Connect with us

Hi, what are you looking for?

economy

#DataDrivenPolicy เลือกตั้ง ’69 ปัญหาค่าแรงขั้นต่ำ

พรรคการเมืองจะมีนโยบายอย่างไร เมื่อข้าวของแพงขึ้นทุกปี แต่ค่าแรงขั้นต่ำไม่ขึ้นตาม แถมยังไม่ขึ้นทุกปีอีกด้วย  

#DataDrivenPolicyคำถามนี้นักการเมืองต้องตอบ ชวนมาเปิดไพ่ เพื่อใช้ข้อมูลนำทาง กับไพ่ Judgement ค่าแรงขั้นต่ำ

#เลือกตั้ง69 ครั้งนี้ พรรคการเมืองมาพร้อมนโยบายมากมายสารพัดและแตกต่างกันไป Rocket Media Lab ขอเชิญชวนนักการเมืองทุกพรรค รวมไปถึงประชาชนทุกคนทั้งผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้ง หรือยังไม่มี มาร่วมกันคลี่ปมปัญหา 12 ประเด็นของประเทศไทยว่ามีอะไรซุกซ่อนอยู่บ้าง ผ่าน ‘ไพ่ทาโรต์’ ชุดพิเศษที่จัดทำขึ้น ที่จะมาพร้อมทั้งประเด็นปัญหา ชุดคำถามสำคัญที่จะพาเราไปหาทางออก และข้อมูลที่จะนำไปสู่การออกแบบนโยบายเพื่อแก้ปัญหานั้น 

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อค่าแรงขั้นต่ำไม่ได้ขึ้นทุกปี แม้ราคาสินค้าค่าครองชีพจะขยับขึ้น  

ประเทศไทยมีการนำแนวคิดเรื่องค่าแรงขั้นต่ำมาใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2516 ในสมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร โดยนำร่องในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรม จนกระทั่งถึงรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ประเทศไทยมีการปรับขึ้นค่าแรงมาแล้วทั้งหมด 50 ครั้ง แบ่งเป็นการขึ้นแบบรายจังหวัด 21 ครั้ง และขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ 29 ครั้ง 

แต่ประเทศไทยไม่ได้ปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นทุกปี แม้ราคาข้าวของจะขยับตัวขึ้นทุกปีก็ตาม โดยเฉพาะช่วงหลังปี 2539 ที่เริ่มเปลี่ยนจากการขึ้นเกือบทุกปีมาเป็นการเว้นช่วงนานขึ้น อย่างการขึ้นในปี 2541 ในยุค ชวลิต ยงใจยุทธ หากนั้นก็เว้นไปถึง 2 ปี ถึงจะขึ้นอีกครั้งในปี 2544 ในยุคชวน หลีกภัย ซึ่งก็เว้นไปอีก 3 ปี ถึงจะขึ้นอีกในปี 2548 ในยุคทักษิณ ชินวัตร

เช่นเดียวกันกับการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั้งประเทศในปี 2556 ยุคยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากนั้นเว้นไปอีก 3 ปี ในช่วงการรัฐประหารถึงจะมีการขึ้นอีกครั้งในปี 2560 ในยุคประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่หลังจากมีการเลือกตั้งแล้วในปี 2562 ค่าแรงขั้นต่ำก็ยังไม่ขึ้นทุกปี แต่เป็นการขึ้นปีเว้นปี โดยขึ้นในปี 2563 2565 และ 2567 แม้ว่าราคาค่าครองชีพจะเขยิบขึ้นทุกปีก็ตาม 

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อปีที่ GDP เพิ่ม แต่ใช่ว่าค่าแรงขั้นต่ำจะเพิ่มตาม

ทุกครั้งที่จะมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้น ข้อโต้แย้งเรื่องการขึ้นค่าแรงมักวนเวียนอยู่กับสภาพเศรษฐกิจที่ยังคงไม่เติบโต ความกังวลของภาคเอกชนเรื่องต้นทุนจะพุ่งสูงขึ้น หรือหากขึ้นค่าแรงแล้วอาจทำให้นักลงทุนย้ายฐานผลิตหนี แต่เมื่อนำข้อมูลการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในแต่ละปี และตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติต่อหัว หรือ GDP ต่อหัว มาเปรียบเทียบกันก็จะพบว่า แม้ในปีที่ GDP เติบโต แต่ค่าแรงก็กลับไม่ขึ้นตาม 

เช่น ในช่วงปี 2544 จนถึงช่วงปี 2551 ที่ตัวเลข GDP ต่อหัวนั้นเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อหันกลับมาดูค่าแรงขั้นต่ำกลับพบว่าไม่ได้เติบโตตามการเติบโตของเศรษฐกิจเลยแม้แต่น้อย เช่นเดียวกันกับในช่วงปี 2558 จนถึงปี 2563 ที่ที่ตัวเลข GDP ต่อหัวนั้นเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ค่าแรงขั้นต่ำนั้นกลับเติบโตอย่างเชื่องช้า จนดูเหมือนว่าแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง 

นอกจากนั้น ข้อกังวลเรื่องค่าแรงที่สูงขึ้น จะทำให้เจ้าของกิจการต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มมากขึ้นนั้น พบว่าในปี 2557 หลังนโยบายค่าแรง 300 บาทมีผลบังคับใช้ทั่วประเทศ แม้จะมีปัจจัยลบทางการเมืองหรือข้อถกเถียงทางการเมือง แต่จะพบว่า GDP ต่อหัวกลับสูงถึง 608 บาท และอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำเพียงร้อยละ 1.9 ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ยังยืนยันว่าการลงทุนจากต่างประเทศไม่ได้ลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้นเป็น 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สิ่งนี้เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าการเติบโตของ GDP ไม่ได้ส่งผลให้ค่าแรงปรับขึ้นตามกลไกที่ควรจะเป็น แม้ตัวเลขเศรษฐกิจจะดีขึ้นแต่ค่าแรงกลับถูกแช่แข็งหรือปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อค่าแรงขั้นต่ำไม่เท่ากัน แต่ราคาข้าวของเท่ากัน

ค่าแรงขั้นต่ำที่ไม่เท่ากันในแต่ละจังหวัด มีจุดเริ่มต้นจากการกำหนดนโยบายของรัฐที่ไม่ทั่วถึง ตั้งแต่การประท้วงปี 2517 ที่ทำให้มีการขึ้นค่าแรงเป็น 20 บาทเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ต่อมาเมื่อรัฐบาลมุ่งเน้นพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจเฉพาะจุด เช่น โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือ Eastern Seaboard Development Program ในปี 2524 ก็ส่งผลให้ค่าแรงในภาคตะวันออกอย่างชลบุรีและระยองพุ่งสูงขึ้นเทียบเท่าเมืองหลวง หรือนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว (Visit Thai) ในช่วงปี 2530-2534 ที่ดันให้ภูเก็ตกลายเป็นจังหวัดที่มีค่าแรงสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ซึ่งจะเห็นว่าค่าแรงขั้นต่ำสูงๆ ขึ้นมักกระจุกตัวอยู่แค่ในพื้นที่อุตสาหกรรมและท่องเที่ยวตามการชี้เป้าของภาครัฐ ในขณะที่จังหวัดอื่นถูกทิ้งไว้ข้างหลังแม้ราคาสินค้าจะขยับขึ้นเท่ากันทั่วประเทศ

กลไกที่ทำให้ค่าแรงไม่สะท้อนค่าครองชีพจริงคือสูตรคำนวณที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งรศ.ดร.กิริยา กุลกลการ นักวิชาการมองว่ามีความไม่เป็นธรรมหลายจุด เช่น การกำหนดตัวถ่วงน้ำหนัก 0.32 คูณกับผลิตภาพแรงงาน หมายความว่าหากแรงงานเก่งขึ้น 10% จะได้รับการขึ้นค่าแรงเพียง 3.2% เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนวิธีคิดฐานเงินเฟ้อในช่วงการเจรจา โดยเลือกใช้ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี (ซึ่งรวมช่วงเงินเฟ้อต่ำตอนโควิด) แทนที่จะใช้ตัวเลขปีล่าสุด ทำให้ตัวเลขค่าแรงที่ปรับขึ้นออกมาต่ำกว่าความเป็นจริงและไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ เมื่อเทียบกับราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้นในปัจจุบัน

จากข้อมูลล่าสุดในยุครัฐบาลเศรษฐาถึงแพทองธาร พบว่าจังหวัดชายแดนใต้อย่างนราธิวาส ปัตตานี ยะลา มีค่าแรงขั้นต่ำเกาะกลุ่มอยู่ที่ระดับ 330-337 บาท ซึ่งเป็นฐานที่ต่ำที่สุด ในขณะที่พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษและท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต ชลบุรี ระยอง หรือกิจการโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไปในบางพื้นที่ ได้รับการนำร่องปรับขึ้นเป็น 400 บาท ความต่างของรายได้ ทำให้เห็นว่าในความเป็นจริงค่าจ้างขั้นต่ำยังคงสวนทางกันอยู่ แม้ข้อเท็จจริงที่ว่าราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในร้านสะดวกซื้อหรือตลาดแทบจะราคาเท่ากันทั่วประเทศ แต่ค่าแรงขั้นต่ำกลับไม่เท่ากัน 

จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อการขึ้นค่าแรงแต่ละปีถูกสกัดด้วยระบบไตรภาคีที่ไม่สมดุล

การจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำได้ อยู่ที่คณะกรรมการไตรภาคีจำนวน 15 คน ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนฝ่ายรัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง ฝ่ายละ 5 คน ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานซึ่งมีอำนาจเด็ดขาดในการเคาะตัวเลขโดยยึดสูตรคำนวณปี 2560 ที่นำตัวแปรเศรษฐกิจมาเป็นเกณฑ์ แต่กลไกนี้กลับกลายเป็นกับดักเพราะความไม่สมดุลของอำนาจต่อรอง รศ.ดร.กิริยา กุลกลการ ชี้ว่าฝ่ายนายจ้างมีความได้เปรียบสูงเนื่องจากไม่มีกฎหมายกำหนดวาระการดำรงตำแหน่ง “บอร์ดค่าจ้างไม่ได้มีการกำหนดวาระของตัวแทน เช่น ฝั่งนายจ้างบางคนสามารถที่จะเป็นบอร์ดฝั่งนายจ้างแบบ 5-7 ปีเลย มันไม่มีการกำหนดว่าเป็นบอร์ดได้กี่ปี ต้องเว้นวรรคกี่ปี สมมติว่าฝั่งนายจ้างจะส่งคนนี้เป็นตัวแทน ซึ่งเป็นคนที่เก่งในการเจรจา เขาก็จะส่งคนนี้มาเป็นบอร์ดตลอด มันเลยมีโอกาสที่จะเกิดการผูกขาด” ส่งผลให้การเจรจามักจบลงที่ความล่าช้าหรือตัวเลขที่ไม่สะท้อนค่าครองชีพจริง

ความขัดแย้งในระบบเห็นได้ชัดจากความพยายามดันค่าแรง 400 บาทในการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 22 ครั้งที่ 1/2568 ที่ถูกสกัดด้วยปัญหาเทคนิคอย่างองค์ประชุมไม่ครบและแรงต้านจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน  (กกร.) ซึ่งประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ที่คัดค้านการขึ้นเท่ากันทั่วประเทศ จนนำมาสู่การแก้ปัญหาด้วยการออกประกาศแบ่งเป็น 2 ระยะ คือฉบับที่ 13 มีผล 1 มกราคม 2568 ปรับค่าแรงทั่วประเทศเป็น 337 ถึง 400 บาท โดยพื้นที่ได้ 400 บาทมีเพียงชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ภูเก็ต และอำเภอเกาะสมุย ส่วนฉบับที่ 14 จะมีผล 1 กรกฎาคม 2568 โดยเพิ่มกรุงเทพมหานครเข้าสู่เกณฑ์ 400 บาท จากเดิม 372 บาท 

แนวทางการแก้ปัญหาที่ภาครัฐเลือกใช้คือการอาศัยช่องว่างทางกฎหมายกำหนดค่าจ้างเฉพาะกิจการเพื่อลดแรงต้าน โดยในฉบับที่ 14 ได้กำหนดให้ธุรกิจโรงแรมระดับ 2-4 ดาวและสถานบริการทั่วประเทศต้องจ่ายค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานในภาคท่องเที่ยวที่กำลังเติบโต แต่การแก้ไขปัญหาที่ต้นตออย่างการปฏิรูปโครงสร้างไตรภาคีโดยกระจายอำนาจให้แต่ละจังหวัดมีอิสระในการกำหนดค่าแรงตามสภาพเศรษฐกิจจริงตามพื้นที่ยังคงจำเป็น โดยนักวิชาการชี้ว่าคล้ายโมเดลสหรัฐอเมริกา เพื่อให้เกิดการแข่งขันและหลุดพ้นจากสูตรคำนวณส่วนกลางที่แข็งตัวจนเกินไป

รัฐทำอะไรไปแล้วบ้าง

  1. นำร่องขึ้นค่าแรง 400 บาทในพื้นที่เศรษฐกิจ

รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาช่องว่างรายได้โดยนำร่องขึ้นค่าแรง 400 บาทในพื้นที่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ในจังหวัดภูเก็ต ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี มีผลบังคับใช้ 1 ม.ค.2568 พร้อมทั้งพยายามปรับปรุงสูตรคำนวณไตรภาคีเพื่อผลักดันเป้าหมายค่าแรง 400 บาททั่วประเทศ แต่ยังติดขัดในขั้นตอนการเจรจาทำให้ค่าแรงล่าสุดยังคงเหลื่อมล้ำอยู่ในช่วง 330 ถึง 370 บาท

  1. แก้สูตร/ปรับสูตรการคำนวณขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 

รัฐบาลได้ปรับปรุงกลไกการกำหนดค่าแรงผ่านคณะกรรมการไตรภาคี 15 คน โดยเริ่มใช้สูตรคำนวณใหม่ในปี 2560 ที่นำตัวเลขเศรษฐกิจและเงินเฟ้อมาเป็นฐาน แต่ยังพบปัญหาความไม่สมดุลของสูตรที่กำหนดตัวถ่วงน้ำหนักผลิตภาพแรงงานไว้เพียง 0.32 ทำให้ค่าแรงขยับขึ้นได้น้อยกว่าความเป็นจริง รวมถึงมีการปรับเปลี่ยนวิธีคิดเงินเฟ้อเป็นค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ส่งผลให้ตัวเลขค่าแรงถูกกดต่ำลง ท่ามกลางโครงสร้างคณะกรรมการที่ขาดการกำหนดวาระดำรงตำแหน่งที่ชัดเจน ทำให้ฝ่ายลูกจ้างเสียเปรียบในการต่อรอง

เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย: พรรคการเมืองของคุณจะรับนโยบายต่อไปนี้หรือไม่

  1. แก้ไขระบบไตรภาคี
  2. ปรับสูตรคำนวณค่าแรงขั้นต่ำ 
  3. ปรับค่าแรงขั้นต่ำให้ขึ้นทุกปี 
  4. ปรับค่าแรงขั้นต่ำให้ขึ้นเท่ากันทั่วประเทศ 

ข้อมูลดิบ https://rocketmedialab.co/database-minimum-wage-2023/ 

คุณอาจสนใจ