Connect with us

Hi, what are you looking for?

politics

#DataDrivenPolicy เลือกตั้ง ’69 ปัญหาสแกมเมอร์

พรรคการเมืองจะมีนโยบายอย่างไร เมื่อคดีสแกมเมอร์พุ่งเฉลี่ย 892 เรื่องต่อวัน และสร้างความเสียหายรวมกว่า 2.4 หมื่นล้านบาท และไทยกลายเป็นศูนย์กลางการฟอกเงินสแกมเมอร์ในภูมิภาค

#DataDrivenPolicyคำถามนี้นักการเมืองต้องตอบ ชวนมาเปิดไพ่ เพื่อใช้ข้อมูลนำทาง กับไพ่ The Magician – ปัญหาสแกมเมอร์

#เลือกตั้ง69 ครั้งนี้ พรรคการเมืองมาพร้อมนโยบายมากมายสารพัดและแตกต่างกันไป Rocket Media Lab ขอเชิญชวนนักการเมืองทุกพรรค รวมไปถึงประชาชนทุกคนทั้งผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้ง หรือยังไม่มี มาร่วมกันคลี่ปมปัญหา 12 ประเด็นของประเทศไทยว่ามีอะไรซุกซ่อนอยู่บ้าง ผ่าน ‘ไพ่ทาโรต์’ ชุดพิเศษที่จัดทำขึ้น ที่จะมาพร้อมทั้งประเด็นปัญหา ชุดคำถามสำคัญที่จะพาเราไปหาทางออก และข้อมูลที่จะนำไปสู่การออกแบบนโยบายเพื่อแก้ปัญหานั้น 

ปัญหาสแกมเมอร์กลายเป็นวิกฤตสำคัญของสังคมไทย สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจปีละหลายหมื่นล้านบาท และบั่นทอนความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตานานาชาติ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของปัญหานี้ยังไม่ลดลงในระยะสั้น ทั้งจากวิถีชีวิตของผู้คนที่พึ่งพาโลกออนไลน์มากขึ้น ความซับซ้อนของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่พัฒนาเร็วกว่ากลไกรัฐ ตลอดจนข้อจำกัดในการออกแบบระบบป้องกันและปราบปรามที่ยังไม่เท่าทันสถานการณ์ ขณะเดียวกัน ข้อมูลสำคัญที่จำเป็นต่อการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางการเงิน เครือข่าย หรือรูปแบบการกระทำความผิด ยังคงกระจัดกระจาย เข้าถึงได้จำกัด แม้กระทั่งข้อมูลต่างๆ ที่จะทำให้สามารถแก้ไขปัญหานี้จากต้นตอได้ก็ยังคงเป็นความลับดำมืดอยู่ ปัญหานี้ยังมีคำถามหรือข้อมูลอะไรบ้างที่พรรคการเมืองจะต้องตอบให้ได้เพื่อที่จะนำไปสู่การออกแบบนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหานี้

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อมูลค่าความเสียหายสูง แต่การอายัดเงินทำได้เพียง 1%

สถิติความเสียหายสะสม วันที่ 1 มกราคม – 22 ธันวาคม 2568 ที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline ระบุว่า มีมูลค่าความเสียหายสะสมกว่า 24,774 ล้านบาท แต่รัฐสามารถอายัดบัญชีได้ทันการณ์ก่อนที่คนร้ายจะโอนเงินออกเพียงร้อยละ 1 หรือประมาณ 295 ล้านบาทเท่านั้น สะท้อนถึงความล่าช้าในการสกัดกั้นเส้นทางการเงินของคนร้าย

สถานการณ์อาชญากรรมออนไลน์ในประเทศไทยเข้าสู่ภาวะวิกฤตที่ต้องการมาตรการแก้ไขเชิงนโยบายอย่างเร่งด่วน โดยรายงานจาก The Global Anti-Scam Alliance (GASA) ในปื 2567 ระบุว่าประเทศไทยมีมูลค่าความเสียหายเฉลี่ยต่อบุคคลสูงถึง 37,000 บาทต่อปี จัดอยู่ในอันดับ 9 ของโลก ตอกย้ำความรุนแรงของภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อข้อมูลส่วนตัวคนไทยรั่วไหลสู่ดาร์กเว็บกว่า 41%

รายงานประจำปี 2567 จาก Whoscall ระบุว่า 41% ของข้อมูลส่วนตัวคนไทย รั่วไหลสู่ดาร์กเว็บและดีพเว็บ โดยข้อมูลที่รั่วไหลมากที่สุดคืออีเมล (97%) และเบอร์โทรศัพท์ (88%) ซึ่งอาจมีข้อมูลเช่น วันเดือนปีเกิด ชื่อนามสกุล พาสเวิร์ด รวมถึงข้อมูลอื่นๆ หลุดร่วมไปด้วย ทำให้มิจฉาชีพเข้าถึงเป้าหมายได้แม่นยำ นอกจากนี้รายงานยังระบุว่า ไทยพบสายโทรศัพท์และ SMS หลอกลวงรวมสูงถึง 168 ล้านครั้ง แบ่งเป็นโทร 38 ล้านครั้ง และ SMS 130 ล้านครั้ง

การรั่วไหลของข้อมูลในวงกว้างนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิทธิส่วนบุคคล แต่ยังเป็น ‘ฐานข้อมูล’ ที่ช่วยให้มิจฉาชีพสามารถทำ Social Engineering หรือการหลอกลวงแบบเจาะจงรายบุคคลได้อย่างแนบเนียน โดยการใช้ข้อมูลระบุตัวตนจริงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกดดันเหยื่อ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออัตราความสำเร็จในการโจรกรรมทางการเงิน ทั้งยังเปิดช่องโหว่ให้เกิดการสวมรอยอัตลักษณ์ (Identity Theft) เพื่อลักลอบเข้าถึงการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น การทำธุรกรรมทางการเงินได้

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อสแกมเมอร์เปลี่ยนไปใช้คริปโตเพื่อฟอกเงิน

รายงาน State of Scams in Thailand 2025 โดย GASA สะท้อนถึงจุดเปลี่ยนผ่านของอาชญากรรมไซเบอร์ที่มุ่งหน้าสู่การใช้สินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเป็นระบบ แม้การโอนผ่านธนาคารยังคงเป็นช่องทางหลักที่สแกมเมอร์ใช้รับเงิน โดยพบสูงถึง 73% แต่ยังพบสัดส่วนการใช้ Digital/e-Money ถึง 21% และระบบการโอนเงินระหว่างบุคคล (Peer-to-peer) พบ 12% ชี้ให้เห็นว่ามิจฉาชีพสามารถช่องทางเหล่านี้เป็นสะพานเชื่อมเพื่อนำเงินจากระบบธนาคารปกติเข้าสู่กระดานเทรดคริปโตเคอร์เรนซี การเปลี่ยนผ่านนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อฟอกเงินและอำพรางเส้นทางการเงินอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเมื่อเงินถูกแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลแล้ว โอกาสในการอายัดและติดตามเงินคืนโดยเจ้าหน้าที่จะทำได้ยากกว่าระบบธนาคารแบบเดิมหลายเท่า

ทั้งนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดผู้ถือหุ้น ผู้ได้รับผลประโยชน์ การเคลื่อนย้ายข้ามแพลตฟอร์ม ธุรกรรมน่าสงสัย แพตเทิร์นความเสี่ยง และประวัติการร้องเรียน เป็นข้อมูลที่กระจัดกระจายแยกส่วนไปตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน หากไม่มีระบบแบ่งปันข้อมูล จะทำให้การติดตามเส้นทางเงินผิดกฎหมายในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อประชาชนเผชิญหน้ากับกลโกงออนไลน์เฉลี่ยทุกสองวัน

รายงาน State of Scams in Thailand 2025 โดย GASA สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์วิกฤตที่ผู้ใหญ่ชาวไทยกว่า 72% ต้องเผชิญกับกลโกงอย่างหนัก โดยเฉลี่ยสูงถึง 172 ครั้งต่อคนต่อปี หรือเทียบเท่ากับการถูกหลอกลวงทุกๆ สองวัน ซึ่งช่องทางหลักที่มิจฉาชีพใช้เข้าถึงเหยื่อคือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยมอย่าง Facebook (66%) และ TikTok (32%) สอดคล้องกับสถิติการรับแจ้งคดีออนไลน์บนเว็บไซต์ Thaipoliceonline ในปี 2568 ที่พบยอดคดีสะสมพุ่งสูงถึง 318,918 เรื่อง โดยมีค่าเฉลี่ยการแจ้งความสูงถึง 892 เรื่องต่อวัน ตอกย้ำให้เห็นว่าไทยกำลังเผชิญกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่รุนแรงและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกวัน

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อช่องโหว่กฎหมายเอื้อให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการฟอกเงิน

ประเทศไทยมีโครงสร้างของกฎหมายและการเงินที่เอื้อให้เงินผิดกฎหมายสามารถซ่อนตัวและหมุนเวียนได้อย่างเป็นระบบ จุดอ่อนสำคัญคือการขาดระบบข้อมูล “ผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง” (Ultimate Beneficial Owner: UBO) ที่บังคับใช้ได้จริง เพราะเวลานี้ แม้จะมีการตรวจสอบลูกค้า (CDD/KYC) แต่ข้อมูล UBO ยังกระจัดกระจาย ไม่ครบถ้วน และไม่ถูกอัปเดต โดยเฉพาะในกรณีที่มีการใช้โครงสร้างบริษัทหลายชั้น หรือนิติบุคคลในต่างประเทศเป็นตัวกลาง ซึ่งทำให้รัฐไม่สามารถระบุได้ว่า “ใครคือผู้ควบคุมหรือได้ประโยชน์จากเงินนั้นจริง” การไม่มีทะเบียน UBO แบบรวมศูนย์และบังคับรายงานตามกฎหมาย ทำให้การบังคับใช้กฎหมายการฟอกเงินฯ อ่อนแอ เพราะรัฐไม่สามารถตรวจสอบไขว้หรือเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สถานการณ์นี้เปิดช่องให้การใช้นอมินีดำรงอยู่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการถือหุ้นแทน การทำสัญญากู้ยืมหรือสัญญาจ้างบริหารบังหน้า ซึ่งในทางกฎหมายพิสูจน์ได้ยาก แม้จะเป็นที่รับรู้ในเชิงพฤติกรรมว่ามีการใช้เพื่ออำพรางเจ้าของที่แท้จริง โครงสร้างเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกใช้เป็นฐานพักเงินของทุนเทาและเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ปล่อยเกียร์ว่าง

หัวใจของปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดอำนาจตามกฎหมาย แต่อำนาจที่มี ไม่ผูกพันกับระบบรับผิดรับชอบ การกำกับดูแลสามารถปล่อยเกียร์ว่าง และไม่มีกลไกตรวจสอบผู้กำกับดูแลอีกชั้นหนึ่ง เช่น บทบาทของหน่วยงานกำกับตลาดทุน ซึ่งกฎหมายตลาดหลักทรัพย์กำหนดอำนาจหน้าที่ชัดเจนในการกำกับ ดูแล สืบสวน และสอบสวนการกระทำที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย รวมถึงการใช้ตลาดทุนและธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นทางผ่านในการฟอกเงิน กฎหมายให้อำนาจเรียกเอกสาร เรียกบุคคลมาให้ถ้อยคำ และส่งเรื่องต่อพนักงานสอบสวนหรืออัยการได้โดยตรง แต่ในทางปฏิบัติ กลับไม่เห็นการใช้เครื่องมือเหล่านี้อย่างเชิงรุก ทันท่วงที เทียบกับความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้น 

ระบบกฎหมายไทยยังไม่มีกรอบความรับผิดที่ชัดเจนต่อกรณีที่หน่วยงานกำกับไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือปล่อยให้มาตรการสำคัญ เช่น การบังคับใช้ Travel Rule ที่ยังไม่เกิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น การขาดการรายงานต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ ทำให้สังคมไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าอำนาจที่มีถูกนำมาใช้มากน้อยเพียงใด การออกแบบนโยบายจึงต้องกำหนดความรับผิดชอบให้หน่วยงานต่างๆ ต้องเชื่อมข้อมูลกับตำรวจ ปปง. ดีเอสไอ และ ธปท. ในรูปแบบโปร่งใสและเรียลไทม์ พร้อมทั้งต้องเปิดให้สาธารณะมีส่วนร่วมมากขึ้นในการรายงานเบาะแสสแกมเมอร์และการฟอกเงิน รายงานความคืบหน้าและผลลัพธ์ต่อสาธารณะอย่างเป็นระบบ ทั้งจำนวนคดีที่สืบสวน ระยะเวลาอายัดเงิน เงินที่คืนให้ผู้เสียหาย รายชื่อและสถิติของผู้ให้บริการทุกรูปแบบที่มีหน้าที่ทำตามกฎหมายฟอกเงินและถูกลงโทษฐานบกพร่องในการทำ KYC/CDD หรือไม่รายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย และสถานะการดำเนินคดี เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์อย่างแท้จริง ทั้งนี้ ต้องทำให้เรื่องอำนาจหน้าที่ ความโปร่งใส และภาระความรับผิด เกิดขึ้นควบคู่กัน เพื่อแก้ปัญหาสแกมเมอร์และการฟอกเงิน ซึ่งเป็นวิกฤตใหญ่ของประเทศได้ 

รัฐทำอะไรไปแล้วบ้าง

  1. การบังคับใช้ พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568
    • ขยายคำนิยามให้ครอบคลุม “กระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัล/บัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์” เพื่อใช้กับการระงับธุรกรรมและการจัดการเส้นทางเงิน
    • ปปง. สามารถตรวจสอบและเสนอคณะกรรมการธุรกรรมให้พิจารณาคืนเงินผู้เสียหายได้ในชั้นฝ่ายบริหารโดยไม่ต้องรอคำพิพากษาศาล
  2. การยกระดับศูนย์ AOC 1441 และ War Room ต่อต้านการฉ้อโกง
    • ยกระดับศูนย์ AOC 1441 ให้เป็น One Stop Service สำหรับรับแจ้งเหตุ วิเคราะห์ข้อมูล และสั่งระงับธุรกรรมทางการเงินอย่างครบวงจร 
    • มีการรวมเจ้าหน้าที่จากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ธนาคาร, กสทช., ปปง., ก.ล.ต., ตำรวจ) มาทำงานร่วมกันในรูปแบบ War Room เพื่อระงับธุรกรรมและจับกุมคนร้ายแบบเรียลไทม์ 
    • ดำเนินโครงการ Money Back เพื่ออายัดเส้นทางเงินที่ผิดปกติและเร่งคืนเงินที่ยึดได้จากมิจฉาชีพส่งคืนให้ผู้เสียหาย 
  3. มาตรการตัดการเชื่อมต่อทางอินเทอร์เน็ต และระบบโทรศัพท์
    • คัดกรองและระงับเบอร์โทรศัพท์ที่มีพฤติกรรมผิดปกติ (เช่น โทรถี่เกินไป) ทันที 
    • มีมาตรการคุมซิมและคุมอุปกรณ์ผิดกฎหมายหลายชุด แต่สแกมเมอร์ปรับตัวด้วยโรมมิ่ง/โครงข่ายข้ามแดน/ดาวเทียม
    • แบนอุปกรณ์ SIM Box หรือ Gateway ผีที่ผิดกฎหมาย และกำหนดให้สายจากต่างประเทศต้องแสดงรหัส +697 หรือ +698 เพื่อแจ้งเตือนประชาชน
    • กสทช. ออกกฎจำกัดการถือครองซิมการ์ด 5 ซิม/คน (แต่มิจฉาชีพได้เปลี่ยนวิธีไปใช้ ซิมการ์ดแบบโรมมิ่ง จากต่างประเทศ หรือใช้ซิมที่ลงทะเบียนในประเทศเพื่อนบ้าน แต่จับสัญญาณบริเวณชายแดนไทย ทำให้ตรวจสอบตัวตนได้ยากขึ้นและไม่อยู่ในฐานข้อมูลการลงทะเบียนของไทย)
  4. ระบบ Biometric และการจัดการบัญชีม้า
    • บังคับใช้ระบบ Biometric Verification โดยต้องสแกนใบหน้าเมื่อมียอดโอนเงินเกิน 50,000 บาทต่อครั้ง หรือมียอดสะสมเกินเกณฑ์ที่กำหนดเพื่อป้องกันมิจฉาชีพโอนเงินจำนวนมาก
    • จัดกลุ่มบัญชีม้าออกเป็น 5 ระดับสี ตามความเสี่ยงเพื่อจำกัดการทำธุรกรรมหรือปฏิเสธการให้บริการ
    • ธนาคารยกเลิกการส่งลิงก์ผ่าน SMS และอีเมลทุกกรณีเพื่อลดโอกาสการถูกหลอกลวง
       
  5. การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน เช่น ศูนย์ข้อมูลกลาง หรือ Data Bureau 
    • ออกแบบศูนย์ข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงข้อมูลจาก กรมสรรพากร, ปปง., ธปท. และ ก.ล.ต. เข้าด้วยกัน เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินของเครือข่ายทุนเทา 
    • กลต. และ ปปง. ร่วมกันทำแคมเปญ Connect the Dots เพื่อแถลงข่าวว่า ได้พยายามเชื่อมโยงข้อมูลเส้นทางการเงินและผู้ถือหุ้นที่แท้จริง
    • ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) แถลงข่าวความร่วมมือ ยกระดับการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อระบุผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Owner: UBO) ให้เข้มข้นขึ้นเพื่อป้องกันการใช้ตัวแทนอำพราง (Nominee) อันนำไปสู่การฟอกเงิน 
  1. มาตรการด้านการเงินและสินทรัพย์ดิจิทัล (ธปท. และ ก.ล.ต.) 
    • ก.ล.ต. อยู่ระหว่างผลักดันเกณฑ์ Travel Rule เพื่อระบุตัวตนผู้รับ-ผู้ส่งในการโอนสินทรัพย์ดิจิทัล  
    • มีการสั่ง ปิดกั้นเว็บไซต์/แอปฯ คริปโตต่างประเทศ ที่ผิดกฎหมายโดยไม่ต้องผ่านศาล
    • ก.ล.ต. สั่งการให้บริษัทจดทะเบียนและบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ตรวจสอบข้อมูลลูกค้าเชิงลึก (Enhanced Due Diligence – EDD) ให้ระบุตัวตนของนิติบุคคลที่เข้ามาถือหุ้นหรือเปิดบัญชีซื้อขาย เพื่อป้องกันการใช้โครงสร้างนอมินีในการฟอกเงิน
  2. การสืบสวนสอบสวนคดี และการอายัดหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
    • ก.ล.ต. ระงับบัญชีม้าไปแล้วราว 45,476 บัญชี ในปี 2568
    • ปปง.มีคำสั่งอายัดทรัพย์ในคดีหลัก ที่อาจเกี่ยวกับการฟอกเงินและเชื่อมโยงเครือข่ายสแกมเมอร์ ในเครือข่ายของ เบน สมิธ และ ยิมเลียก เช่น เฉิน จื้อ, ก๊ก อาน, แตงไทย บ้านมะหิงษ์ และอายัดบัญชีหุ้น BCP หรือหุ้นบางจาก ของ Alpha Chartered ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหม่รายใหญ่ของบางจาก ซึ่งมีผลชั่วคราว 90 วัน และยังไม่มีความคืบหน้าที่ไปถึงต้นตอ
    • ก.ล.ต. สั่งเปรียบเทียบปรับบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่ง เช่น บล.คิงส์ฟอร์ด และ บล.เอเชีย เวลท์ กรณีที่บกพร่องเรื่องเกณฑ์การทำความรู้จักลูกค้า (KYC) และ ปล่อยให้มีการใช้บัญชีม้าหรือนอมินี เข้ามาซื้อขายหุ้น
  1. มาตรการภาษี
    • ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Capital Gains) จากการขายสินทรัพย์ดิจิทัล หากซื้อขายผ่าน ศูนย์ซื้อขายที่ได้รับใบอนุญาตในประเทศไทย (มีผล 1 ม.ค. 68 – 31 ธ.ค. 72) เพื่อจูงใจให้นักลงทุนเลิกใช้แพลตฟอร์มเถื่อนและเข้าสู่ระบบที่ต้องทำตามกฎหมายฟอกเงินของไทย
  2. การเพิ่มบทลงโทษทางอาญา
    • กำหนดโทษทั้งจำและปรับสำหรับสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจที่ละเลยไม่ปฏิเสธการเปิดบัญชี หรือไม่ระงับธุรกรรมของบุคคลที่มีชื่ออยู่ในบัญชีดำ (Blacklist)
    • ลงโทษผู้ที่ซื้อขายหรือจดทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์ไม่ถูกต้อง โดยเล็งเห็นว่าจะนำไปใช้ในการกระทำผิด
    • ลงโทษผู้ที่เก็บรวบรวม เปิดเผย หรือซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล (รวมถึงข้อมูลผู้ที่ถึงแก่กรรม) เพื่อใช้ในอาชญากรรมเทคโนโลยี

เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย: พรรคการเมืองของคุณจะรับนโยบายต่อไปนี้หรือไม่

  1. เร่งออกมาตรการป้องกันให้สถาบันการเงินและค่ายมือถือปฏิบัติตาม หากละเลยต้องร่วมรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชน 
  2. ใช้กฎ Travel Rule กับคริปโตอย่างเข้มงวด บังคับระบุตัวตนผู้ส่งและผู้รับเงินในธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลทุกประเภท เพื่อสกัดกั้นการฟอกเงินของแก๊งสแกมเมอร์  
  3. มาตรการ “3 ตัด” ตามแนวชายแดน ดำเนินการตัดไฟฟ้า ตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต และตัดการขนส่งน้ำมัน ในพื้นที่ต้องสงสัยว่าเป็นที่ตั้งของ Scam Center ตามแนวชายแดน
  4. ปิดเส้นทางธรรมชาติ กลับมาเข้มงวดในการปิดเส้นทางธรรมชาติ เพื่อป้องกันการหลอกลวงพาคนไทยข้ามไปกัมพูชา และการลักลอบหนีเข้า-ออกประเทศอย่างผิดกฎหมาย
  5. ลงโทษเด็ดขาดขบวนการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล เพิ่มโทษทางอาญาขั้นสูงสุดสำหรับผู้ที่เก็บรวบรวม เปิดเผย หรือซื้อขายข้อมูลประชาชนเพื่อใช้ในอาชญากรรมไซเบอร์  
  6. เปิดให้สาธารณะมีส่วนร่วมและเพิ่มความโปร่งใส เปิด Hotline หลายช่องทางให้ประชาชนรายงานเบาะแสสแกมเมอร์และการฟอกเงิน และรายงานความคืบหน้าและผลลัพธ์การดำเนินการต่อสาธารณะอย่างเป็นระบบ รวมถึงรายชื่อและสถิติของผู้ให้บริการทุกรูปแบบที่มีหน้าที่ทำตามกฎหมายฟอกเงินและถูกลงโทษฐานบกพร่องในการทำ KYC/CDD หรือไม่รายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย
  7. จัดตั้งศูนย์บริหารเหตุการณ์นานาชาติ (ศกค.) ยกระดับการทูตเพื่อร่วมปราบปรามสแกมเมอร์ข้ามชาติ และกดดันประเทศเพื่อนบ้านให้ร่วมมือจัดการฐานปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์
  8. สร้างพันธมิตรทางข้อมูลและเทคโนโลยี ทำ MOU แลกเปลี่ยนข้อมูลและเทคโนโลยีกับประเทศมหาอำนาจด้านไซเบอร์ (สหรัฐฯ, จีน, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย ฯลฯ) และจัดตั้ง Joint Investigation Team เพื่อสอบสวนคดีใหญ่ร่วมกัน
  9. ระบบคัดกรอง SMS และลิงก์อัจฉริยะ ห้ามส่ง SMS แบบอัตโนมัติหากไม่ลงทะเบียนชื่อผู้ส่ง และบังคับตรวจสอบความถูกต้องของลิงก์ก่อนส่งถึงผู้ใช้ทุกครั้ง  
  10. ใช้อัลกอริทึมหรือ AI ตรวจจับงบการเงินผิดปกติของนิติบุคคลไทย ที่ส่อพิรุธว่าอาจตั้งมาเพื่อฟอกเงิน ไม่ได้ทำธุรกิจจริง ตัวอย่างความผิดปกติมีอาทิ ใช้โครงสร้างผู้ถือหุ้นซับซ้อนผิดปกติ มีรายได้สูงแต่มีอัตรากำไรและกระแสเงินสดต่ำมากเพราะเอาเงินออกผ่านการจ้างที่ปรึกษา มีธุรกรรมโอนเงินไปต่างประเทศบ่อยครั้งทั้งที่ไม่เกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานของตัวเอง มีสินทรัพย์หรือทุนจดทะเบียนหลักหลายล้านแต่แสดงรายได้น้อยมากหรือไม่มีเลย เปิดและปิดกิจการบ่อยครั้งโดยผู้ถือหุ้นกลุ่มเดียวกัน เป็นต้น
  11. ทำตามข้อเสนอของ OECD ที่ให้แก้ไขกฎหมายหลักทรัพย์ โดย ยกเลิกหรือจำกัดอำนาจของรัฐบาลในการปลดกรรมการ ก.ล.ต. และกรรมการ ตลท. ออกจากตำแหน่ง และให้แยกหน้าที่ “กำกับดูแล” และ “หน้าที่เชิงพาณิชย์” ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยออกจากกัน 
  12. ดำเนินการ “แปลงสภาพตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” ด้วยการแปลงสภาพให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นบริษัทมหาชนที่หุ้นส่วนใหญ่ถือโดยนักลงทุนรายย่อย (demutualization) ตามแนวทางของตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ทั่วโลก

คุณอาจสนใจ