พรรคการเมืองจะมีนโยบายอย่างไร เมื่อขยะกำลังจะล้นประเทศ มีแค่ 3 จังหวัดเท่านั้นที่กำจัดขยะได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ และเมื่อจะสร้างโรงไฟฟ้าขยะ ก็กลับเพิ่มปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้นไปอีก
#DataDrivenPolicyคำถามนี้นักการเมืองต้องตอบ ชวนเปิดไพ่ ใช้ข้อมูลนำทาง กับไพ่ The Moon เดอะ มูล(ฝอย)
.
#เลือกตั้ง69 ครั้งนี้ พรรคการเมืองมาพร้อมนโยบายมากมายสารพัดและแตกต่างกันไป Rocket Media Lab ขอเชิญชวนนักการเมืองทุกพรรค รวมไปถึงประชาชนทุกคน ทั้งผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้ง หรือยังไม่มี มาร่วมกันคลี่ปมปัญหา 12 ประเด็นของประเทศไทย ว่ามีอะไรซุกซ่อนอยู่บ้าง ผ่าน ‘ไพ่ทาโรต์’ ชุดพิเศษที่จัดทำขึ้น ที่จะมาพร้อมทั้งประเด็นปัญหา ชุดคำถามสำคัญที่จะพาเราไปหาทางออก และข้อมูลที่จะนำไปสู่การออกแบบนโยบายเพื่อแก้ปัญหานั้น

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อคนไทยผลิตขยะคนละ 1.15 กก./คน/วัน หรือ 420 กิโลกรัม/คน/ปี และจำนวนขยะเพิ่มมากขึ้นทุกปี
สถานการณ์ขยะมูลฝอยของประเทศไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2563–2567) มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 ปริมาณขยะรวมพุ่งสูงถึง 27.2 ล้านตัน หากเฉลี่ยต่อคน จะพบว่าคนไทยผลิตขยะ 1.15 กิโลกรัม/คน/วัน หรือ 420 กิโลกรัม/คน/ปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่อัตราการเกิดขยะอยู่ที่ 1.12 กิโลกรัมต่อวัน
แม้ภาครัฐจะพยายามผลักดันนโยบายลดขยะมาโดยตลอด แต่ในทางปฏิบัติ ปริมาณขยะกลับไม่ลดลง ข้อมูลจากรายงานสถานการณ์สถานที่กําจัดขยะมูลฝอยชุมชนของประเทศไทย ปี 2567 โดยกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่ายังมีขยะที่กำจัดไม่ถูกต้องสูงถึง 17,173 ตันต่อวัน แม้สัดส่วนการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์จะดูเหมือนเพิ่มขึ้นจาก 34% ในปี 2566 เป็น 39% ในปี 2567 แต่ตัวเลขนี้เป็นเพียงประสิทธิภาพในการจัดเก็บและขนส่ง (Collection Efficiency) เท่านั้น ไม่ได้สะท้อนถึงการกำจัดขยะให้หมดไปแบบ 100% ส่วนการลดขยะที่ต้นทางยังไม่บรรลุเป้าหมายเท่าที่ควร
การแก้ปัญหาในปี 2568 และปีต่อๆ ไป จึงต้องเน้นไปที่การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดกับผู้ผลิต (EPR) เพื่อลดบรรจุภัณฑ์ตั้งแต่ต้นทาง และปรับปรุงระบบกำจัดให้ได้มาตรฐานสุขาภิบาลทั่วประเทศ เพื่อลดวิกฤตขยะล้นเมืองจะยังคงเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี และส่งผลกระทบระยะยาวต่อระบบนิเวศของประเทศไทย

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อ มีแค่ 3 จังหวัดเท่านั้นที่กำจัดขยะได้ 100%
แม้ภาพรวมในปี 2567 ประเทศไทยจะนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ได้เพิ่มขึ้นเป็น 39% แต่ในความเป็นจริงมีเพียงกรุงเทพมหานคร ภูเก็ต และนนทบุรี เท่านั้นที่สามารถกำจัดขยะได้ครบ 100% ทว่าความสำเร็จนี้ยังมีความเสี่ยงแฝงอยู่ ตัวอย่างเช่น จากรายงานของกรมควบคุมมลพิษ พบว่า กทม. ผลิตขยะสูงถึง 12,847 ตันต่อวันในปี 2567 แต่ใช้วิธีจ้างเอกชนขนส่งไปฝังกลบในพื้นที่จังหวัดข้างเคียง ในพื้นที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม และอำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งกระบวนการนี้ทำให้ กทม. สะอาดและไร้ขยะตกค้าง หรือภูเก็ตที่แม้จะกำจัดได้ครบถ้วน แต่ระบบเตาเผาเริ่มแบกรับปริมาณขยะจากนักท่องเที่ยวไม่ไหวจนเกิดขยะตกค้างสะสม ส่วนนนทบุรีก็ยังเผชิญความท้าทายเรื่องขยะติดเชื้อตกค้างจำนวนมาก สะท้อนว่าแม้แต่จังหวัดที่จัดการได้ดีที่สุดก็ยังติดกับดักการพึ่งพาระบบปลายทางและการผลักภาระออกนอกพื้นที่
ในทางกลับกัน พื้นที่ภูมิภาคส่วนใหญ่กำลังเผชิญวิกฤตการกำจัดที่ไม่ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาล โดยเฉพาะ จันทบุรี ปราจีนบุรี และลพบุรี ที่มีสัดส่วนการกำจัดขยะไม่ถูกต้องสูงถึง 70-86% ของปริมาณขยะที่เกิดขึ้น ที่น่าตกใจกว่านั้นคือบางจังหวัดอย่างระนองและสุราษฎร์ธานี มีสถิติการกำจัดขยะที่ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาลเป็นศูนย์ หมายความว่าขยะที่เหลือจากการคัดแยกจะถูกนำไปเทกองหรือเผาในที่โล่งทั้งหมด ตอกย้ำถึงปัญหาการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานระดับท้องถิ่นที่รุนแรงและขัดแย้งกับสถิติการจัดการขยะในระดับประเทศ

จะแก้ป้ญหาอย่างไร เมื่อมีประเทศไทยมีบ่อฝังกลบเพียง 72 แห่ง และการกำจัดขยะกว่า 85.9% ในประเทศคือการเทกอง
ปัจจุบันประเทศไทยมีสถานที่กำจัดขยะและสถานีขนถ่ายรวมทั้งสิ้น 2,091 แห่ง หากไม่รวมสถานีขนถ่ายจะมีสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยทั้งหมด 2,057 แห่งทั่วประเทศ มีสถานที่ที่ดำเนินการได้ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาลเพียง 120 แห่ง หรือคิดเป็น 5.8% เท่านั้น ขณะที่สถานที่ส่วนใหญ่ถึง 1,768 แห่ง หรือกว่า 85.9% ในประเทศยังคงใช้วิธีเทกอง (Open Dumping) ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้องแต่ได้รับความนิยมเพราะต้นทุนต่ำ ส่งผลให้เกิดภูเขาขยะสะสมกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค และในจำนวนสถานที่เทกองเหล่านี้เป็นสถานที่ของภาครัฐที่มีจำนวนสูงถึง 1,580 แห่ง
จากการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ไฟไหม้บ่อขยะที่ผ่านพบว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ.2556-2558 ประเทศไทย มีเหตุการณ์ไฟไหม้บ่อขยะทั้งสิ้น 34 ครั้ง ซึ่งกระจายอยู่ในพื้นที่ทุกภาคของประเทศไทย และที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ กรณีการเทกองของบ่อขยะแพรกษา จ.สมุทรปราการ ในเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในปี 2557 ที่ส่งผลให้ควันพิษปกคลุมพื้นที่กว่า 20 กิโลเมตร พื้นที่นี้ยังคงเกิดเพลิงไหม้ซ้ำซากอย่างต่อเนื่อง และข้อมูลจนถึงปี 2567 ก็พบว่าเกิดเพลิงไหม้ที่บ่อขยะแพรกษาอย่างน้อย 3 ครั้ง (ได้แก่ ปี 2557, 2565, และล่าสุดในเดือนมีนาคม 2567) ทุกครั้งที่เกิดเหตุประชาชนในรัศมีใกล้เคียงต้องเผชิญกับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และฝุ่น PM2.5 ที่พุ่งสูงกว่าค่ามาตรฐาน หรือในส่วนของเกาะสมุย ที่เผชิญวิกฤตขยะตกค้างสะสมกว่า 150,000 ตัน จนกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ทำให้เกิดไฟไหม้บ่อขยะบ่อยครั้ง หรือในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่บ่อขยะกลายเป็นจุดเปราะบางเมื่อเกิดอุทกภัย
อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนต้องเปลี่ยนผ่านจากการตามเก็บเพื่อมาเทกอง ไปสู่การสร้างระบบกำจัดแบบรวมศูนย์ที่ได้มาตรฐาน เช่น โรงไฟฟ้าขยะ (WTE) หรือการผลิตเชื้อเพลิงขยะ (RDF) แต่ต้องมาพร้อมกับระบบที่มีการควบคุมมลพิษเข้มงวดเพื่อลดการต่อต้านจากชุมชน ส่วนรัฐเองก็จำเป็นต้องเร่งกระจายงบประมาณเพื่อยกระดับบ่อเทกองของท้องถิ่นกว่า 1,580 แห่งให้ได้มาตรฐาน หากปล่อยให้การเทกองยังเป็นวิธีหลักต่อไป ประเทศไทยจะไม่สามารถหลุดพ้นจากวงจรภูเขาขยะล้นเมืองได้เลย

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อโรงไฟฟ้าขยะสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบต่อสุขภาพแก่คนในชุมชน
นโยบายการสร้างโรงไฟฟ้าขยะ (Waste-To-Energy: WTE) ที่ภาครัฐหวังใช้เป็นทางออกแก้วิกฤตขยะล้นประเทศ ก็กำลังเผชิญปัญหาจากเรื่องความโปร่งใสและสิทธิมนุษยชน สาเหตุมาจากการใช้ช่องว่างกฎหมายอย่างคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 เพื่อยกเว้นผังเมือง และการซอยย่อยขนาดโรงไฟฟ้าให้ไม่เกิน 10 เมกะวัตต์เพื่อเลี่ยงการทำ EIA (รายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม) โดยใช้เพียงประมวลหลักการปฏิบัติ (CoP) ที่เข้มงวดน้อยกว่าแทน ส่งผลให้โรงไฟฟ้าขยะสามารถตั้งในพื้นที่สีเขียว เขตเกษตรกรรม หรือเขตชุมชนที่มีข้อกำหนดห้ามตั้งโรงไฟฟ้าและโรงงานขยะ ความไม่โปร่งใสนี้นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงกับชุมชนโดยรอบที่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากสารไดออกซินและมลพิษทางอากาศ
ขณะเดียวกันโรงไฟฟ้าขยะของไทยประสบภาวะขยะไม่พอเผาและคุณภาพต่ำ เนื่องจากขยะกว่า 50% หรือบางปีอาจสูงถึง 64% ของขยะทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นขยะอินทรีย์ที่มีความชื้นสูงและค่าความร้อนต่ำ ขณะที่ขยะค่าความร้อนสูงอย่างพลาสติกมักถูกคัดแยกออกไปก่อนถึงโรงงาน ทำให้ระบบเผาไหม้ไม่มีประสิทธิภาพและต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงเสริม (เช่น ถ่านหิน) นอกจากนี้ นโยบายการรวมกลุ่มขยะ (Cluster) ยังล้มเหลวในทางปฏิบัติ เพราะปัญหาค่าขนส่งที่สูงและความขัดแย้งทางการเมืองท้องถิ่น ทำให้มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กว่า 1,099 แห่งไม่เข้าร่วมกลุ่ม ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุนไปไม่สามารถจัดการขยะได้จริงตามเป้าหมาย
ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าขยะทั่วประเทศ 47 แห่ง แต่ในร่างงบประมาณปี 2569 ยังพบโครงการที่เกี่ยวข้องกับขยะมูลฝอยพุ่งสูงถึง 107 โครงการ โดยเป็น “โครงการค่าก่อสร้างระบบการจัดการขยะเพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิง (Refuse derived fuel : RDF) และปุ๋ยอินทรีย์” กระจายไปตามจังหวัดต่างๆ ถึง 35 โครงการ ซึ่งสะท้อนการอัดฉีดงบประมาณสำหรับสร้างโรงไฟฟ้าขยะในอนาคต แต่ทางออกที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากการยกเลิกข้อยกเว้น EIA เพื่อคืนอำนาจการตรวจสอบให้ภาคประชาชน ควบคู่ไปกับการบังคับคัดแยกขยะเปียกจากต้นทาง เพื่อลดความชื้นและเพิ่มประสิทธิภาพในการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานก่อน

รัฐทำอะไรไปแล้วบ้าง
- ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. 4/2559
จากร่างพระราชบัญญัติยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช) และคำสั่งหัวหน้า คสช.บางฉบับที่หมดความจำเป็นและไม่เหมาะสมกับกาลปัจจุบัน พ.ศ…การนำมใาสู่การลงมติในวันที่ 23 ก.ค. 68 โดยผลสรุปจากการลงมติในครั้งนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกือบทั้งหมด เห็นชอบร่วมกัน “ให้การยกเลิกคําสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 มีผลทันทีเมื่อพ.ร.บ.ยกเลิกประกาศ คสช.-คำสั่ง หัวหน้า คสช.ฯ มีผลบังคับใช้”
.
ทั้งนี้ คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 4/2559 นี้ ประกาศและบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2559 โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวฯ ปี 2557 โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในขณะนั้น และมีผลบังคับใช้กับทุกพื้นที่ทั่วประเทศมาจนถึงปัจจุบัน
.
ผลของคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 ทำให้หน่วยงานรัฐสามารถอนุญาตให้ตั้งโรงไฟฟ้าและโรงงานคัดแยกฝังกลบหรือรีไซเคิลขยะบางประเภทได้ โดยได้รับยกเว้นไม่ต้องพิจารณาข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฎหมายผังเมือง ส่งผลให้นับตั้งแต่ปี 2559 มีโรงไฟฟ้าและโรงงานขยะเกิดขึ้นใหม่ในหลายพื้นที่ แม้ว่าเดิมพื้นที่นั้นอาจถูกกำหนดไว้ตามผังเมืองรวมให้เป็นพื้นที่สีเขียว เขตเกษตรกรรม หรือเขตชุมชนที่มีข้อกำหนดห้ามตั้งโรงไฟฟ้าและโรงงานขยะ
- การวาง Roadmap จัดการขยะระดับชาติ
รัฐบาลเริ่มต้นด้วยการผลักดัน Roadmap การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย ซึ่งผ่านความเห็นชอบจาก คสช. เมื่อปี 2557 เน้นการจัดการขยะตกค้างสะสมและการสร้างรูปแบบการจัดการขยะที่ยั่งยืน ต่อมาได้ขยายผลสู่ Roadmap การจัดการขยะพลาสติก ปี 2561-2573 เพื่อเป็นกรอบการทำงานในการเลิกใช้พลาสติกบางประเภทและนำพลาสติกเป้าหมายกลับมาใช้ประโยชน์ 100% ภายในปี 2570
การวาง Roadmap นี้ถือเป็นการเซตแนวทางปฏิบัติให้หน่วยงานทั่วประเทศเดินไปในทิศทางเดียวกัน โดยเน้นทั้งการลดการใช้พลาสติกต้นทาง เช่น เลิกใช้พลาสติกหุ้มฝาขวด และการเพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดปลายทางผ่านความร่วมมือของหลายกระทรวง
- นโยบายโรงไฟฟ้าขยะชุมชน (1 อปท. 1 โรงไฟฟ้า)
ในยุค คสช. มีการชูนโยบายจัดการขยะมูลฝอยเป็นวาระแห่งชาติ โดยตั้งเป้าให้โรงไฟฟ้าขยะ (Waste-To-Energy: WTE) เป็นทางออกหลัก และพยายามผลักดันให้เกิดโครงการโรงไฟฟ้าขยะในระดับท้องถิ่น โดยใช้แนวคิดการรวมกลุ่มพื้นที่จัดการขยะ (Cluster) เพื่อให้มีปริมาณขยะเพียงพอสำหรับเผาผลิตไฟฟ้า
นอกจากนี้ ยังมีการใช้เครื่องมือพิเศษอย่าง คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 เพื่อยกเว้นผังเมืองรวมสำหรับการประกอบกิจการขยะและโรงไฟฟ้า เพื่อเร่งรัดให้การก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะเกิดขึ้นได้รวดเร็วในหลายพื้นที่ แม้จะถูกทักท้วงเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากภาคประชาชนอย่างรุนแรงก็ตาม
- จูงใจด้วยอัตรารับซื้อไฟฟ้า (FiT)
เพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน รัฐบาลได้นำระบบโรงไฟฟ้าขยะเข้าสู่แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) และกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ซึ่งเป็นราคารับซื้อคงที่ตลอดอายุสัญญา (ประมาณ 20 ปี) โดยในปี 2567 มีอัตรารับซื้อจูงใจอยู่ที่ 3.66 – 5.78 บาทต่อหน่วย
มาตรการนี้เปลี่ยนสถานะของขยะจากภาระให้กลายเป็นเชื้อเพลิงมูลค่าสูง ส่งผลให้เอกชนสนใจเข้ามาประมูลโครงการกำจัดขยะร่วมกับ อปท. มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็สร้างความขัดแย้งในพื้นที่เนื่องจากโรงไฟฟ้าขยะบางแห่งเน้นความคุ้มทุนจากการผลิตไฟฟ้าจนละเลยมาตรฐานการควบคุมมลพิษ
- ลงทุนสร้างเตาเผาขยะขนาดใหญ่ (กทม. และหัวเมืองท่องเที่ยว)
ผลักดันเตาเผาขยะเทคโนโลยีสูงในจังหวัดที่มีขยะมหาศาล เช่น กรุงเทพมหานคร ที่มีโครงการเตาเผาขนาด 1,000 ตัน/วัน ทั้งที่อ่อนนุชและหนองแขม มูลค่าโครงการละกว่า 7,330 ล้านบาท เพื่อลดการพึ่งพาการฝังกลบในจังหวัดเพื่อนบ้าน ในขณะที่ ภูเก็ต ก็กำลังเร่งสร้างเตาเผาขยะชุดที่ 2 และเตาเผาขยะชุดที่ 3 เพื่อรองรับขยะจากนักท่องเที่ยวที่พุ่งสูงเกินขีดความสามารถเดิม และอีกกว่า 87 โครงการที่ปรากฎในร่างงบประมาณ 2569 แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นโครงการเหล่านี้ยังติดปัญหากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ล่าช้า และความกังวลของชุมชนรอบข้างเกี่ยวกับฝุ่นละอองและสารพิษจากการเผา
- นโยบายงดพลาสติกใช้ครั้งเดียว (Single-use Plastic)
รัฐออกนโนบายละ ละ เลิกใช้พลาสติก 7 ประเภทหลัก แบ่งเป็นระยะแรกในปี 2562 (พลาสติกหุ้มฝาขวด, ไมโครบีด) และระยะที่สองในปี 2565 (ถุงหูหิ้วแบบบาง, กล่องโฟม, แก้วและหลอดพลาสติก) ภายใต้โรดแมปจัดการขยะพลาสติก และยังเชิญชวนร้านค้า ห้างสรรพสินค้า สมาคมการค้า และผู้ผลิตพลาสติกเข้าร่วมแคมเปญลดการใช้ถุงพลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง โดยเป้าหมายสูงสุดคือการนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ให้ได้ 100% ภายในปี 2570 ซึ่งหากสำเร็จตามแผนจะช่วยประหยัดพื้นที่ฝังกลบได้กว่า 2,500 ไร่ ลดงบประมาณการจัดการขยะได้ปีละ 3,900 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 1.2 ล้านตัน CO2 ต่อปี
นโยบายนี้สามารถลดปริมาณขยะถุงพลาสติกได้มากกว่า 2 พันล้านใบในช่วงปี 2561-2562 อย่างไรก็ตาม ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ปริมาณขยะพลาสติกจากการสั่งอาหารแบบ Delivery กลับพุ่งสูงขึ้นกว่า 60% ทำให้รัฐต้องกลับมาทบทวนมาตรการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นกว่าเพียงแค่การเชิญชวนอาสาสมัคร

เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย: พรรคการเมืองของคุณจะรับนโยบายต่อไปนี้หรือไม่
- ทบทวนนโยบายพลังงานหมุนเวียนที่มุ่งเน้นการสร้างและเพิ่มโรงไฟฟ้าขยะ
- การกำหนดหลักเกณฑ์เรื่องพื้นที่ตั้งใหม่ที่จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
- โรงไฟฟ้าขยะต้องทำ EIA ทุกขนาด
- มีการประเมินยุทธศาสตร์การบริหารจัดการขยะในภาพรวม และกำหนดการมีโรงไฟฟ้าขยะเท่าที่จำเป็น
- ต้องมีการออกกฎหมายการเปิดเผยการปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (PRTR) รวมถึงค่ามาตรฐานสารมลพิษจากโรงไฟฟ้าขยะให้ครอบคลุม
- การกำหนดการใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและหลักประกันในการตรวจสอบควบคุมของหน่วยงานรัฐและมีส่วนร่วมจากชุมชน
ดูข้อมูลที่นี่: #DataDrivenPolicy เลือกตั้ง ’69 ปัญหาขยะมูลฝอย [ข้อมูลดิบ] – Rocket Media Lab
























