จากเหตุการณ์ไฟป่าที่เกิดขึ้นในภาคเหนือ จนทำให้เชียงใหม่กลายเป็นพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก ในขณะเดียวกันก็เกิดการถกเถียงเรื่องนโยบายการผ้ามเผา ที่อาจไม่ช่วยให้ลดการเผาได้จริง ไปจนประเด็นเรื่องถึงการชิงเผาของหน่วยงานของรัฐ การจัดการไฟของชาวบ้าน กลุ่มชาติพันธ์ุ เกษตรกร และจุดความร้อนในประเทศเพื่อนบ้านที่ก่อให้เกิดมลพิษข้ามพรมแดน
Rocket Media Lab ชวนย้อนดูข้อมูลพื้นที่การเผา (Burnt Scar) ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ ระว่างปี 2566-2568 ว่าพื้นที่จังหวัดใดมีการเผาเพิ่มขึ้น-ลดลง อย่างไรบ้าง

พื้นที่เผาไหม้รวม 17 จังหวัดภาคเหนือ 3 ปีย้อนหลัง : ในภาพรวมลดลง แต่ใช่ว่าจะลดลงทุกพื้นที่
เมื่อพิจารณาภาพรวมของพื้นที่เผาไหม้ทั้งหมดใน 17 จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งครอบคลุมทั้งพื้นที่ป่า และพื้นที่เกษตรกรรม ทั้งนาข้าว อ้อย ข้าวโพดและเกษตรกรรมอื่นๆ จาก GISTDA ระหว่างปี 2566-2568 พบว่า พื้นที่เผาไหม้รวมเพิ่มขึ้นจาก 9,686,956 ไร่ในปี 2566 เป็น 9,696,686 ในปี 2567 ก่อนจะลดลงเป็น 8,492,308 ไร่ ในปี 2568
หากพิจารณาเป็นรายจังหวัด พบว่าแม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่เผามากที่สุดใน 3 ปีที่ผ่านมา รวม 4,117,067 ไร่ โดยในปี 2566 แม่ฮ่องสอนยังเป็นพื้นที่ที่มีการเผาสูงที่สุดอีกด้วย สูงถึง 1,754,585 ไร่ รองลงมาก็คือตาก พื้นที่เผารวม 3 ปี อยู่ที่ 3,937,182 ไร่ โดยในปี 2568 ตากยังเป็นพื้นที่ที่มีการเผาสูงที่สุดอีกด้วย สูงถึง 1,386,540 ไร่ ตามมาด้วย ลำปาง พื้นที่เผารวม 3 ปี อยู่ที่ 3,007,622 ไร่ โดยในปี 2567 ลำปางยังเป็นพื้นที่ที่มีการเผาสูงที่สุดอีกด้วย สูงถึง 1,333,211ไร่
ในส่วนของจังหวัดที่มีพื้นที่การเผาลดลงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มี 5 จังหวัดได้แก่ เชียงราย พื้นที่เผา 357,889 ไร่ ในปี 2566 ลดลงเหลือ 96,842 ไร่ในปี 2568 เชียงใหม่ ซึ่งเป็นจังหวัดที่ติดอันดับหนึ่งของโลกว่ามีมลพิษทางอากาศสูงสุดในตอนนี้ พบว่าตลอด 3 ปีที่ผ่านมาพื้นที่เผาลดลงเรื่อยๆ จาก 1,157,434 ไร่ ในปี 2566 ลดลงเหลือ 702,040 ไร่ในปี 2568
น่าน พื้นที่เผา 704,714 ไร่ ในปี 2566 ลดลงเหลือ 704,714 ไร่ในปี 2568 พิษณุโลก พื้นที่เผา 235,857 ไร่ ในปี 2566 ลดลงเหลือ 88,330 ไร่ในปี 2568 และอุตรดิตถ์ พื้นที่เผา 482,397 ไร่ ในปี 2566 ลดลงเหลือ 397,203 ไร่ในปี 2568 โดยพิษณุโลกยังเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่เผาไหม้น้อยที่สุดในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนืออีกด้วย
จังหวัดที่มีพื้นที่การเผาเพิ่มขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มี 3 จังหวัด คือ นครสวรรค์ มียอดรวมพื้นที่เผาในปี 2568 อยู่ที่ 917,832 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่ 907,074 ไร่ เพชรบูรณ์ โดยขยับจาก 620,078 ไร่ในปี 2566 มาเป็น 753,246 ไร่ในปี 2567 และเพิ่มเป็น 838,310 ไร่ในปี 2568 และสุโขทัย จาก 113,435 ไร่ในปี 2566 เพิ่มขึ้นเป็น 135,449 ไร่ในปี 2568

พื้นที่เผาไหม้ในป่า 17 จังหวัดภาคเหนือ ปี 66-68 : เผาป่าเพิ่ม เผาในพื้นที่เกษตรลด
ตัวเลขพื้นที่เผาไหม้ในพื้นที่ป่า ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ ตั้งแต่ปี 2566-2568 จาก GISTDA ในภาพรวมพบว่าในปี 2566 มีพื้นที่เผาไหม้รวมกันสูงถึง 6,326,544 ไร่ ก่อนจะลดลงในปี 2567 มาอยู่ที่ 2,292,112 ไร่ และกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งในปี 2568 ที่ 5,777,474 ไร่ ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 3,485,362 ไร่
โดยในปี 2566 จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีการเผาในพื้นที่ป่ามากที่สุดที่ 1,467,199 ไร่ ส่วนจังหวัดพิจิตรมีการเผาในพื้นที่ป่าน้อยที่สุดเพียง 741 ไร่เท่านั้น ต่อมาในปี 2567 เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีการเผาไหม้ในพื้นที่ป่ามากที่สุด อยู่ที่ 558,338 ไร่ รองลงมาคือแม่ฮ่องสอน ด้วยพื้นที่การเผาไหม้ในป่า 422,457 ไร่ และพิจิตรยังคงน้อยที่สุดที่ 1,224 ไร่ จนกระทั่งในปี 2568 จังหวัดตากได้กลายเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่เผาไหม้ในป่าสูงที่สุดในภาคเหนือโดยมียอดรวม 1,195,419 ไร่ ในขณะที่พิจิตรยังคงเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่เผาไหม้น้อยที่สุดเช่นเดิมที่ 1,715 ไร่
หากพิจารณาเป็นรายจังหวัดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่าจังหวัดเชียงรายเป็นเพียงจังหวัดเดียวที่มีสถิติการเผาในพื้นที่ป่าลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 93,738 ไร่ในปี 2566 ลดลงเหลือ 17,808 ไร่ในปี 2567 และลดลงเหลือต่ำสุดที่ 13,302 ไร่ในปี 2568 ในทางตรงกันข้ามกัน จังหวัดพิจิตรแม้จะมีพื้นที่เผาไหม้น้อยที่สุดในภาคเหนือ แต่การเผากลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกๆปี โดยจาก 741 ไร่ในปี 2566 ขยับขึ้นเป็น 1,224 ไร่ในปี 2567 และเป็น 1,715 ไร่ในปี 2568
สำหรับสถิติในปี 2568 ปรากฏว่าพื้นที่เผาในป่าในภาคเหนือกลับมาขยายตัวเพิ่มขึ้นเกือบทุกจังหวัด โดยมีเพียงจังหวัดเชียงรายเท่านั้นที่มียอดพื้นที่เผาในป่าลดลงเมื่อเทียบกับปี 2567 ขณะที่อีก 16 จังหวัดที่เหลือต่างมีตัวเลขเพิ่มขึ้นทั้งหมด นำโดยจังหวัดตากที่พุ่งขึ้นจาก 231,752 ไร่ในปี 2567 ไปที่ 1,195,419 ไร่ในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นเกือบหกเท่าตัว ตามมาด้วยแม่ฮ่องสอนที่กลับไปแตะหลักล้านไร่อีกครั้งที่ 1,110,340 ไร่ และลำปางที่เพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าตัวมาอยู่ที่ 829,250 ไร่ ส่วนจังหวัดอื่นๆ อย่างเชียงใหม่ขยับขึ้นมาเป็น 637,886 ไร่ ลำพูนเพิ่มขึ้นเป็น 331,758 ไร่ และอุตรดิตถ์กลับมาอยู่ที่ 333,680 ไร่ แม้แต่จังหวัดในภาคเหนือตอนล่างอย่างนครสวรรค์ และกำแพงเพชรก็มียอดพุ่งสูงขึ้นเกินหนึ่งแสนไร่ในปี 2568 เช่นกัน

พื้นที่เผาในพื้นที่การเกษตร 17 จังหวัดภาคเหนือ ปี 66-68 : เมื่อรัฐหันไปจับตาการเผาป่า การเผาภาคเกษตรก็เลยสูงขึ้น
สถิติการเผาในพื้นที่การเกษตร ซึ่งเกิดขึ้นทั้งในนาข้าว อ้อย ข้าวโพด และเกษตกรรรมอื่นๆ ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ ตั้งแต่ปี 2566-2568 จาก GISTDA โดยในปี 2566 มียอดรวมพื้นที่เผาในภาคเกษตรทั้งหมด 3,360,412 ไร่ จากนั้นในปี 2567 พุ่งสูงขึ้นเป็น 7,404,574 ไร่ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 4,044,162 ไร่ ก่อนที่ในปี 2568 สถานการณ์จะดีขึ้นโดยยอดรวมลดลงมาอยู่ที่ 2,714,834 ไร่ หรือลดลงจากปี 2567 ถึง 4,689,740 ไร่
เมื่อพิจารณาเป็นรายปี พบว่าในปี 2566 จังหวัดที่มีการเผาในพื้นที่การเกษตรมากที่สุดคือนครสวรรค์ 540,845 ไร่ และน้อยที่สุดคือลำพูน 23,315 ไร่ ต่อมาในปี 2567 จังหวัดลำปางมีการเผาในพื้นที่เกษตรสูงสุดที่ 997,144 ไร่ ขณะที่กำแพงเพชรมีตัวเลขน้อยที่สุดที่ 107,502 ไร่ และล่าสุดในปี 2568 จังหวัดนครสวรรค์กลับมามียอดสูงสุดอีกครั้งที่ 783,779 ไร่ ส่วนลำพูนเป็นจังหวัดที่มีตัวเลขน้อยที่สุดเพียง 17,029 ไร่ ในปี 2568
หากพิจารณาเป็นรายจังหวัดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่าจังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดที่มีสถิติพื้นที่เผาในภาคเกษตรลดลง โดยในปี 2566 มียอด 264,151 ไร่ ลดลงเหลือ 184,912 ไร่ในปี 2567 และลดลงเหลือ 83,540 ไร่ในปี 2568 และมีเพียงจังหวัดเดียวที่มีพื้นที่เผาไหม้เพิ่มขึ้นในปี 2568 คือจังหวัดพิจิตร โดยมีพื้นที่เผาไหม้ 262,041 ไร่ในปี 2566 ลดลงมาเป็น 193,015 ไร่ในปี 2567 และกลับมาเพิ่มขึ้นเป็น 236,497 ไร่ในปี 2568 ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่ในปีล่าสุดยังคงเป็นนาข้าวถึง 225,776 ไร่
สถานการณ์ในปี 2568 พบว่าพื้นที่เผาในภาคเกษตรใน 17 จังหวัดภาคเหนือลดลงในเกือบทุกพื้นที่ มีเพียงจังหวัดพิจิตรจังหวัดเดียวเท่านั้นที่มีการเผาในพื้นที่เกษตรเพิ่มขึ้นจากปี 2567 ส่วนอีก 16 จังหวัดที่เหลือมียอดลดลงทั้งหมด ตัวอย่างคือลำปางที่ลดลงจาก 997,144 ไร่ ในปี 2567 เหลือ 84,040 ไร่ ในปี 2568 ตากลดจาก 922,081 ไร่ ในปี 2567 เหลือ 191,121 ไร่ ในปี 2568 และแพร่ที่ลดจาก 499,241 ไร่ ในปี 2567 เหลือเพียง 56,148 ไร่ ในปี 2568 ด้านเพชรบูรณ์แม้จะลดลงมาอยู่ที่ 690,147 ไร่ ในปี 2568 แต่ยังพบการเผาไร่อ้อยสูงถึง 404,427 ไร่ ส่วนจังหวัดอื่นๆ เช่น แม่ฮ่องสอนมียอดรวม 115,391 ไร่ น่าน 81,241 ไร่ เชียงใหม่ 64,154 ไร่ และอุตรดิตถ์ลดลงมาอยู่ที่ 63,523 ไร่ ในปี 2568
สรุปการเผาใน 17 จังหวัดภาคเหนือ ปี 66-68 : ป่าลด เกษตรเพิ่ม สลับกันไปตาม KPI และความเข้มงวดของมาตรการจากภาครัฐ
ในปี 2566 พบการเกิดไฟป่าทั่วประเทศสูงถึง 2,375 ครั้ง ซึ่งพื้นที่ภาคเหนือมีความถี่สูงสุดถึง 2,179 ครั้ง โดยเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่เกิดไฟป่ามากเป็นอันดับสามของประเทศ และเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ที่เกิดไฟป่าในเขตอนุรักษ์มากที่สุดในประเทศนับแต่ปี 2556 การเกิดไฟป่าอย่างหนักในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน 2566 ในเชียงใหม่ จนทำให้ครองแชมป์เมืองคุณภาพอากาศแย่ที่สุดของโลก ทำให้ปัญหาไฟป่าในภาคเหนือกลายเป็นประเด็นที่ภาครัฐต้องออกมาตรการป้องกันและแก้ไขโดยด่วน ซึ่งการแก้ปัญหาเหล่านี้สะท้อนผ่านการกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นละออง
โดยพบว่ามีการตั้งเป้าไว้ว่า ในปี 2567 มีการตั้ง KPI ไว้อย่างเข้มงวดโดยตั้งเป้าลดการเผาไหม้ทั้งในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวน และพื้นที่เกษตรกรรมใน 17 จังหวัดภาคเหนือลงให้ได้ 50% ส่งผลให้ไฟป่าลดลง แต่กลับพบว่าการเผาในพื้นที่เกษตรเพิ่มสูงขึ้นแทนจนกลายเป็นปีแรกในรอบหลายสิบปีที่สถิติการเผาในภาคเกษตรสูงกว่าพื้นที่ป่าในภาพรวมทั้งประเทศ ซึ่งก็นำมาสู่การบังคับใช้มาตรการห้ามเผาเด็ดขาดในพื้นที่เกษตรอย่างเข้มงวดจนทำให้ตัวเลขการเผาภาคเกษตรลดลงในปี 2568 ทว่าพื้นที่ป่ากลับมามีสถิติไฟไหม้เพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง
ดูข้อมูลได้ที่: https://rocketmedialab.co/database-northern-burn-scar-3-years
อ่านเพิ่มเติม:
จากไฟป่าสู่ไฟเกษตร: สำรวจสถานการณ์สุขภาพและการเผาที่เกี่ยวข้องกับฝุ่น PM2.5 ในปี 2567
ตรวจการบ้าน : ภาครัฐแก้ปัญหาฝุ่นในปี 2568 ประสบความสำเร็จจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้มากน้อยแค่ไหน





























