จากการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 มีผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ารายงานปัญหาเข้ามายังแพลตฟอร์ม VOTE62 เป็นจำนวนมาก โดยปัญหาที่ถูกรายงานมากที่สุดคือกรณีเจ้าหน้าที่เขียน “เลขรหัสเขตเลือกตั้ง 4 ตัว” บนหน้าซองบรรจุบัตรเลือกตั้งไม่ถูกต้อง ซึ่งสอดคล้องกับกระแสข่าวและการพูดถึงอย่างกว้างขวางบนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะโพสต์ของ iLaw ที่รวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลเลขรหัสเขต 4 ตัว ซึ่งถูกแชร์ไปมากกว่าหนึ่งล้านครั้ง สะท้อนความกังวลและความไม่มั่นใจของผู้ใช้สิทธิว่า การกรอกเลขรหัสเขตบนหน้าซองนั้นถูกต้องหรือไม่
ต่อมาในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดแถลงข่าวเรื่อง “เปิดกระบวนการภารกิจการคัดแยกบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าที่ลงคะแนนแล้ว (ในประเทศ/ต่างประเทศ)” โดยมีช่วงหนึ่งของการแถลงระบุว่า
“กรรมการประจำหน่วยจะต้องนำซองบรรจุบัตรเลือกตั้งของทุกหน่วย ทุกเขต มาตรวจสอบอีกครั้งว่าเขตถูกต้องหรือไม่ กรอกข้อมูลครบถ้วนหรือไม่ ในบางกรณีอาจมีการกรอกจังหวัดและเขตเลือกตั้ง แต่ไม่ได้กรอกเลขรหัสเขต 4 ตัว ซึ่งในขั้นตอนนี้ เจ้าหน้าที่จะเปิดบัญชีตรวจสอบและกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน ก่อนส่งต่อไปยังบริษัทไปรษณีย์ไทย”
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลการรายงานของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าที่ส่งเข้ามายัง VOTE62 พบว่าปัญหาการกรอกเลขรหัสเขต 4 ตัวสามารถจำแนกออกได้เป็น 4 กรณี โดยมีทั้ง “กรณีที่สามารถแก้ไขได้” ในกระบวนการของเจ้าหน้าที่ และ “กรณีที่ไม่สามารถแก้ไขได้” ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
กรณีที่ 1
ตัวเลขเขตเลือกตั้ง และเลขรหัสเขตสี่ตัวคลาดเคลื่อนเล็กน้อย สามารถสันนิษฐานและแก้ไขได้

กรณีนี้เป็นสถานการณ์ที่ตัวเลขทั้งสองช่องไม่ตรงกัน แต่มีความใกล้เคียงกันในลักษณะที่สามารถสันนิษฐานได้ว่าเกิดจากการเขียนผิดพลาดเล็กน้อย และสามารถแก้ไขเพื่อส่งบัตรไปยังเขตเลือกตั้งที่ถูกต้องได้
ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ารายหนึ่งส่งภาพและข้อมูลมายัง VOTE62 หลังไปใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตบริเวณใต้สะพานพระราม 8 โดยเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งจังหวัดแพร่ เขตเลือกตั้งที่ 1 บนหน้าซองบรรจุบัตรมีการกรอกเลข “1” ในช่องเขตเลือกตั้งที่ แต่กรอกเลขรหัสเขตสี่ตัวเป็น “5801” ซึ่งไม่ถูกต้อง เนื่องจากเลขรหัสที่ถูกต้องของ จังหวัดแพร่ เขต 1 คือ “5401”
อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้ สามารถสันนิษฐานได้ว่าเป็นการเขียนเลขผิดจาก “4” เป็น “8” เมื่อแก้ไขแล้ว บัตรเลือกตั้งสามารถถูกส่งไปยังเขตเลือกตั้งที่ถูกต้อง คือ จังหวัดแพร่ เขต 1 ได้
กรณีที่ 2
ตัวเลขเขตเลือกตั้ง และเลขรหัสเขตสี่ตัวแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ยังสามารถสันนิษฐานได้

กรณีนี้เป็นสถานการณ์ที่เลขทั้งสองช่องไม่สอดคล้องกันเลย แต่ความแตกต่างดังกล่าวกลับทำให้สามารถสันนิษฐานได้ชัดเจนว่าตัวเลขใดเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง
ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ารายหนึ่งไปใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตบริเวณโรงเรียนในจังหวัดสมุทรปราการ โดยเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จังหวัดกาฬสินธุ์ เขตเลือกตั้งที่ 3 บนหน้าซองมีการกรอกเลข “3” ในช่องเขตเลือกตั้ง แต่กรอกเลขรหัสเขตสี่ตัวเป็น “1047” ซึ่งไม่ถูกต้อง เนื่องจากเลขรหัสที่ถูกต้องของ จังหวัดกาฬสินธุ์ เขต 3 คือ “4603”
จากลักษณะของตัวเลข จะเห็นได้ว่า “1047” ไม่มีความเชื่อมโยงหรือความใกล้เคียงกับเลขรหัสที่ถูกต้องเลย จึงสามารถสันนิษฐานได้ว่าข้อมูลที่ควรยึดคือเลขเขตเลือกตั้งที่ เมื่อแก้ไขเลขรหัสเขตให้ถูกต้องแล้ว บัตรเลือกตั้งสามารถส่งไปยัง จังหวัดกาฬสินธุ์ เขต 3 ได้
กรณีที่ 3
ตัวเลขเขตเลือกตั้ง และเลขรหัสเขตสี่ตัว ผิดทั้งสองช่อง ไม่สามารถสันนิษฐานและแก้ไขได้

กรณีนี้เป็นสถานการณ์ที่ข้อมูลทั้งสองช่องไม่ถูกต้อง และไม่สามารถใช้วิธีการสันนิษฐานเพื่อแก้ไขได้
ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ารายหนึ่งไปใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตที่หอประชุมโรงเรียนสุราษฎร์ธานี โดยเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จังหวัดชุมพร บนหน้าซองมีการกรอกเลข “4” ในช่องเขตเลือกตั้ง และกรอกเลขรหัสเขตสี่ตัวเป็น “6402” ซึ่งไม่ถูกต้องทั้งสองช่อง เนื่องจาก จังหวัดชุมพรมีเพียง 3 เขตเลือกตั้งเท่านั้น
ในกรณีนี้จึงไม่สามารถสันนิษฐานได้ว่าบัตรเลือกตั้งควรถูกส่งไปยังเขตใด และไม่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้
คำถามสำคัญที่ตามมาคือ บัตรเลือกตั้งล่วงหน้าที่เข้าข่ายในกรณีที่ 3 นี้มีจำนวนมากน้อยเพียงใด และ กกต. จะจัดการกับบัตรเหล่านี้อย่างไร ในเมื่อไม่สามารถแก้ไขได้ หรือท้ายที่สุดบัตรเลือกตั้งในกลุ่มนี้จะต้องถูกนับเป็น “บัตรเสีย”
กรณีที่ 4
ตัวเลขเขตเลือกตั้ง และเลขรหัสเขตสี่ตัวไม่ตรงกัน แต่ทั้งสองตัวเลขถูกต้องและมีอยู่จริงในระบบ ไม่รู้จะเลือกส่งโดยอิงจากข้อมูลชุดไหน

กรณีนี้เป็นสถานการณ์ที่ซับซ้อนที่สุด เนื่องจากตัวเลขทั้งสองช่องล้วนเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง แต่กลับชี้ไปยังเขตเลือกตั้งคนละเขต ทำให้ไม่สามารถสันนิษฐานได้ว่าควรยึดข้อมูลใดเป็นหลัก
ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ารายหนึ่งไปใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตที่โรงเรียนบางพลีราษฎร์บำรุง จังหวัดสมุทรปราการ โดยเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จังหวัดสงขลา เขต 4 บนหน้าซองมีการกรอกเลข “4” ในช่องเขตเลือกตั้งที่ และกรอกเลขรหัสเขต 4 ตัวเป็น “9007” ซึ่งเป็นเลขที่ถูกต้องและมีอยู่จริงในระบบเช่นกัน เนื่องจาก จังหวัดสงขลามีทั้งหมด 9 เขตเลือกตั้ง และเลขรหัสเขตขึ้นต้นด้วย “90”
ในกรณีนี้จึงไม่สามารถสันนิษฐานได้ว่าควรส่งบัตรเลือกตั้งไปยัง เขต 4 ตามช่องเขตเลือกตั้งที่ หรือ เขต 7 ตามเลขรหัสเขตสี่ตัว ส่งผลให้บัตรเลือกตั้งล่วงหน้าในลักษณะนี้ไม่สามารถแก้ไขและส่งไปยังเขตเลือกตั้งที่ถูกต้องได้
คำถามสำคัญที่ตามมาคือ บัตรเลือกตั้งล่วงหน้าที่เข้าข่ายในกรณีที่ 4 นี้มีจำนวนมากน้อยเพียงใด และ กกต. จะมีแนวทางจัดการอย่างไร ในเมื่อไม่สามารถใช้การสันนิษฐานหรือแก้ไขข้อมูลให้ชัดเจนได้ หรือท้ายที่สุดบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าในกรณีนี้จะต้องถูกนับเป็น “บัตรเสีย”
กรณีที่ 5
ตัวเลขเขตเลือกตั้ง และเลขรหัสเขตสี่ตัวตรงกัน ถูกต้อง และมีอยู่จริงในระบบ แต่ขัดแย้งกับข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

กรณีนี้เป็นสถานการณ์ที่ตัวเลขทั้งสองช่องบนหน้าซองบรรจุบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าตรงกัน ถูกต้อง และมีอยู่จริงในระบบ แต่กลับไม่สอดคล้องกับข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ปรากฏในระบบของ กกต. ทำให้ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าควรยึดข้อมูลใดเป็นหลัก
ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ารายหนึ่งส่งภาพและข้อมูลมายัง VOTE62 หลังไปใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตที่ลานจอดรถสำนักงานเขตลาดกระบัง โดยเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จังหวัดนครสวรรค์ เขต 6 บนหน้าซองบรรจุบัตรเลือกตั้งมีการกรอกเลข “5” ในช่องเขตเลือกตั้งที่ และกรอกเลขรหัสเขต 4 ตัวเป็น “6005” ซึ่งเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและมีอยู่จริงในระบบ เนื่องจาก จังหวัดนครสวรรค์มีทั้งหมด 6 เขตเลือกตั้ง และ เขตเลือกตั้งที่ 5 มีเลขรหัสเขต 4 ตัวคือ “6005”
อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งรายดังกล่าวได้แนบภาพรายละเอียดผู้มีสิทธิเลือกตั้งของตนเองจากแอปพลิเคชัน ซึ่งระบุชัดว่าเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เขต 6 จังหวัดนครสวรรค์ ไม่ใช่เขต 5 ตามข้อมูลที่ปรากฏบนหน้าซองบัตรเลือกตั้งล่วงหน้า
ในกรณีนี้จึงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าข้อมูลใดเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ระหว่างตัวเลขที่กรอกบนหน้าซองบัตรเลือกตั้งล่วงหน้า กับข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งในระบบที่ผู้ร้องเรียนแนบมา ส่งผลให้ไม่สามารถสันนิษฐาน แก้ไข หรือระบุได้ว่าบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าควรถูกส่งไปยังเขตเลือกตั้งใด
ดังนั้น ในกรณีนี้ หากข้อมูลตามภาพรายละเอียดผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่แนบมานั้นเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ซองบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าฉบับนี้ย่อมมีความเสี่ยงที่จะถูกส่งไปยังเขตเลือกตั้งที่ไม่ถูกต้อง
คำถามสำคัญที่ตามมาคือ บัตรเลือกตั้งล่วงหน้าที่เข้าข่ายในกรณีที่ 5 นี้มีจำนวนมากน้อยเพียงใด และ กกต. จะมีแนวทางจัดการอย่างไร ในเมื่อไม่สามารถใช้การสันนิษฐานหรือแก้ไขข้อมูลให้ชัดเจนได้ หรือท้ายที่สุดบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าในกรณีนี้จะต้องถูกนับเป็น “บัตรเสีย” หรือถูกส่งไปผิดเขต ซึ่งย่อมส่งผลให้คะแนนเสียงที่ประชาชนลงให้ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตไม่สะท้อนเจตจำนงของผู้ใช้สิทธิอย่างแท้จริง
จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่า คำอธิบายของ กกต. โดยนายแสวง บุญมี ที่ให้สัมภาษณ์ในรายการคุยนอกจอ โดย สรยุทธ์ สุทัศนะจินดา ในวันที่ 4 ก.พ. 69 ถึงแนวทางแก้ปัญหาการเขียน “เลขเขตเลือกตั้งที่” หรือ “เลขรหัสเขต 4 ตัว” ผิด โดยระบุว่า “พวกที่เขียนหน่วยผิดพลาด จะแก้ปัญหาด้วยการนับซองจดหมาย ถ้าเกิดต้นขั้วที่ลงทะเบียนมามันตรงกับจำนวนจดหมายก็ให้อนุมานเอาว่าเขตกับจังหวัดถูกต้อง ส่วนที่เกินๆมา ค่อยไปแกะเบาะแสต่อไป เช่นลายมือ” สะท้อนความไม่เข้าใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้นจริงจากพื้นที่ลงคะแนน
เพราะจากรายงานของผู้ใช้สิทธิที่ส่งเข้ามายัง VOTE62 พบว่า ซองบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าที่มีปัญหาการกรอกตัวเลขผิดนั้น “ไม่ได้” อยู่ในลักษณะที่สามารถตรวจสอบ แก้ไข หรืออนุมานเพื่อส่งไปยังเขตเลือกตั้งที่ถูกต้องได้เสมอไป โดยเฉพาะกรณีที่ข้อมูลขัดแย้งกันอย่างมีนัยสำคัญ หรือเป็นกรณีที่ไม่สามารถสันนิษฐานได้อย่างปลอดภัย ซึ่งเสี่ยงนำไปสู่การส่งบัตรไป “ผิดเขต” หรือทำให้คะแนนเสียงไม่สะท้อนเจตจำนงของผู้ใช้สิทธิ

ด้วยเหตุนี้ ทั้งจากปัญหาที่เกิดขึ้น และจากคำอธิบายของ กกต. ที่ยังไม่แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจต่อความซับซ้อนของปัญหา รวมถึงยังไม่ชี้ให้เห็นแนวทางแก้ไขที่ตรวจสอบได้อย่างแท้จริง VOTE62 จึงขอเรียกร้องให้ กกต. ดำเนินการดังต่อไปนี้
- เปิดเผยข้อมูลจำนวนบัตรเลือกตั้งล่วงหน้า ที่พบปัญหาการกรอก “เลขเขตเลือกตั้งที่” หรือ “เลขรหัสเขตสี่ตัว” ผิดทั้งหมดอย่างเป็นทางการ
- เปิดเผยการจำแนกประเภทความผิดพลาด ของบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าที่เข้าข่ายปัญหานี้ว่าแบ่งออกเป็นกี่ประเภท ประเภทละจำนวนเท่าใด และแต่ละประเภทมีแนวทางจัดการอย่างไร โดยเฉพาะ “ประเภทที่ไม่สามารถสันนิษฐานและแก้ไขได้” ตามข้อมูลที่ VOTE62 ได้รวบรวมและนำเสนอ
- ออกแบบกระบวนการวินิจฉัยและจัดการบัตรที่มีปัญหาอย่างเปิดเผยและโปร่งใส โดยต้องเปิดให้มีผู้สังเกตการณ์จากพรรคการเมืองและภาคประชาสังคมเข้าร่วมในกระบวนการ และต้องจัดทำรายงานชี้แจงรายละเอียดของการวินิจฉัยและการตัดสินใจในแต่ละกรณีอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้สาธารณชนสามารถตรวจสอบได้



























