Connect with us

Hi, what are you looking for?

politics

#DataDrivenPolicy เลือกตั้ง ’69 ปัญหาสาธารณสุข

พรรคการเมืองจะมีนโยบายอย่างไร เมื่อเกิดวิกฤตแพทย์ขาดแคลน แพทย์ใช้ทุนลาออกเฉลี่ยปีละ 297 คน 60 จังหวัดมีแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนไม่พอ 

 #DataDrivenPolicyคำถามนี้นักการเมืองต้องตอบ ชวนมาเปิดไพ่ เพื่อใช้ข้อมูลนำทาง กับไพ่ Two of Cups – วิกฤตปัญหาสาธารณสุข

.

#เลือกตั้ง69 ครั้งนี้ พรรคการเมืองมาพร้อมนโยบายมากมายสารพัดและแตกต่างกันไป Rocket Media Lab ขอเชิญชวนนักการเมืองทุกพรรค รวมไปถึงประชาชนทุกคนทั้งผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้ง หรือยังไม่มี มาร่วมกันคลี่ปมปัญหา 12 ประเด็นของประเทศไทยว่ามีอะไรซุกซ่อนอยู่บ้าง ผ่าน ‘ไพ่ทาโรต์’ ชุดพิเศษที่จัดทำขึ้น ที่จะมาพร้อมทั้งประเด็นปัญหา ชุดคำถามสำคัญที่จะพาเราไปหาทางออก และข้อมูลที่จะนำไปสู่การออกแบบนโยบายเพื่อแก้ปัญหานั้น 

.

ระบบสาธารณสุขไทยเผชิญกับความท้าทายจากปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีความพยายามแก้ปัญหาจากภาครัฐก็ตาม ขณะที่ปัจจุบันโครงสร้างประชากรของประเทศไทยที่กลายเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลต่อภาระค่าใช้จ่ายทางสุขภาพที่เพิ่มขึ้น หากการกระจายบุคลากรที่ไม่เหมาะสมและไม่ทั่วถึงยังคงดำเนินต่อไปเช่นเดิม คาดว่าจะส่งผลสุขภาพของประชาชนและการจัดสรรงบประมาณของประเทศในอนาคต และปัญหานี้มีคำถามหรือข้อมูลอะไรบ้างที่พรรคการเมืองจะต้องตอบให้ได้เพื่อที่จะนำไปสู่การออกแบบนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหานี้

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อแพทย์ใช้ทุนลาออกเฉลี่ยปีละ 297 คน

บุคลากรทางการแพทย์ขาดแคลนและหลุดออกจากระบบสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง ในภาพรวมจากข้อมูลจำนวนข้าราชการที่ออกจากระบบด้วยสาเหตุ เกษียณอายุ ลาออก เสียชีวิต และผิดวินัยในช่วงปี 2562-2567 (6 ปี) พบว่า กระทรวงสาธารณสุขมีข้าราชการออกจากระบบมากที่สุด 46.03% ของจำนวนข้าราชการที่ออกจากระบบทั้งหมด 99,403 คน เมื่อดูเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขพบว่า การลาออกมีสัดส่วนมากที่สุด 52.30% รองลงมาเป็นเกษียณอายุ 44.97% เสียชีวิต 2.41% และผิดวินัย 0.31% 

สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยข้อมูล เมื่อตุลาคม 2568 ว่า จากกรอบอัตรากำลังแพทย์ปี 2565-2569 ที่มี 35,578 อัตรา มีแพทย์ปฏิบัติงานจริง 25,490 คน หรือ 72% ของกรอบอัตรากำลังแพทย์ มี 10 จังหวัด ที่มีแพทย์ปฏิบัติงานจริงน้อยกว่า 60% แนวโน้มแพทย์ลาออกเพิ่มขึ้นจาก 789 คน ในปีงบประมาณ 2563 เป็น 1,201 คน ในปีงบประมาณ 2567 ในส่วนของแพทย์เพิ่มพูนทักษะ ซึ่งเป็นแพทย์ที่จบหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตนั้นหรือแพทย์ใช้ทุนพบว่า ตั้งแต่ปี 2556-2565 แพทย์ใช้ทุนลาออกเฉลี่ยปีละ 297 คน

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อแพทย์กระจุกตัวเฉพาะในกรุงเทพฯ และจังหวัดใหญ่ แต่จังหวัดห่างไกลขาดแคลน

วิกฤตการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์เป็นหนึ่งในความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่คู่กับระบบสาธารณสุขของไทยมาอย่างยาวนาน ดังจะเห็นได้จากสัดส่วนบุคลากรทางการแพทย์ต่อประชากรในแต่ละจังหวัดปี 2567 ตัวอย่างเช่น กรุงเทพมหานครมีสัดส่วนแพทย์ 23.38 คน และพยาบาลวิชาชีพ อยู่ที่ 77.89 คนต่อประชากร 10,000 คน มากเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ขณะที่จังหวัดบึงกาฬ สัดส่วนอยู่ที่แพทย์ 1.98 คน  รั้งอันดับสุดท้ายของประเทศ พยาบาลวิชาชีพ สัดส่วนอยู่ที่ 17.43 ต่อประชากร 10,000 คน น้อยเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศรองจากหนองบัวลำภู ขณะที่องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า ควรมีบุคลากรแพทย์ในสัดส่วน 10 คนต่อประชากร 10,0000 คน ด้วยเกณฑ์นี้มีเพียง 4 จังหวัดเท่านั้นได้แก่ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต เชียงใหม่ สมุทรสาคร ที่มีสัดส่วนแพทย์ต่อประชากรตามเกณฑ์นี้

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อ 60 จังหวัด มีแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนไม่พอ

ข้อมูลการขาดแคลนแพทย์ตามประเภทของโรงพยาบาลในจังหวัดต่างๆ จากเอกสารการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 5 พ.ย.2568 พบว่า ในส่วนของโรงพยาบาลชุมชนมีเพียง 17 จังหวัดเท่านั้นที่ไม่ต้องเติมแพทย์ เพราะมีแพทย์ตามเกณฑ์และ/หรือเกินเกณฑ์ขั้นต่ำแล้ว มี 12 จังหวัดที่วิกฤติ ขาดแพทย์มากกว่า 40% ส่วนการขาดแคลนแพทย์เฉพาะทางในโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป พิจารณาจากเกณฑ์ขั้นต่ำของแพทย์เฉพาะทาง 6 สาขา คือ สูตินรีแพทย์ ศัลยศาสตร์ อายุรศาสตร์ กุมาร ออร์โธปิดิกส์ และวิสัญญี ตามระดับโรงพยาบาล พบว่า ขาดแพทย์เฉพาะทาง 52 แห่ง 185 คน โดยแบ่งเป็น พื้นที่สีแดง ขาดมากกว่า 40% จำนวน 5 แห่ง ขาดแพทย์รวม 48 คน  คือ รพ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา, รพ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์, รพ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี ขาดรวม 22 คน รพ.ศรีสังวาลย์ จ.แม่ฮ่องสอนและรพ.บึงกาฬ จ.บึงกาฬ ขาด รวม 26 คน พื้นที่สีส้ม โรงพยาบาลที่ขาดแพทย์เฉพาะทาง 30-40%  จำนวน 3 แห่ง ขาดแพทย์รวม 19 คน คือ รพ.พิมาย จ.นครราชสีมา และรพ.สิรินธร จ.ขอนแก่น ขาดรวม 10 คน และ รพ.50 พรรษา มหาวชิราลงกรณ อุบลราชธานี ขาด 9 คน และพื้นที่สีเขียว ขาดน้อยกว่า 30%  จำนวน 44 แห่ง  ขาดแพทย์รวม 118  คน

นอกจากนี้ความไม่เท่าเทียมในด้านสาธารณสุขยังสามารถสะท้อนผ่านจำนวนเครื่องมือทางการแพทย์ที่สำคัญ ซึ่งกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ เมื่อเปรียบเทียบทุกจังหวัด ในปี 2567 กรุงเทพมหานครมีเครื่องเอ็กเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เครื่อง  MRI เครื่องอัลตราซาวด์ และเครื่องล้างไตมากที่สุดในประเทศ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของทั้งประเทศ ช่องว่างระหว่างกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ ห่างกันมากหลายเท่าตัว เป็นต้นว่า เครื่องล้างไต ทั้งประเทศรวม 10,483 เครื่อง ในกรุงเทพฯ มี 1,828 เครื่อง จังหวัดส่วนใหญ่มีไม่ถึง 100 เครื่อง ส่วนเครื่อง MRI ทั้งประเทศมี 286 เครื่อง กรุงเทพฯ มี 107 เครื่อง จังหวัดส่วนใหญ่มีไม่ถึง 10 เครื่อง มี 11 จังหวัดที่ไม่มีเครื่อง MRi เลย

จะแก้ปัญหาอย่างไร  แพทย์ทำงานเกินสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง

จากผลสำรวจของแพทยสภาที่สำรวจความคิดเห็นของแพทย์จบใหม่ ปี 2564 ซึ่งสำรวจแพทย์จบใหม่ที่ได้รับใบประกอบโรคศิลปะ จำนวน 2,431 คน พบว่า ปัจจัยหลักที่คาดว่าจะทำให้แพทย์ลาออกมากเป็นอันดับ 1 คือ สภาพแวดล้อมการทำงานที่ถูกเอาเปรียบโดยผู้ร่วมงานหรือผู้บังคับบัญชา และวัฒนธรรมการทำงานที่มีการกลั่นแกล้ง 61.4% อันดับ 2 ภาระงานหนักเกินไปที่มาจากชั่วโมงทำงานยาวนาน และมีความรับผิดชอบสูงเกินไปสำหรับแพทย์จบใหม่ 51.7% และอันดับ 3 เงินเดือนและค่าตอบแทนต่ำ ซึ่งไม่สมดุลกับภาระงานและความรับผิดชอบ และไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพในบางพื้นที่ 42.9% เหตุผลเหล่านี้สอดคล้องกับการสำรวจแพทย์ที่มีประสบการณ์ทำงานในระบบสาธารณสุขภาครัฐ จำนวน 573 คน เมื่อมีนาคม 2568 แพทย์ที่ตอบแบบสอบถามมากกว่า 80% กำลังคิดจะลาออกหรือเปลี่ยนงาน เหตุผลหลักได้แก่ ภาระงานหนักเกินไปและค่าตอบแทนต่ำ แพทย์ต้องทำงานเกินขีดจำกัดเพราะบุคลากรไม่พอ อีกทั้งระบบไม่มีแรงจูงใจในการทำงานหนัก

ในการประชุมร่วมกันระหว่างผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข กมธ.การแรงงานฯ สมาพันธ์แพทย์ผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งเครือข่ายพยาบาล Nurses Connect เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2566 ตัวแทนจากกระทรวงสาธารณสุขกล่าวถึงแนวทางแก้ปัญหาชั่วโมงการทำงานตามขนาด รพ. รวม 65 แห่ง จากสถาบันฝึกเพิ่มพูนทักษะว่า มีการตั้งเป้าหมายจะแก้ปัญหาตามระดับความหนักเบา โรงพยาบาลที่บุคลากรมีชั่วโมงการทำงานนอกเวลาราชการระหว่าง 40-52 ชั่วโมง/สัปดาห์ ตั้งเป้าจะแก้ปัญหาให้ได้ภายใน 1 ปี ส่วนโรงพยาบาลที่มีชั่วโมงการทำงานนอกเวลาราชการระหว่าง 52-58 ชม.ต่อสัปดาห์ ตั้งเป้าแก้ปัญหาให้ได้ภายใน 9 เดือน โรงพยาบาลที่มีชั่วโมงการทำงานนอกเวลาราชการระหว่าง 59-63 ชม.ต่อสัปดาห์ ตั้งเป้าแก้ปัญหาให้ได้ภายใน 6 เดือน และโรงพยาบาลที่มีชั่วโมงการทำงานนอกเวลาราชการมากกว่า 64 ชม.ต่อสัปดาห์ ตั้งเป้าแก้ปัญหาให้ได้ภายใน 3 เดือน

รัฐทำอะไรไปแล้วบ้าง

การแก้ปัญหาแพทย์ลาออกจากระบบด้วยโทษปรับและการเพิ่มแรงจูงใจด้วยค่าตอบแทนพิเศษ

ตั้งแต่พ.ศ.2514 แพทย์ที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันภาครัฐทุกคนต้องทำสัญญาปฏิบัติงานชดใช้ทุนในส่วนราชการและพื้นที่ห่างไกลในชนบท เป็นเวลา 3 ปีหรือต้องเสียค่าปรับในอัตราสูงสุด 400,000 บาท และกระทรวงสาธารณสุขยังจัดสรรตำแหน่งข้าราชการให้แพทย์บรรจุทันที่ปฏิบัติงาน พร้อมกับให้โอกาสศึกษาต่อแพทย์เฉพาะทาง

ในด้านมาตรการสร้างแรงจูงใจทางการเงิน กระทรวงสาธารณสุขเพิ่มค่าตอบแทนพิเศษในอัตรา 10,000 บาทต่อเดือน สำหรับแพทย์ที่ไม่ทำเวชปฏิบัติส่วนตัวนอกเวลาราชการในปี 2538 และปี 2548 เพิ่มค่าตอบแทนเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายแพทย์ที่ทำงานในพื้นที่ทุรกันดารเสี่ยงภัย

โครงการเพิ่มการผลิตแพทย์เพื่อกระจายไปยังชนบท

ตั้งแต่ พ.ศ.2537 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงสาธารณสุขร่วมมือกับทบวงมหาวิทยาลัย (กระทรวงศึกษาธิการ) จัดทำ“ โครงการผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบท” โดยรับนักเรียนที่มีภูมิหลังในชนบทใน

ระดับจังหวัดเข้าเรียนแพทย์ เมื่อจบการศึกษากลับไปทำงานในจังหวัดบ้านเกิดหรือจังหวัดอื่นภายในเขตเดียวกัน 3 ปี

พ.ศ.2548 โครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งแพทย์ (One District One Doctor) รับนักเรียนที่มีภูมิหลังในชนบทในระดับอำเภอเข้าเรียนแพทย์ โดยจะต้องทำงานชดใช้ทุนในจังหวัดภูมิลำเนา 12 ปี หากผิดสัญญาใช้ทุน มีค่าปรับสูงสุด 2,000,000 บาท ต่อมายกเลิกโครงการเมื่อปี 2560

พ.ศ. 2560 จนถึงปัจจุบัน มีโครงการกลุ่มลดความเหลื่อมล้ำ รับนักเรียนในจังหวัดชายขอบ พื้นที่ขาดแคลน หรือมีภูมิลำเนาที่ไม่อยู่เขตอำเภอเมือง และมีโครงการขยายการรับผู้เรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสายวิทยาศาสตร์สุขภาพเข้าเรียนสาขาแพทยศาสตร์

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มแพทย์เพื่อชุมชน เป็นนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาชั้น ม.6 ตามหลักเกณฑ์การรับเดิมของโครงการผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบท ตามภูมิลำเนาและคุณสมบัติตามที่มหาวิทยาลัยประกาศ เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วต้องกลับไปปฏิบัติงานในจังหวัดภูมิลำเนาหรือเขตสุขภาพตามที่กระทรวงสาธารณสุขมีคำสั่ง ยังไม่นับโครงการฝึกอบรมแพทย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ครอบครัว (Fammed)

เสนอกฎหมายจำกัดชั่วโมงการทำงานของแพทย์

แพทยสภาออกประกาศกำหนดกรอบเวลาการทำงานของแพทย์ภาครัฐ ตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งกำหนดให้ชั่วโมงการทำงานของแพทย์นอกเวลาราชการ ไม่ควรเกิน 40 ชั่วโมง/สัปดาห์ ระยะเวลาการทำงานเวรอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ไม่ควรเกิน 16 ชั่วโมงติดต่อกัน และแพทย์ที่มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ควรได้รับสิทธิ์งดอยู่เวรนอกเวลาราชการ ต่อมาในปี 2565 มีการเพิ่มเนื้อหาว่า ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องปฏิบัติงานต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง แพทย์ต้องได้รับการพักผ่อนอย่างน้อย 4 ชั่วโมงขึ้นไป

ในปี 2568 มีการเสนอร่างกฎหมาย 2 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องคือ ร่างกฎหมายกำหนดชั่วโมงการทำงานบุคลากรทางการแพทย์ และ ร่างกฎหมายแยกกระทรวงสาธารณสุขออกจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)

ร่างกฎหมายกำหนดชั่วโมงการทำงานฯ เสนอว่าการกำหนดเวลาทำงานนอกเวลาราชการ ซึ่งต้องไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และที่สำคัญคือต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจของบุคลากร ไม่สามารถบังคับได้ และยกำหนดให้บุคลากรต้องได้รับเวลาพักไม่น้อยกว่า 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และต้องมีวันพักอย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์

ร่างกฎหมายแยกกระทรวงสาธารณสุขออกจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารราชการ กระทรวงสาธารณสุขให้สามารถบริหารบุคลากรคล่องตัวและเป็นอิสระมากขึ้น

เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย: พรรคการเมืองของคุณจะรับนโยบายต่อไปนี้หรือไม่

  1. ผลักดันกฎหมายจำกัดชั่วโมงทำงานของแพทย์ให้มีชั่วโมงการทำงานไม่เกิน 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์  การทำงานนอกเวลาราชการต้องไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
  2. ผลักดันร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการสาธารณสุข ที่ทำให้กระทรวงสาธารณสุขสามารถบรรจุแต่งตั้ง กำหนดเงินเดือน ค่าตอบแทน และสวัสดิการของบุคลากรทั้งหมดได้เอง
  3. เพิ่มค่าตอบแทนในการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ให้ใกล้เคียงกับโรงพยาบาลเอกชน โดยเฉพาะค่าตอบแทนนอกเวลา และปรับปรุงเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย
  4. เพิ่มการผลิตแพทย์ในพื้นที่ขาดแคลน

ดูข้อมูลที่ https://rocketmedialab.co/database-datadrivenpolicy-election69-publichealth/

คุณอาจสนใจ