Connect with us

Hi, what are you looking for?

politics

#DataDrivenPolicy เลือกตั้ง ’69 ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง

พรรคการเมืองจะมีนโยบายอย่างไร เมื่อไทยใช้งบน้ำท่วมน้ำแล้งปีละหลายหมื่นล้านบาท แต่ยังเกิดน้ำท่วมหนัก น้ำแล้งจัด แทบทุกปี

#DataDrivenPolicyคำถามนี้นักการเมืองต้องตอบ ชวนเปิดไพ่ ใช้ข้อมูลนำทาง กับไพ่  The Temperance การบริหารจัดการน้ำ

#เลือกตั้ง69 ครั้งนี้ พรรคการเมืองมาพร้อมนโยบายมากมายสารพัดและแตกต่างกันไป Rocket Media Lab ขอเชิญชวนนักการเมืองทุกพรรค รวมไปถึงประชาชนทุกคน ทั้งผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้ง หรือยังไม่มี มาร่วมกันคลี่ปมปัญหา 12 ประเด็นของประเทศไทย ว่ามีอะไรซุกซ่อนอยู่บ้าง ผ่าน ‘ไพ่ทาโรต์’ ชุดพิเศษที่จัดทำขึ้น ที่จะมาพร้อมทั้งประเด็นปัญหา ชุดคำถามสำคัญที่จะพาเราไปหาทางออก และข้อมูลที่จะนำไปสู่การออกแบบนโยบายเพื่อแก้ปัญหานั้น

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศส่งผลให้น้ำท่วมรุนแรงขึ้น

ประเทศไทยประสบอุทกภัยนับครั้งไม่ถ้วน และกลายเป็นภัยพิบัติประจำปีไปแล้ว โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ในช่วงปี 2543-2562 มีภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ 146 ครั้ง ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 138 คน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเฉลี่ยปีละ 2.8 แสนล้านบาท ซึ่งภาวะโลกร้อนส่งผลให้คาดการณ์การเกิดขึ้นและระดับความรุนแรงของสภาพอากาศได้ยากขึ้นเรื่อยๆ จากรายงานแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ เมื่อปี 2568 สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คาดการณ์ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอีก 20 ปีข้างหน้าว่า ปริมาณน้ำสูงสุดเฉลี่ยรายปีมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยจํานวนวันที่ฝนตกในช่วงฤดูฝนมีจํานวนเท่าเดิม แต่ปริมาณน้ำฝนที่ตกในแตละครั้งมีปริมาณมากขึ้น และมีช่วงการกระจายตัวในวงแคบ ทําให้มีแนวโน้มจะเกิดพื้นที่ที่มีโอกาสเสี่ยงในการเกิดภัยแล้งเป็นพื้นที่กว้างกว่าพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในการเกิดอุทกภัย

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาความเปราะบางต่อน้ำท่วมและภัยแล้งของประเทศไทยจากปัจจัยความอ่อนไหวต่างๆ พบว่า ประเทศไทยมีพื้นที่เปราะบางและเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยรวม 24,163,537 ไร่ คิดเป็น 7.53% ของพื้นที่ทั้งประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ราบลุ่ม ขณะที่จะมีพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้ง รวม 123,751,221 ไร่ คิดเป็น 38.59% ของพื้นที่ทั้งประเทศ

สำหรับแนวโน้มในการเกิดน้ำท่วมในช่วง 10 ปีข้างหน้า (ปัจจุบัน – พ.ศ 2578) กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม คาดการณ์จากการวิเคราะห์แบบจำลองภูมิอากาศ 2 กรณี คือ กรณีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับปานกลาง และกรณีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง พบว่า กรณีมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับปานกลาง 10 จังหวัดที่คาดว่าจะเกิดน้ำท่วมรุนแรง ได้แก่ 1) ตาก 2) หนองคาย 3)  บีงกาฬ 4)  น่าน 5) แม่ฮ่องสอน 6) พะเยา 7) แพร่ 8) ตราด 9) เชียงใหม่ 10) นครพนม กรณีมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง 10 จังหวัดที่คาดว่าจะเกิดน้ำท่วมรุนแรง ได้แก่ 1) ตาก 2) เพชรบุรี 3) มุกดาหาร 4) นครพนม 5) อุทัยธานี 6) ประจวบคีรีขันธ์ 7) ตราด 8) ราชบุรี 9) เชียงใหม่ 10) กาญจนบุรี

น้ำท่วม-น้ำแล้งไม่เพียงส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวไปจนถึงระบบสาธารณสุข ด้วยเหตุนี้จึงนำมาสู่คำถามว่า แผนบริหารจัดการน้ำของไทยจะสามารถรับมือกับสภาพอากาศแปรปรวนที่กำลังดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่องบบริหารจัดการน้ำ 3 ปีที่ผ่านมา ใช้ไปกับการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง 59,037.36 ล้านบาท หรือ 16.94% ของงบจัดการน้ำทั้งหมด

ด้วยเหตุที่น้ำท่วมเป็นภัยพิบัติที่ประเทศไทยเผชิญซ้ำซาก ภาครัฐจัดสรรงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนับตั้งแต่มหาอุทกภัย 2554 ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายกว่า 23,839.21 ล้านบาท พื้นที่การเกษตรเสียหายกว่า 11,798,241 ไร่ และการออกพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ที่มีเป้าหมายเพื่อรวมศูนย์การบริหารจัดการน้ำทั่วประเทศ ภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ (ปี พ.ศ. 2561 – 2580) โดยระหว่างปี 2557 ถึง 2559 มีงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำโดยตรงกว่าแสนล้านบาทต่อปี

เมื่อย้อนดูงบประมาณผ่านโครงการด้านทรัพยากรน้ำจากคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปีงบประมาณ 2566 ถึง 2568 พบว่า จากงบประมาณรวม 348,433.48 ล้านบาท  เมื่อจำแนกตามลักษณะงาน พบว่าเป็นการใช้งบเพื่อก่อสร้างมากที่สุด 215,432.73 ล้านบาท คิดเป็น  61.83% ของงบทั้งหมด อันดับ 2 งบเพื่อการซ่อมแซมบำรุงรักษา 106,521.31 ล้านบาท คิดเป็น 30.57% อันดับ 3 การซื้อที่ดิน ค่าทดแทน ค่ารื้อย้ายในการจัดหาที่ดิน 10,400.52 ล้านบาท คิดเป็น 2.98% อันดับ 4 อนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำ 5,549.55 ล้านบาท  คิดเป็น 1.59%  และอันดับ 5 บริหารจัดการ 4,920.17 ล้านบาท คิดเป็น 1.41% ส่วนที่เหลือเป็นงานด้านอื่นๆ ได้แก่ วางแผน 0.45%  เก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล 0.35%  ซื้ออุปกรณ์-ยานพาหนะ 0.33% พัฒนาพื้นที่ชุมชน 0.25% พัฒนาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เท่ากับปลูกป่า-พืช 0.10% และ พัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ 0.03%

นอกจากนี้เมื่อจำแนกงบจัดการน้ำตามกิจกรรมเป็นประเภทต่างๆ พบว่า มีงบก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งมากที่สุด 59,037.36 ล้านบาท คิดเป็น 16.94% ของงบทั้งหมด อันดับ 2 ระบบระบายน้ำ 47,418.90 ล้านบาท คิดเป็น 13.61% อันดับ 3 อ่างเก็บน้ำ 37,052.51 ล้านบาท คิดเป็น 10.63% อันดับ 4 การสูบน้ำ 25,680.82 ล้านบาท คิดเป็น 7.37% อันดับ 5 ฝาย 23,924.28 ล้านบาท คิดเป็น 6.87% กิจกรรมอื่นๆ ที่งบประมาณมากกว่า 10,000 ล้านบาทได้แก่ ป้องกันน้ำท่วมชุมชน 16,965.87 ล้านบาท คิดเป็น 4.87% การประปา 16,650.54 ล้านบาท คิดเป็น 4.78% ขุดลอก 14,437.15 ล้านบาท คิดเป็น 4.14% ค่าซื้อที่ดินและอนุรักษ์ดิน 10,825.20 ล้านบาท คิดเป็น 3.11% แหล่งเก็บน้ำทางชลประทานอื่นๆ นอกจากเขื่อน ฝาย อ่างเก็บน้ำ 10,498.18 ล้านบาท คิดเป็น 3.01%

จากข้อมูลงบประมาณบริหารจัดการน้ำในปี 2566-2568 สะท้อนให้เห็นว่านโยบายของรัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ เป็นหลัก โดยเฉพาะเขื่อนป้องกันตลิ่งที่กระจายอยู่ตามแม่น้ำสาขาทั่วประเทศ และแม่น้ำโขงซึ่งไหลผ่านหลายจังหวัด ขณะเดียวกันงบที่ใช้ไปกับการซ่อมแซมก็เป็นการปรับปรุงโครงสร้างชลประทานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเขื่อน ประตูระบายน้ำ อ่างเก็บน้ำ ในทางกลับกันงบที่เกี่ยวข้องกับการเตือนภัย บันทึกข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลมีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับงบประมาณด้านอื่นๆ

ด้วยงบประมาณหลายหมื่นล้านบาทของการบริหารจัดการน้ำใน 3 ปีที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า ไทยให้ความสำคัญกับการควบคุมทิศทางของน้ำ การป้องกันด้วยการก่อแนวกำแพงให้สูงขึ้น ปรับปรุงการทางระบายน้ำ แต่น้ำท่วมสัมพันธ์โดยตรงกับความผันผวนของสภาพอากาศ ดังเช่น ปรากฏการณ์ลานีญาที่นำมาซึ่งปริมาณน้ำฝนที่มากกว่าปกติ ลักษณะการกระจุกตัวของฝนที่เปลี่ยนไป ลำน้ำหลายสายมีสิ่งกีดขวางเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนปัจจัยอื่นๆ ที่ซับซ้อนกว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เราเคยชิน เช่น การเกิดระเบิดฝน (Rain Bomb) ซึ่งมีลักษณะตกสั้นๆ แต่ตกหนักในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งถี่มากขึ้น

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อรัฐจ่ายเงินใช้งบกลางเยียวยาน้ำท่วมสูงขึ้นทุกปี

นอกจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่จัดสรรให้กับหน่วยงานต่างๆ แล้ว งบที่เกี่ยวกับน้ำท่วมยังมีงบประมาณรายจ่ายงบกลาง ซึ่งจัดสรรเพิ่มเติมจากงบประมาณของหน่วยงานรับงบประมาณ ภายใต้รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นที่มีเป้าหมายในการสร้างความคล่องตัวในกรณีที่ต้องรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดหมายได้ ผ่านการอนุมัติให้ใช้จ่ายโดยคณะรัฐมนตรี โดยงบกลางแต่ละปีจะผ่านการพิจารณาของรัฐสภาเฉพาะกรอบวงเงินเท่านั้น

จากข้อมูลของสำนักงบประมาณของรัฐสภา จะเห็นว่ามีการใช้งบกลางเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ดังนี้

ปีงบประมาณ 2560  จำนวน 12,500 ล้านบาท

ปีงบประมาณ 2561 จำนวน 18,407.71 ล้านบาท

ปีงบประมาณ 2562 จำนวน 16,061.53 ล้านบาท

ปีงบประมาณ 2563 จำนวน 23,271.87 ล้านบาท

ปีงบประมาณ 2564 จำนวน 2,070.99 ล้านบาท

ปีงบประมาณ 2565 จำนวน 2,567.32 ล้านบาท

ปีงบประมาณ 2566 จำนวน 22,953.39 ล้านบาท

ปีงบประมาณ 2567 จำนวน 22,967.75 ล้านบาท

ปีงบประมาณ 2568 จำนวน 21,581.50 ล้านบาท

ปีงบประมาณ 2569 จำนวนอย่างน้อย 10,787 ล้านบาท

หากเรายังใช้งบประมาณด้วยวิธีเดิมอยู่ต่อไป และยังต้องจ่ายเงินเยียวยาผลกระทบมากขึ้นเป็นวงจรเช่นนี้ โดยไม่ทบทวนผลลัพธ์ ก็อาจหมายความว่า แทนที่งบประมาณของประเทศจะถูกนำไปใช้พัฒนาด้านอื่นๆ ที่สำคัญไม่แพ้กันก็ต้องมาใช้เพื่อการนี้เป็นประจำทุกปี

รัฐทำอะไรไปแล้วบ้าง

  • ปรับเปลี่ยนโครงสร้างบริหารจัดการด้วยการออกกฎหมายและตั้งหน่วยงานรวมศูนย์การจัดการน้ำ

มหาอุทกภัยในปี 2554 ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายและการจัดสรรงบประมาณการบริหารจัดการน้ําใหม่ หน่วยงานรัฐที่ทำหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรน้ำครบวงจรเปลี่ยนจากกรมทรัพยากรน้ำ สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี 2545 เปลี่ยนมาเป็นสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ที่จัดตั้งโดยรัฐบาล คสช.เมื่อปี 2560 หน่วยงานนโยบายด้านน้ำภายใต้สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อเป็นหน่วยงานกลางด้านน้ำ ซึ่งตัดโอนภารกิจและอัตรากำลังของกรมทรัพยากรน้ำบางส่วนมาไว้ที่นี่ โดยมีพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 เป็นกฎหมายฉบับแรกที่บูรณาการการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เนื้อหาของพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำกำหนดให้สทนช. เป็นหน่วยงานกลางในการกำกับดูแลและจัดทำผังน้ำ มีกำหนดกลไกเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งที่มีคณะกรรมการลุ่มน้ำทำหน้าที่จัดทำแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมน้ำแล้ง

นอกจากนี้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ยังระบุถึงการจัดการน้ำไว้ในมาตรา 258 ว่า “ให้มีระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และยั่งยืน โดยคำนึงถึงความต้องการใช้น้ำในทุกมิติ รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม และสภาพภูมิอากาศประกอบกัน” รวมทั้งกำหนดให้รัฐบาลต้องจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี การจัดการน้ำถูกระบุไว้ในยุทธศาสตร์ที่ 5 ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ในปี 2558 รัฐบาล คสช. ประกาศใช้แผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2558-2569 กรอบและแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศครั้งแรก ดำเนินการโดยคณะกรรมการกําหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ต่อมามีการทบทวนเพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ขยายแผนจากเดิม 12 ปีเป็น 20 ปี และเปลี่ยนชื่อเป็นแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) เป็นแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นที่ 19 การบริหารจัดการน้ำทั้งรผ่านการตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำ 22 ลุ่มน้ำเป็นกลไกการจัดการน้ำเชิงพื้นที่ตามระดับลุ่มน้ำ

  • จัดการน้ำด้วยเทคโนโลยีวิศวกรรมโครงสร้างพื้นฐาน เช่น  เขื่อน อ่างเก็บน้ำ โครงการชลประทาน ระบบส่งน้ำ ระบายน้ำ

จนถึงปัจจุบันการจัดการน้ำของรัฐมุ่งเน้นไปที่การใช้เทคโนโลยีวิศวกรรมโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลมีนโยบายพัฒนางานชลประทานขนาดเล็กมาตั้งแต่ปี 2520 เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค และการเกษตร เทคโนโลยีชลประทานยุคนี้ได้แก่ โครงการชลประทาน ระบบส่งน้ำ ระบายน้ำ ระบบชลประทานในแปลงนา และอาคารชลประทาน ขณะที่ผลจากวิกฤติเศรษฐกิจ 2540 ที่ไทยต้องกู้เงินจากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียนนำมาสู่แผนการปฏิรูประบบชลประทาน” (Irrigation Sector Reform-ISR) ประกอบด้วยการจัดการชลประทานแบบมีส่วนร่วม ในโครงการชลประทานขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก ส่วนโครงการขุดลอกคลองหนองน้ําและคลองธรรมชาติ เริ่มในปี พ.ศ. 2535 มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและปรับปรุงแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และอุปโภคบริโภค

จากข้อมูล สารสนเทศโครงการชลประทาน กรมชลประทาน พบว่า งานพัฒนาแหล่งน้ำมีโครงการชลประทาน ซึ่งหมายรวมถึง อ่างเก็บน้ำของกฟผ. อ่างเก็บน้ำ ฝาย ประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า แก้มลิง และอื่นๆ จนถึงปีงบประมาณ 2567 เมื่อแบ่งตามขนาดประกอบด้วย โครงการขนาดใหญ่ 101 โครงการ ขนาดกลาง 882 โครงการ ขนาดเล็ก 21,197 โครงการ รวม 22,180 โครงการ เพิ่มขึ้น 27.57%  เมื่อเทียบกับปี 2557 ซึ่งมีโครงการชลประทานรวม 17,387 โครงการ แบ่งเป็นโครงการชลประทานขนาดใหญ่ 94 โครงการ ขนาดกลาง 671 โครงการ ขนาดเล็ก 16,622 โครงการ

จัดสรรงบประมาณในภาวะฉุกเฉินและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ

งบประมาณที่ใช้ในการชดเชยเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมจากงบกลาง ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายชดใช้เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ซึ่งกระจายให้หน่วยงานระดับกระทรวง และกรม ทั้งส่วนกลางและภูมิภาคนำไปใช้เมื่อมีการประกาศภัยพิบัติ นอกจากนี้ยังมี งบกลางที่เป็น ‘เงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็น’ ซึ่งเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น รัฐบาลจะอนุมัติงบประมาณจากก้อนนี้เพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชนในพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติ

นอกจากนี้ยังมีกฎกระทรวง 2 ฉบับ ภายใต้พ.ร.บ.น้ำแห่งชาติ พ.ศ. 2561 ให้ประชาชนได้รับชดเชยเมื่อรัฐใช้ที่ดิน-สิ่งก่อสร้างแก้น้ำท่วมดังนี้ 1) กฎกระทรวงค่าชดเชยความเสียหายจากการดำเนินการเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม พ.ศ. 2564 2) กฎกระทรวงค่าทดแทนและค่าชดเชยความเสียหายจากการใช้ที่ดินหรือสิ่งก่อสร้างเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้งและภาวะน้ำท่วม พ.ศ. 2564 

โดยสรุปกฎกระทรวงทั้งสองฉบับนิยามว่า ค่าชดเชยความเสียหายหมายถึง เงินที่จ่ายให้แก่ผู้เสียหายเพื่อเป็นค่าชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทรัพย์สินของบุคคลนั้นอันเนื่องมาจากการดำเนินการเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม ซึ่งรวมถึงการใช้ที่ดินหรือสิ่งก่อสร้างเพื่อก่อสร้าง วางสิ่งของ สูบน้ำ หรือระบายน้ำผ่านหรือเข้าไปในที่ดินหรือติดตั้งอุปกรณ์ใดๆ

เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย: พรรคการเมืองของคุณจะรับนโยบายต่อไปนี้หรือไม่

(ข้อเสนอเหล่านี้รวบรวมจากภาคส่วนต่างๆ ในสังคม)

  • การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าแบบบูรณาการ โดยรวบรวมข้อมูลและติดตามจากสถานีวัดน้ำฝนและระดับน้ำในแม่น้ำลำคลอง ปริมาณน้ำในผิวดิน ผนวกกับข้อมูลจากดาวเทียม เพื่อให้การพยากรณ์แม่นยำขึ้น
  • จัดตั้งศูนย์บัญชาการเตือนภัยแห่งชาติ ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และเชื่อมโยงกับระบบเตือนภัยในระดับจังหวัด อำเภอ และชุมชน
  • ผลักดันร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กำหนดให้มีกองทุนที่ประชาชนมีส่วนร่วมในสัดส่วนที่มากกว่าหน่วยงานรัฐ สำหรับดำเนินกิจกรรมเพื่อปรับตัวและรับมือภัยพิบัติ และเป็นกองทุนชดเชยผู้เสียหายหรือผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม เพียงพอ เข้าถึงง่ายและทันท่วงที
  • ระงับการใช้ที่ดินในเขตพื้นที่เสี่ยงเพิ่มเติม และปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนที่ดิน ที่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เพื่อให้รัฐสามารถซื้อที่ดินที่มีความเสี่ยงเกิดภัยพิบัติ เช่น พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก ในราคาที่เป็นธรรม
  • ระบบชดเชยที่เป็นธรรม ปรับเกณฑ์เงินค่าชดเชยประชาชนที่ต้องรับน้ำแทนพื้นที่อื่น และปรับเกณฑ์เงินเยียวยาแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมให้สอดคล้องกับความเป็นจริง
  • เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของทางน้ำอย่างเป็นระบบ ด้วยการสร้างเขื่อน ฝ่าย และแก้มลิง เพื่อเก็บน้ำหรือชะลอการไหลของน้ำในพื้นที่เหมาะสม
  • ปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ เช่น ถนนโดยทำสะพาน (Land Bridge) และการเกลาริมฝั่งแม่น้ำ ดู คลองให้น้ำเดินได้สะดวกไม่มีสิ่งกีดขวาง
  • การแก้ปัญหาน้ำท่วมด้วยแนวทางธรรมชาติ (Nature-based Solutions: NbS) คือการใช้ระบบนิเวศและกระบวนการตามธรรมชาติเพื่อจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดยเน้นการชะลอน้ำ กักเก็บ และดูดซับน้ำแทนการสร้างโครงสร้างคอนกรีตขนาดใหญ่
  • พัฒนาแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน เน้นไปที่การคุ้มครองป่าต้นน้ำ เพื่อลดการพังทลายของดินและเพิ่มการกักเก็บน้ำตามธรรมชาติ

ดูข้อมูลที่นี่: DataDrivenPolicy เลือกตั้ง ’69 ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง [ข้อมูลดิบ]

คุณอาจสนใจ