Connect with us

Hi, what are you looking for?

economy

สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ทำให้เที่ยวบินลด ตั๋วเครื่องบินแพง นักท่องเที่ยวหลายชาติอาจไม่เข้าไทย เสี่ยงสูญเสียรายได้ในช่วงสงกรานต์อย่างน้อย 9.2 พันล้านบาท 

 

สถานการณ์ท่องเที่ยวไทยในรอบ 10 ปี ยังไม่ฟื้นตัวกลับสู่จุดเดิม ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2568 ลดลงเหลือ 32.9 ล้านคน หายไปกว่า 2.5 ล้านคนเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่ 35.55 ล้านคน สวนทางกับที่เคยคาดการณ์ว่าจะเติบโตแตะระดับ 37.5 ล้านคน และยังสวนทางกับเป้าหมายที่ ททท. เคยตั้งไว้ว่าจะทำยอดให้ถึง 39 ล้านคน 

สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เห็นว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยที่ยังน่าเป็นห่วง และอยู่ในภาวะการฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ขณะที่ Financial Times ระบุว่า ประเทศไทยเป็นเหมือนคนป่วยแห่งเอเชีย โดยอธิบายว่า ประเทศที่เป็นเสือของอาเซียนในช่วง 5 ปีมานี้ กลับมีอัตราการเติบโตติดลบ ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญอย่างการบริโภค การผลิต และการท่องเที่ยวก็ล้วนอยู่ในช่วงขาลง และอาจยิ่งสะดุดขึ้นไปอีกจากไฟสงครามในตะวันออกกลาง 

ทำไมไทยถึงกังวลเมื่อนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางลดลง: ส่องรายได้จากนักท่องเที่ยวกลุ่มตะวันออกกลาง

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในพื้นที่ตะวันออกกลาง รวมถึงการลดลงของจำนวนเที่ยวบินอย่างกะทันหัน กำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยในช่วงเดือนเมษายน โดยเฉพาะความเสี่ยงที่จะสูญเสียรายได้มหาศาล เนื่องจากกลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางจัดเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและมีการใช้จ่ายต่อหัวอยู่ในระดับต้นๆ เมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่น

ข้อมูลสถิติจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในปี 2568 ชี้ให้เห็นว่า แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางจะไม่หนาแน่นเท่ากับชาวจีนหรือมาเลเซีย แต่ยอดการใช้จ่ายต่อวันกลับสูงที่สุด ตัวอย่างที่เห็นได้คือกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวโอมานที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 8,001.82 บาทต่อวัน และมีระยะเวลาพำนักเฉลี่ยยาวนานเกือบ 11 วัน ทำให้การเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวหนึ่งครั้งสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศไทยสูงถึงประมาณ 87,699 บาทต่อคน

หากพิจารณารายได้เฉพาะในเดือนเมษายนจากฐานข้อมูลปี 2567 จะพบความสำคัญของตลาดนี้มากขึ้น โดยนักท่องเที่ยวจากซาอุดีอาระเบียเพียงประเทศเดียวสร้างรายได้ให้ไทยสูงถึง 17,812.53 ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปอยู่ที่ 78,134 บาท ตามมาด้วยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่สร้างรายได้ 11,944.34 ล้านบาท และโอมานที่สร้างรายได้ 9,675.52 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีกลุ่มประเทศคูเวตและกาตาร์ที่มีการใช้จ่ายต่อทริปสูงเกือบ 1 แสนบาทต่อคน รวมถึงกลุ่มประเทศที่มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องอย่างบาห์เรน จอร์แดน และอิรัก

การหายไปของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จึงส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของไทยอย่างมีนัยสำคัญ ความเสี่ยงจากการสูญเสียเม็ดเงินจำนวนมากจากกลุ่มลูกค้าระดับบนเนื่องจากการหยุดชะงักของตลาดตะวันออกกลาง ถือเป็นความท้าทายเร่งด่วนที่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องหามาตรการมารองรับและแก้ไขสถานการณ์อย่างทันท่วงที

ฮับตะวันออกกลางสะดุด ก็กระทบต่อนักท่องเที่ยวยุโรปเช่นกัน

นอกเหนือจากความกังวลในกลุ่มตลาดอาหรับแล้ว กลุ่มนักท่องเที่ยวยุโรปเป็นอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจนเดินทางเข้าประเทศไทยได้ยากขึ้น สถิตินักท่องเที่ยวยุโรปที่เดินทางเข้าไทยในเดือนเมษายน 2568 มีจำนวน 652,062 คน จัดเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง เนื่องจากมีระยะเวลาพำนักเฉลี่ยยาวนานถึง 15.70 วัน และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 3,903.89 บาท การลดลงของเที่ยวบินและข้อจำกัดในการเดินทางครั้งนี้ จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้จากการท่องเที่ยวของประเทศไทยในภาพรวม

นักท่องเที่ยวตลาดยุโรปกว่า 1 ใน 3 จำเป็นต้องใช้การบินเชื่อมต่อผ่านศูนย์กลางในตะวันออกกลางเพื่อเดินทางมายังเอเชีย ข้อมูลจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ระบุว่าเที่ยวบินจากตะวันออกกลางที่เคยเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของชาวยุโรปโดยเฉพาะจากดูไบ ลดจำนวนลงอย่างมาก โดยสายการบินหลักอย่างเอมิเรตส์ที่เคยให้บริการถึงวันละ 7 เที่ยวบิน ปัจจุบันเหลือเพียงวันละ 2 เที่ยวบิน หรือหายไปมากกว่า 70%

ขณะเดียวกันพบว่ามีการยกเลิกเที่ยวบินของสายการบินเอมิเรตส์ กาตาร์ แอร์เวย์ส และอิทิฮัด แอร์เวย์ส ในตลาดยุโรปและตะวันออกกลางไปแล้วกว่า 292 เที่ยวบิน หรือคิดเป็น 18%  ไม่เพียงแค่นั้น ข้อมูลจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย CAAT  (กพท.) พบว่า ปัญหาการปิดน่านฟ้าตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินเส้นทางต่างประเทศในสายการบินที่ยังสามารถทำการบินได้โดยเฉพาะเส้นทางไปยังแถบยุโรปปรับราคาเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว หรือ 100% ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวยุโรปแม้จะไม่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบโดยตรงตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวไปต่างประเทศหรือประเทศไทยน้อยลง เยื่องด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น 

ซึ่งเมื่อนำตัวเลขนักท่องเที่ยวทั้งสองกลุ่มที่หายไปมาวิเคราะห์จะพบผลกระทบด้านรายได้ที่รุนแรง จากเดิมที่ไทยเคยมีรายได้จากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้รวมกันประมาณ 44,017.75 ล้านบาทในเดือนเมษายน ปี 2568 หากนักท่องเที่ยวหายไป 18% ตามรายงานในช่วงต้น จะเสียรายได้ไป 7,923.19 ล้านบาท หากหากหายไปเพิ่มมากขึ้น เช่น หายไป 30% จะเสียรายได้ไป 13,205.32 ล้านบาท และหากสถานการณ์ยืดเยื้อจนหายไป 50% จะเสียรายได้ไป 22,008.87 ล้านบาท

*หมายเหตุ ข้อมูลที่นำมาประกอบการวิเคราะห์นี้อ้างอิงจากตัวเลขคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวในเดือนเมษายน พ.ศ. 2568 เป็นหลัก ในส่วนของข้อมูลค่าใช้จ่ายต่อหัวนั้น เนื่องจากรายงานสถิติอย่างเป็นทางการของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาสำหรับปี 2568 ยังไม่มีการเผยแพร่ออกมา จึงเลือกใช้ข้อมูลรายได้จากการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติของปี 2567 มาเป็นฐานในการคำนวณ โดยคำนวณผ่านสูตรการนำค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อวันมาคูณกับจำนวนวันพำนักเฉลี่ย เพื่อให้ได้ยอดประมาณการค่าใช้จ่ายรวมต่อคนต่อทริป

เมื่อปัจจัยสงครามและราคาพลังงานทำนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียหายไปกว่า 17%

นอกเหนือจากตลาดนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและยุโรปที่ส่งผลต่อรายได้การท่องเที่ยวของไทยแล้ว มาเลเซียยังเป็นอีกหนึ่งตลาดสำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามได้ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่ง ในปี 2568 อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา สถานกงสุลใหญ่มาเลเซียประจำจังหวัดสงขลาได้ออกคำแนะนำให้ชาวมาเลเซียพิจารณาเลื่อนการเดินทางเข้ามายังพื้นที่ภาคใต้ของไทยในช่วงวันหยุดเทศกาลซึ่งตรงกับช่วงสงกรานต์ปี 2569 โดยมีสาเหตุมาจากความกังวลเรื่องสภาวะน้ำมันขาดแคลนและราคาที่พุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสงคราม

สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับผลวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ระบุว่าตลาดนักท่องเที่ยวมาเลเซียซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักที่มีสัดส่วนถึง 14% ได้ปรับตัวลดลงกว่า 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยมาจากความกังวลเรื่องน้ำท่วมในหาดใหญ่และวิกฤตขาดแคลนน้ำมัน 

คำแนะนำของกงสุลใหญ่มาเลเซียที่ระบุว่าหากไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนควรเลื่อนการเดินทางออกไปก่อน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเมืองท่องเที่ยวชายแดนอย่างหาดใหญ่และสงขลา โดยข้อมูลเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 พบว่าบริเวณด่านพรมแดนเบตง จังหวัดยะลา มีแรงงานไทยและนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเดินทางข้ามพรมแดนน้อยกว่าทุกปีในช่วงก่อนเทศกาลฮารีรอยอ

เมื่อพิจารณาตัวเลขสถิติเดือนเมษายนปี 2568 พบว่ามีนักท่องเที่ยวมาเลเซียเข้าไทยจำนวน 362,636 คน มีระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 4.35 วัน และใช้จ่ายเฉลี่ย 4,870.46 บาทต่อวัน คิดเป็นรายได้เข้าประเทศประมาณ 7,682.98 ล้านบาทต่อเดือน 

หากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ตัดสินใจไม่เดินทางเข้ามาจากปัจจัยด้านพลังงาน ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับการสูญเสียรายได้จากตลาดมาเลเซียในส่วนนี้ไปทั้งหมด โดยหากพิจารณาตามสัดส่วนการลดลงของรายได้รวมจากการท่องเที่ยวในกรณีที่นักท่องเที่ยวหายไปอย่างต่ำ 17% จะเสียรายได้ 1,306.11 ล้านบาท หากจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง 30% จะเสียรายได้ 2,304.90 ล้านบาท และในกรณีที่สถานการณ์รุนแรงจนนักท่องเที่ยวหายไปกว่าครึ่งหนึ่ง จะส่งผลให้รายได้ในช่วงเดือนเมษายนจากตลาดมาเลเซีย จะเสียรายได้ถึง  3,841.49 ล้านบาท

หอการค้าไทยประเมินรายได้ท่องเที่ยวอาจหายไป 2 หมื่นล้าน หากสถานการณ์วิกฤตสงครามตะวันออกกลางยังไม่หยุด

แม้สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยหรือกพท.จะระบุว่าเส้นทางบินระหว่างไทยและยุโรปยังคงสามารถเดินทางได้ตามปกติจากการปรับเส้นทางเพื่อเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง โดยสายการบินต่างๆ อาทิ  บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI, British Airways และ Lufthansa ได้มีการเพิ่มเที่ยวบินตรงในเส้นทางยุโรปและเอเชียเพื่อชดเชยเที่ยวบินที่หายไป แต่มาตรการดังกล่าวอาจยังไม่จูงใจนักท่องเที่ยวมากพอ

ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบคือราคาตั๋วเครื่องบินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10-15% ตามการประกาศของสายการบินต่างๆ งเป็นผลโดยตรงจากการต้องบินอ้อมน่านฟ้าในเขตความขัดแย้ง ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูงขึ้น

นอกจากนี้ข้อมูลจากกพท.ยังระบุว่าเส้นทางต่างประเทศในกลุ่มที่ยังทำการบินได้ โดยเฉพาะแถบยุโรป มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวหรือ 100% ตัวอย่างเช่น เส้นทางกรุงเทพไปลอนดอนของการบินไทยที่ราคาตั๋วเที่ยวเดียวพุ่งสูงถึง 71,190 บาท หรือเส้นทางปักกิ่งไปลอนดอน ของแอร์ไชน่าที่ราคาตั๋วเที่ยวเดียวชั้นธุรกิจพุ่งสูงไปถึงกว่า 240,000 บาท

สถานการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนผ่านข้อมูลของสมาคมโรงแรมไทยที่ระบุว่าสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงทันที 8.9% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า โดยกลุ่มที่หายไปคือนักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลางที่ต้องพึ่งพาจุดเชื่อมต่อการบินในพื้นที่ขัดแย้งอย่างดูไบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างภูเก็ตที่เน้นกลุ่มพำนักระยะยาวเป็นหลัก 

ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้ประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นไว้ว่า หากสถานการณ์ดังกล่าวยังคงยืดเยื้อต่อไปในช่วง 1 ถึง 3 เดือน ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับการสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวรวมประมาณ 9,000 ถึง 20,000 ล้านบาท

จากราคาเครื่องบินที่สูงขึ้น จะทำให้ลดการเดินทางท่องเที่ยวเท่าไหร่ ไทยคาดว่าจะสูญเสียเท่าไหร่

อย่างไรก็ตาม สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) หรือ กพท.ระบุว่าเส้นทางบินไทย–ยุโรปยังเดินทางได้ โดยปรับเส้นทางเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง บางเที่ยวบินอาจใช้เวลาเดินทางนานขึ้น และสายการบินต่างๆ เช่น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI, British Airways และ Lufthansa ได้เพิ่มเที่ยวบินตรงในเส้นทางยุโรป-เอเชียเพื่อชดเชยในส่วนดังกล่าวด้วย

แต่ก็อาจจะยังไม่จูงใจมากพอ เมื่อความต้องการในการเดินทางที่เพิ่มสูงขึ้นจากการสำรวจพบว่าราคาตั๋วเครื่องบินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10-15% ตามการประกาศของสายการบินต่างๆ รวมถึงการบินไทยในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากการที่สายการบินต้องบินอ้อมน่านฟ้าในเขตความขัดแย้ง ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูงขึ้น 

เพราะตั๋วเครื่องบินราคาสูงขึ้น จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย CAAT  (กพท.) ระบุว่าเส้นทางต่างประเทศในสายการบินที่ยังสามารถทำการบินได้โดยเฉพาะเส้นทางไปยังแถบยุโรปปรับราคาเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว หรือ 100% ตัวอย่างเช่น การบินไทย เส้นทางบิน กรุงเทพ-ลอนดอน ราคาตั๋วเที่ยวเดียว ราคาพุ่งไปถึง 71,190 บาท (2,265 ดอลลาร์สหรัฐ) แอร์ไชน่า Air China ปักกิ่ง-ลอนดอน ปกติตั๋วไป-กลับ ไม่ถึง 50,000 บาท แต่วันนี้ตั๋วเที่ยวเดียวชั้นธุรกิจ พุ่งไปถึง 240,000 กว่าบาท (50,490 หยวน) แล้ว

ทั้งนี้ พบข้อมูลจากสมาคมโรงแรมไทยที่ระบุว่าสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม 2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงทันที 8.9% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า โดยนักท่องเที่ยวที่หายไปเป็นนักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลางที่ต้องพึ่งพาจุดเชื่อมต่อการบินในพื้นที่ขัดแย้งอย่างดูไบ ทั้งนี้สมาคมโรงแรมไทยยังระบุว่าสถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างภูเก็ต ที่ยังต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวที่มาพำนักในระยะยาว ซึ่งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยก็ประเมินมูลค่าความเสียหายไว้ว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อในช่วง 1 ถึง 3 เดือน ประเทศไทยอาจสูญเสียรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 9,000 ถึง 20,000 ล้านบาท

ดูข้อมูลได้ที่:  

https://rocketmedialab.co/database-us-iran-war-hits-songkran

คุณอาจสนใจ