ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ซึ่งตรงกับเสาร์ที่ 2 ของทุกปี ร็อกเกต มีเดีย แล็บ ร่วมกับ มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h) และเครือข่ายเยาวชน Feel Good เพื่อสำรวจทัศนคติเกี่ยวกับการเมืองและการเลือกตั้งของกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-6) และ ปวช. ระหว่าง 4-27 ธ.ค. 2568 ผลการสำรวจมีดังนี้

จากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 515 คน แบ่งเป็นเพศหญิง 306 คน หรือคิดเป็น 59.42% เพศชาย 158 คน หรือคิดเป็น 30.68% ตามด้วย LGBTQ+ 34 คน หรือคิดเป็น 6.60% และไม่ต้องการระบุ 17 คน คิดเป็น 3.30% โดยผู้ตอบมีอายุระหว่าง 15-20 ปี จาก 49 จังหวัดทั่วประเทศ
ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 364 คน คิดเป็น 70.68% ตามมาด้วยภาคกลาง จำนวน 77 คน คิดเป็น 14.95% ภาคเหนือ จำนวน 42 คน คิดเป็น 8.16% ภาคใต้ จำนวน 21 คน คิดเป็น 4.08% ภาคตะวันออก จำนวน 9 คน คิดเป็น 1.75% และภาคตะวันตก จำนวน 2 คน คิดเป็น 0.39%

เด็กไทยสนใจการเมืองมากแค่ไหน รู้ศัพท์การเลือกตั้งคำไหนบ้าง?
เมื่อสอบถามระดับความอินกับการเมืองโดยให้คะแนนเต็ม 5 (สนใจติดตามสม่ำเสมอ) พบว่านักเรียนส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง คือระดับ 3 จำนวน 191 คน คิดเป็น 37.09% รองลงมาคือระดับ 2 จำนวน 130 คน คิดเป็น 25.24% ตามด้วยระดับ 4 จำนวน 85 คน คิดเป็น 16.50% ระดับ 1 จำนวน 81 คน คิดเป็น 15.73% และระดับ 5 มีจำนวนน้อยที่สุดคือ 28 คน คิดเป็น 5.44%
ในส่วนของความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคำศัพท์ทางการเลือกตั้ง พบว่าคำที่นักเรียนเกินกว่าครึ่งรู้ความหมาย ได้แก่
- สมาชิกวุฒิสภา มีผู้รู้ความหมายมากที่สุด จำนวน 433 คน คิดเป็น 84.08%
- สส. เขต จำนวน 414 คน คิดเป็น 80.39%
- เผด็จการรัฐสภา จำนวน 398 คน คิดเป็น 77.28%
- รัฐบาลเสียงข้างน้อย จำนวน 390 คน คิดเป็น 75.73%
- ประชามติ จำนวน 305 คน คิดเป็น 59.22%
- บ้านใหญ่ จำนวน 272 คน คิดเป็น 52.82%
- รัฐบาลผสม จำนวน 268 คน คิดเป็น 52.04%
อย่างไรก็ตาม มีคำศัพท์เทคนิคหรือคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่นักเรียนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ความหมาย คือ Gerrymandering ซึ่งเป็นการแบ่งเขตเลือกตั้งที่สร้างความได้เปรียบให้ผ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ซึ่งมีผู้ไม่รู้มากถึง 408 คน คิดเป็น 79.22% รองลงมาคือ ปาร์ตี้ลิสต์ มีผู้ไม่รู้จำนวน 323 คน คิดเป็น 62.72% และ แลนด์สไลด์ มีผู้ไม่รู้จำนวน 307 คน คิดเป็น 59.61%

มองการเมืองมีผลต่อชีวิต และ TikTok คือช่องทางรับข่าวเบอร์ 1
เมื่อสอบถามว่า การเมืองระดับประเทศส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันมากน้อยเพียงใด โดยให้คะแนนเต็ม 5 (มากที่สุด) พบว่านักเรียนส่วนใหญ่รู้สึกว่าได้รับผลกระทบในระดับปานกลาง หรือระดับ 3 จำนวน 180 คน คิดเป็น 34.95% รองลงมาคือระดับ 4 จำนวน 121 คน คิดเป็น 23.50% และระดับ 5 จำนวน 104 คน คิดเป็น 20.19% ส่วนกลุ่มที่รู้สึกว่าได้รับผลกระทบน้อยมีจำนวนไม่มาก คือระดับ 2 จำนวน 65 คน คิดเป็น 12.62% และระดับ 1 จำนวน 45 คน คิดเป็น 8.74%
ช่องทางติดตามข่าวการเมืองมากที่สุด
- TikTok (41.36%)
- Facebook (17.86%)
- โทรทัศน์ (13.98%)
- X (Twitter) (10.68%)
- ไม่ติดตาม (7.38%)
- อื่นๆ (YouTube, Instagram, เว็บไซต์ข่าว ต่ำกว่า 3%)
สำหรับช่องทางในการติดตามข่าวสารการเมือง พบว่าแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่าง TikTok ครองแชมป์อันดับหนึ่ง มีผู้ตอบสูงถึง 213 คน คิดเป็น 41.36% โดยเมื่อเจาะลึกช่วงอายุพบว่าเป็นช่องทางหลักของกลุ่มอายุ 16 ปีมากที่สุดถึงจำนวน 85 คน รองลงมาคือ Facebook จำนวน 92 คน คิดเป็น 17.86% ซึ่งผู้ตอบจำนวนมาก คือกลุ่มอายุ 18 ปี จำนวน 32 คน อันดับสามคือโทรทัศน์ จำนวน 72 คน คิดเป็น 13.98% และ X (Twitter) จำนวน 55 คน คิดเป็น 10.68%
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่ไม่ติดตามข่าวการเมืองเลย จำนวน 38 คน คิดเป็น 7.38% ซึ่งกระจายตัวอยู่ในกลุ่มอายุ 15 และ 16 ปีเป็นส่วนใหญ่ ส่วนช่องทางอื่นๆ เช่น YouTube Instagram และเว็บไซต์ข่าว มีสัดส่วนน้อยกว่า 3%
เช็กก่อนแชร์ไหม?
- ตรวจสอบบ้าง (54.56%)
- ตรวจสอบทุกครั้ง (34.76%)
- ไม่เคยเลย (10.68%)
ในประเด็นเรื่องการตรวจสอบข่าวปลอมก่อนส่งต่อ พบว่านักเรียนส่วนใหญ่เลือกที่จะตรวจสอบบ้าง จำนวน 281 คน คิดเป็น 54.56% กลุ่มที่ตอบว่าไม่เคยตรวจสอบเลย มีจำนวน 55 คน คิดเป็น 10.68%
เมื่อคิดสัดส่วนเป็นกลุ่มอายุ จะพบว่า กลุ่มที่ตรวจสอบทุกครั้ง มากที่สุดคือกลุ่มอายุ 19 ปี โดยคิดเป็น 66.67% ของผู้ตอบในช่วงอายุ 19 ปี ขณะที่กลุ่มอายุที่ตอบว่า ไม่เคยตรวจสอบเลย มากที่สุด คือ กลุ่มอายุ 15 ปี คิดเป็น 15.12% ของกลุ่มอายุ 15 ปี

เด็กไทยติดตามข่าวจากสื่อหลักมากกว่าตัวบุคคล
ติดตามข่าวการเมืองจากใคร?
- สื่อ/ข่าว (32.62%)
- ไม่มี/ไม่ตอบ (31.84%)
- อื่นๆ (9.51%)
- บุคคล (7.96%)
- ทั่วไป/ฟีด/แพลตฟอร์ม (7.38%)
เมื่อถามถึงแหล่งข่าวที่นักเรียนเลือกติดตาม โดยเป็นคำถามปลายเปิด พบว่าส่วนใหญ่ยังคงรับข่าวสารผ่านสื่อหลักหรือสำนักข่าวต่างๆ เช่น ไทยรัฐ ช่อง 3 The Standard หรือ Workpoint มากกว่าการติดตามจากตัวบุคคล โดยกลุ่มที่ติดตามจากสื่อและข่าวมีจำนวน 168 คน คิดเป็น 32.62% รองลงมาคือกลุ่มที่ไม่ได้ระบุแหล่งข้อมูลหรือไม่ได้ติดตาม จำนวน 164 คน คิดเป็น 31.84%
สำหรับกลุ่มที่ติดตามข่าวจากตัวบุคคล เช่น สรยุทธ สุทัศนะจินดา หรือนักการเมืองโดยตรง มีจำนวน 41 คน คิดเป็น 7.96% ในขณะที่การติดตามผ่านอินฟลูเอนเซอร์หรือเพจวิเคราะห์ข่าวอย่าง อีจัน หรือ Drama-addict มีจำนวน 33 คน คิดเป็น 6.41% และที่น่าสนใจคือการรับข่าวสารจากคนใกล้ตัว เช่น พ่อแม่ หรือครู มีสัดส่วนน้อยที่สุด เพียง 22 คน คิดเป็น 4.27%
ติดตามนักการเมือง/พรรคการเมืองไหนในโซเชียล?
- ไม่ติดตาม/ไม่มี/ไม่ทราบ (55.73%)
- พรรคประชาชน/ส้ม/ก้าวไกล (25.83%)
- อื่นๆ (5.05%)
- อนุทิน/ภูมิใจไทย (4.08%)
เมื่อถามถึงการติดตามนักการเมืองหรือพรรคการเมืองบนโซเชียลมีเดีย โดยเป็นคำถามปลายเปิด พบว่านักเรียนเกินครึ่งระบุว่าไม่ได้ติดตามโซเชียลมีเดียของนักการเมืองหรือพรรคการเมืองใดเป็นพิเศษ จำนวน 287 คน คิดเป็น 55.73% แต่ในกลุ่มที่ติดตามนั้น พบว่าพรรคประชาชน เช่น พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, รังสิมันต์ โรม หรือ ไอซ์ รักชนก ได้รับความสนใจมากที่สุด จำนวน 133 คน คิดเป็น 25.83% รองลงมาคือกลุ่มอื่นๆ จำนวน 26 คน คิดเป็น 5.05% ตามด้วยอนุทิน ชาญวีรกูล หรือพรรคภูมิใจไทย จำนวน 21 คน คิดเป็น 4.08% และพรรคเพื่อไทย เช่น แพทองธาร หรือเศรษฐา จำนวน 10 คน คิดเป็น 1.94% ส่วนชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีผู้ติดตามเท่ากันที่จำนวน 3 คน คิดเป็น 0.58%
รู้จัก สส. เขตตัวเองไหม?
- ไม่ทราบ (50.87%)
- ทราบทั้งชื่อและพรรค (20.39%)
- ทราบพรรค (17.86%)
- ทราบชื่อ (10.87%)
เมื่อถามว่า รู้จัก สส. ในเขตของตนเองหรือไม่ พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่า สส. ในเขตคือใคร โดยมีผู้ที่ไม่ทราบเลยจำนวน 262 คน คิดเป็น 50.87% สำหรับกลุ่มที่ทราบข้อมูล มีเพียงจำนวน 105 คน คิดเป็น 20.39% ที่รู้ทั้งชื่อจริงและพรรคสังกัด ส่วนคนที่รู้เฉพาะพรรคแต่ไม่รู้ชื่อมีจำนวน 92 คน คิดเป็น 17.86% และคนที่รู้แต่ชื่อไม่รู้พรรคมีจำนวน 56 คน คิดเป็น 10.87%

เด็กส่วนใหญ่อยากให้ รร. หนุนการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนทางการเมืองได้อย่างอิสระ
ช่องทางในโรงเรียนที่ส่งผลต่อความรับรู้เรื่องการเมือง
- วิชาเรียน/หลักสูตร (32.62%)
- กิจกรรมนักเรียน/การเลือกตั้งในโรงเรียน (31.26%)
- ครู (20.19%)
- ไม่มี (15.92%)
เมื่อสำรวจว่าสิ่งใดในโรงเรียนที่มีผลต่อความรับรู้เรื่องการเมืองระดับประเทศมากที่สุด พบว่าวิชาเรียนและหลักสูตร เช่น วิชาสังคมศึกษาหรือหน้าที่พลเมือง มาเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 168 คน คิดเป็น 32.62% ตามมาด้วยกิจกรรมนักเรียน เช่น สภานักเรียน หรือการเลือกตั้งประธานนักเรียน จำนวน 161 คน คิดเป็น 31.26% ส่วนครูและการพูดคุยนอกบทเรียนมีผลรองลงมา จำนวน 104 คน คิดเป็น 20.19% และมีผู้ที่มองว่าโรงเรียนไม่มีส่วนช่วยสร้างความรับรู้นี้เลย จำนวน 82 คน คิดเป็น 15.92%
หากเปรียบเทียบผลลัพธ์ของแต่ละช่องทางว่าจะช่วยกระตุ้นความสนใจทางการเมืองได้มากน้อยเพียงใด พบว่า
- กิจกรรมนักเรียนและการเลือกตั้งในโรงเรียน เป็นช่องทางที่กระตุ้นความสนใจได้ดีที่สุด โดยทำให้นักเรียนรู้สึกอยากมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น จำนวน 214 คน คิดเป็น 41.55% ส่วนคนที่รู้สึกเฉยๆ มีจำนวน 268 คน คิดเป็น 52.04%
- วิชาเรียนและหลักสูตร ส่วนใหญ่ทำให้นักเรียนรู้สึกเฉยๆ หรือไม่มีความเห็น จำนวน 296 คน คิดเป็น 57.48% ส่วนคนที่รู้สึกสนใจมากขึ้นมีจำนวน 176 คน คิดเป็น 34.17%
- ครู ส่วนใหญ่มักทำให้นักเรียนรู้สึกเฉยๆ เช่นกัน โดยมีจำนวนสูงถึง 311 คน คิดเป็น 60.39% ส่วนที่ทำให้รู้สึกสนใจมากขึ้นมีจำนวน 163 คน คิดเป็น 31.65%
สำหรับบทบาทของโรงเรียนที่นักเรียนคาดหวัง ส่วนใหญ่อยากเห็นโรงเรียนสนับสนุนให้มีการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนทางการเมืองได้อย่างอิสระ จำนวน 310 คน คิดเป็น 60.19% รองลงมาคือกลุ่มที่รู้สึกเฉยๆ จำนวน 128 คน คิดเป็น 24.85% มีส่วนน้อยที่มองว่าควรจำกัดการสอนไว้เพียงแค่ในหลักสูตร จำนวน 54 คน คิดเป็น 10.49% และกลุ่มที่มองว่าไม่ควรอนุญาตให้มีกิจกรรมหรือการแสดงออกทางการเมืองในโรงเรียนเลย มีจำนวน 23 คน คิดเป็น 4.47%

สำหรับเด็กไทย การเมืองคือ…?
เมื่อตั้งคำถามปลายเปิดว่า การเมืองคืออะไร ในมุมมองของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง พบว่าคำตอบส่วนใหญ่มองเป็นเรื่องของโครงสร้างและการทำงานของภาครัฐ โดยมองว่าคือการบริหาร การปกครอง หรือหน้าที่ของรัฐบาลและสภามากที่สุด จำนวน 210 คน คิดเป็น 40.78% รองลงมามองในมุมของความสัมพันธ์เชิงอำนาจ คือการช่วงชิงผลประโยชน์และความขัดแย้ง จำนวน 124 คน คิดเป็น 24.08% นอกจากนี้ยังมีมุมมองอื่นๆ เช่น เรื่องของประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วม หรือเรื่องเศรษฐกิจและปากท้อง แต่มีสัดส่วนไม่มากนัก บางส่วนเปรียบเปรยการเมืองว่าคือ “สงครามธุรกิจ” “ธุรกิจของคนใหญ่คนโต” หรือบางคนระบุว่าเป็นเรื่องของ “คนโง่แก่งแย่งประโยชน์กับคนโง่ที่มีอำนาจ จนทำให้ประชาชนลำบาก” และมองว่า “มีอำนาจจะมีทุกอย่าง การเมืองมีอยู่ทุกที่”
และมีบางส่วนระบุว่า การเมืองเป็น “วิธีที่มนุษย์จัดการกันเองในสังคม เพื่อตัดสินใจว่า ใครจะได้อะไร เมื่อไหร่ และอย่างไร” หรือมองด้วยความหวัง โดยระบุว่าเป็น “พื้นที่แห่งการแสดงออก การเรียกร้องสิทธิและความยุติธรรม” และเป็น “สิ่งที่มนุษย์ทุกคนมีส่วนร่วมในการออกความเห็นอย่างเท่าเทียม” แต่ท้ายที่สุด ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีกลุ่มที่รู้สึกเบื่อหน่ายกับเรื่องนี้ โดยระบุว่า “วุ่นวายเล็กน้อย” หรือ “น่าเบื่อ เรียนก็ยุ่งพอแล้ว”
ความพอใจต่อการเมืองไทยตอนนี้
- เฉยๆ (61.17%)
- ไม่พอใจ (34.56%)
- พอใจ (เพียง 4.27%)
ในด้านความพึงพอใจต่อสถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบัน พบว่านักเรียนส่วนใหญ่รู้สึกเฉยๆ จำนวน 315 คน คิดเป็น 61.17% ตามมาด้วยกลุ่มที่ไม่พอใจ จำนวน 178 คน คิดเป็น 34.56% ส่วนกลุ่มที่รู้สึกพอใจกับการเมืองตอนนี้มีเพียง 22 คน คิดเป็น 4.27%
พื้นที่ถกเถียงเรื่องการเมือง
- เถียงกับเพื่อน (29.71%)
- ไม่เคยถกเถียง (28.87%)
- เถียงกับครอบครัว (24.55%)
สำหรับการถกเถียงหรือแลกเปลี่ยนความเห็นทางการเมือง พบว่าเพื่อน คือคู่สนทนาหลักที่นักเรียนเลือกถกเถียงด้วยมากที่สุด จำนวน 213 คน คิดเป็น 29.71% รองลงมาคือไม่เคยถกเถียงกับใครเลย มีจำนวนใกล้เคียงกับอันดับแรก คือ 207 คน คิดเป็น 28.87% ตามมาด้วยคนในครอบครัว เป็นกลุ่มที่นักเรียนถกเถียงด้วยรองลงมา จำนวน 176 คน คิดเป็น 24.55%
เมื่อสำรวจไปถึงการพูดคุยเรื่องการเมืองในครอบครัว พบว่าเกินครึ่งระบุว่าที่บ้านเปิดใจและแลกเปลี่ยนกันได้ จำนวน 270 คน คิดเป็น 52.43% แต่ก็มีตัวเลขที่น่าสนใจคือกลุ่มที่ไม่คุยเรื่องการเมืองกันเลยในครอบครัว ซึ่งมีจำนวนสูงถึง 186 คน คิดเป็น 36.12% ส่วนครอบครัวที่มีบรรยากาศตึงเครียดแต่ยังคุยได้ มี 49 คน คิดเป็น 9.51% หรือคุยแล้วจบลงด้วยการทะเลาะกัน มีจำนวน 10 คน คิดเป็น 1.94% โดยเป็นสัดส่วนที่น้อย

เด็กไทยเป็นนักส่องมากกว่าเป็นนักโพสต์
แม้จะติดตามข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดีย แต่เมื่อถามถึงการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง พบว่านักเรียนที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เลือกที่จะเป็นผู้สังเกตการณ์เงียบๆ มากกว่า โดยมีผู้ที่ไม่เคยแสดงความเห็นเลย จำนวน 262 คน คิดเป็น 50.87% รองลงมาคือกลุ่มที่แสดงความเห็นบ้างแต่นานๆ ครั้ง จำนวน 175 คน คิดเป็น 33.98% ส่วนกลุ่มที่แสดงความเห็นบ่อยครั้ง เช่น สัปดาห์ละ 2-5 ครั้ง หรือทุกวัน มีจำนวนไม่มากนัก
เมื่อถามว่าแสดงความเห็นทางการเมืองในแพลตฟอร์มใดมากที่สุด พบว่าเด็กไทยตอบไม่แสดงความเห็น กว่า 246 คน คิดเป็น 47.77% รองลงมาคือแสดงความเห็น โดยแพลตฟอร์มยอดนิยมยังคงเป็น TikTok จำนวน 127 คน คิดเป็น 24.66% ตามมาด้วย Facebook จำนวน 67 คน คิดเป็น 13.01% และ X (Twitter) จำนวน 52 คน คิดเป็น 10.10%
และเมื่อถามถึงรูปแบบการแสดงความเห็นทางการเมือง ส่วนใหญ่ตอบว่าไม่แสดงความเห็น กว่า 317 คน คิดเป็น 53.46% ตามมาด้วยเน้นการแชร์หรือรีโพสต์เนื้อหาของผู้อื่น จำนวน 173 คน คิดเป็น 29.17% มากกว่าการเขียนคอมเมนต์หรือตอบโต้ที่มีจำนวน 85 คน คิดเป็น 14.33% และมีเพียงส่วนน้อยมากที่สร้างเนื้อหาหรือโพสต์ด้วยตนเอง จำนวน 18 คน คิดเป็น 3.04%
เมื่อเจอคนเห็นต่างในโซเชียลทำอย่างไร?
- ไม่ทำอะไรเลย (78.45%)
- เข้าไปอธิบายด้วยเหตุผล (8.93%)
- กดรีพอร์ต (2.91%)
และเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเห็นต่างทางการเมืองบนโลกออนไลน์ นักเรียนส่วนใหญ่เลือกที่จะนิ่งเฉยหรือไม่ทำอะไรเลย ซึ่งมีจำนวนสูงถึง 404 คน คิดเป็น 78.45% โดยคำตอบนี้เป็นคำตอบที่ทุกกลุ่มอายุเลือกมากที่สุด มีเพียงส่วนน้อยที่เลือกจะเข้าไปอธิบายด้วยเหตุผล จำนวน 46 คน คิดเป็น 8.93% หรือใช้วิธีการกดรีพอร์ต จำนวน 15 คน คิดเป็น 2.91%

การมีส่วนร่วมและการชุมนุม
เมื่อถามถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยให้เลือกตอบได้มากกว่า 1 ข้อ พบว่า รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักเรียนไทยยังคงเน้นรูปแบบออนไลน์ หรือ Clicktivism มากกว่าการลงถนน โดยกิจกรรมที่ทำมากที่สุดคือการกดไลก์ แชร์ หรือรีโพสต์เนื้อหาที่เกี่ยวกับประเด็นทางการเมือง จำนวน 331 คน คิดเป็น 53.82% รองลงมาคือการเข้าไปแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในโซเชียลมีเดีย จำนวน 101 คน คิดเป็น 16.42% ส่วนกลุ่มที่ระบุว่าไม่เคยมีส่วนร่วมหรือไม่สนใจ มีจำนวน 73 คน คิดเป็น 11.87%
สำหรับการมีส่วนร่วมในรูปแบบอื่นๆ พบว่ามีการเข้าร่วมรณรงค์หรือลงชื่อสนับสนุนประเด็นต่างๆ จำนวน 54 คน คิดเป็น 8.78% การซื้อสินค้าเพื่อรณรงค์ จำนวน 24 คน คิดเป็น 3.90% ในขณะที่การมีส่วนร่วมในชีวิตจริงอย่างการเข้าร่วมชุมนุม มีเพียงจำนวน 16 คน คิดเป็น 2.60% ซึ่งเท่ากันกับกลุ่มที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือเคยช่วยงานพรรค
เมื่อสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อการชุมนุมทางการเมือง โดยเป็นคำถามปลายเปิด พบว่านักเรียนส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่มีความคิดเห็นหรือไม่ตอบในประเด็นนี้ จำนวน 188 คน คิดเป็น 36.50% รองลงมาคือกลุ่มที่รู้สึกเป็นกลางหรือเฉยๆ จำนวน 100 คน คิดเป็น 19.42% ส่วนกลุ่มที่เห็นด้วยหรือมองในเชิงบวกมีจำนวน 87 คน คิดเป็น 16.89% และกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยหรือมองในเชิงลบมีจำนวน 50 คน คิดเป็น 9.71% นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่เห็นด้วยแบบมีเงื่อนไข คือมองว่าชุมนุมได้แต่ต้องทำอย่างสันติ จำนวน 18 คน คิดเป็น 3.50% และกลุ่มที่มองในเชิงวิเคราะห์สิทธิและประชาธิปไตย จำนวน 9 คน คิดเป็น 1.75%
เสียงสะท้อนจากนักเรียนที่มีต่อเรื่องนี้มีความหลากหลายและน่าสนใจ โดยกลุ่มที่มองในเชิงบวกให้เหตุผลว่า “การชุมนุมคือบททดสอบว่าอำนาจเคารพประชาชนแค่ไหน ฟังแล้วแก้ = มองประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ ปิดหูปิดตา = มองประชาชนเป็นภาระ” อีกทั้งยังมองว่า “เป็นช่องทางให้ประชาชนที่เสียงไม่ดัง ได้ถูกรับฟัง” บางคนตอบว่า “ถ้าประเทศดีอยู่แล้ว คงไม่มีใครอยากออกมาเดินตากแดดเรียกร้อง”
ในขณะที่กลุ่มซึ่งเห็นด้วยแบบมีเงื่อนไข มองว่า “ชุมนุมได้ เป็นเรื่องปกติของประชาธิปไตย ขอแค่ไม่รุนแรงและไม่ทำลายข้าวของ” และ “ต้องไม่ไปละเมิดสิทธิการใช้ชีวิตของคนอื่น” ส่วนมุมมองของกลุ่มที่รู้สึกเฉยๆ หรือไม่เห็นด้วย ส่วนหนึ่งสะท้อนความจริงของชีวิตนักเรียนว่า “ลำพังเรียนก็ยุ่งพอแล้ว ไม่อยากมีเรื่องปวดหัวเพิ่ม” หรือมองว่าทำไปก็ “ไร้สาระ ทำไปก็ไม่ได้อะไร เพราะผู้ใหญ่บางคนก็ไม่ฟังอยู่ดี” รวมถึงเหตุผลที่ได้ยินมาเสมออย่าง “ทำให้รถติด กลับบ้านช้า” ส่วนกลุ่มที่ตอบว่าเฉยๆ ส่วนหนึ่งมองเรื่องนี้ด้วยความชินชาว่า “เฉยๆ ชินแล้ว เห็นจนเป็นเรื่องปกติของประเทศไทย”

เด็กไทยไม่เชื่อมั่นในองค์กรอิสระอย่าง กกต. มากที่สุด
เมื่อสำรวจความเชื่อมั่นที่มีต่อองค์กรอิสระ พบว่าเด็กไทยให้ความไว้วางใจในสถาบันตุลาการหรือศาล มากกว่าองค์กรที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบ โดยสามารถแบ่งกลุ่มตามระดับความเชื่อมั่นได้ดังนี้
กลุ่มที่ได้รับความเชื่อมั่นเกินครึ่ง องค์กรที่นักเรียนให้ความเชื่อมั่นมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่
- ศาลปกครอง มีผู้ให้ความเชื่อมั่นสูงสุด จำนวน 320 คน คิดเป็น 62.14% ในขณะที่มีผู้ไม่เชื่อมั่นจำนวน 126 คน คิดเป็น 24.47%
- ศาลรัฐธรรมนูญ ได้รับความเชื่อมั่นรองลงมา จำนวน 295 คน คิดเป็น 57.28% และมีผู้ไม่เชื่อมั่นจำนวน 151 คน คิดเป็น 29.32%
- คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ กสม. มีผู้เชื่อมั่นจำนวน 270 คน คิดเป็น 52.43% และไม่เชื่อมั่นจำนวน 143 คน คิดเป็น 27.77%
กลุ่มที่มีสัดส่วนผู้ไม่เชื่อมั่นสูงกว่าผู้เชื่อมั่น ได้แก่
- คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เป็นองค์กรที่นักเรียนไม่เชื่อมั่นมากที่สุด จำนวน 252 คน คิดเป็น 48.93% ซึ่งสูงกว่าผู้ที่เชื่อมั่นที่มีเพียงจำนวน 155 คน คิดเป็น 30.10%
- สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. มีผู้ไม่เชื่อมั่นจำนวน 239 คน คิดเป็น 46.41% สูงกว่าผู้ที่เชื่อมั่นที่มีจำนวน 182 คน คิดเป็น 35.34%
- สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ สำนักงาน ปปง. มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันมาก แต่ฝ่ายไม่เชื่อมั่นมีจำนวนมากกว่าเล็กน้อย คือจำนวน 208 คน คิดเป็น 40.39% ส่วนผู้ที่เชื่อมั่นมีจำนวน 201 คน คิดเป็น 39.03%
กลุ่มที่มีความเชื่อมั่นอยู่ในระดับปานกลาง เป็นกลุ่มที่คะแนนความเชื่อมั่นนำหน้าความไม่เชื่อมั่น แต่ยังไม่ถึงระดับเกินครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม
- ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีผู้เชื่อมั่นจำนวน 256 คน คิดเป็น 49.71% และไม่เชื่อมั่นจำนวน 168 คน คิดเป็น 32.62%
- คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีผู้เชื่อมั่นจำนวน 239 คน คิดเป็น 46.41% และไม่เชื่อมั่นจำนวน 188 คน คิดเป็น 36.50%

เตรียมพร้อมเลือกตั้ง 69 แต่เรื่องเซอร์ไพรส์คือเด็กไทยส่วนใหญ่ “ไม่เห็นด้วย” ให้ลดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งเหลือ 16 ปี
เมื่อสอบถามว่า ได้ยินข่าวหรือไม่ว่า ปี 2569 อาจจะมีการเลือกตั้งทั่วไป (แบบสอบถามนี้ปล่อยวันที่ 4 ธ.ค. 68 ก่อนที่จะมีการประกาศยุบสภาในวันที่ 12 ธ.ค. 68) พบว่านักเรียนที่ตอบแบบสอบถามเกินครึ่งทราบเรื่องนี้แล้ว จำนวน 272 คน คิดเป็น 52.82% ส่วนกลุ่มที่ไม่ทราบข่าวมีจำนวน 243 คน คิดเป็น 47.18%
และเมื่อถามว่า หากมีสิทธิเลือกตั้ง ปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองคืออะไร โดยให้เลือกตอบเพียง 1 ข้อ มีคำตอบว่า ดูจากนโยบายที่ชอบ มากที่สุด จำนวน 223 คน คิดเป็น 43.30% รองลงมาคือดูจากผลงานในอดีต จำนวน 111 คน คิดเป็น 21.55% และเลือกจากพรรคที่ชอบ จำนวน 78 คน คิดเป็น 15.15% เช่นเดียวกับการเลือก สส. ที่นโยบายยังคงเป็นปัจจัยหลัก จำนวน 200 คน คิดเป็น 38.83% ตามด้วยผลงานในอดีต จำนวน 140 คน คิดเป็น 27.18%
เมื่อถามว่า จะชวนให้คนรอบตัวเลือกพรรค/นักการเมืองเหมือนกับตนเองแค่ไหน พบว่านักเรียนส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่ชักชวนให้คนอื่นเลือกเหมือนตนเอง จำนวน 229 คน คิดเป็น 44.47% รองลงมาคือกลุ่มที่อาจจะชวนบ้างถ้ามีคนถามหรือเปิดประเด็นขึ้นมา จำนวน 226 คน คิดเป็น 43.88% และมีเพียงกลุ่มเล็กๆ ที่จะพยายามชักชวนให้ได้มากที่สุด จำนวน 60 คน คิดเป็น 11.65%
สำหรับประเด็นเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียง หากมีคนมาแจกเงิน นักเรียนส่วนใหญ่ยืนยันว่าจะไม่รับเงินและไม่เลือกผู้สมัครรายนั้น จำนวน 218 คน คิดเป็น 42.33% รองลงมาคือกลุ่มที่จะรับเงินไว้แต่ไม่เลือก จำนวน 184 คน คิดเป็น 35.73% ส่วนกลุ่มที่จะแจ้ง กกต. มีจำนวน 86 คน คิดเป็น 16.70% และกลุ่มที่ยอมรับเงินและจะเลือกให้ด้วย มีจำนวน 27 คน คิดเป็น 5.24%
เห็นด้วยหรือไม่ ถ้าปรับอายุเลือกตั้งเป็น 16 ปี?
- ไม่เห็นด้วย (56.50%)
- เห็นด้วย (43.50%)
ประเด็นที่น่าสนใจ คือความคิดเห็นต่อข้อเสนอการปรับลดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งจาก 18 ปี เป็น 16 ปี ซึ่งพบว่านักเรียนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ โดยมีผู้ไม่เห็นด้วยจำนวน 291 คน คิดเป็น 56.50% ในขณะที่ผู้ที่เห็นด้วยมีจำนวน 224 คน คิดเป็น 43.50%
เมื่อดูช่วงอายุ กลุ่มอายุ 15 ปี ซึ่งจะเป็นผู้ได้รับสิทธิโดยตรงหากมีการปรับกฎหมาย กลับเป็นกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยสูงที่สุด คือประมาณ 64% รองลงมาคืออายุ 16 ปีที่ไม่เห็นด้วย 60%
นอกจากนี้ในกลุ่มที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งตามกฎหมายปัจจุบันแล้ว พบแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าสนใจ โดยในกลุ่มอายุ 18 ปี เสียงส่วนใหญ่ยังคงไม่เห็นด้วยจำนวน 58 คน ต่อเห็นด้วย 44 คน แต่เมื่อขยับขึ้นไปที่กลุ่มอายุ 19 ปีและ 20 ปี กลับพบจุดเปลี่ยนสำคัญคือเสียงส่วนใหญ่พลิกกลับมาเป็นเห็นด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 20 ปี ที่มีผู้เห็นด้วยสูงถึง 15 คน ในขณะที่ผู้ไม่เห็นด้วยมีเพียง 6 คน หรือคิดเป็นสัดส่วนเกิน 70% ที่สนับสนุนแนวคิดนี้ ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่ายิ่งอายุมากขึ้น ความเชื่อมั่นว่าเด็กอายุ 16 ปีควรมีสิทธิเลือกตั้งกลับมีแนวโน้มสูงขึ้น

ปัญหาเร่งด่วน: ปัญหาชายแดนมาแรงแซงเศรษฐกิจ
Top 5 ปัญหาที่อยากให้แก้ด่วนที่สุด
- ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา (14.56%)
- เศรษฐกิจ (13.66%)
- คุณภาพการศึกษา (12.88%)
- ยาเสพติด (12.75%)
- คอร์รัปชัน (11.33%)
เมื่อถามถึงปัญหาเร่งด่วนที่สุดที่อยากให้นักการเมืองแก้ไขที่สุด 3 อันดับแรก มีประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมาก คือปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา ที่พุ่งขึ้นมาเป็นอันดับ 1 จำนวน 225 คน คิดเป็น 14.56% ซึ่งอาจเป็นผลมาจากกระแสข่าวในช่วงที่มีการสำรวจ รองลงมาคือปัญหาเศรษฐกิจ จำนวน 211 คน คิดเป็น 13.66% ตามด้วยคุณภาพการศึกษา จำนวน 199 คน คิดเป็น 12.88% ปัญหายาเสพติด จำนวน 197 คน คิดเป็น 12.75% และปัญหาคอร์รัปชัน จำนวน 175 คน คิดเป็น 11.33%
ในส่วนของความนิยมต่อพรรคการเมือง พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ยังไม่มีพรรคที่ชอบเป็นพิเศษ จำนวน 378 คน คิดเป็น 73.40% ส่วนกลุ่มที่มีพรรคในใจแล้วมีจำนวน 137 คน คิดเป็น 26.60%
สำหรับพรรคการเมืองในฝัน ซึ่งเป็นคำถามปลายเปิด เมื่อนำมาจัดหมวดพบว่า นักเรียนให้ความสำคัญกับเรื่องการทำได้จริงตามนโยบายมากที่สุด จำนวน 97 คน คิดเป็น 18.83% รองลงมาคือการมีคุณธรรม โปร่งใส และไม่โกง จำนวน 82 คน คิดเป็น 15.92% ซึ่งเท่ากันกับพรรคที่เข้าใจและรับฟังประชาชน
อาทิ “หาเสียงเป็นยังไง ได้เป็นก็ต้องเป็นอย่างงั้น” “พูดจริงทำจริง ไม่ขายฝัน” “ไม่เทา ซื่อสัตย์ ตรวจสอบได้” และ “ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว”
ส่วนนายกรัฐมนตรีในฝัน ซึ่งเป็นคำถามปลายเปิด เมื่อนำมาจัดหมวดพบว่า คุณสมบัติที่มาเป็นอันดับหนึ่งคือการรับฟังและเข้าใจประชาชน จำนวน 198 คน คิดเป็น 38.45% รองลงมาคือการมีคุณธรรม โปร่งใส และไม่โกง จำนวน 103 คน คิดเป็น 20.00% ตามด้วยการมีภาวะผู้นำ เด็ดขาด และรอบคอบ จำนวน 99 คน คิดเป็น 19.22%
นักเรียนอยากได้นายกฯ ที่ “ฟังเสียงประชาชนจริงๆ ไม่ใช่แค่ตอนหาเสียง” “ประชาชนเดือดร้อน ต้องมาให้ไว” และต้องมีความเป็นผู้นำ “กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ” พร้อมทั้งย้ำเรื่องความซื่อสัตย์ว่า “ไม่โกงกินบ้านเมือง” และ “เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าพวกพ้อง”
นอกจากคุณสมบัติต่างๆ แล้ว ยังมีนักเรียนบางส่วน (3.50%) ที่ระบุชื่อบุคคลที่เป็นนายกฯ ในฝันมาโดยตรง ซึ่งสะท้อนความชื่นชอบในตัวบุคคลที่หลากหลาย เช่น “แบบพิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หรือ “เท้ง” (ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ) “ปิยบุตร แสงกนกุล” “แบบลุงตู่” หรือ “เเบบนายประยุทธ” “แบบโดนอล ทรัมป์”

เก้าอี้รัฐมนตรีในฝัน
Top 5 กระทรวงยอดฮิต
- กระทรวงศึกษาธิการ (16.50%)
- กระทรวงยุติธรรม (12.82%)
- กระทรวงการต่างประเทศ (9.13%)
- กระทรวง พม. (8.35%)
- กระทรวงสาธารณสุข (8.35%)
เมื่อสมมติสถานการณ์ว่าหากมีโอกาสได้เข้าไปบริหารประเทศ กระทรวงที่นักเรียนอยากเข้าไปทำงานมากที่สุดคือกระทรวงใด นักเรียนที่ตอบแบบสอบถามเลือกกระทรวงศึกษาธิการมากที่สุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องใกล้ตัวที่สุด โดยมีจำนวน 85 คน คิดเป็น 16.50% รองลงมาคือกระทรวงยุติธรรม จำนวน 66 คน คิดเป็น 12.82% ตามด้วยกระทรวงการต่างประเทศ จำนวน 47 คน คิดเป็น 9.13% ส่วนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงสาธารณสุข มีผู้เลือกเท่ากันที่จำนวน 43 คน คิดเป็น 8.35%
สำหรับกระทรวงที่ไม่ค่อยได้รับความนิยม 5 อันดับรั้งท้าย ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม (0.78%) กระทรวงพลังงาน (1.55%) กระทรวงคมนาคม (1.94%) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (1.94%) และกระทรวงพาณิชย์ (2.14%)
สำหรับมุมมองที่มีต่ออนาคตของประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง นักเรียนส่วนใหญ่ยังคงมีความหวัง โดยเชื่อว่าประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น จำนวน 287 คน คิดเป็น 55.73% ในขณะที่กลุ่มที่มองว่าทุกอย่างจะยังคงเหมือนเดิมและไม่มีการเปลี่ยนแปลง มีจำนวน 189 คน คิดเป็น 36.70% ส่วนกลุ่มที่มองโลกในแง่ร้ายว่าสถานการณ์จะแย่ลง มีจำนวน 39 คน คิดเป็น 7.57%
ดูข้อมูลได้ที่ : https://rocketmedialab.co/database-student-q1-2026

























