- ในช่วงปี 2565-2566 จำนวนคดียาเสพติดจะลดลง แต่จำนวนคดียาเสพติดที่เกิดจากการเสพนั้นเพิ่มมากขึ้น โดยเมื่อพิจารณาข้อมูลในปี 2560 จะพบว่า ประเภทของคดียาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นการครอบครอง เสพ และอื่นๆ นั้นมีจำนวนใกล้เคียงกัน และคดียาครอบครองมีจำนวนมากที่สุด แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา คดีการเสพยามีจำนวนสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งในปี 2566 ที่สูงถึง 77.44% เมื่อเทียบกับคดีอื่นๆ
- แม้สัดส่วนของเยาวชนที่มีประวัติเคยใช้ยาเสพติดจากเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีอาญารวมในแต่ละปีจะลดลงเล็กน้อย แต่ในแง่ของจำนวนกลับพบว่าจำนวนของเยาวชนที่มีประวัติใช้ยาเสพติดเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2567 มีเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีอาญารวม 13,631 คน โดยที่มีประวัติเคยใช้ยาเสพติด 8,971 คน คิดเป็น 65.81%
- ยาเสพติดที่เยาวชนมีประวัติเคยใช้มากที่สุด คือ ยาบ้า 3,607 คน คิดเป็น 40.21% ตามด้วยกัญชา 3,240 คน คิดเป็น 36.12% สารผสมน้ำต้มใบกระท่อม 1,579 คน คิดเป็น 17.60% ยาไอซ์ 317 คน คิดเป็น 3.53% ใบกระท่อม 71 คน คิดเป็น 0.79% สารระเหย 63 คน คิดเป็น 0.70% และอื่นๆ (ทรามาดอล เฮโรอีน ฝิ่น มอร์ฟีน โคเคน ยาเค กลุ่มยาหลอนประสาทและยากล่อมประสาท) 94 คน คิดเป็น 1.05%
- จำนวนเยาวชนที่ใช้กัญชาและกระท่อมมีจำนวนเพิ่มขึ้น ในปี 2564 มีเด็กและเยาวชนใช้กัญชา 2,032 คน แต่ในปี 2567 เพิ่มเป็น 3,240 คน และในปี 2564 มีเด็กและเยาวชนใช้สารผสมน้ำต้มใบกระท่อม 960 คน แต่ในปี 2567 เพิ่มเป็น 1,579 คน ซึ่งเป็นปีหลังจากที่มีการปลดล็อกกัญชา กัญชง และกระท่อม ออกจากบัญชียาเสพติด
เยาวชนกับยาเสพติด เป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทยมาช้านานและยังไม่มีท่าทีที่จะลดน้อยลง ดูได้จากตัวเลขเยาวชนที่มีประวัติเคยใช้ยาเสพติดในแต่ละปีที่แทบจะไม่ลดลงเลย สิ่งนี้ไม่ได้เป็นปัญหาเพียงแค่เรื่องสุขภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหาสำหรับประเทศที่ต้องการวัยแรงงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจเนื่องจากเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว รวมไปถึงภาระทางด้านงบประมาณที่จะต้องนำมาใช้ในการปราบปราม ป้องกัน ตลอดจนบำบัดดูแลอีกด้วย โดยในปีงบประมาณ 2569 มีการขอจัดสรรงบฯ เพื่อใช้แก้ไขปัญหายาเสพติดกว่า 5 พันล้านบาท
Rocket Media Lab ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดทำข้อมูลการศึกษาในประเด็นเรื่องเยาวชนกับปัญหายาเสพติดขึ้นเพื่อฉายให้เห็นภาพรวมในปัจจุบันของปัญหาที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อที่จะนำไปสู่การวางแผนนโยบายในอนาคตเพื่อแก้ไขปัญหานี้ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ปัญหายาเสพติดกับสังคมไทย : คดีลดลงแต่คนเสพเพิ่มมากขึ้น?

ยาเสพติดยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังในสังคมไทย และดูเหมือนว่าจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ข้อมูลจากสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทยชี้ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ต้องขังสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก และเมื่อคิดเป็นจำนวนผู้ต้องขังต่อจำนวนประชากรก็สูงติดอันดับ 17 ของโลกเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังพบว่าจำนวนผู้ต้องขังในคดียาเสพติดยังคงสูงอยู่ที่ 70% ของจำนวนผู้ต้องขังทั้งหมด
หากพิจารณาจำนวนคดียาเสพติดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยใช้ข้อมูลจากข้อมูลเปิดภาครัฐ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ในปี 2560-2566 จะพบว่า แม้ในช่วงปี 2565-2566 จำนวนคดียาเสพติดจะลดลง แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ จำนวนคดียาเสพติดที่เกิดจากการเสพนั้นเพิ่มมากขึ้น โดยเมื่อพิจารณาข้อมูลในปี 2560 จะพบว่า ประเภทของคดียาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นการครอบครอง เสพ และอื่นๆ นั้นมีจำนวนใกล้เคียงกัน และคดียาเสพติดจากการครอบครองนั้นมีจำนวนมากที่สุด แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา คดียาเสพติดที่เกิดจากการเสพยามีจำนวนสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งในปี 2566 ที่สูงถึง 77.44% เมื่อเทียบกับคดีครอบครองและอื่นๆ
เช่นเดียวกับข้อมูลจำนวนผู้ต้องหาคดียาเสพติดที่ในช่วงปี 2560 นั้น จำนวนผู้ต้องหาคดียาเสพติดจากการครอบครอง เสพ และอื่นๆ ใกล้เคียงกัน จากนั้นจำนวนผู้ต้องหาคดียาเสพติดจากการเสพก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งในปี 2566 จำนวนผู้ต้องหาคดียาเสพติดจากการเสพ มีสัดส่วนสูงถึง 76.02% เลยทีเดียว
จากข้อมูลข้างต้นทำให้เห็นได้ว่า นอกจากจะต้องรับมือกับปัญหายาเสพติดในเชิงของการเป็นสิ่งผิดกฎหมายแล้ว ประเทศไทยยังจะต้องรับมือปัญหายาเสพติดมุมของ ‘ผู้เสพ’ เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย และนั่นนำมาซึ่งภาระในการจัดการทั้งในแง่ทรัพยากร งบประมาณ กระบวนการ และอื่นๆ อีกมากมาย ปัญหายาเสพติดที่แม้จะเป็นเรื่องไม่ใหม่ในสังคมไทย แต่กลับยังคงมีความท้าทายในการแก้ปัญหาเพิ่มมากขึ้น
จากเฮโรอีนถึงยาบ้า และการปลดกัญชา กระท่อม ออกจากการเป็นยาเสพติด

ประเทศไทยแบ่งประเภทของยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2564 ได้ทั้งหมด 5 ประเภทด้วยกัน ได้แก่
- ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 : ยาเสพติดชนิดร้ายแรง ไม่มีการนำมาใช้ในทางการแพทย์ทุกกรณี เช่น เฮโรอีน แอลเอสดี ยาบ้า (แอมเฟตามีน) ยาอี
- ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 : เป็นยาเสพติดให้โทษทั่วไป บางส่วนจะเป็นสารที่มีประโยชน์ในการ รักษาโรคต่างๆ หากใช้เป็นประจำหรือติดต่อกันมากเกินไป จะทำให้เกิดการเสพติดได้ในที่สุด เช่น มอร์ฟีน โคเคน เมทาโดน โคเดอีนหรือฝิ่นยา
- ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 3 : เป็นยาเสพติดที่สามารถเป็นยารักษาโรคได้ด้วย และมีส่วนผสมของยาเสพติดประเภทที่ 2 อยู่ เช่น ยาแก้ไอ ยาแก้ปวด
- ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 4 : เป็นสารเสพติดที่ไม่ได้อยู่ในประเภทที่ 1 หรือ 2 เช่น น้ำยาอาเซ ติค แอนไฮไดรด์ (acetic anhydride) อะซีทิลคลอไรด์ (acetyl chloride) กรดเฟนิลอะซีติก (phenylacetic acid) ฯลฯ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
- ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 : ยาเสพติดประเภทอื่นๆ นอกเหนือจากข้างต้น ได้แก่ กัญชา กระท่อม เห็ดขี้ควาย ฝิ่น และสารสกัดจากทุกส่วนของพืชกัญชาหรือกัญชง (พืชสกุล cannabis) ที่มีปริมาณสาร THC เกินร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนัก
แต่ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการปลดกัญชาออกจากรายชื่อยาเสพติดแล้วเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ปลดล็อกกัญชาและกัญชงออกจากบัญชียาเสพติดประเภทที่ 5 มีผลให้กัญชาและกัญชงเป็นพืชสมุนไพรควบคุมเท่านั้น
ในอดีตยาเสพติดที่แพร่ระบาดมากที่สุดในประเทศไทยคือเฮโรอีน ก่อนที่ในช่วงปี 2540 ยาบ้าหรือแอมเฟตามีนจะเริ่มระบาดอย่างหนัก จากข้อมูล ‘การศึกษายาบ้าและยาอี’ ของชนิดา พลานุเวช และคณะ ในวารสารวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระบุว่า จากสถิติผู้เข้ารับการบำบัดรักษาในสถานพยาบาล 305 แห่ง ในระหว่างปี 2533-2542 จำนวน 58,327-101,145 รายต่อปี ในปี 2542 พบผู้รักษาที่เสพยาบ้าเพิ่มขึ้นถึง 57.4% จากปี 2538 ที่มีเพียง 2.6% เท่านั้น
ปัจจุบันจากข้อมูลปริมาณของกลางยาเสพติด โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดพบว่า ปริมาณของกลางยาเสพติดประเภทต่างๆ ที่จับได้ มีทั้งลดลงและเพิ่มขึ้นในแต่ละปีสลับกันไป แต่หากพิจารณาข้อมูลจากรายงานของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ในปี 2564 จะพบว่า ปริมาณยาไอซ์ที่ถูกจับกุมลดลง แต่สามารถจับยาบ้าได้จำนวนมากขึ้นและมีสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยหากรวมการจับกุมทั้งยาไอซ์และยาบ้าในไทย ปี 2564 พบว่ามีปริมาณมากที่สุดในทุกชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวน 13 ประเทศ
นอกจากนี้ ในรายงานฉบับล่าสุดเรื่อง ‘ยาเสพติดสังเคราะห์ในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: พัฒนาการและความท้าทายล่าสุดในปี 2025’ (Synthetic Drugs in East and Southeast Asia: Latest developments and challenges 2025) ของ UNODC ยังชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ยาเสพติดในประเทศไทยว่า จำนวนผู้เสพเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ปริมาณของยาเสพติดที่ถูกตรวจยึดได้ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
เยาวชนไทยกับยาเสพติด : เมื่อเยาวชนไทยที่มีคดีอาญาติดยาเสพติดเกินครึ่ง

ในด้านของเยาวชน ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังจากสถานการณ์ยาเสพติด เนื่องจากเป็นกลุ่มที่เริ่มใช้ยาเพราะความอยากรู้ อยากลอง และมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เยาวชนหันมาใช้ยาเสพติดเพิ่มขึ้น ทั้งจากสังคม โรงเรียน เพื่อนฝูง และครอบครัว จากข้อมูลคดีอาญาของเด็กและเยาวชน โดยศูนย์ข้อมูลและสถิติ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม พบว่า
- ปี 2564 มีเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีอาญารวม 13,552 คน โดยที่มีประวัติเคยใช้ยาเสพติด 9,171 คน คิดเป็น 67.67%
- ปี 2565 มีเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีอาญารวม 11,307 คน โดยที่มีประวัติเคยใช้ยาเสพติด 7,183 คน คิดเป็น 63.53%
- ปี 2566 มีเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีอาญารวม 11,597 คน โดยที่มีประวัติเคยใช้ยาเสพติด 7,321 คน คิดเป็น 63.13%
- ปี 2567 มีเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีอาญารวม 13,631 คน โดยที่มีประวัติเคยใช้ยาเสพติด 8,971 คน คิดเป็น 65.81%
จะเห็นได้ว่าแม้สัดส่วนของเยาวชนที่มีประวัติเคยใช้ยาเสพติดจากเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีอาญารวมในแต่ละปีจะลดลงเล็กน้อย แต่ในแง่ของจำนวนกลับพบว่าจำนวนของเยาวชนที่มีประวัติใช้ยาเสพติดเพิ่มขึ้นทุกปี
จากนั้นหากพิจารณาในด้านอายุ จะพบว่าเยาวชนที่อายุน้อยที่สุดที่มีประวัติเคยใช้ยาเสพติดจากเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีอาญาในปี 2567 คือ 11 ปี ในขณะที่ส่วนใหญ่ที่มีประวัติเคยใช้ยาเสพติดจะอยู่ที่อายุ 17 ปี คิดเป็น 32.51%
และเมื่อพิจารณาต่อไปว่าเยาวชนที่มีประวัติเคยใช้ยาเสพติดจากเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีอาญา มีระดับการศึกษาชั้นใดบ้าง โดยระดับการศึกษาหมายถึงการศึกษาสูงสุดของบุคคลนั้น ไม่ได้หมายความเฉพาะว่าคนนั้นกำลังศึกษาอยู่ชั้นไหน จากข้อมูลจะพบว่า เยาวชนที่มีประวัติเคยใช้ยาเสพติดจากเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีอาญาในปี 2567 มีระดับการศึกษาชั้นมัธยมต้นมากที่สุด 7,350 คน คิดเป็นสัดส่วน 53.92% รองลงมาคือประถมศึกษา ปวช. และมัธยมปลาย
และเมื่อพิจารณาถึงอาชีพของเยาวชนที่มีประวัติเคยใช้ยาเสพติดจากเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีอาญา ก็จะพบว่าเป็นเยาวชนที่กำลังศึกษาอยู่หรือฝึกงานมากที่สุด 4,708 คน หรือคิดเป็น 34.54% รองลงมาคือ ว่างงาน 4,509 คน คิดเป็น 33.08% ตามมาด้วยมีงานทำเป็นกิจจะลักษณะ และมีงานทำไม่เป็นกิจจะลักษณะ
จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า นอกจากจำนวนเยาวชนที่มีประวัติใช้ยาเสพติดเพิ่มขึ้นทุกปีที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการติดยาเสพติดของเยาวชนไทยที่น่าเป็นห่วงกังวลมากขึ้น ยาเสพติดยังเป็นภัยคุกคามต่อระบบการศึกษาของไทยอีกด้วย ทั้งอายุของเยาวชนที่มีประวัติเคยใช้ยาเสพติดที่น้อยลง รวมไปถึงการติดยาเสพติดในขณะที่กำลังศึกษาอยู่ และการที่เยาวชนที่มีประวัติเคยใช้ยาเสพติดมีระดับการศึกษาชั้นมัธยมต้นมากที่สุดนั้นอาจชี้ให้เห็นว่า เยาวชนไทยเข้าถึงยาเสพติดได้ง่ายขึ้นในกลุ่มคนที่อายุน้อยลง
ยาบ้า กัญชา กระท่อม : ยาเสพติดยอดฮิตของเยาวชนไทย

นอกจากนี้เมื่อจำแนกตามประเภทของยาเสพติดที่เยาวชนเคยใช้ จากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลและสถิติ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ปี 2567 พบว่า ยาเสพติดที่เยาวชนมีประวัติเคยใช้มากที่สุด คือ ยาบ้า 3,607 คน คิดเป็น 40.21% ตามด้วยกัญชา 3,240 คน คิดเป็น 36.12% สารผสมน้ำต้มใบกระท่อม 1,579 คน คิดเป็น 17.60% ยาไอซ์ 317 คน คิดเป็น 3.53% ใบกระท่อม 71 คน คิดเป็น 0.79% สารระเหย 63 คน คิดเป็น 0.70% และอื่นๆ (ทรามาดอล เฮโรอีน ฝิ่น มอร์ฟีน โคเคน ยาเค กลุ่มยาหลอนประสาทและยากล่อมประสาท) 94 คน คิดเป็น 1.05%
หากเทียบยาเสพติดที่เด็กและเยาวชนมีประวัติในการใช้มากที่สุด ปี 2564 – 2567 พบว่ายาบ้าเป็นยาเสพติดที่เยาวชนมีประวัติเคยใช้มากที่สุด ตามมาด้วยกัญชา และสารผสมน้ำต้มใบกระท่อม อย่างไรก็ตาม จำนวนเด็กและเยาวชนที่มีประวัติใช้ยาบ้ากลับมีจำนวนลดลงจากปี 2564 และเริ่มกลับมาสูงขึ้นอีกครั้งในปี 2567 ในขณะที่เยาวชนที่ใช้กัญชาและกระท่อมมีจำนวนเพิ่มขึ้น ในปี 2564 มีเด็กและเยาวชนใช้กัญชา 2,032 คน แต่ในปี 2567 เพิ่มเป็น 3,240 คน และในปี 2564 มีเด็กและเยาวชนใช้สารผสมน้ำต้มใบกระท่อม 960 คน แต่ในปี 2567 เพิ่มเป็น 1,579 คน
โดยเยาวชนที่ใช้กัญชาและสารผสมน้ำต้มใบกระท่อมนั้นจะพบว่ามีจำนวนพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2566 หลังจากที่มีการปลดล็อกกัญชา กัญชง และกระท่อม ออกจากบัญชียาเสพติดนั่นเอง
ยาบ้า กัญชา กระท่อม : เสพแล้วเป็นยังไง อะไรทำได้-ไม่ได้บ้าง

เมื่อพิจารณายาเสพติดที่เด็กและเยาวชนมีประวัติในการใช้มากที่สุด ปี 2564 – 2567 ซึ่งมีทั้งยาบ้า กัญชา และสารผสมน้ำต้มใบกระท่อม โดยยาเสพติดทั้ง 3 ชนิดนี้ ออกฤทธิ์แตกต่างกัน
ยาบ้า
ยาบ้า (Methamphetamine) เป็นสารกระตุ้นกลุ่มแอมเฟตามีน เป็นยาเสพติด
ที่ออกฤทธิ์กระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวตลอดเวลา ลดความอยากอาหาร ทำให้ในช่วงเวลาหนึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มคนทำงาน ทำให้มีแรงทำงานมากขึ้น จนเคยมีชื่ออื่นว่า ‘ยาม้า’ หรือ ‘ยาขยัน’
ลักษณะของยาบ้าจะเป็นเม็ดหรือแคปซูล สามารถเสพได้โดยการกิน หรือเผาไฟเพื่อสูดดม โดยสามารถออกฤทธิ์ได้นานถึง 8-24 ชั่วโมง มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทำให้ผู้เสพมีความคึกครึ้นมากกว่าปกติ อารมณ์ดี มีเหงื่อออกมาก มีอาการหลอน นอนไม่หลับ ใจสั่น คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย มีพฤติกรรมก้าวร้าว และควบคุมสติไม่ได้ หากเสพเป็นเวลานานและมีปริมาณมากอาจทำให้เกิดอาการทางจิต หวาดระแวงจนอาจทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น
ปัจจุบันยาบ้าถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 หรือยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรง ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 หากพบว่าเสพมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากมีไว้ครอบครองมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
กระท่อม

กระท่อม (Kratom) เป็นพืชไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ขนาด 10-15 เมตร ใบมีลักษณะคล้ายรูปไข่มีปลายแหลม และขอบใบเรียบ โดยในใบกระท่อมมีสารไมทราไจนีน (Mitragynine) ที่ออกฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง
การเสพกระท่อม มีหลายวิธีทั้งการเคี้ยวใบสดไปจนถึงการนำใบกระท่อมมาต้มเป็นเครื่องดื่ม โดยฤทธิ์ของกระท่อมหลังกินไปประมาณ 5 – 10 นาทีจะมีอาการกระปรี้กระเปร่า ลดความอยากอาหารและความรู้สึกเหนื่อยล้า ทำให้ผู้ใช้สามารถทำงานได้นานมากขึ้น แต่จะมีผลข้างเคียง เช่น ผิวหนังแดง ปากแห้ง ปัสสาวะบ่อย เบื่ออาหาร ท้องผูก อุจจาระแข็ง และนอนไม่หลับ บางรายอาจเกิดอาการหวาดระแวง และเห็นภาพหลอน
นอกจากนี้การเสพแบบสารผสมน้ำต้มกระท่อม มีความเสี่ยงต่อการทำงานของตับ ทำให้ไส้เน่าและอาเจียนเป็นเลือด พบมากในการทำน้ำกระท่อมสูตร 4×100 ที่นำน้ำกระท่อมมาผสมกับยาแก้ไอและน้ำอัดลม ซึ่งให้สารเสพติดได้มากกว่าการเคี้ยวใบสด
กระท่อมเคยถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 หรือยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ก่อนที่จะถูกนำเอาออกจากบัญชียาเสพติดพร้อมกับกัญชาในปี 2565 ทำให้กระท่อมเป็นพืชถูกกฎหมายที่สามารถเพาะปลูกและซื้อขายได้ อย่างไรก็ตาม การต้มน้ำกระท่อมเพื่อขายยังผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 หากทำผิดมีโทษจำคุก 6 เดือน ถึง 2 ปี ปรับ 5,000 – 20,000 บาท
ในปี 2568 กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงยุติธรรมออกประกาศกําหนดสถานที่ วิธีการ หรือลักษณะต้องห้ามในการขายใบกระท่อม พ.ศ. 2568 ห้ามขายใบกระท่อมและน้ำต้มกระท่อมในรัศมี 1,000 เมตรจากสถานศึกษา และห้ามขายกระท่อมในลักษณะเร่ขายและตั้งแผงลอย เพื่อลดการเข้าถึงของกระท่อมในกลุ่มเด็กและเยาวชน เนื่องจากน้ำกระท่อมในปัจจุบันมีสูตรที่เด็กสามารถเข้าถึงได้ง่าย ทั้งการนำไปผสมกับน้ำหวาน ชานม และน้ำอัดลม
กัญชา
กัญชา (Cannabis sativa) เป็นพืชล้มลุกจำพวกหญ้า ใบมีลักษณะแตกเป็นแฉกราว 5 – 8 แฉก ในกัญชาสาร Cannabinoids และ d9- tetrahydrocannabinol (thc) เป็นสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและระบบประสาท จึงถูกนำมาใช้ผลิตยา dronabinol (marinol) สำหรับผู้ป่วยมะเร็งและเอดส์ เพื่อป้องกันอาการคลื่นไส้ อาเจียน และเพิ่มความอยากอาหาร
การเสพกัญชาจะใช้วิธีการสูบใช้เวลาออกฤทธิ์ภายใน 2-3 นาที และออกได้นานสูงสุด 1 ชั่วโมง ทำให้ผู้ใช้มีอาการเซื่องซึมลงอย่างช้าๆ และมีอาการเคลิ้ม แต่หากเสพเป็นเวลานานจะมีผลกระทบต่อร่างกาย เกิดอาการเวียนศีรษะ เห็นภาพหลอน มีอารมณ์แปรปรวน วูบหมดสติ หายใจไม่สะดวก และคลื่นไส้อาเจียน
กัญชาเคยถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 หรือยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ก่อนที่ในปี 2565 จะนำกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด และปลดล็อกกัญชาเสรี เกิดเป็นธุรกิจเกี่ยวกับกัญชาที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงกัญชาได้ง่ายขึ้นมากขึ้นในการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ ก่อนที่ในปี 2568 กระทรวงสาธารณสุขจะประกาศให้ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม เพื่อให้กัญชาใช้ในทางการแพทย์เท่านั้น
ยาเสพติดกับเยาวชน : ไปเสพกันที่ไหน?

ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดในกลุ่มเด็กและเยาวชนยังคงมีความซับซ้อน โดยพฤติกรรมการมั่วสุมเสพยาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเท่านั้น แต่กระจายตัวไปตามบริบททางสังคมและสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ตั้งแต่ในพื้นที่ส่วนตัว ไปจนถึงแหล่งมั่วสุมที่สาธารณะ จากการรวบรวมข้อมูลงานวิจัยและรายงานข่าวในสื่อต่างๆ พบว่าสถานที่ที่เยาวชนนัดรวมตัวเพื่อเสพยา มีดังนี้
1. สถานที่ส่วนตัว เช่น บ้าน บ้านเพื่อน หอพัก
สถานที่ส่วนตัว บ้าน หรือพื้นที่อยู่อาศัยส่วนตัว ยังคงเป็นจุดที่เยาวชนใช้เป็นที่หลบซ่อนและเสพยาในลำดับต้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการเลิกเรียน โดยพบข่าวว่าเยาวชนนัดเสพยาในที่พักอาศัย บางรายซื้อมาจากจากอินเทอร์เน็ต มักจะรอจนโรงเรียนเลิกแล้วไปใช้ที่บ้านโดยอ้างกับผู้ปกครองว่าเป็นของเพื่อน นอกจากนี้ยังพบตามหอพักและบ้านเพื่อน เนื่องจากห่างไกลสายตาของผู้ปกครอง
2. ปาร์ตี้ เช่น โรงแรม รีสอร์ท พูลวิลล่า
สถานที่ประเภทนี้เป็นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการสังสรรค์ ปาร์ตี้ โดยมีรายงานข่าวที่เกี่ยวข้องกับรีสอร์ท โรงแรมซึ่งเป็นสถานที่ปิดสำหรับการรวมกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นรายงานข่าววัยรุ่นมั่วสุมเสพยาเสพติดในรีสอร์ท ตามจังหวัดต่างๆ รายงานข่าวทลายพูลวิลล่า รวบวัยรุ่นชาย-หญิง 53 คน จับปาร์ตี้ยากลางเมืองสงขลา
ในช่วงหลังการนัดสังสรรค์ในโรงแรม รีสอร์ท และพูลวิลล่ากำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่นในการเสพยาเสพติด เนื่องจากเป็นสถานที่ปิดที่มีความเป็นส่วนตัว มีการนัดรวมกลุ่มทั้งในกลุ่มเพื่อนและการเชิญชวนในโซเชียลมีเดีย เพื่อเสพยาเสพติดควบคู่ไปกับการมีกิจกรรมทางเพศ จะเห็นได้ว่ามีข่าวตำรวจบุกจับปาร์ตี้ยาเสพติดลักษณะนี้ทุกปี
3. สถานบันเทิง เช่น ร้านคาราโอเกะ ผับ บาร์
สถานบันเทิงยังคงเป็นแหล่งสำคัญที่เอื้อต่อการซื้อขายยาเสพติดและการรวมกลุ่มทำกิจกรรมเสี่ยง พบการนัดเสพยาย่านสถานบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ตั้งของย่านสถานบันเทิง ย่านการค้า ผับ บาร์ ใน ‘รายงานการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ครั้งที่ 19 เรื่องการศึกษาการส่งยาเสพติดของกลางประเภทต่างๆ มาตรวจพิสูจน์ ณ กลุ่มงานตรวจยาเสพติด กองพิสูจน์หลักฐานกลาง ศึกษากรณีกองบังคับการตำรวจนครบาล’ พบว่า ยาเสพติดของกลางหลายชนิดที่สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ และสถานีตำรวจนครบาลลุมพินียึดได้จากสถานบันเทิง คือ เมทแอมเฟตามีน คีตามีน โคคาอีน และยาอี ซึ่งบ่งชี้ว่ามีการใช้และจำหน่ายยาเสพติดในบริเวณดังกล่าว
นอกจากนี้ยังพบในพื้นที่อื่นๆ ด้วย อาทิ ร้านเกม ร้านอินเทอร์เน็ต โดยสถานที่เหล่านี้เป็นสถานที่ที่สำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม วธ. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และภาคีเครือข่ายเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ระบุให้เป็นพื้นที่เฝ้าระวัง
4. พื้นที่สาธารณะ เช่น วัด โรงเรียน สวนสาธารณะ
พื้นที่สาธารณะที่มีการรวมกลุ่มหรือสถานที่ที่ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยในปัจจุบันก็กลับกลายเป็นแหล่งเสี่ยงไม่ต่างกัน อย่างสถานศึกษาหรือโรงเรียน ในรายงานปีที่ 9 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน 2567 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เรื่องสงครามยาเสพติดในโรงเรียนกับปฏิบัติการน่านน้ำสีคราม : แนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติดเชิงรุก ระบุว่าโรงเรียนเป็นสถานที่ที่มีการแพร่ระบาดของยาเสพติด โดยมีการกล่าวถึงการใช้กระท่อม โดยเด็กบางคนถึงกับต้มมากินที่โรงเรียนอย่างโจ่งแจ้ง เนื่องจากมีความเข้าใจผิดว่าสามารถนำมาโรงเรียนได้ การแก้ปัญหายาเสพติดจึงต้องมีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกับสถานศึกษา และโรงเรียนต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีเพื่อต่อต้านยาเสพติด
ขณะเดียวกัน สถานที่อย่างวัด สถานที่ราชการ ก็เป็นสถานที่ที่เยาวชนนัดเสพยากัน มีรายงานการมั่วสุมเสพยาบ้าภายในกุฏิของวัด ไม่ว่าจะพระสงฆ์ หรือกลุ่มสามเณร ก็พบในรายงานข่าวเช่นกัน
5. พื้นที่รกร้าง ลับตาคน เช่น ป่าอ้อย สวนปาล์ม บ้านร้าง
สถานที่ลับตาคนและสถานที่ที่ถูกทอดทิ้งก็เป็นอีกหนึ่งแหล่งมั่วสุมที่เสี่ยงต่ออาชญากรรมอื่นๆ และพบรายงานข่าวการนัดเสพยาในเยาวชน เช่น บ้านร้าง จากวิทยานิพนธ์เรื่องการลงโทษที่เหมาะสมในกรณีผู้เสพยาเสพติด ของกรรณิกา สัมพันธ์พ่วง วิทยานิพนธ์ปริญญานิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานิติศาสตร์ วิชาเอกกฎหมายอาญาและกระบวนการยุติธรรม มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พบการมั่วสุมของนักเรียนมัธยมปลายโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งของจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่หนีเรียนมานัดกันเสพยา ทั้งยาไอซ์และกัญชา ในบ้านร้างเป็นประจำโดยเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าบุกจับกุม กลุ่มนักเรียนพยายามทำลายของกลางและกระโดดหลบหนีจนได้รับบาดเจ็บ
นอกจากนี้ การเสพยายังพบได้ในแหล่งมั่วสุม ชุมชนแออัด ซึ่งเป็นปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมที่ทำให้เกิดการกระทำผิดซ้ำได้ง่าย โดยมักเต็มไปด้วยการพนันและยาเสพติด และเป็นแหล่งมั่วสุมอบายมุขหรือยาเสพติด นอกจากนี้ยังมีรายงานการพบแหล่งมั่วสุมขนาดใหญ่กลางเมืองแพร่ ตามข่าวว่าวัยโจ๋นัดเสพยามั่วเซ็กส์ ซึ่งสถานที่เป็นแนวกำแพงโบราณเก่า และยังพบในสถานที่เปลี่ยว อย่างป่าอ้อย และสวนปาล์ม
ยาเสพติดกับเยาวชน : ซื้อยากันจากไหน มีรหัสลับอะไรบ้าง?

จากข้อมูลข้างต้นจะพบกว่าการที่เยาวชนไทยติดยาเสพติดมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการเข้าถึงยาเสพติดได้ง่ายมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การซื้อขายยาบ้าซึ่งมักจะเกิดขึ้นในตลาดใต้ดิน ผ่านเครือข่ายผู้ค้ารายย่อยตามหมู่บ้าน ชุมชน และชุมชนแออัด ขณะเดียวกัน การซื้อขายยาเสพติดได้ขยายตัวเข้าสู่ตลาดออนไลน์ โดยผู้ค้าอาศัยแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ในการเปิดบัญชีอวตารเพื่อโฆษณาขายยา และมักทิ้งช่องทางติดต่อส่วนตัว เช่น LINE ID ไว้เพื่อใช้ในการสื่อสารและปิดการขาย
จากรายงานการตลาดและการขายยาเสพติดบนโลกอินเทอร์เน็ต ปี พ.ศ. 2568 ของ กนิษฐา ไทยกล้า ซึ่งสำรวจข้อมูลที่ได้จากการเฝ้าระวังผู้ขายยาเสพติดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ในประเทศไทย ระหว่าง ม.ค.-ส.ค. 2568 จำนวน 2,103 บัญชีผู้ขาย และโพสต์ 7,112 โพสต์ โดย 60.1% เป็นผู้ขายยาเสพติด ตามด้วยพืชในกำกับควบคุมพิเศษ เช่น กัญชาและใบกระท่อม 19.2% ผู้ขายยาเสพติดและยารักษาโรคแบบผิดแผน 7.9% และผู้ขายยาเสพติดและบุหรี่ไฟฟ้า 5.5%
โดยแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มีการโพสต์ขายสารเสพติดทุกประเภท (พืชควบคุมพิเศษ, ยารักษาโรคแบบผิดแผน, ยาเสพติด, ยาเสพติดบุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติดและยารักษาโรคแบบผิดแผน) มากที่สุด คือ X 1,428 บัญชี คิดเป็น 67.9% ตามด้วย Facebook 414 บัญชี คิดเป็น 19.7% LINE 112 บัญชี คิดเป็น 5.3% Instagram 78 บัญชี คิดเป็น 3.7% และ Tiktok 43 บัญชี คิดเป็น 2%
ทั้งนี้หากแบ่งเป็นเฉพาะผู้ที่ขายยาเสพติด จะพบมากใน X 78.1% ตามด้วย Facebook 11.8% ส่วนผู้ขายพืชควบคุมพิเศษ จะพบมากที่สุดใน Facebook 49.9% ตามด้วย X 31.8% นอกจากนี้ผู้ขายส่วนใหญ่เป็นบัญชีเก่า 58.3% และบัญชีที่ถูกปิดแล้วกลับมาเปิดใหม่ 7.3% มีรายใหม่ 34.4% โดยผู้ขาย 59.5% จะเปิดเผย LINE ID หรือเบอร์ติดต่อ เพื่อความสะดวกในการติดต่อและปิดการขาย โดยการตั้งโพสต์ขายยาเสพติดส่วนใหญ่จะแสดงเป็นภาพนิ่งของยาเสพติดหรืออุปกรณ์ ตามด้วยใช้สัญลักษณ์อิโมจิแทนชนิดของยาเสพติดและคลิปวิดีโอ
ในการโพสต์ขายยาบ้าจะแสดงภาพยาจำนวนมาก ระบุว่าพร้อมขาย และบอกแหล่งที่มา ขณะที่พืชในกำกับควบคุมพิเศษอย่างกัญชาและใบกระท่อม พบการโพสต์ขายกัญชาแห้งอัดแท่ง ช่อดอกกัญชาแบบแห้ง กัญชาพันลำ พอตกัญชา ดอกป๊อป คีฟกัญชา ใบทริมกัญชา ผลิตภัณฑ์ขนม เช่น บราวนี่กัญชา คุกกี้กัญชา ใบกระท่อม และน้ำต้มใบกระท่อมในลักษณะพร้อมดื่ม

ส่วนกัญชานั้นเริ่มเป็นที่พูดถึงมากขึ้นจากนโยบายปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดในช่วงการเลือกตั้งทั่วไป ปี 2562 นำไปสู่การประกาศให้กัญชาออกจากบัญชียาเสพติด เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 ทำให้กัญชาเป็นของถูกกฎหมายและเกิดธุรกิจเกี่ยวกับกัญชาทั่วประเทศ
จากข้อมูลของ WEED.TH ได้รวบรวมจำนวนร้านกัญชาในไทย ณ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 พบว่าประเทศไทยมีร้านกัญชาสูงถึง 10,821 ร้าน โดยจังหวัดที่มีร้านกัญชามากที่สุดคือ กรุงเทพฯ 2,022 ร้าน ตามด้วย ชลบุรี 1,014 ร้าน ภูเก็ต 1,010 ร้าน สุราษฎร์ธานี 666 ร้าน และเชียงใหม่ 609 ร้าน
จากบทความกัญชาในมิติเศรษฐกิจ ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่าลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับกัญชาในไทยเป็นชาวต่างชาติถึง 90% จะเห็นได้ว่า ร้านกัญชาจำนวนมากกระจุกตัวในพื้นที่ท่องเที่ยวและมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นลูกค้าหลัก ในขณะที่การปลดล็อกกัญชาได้สร้างงานสร้างอาชีพ ทำให้ตลาดของกัญชามีมูลค่าสูงถึง 3.5 พันล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การปลดล็อกกัญชาทำให้การใช้กัญชาเพื่อการสันทนาการเพิ่มขึ้น ทำให้มีผู้ป่วยจากการใช้กัญชาเพิ่มมากขึ้น จากรายงาน Synthetic Drugs in East and Southeast Asia ของ United Nations Office on Drugs and Crime (UNODC) ระบุว่า ในปี 2567 พบคนไทยใช้กัญชาสูงถึง 1.5 ล้านคน และมีผู้ต้องเข้ารับการบำบัดจากการใช้กัญชา 7,500 คน
เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2568 กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศกระทรวงฉบับใหม่ โดยให้ ‘ช่อดอกกัญชา’ เป็นสมุนไพรควบคุม เพื่อให้การใช้กัญชามุ่งเน้นไปที่เพื่อการแพทย์มากกว่าการสันทนาการ ผู้ต้องการใช้กัญชาจะต้องมีใบสั่งแพทย์และสามารถใช้ได้ในสถานประกอบการที่มีผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์อยู่ดูแล รวมถึงการจำกัดพื้นที่ห้ามขายกัญชาในบริเวณสถานศึกษา สถานที่สำหรับปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา หอพัก สวนสาธารณะ สวนสัตว์ และสวนสนุก
จากข้อมูลภาพรวมจำนวนคดี-จำนวนคน ปี 2564-2567 ศูนย์ข้อมูลและสถิติ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน พบว่า มีจำนวนเด็กและเยาวชนที่เคยมีประวัติใช้กัญชาเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่มีการเปิดกัญชาเสรี โดยในปี 2565 มีจำนวนเด็กและเยาวชนที่เคยมีประวัติใช้กัญชา 1,696 คน ขณะที่ปี 2567 มีจำนวนเด็กและเยาวชนที่เคยมีประวัติใช้กัญชา 3,240 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ถึง 91.04%

ไม่เพียงแค่นั้น กระท่อมยังเป็นยาเสพติดอีกชนิดที่ได้ปลดล็อกพร้อมกับกัญชาในปี 2565 ทำให้สามารถใช้และจำหน่วยได้โดยไม่ผิดกฎหมาย โดยต้นกระท่อมที่ขายในไทยส่วนใหญ่ มี 3 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ กระท่อมก้านแดง กระท่อมก้านใบสีเขียว (พันธุ์แตงกวา) และกระท่อมยักษ์ใหญ่ (หางกั้ง) โดยราคาขายมีตั้งแต่แบบใบสด ราคา 14-19 บาทต่อกิโลกรัม เศษใบแห้ง 57 – 59 บาทต่อกิโลกรัม แบบใบหมัก 61-64 บาทต่อกิโลกรัม และแบบผงบด 95-106 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสามารถหาซื้อได้ทั่วไปและในออนไลน์
กลุ่มน้ำต้มใบกระท่อมเป็นหนึ่งในวิธีเสพกระท่อมที่ได้รับสารมากที่สุด ซึ่งพบว่ามีการวางขายน้ำต้มใบกระท่อมได้ทั่วไป รวมถึงขายในช่องทางออนไลน์เช่นเดียวกัน โดยน้ำกระท่อมดิบมีราคาขายขวดละ 35 – 60 บาท และน้ำกระท่อมผสมราคาขวดละ 60-120 บาท อย่างไรก็ตาม น้ำต้มใบกระท่อมถูกกฎหมายเฉพาะกรณีต้มเพื่อบริโภคเอง แต่การต้มเพื่อจำหน่ายยังถือว่าผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มีโทษจำคุก 6 เดือน ถึง 2 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 – 20,000 บาท
อีกทั้งยังมีสูตรน้ำต้มใบกระท่อม หรือ 4X100 เป็นการนำมาผสมกับชานม น้ำอัดลม หรือนำไปผสมกับยาแก้ไอหรือแก้แพ้ชนิดน้ำที่มีสารคลอเฟนิรามีน มาลีเอท (Chlorpheniramine Maleate) ที่มีฤทธิ์ต่อระบบประสาท จากรายงานการบริโภคน้ำกระท่อมที่มีส่วนผสมต่างๆ ในกลุ่มเยาวชนชายภาคใต้ โดย วิภา ด่านธํารงกูล และ สมปอง สิมมา จากวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอนุกูล รักษ์ธรรมเสมอ สํารวย วรเตชะคงคา และสุภาพร สวัสดิชัย จากสํานักงานยุทธศาสตร์ สํานักงาน ป.ป.ส. กล่าวถึงส่วนผสมน้ำต้มใบกระท่อมในกลุ่มเด็กและเยาวชนว่า ส่วนผสมที่นำมาทำน้ำกระท่อมเพื่อการบริโภค จำแนกออกเป็น 3 กลุ่ม 1. ยาที่ถูกกฎหมายหรือมีการควบคุมในการจำหน่าย ได้แก่ ยาแก้ไอ ยากล่อมประสาท เหล้าแห้ง ยาแก้อักเสบ 2. เครื่องดื่มประเภทต่างๆ ได้แก่ น้ำอักลม น้ำส้ม กาแฟ และชา และ 3. สารอื่นๆ ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ได้แก่ ผงสีขาวในหลอดไฟฟลออเรสเซ้นต์ ยากันยุง
การเพิ่มส่วนผสมในน้ำกระท่อม เพื่อทำให้น้ำกระท่อมมีรสชาติหวานๆ ขมๆ ตามความพึงพอใจของผู้ดื่ม และช่วยกระตุ้นอาการมึนเมา เคลิบเคลิ้ม เพลิดเพลิน และช่วยให้หลับง่าย นอกจากนี้ การต้มน้ำกระท่อมในกลุ่มเด็กและเยาวชนมีความพยายามปรับเปลี่ยนและแสวงหาส่วนผสมใหม่ เช่น ข่าวกลุ่มวัยรุ่นทำน้ำกระท่อมสูตรตายโหงหรืออวตาร โดยเอาขี้เถ้าเผาศพมาผสม เพราะเชื่อว่าจะทำให้ร่างกายแข็งแรง และแคล้วคลาดปลอดภัย
นอกจากนี้จากวิทยานิพนธ์เรื่อง ‘ความคิดอัตโนมัติในวัยรุ่นชายที่ดื่มน้ำใบกระท่อม’ โดยนิศาลักษณ์ รัตนะ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ศึกษาความถี่ในการดื่มน้ําใบกระท่อมของวัยรุ่นชายพบว่า จากกลุ่มตัวอย่างของวัยรุ่นจำนวน 127 คน ส่วนใหญ่ดื่มน้ำกระท่อม 1-2 ครั้งต่อวันมากที่สุด จํานวน 77 คน คิดเป็น 60.63% โดยแต่ละครั้งจะดื่มน้ำใบกระท่อมครั้งละ 1-2 แก้ว จํานวน 71 คน คิดเป็น 55.91% นอกจากนี้ในการต้มน้ำกระท่อมจะใช้ใบกระท่อมเฉลี่ย 1-5 ใบ จํานวน 61 คน คิดเป็น 48.03% และมีการใส่ยาแก้ไอผสมในน้ำกระท่อมจํานวน 46 คน คิดเป็น 36.22%
จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าเด็กและเยาวชนสามารถเข้าถึงกระท่อมได้ง่าย ไปจนถึงการต้มน้ำกระท่อมเองที่มีการใส่ส่วนผสมเพิ่มเติม เช่น ยาแก้ไอ เพื่อเพิ่มรสชาติและฤทธิ์ยา โดยปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศห้ามขายกระท่อมในรัศมี 1,000 เมตรจากสถานศึกษา และห้ามตั้งจุดขายแบบหาบเร่ แผงลอย โดยสำนักงาน ป.ป.ส. ได้ทำปฏิบัติการเชิงรุกในการจัดระเบียบการขายกระท่อมรอบบริเวณสถานศึกษา และทลายแหล่งผลิตน้ำกระท่อม เพื่อลดการเข้าถึงกระท่อมในกลุ่มเด็กและเยาวชน
เยาวชนที่ติดยาเสพติดมีทางเลือกอะไรบ้าง?

ประเทศไทยประกาศใช้พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 เปลี่ยนผู้เสพยาเสพติดเป็นผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการบำบัดรักษาได้ โดยไม่มีความผิดตามเงื่อนไขของกฎหมาย เพิ่มช่องทางให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการบำบัดรักษาได้โดยไม่ต้องถูกดำเนินคดี และแก้ปัญหานักโทษล้นคุก จากปัญหานักโทษคดียาเสพติดที่เพิ่มสูงขึ้น การเข้ารับการบำบัดยาเสพติดจึงเป็นอีกทางเลือกในการคืนผู้เสพกลับสู่สังคม
ทางเลือกการเข้ารับการบำบัดรักษาแบ่งออกเป็น 2 กรณี ได้แก่
- การเข้ารับการบำบัดรักษาโดยสมัครใจ
ผู้ที่มีปัญหายาเสพติดสามารถเข้ารับการบำบัดรักษาแบบสมัครใจได้โดยไม่ถูกดำเนินคดี ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ม.113 และ ม.114 ทั้ง 2 มาตรามีความแตกต่างดังนี้
- มาตรา 113 กรณีผู้เสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (เช่น ยาบ้า ยาอี ยาเลิฟ เฮโรอีน แอลเอสดี และแอมเฟตามีน) ประเภทที่ 2 (เช่น ฝิ่น มอร์ฟีน โคเคน โคดาอีน และเมทาโดน) และประเภทที่ 5 (กัญชา กระท่อม และเห็ดขี้ควาย) ขอเข้ารับการบำบัดรักษาในสถานพยาบาลยาเสพติดโดยสมัครใจ ก่อนที่เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะตรวจพบ
- มาตรา 114 กรณีผู้เสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (เช่น ยาบ้า ยาอี ยาเลิฟ เฮโรอีน แอลเอสดี และแอมเฟตามีน) ประเภทที่ 2 (เช่น ฝิ่น มอร์ฟีน โคเคน โคดาอีน และเมทาโดน) และประเภทที่ 5 (กัญชา กระท่อม และเห็ดขี้ควาย) ถูกเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตรวจพบ และไม่ปรากฏว่าเป็นผู้ต้องหาหรืออยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดที่มีโทษต้องจำคุกหรืออยู่ระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล โดยไม่มีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นหรือสังคม หากผู้เสพสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษา เจ้าหน้าที่สามารถส่งตัวผู้เสพที่สถานพยาบาลยาเสพติดหรือศูนย์คัดกรอง
ทั้ง 2 มาตรา หากผู้ป่วยเข้ารับการบำบัดรักษาครบโปรแกรม และได้รับหนังสือรับรองว่าผ่านการบำบัดรักษา ผู้นั้นถือว่าไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมาย
- การเข้ารับการบำบัดรักษาตามคำสั่งศาล
- มาตรา 166 กรณีที่ศาลพิพากษาว่าผู้เสพไม่ได้เป็นผู้ต้องหาหรืออยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดอื่นที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ศาลจะพิจารณาคดีเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามประมวลกฎหมายอาญามาใช้แทนการลงโทษ ตามระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี
- มาตรา 168 กรณีที่ศาลพิพากษาว่าผู้เสพไม่ได้เป็นผู้ต้องหาหรืออยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดอื่นที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล หากศาลมองว่าไม่สมควรลงโทษผู้ต้องหา และผู้ต้องหาสำนึกในการกระทำโดยเข้ารับการบำบัดรักษายาเสพติด ศาลจะส่งตัวผู้ต้องหาไปสถานพยาบาลยาเสพติดเพื่อเข้ารับการบำบัดรักษาต่อไป
การคัดกรองผู้ป่วยยาเสพติด
ก่อนที่ผู้ป่วยยาเสพติดจะเข้ารับการบำบัดรักษายาเสพติดเข้าสถานพยาบาลยาเสพติดและศูนย์คัดกรองยาเสพติด ผู้ป่วยยาเสพติดจำเป็นต้องถูกคัดกรองประเภทของผู้ป่วยโดยศูนย์คัดกรองยาเสพติดที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อคัดกรองผู้ป่วยยาเสพติด โดยการประเมินจะประกอบไปด้วย
- การตรวจหาสารเสพติดในร่างกาย เป็นขั้นตอนการตรวจสอบสารเสพติดในร่างกายเบื้องต้นของผู้ป่วย สามารถใช้ผลตรวจของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ฝ่ายปกครองหรือตำรวจได้ โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างแรงจูงใจในการบำบัดและวางแผนการดูแลช่วยเหลือ
- การคัดกรองและประเมินความรุนแรงของการติดยาเสพติดและภาวะความเสี่ยงทางสุขภาพกายหรือสุขภาพใจ เป็นขั้นตอนการคัดกรองตามระเบียบคณะกรรมการบำบัดรักษายาเสพติดและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด เพื่อแยกระดับความรุนแรงของผู้ป่วยยาเสพติดผ่านการประเมิน ดังนี้
- แบบคัดกรองและส่งต่อผู้ป่วยที่ใช้ยาเสพติดเพื่อรับการบำบัดรักษาต่อไป กระทรวงสาธารณสุข (บคก. กสธ.) V.2 เป็นแบบประเมินว่าผู้ป่วยยาเสพติดเป็นกลุ่มผู้ป่วยประเภทไหน ได้แก่ ผู้ใช้ ผู้เสพ และผู้ติด เพื่อจำแนกและออกแบบแนวทางการช่วยเหลือให้กับผู้ป่วยยาเสพติด
- การประเมินพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง (Overt Aggression Scale: OAS) เป็นการแยกระดับความก้าวร้าวรุนแรงของผู้ป่วยยาเสพติด สามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่
- กลุ่มสีแดง เป็นผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการทางจิตเวชอย่างรุนแรง
- กลุ่มสีส้ม เป็นผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการทางจิตเวชร่วมด้วยอยู่ในระยะกำเริบ และมี 5 สัญญาณเตือน ได้แก่ ไม่หลับไม่นอน เดินไปเดินมา พูดคนเดียว มีอาการหงุดหงิดฉุนเฉียว และเที่ยวหวาดระแวง
- กลุ่มสีเหลือง เป็นผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการทางจิตเวชร่วมด้วย แต่อยู่ในอาการสงบ
- กลุ่มสีเขียว เป็นผู้ป่วยยาเสพติดที่ไม่มีอาการทางจิตเวชร่วมด้วย
- การให้คำแนะนำแบบสั้น (Brief Advice: BA) และการบำบัดแบบสั้น (Brief Intervention: BI)
จากรายงานการจำแนกตามแบบคัดกรอง ระบบข้อมูลการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดของประเทศ (บสต.) กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในปี 2567 มีการคัดกรองผู้ป่วยเพื่อเข้ารับการบำบัด จำนวน 238,069 คน โดยเป็นเด็กและเยาวชน อายุต่ำกว่า 19 ปี จำนวน 16,180 คน หากแยกตามการประเมินพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง (OAS) พบว่าเป็นผู้ป่วยยาเสพติดกลุ่มสีเขียว จำนวน 13,853 คน คิดเป็น 85.94% กลุ่มสีเหลือง จำนวน 263 คน คิดเป็น 1.63% กลุ่มสีส้ม จำนวน 584 คน คิดเป็น 3.62% และกลุ่มสีแดง 1,420 คน คิดเป็น 8.81%
ในขณะที่ข้อมูลการจำแนกเด็กและเยาวชนผู้ใช้ยาเสพติดที่เข้ารับการบำบัด พบว่า เป็นผู้ใช้ จำนวน 1,693 คน คิดเป็น 10.46% ผู้เสพ จำนวน 11,291 คน คิดเป็น 69.79% และผู้ติด จำนวน 3,194 คน คิดเป็น 19.74%
หมายเหตุ : ใช้ข้อมูลจากระบบข้อมูลการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดของประเทศ (บสต.) กระทรวงสาธารณสุข อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าตัวเลขรวมของแต่ละประเภทรวมได้ไม่เท่ากัน
การเข้ารับการบำบัด
หลังการคัดกรองและแบ่งกลุ่มผู้ป่วยยาเสพติดแล้ว จะดำเนินการส่งผู้ป่วยเข้ารับการบำบัดรักษาภายใต้กระบวนการ 2 รูปแบบ ได้แก่ การบำบัดรักษาทางการแพทย์ (Medical treatment) และการบำบัดฟื้นฟูทางสังคม (Social treatment) ในการบำบัดรักษาจะแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 4 กลุ่มตามการประเมิน OAS ได้แก่
- ผู้ป่วยกลุ่มสีแดง กลุ่มผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการจิตเวชร่วมด้วยและมีอาการคลุ้มคลั่ง จะส่งไปเข้ารับการบำบัดรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวช สังกัดกรมสุขภาพจิต โรงพยาบาลธัญญารักษ์ สังกัดกรมการแพทย์ โรงพยาบาลศูนย์ และโรงพยาบาลทั่วไป สังกัดกระทรวงสาธารณสุข
- ผู้ป่วยกลุ่มสีส้ม กลุ่มผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการทางจิตเวชร่วมด้วยอยู่ในระยะกำเริบ และมี 5 สัญญาณเตือน ได้แก่ ไม่หลับไม่นอน เดินไปเดินมา พูดคนเดียว มีอาการหงุดหงิดฉุนเฉียว และเที่ยวหวาดระแวง จะส่งตัวไปเข้ารับการบำบัดรักษาที่สถานพยาบาลยาเสพติดที่เปิดบริการ มินิธัญญารักษ์ โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป สังกัดกระทรวงสาธารณสุข
- ผู้ป่วยกลุ่มสีเหลือง กลุ่มผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการทางจิตเวชร่วมด้วย แต่อยู่ในอาการสงบ จะส่งไปบำบัดรักษาที่สถานพยาบาลยาเสพติด โรงพยาบาลชุมชน
- ผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว กลุ่มผู้ป่วยยาเสพติดที่ไม่มีอาการทางจิตเวชร่วมด้วย จะส่งไปบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ป่วยยาเสพติดโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน (CBTx) ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของโรงพยาบาลชุมชน สังกัดกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย
ในขณะที่การบำบัดฟื้นฟูสภาพทางสังคม (Social treatment) เป็นการบำบัดเพื่อปรับเปลี่ยนแนวพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องให้กลับสู่สภาพปกติ โดยจะมีการพัฒนาศักยภาพให้กับผู้ป่วยและครอบครัว ให้ความช่วยเหลือทางสังคม ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือสวัสดิการต่างๆ เช่น การศึกษา อาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือตัวเองให้อยู่ในครอบครัวและสังคมได้ปกติ โดยอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด สังกัดกรมการปกครอง ศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคม สังกัดกระทรวงมหาดไทย โดยการบำบัดฟื้นฟูสภาพทางสังคมเป็นทางเลือกให้กับผู้ป่วยยาเสพติดที่มีความประสงค์จะขอรับความช่วยเหลือทางสังคม
การติดตามผลการบำบัด
ในระหว่างกระบวนการบำบัดยาเสพติด จะมีการติดตามผลการบำบัดของผู้ป่วย เพื่อติดตามผลการรักษา พัฒนาการและการฟื้นฟูของผู้ป่วยให้สามารถกลับไปดำรงชีวิตในสังคมได้และป้องกันไม่ให้กลับไปใช้ยาเสพติดอีก โดยจะมีระยะเวลาในการประเมินเฉลี่ย 3 เดือน ถึง 1 ปี หรือขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ตามความเหมาะสม โดยในการติดตามผลการบำบัดอยู่ในความรับผิดชอบของสถานพยาบาลยาเสพติด สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคม สังกัดกระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร และภาคีเครือข่ายนอกกระทรวงสาธารณสุขที่ได้รับขึ้นทะเบียนตามระเบียบหรือประกาศกระทรวงสาธารณสุข
เมื่อสิ้นสุดขั้นตอนการเข้ารับการบำบัด ผู้เข้ารับการบำบัดครบตามกระบวนการจะได้รับการรับรองผ่านการบำบัดยาเสพติด และจะไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด อย่างไรก็ตาม หากการบำบัดไม่สำเร็จจะมีการบันทึกประวัติพฤติการณ์ของผู้ป่วยในการพิจารณาการบำบัดครั้งต่อไป โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บำบัด มาตรา 168 และ มาตรา 166 หากไม่ให้ความร่วมมือในการบำบัด ศาลจะยกคดีขึ้นมาพิจารณาต่อไป โดยที่คำสั่งศาลเป็นที่สุด
จากรายงานการจำแนกตามแบบคัดกรอง ระบบข้อมูลการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดของประเทศ (บสต.) กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในกลุ่มเด็กและเยาวชน อายุต่ำกว่า 19 ปี ที่เข้ารับการบำบัดยาเสพติด มีผู้เข้ารับการบำบัดครบโปรแกรมการบำบัด จำนวน 13,781 คน คิดเป็น 90.07% ในขณะที่มีผู้ที่เข้ารับการบำบัดไม่ครบโปรแกรม จำนวน 1,519 คน คิดเป็น 9.93%
ทรัพยากรสาธารสุขจะเพียงพอในการรองรับผู้ป่วยยาเสพติดไหม?
การเปิดช่องทางให้ผู้ป่วยยาเสพติดสามารถเข้ารับการบำบัดผ่านระบบสมัครใจเป็นหนึ่งในทางออกในการแก้ปัญหาเพื่อคืนผู้ป่วยยาเสพติดกลับสู่สังคมและลดปัญหานักโทษล้นคุก เมื่อนำข้อมูลจากรายงานสถิติผู้ต้องราชทัณฑ์คดี พ.ร.บ. ยาเสพติดทั่วประเทศ กรมราชทัณฑ์ มาเทียบกับจำนวนผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติด จากระบบข้อมูลการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดของประเทศ (บสต.) พบว่า
- ปี 2564 มีผู้ต้องขังคดียาเสพติด 231,362 คน และมีผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติด 130,108 คน
- ปี 2565 มีผู้ต้องขังคดียาเสพติด 207,085 คน และมีผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติด 114,549 คน
- ปี 2566 มีผู้ต้องขังคดียาเสพติด 205,127 คน และมีผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติด 197,023 คน
- ปี 2567 มีผู้ต้องขังคดียาเสพติด 201,621 คน และมีผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติด 215,995 คน
จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าจำนวนผู้ต้องขังคดียาเสพติดลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยในปี 2564 มีผู้ต้องขัง 231,362 คน แต่ในปี 2567 ลดลงเหลือ 201,621 คน ในขณะที่จำนวนผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติดเพิ่มขึ้น โดยในปี 2564 มีผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติด 130,108 คน แต่ในปี 2567 เพิ่มขึ้น 215,995 คน ส่วนหนึ่งมาจากการปรับโครงสร้างการเข้ารับการบำบัดให้ผู้ป่วยเข้ารับการบำบัดโดยสมัครใจ อย่างไรก็ตามในช่วงปีเดียวกันก็มีการนำกัญชา กัญชง และกระท่อม ออกจากบัญชียาเสพติดด้วย ทำให้มีผลต่อการลดลงของจำนวนผู้ต้องขังคดียาเสพติด และการเพิ่มขึ้นของผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติด
สิ่งที่ต้องคำนึงคือความพร้อมในการรองรับผู้ป่วยยาเสพติดของระบบสาธารณสุข โดยในรายงานแนวทางการดำเนินงานการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด (ฉบับปรับปรุง) กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าศักยภาพในการรองรับการบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดสามารถรองรับได้มากถึง 250,000 รายต่อปี แต่เมื่อดูจำนวนผู้ป่วยยาเสพติดที่เข้ารับการบำบัดในปี 2567 พบว่ามีผู้ป่วยยาเสพติดเข้ารับการบำบัด จำนวน 215,995 คน และในปี 2568 กลับมีมากถึง 263,409 คน ซึ่งมากกว่าการรองรับของระบบสาธารณสุข

เมื่อพิจารณาข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุข จากรายงานข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุข ประจำปี 2567 เพื่อสำรวจจำนวนจิตแพทย์ และนักจิตวิทยา และจำนวนเตียงจิตเวช จากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC) กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเทศไทยมีจำนวนจิตแพทย์ 961 คน คิดเป็นสัดส่วนผู้ป่วยยาเสพติดต่อจิตแพทย์ 224.76 คนต่อจิตแพทย์ 1 คน มีนักจิตวิทยา 849 คน คิดเป็นสัดส่วนผู้ป่วยยาเสพติดต่อนักจิตวิทยา 254.41 คนต่อนักจิตวิทยา 1 คน และเตียงจิตเวช 6,001 เตียง คิดเป็นสัดส่วนผู้ป่วยยาเสพติดต่อเตียงจิตเวช 35.99 คนต่อเตียง นอกจากนี้ยังพบว่าในจำนวนจิตแพทย์ดังกล่าว มีแพทย์เฉพาะทางสาขาจิตเวชศาสตร์การเสพติด (Addiction Psychiatry) เพียง 3 คนเท่านั้น โดยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ 2 คน และเชียงใหม่ 1 คน
ในขณะที่ข้อมูลจำนวนสถานพยาบาลยาเสพติดและสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ปัจุบันมีสถานพยาบาลยาเสพติด 1,086 แห่ง คิดเป็นสัดส่วนผู้ป่วยยาเสพติด 198.89 คนต่อสถานพยาบาลยาเสพติด และมีสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด 340 แห่ง คิดเป็นสัดส่วนผู้ป่วยยาเสพติด 635.28 คนต่อสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด
จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่า จำนวนผู้เข้ารับบำบัดยาเสพติดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการเปิดระบบสมัครใจเข้ารับการบำบัด แต่เมื่อเทียบกับทรัพยากรสาธารณสุขด้านจิตเวชที่รองรับผู้เข้ารับการบำบัดกลับพบว่าอาจเป็นการเพิ่มภาระทางสาธารณสุข เนื่องจากมีบุคลากรและทรัพยากรที่ไม่เพียงพอ ซึ่งในกรณีนี้ยังไม่รวมกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชในระบบสาธารณสุข ปี 2567 ที่มีมากถึง 1,441,466 คน ที่ระบบสาธารณสุขต้องรองรับ ภาครัฐอาจต้องมีมาตรการในการจัดการทั้งในการเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์และทรัพยากรทางสาธารณสุขเพื่อรองรับการบำบัดผู้ป่วยยาเสพติด
สสส. ทำอะไรบ้าง

สสส. สนับสนุนให้มีการจัดตั้ง ศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด (ศศก.) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 เพื่อเป็นศูนย์กลางด้านการวิจัยและพัฒนางานวิชาการสารเสพติด ดำเนินงานโดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีบทบาทสำคัญในการรวบรวมองค์ความรู้ ผลักดันเชิงนโยบาย และเป็นแหล่งฐานข้อมูลที่ทันต่อ สถานการณ์ ทำงานเชื่อมโยงกับปัญหาสุราและยาสูบ ซึ่งเป็นสารเสพติดที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประเทศ เพื่อเป้าหมายลดผลกระทบด้านสุขภาพและสังคม เพิ่มความเข้าใจในสังคม และกระตุ้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
แม้จะมีข้อจำกัดด้านเศรษฐศาสตร์ แต่ที่ผ่านมาศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด (ศศก.) ได้พัฒนาผลงานวิชาการด้านสารเสพติดที่สามารถตอบสนองและชี้นำนโยบายได้อย่างทันท่วงที ร่วมกับหน่วยงานวิจัยภายนอก เช่น สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จนเกิดผลงานสำคัญ ได้แก่ การศึกษาผลกระทบจากนโยบายกัญชา การสำรวจพฤติกรรม และทัศนคติการใช้กัญชาและสารเสพติดทั่วประเทศ การตรวจวัดปริมาณสาร THC ในเครื่องดื่มกัญชา และการศึกษาความเป็นธรรมทางสุขภาพจากการจำหน่ายกัญชา ผลงานเหล่านี้ถูกนำเสนอในเวทีวิชาการและขยายผลสู่การประชุมระดับชาติที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) จัดขึ้น จนนำไปสู่การพิจารณานโยบายด้านการควบคุมปัญหายาเสพติดและกัญชาในเวลาต่อมา
นอกจากนี้ ศศก. ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่กระทรวงสาธารณสุขและสมาคมจิตแพทย์ฯ ใช้ประกอบการนำเสนอเชิงนโยบายต่อคณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ขอข้อมูลจาก ศศก. โดยตรง แสดงให้เห็นถึงการนำผลงานวิชาการไปใช้ประโยชน์เชิงนโยบายอย่างแท้จริง สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจาก ศกก. ติดต่อ: https://www.facebook.com/cads.in.th
นอกจากนี้ในระยะถัดไป จะมีการเน้นขอบเขตการทำงานในด้านการฟื้นตัวและการเข้าถึงบริการใน ชุมชนเพื่อให้มีผลกระทบทางบวกในเชิงการป้องกันปัญหาการเสพติดในชุมชน ผ่านกลไกชุมชนล้อมรักษ์ (CBTx) ซี่งเป็นโครงการมุ่งแก้ปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร โดยการดำเนินงาน 4 ด้าน 1.ป้องกัน 2.เฝ้าระวัง 3.บำบัดฟื้นฟู 4.ช่วยเหลือผู้ที่ผ่านการฟื้นฟูให้กลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้ตามปกติ โดยมีหลักการใช้ “ชุมชนเป็นฐาน” (Community-based) เนื่องจากชุมชนเป็นผู้ที่เข้าใจต้นตอของปัญหายาเสพติด
กระบวนการ CBTx เป็นการขับเคลื่อนการทำงานเชื่อมกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบจากทุกภาคส่วน ประกอบด้วย ฝ่ายปกครอง สาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตำรวจ และภาคประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบโดยชุมชนเป็นฐาน มีเป้าหมายสำคัญคือ 1. พัฒนาอำเภอให้เป็นต้นแบบดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดระดับพื้นที่ 2. พัฒนารูปแบบการขยายผลการดำเนินงานไปยังพื้นที่อื่น ๆ เพื่อนำไปสู่การสร้างเครือข่ายการบำบัดรักษาผู้ป่วย บำบัดฟื้นฟูในชุมชน 3. ค้นหารูปแบบการฟื้นฟูหรือบำบัดผู้ป่วยในชุมชน และเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรและเครือข่ายในพื้นที่ให้สามารถใช้กระบวนการ CBTx ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 4. พัฒนากลไกการสื่อสารและขับเคลื่อนงานไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้แนวทางการบำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติดในชุมชนเป็นมาตรฐานเดียวกัน
จากการดำเนินงานขับเคลื่อนงานป้องกันยาเสพติดมาตั้งแต่ปี 2558 ปัจจุบันมีพื้นที่ต้นแบบปลอดภัยจากยาเสพติด 29 พื้นที่ทั่วประเทศ มีเครือข่ายภาคประชาชนขับเคลื่อนงานสร้างพื้นที่ปลอดภัยป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด 12,942 คน ในพื้นที่ 4,022 หมู่บ้าน/ชุมชน มีแกนนำเครือข่ายที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง 282 คน
รายการชุดความรู้ คู่มือสำหรับพ่อแม่ ครู ผู้ปกครอง เพื่อการลดอันตรายจากสารเสพติด โดยภาคีเครือข่ายภายใต้การสนับสนุนของ สสส.

คู่มือครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง ชุมชนร่วมฟื้น คืนคนสู่สังคมที่ดี
ดาวน์โหลด: https://dmh-elibrary.org/items/show/2062

การป้องกันการใช้สารเสพติดในเด็กและวัยรุ่น
โดย National Institute on Drug Abuse (NIDA)
ดาวน์โหลด: https://dmh-elibrary.org/items/show/1214

ELDA เกมเสริมทักษะความรู้เรื่องสารเสพติด
โดย หน่วยสารเสพติด สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยชียงใหม่สถานศึกษาติดต่อขอรับที่ ศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด https://www.facebook.com/cads.in.th/

คู่มือการดูแลตัวเองเพื่อลด ละ เลิกสารเสพติด
โดย องค์การอนามัยโลก ค.ศ.2010 ร่วมกับแผนงานพัฒนาระบบการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา (ผรส.)
ดาวน์โหลด: https://iris.who.int/bitstream/handle/10665/44322/9789241599405_tha.pdf

คู่มือการจัดโปรแกรมฝึกอบรมทักษะครอบครัว เพื่อป้องกันปัญหาสารเสพติด
โดย สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC)
ดาวน์โหลด: https://dol.thaihealth.or.th/File/media/7c26da13-5054-46a5-aaa8-a0c93fe442e4.pdf

กัญชา กับการควบคุมตามกฎหมาย
โดย ศูนย์วิชาการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ (คคส.) คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดาวน์โหลด: https://www.thaihealthconsumer.org/wp-content/uploads/2021/12/book01.pdf

มารู้จัก “กระท่อม” สมุนไพรที่ถูกห้ามใช้เกือบศษวรรษ
โดย ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยาดาวน์โหลด: https://www.thaidrugwatch.org/download/2565-10_folkdoctor-510_kratom.pdf
ที่มา
กองควบคุมวัตถุเสพติด
การลงโทษที่เหมาะสมในกรณีผู้เสพยาเสพติด ปริญญานิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานิติศาสตร์ วิชาเอกกฎหมายอาญาและกระบวนการยุติธรรม มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ข้อมูลเปิดภาครัฐ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราบยาเสพติด (ป.ป.ส.)
ความคิดอัตโนมัติในวัยรุ่นชายที่ดื่มน้ำใบกระท่อม โดยนิศาลักษณ์ รัตนะ มหาวิทยาลัยมหิดล
ระบบข้อมูลการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดของประเทศ (บสต.)
ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC) กระทรวงสาธารณสุข
รายงานการตลาดและการขายยาเสพติดบนโลกอินเทอร์เน็ต ปี พ.ศ. 2568 ของ กนิษฐา ไทยกล้า
รายงานการบริโภคน้ำกระท่อมที่มีส่วนผสมต่างๆ ในกลุ่มเยาวชนชายภาคใต้
รายงานข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุข ประจำปี 2567 กระทรวงสาธารณสุข
รายงานสถิติผู้ต้องราชทัณฑ์คดี พ.ร.บ. ยาเสพติดทั่วประเทศ
สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) กระทรวงสาธารณสุข
ศูนย์ข้อมูลและสถิติ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
ดูข้อมูลที่ https://rocketmedialab.co/database-teen-drug-abuse























