใช้หลังจากประกาศใช้แผนฝุ่นแห่งชาติในปี 2562 โดยอาศัย พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยฯ และประมวลกฎหมายอาญา มีโทษทั้งจำทั้งปรับหากฝ่าฝืน และมีมาตรการทางปกครองสำหรับเกษตรกร เช่น การตัดสิทธิ์รับความช่วยเหลือทางการเกษตรหากมีประวัติการเผา โดยในช่วงแรกๆ เป็นการประกาศห้ามเผาในบางจังหวัด ก่อนจะขยายเป็นการห้ามเผาทั่วประเทศ เช่นประกาศล่าสุดที่ห้ามเผาพื้นที่เกษตรทั่วประเทศในช่วงวันที่ 1 ก.พ. – 31 มี.ค. 2569 

แต่แม้จะมีประกาศห้ามเผาทุกปี จากข้อมูลปี 2567 กลับพบว่า พื้นที่เผาไหม้รวมพุ่งสูงถึง 19.5 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 73% ที่น่าสนใจคือสัดส่วนส่วนใหญ่เป็นการเผาในพื้นที่เกษตร (โดยเฉพาะนาข้าวและข้าวโพด)โดยเป็นนาข้าวถึง 6 ล้านไร่ หรือ 31% พุ่งสูงหลายเท่าจนแซงหน้าพื้นที่ป่าไม้เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี 

แม้ตัวเลขการเผาในปี 2568 จะเริ่มลดลง แต่จากปี 2567 ที่ผ่านมา การเผาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกลับพุ่งสูงขึ้นกว่า 500% โดยในปี 2567 มีพื้นที่เผาพุ่งสูงถึง 5,692,127 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีเพียง 938,666 ไร่ ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า คำสั่งห้ามเผาอาจไม่สามารถหยุดยั้งการเผาได้เลย และยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐยังต้องจัดการให้ได้ ว่าประกาศการห้ามเผาเด็ดขาดทั่วประเทศนั้น เป็นมาตรการที่ช่วยลดการเผาซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดฝุ่น PM2.5 ได้จริงหรือ หรือจะยิ่งก่อให้เกิดการชิงเผาล่วงหน้าและเผาหลบดาวเทียมมากขึ้น 

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อ PM2.5 เกิดมาจากฝุ่นควันข้ามแดน แต่ความร่วมมือในอาเซียนที่มีมา 30 ปีแล้ว ไม่เคยได้ผล

วิกฤต PM2.5 หลายครั้งมีต้นตอมาจากหมอกควันข้ามแดนจากการเผาในประเทศเพื่อนบ้าน เริ่มต้นจากจากปัญหาไฟไหม้ป่าในประเทศอินโดนีเซียในปี 2537 หรือกรณีการเผาพื้นที่เกษตรในกัมพูชาที่ทำให้เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น หารือร่วมกับ ฮุน มาเนต แห่งกัมพูชา เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการป้องกันการเผาป่าและศูนย์ประสานงานร่วมกันอย่างเป็นทางการเพื่อเร่งจัดการจุดความร้อนที่ส่งผลกระทบข้ามพรมแดนโดยเฉพาะในช่วงต้นปี 2567

ความพยายามแก้ปัญหาระดับภูมิภาคนี้มีประวัติยาวนาน เริ่มต้นจากแผนปฏิบัติการหมอกควัน (RHAP) ในปี 2538 พัฒนาสู่ข้อตกลงอาเซียน (AATHP) และโรดแมปภูมิภาคปลอดหมอกควัน จนกระทั่งล่าสุดคือ ยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy) ปี 2567-2573 เป็นแผนงานที่ร่วมมือกันระหว่าง 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย สปป.ลาว และเมียนมา เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหามลพิษจากหมอกควันข้ามแดน 

แต่ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ความร่วมมือเหล่านี้กลับยังไม่สามารถจัดการปัญหาได้จริง เนื่องจากข้อตกลงส่วนใหญ่เป็นเพียงกรอบแนวทางกว้างๆ ที่เน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลและขอความร่วมมือ แต่ขาดมาตรการบังคับใช้ทางกฎหมายหรือบทลงโทษที่ชัดเจน ทำให้ปัญหาฝุ่นข้ามแดนยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่แก้ไม่ตกมาจนถึงปัจจุบัน

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อรัฐบาลตั้ง KPI ในการแก้ปัญหา PM2.5 ใหม่ทุกปี แต่ไม่มีปีไหนประสบความสำเร็จ 

จากปัญหาเรื้อรังเหล่านี้ รัฐบาลเคยยกระดับ PM2.5 เป็นวาระแห่งชาติตั้งแต่ปี 2562 อีกทั้งต่อมา วันที่ 19 ธันวาคม 2566 รัฐบาลเคยมีมติเห็นชอบมาตรการและกลไกแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ในปี 2567 ซึ่งกำหนด 3 ดัชนีหลัก คือเพิ่มวันอากาศดี ลดจุดความร้อน และลดจำนวนผู้ป่วย แต่ผลที่ได้กลับล้มเหลว เพราะจากข้อมูลปี 2567 พบจำนวนวันที่มีฝุ่นเกินมาตรฐานพุ่งสูงขึ้นในทุกภูมิภาคโดยเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่เพิ่มขึ้นจาก 52 วัน เป็น 97 วัน หรือเพิ่มขึ้นถึง 86% และภาคกลาง 38% นั่นคือ เป้าหมายที่ตั้งไว้ไม่บรรลุผล

นอกจากนี้ ยังเห็นได้จาก KPI ปี 2567 ที่ตั้งเป้าลดการเผาในภาคเหนือลง 50% แต่ข้อมูลจาก สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA พบว่าการเผาในป่าสงวนกลับเพิ่มขึ้น 3.81 ล้านไร่ และพื้นที่เกษตรภาคเหนือเพิ่มชึ้น 1.60 ล้านไร่ ยิ่งไปกว่านั้น พื้นที่เกษตรนอกภาคเหนือกลับมีการเผาพุ่งสูงถึง 4.85 ล้านไร่ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 878% จากปี 2566

เมื่อทำตามเป้าไม่ได้ รัฐบาลจึงปรับเกณฑ์ KPI ในปี 2568-2569 ลง จากเดิมที่เคยตั้งเป้าลดการเผา 50% ในปี 2567 ก็เหลือเพียง 10-25% ในปี 2568 และตัดตัวชี้วัดสำคัญอย่างค่าเฉลี่ยฝุ่นออกไปด้วย ถึงแม้จะมีการนำดาวเทียม Sentinel-2 ที่แม่นยำกว่ามาใช้ในปี 2569 แต่การตั้งเป้าหมายที่ต่ำลงเรื่อยๆ ท่ามกลางปัญหาที่ยังแก้ไม่ได้ ก็ยิ่งสะท้อนฝีมือในการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ

รัฐทำอะไรไปแล้วบ้าง 

  1. ออกแผนฝุ่นแห่งชาติ ปี 2568 ฉบับที่ 2

ยกระดับปัญหา PM2.5 เป็น “วาระแห่งชาติ” ตั้งแต่ปี 2562 ออกเป็นแผนฝุ่นแห่งชาติหรือที่เรียกว่า แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ซึ่งมีขึ้นหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 ให้เป็นแม่แบบแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ทั่วประเทศ แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหา รัฐบาลใหม่ก็ได้ออกแผนฝุ่นแห่งชาติฉบับที่ 2 ซึ่งก็คือ แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568-2570 เพื่อเป็นแผนแม่บทหลักในการจัดการฝุ่นละออง ครอบคลุมทั้งพื้นที่เมือง ป่าไม้ และการเกษตร 

  1. มีร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด (แต่ยังไม่ผ่านสภา)

ในด้านกฎหมาย พ.ร.บ. อากาศสะอาด ที่ถูกผลักดันมานานกว่า 6 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 และเป็นความหวังในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานในการหายใจของประชาชน แม้จะมีความพยายามเร่งรัดและคำมั่นสัญญาจากผู้นำประเทศมาหลายครั้ง แต่ปัจจุบัน ในปี 2569 กฎหมายฉบับนี้ยังคงอยู่ในกระบวนการที่ล่าช้าและยังไม่มีผลบังคับใช้จริงอย่างเป็นรูปธรรมตามที่ภาคประชาชนคาดหวัง 

  1. ออกประกาศห้ามเผาทั้งประเทศ 1 ก.พ.- 31 มี.ค. 2569

ยกระดับมาตรการสำหรับมาตรการห้ามการเผาในที่โล่ง (Open Burning) ในแผนฝุ่นฉบับที่ 2 ให้เป็นมาตรการเชิงรุกที่เข้มข้นกว่าเดิม ห้ามเผาในที่โล่งครอบคลุม 73 จังหวัด โดยใช้บทลงโทษที่รุนแรง ทั้งทางอาญาที่จำคุกสูงสุด 7 ปี โดยในปี 2569 มีการประกาศห้ามเผาพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 มีนาคม 2569 เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5

นอกจากนี้ยังออกมาตรการทางปกครองด้วยการตัดสิทธิเกษตรกรจากการช่วยเหลือของรัฐ หรืออาจถูกเพิกถอนสิทธิในที่ดินทำกิน (ส.ป.ก.) หากฝ่าฝืน เพื่อมุ่งเป้าลดพื้นที่เผาไหม้ลงให้ได้ร้อยละ 50 

ยังบรรจุแนวทางการเผาตามกำหนด (Prescribed Burning) เป็นข้อยกเว้นสำคัญตามหลักวิชาการเพื่อจัดการป่าไม้ โดยเน้นกลยุทธ์การชิงเผา (Early Burning) เพื่อลดปริมาณเชื้อเพลิงสะสมในช่วงต้นฤดูกาล ช่วยตัดวงจรไฟป่ารุนแรง และการเผาล่า (Late Burning) ในช่วงปลายฤดูเพื่อกำจัดศัตรูพืชเฉพาะทาง 

  1. ยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy) 

สำหรับมาตรการป้องกันหมอกควันข้ามแดน มีความพยายามสร้างความร่วมมือผ่านแผนต่างๆ จนมาถึงแผนงานอาเซียนปลอดหมอกควัน (Haze Free ASEAN Roadmap) แต่สุดท้ายก็ไม่มีข้อตกลงหรือสภาพบังคับใดๆ 

ในปี 2567 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาพร้อมแผนความร่วมมือชื่อใหม่ภายใต้ยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy) เพื่อสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน 3 ประเทศ (ไทย ลาว พม่า) ยังคงขาดสภาพบังคับร่วมกันในการลดหมอกควันข้ามพรมแดน นอกจากนั้นยังมีแนวนโยบายออกมาเพิ่มเติมอีกว่า ให้เพิ่มเงื่อนไขเรื่องการเผาในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรในการนำเข้า – ส่งออกสินค้า เพื่อแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดน

ภายใต้ยุทธศาสตร์ฟ้าใส รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เคยระบุว่า ไทยจะสนับสนุน สปป.ลาวในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เพื่อยกระดับการจัดเก็บข้อมูลและการแจ้งเตือนประชาชน

  1. ครม.อนุมัติหลักการที่กำหนดให้ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้า 

เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เพื่อกำหนดให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นสินค้าที่ต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้าอย่างเข้มงวด โดยผู้นำเข้าต้องแสดงหนังสือรับรองผลผลิตปลอดการเผาต่อกรมศุลกากรประกอบการนำเข้าทุกครั้ง ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 เพื่อลดผลกระทบจากการนำเข้าผลผลิตที่มีกระบวนการผลิตเกี่ยวข้องกับการเผาแปลงเพาะปลูกในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ข้ามแดน

นอกจากนี้ ผู้นำเข้าต้องขึ้นทะเบียนกับกรมการค้าต่างประเทศ และมีหน้าที่รายงานการนำเข้าตามหลักเกณฑ์เพื่อประสิทธิภาพในการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ถึงแหล่งที่มาของสินค้าได้ อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ยังให้ยกเว้นการนำเข้าเพื่อศึกษาวิจัยหรือกรณีความมั่นคงที่ได้รับอนุญาต โดยระบุไว้ว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรที่มีความยั่งยืนและเป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่ประเทศไทยให้ความสำคัญ

  1. กำหนดให้โรงงานน้ำตาลรับอ้อยเผาได้ไม่เกิน 20% ต่อวัน และทั้งฤดูการผลิตต้องไม่เกิน 10% และมีมาตรการสนับสนุนเกษตรกรที่ตัดอ้อยสด 100% ไม่เกิน 120 บาทต่อตัน

แผนปี 2562 ที่รัฐบาลตั้งเป้าให้ไม่เผาไร่อ้อย 100% ภายในปี 2565 ไม่ประสบความสำเร็จ ยังพบสัดส่วนอ้อยไฟไหม้พุ่งสูงถึง 27-32% ในช่วงปี 2564-2567 อย่างไรก็ตาม ในฤดูกาล 2567-2568 สถานการณ์เริ่มปรับตัวดีขึ้นจนเหลือสัดส่วนอ้อยเผาเพียง 14.86% หรือคิดเป็น 13.68 ล้านตัน ซึ่งเป็นผลจากการใช้มาตรการทางภาษีและเงินชดเชย โดยหักเงินอ้อยไฟไหม้ 30 บาทต่อตัน เพื่อนำไปสนับสนุนเกษตรกรที่ตัดอ้อยสดซึ่งจะได้รับเงินเพิ่มถึง 120 บาทต่อตัน

ในแผนฉบับที่ 2 (2568–2570) รัฐบาลยกระดับจากการขอความร่วมมือเป็นการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจอย่างเข้มงวด ทั้งการตัดสิทธิความช่วยเหลือจากภาครัฐแก่ผู้ที่ยังลักลอบเผา และการกำหนดเงื่อนไขใบอนุญาตโรงงาน (ร.ง. 4) ให้รับเฉพาะอ้อยสดเท่านั้น รวมถึงการเร่งแก้ไข พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทรายฯ เพื่อเพิ่มบทลงโทษทางการเงิน และนำระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) มาใช้จำกัดช่องทางการตลาดของผลผลิตที่มาจากการเผาอย่างเด็ดขาด

นอกจากนี้ยังกำหนดให้โรงงานน้ำตาลรับอ้อยเผาได้ไม่เกิน 20% ต่อวัน และทั้งฤดูการผลิตต้องไม่เกิน 10% และมีมาตรการสนับสนุนเกษตรกรที่ตัดอ้อยสด 100% ไม่เกิน 120 บาทต่อตัน ยังออกมาตรการด้านการสนับสนุนเครื่องจักรและสิทธิประโยชน์ทางการค้า ทั้งการยกเว้นอากรนำเข้ารถตัดอ้อย ชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ และร่วมกับ BOI ให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่โรงงานที่ลงทุนเครื่องจักรลดฝุ่นถึง 120% พร้อมส่งเสริมการสร้างรายได้ทางเลือกจากการนำใบอ้อยไปขายให้โรงไฟฟ้าชีวมวล เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมการเผาทิ้งให้เป็นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนแทน

เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย: พรรคการเมืองของคุณจะรับนโยบายต่อไปนี้หรือไม่

  1. ผลักดัน พรบ. อากาศสะอาดให้ผ่านสภาเร็วที่สุด จัดตั้ง “กองทุนอากาศสะอาด” เพื่อจะได้มีกองทุนบริหารรายได้จากมลพิษโดยตรง เพื่อสร้างกลไกความรับผิดชอบ เยียวยาประชาชน 
  2. เก็บภาษีค่าธรรมเนียมสิ่งแวดล้อม โดยใช้หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย เพื่อเปลี่ยนภาระต้นทุนสุขภาพประชาชนให้เป็นความรับผิดชอบของผู้ผลิตอย่างเท่าเทียม
  3. สนับสนุนให้จัดทำระบบข้อมูลชุมชน เพื่อลงทะเบียนขอกำจัดเชื้อเพลิง และควบคุมเวลาและปริมาณการเผา โดยแจ้งพิกัด พื้นที่ แล้วขออนุญาตผ่านแอปพลิเคชัน Fire D ให้ศูนย์บัญชาการบริหารจัดการเชื้อเพลิงพิจารณาคำร้องหรือหาทางออกที่เหมาะสม
  4. ออกแบบมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน ที่เหมาะสมตามแต่ละจังหวัด ซึ่งมีลักษณะของชุมชนและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน เพราะนโยบายการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันไม่ควรจะเป็นแบบเดียวทั้ง 77 จังหวัด
  5. ลดต้นทุนเกษตรกรด้วยการส่งเสริมตลาดเช่าเครื่องจักรเสรี ผ่านระบบเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) ให้เข้าถึงได้ทุกพื้นที่ในราคาย่อมเยา
  6. การใช้มาตรการห้ามเผาเด็ดขาดทั่วประเทศโดยเฉพาะในพื้นที่เกษตร
  7. การใช้มาตรกาาร ‘ชิงเผา’ เพื่อลดเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าหรือเกษตรกรรมก่อนฤดูไฟป่าจริง
  8. ตั้งคณะกรรมการ  Airshed โดยรวมกลุ่มจังหวัดที่คาดว่าอยู่ในพื้นที่แอ่งฝุ่น PM2.5 เดียวกันให้ทำงานประสานกัน 
  9. มีพื้นที่ควบคุมพิเศษ (Low Emission Zone) เก็บค่าธรรมเนียมรถเข้าเมือง
  10. เพิ่มงบประมาณให้ท้องถิ่นในการจัดการกับปัญหาไฟป่า

ดูข้อมูลดิบ

คุณอาจสนใจ