<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>featured Archives - Rocket Media Lab</title>
	<atom:link href="https://rocketmedialab.co/tag/featured/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://rocketmedialab.co/tag/featured/</link>
	<description>แหล่งข้อมูลติดตามประเด็นสังคม ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ เพื่อต่อยอดในงานข่าว</description>
	<lastBuildDate>Thu, 11 Jun 2026 09:11:26 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0</generator>

<image>
	<url>https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2021/03/cropped-RML-circle-black-32x32.png</url>
	<title>featured Archives - Rocket Media Lab</title>
	<link>https://rocketmedialab.co/tag/featured/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ส่องปัญหาน้ำท่วมขังกรุงเทพฯ : เขตดินแดงโดนน้ำท่วมขังมากที่สุด ซอยพหลโยธิน 60/1 เจอท่วมซ้ำซากบ่อยที่สุด</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/bkk-flood-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 11 Jun 2026 09:11:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[การเลือกตั้ง]]></category>
		<category><![CDATA[งบน้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=7731</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3648;&#3617;&#3639;&#3656;&#3629;&#3648;&#3586;&#3657 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/bkk-flood-2025/">ส่องปัญหาน้ำท่วมขังกรุงเทพฯ : เขตดินแดงโดนน้ำท่วมขังมากที่สุด ซอยพหลโยธิน 60/1 เจอท่วมซ้ำซากบ่อยที่สุด</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<ul class="wp-block-list">
<li>ในปี 2567 &#8211; 2568 มีการรายงานน้ำท่วมขัง 841 ครั้ง แยกเป็นปี 2567 จำนวน 213  ครั้ง และปี 2568 จำนวน 628 ครั้งพบว่าเขตที่มีน้ำท่วมขังบนถนนมากที่สุดคือ เขตดินแดง จำนวน 57 ครั้ง ตามมาด้วยเขตหลักสี่ 52 ครั้ง เขตจตุจักร 49 ครั้ง เขตบึงกุ่ม 45 ครั้ง และเขตบางกะปิ 44 ครั้ง</li>



<li>บริเวณที่น้ำท่วมซ้ำซากในช่วงปี 2567 &#8211; 2568 ซ้ำซากมากที่สุด คือ ถนนพหลโยธินช่วงซอยพหลโยธิน 60/1 จำนวน 19 ครั้ง (9 ครั้งในปี 2567 และ 10 ครั้งในปี 2568)</li>



<li>พบว่าเขตที่มีงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการระบายน้ำมากที่สุด คือเขตดอนเมือง งบรวมทั้งหมด 770,908,200 บาท คิดเป็น 5.68% ของงบประมาณทั้งหมด ในขณะที่เขตที่ได้รับงบน้อยที่สุด คือหนองจอก 19,086,300 บาท คิดเป็น 0.14% ของงบประมาณทั้งหมด</li>



<li>ในปี 2567 ถนนส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ ใช้เวลาในการระบายน้ำจนแห้งเฉลี่ย 89.29 นาที หรือ 1.49 ชั่วโมง หากแยกเป็นรายเขต พบว่าเขตที่ใช้เวลาระบายน้ำจนแห้งนานที่สุด คือเขตดอนเมือง ใช้เวลาระบายน้ำเฉลี่ย 495 นาที หรือ 8.25 ชั่วโมง ในขณะที่ในปี 2568 ถนนส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ ใช้เวลาในการระบายน้ำจนแห้งเฉลี่ย 152.49 นาที หรือ 2.54 ชั่วโมง หากแยกเป็นรายเขต พบว่าเขตที่ใช้เวลาระบายน้ำจนแห้งนานที่สุด คือเขตดอนเมือง ใช้เวลาระบายน้ำเฉลี่ย 431.67 นาที หรือ 7.19 ชั่วโมง</li>



<li>วันที่ 10 พฤษภาคม 2568 เป็นวันที่มีฝนตกหนักและนำท่วมขังมากที่สุด จากการรายงานน้ำท่วมขัง 108 ครั้ง ในพื้นที่ 28 เขตทั่วกรุงเทพมหานคร โดยพื้นที่ที่ถนนแห้งช้าที่สุดคือ ถนนลาดพร้าว ลาดพร้าวซอย 64 เขตวังทองหลาง ที่น้ำเริ่มท่วมเวลา 18.00 น. และแห้งเวลา 3.45 น. ใช้เวลามากถึง 9 ชั่วโมง 45 นาที ในการระบายน้ำท่วมขัง</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน กรุงเทพฯ ก็มักจะเจอกับปัญหาน้ำท่วมขังรอระบายในทุกปี ส่งผลต่อการจราจรและการใช้ชีวิตของคนในกรุงเทพฯ เกิดเป็นภาพข่าวปรากฏขึ้นซ้ำๆ ในทุกปีเมื่อฤดูฝนมาเยือน และในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ทุกครั้ง ปัญหาน้ำท่วมก็มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของผู้ลงสมัครว่าจะจัดการปัญหาน้ำท่วมอย่างไร&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">Rocket Media Lab ชวนสำรวจปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพฯ ช่วงปี 2567- 2568 ว่ามีเขตไหนที่เจอน้ำท่วมขังมากที่สุด จุดไหนเกิดน้ำท่วมซ้ำซากมากที่สุด และงบประมาณในการแก้ไขน้ำท่วมของกรุงเทพฯ ใช้ไปกับอะไรที่ไหนบ้าง</p>



<h3 class="wp-block-heading">เขตไหนน้ำท่วมขังมากที่สุด</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-4-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7733" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-4-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-4-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-4-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-4-1229x1536.png 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-4.png 1638w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลสถิติระดับน้ำท่วมขังบนถนนนสายหลักของกรุงเทพมหานครในความรับผิดชอบของสำนักระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ปี 2567 &#8211; 2568 จำนวน 841 ครั้ง แยกเป็นปี 2567 จำนวน 213&nbsp; ครั้ง และปี 2568 จำนวน 628 ครั้ง พบว่าเขตที่มีน้ำท่วมขังบนถนนมากที่สุดคือ เขตดินแดง จำนวน 57 ครั้ง ตามมาด้วยเขตหลักสี่ 52 ครั้ง เขตจตุจักร 49 ครั้ง เขตบึงกุ่ม 45 ครั้ง และเขตบางกะปิ 44 ครั้ง ในขณะที่มี 7 เขต ที่ไม่พบรายงานว่ามีน้ำท่วมขังบนถนนสายหลักของกรุงเทพมหานครได้แก่ คลองสามวา ทวีวัฒนา ทุ่งครุ ธนบุรี สะพานสูง หนองแขม และหนองจอก</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากแยกเป็นรายปี พบว่าในปี 2567 เขตที่พบน้ำท่วมขังบนถนนมากที่สุดคือ หลักสี่ 23 ครั้ง ตามมาด้วยวัฒนาและคลองเตย 19 ครั้ง ดินแดงและจตุจักร 16 ครั้ง สายไหม 15 ครั้ง และราชเทวี 12 ครั้ง นอกจากนี้มีจำนวน 14 เขตที่ไม่ปรากฏรายงานน้ำท่วมขัง ได้แก่ บางกะปิ ลาดพร้าว บางขุนเทียน ภาษีเจริญ ดุสิต คันนายาว บางกอกใหญ่ หนองแขม คลองสามวา ทวีวัฒนา ทุ่งครุ สะพานสูง ธนบุรี และหนองจอก</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในขณะที่ปี 2568 เขตที่พบน้ำท่วมขังบนถนนมากที่สุดคือ บางกะปิ 44 ครั้ง ตามมาด้วยดินแดง 41 ครั้ง บึงกุ่ม 37 ครั้ง จตุจักร 33 ครั้ง วังทองหลางและลาดพร้าว 31 ครั้ง นอกจากนี้มีจำนวน 11 เขตที่ไม่มีรายงานน้ำท่วมขัง ได้แก่ ราษฎร์บูรณะ บางพลัด ตลิ่งชัน บางซื่อ หนองแขม คลองสามวา ทวีวัฒนา ทุ่งครุ สะพานสูง ธนบุรี และหนองจอก</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากเปรียบเทียบข้อมูลของทั้ง 2 ปี จะเห็นได้ว่ามีเขตที่มีการรายงานว่ามีน้ำท่วมขังเพิ่มมากขึ้นถึง 34 เขต โดยเขตบางกะปิ เป็นเขตที่มีจำนวนน้ำท่วมขังเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยในปี 2567 ไม่มีรายงานน้ำท่วมขังในพื้นที่ แต่ในปี 2568&nbsp; มีรายงานน้ำท่วมขังเพิ่มขึ้น 44 ครั้ง ในขณะที่มีเขตที่มีจำนวนน้ำท่วมขังลดลงมีทั้งหมด 7 เขต ได้แก่ ราษฎร์บูรณะ บางพลัด ตลิ่งชัน คลองเตย บางแค บางซื่อ และวัฒนา นอกจากนี้มี 2 เขตที่มีจำนวนน้ำท่วมขัง ปี 2567 &#8211; 2568 เท่าเดิม คือจอมทอง ปีละ 2 ครั้ง และบางกอกน้อย ปีละ 1 ครั้ง</p>



<h3 class="wp-block-heading">พื้นที่ไหนน้ำท่วมบ่อยที่สุด</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-8-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7737" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-8-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-8-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-8-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-8-1229x1536.png 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-8.png 1638w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้เมื่อพิจารณาจากข้อมูลในปี 2567-2568 เพื่อหาว่าบริเวณไหนเป็นพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังบ่อยที่สุด พบว่าพื้นที่ที่น้ำท่วมขังบ่อยที่สุด คือ ถนนพหลโยธินช่วงซอยพหลโยธิน 60/1 จำนวน 19 ครั้ง ตามมาด้วยถนนแจ้งวัฒนะหน้าโลตัสแจ้งวัฒนะ จำนวน 14 ครั้ง ถนนอ่อนนุชช่วงซอยอ่อนนุช 59 จำนวน 12 ครั้ง ถนนแจ้งวัฒนะหน้าศาลปกครองกลาง จำนวน 11 ครั้ง ถนนลาดกระบังแยกกิ่งแก้ว ถนนหัวหมากซอยรามคำแหง 24 แยก18 และถนนสุขุมวิทช่วงแบริ่ง จำนวน 10 ครั้ง</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากแยกเป็นรายปี พบว่าในปี 2567 พื้นที่ที่น้ำท่วมขังบ่อยที่สุด คือ ถนนพหลโยธินช่วงซอยพหลโยธิน 60/1 จำนวน 9 ครั้ง ถนนแจ้งวัฒนะหน้าโลตัสแจ้งวัฒนะ 7 ครั้ง และถนนแจ้งวัฒนะหน้าศาลปกครองกลาง จำนวน 6 ครั้ง ในขณะที่ในปี 2568 พื้นที่ที่น้ำท่วมขังบ่อยที่สุด คือ ถนนอ่อนนุชช่วงซอยอ่อนนุช 59 จำนวน 12 ครั้ง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ถนนหัวหมากซอยรามคำแหง 24 แยก18 ถนนลาดกระบังแยกกิ่งแก้ว และถนนพหลโยธินช่วงซอยพหลโยธิน 60/1 จำนวน 10 ครั้ง ถนนประชาสุขซอยอินทามระ 34 และถนนนวมินทร์ ช่วงซอยนวมินทร์ 38 จำนวน 9 ครั้ง</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้หาดูรายละเอียดของน้ำท่วมขังระหว่างปี 2567 &#8211; 2568 เพื่อดูว่าถนนเส้นไหนที่น้ำท่วมซ้ำซากมากที่สุด จะพบว่าถนนที่ท่วมซ้ำซากมากที่สุด คือ ถนนพหลโยธินช่วงซอยพหลโยธิน 60/1 จำนวน 19 ครั้ง (9 ครั้งในปี 2567 และ 10 ครั้งในปี 2568) ตามมาด้วยถนนแจ้งวัฒนะหน้าโลตัส จำนวน 14 ครั้ง (7 ครั้งในปี 2567 และ 7 ครั้งในปี 2568) ถนนแจ้งวัฒนะหน้าศาลปกครองกลาง จำนวน 11 ครั้ง (5 ครั้งในปี 2567 และ 5 ครั้งในปี 2568) และถนนสุขุมวิทช่วงแบริ่ง จำนวน 10 ครั้ง (3 ครั้งในปี 2567 และ 7 ครั้งในปี 2568)</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากดูรายละเอียดในเขตที่มีน้ำท่วมขังมากที่สุด 5 เขต ได้แก่ เขตดินแดง หลักสี่ จตุจักร บึงกุ่ม และบางกะปิ พบว่าบริเวณที่ท่วมบ่อยที่สุดคือ ถนนแจ้งวัฒนะหน้าโลตัสในเขตหลักสี่ 14 ครั้ง ตามมาด้วย ถนนแจ้งวัฒนะหน้าศาลปกครองกลางในเขตหลักสี่ 11 ครั้ง และถนนหัวหมากซอยรามคำแหง 24 แยก18 ในเขตบางกะปิ 10 ครั้ง</p>



<h3 class="wp-block-heading">น้ำท่วมกรุงเทพฯ แต่ละครั้ง ใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะแห้ง</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-10-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7739" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-10-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-10-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-10-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-10-1229x1536.png 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-10.png 1638w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลการรายงานน้ำท่วมขังในช่วงปี 2567 &#8211; 2568 ทั้งหมด 841 ครั้ง พบว่ามีน้ำท่วมขังความสูงต่ำสุดอยู่ที่ 2 เซนติเมตร และสูงสุด 50 เซนติเมตร หากดูความสูงเฉลี่ย พบว่ามีน้ำท่วมขังขั้นต่ำสูง 10 เซนติเมตรมากที่สุดจำนวน 368 ครั้ง และท่วมสูงสุด 15 เซนติเมตรมากที่สุดจำนวน 336 ครั้ง&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากดูระยะเวลาที่น้ำท่วมขังระบายจนแห้ง พบว่าในปี 2567 ถนนส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ ใช้เวลาในการระบายน้ำจนแห้งเฉลี่ย 89.29 นาที หรือ 1.49 ชั่วโมง จากจำนวนการรายงานน้ำท่วมขัง 213 ครั้ง หากแยกเป็นรายเขต พบว่าเขตที่ใช้เวลาระบายน้ำจนแห้งนานที่สุด คือเขตดอนเมือง ใช้เวลาระบายน้ำเฉลี่ย 495 นาที หรือ 8.25 ชั่วโมง ตามมาด้วยเขตลาดกระบัง ใช้เวลาระบายน้ำเฉลี่ย 289 นาที หรือ 4.81 ชั่วโมง เขตบางเขน ใช้เวลาระบายน้ำเฉลี่ย 194.2 นาที หรือ 3.24 ชั่วโมง เขตบางนา ใช้เวลาระบายน้ำเฉลี่ย 157.83 นาที หรือ 2.63 ชั่วโมง และเขตสวนหลวง ใช้เวลาระบายน้ำเฉลี่ย 145.63 นาที หรือ 2.43 ชั่วโมง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในขณะที่ในปี 2568 ถนนส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ ใช้เวลาในการระบายน้ำจนแห้งเฉลี่ย 152.49 นาที หรือ 2.54 ชั่วโมง จากจำนวนการรายงานน้ำท่วมขัง 628 ครั้ง หากแยกเป็นรายเขต พบว่าเขตที่ใช้เวลาระบายน้ำจนแห้งนานที่สุด คือเขตดอนเมือง ใช้เวลาระบายน้ำเฉลี่ย 431.67 นาที หรือ 7.19 ชั่วโมง ตามมาด้วยเขตประเวศ ใช้เวลาระบายน้ำเฉลี่ย 271.34 นาที หรือ 4.52 ชั่วโมง เขตลาดพร้าว ใช้เวลาระบายน้ำเฉลี่ย 257.42 นาที หรือ 4.29 ชั่วโมง เขตบางรัก ใช้เวลาระบายน้ำเฉลี่ย 223.57 นาที หรือ 3.73 ชั่วโมง และเขตบางนา ใช้เวลาระบายน้ำเฉลี่ย 217.5 นาที หรือ 3.63 ชั่วโมง</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากดูเวลาในการระบายน้ำท่วมขังของกรุงเทพฯ พบว่าในปี 2567 ถนนในกรุงเทพฯ มีรายงานน้ำท่วมขังทั้งหมด 213 ครั้ง ส่วนใหญ่จะใช้เวลาในการระบายน้ำไม่เกิน 1 ชั่วโมง จำนวน 116 ครั้งคิดเป็น 54.46%ของน้ำท่วมทั้งหมด ในขณะที่ถนนที่ใช้เวลามากกว่า 3 ชั่วโมงในการระบายน้ำมีเพียง 24 ครั้ง คิดเป็น 11.27%ของน้ำท่วมทั้งหมด แต่ในปี 2568 ถนนในกรุงเทพฯ มีรายงานน้ำท่วมขังเพิ่มขึ้นรวมทั้งหมด 628 ครั้ง ส่วนใหญ่จะใช้เวลาในการระบายน้ำไม่เกิน 1 ชั่วโมง จำนวน 194 ครั้งคิดเป็น 30.89% ของน้ำท่วมทั้งหมด ในขณะที่ถนนที่ใช้เวลามากกว่า 3 ชั่วโมงในการระบายน้ำเพิ่มถึง 156 ครั้ง คิดเป็น 24.84% ของน้ำท่วมทั้งหมด</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากอิงจากเป้าหมายของทีมงานผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ตั้งเป้าหมายว่า <a href="https://policywatch.thaipbs.or.th/article/environment-190#title-5">“น้ำท่วมขังต้องระบายให้หมดภายใน 3 ชั่วโมง”</a> ซึ่งจากข้อมูล ปี 2567 &#8211; 2568 จะเห็นได้ว่าสัดส่วนของพื้นที่ระบายน้ำที่ใช้เวลามากกว่า 3 ชั่วโมงมีมากถึง 21.40%ของจำนวนน้ำท่วมทั้งหมด ซึ่งมีหลายปัจจัยทั้งจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ และโครงสร้างการระบายน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่จะต้องดำเนินการ</p>



<h3 class="wp-block-heading">วันไหน เดือนไหน ที่ฝนตกน้ำขังบ่อยที่สุด</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-5-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7734" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-5-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-5-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-5-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-5-1229x1536.png 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-5.png 1638w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">หากดูข้อมูลเป็นรายเดือนช่วงปี 2567 &#8211; 2568 เพื่อดูว่าเดือนไหนน้ำท่วมบ่อยที่สุด พบว่าเดือนที่น้ำท่วมบ่อยที่สุด คือเดือนพฤษภาคม 217 ครั้ง แบ่งออกเป็นปี 2567 จำนวน 36 ครั้ง และปี 2568 จำนวน 181 ครั้ง ตามมาด้วยเดือนกันยายน จำนวน 171 ครั้ง แบ่งออกเป็นปี 2567 จำนวน 21 ครั้ง และปี 2568 จำนวน 150 ครั้ง เดือนสิงหาคม 149 ครั้ง แบ่งออกเป็นปี 2567 จำนวน 42 ครั้ง และปี 2568 จำนวน 107 ครั้ง</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้หากดูเป็นช่วงวันและเดือนว่าเวลาไหนที่มีน้ำท่วมขังบ่อยที่สุด พบว่า วันเสาร์ของเดือนพฤษภาคมมีน้ำท่วมขังบ่อยที่สุด จำนวน 123 ครั้ง ตามมาด้วยวันเสาร์ของเดือนกันยายน 65 ครั้ง วันพฤหัสบดีของเดือนพฤศจิกายน 58 ครั้ง วันอาทิตย์ของเดือนพฤศจิกายน 50 ครั้ง และวันอังคารของเดือนสิงหาคม 42 ครั้ง</p>



<p class="wp-block-paragraph"><br>ในขณะที่วันที่ 10 พฤษภาคม 2568 เป็นวันที่มีฝนตกหนักและนำท่วมขังมากที่สุด จากการรายงานน้ำท่วมขัง 108 ครั้ง ในพื้นที่ 28 เขตทั่วกรุงเทพมหานคร โดยพื้นที่ที่ถนนแห้งช้าที่สุดคือ ถนนลาดพร้าว ลาดพร้าวซอย 64 เขตวังทองหลาง ที่น้ำเริ่มท่วมเวลา 18.00 น. และแห้งเวลา 3.45 น. ใช้เวลามากถึง 9 ชั่วโมง 45 นาที ในการระบายน้ำท่วมขัง</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อแยกเป็นเวลาที่น้ำเริ่มท่วม จะพบว่าช่วงเวลาที่มีรายงานน้ำเริ่มท่วมมากที่สุด คือ ช่วงเวลา 6 โมงเย็น จำนวน 169 ครั้ง ตามมาด้วยช่วงเวลา 5 โมงเย็น จำนวน 78 ครั้ง ตี 2 จำนวน 59 ครั้ง 3 ทุ่มและ 4 โมงเย็น จำนวน 54 ครั้ง โดยช่วงเวลาตั้งแต่ 4โมงเย็น ถึง 1 ทุ่ม เป็นช่วงเวลาที่มีรายงานน้ำท่วมขังมากที่สุด อีกทั้งเป็นช่วงชั่วโมงเร่งด่วนที่ประชาชนเลิกงานและเดินทางเป็นจำนวนมาก ทำให้น้ำท่วมขังในช่วงเวลานี้เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางและสร้างความลำบากให้กับประชาชน โดยเฉพาะบริเวณ feeder ที่มีประชาชนจำนวนมากรอเดินทางด้วยรถขนส่งสาธารณะ</p>



<h3 class="wp-block-heading">งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการระบายน้ำของ กทม. 4 ปีย้อนหลัง ใช้ทำอะไร ที่ไหนบ้าง</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-6-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7735" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-6-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-6-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-6-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-6-1229x1536.png 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-6.png 1638w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">จากการรวบรวมงบประมาณที่เกี่ยวกับการระบายน้ำของกรุงเทพฯ จากข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2566 &#8211; 2569 ของกรุงเทพมหานคร ทั้งงบรายเขตและสำนักระบายน้ำ พบว่ามีงบประมาณทั้งหมด 13,563,588,193.03 บาท โดยมีการจำแนกประเภทของงบออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>งบประมาณเกี่ยวกับเขื่อน และแนวป้องกันน้ำท่วม จำนวน 5,465,228,176 บาท เป็นงบที่เกี่ยวกับการก่อสร้างและปรับปรุงแนวป้องกันและระบายน้ำ เช่น เขื่อนค.ส.ล. แนวป้องกันน้ำท่วม ราวกันตก ทางเดินบริเวณเขื่อน ฯลฯ</li>



<li>งบประมาณเกี่ยวกับประตูระบายน้ำ ระบบระบายน้ำ ท่อระบายน้ำ บ่อพักน้ำ และอุโมงค์ระบายน้ำ จำนวน 3,788,849,642 บาท เป็นงบเกี่ยวกับการก่อสร้างและปรับปรุงระบบระบายน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ เช่น อุโมงค์ระบายน้ำ ท่อระบายน้ำ บ่อพักน้ำ ประตูระบายน้ำ ฯลฯ</li>



<li>งบประมาณเกี่ยวกับค่าวัสดุใช้สอยและรายจ่ายโครงการ จำนวน 2,848,742,975 บาท เป็นงบที่เกี่ยวกับการซ่อมบำรุงรักษา และการทำความสะอาดระบบระบายน้ำ เช่น สถานีสูบน้ำ อุโมงค์ระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ ฯลฯ</li>



<li>งบประมาณเกี่ยวกับการขุดลอกคลอง-ลำราง จำนวน 1,151,241,800 บาท เป็นงบเกี่ยวกับการขุดลอกคลองและลำรางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ</li>



<li>งบประมาณเกี่ยวกับแก้มลิง จำนวน 252,300,000 บาท เป็นงบก่อสร้างและปรับปรุงแก้มลิง</li>



<li>งบประมาณเกี่ยวกับเครื่องสูบน้ำ จำนวน 57,225,600 บาท เป็นงบเกี่ยวกับการจัดซื้อเครื่องสูบน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ</li>
</ol>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-7-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7736" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-7-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-7-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-7-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-7-1229x1536.png 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-7.png 1638w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-9-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7738" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-9-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-9-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-9-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-9-1229x1536.png 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/image-9.png 1638w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">หากแยกงบประมาณ 4 ปีเป็นรายเขต พบว่าเขตที่มีงบประมาณเกี่ยวกับการระบายน้ำมากที่สุด คือดอนเมือง ได้รับงบรวมทั้งหมด 770,908,200 บาท คิดเป็น 5.68% ของงบประมาณทั้งหมด ตามมาด้วย หลักสี่ 694,525,825 บาท คลองเตย 662,579,448 บาท และหนองแขม 658,778,795.3 บาท ในขณะที่เขตที่ได้รับงบน้อยที่สุด คือหนองจอก 19,086,300 บาท คิดเป็น 0.14% ของงบประมาณทั้งหมด ตามมาด้วยป้อมปราบศัตรูพ่าย 21,996,600 บาท ราษฎร์บูรณะ 27,061,500 บาท และสาทร 31,984,400 บาท</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากเทียบกับข้อมูลสถิติระดับน้ำท่วมขังบนถนนนสายหลักของกรุงเทพมหานครในความรับผิดชอบของสำนักระบายน้ำ จะพบว่าเขตที่มีน้ำท่วมขังบนถนนมากที่สุดอย่างดินแดงที่มีน้ำท่วมมากถึง 57 ครั้งในช่วงปี 2567 &#8211; 2568 แต่กลับมีงบที่เกี่ยวกับการระบายน้ำอยู่ในอันดับที่ 39 เพียง 87,160,616.17 บาท คิดเป็น 0.64% ของงบประมาณ 4 ปี&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในขณะที่เขตดอนเมือง ซึ่งเป็นเขตที่ได้รับงบประมาณเกี่ยวกับการระบายน้ำมากที่สุด แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีน้ำท่วมขัง 20 ครั้ง แบ่งเป็นปี 2567 จำนวน 2 ครั้ง และปี 2568 จำนวน 18 ครั้ง นอกจากนี้ดอนเมืองยังเป็นเขตที่ใช้เวลาระบายน้ำจนแห้งนานที่สุด&nbsp; ใช้เวลาระบายน้ำเฉลี่ย 495 นาที หรือ 8.25 ชั่วโมง โดยงบประมาณการระบายน้ำของเขตดอนเมืองเป็นงบเกี่ยวกับเขื่อน และแนวป้องกันน้ำท่วมมากที่สุดสูงถึง 663,106,000 บาท เช่น การก่อสร้าง ก่อสร้างเขื่อน ค.ส.ล.คลองเปรมประชากรช่วงที่ 3 จากถนนสรงประภาถึงถนนแจ้งวัฒนะ ในปีงบประมาณ 2567 จำนวน 100,000,000 บาท</p>



<p class="wp-block-paragraph">เขตหนองแขมเป็นเขตที่ไม่มีรายงานน้ำท่วมขังเลย แต่กลับได้งบรวมเป็นอันดับ 4 สูงถึง 658,778,795 บาท ส่วนใหญ่เป็นงบประมาณเกี่ยวกับเขื่อน และแนวป้องกันน้ำท่วมมากที่สุด 514,369,262 บาท จำนวน 10 โครงการ เช่น การก่อสร้างเขื่อน ค.ส.ล. คลองตาปลั่ง 1 ในปีงบประมาณ 2569 จำนวน 133,000,000 บาท และการก่อสร้างเขื่อน ค.ส.ล. คลองกำนันประทีป ในปีงบประมาณ 2568 จำนวน 91,760,000 บาท เป็นต้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">ที่มา</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>สถิติระดับน้ำท่วมขังบนถนนนสายหลักของกรุงเทพมหานครในความรับผิดชอบของสำนักระบายน้ำ ปี 2567 &#8211; 2568 จัดทำโดยสำนักระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร คำนวณโดย Rocket Media Lab</li>



<li>ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี กรุงเทพมหานคร ปี 2566 &#8211; 2569</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ดูข้อมูลได้ที่ <a href="https://rocketmedialab.co/database-bkk-flood-2025 ">https://rocketmedialab.co/database-bkk-flood-2025 </a></p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/bkk-flood-2025/">ส่องปัญหาน้ำท่วมขังกรุงเทพฯ : เขตดินแดงโดนน้ำท่วมขังมากที่สุด ซอยพหลโยธิน 60/1 เจอท่วมซ้ำซากบ่อยที่สุด</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สำรวจเมืองพัทยา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษผ่านงบประมาณใน 13 ปีที่ผ่านมา</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/pattaya-budget/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 09 Jun 2026 05:44:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[politics]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[งบประมาณ]]></category>
		<category><![CDATA[พัทยา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=7701</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3648;&#3617;&#3639;&#3629;&#3591;&#3614;&#3633;&#3607 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/pattaya-budget/">สำรวจเมืองพัทยา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษผ่านงบประมาณใน 13 ปีที่ผ่านมา</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<ul class="wp-block-list">
<li>รายรับที่รัฐจัดเก็บให้จะพบว่าในช่วง 13 ปีที่ผ่านมารายได้ในส่วนนี้มาจากภาษีมูลค่าเพิ่มจาก พ.ร.บ. กำหนดแผนฯ มากที่สุด คิดเป็นประมาณ 40.77% ของรายได้ทั้งหมดของเมืองพัทยาเลยทีเดียว โดยในปี 2567 ได้รับการจัดสรร 939,697,860.3 บาท ซึ่งภาษีมูลค่าเพิ่มจาก พ.ร.บ. กำหนดแผนฯ คือ เงินภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่รัฐบาลกลางจัดเก็บได้ แล้วถูกจัดสรรตาม พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ</li>



<li>รายได้ที่จัดเก็บเองของเมืองพัทยา มาจากภาษีอากรมากที่สุด คิดเป็น 21.62% ในรายรับทั้งหมดตลอด 13 ปีที่ผ่านมา ซึ่งก็คือภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีบำรุงท้องที่ และภาษีป้าย โดยในปี 2567 เก็บได้จริง 915,833,029.03 บาท ซึ่งจะพบว่า ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นส่วนที่จัดเก็บได้มากที่สุด โดยในปี 2567 จัดเก็บได้ 774,533,777.49 บาท&nbsp;</li>



<li>แผนงานที่มีรายจ่ายมากที่สุดก็คือ งานเคหะและชุมชน ซึ่งเป็นแผนงานที่เกี่ยวกับสวนสาธารณะ ขยะ และน้ำเสีย ในปี 2569 มีค่าจ้างเอกชนในการทำความสะอาดและบำรุงรักษาสวนสาธารณะ 33,219,000 บาท ในส่วนของขยะ จ้างเหมากวาดและทำความสะอาดในเมืองพัทยา 39,496,000 บาท รวมไปถึงค่าจ้างเอกชนในการเก็บ ขนถ่ายและกำจัดขยะมูลฝอย 154,394,000 บาท ระบบบำบัดน้ำเสีย 30,000,000 บาท&nbsp;</li>



<li>นอกจากรายรับที่ได้มาจากการจัดเก็บเองและการจัดสรรของรัฐแล้ว เมืองพัทยายังมีเงินคงคลังอื่นๆ อยู่ด้วย อย่างในปีงบประมาณ 2563 ที่รายจ่ายสูงกว่ารายรับ เมืองพัทยามีเงินฝากในธนาคารทั้งสิ้น (ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2562) 5,079,172,415.8 บาท และยังมีเงินสะสมอีก 2,663,319,213.24 บาท และทุนสำรองเงินสะสมอีก 1,013,924,994.21 บาท โดยในปีงบประมาณล่าสุด 2569 เมืองพัทยามีเงินฝากในธนาคารทั้งสิ้น (ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568) 7,193,086,686.93 บาท และมีเงินสะสม 12,929,578,011.23 บาท และทุนสำรองเงินสะสม 0 บาท&nbsp;</li>
</ul>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/Pattaya-4-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-7709" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/Pattaya-4-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/Pattaya-4-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/Pattaya-4-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/Pattaya-4-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/Pattaya-4-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/Pattaya-4-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">เมืองพัทยา เป็น <a href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9&amp;action=edit&amp;redlink=1">หน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ</a> ที่จัดตั้งโดย<a href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2521&amp;action=edit&amp;redlink=1">พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2521</a> จากนั้นในปี พ.ศ. 2542 ได้มีการจัดโครงสร้างการบริหารเมืองพัทยาใหม่ โดยการตรา<a href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2542&amp;action=edit&amp;redlink=1">พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2542</a> เป็นการปรับเปลี่ยนกฎหมายเมืองพัทยาให้เป็นไปตามกรอบกติกาของ<a href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%8D%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2540&amp;action=edit&amp;redlink=1">รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540</a>&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยาฉบับนี้ ได้กำหนดรูปแบบโครงสร้างแตกต่างไปจากเดิมหลายประการ โดยโครงสร้างภายในของเมืองพัทยารูปแบบใหม่ ประกอบด้วย (1) สภาเมืองพัทยา ประกอบด้วย สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเมืองพัทยา จำนวน 24 คน อยู่ในวาระคราวละ 4 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง (2) นายกเมืองพัทยา มาจาก<a href="https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87">การเลือกตั้ง</a>โดยตรงของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเมืองพัทยา จะมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง และจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากนั้นในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543 จึงได้มีการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาตาม พ.ร.บ. บริหารราชการเมืองพัทยา 2542 ซึ่งเป็นการเลือกโดยประชาชนขึ้นเป็นครั้งแรก โดยได้ ไพรัช สุทธิธำรงสวัสดิ์ มาเป็นนายกเมืองพัทยา ในการเลือกตั้งต่อมาในปี 2547 ก็ได้ <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%A3?action=edit&amp;redlink=1">นิรันดร์ วัฒนศาสตร์สาธร</a> เป็นนายกเมืองพัทยา ตามมาด้วย อิทธิพล คุณปลื้ม ซึ่งได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกเมืองพัทยาถึงสองมัยด้วยกันคือในปี 2551- 2555 และ 2555-2559 จากนั้นในปี 2560-261 คสช. ก็ได้แต่งตั้ง พลตำรวจตรี <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5?action=edit&amp;redlink=1">อนันต์ เจริญชาศ</a>รี มาดำรงแหน่งในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก่อนจะแต่งตั้ง สนธยา คุณปลื้ม มาเป็นนายกเมืองพัทยาในปี 2561-2565 จากนั้นจึงจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่และได้ ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ มากำรงตำแหน่งนายกเมืองพัทยาในปี 2565-2669 จนครบวาระ และได้มีการจัดการเลือกตั้บใหม่ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 นี้</p>



<h3 class="wp-block-heading">รู้จักเมืองพัทยาผ่านงบประมาณ : รายได้ที่รัฐจัดเก็บให้มาจากไหนบ้าง?</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/Pattaya-2--819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-7729" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/Pattaya-2--819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/Pattaya-2--240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/Pattaya-2--768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/Pattaya-2-.jpg 1080w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">เมืองพัทยามีโครงการสร้างรายได้ไม่แตกต่างจากองค์การปกครองท้องถิ่นแบบอื่นๆ คือมีรายรับจากการจัดเก็บเองส่วนหนึ่ง และรายรับที่ส่วนราชการอื่นจัดเก็บให้อีกส่วนหนึ่ง โดยพบว่า</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในส่วนของรายรับที่รัฐจัดเก็บให้จะพบว่าในช่วง 13 ปีที่ผ่านมารายได้ในส่วนนี้มาจากภาษีมูลค่าเพิ่มจาก พ.ร.บ. กำหนดแผนฯ มากที่สุด คิดเป็นประมาณ 40.77% ของรายได้ทั้งหมดของเมืองพัทยาเลยทีเดียว โดยในปี 2567 ได้รับการจัดสรร 939,697,860.3 บาท ซึ่งภาษีมูลค่าเพิ่มจาก พ.ร.บ. กำหนดแผนฯ คือ เงินภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่รัฐบาลกลางจัดเก็บได้ แล้วถูกจัดสรรตาม พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 เพื่อกระจายรายได้และเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="820" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/BKK-vs-Pattaya-820x1024.jpg" alt="" class="wp-image-7711" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/BKK-vs-Pattaya-820x1024.jpg 820w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/BKK-vs-Pattaya-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/BKK-vs-Pattaya-768x959.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/BKK-vs-Pattaya.jpg 1081w" sizes="(max-width: 820px) 100vw, 820px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">นอกจากภาษีมูลค่าเพิ่มจาก&nbsp; พ.ร.บ. กำหนดแผนฯ เมืองพัทยายังได้ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดสรรรายได้ (ตามประมวลรัษฎากร) อีกด้วย มีสัดส่วนประมาณ 2% ของรายรับทั้งหมด โดยในปี 2567 จัดเก็บ ได้รับการจัดสรร 64,829,480.63 บาท และรายรับในหมวดของภาษีมูลค่าเพิ่มยังมีภาษีมูลค่าเพิ่มตาม พ.ร.บ. อบจ. อีกด้วย ซึ่งรายรับในหมวดนี้ปรากฏถึงแค่ในปี 2561 โดยได้รับการจัดสรร 33,949,861.36 บาท</p>



<p class="wp-block-paragraph">รายรับในส่วนที่รัฐจัดเก็บให้ของเมืองพัทยาที่ได้มากเป็นอันดับสองก็คือ ค่าธรรมเนียมที่ดิน ใน 13 ปีที่ผ่านมามีสัดส่วนสูงถึง 20.84% โดยในปี 2667 ได้รับการจัดสรร 582,548,025 บาท อันดับสามคือภาษีสรรพสามิต คิดเป็น 3.13% ใน 13 ปีที่ผ่านมา โดยในช่วงแรกนั้นมีการเก็บภาษีสรรพสามิตและภาษีสุราแยกกัน จากนั้นภาษีสุราก็ถูกรวมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของภาษีสรรพสามิต ภายใต้ &#8220;พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560&#8221; ทำให้มีรายได้จากภาษีสุราในปี 2560 เป็นปีสุดท้าย โดยเก็บได้จริง 23,954,865.53 บาท ซึ่งในปีนั้นได้รับการจัดสรรภาษีสรรพสามิต 57,728,407.41 บาท จากนั้นในปี 2561 เมื่อนำภาษีสุรามารวมกับภาษีสรรพสามิตแล้ว ได้รับการจัดสรร 94,020,785.69 บาท และในปี 2567 ได้รับการจัดสรร 95,476,152.29 บาท</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้ยังมีภาษีรถยนต์ ซึ่งเมืองพัทยาเพิ่งจะได้รับการจัดสรรภาษีรถยนต์ในปี 2559 ซึ่งเกิดจาก ประกาศคณะกรรมการการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (กถ.) เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดสรรเงินภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สําหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 โดยจัดสรรแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายในเขตจังหวัด ดังนี้ 1. ร้อยละ 80 ให้จัดสรรแก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด และ 2. ร้อยละ 20 ให้จัดสรรแก่เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตําบล โดยร้อยละ 50 แบ่งเท่ากันทุกแห่ง และร้อยละ 50 ตามจํานวนประชากร กรณีเมืองพัทยาให้ได้รับการจัดสรรโดยถือเป็นเทศบาลหนึ่งในจังหวัดชลบุรี โดยในปี 2567 เมืองพัทยาได้รับการจัดสรรภาษีรถยนต์ 12,539,319.67 บาท&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งจัดเก็บจากกิจการเฉพาะบางประเภทที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นพิเศษ เช่น การค้าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเมืองพัทยามีการค้าขายอสังหาริมทรัพย์เติมโตสูงมาก โดยเมืองพัทยาปรากฏรายรับจากภาษีธุรกิจเฉพาะ เพียงปีเดียวนั่นก็คือปี 2557 โดยได้รับการจัดสรร 720,700.05</p>



<p class="wp-block-paragraph">บาท&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนั้นยังมี ค่าภาคหลวงแร่ ที่เก็บจากผู้ประกอบการทำเหมืองแร่ โดยในปี 2567 เมืองพัทยาได้รับการจัดสรร 1,530,598.59 บาท ค่าภาคหลวงปิโตรเลียม ที่เก็บจากบริษัทเอกชนผู้รับสัมปทานเมื่อมีการขุดเจาะและนำพลังงานใต้ดินไม่ว่าจะเป็น น้ำมันดิบ, ก๊าซธรรมชาติ, หรือก๊าซธรรมชาติเหลว (LPG/NGL) ขึ้นมาจำหน่ายหรือส่งออก โดยในปี 2567 เมืองพัทยาได้รับการจัดสรร 913,483 บาท และเงินที่เก็บตามกฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติ คือรายได้ที่จัดเก็บจากผู้เข้าไปใช้บริการในเขตอุทยานฯ วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ หรือสวนรุกขชาติ ซึ่งกรมอุทยานแห่งชาติฯ (ส่วนกลาง) เป็นผู้จัดเก็บจากอุทยานต่างๆ ทั่วประเทศ แล้วนำมาจัดสรรกระจายคืนให้ท้องถิ่น เมืองพัทยาปรากฏรายรับหมวดนี้เพียงปี 2555 ปีเดียว อยู่ที่ 27,333,365 บาท เนื่องจากกฎหมายระบุว่างบประมาณในส่วนนี้ต้องจัดสรรให้เฉพาะ อปท. ที่มีเขตอุทยาน</p>



<p class="wp-block-paragraph">และสุดท้าย หมวดภาษีจัดสรรอื่นๆ โดยในปี 2567 เมืองพัทยาได้รับการจัดสรรจากภาษีจัดสรรอื่นๆ 525,777.3 บาท</p>



<h3 class="wp-block-heading">รู้จักเมืองพัทยาผ่านงบประมาณ : รายได้ที่จัดเก็บเอง ได้มาจากการจัดเก็บค่าอะไรมากที่สุด&nbsp;</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/Pattaya-FB-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-7712" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/Pattaya-FB-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/Pattaya-FB-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/Pattaya-FB-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/Pattaya-FB.jpg 1080w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">ในส่วนรายได้ที่จัดเก็บเองของเมืองพัทยา มาจากภาษีอากรมากที่สุด คิดเป็น 21.62% ในรายรับทั้งหมดตลอด 13 ปีที่ผ่านมา ซึ่งก็คือภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีบำรุงท้องที่ และภาษีป้าย โดยในปี 2567 เก็บได้จริง 915,833,029.03 บาท ซึ่งจะพบว่า ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นส่วนที่จัดเก็บได้มากที่สุด โดยในปี 2567 จัดเก็บได้ 774,533,777.49 บาท รองลงมาก็คือภาษีป้าย 78,377,956.53 บาท ภาษีโรงเรือนและที่ดิน 62,589,239.99 บาท&nbsp; และภาษีบำรุงท้องที่ 62,055.02 บาท อย่างไรก็ตามในบางปีก็อาจจะเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินได้มากกว่าภาษีป้าย เช่น ปี 2566 ที่เก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินได้สูงถึง 116,626,632.45 บาท ในขณะที่ภาษีป้ายเก็บได้ที่&nbsp; 65,461,473.09 บาท</p>



<p class="wp-block-paragraph">รองลงมาก็คือค่าธรรมเนียม ค่าปรับ และใบอนุญาต คิดเป็น 5.51% ในรายรับทั้งหมดตลอด 13 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีมากกว่า 30 รายการ เช่น ค่าธรรมเนียมเก็บและขนมูลฝอย ค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการบำบัดน้ำเสีย ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมที่เก็บได้มากสุด ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตการขายสุรา ค่าปรับผู้กระทำผิดกฎหมายจราจรทางบก ค่าใบอนุญาตจัดตั้งสถานที่จำน่ายอาหาร ค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับบัตรประจำตัวประชาชน ฯลฯ โดยในปี 2567 จัดเก็บได้จริง 132,729,654.26</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนั้นยังมี รายได้จากทรัพย์สิน โดยส่วนใหญ่เป็น ดอกเบี้ยและค่าเช่าที่ดิน คิดเป็น 2.44% ในรายรับทั้งหมดตลอด 13 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2567 จัดเก็บได้จริง 59,586,318.03 บาท รายได้จากสาธารณูปโภค และกิจการพาณิชย์ ซึ่งก็คือโรงรับจำนำ โดยในปี 2567 จัดเก็บได้จริง 1,467,932.07 บาท รายได้จากทุน ซึ่งมาจากการขายทอดตลาดทรัพย์สิน โดยในปี 2567 จัดเก็บได้จริง 520,200 บาท และรายได้เบ็ดเตล็ด ส่วนใหญ่มาจากค่าขายเอกสารการจัดซื้อจัดจ้าง&nbsp; โดยในปี 2567 จัดเก็บได้จริง 4,665,431.22 บาท&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าเมืองพัทยามีรายรับที่ส่วนราชการอื่นจัดเก็บให้เป็นสัดส่วนกว่า 60% ของรายรับทั้งหมดของเมืองพัทยา และภาษีมูลค่าเพิ่มยังเป็นรายรับที่มีสัดส่วนสูงที่สุด โดยพบว่าในปี 2563 ในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่มตาม พ.ร.บ. กำหนดแผนฯ เมืองพัทยาเคยได้รับการจัดสรรสูงสุดถึง 1,060,306,410.68 และเป็นปีเดียวที่ได้รับการจัดสรรสูงเกินหนึ่งพันล้านบาท&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">รายจ่ายของเมืองพัทยามีอะไร นำเงินไปพัฒนาในส่วนไหนมากที่สุด</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="820" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/Pattaya0-820x1024.jpg" alt="" class="wp-image-7710" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/Pattaya0-820x1024.jpg 820w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/Pattaya0-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/Pattaya0-768x959.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/Pattaya0.jpg 1081w" sizes="(max-width: 820px) 100vw, 820px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">งบประมาณรายจ่ายของเมืองพัทยาก็มีโครงสร้างไม่แตกต่างจาก อปท. อื่นๆ คือแบ่งออกเป็นแผนงานต่างๆ คึือ บริหารงานทั่วไป การรักษาความสงบภายใน การศึกษา สาธารณสุข สังคมสงเคราะห์ เคหะและชุมชน สร้างความเข้มแข็งของชุมชน ศาสนาวัฒนธรรมและนันทนาการ อุตสาหกรรมและการโยธา และเกษตร โดยเมื่อพิจารณางบประมาณรายจ่ายใน 13 ปีที่ผ่านมาของเมืองพัทยา จะพบว่า</p>



<p class="wp-block-paragraph">แผนงานที่มีรายจ่ายมากที่สุดก็คือ งานเคหะและชุมชน ซึ่งเป็นแผนงานที่เกี่ยวกับสวนสาธารณะ ขยะ และน้ำเสีย โดยในปี 2569 เมืองพัทยามีค่าจ้างเอกชนในการทำความสะอาดและบำรุงรักษาสวนสาธารณะของเมืองพัทยาทั้ง 9 แห่งอยู่ที่ 33,219,000 บาท ในส่วนของขยะ งบประมาณส่วนใหญ่จะเป็นการจ้างเหมากวาดและทำความสะอาดในเมืองพัทยา โดยในปี 2569 ใช้งบไป 39,496,000 บาท รวมไปถึงค่าจ้างเอกชนในการเก็บ ขนถ่ายและกำจัดขยะมูลฝอย 154,394,000 บาท ค่าจ้างเหมาะแรงงานเพื่อปฏิบัติการ 14,856,000 บาท เป็นต้น ในขณะที่เรื่องน้ำเสีย จะเป็นค่าจ้างเหมาระบบบำรุงรักษา ระบบรวบรวม และระบบบำบัดน้ำเสียและระบบป้องกันน้ำท่วมเมืองพัทยา โดยในปี 2569 มีงบประมาณอยู่ที่ 30,000,000 บาท&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">แผนงานที่ใช้งบประมาณมากเป็นอันดับสองก็คือ งานบริหารงานทั่วไป ซึ่งก็เป็นเงินเดือน การบริหารจัดการของพนักงานเจ้าหน้าที่เมืองพัทยาต่างๆ อันดับสามคือ งานสาธารณสุข&nbsp; ซึ่งงบประมาณส่วนใหญ่จะเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารโรงพยาบาลและหน่วยบริหารสาธารณสุข ปีละกว่า 80 ล้าน และงบคุรุภัณฑ์ในการซื้ออุปกรณ์การแพทย์ต่างๆ อีกปีละกว่า 20 ล้าน ที่น่าสนใจคือมีงบการกำจัดขยะมูลฝอยในส่วนของการบริการสาธารณสุขและงานสาธารณสุขอื่น อีก 23,000,000 ล้าน</p>



<p class="wp-block-paragraph">งานอุตสาหกรรมและการโยธา ซึ่งมักจะเป็นส่วนที่เป็นรายจ่ายสูงที่สุดดังเช่นการศึกษาของ Rocket Media Lab ที่พบว่า <a href="https://rocketmedialab.co/pao-2025-collab-3/">งบประมาณอุตสาหกรรมและโยธา</a>ใน 76 อบจ. ทั่วประเทศ หรือคิดเป็นเงิน 22,846,269,817 บาท มีสัดส่วนสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับแผนงานอื่นๆ หรือคิดเป็น 32.53% แต่สำหรับเมืองพัทยานั้นงบประมาณในส่วนของงานอุตสาหกรรมและการโยธาสูงเป็นอันดับ 4 เท่านั้น ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเมืองพัทยามีพื้นที่รับผิดชอบเพียง 53.44 ตร.กม. เท่านั้น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้ยังพบความน่าสนใจว่า งบในส่วนของงานอุตสาหกรรมและการโยธาของเมืองพัทยาเพิ่งจะสูงแบบก้าวกระโดดในช่วงปี 2560 และปี 2561 โดยในปี 2559 มีงบประมาณรายจ่ายอยู่ที่ 117,427,980 บาท และสูงขึ้นเป็น 193,390,340 บาท ในปี 2560 และสูงขึ้นเป็น 269,140,120 บาท ในปี 2561 โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับงบในด้านศาสนาวัฒนธรรมและนันทนาการ และงบด้านการศึกษา ที่ในช่วงปี 2557-2559 สูงกว่างบงานอุตสาหกรรมและการโยธามาโดยตลอด&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">อันดับต่อมาคืองบกลาง ซึ่งเป็บงบในการจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคม เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ผู้พิการ เงินสำรองจ่ายกรณีเหตุฉุกเฉินและภัยพิบัติต่างๆ&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">งานศาสนาวัฒนธรรมและนันทนาการ ซึ่งงบประมาณส่วนใหญ่จะใช้ไปกับโครงการเพื่งส่งเสริมการท่องเที่ยวของเมืองพัทยา เช่น โครงการแข่งขันพัทยามาราธอน 12,000,000 บาท โครงการเทศกาล Pattaya Festivak 10,000,000 บาท โครงการเทศกาลดนตรีเมืองพัทยา 15,000,000 บาท โครงการพลุนานาชาติเมืองพัทยา 31,000,000 บาท เป็นต้น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">งานการศึกษา ซึ่งดูแลกลุ่มสถานศึกษาในสังกัดสำนักการศึกษา เมืองพัทยา ซึ่งก็คือโรงเรียนเมืองพัทยา 1-11 โดยเฉพาะโรงเรียนเมืองพัทยา 11 หรือมัธยมสาธิตพัทยา ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่ในพัทยา&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">งานการรักษาความสงบภายใน ซึ่งงบประมาณส่วนมากก็จะเกี่ยวข้องกับกล้องวงจรปิดในเมืองพัทยา โดยมีโครงการอย่าง ค่าจ้างเหมาเอกชนเพื่อใช้ระบบกล้องวงจรปิด 45,408,080 บาท โครงการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพระบบกล้องวงจรปิดหาดจอมเทียน 9,538,300 บาท ค่าจ้างดูแลบำรุงรักษาระบบสื่อสารและระบบเฝ้าระวังความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและนักท่องเที่ยวพื้นที่เกาะล้าน เมืองพัทยา 11,000,000 บาท เป็นต้น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">งานสังคมสงเคราะห์ งบประมาณส่วนมากก็จะเกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตต่างๆ เช่น โครงการส่งเสริมการทำงานของคนพิการ 500,000 บาท โครงการพัฒนาสู่การพึ่งพาตัวเองของเด็กและเยาวชน 400,000 บาท โครงการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพของเครือข่ายพัฒนาสังคมเมืองพัทยา 550,000 บาท</p>



<p class="wp-block-paragraph">งานสร้างความเข้มแข็งของชุมชน งบประมาณส่วนมากก็จะเกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาชุมชนต่างๆ เช่น โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแก่คณะกรรมการชุมชน 300,000 บาท โครงการสร้างความรับรู้เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและการเป็นเจ้าบ้านที่ดี 200,000 บาท โครงการอบรมและศึกษาดูงานเพื่อเพิ่มพูนศักยภาพคณะกรรมการชุมชน ผู้นำชุมชม และผู้นำท้องถิ่นในเมืองพัทยา 2,500,000 บาท</p>



<p class="wp-block-paragraph">และด้านการเกษตร ที่เพิ่งจะมีงบประมาณรายจ่ายในด้านนี้ในปี 2565 ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโครงการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ค่าจ้างเหมาตรวจวัดติดตามคุณภาพเสียง 1,070,000 บาท ค่าจ้างเหมาตรวจวัดติดตามคุณภาพอากาศ 2,357,800 บาท&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">เมืองพัทยามีรายรับเพียงพอกับรายจ่ายไหม&nbsp;</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/pattaya-all-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-7720" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/pattaya-all-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/pattaya-all-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/pattaya-all-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/pattaya-all-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/pattaya-all-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/pattaya-all-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">หากเปรียบเทียบรายรับและรายจ่ายของเมืองพัทยาในช่วง 11 ปีที่ผ่านมาจะเห็นว่าเมืองพัทยามีรายรับสูงกว่ารายจ่ายประมาณ 20-30% มาโดยตลอด จนเมื่อปี 2563-2564 ซึ่งเกิดเหตุการณ์การระบาดของโควิด-19 จนทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ เก็บภาษีได้น้อยลง โดยในปี 2563 นั้นมีรายรับที่เก็บได้ตามจริงอยู่ที่ 1,775 ล้านบาท ในขณะที่มีประมาณการรายจ่ายอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท เช่นกันกับปี 2564 มีรายรับที่เก็บได้ตามจริงอยู่ที่ 1,557 ล้านบาท และมีประมาณการรายจ่ายอยู่ที่ 1,670 ล้านบาท ซึ่งทั้งสองปีนั้นประมาณการรายจ่ายสูงกว่ารายรับ</p>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ตาม นอกจากรายรับที่ได้มาจากการจัดเก็บเองและการจัดสรรของรัฐแล้ว เมืองพัทยายังมีเงินคงคลังอื่นๆ อยู่ด้วย อย่างในปีงบประมาณ 2563 ที่รายจ่ายสูงกว่ารายรับ เมืองพัทยามีเงินฝากในธนาคารทั้งสิ้น (ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2562) 5,079,172,415.8 บาท และยังมีเงินสะสมอีก 2,663,319,213.24 บาท และทุนสำรองเงินสะสมอีก 1,013,924,994.21 บาท ซึ่งจะเห็นได้ว่าเงินคงคลังทั้งหมดของเมืองพัทยามีสูงกว่ารายจ่ายแม้ว่าในปีนั้นรายจ่ายจะสูงกว่ารายรับก็ตาม</p>



<p class="wp-block-paragraph">เช่นเดียวกันกับปีงบประมาณ 2564 เมืองพัทยาก็มีเงิน มีเงินฝากในธนาคารทั้งสิ้น (ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2563) 5,310,130,396.07 บาท และยังมีเงินสะสมอีก 3,189,530,667.52 บาท และทุนสำรองเงินสะสมอีก 1,189,154,356.03 บาท ซึ่งนอกจากจะสูงกว่ารายจ่าย ยังเพิ่มขึ้นมากกว่าในปี 2563 อีกด้วย แม้ว่าจะยังอยู่ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ก็ตาม</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยในปีงบประมาณล่าสุด 2569 เมืองพัทยามีเงินฝากในธนาคารทั้งสิ้น (ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568) 7,193,086,686.93 บาท และมีเงินสะสม 12,929,578,011.23 บาท และทุนสำรองเงินสะสม 0 บาท&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนั้นหากเราพิจารณาในส่วนของรายรับ จะพบว่าในส่วนของรายรับที่รัฐจัดเก็บให้ เมืองพัทยาเคยได้รับการจัดสรรมากที่สุดในปี 2562 จำนวน 1,782,364,160.25 บาท ในส่วนที่ที่จัดเก็บเอง เมืองพัทยาเคยจัดเก็บได้มากที่สุดในปี 2569 จำนวน 972,162,122.68 บาท และหากรวมรายรับจากทั้งสองส่วน ปี 2569 เป็นปีที่เมืองพัทยามีรายรับมากที่สุด 2,812,863,261.39 บาท&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในส่วนของรายจ่ายนั้น พบว่าในปี 2563 ประมาณการรายจ่าย สูงขึ้นจากปี 2562 อย่างมาก จาก 1,850,000,000 บาท เป็น 2,000,000,000 บาท โดยเพิ่มจากด้านบริหารงานทั่วไปสูงที่สุด จาก 226,048,900 บาท เป็น 338,990,270 บาท ในขณะที่ปี 2569 เป็นปีที่มีประมาณการรายจ่ายสูงที่สุดใน 13 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 2,400,000,000 บาท โดยงานด้านสาธารณสูงเพิ่มขึ้นจาก 180,382,480 บาทในปี 2568 เป็น 282,964,160 ในปี 2569 และในส่วนของงบกลาง จาก 262,063,870 บาท ในปี 2568 เป็น 383,946,930 ในปี 2569</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดูข้อมูลได้ที่ <a href="https://rocketmedialab.co/database-pattaya-budget/">https://rocketmedialab.co/database-pattaya-budget/</a></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/pattaya-budget/">สำรวจเมืองพัทยา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษผ่านงบประมาณใน 13 ปีที่ผ่านมา</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ใครว่ากรุงเทพฯ อากาศดีขึ้น : ปี 2025 กรุงเทพฯ มีวันอากาศดี 38 วัน ลดลงจากปีก่อนซึ่งมี 43 วัน เทียบเท่าการสูบบุหรี่ 1,280.59 มวน</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/bkk-pm25-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Jun 2026 10:54:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[bangkokindex]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[บุหรี่]]></category>
		<category><![CDATA[ฝุ่นPM2.5]]></category>
		<category><![CDATA[มลพิษฝุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้ง69]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=7677</guid>

					<description><![CDATA[<p>Rocket Media Lab &#3594;&#3623;&#3609;&#3626;&#3635;&#3 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/bkk-pm25-2025/">ใครว่ากรุงเทพฯ อากาศดีขึ้น : ปี 2025 กรุงเทพฯ มีวันอากาศดี 38 วัน ลดลงจากปีก่อนซึ่งมี 43 วัน เทียบเท่าการสูบบุหรี่ 1,280.59 มวน</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph"></p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ในปี 2025 ที่ผ่านมา กรุงเทพฯ มีวันที่อากาศดี คืออยู่ในเกณฑ์สีเขียว 38 วัน คิดเป็น 10.50% ลดลงจากปี 2024 ที่มีวันที่อากาศดี 43 วัน และในปี 2025 ส่วนใหญ่นั้นเป็นวันที่อากาศมีคุณภาพปานกลาง คือเกณฑ์สีเหลือง 254 วัน หรือคิดเป็น 70.17% ของทั้งปี และหากเทียบกับปี 2024 ที่มีอากาศในเกณฑ์สีเหลือง 252 วันแล้วก็นับว่าเพิ่มมากขึ้นจากปีก่อน</li>



<li>ในปี 2025 ที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ สูดดมฝุ่นพิษ PM2.5 เทียบเท่าการสูบบุหรี่ ทั้งหมด 1,280.59 มวน ลดลงจากปี 2024 ที่มีจำนวน 1,297.14 มวน ถึง 16.55 มวน หรือคิดเป็นประมาณ 0.83 ซอง แต่ก็ยังมากกว่าปี 2022 ที่มีจำนวน 1,224.77 มวน และปี 2021 ที่มีจำนวน 1,261.05 มวน</li>



<li>กทม. แถลงว่า “ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นฝุ่น PM2.5 ลดลง โดยเฉพาะเดือนมกราคม ค่าเฉลี่ยลดลงร้อยละ 22” แต่จากการเทียบค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ซึ่งข้อมูลจากทั้ง 3 แหล่ง คือ Gistda, Air4Thai และ The World Air Quality Index Project พบว่าผลลัพธ์แตกต่างกันตามแหล่งข้อมูลและปีฐานที่ใช้เปรียบเทียบ โดยแม้ข้อมูลของ GISTDA จะสะท้อนว่าค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ในเดือนมกราคมปี 2569 ลดลงจากปี 2567 และ 2568 แต่ข้อมูลจาก Air4Thai และ The World Air Quality Index Project กลับชี้ว่าค่าเฉลี่ยฝุ่นในปี 2569 ยังคงสูงกว่าปีฐานในอดีต</li>



<li>กทม. แถลงว่า “จำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานช่วงเดือนธันวาคม–กุมภาพันธ์ ลดลงประมาณ 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน” แต่จากการเทียบค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ซึ่งข้อมูลจากทั้ง 3 แหล่ง คือ Gistda, Air4Thai และ The World Air Quality Index Project จะพบว่าข้อมูลจาก The World Air Quality Index Project ลดลงเพียง 1.14% เท่านั้น ในขณะที่ข้อมูลจาก Air4Thai ลดลง 53.85%</li>
</ul>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/IG-cover-copy-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-7690" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/IG-cover-copy-768x1024.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/IG-cover-copy-225x300.jpg 225w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/IG-cover-copy.jpg 1081w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph"></p>



<p class="wp-block-paragraph">Rocket Media Lab ชวนสำรวจภาพรวมสภาพอากาศของกรุงเทพฯ ในปี 2025 ว่าสถานการณ์ปัญหาฝุ่น PM2.5 ดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไร และ กทม. มีแนวนโยบายในการแก้ปัญหาในปี 2026 อย่างไรบ้าง&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/2.5PM-2025-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-7683" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/2.5PM-2025-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/2.5PM-2025-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/2.5PM-2025-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/2.5PM-2025-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/2.5PM-2025-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/2.5PM-2025-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">กรุงเทพฯ และสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในปี 2025</h3>



<p class="wp-block-paragraph">จากการทำงานของ Rocket Media Lab โดยอ้างอิงข้อมูลสถิติจากเว็บไซต์ The World Air Quality Index Project พบว่า ในปี 2025 ที่ผ่านมา กรุงเทพฯ มีวันที่อากาศดี คืออยู่ในเกณฑ์สีเขียว 38 วัน คิดเป็น 10.50% ลดลงจากปี 2024 ที่มีวันที่อากาศดี 43 วัน และในปี 2025 ส่วนใหญ่นั้นเป็นวันที่อากาศมีคุณภาพปานกลาง คือเกณฑ์สีเหลือง 254 วัน หรือคิดเป็น 70.17% ของทั้งปี และหากเทียบกับปี 2024 ที่มีอากาศในเกณฑ์สีเหลือง 252 วันแล้วก็นับว่าเพิ่มมากขึ้นจากปีก่อน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ส่วนวันที่มีคุณภาพอากาศที่มีผลต่อสุขภาพต่อกลุ่มที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษหรือสีส้มนั้นมีเพียง 57 วัน หรือคิดเป็น 15.75% ของทั้งปี ลดลงจากปี 2024 ที่มีจำนวน 61 วัน และวันที่มีอากาศมีผลกระทบต่อสุขภาพ หรืออยู่ในเกณฑ์สีแดงนั้นมี 13 วัน หรือคิดเป็น 3.59% ของทั้งปี และเมื่อเทียบกับปี 2024 ที่มีเพียง 8 วัน กล่าวคือวันที่มีอากาศมีผลกระทบต่อสุขภาพ หรืออยู่ในเกณฑ์สีแดงนั้นเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 5 วัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยภาพรวมแล้วอากาศในปี 2025 มีวันที่อากาศดีลดลง ในขณะที่วันที่อากาศมีคุณภาพปานกลางเพิ่มขึ้น ส่วนวันที่มีคุณภาพอากาศที่มีผลต่อสุขภาพต่อกลุ่มที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษหรือสีส้มนั้นลดลง แต่ทว่าวันที่มีอากาศมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) กลับเพิ่มสูงขึ้น&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">3 เดือนที่อากาศเลวร้ายที่สุดในปี 2025:&nbsp; เดือนมกราคมยังเป็นเดือนที่ค่าเฉลี่ยอากาศแย่ที่สุด ส่วนวันที่อากาศแย่ที่สุดคือ วันที่ 23 มีนาคม</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ในปี 2024 เดือนที่มีอากาศเลวร้ายที่สุดคือเดือนมกราคม ขณะเดียวกันในปี 2025 เดือนที่มีอากาศเลวร้ายที่สุดยังคงเป็นเดือนมกราคม โดยมีค่าเฉลี่ยอากาศทั้งเดือนสูงถึง 129.35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งมากกว่าปี 2024 ที่มีค่าเฉลี่ย 119.87 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยในเดือนมกราคม 2025 นี้ ไม่มีวันที่อยู่ในเกณฑ์สีเขียวที่ถือว่าอากาศดีเลย สำหรับวันที่มีสีเหลืองหรือคุณภาพอากาศปานกลางพบว่ามีเพียง 4 วัน ส่วนสีส้มหรือคุณภาพอากาศที่มีผลต่อสุขภาพต่อกลุ่มที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษมี 20 วัน และสีแดง หรือมีผลกระทบต่อสุขภาพมีถึง 7 วัน&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">รองลงมาคือเดือนกุมภาพันธ์ ด้วยค่าเฉลี่ยอากาศสูงถึง 114.50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยในเดือนนี้ไม่มีวันที่อยู่ในเกณฑ์สีเขียวที่ถือว่าอากาศดีเลย ขณะที่มีวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีเหลือง หรือคุณภาพอากาศปานกลางเพียง 9 วัน ส่วนสีส้ม หรือคุณภาพอากาศที่มีผลต่อสุขภาพต่อกลุ่มที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษมีถึง 16 วัน และมีวันที่มีอากาศมีผลกระทบต่อสุขภาพ หรืออยู่ในเกณฑ์สีแดงอีก 3 วัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ตามมาด้วยเดือนมีนาคม ด้วยค่าเฉลี่ยอากาศที่ 101.87 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งไม่มีวันที่อยู่ในเกณฑ์สีเขียวที่ถือว่าอากาศดีเลยเช่นเดียวกัน ขณะที่มีวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีเหลือง หรือคุณภาพอากาศปานกลาง 17 วัน และสีส้ม หรือคุณภาพอากาศที่มีผลต่อสุขภาพต่อกลุ่มที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษ 11 วัน นอกจากนี้ยังพบวันที่มีสีแดง หรือวันที่มีผลต่อสุขภาพอีกจำนวน 3 วัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากสำรวจวันที่มีอากาศเลวร้ายที่สุดของปี พบว่าเป็นวันที่ 23 มีนาคม 2025 โดยมีค่าฝุ่นเป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง อยู่ที่ 173 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร</p>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าสามเดือนที่อากาศเลวร้ายที่สุดในปี 2025 คือ มกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม ซึ่งยังคงเป็นกลุ่มเดือนในช่วงต้นปีเช่นเดียวกับปีก่อนหน้า ดังเช่นปี 2024 ที่พบในเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ และธันวาคม ปี 2023 ที่พบในเดือนเมษายน มีนาคม และกุมภาพันธ์ ส่วนปี 2019, 2020 และ 2021 มักพบในช่วงรอยต่อปลายปีถึงต้นปี&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อสังเกตที่พบคือในปี 2025 สถานการณ์ฝุ่นมีความรุนแรงเข้มข้นขึ้น โดยในเดือนมกราคมมีจำนวนวันสีแดงเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2024 คือจาก 4 วัน เป็น 7 วัน ขณะที่ในเดือนกุมภาพันธ์ พบว่าวันสีส้ม (กลุ่มเสี่ยง) เพิ่มขึ้นจากเดิม 6 วัน เป็น 16 วัน หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ส่วนวันสีเหลืองลดลงจาก 19 วัน เหลือเพียง 9 วัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคุณภาพอากาศที่เคยอยู่ในเกณฑ์ปานกลางได้ขยับความรุนแรงขึ้นไปอยู่ในเกณฑ์ที่มีผลต่อสุขภาพมากขึ้น</p>



<h3 class="wp-block-heading">เดือนสิงหาคมอากาศดีที่สุดในปี 2025: เฉลี่ยเพียง 50.61 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร</h3>



<p class="wp-block-paragraph">เดือนที่มีอากาศดีที่สุดในปี 2025 ยังคงเป็นเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นเดือนที่มีค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับเดือนอื่น คือ 50.61 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (ซึ่งดีกว่าปี 2024 ที่มีค่าเฉลี่ย 53.13 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) โดยในปีนี้มีวันที่อยู่ในเกณฑ์สีเขียวที่ถือว่าอากาศดีเพิ่มขึ้นเป็น 13 วัน และมีวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีเหลือง หรือคุณภาพอากาศปานกลาง 18 วัน จะเห็นได้ว่าแม้ภาพรวมต้นปีจะวิกฤต แต่ในเดือนสิงหาคม 2025 กลับมีจำนวนวันที่อากาศบริสุทธิ์ (สีเขียว) มากกว่าปีก่อนถึง 5 วัน ทำให้ครองตำแหน่งแชมป์เดือนที่อากาศดีที่สุดของปีไปครองได้อีกครั้ง</p>



<p class="wp-block-paragraph">รองลงมาคือเดือนกันยายน 2025 ซึ่งเป็นเดือนที่มีค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง คือ 54.23 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยมีวันที่อยู่ในเกณฑ์สีเขียวที่ถือว่าอากาศดี 8 วัน มีวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีเหลือง คุณภาพอากาศปานกลาง 22 วัน&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ตามมาด้วยมิถุนายน 2024 มีวันที่อยู่ในเกณฑ์สีเขียวที่ถือว่าอากาศดี 5 วัน มีวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีเหลือง คุณภาพอากาศปานกลาง 25 วัน ทั้งนี้เดือนสิงหาคม เดือนกันยายน และมิถุนายนซึ่งเป็น 3 เดือนที่อากาศดีที่สุดนั้น ไม่พบวันที่มีอากาศในเกณฑ์สีส้มและแดงเลย ในขณะที่วันที่อากาศดีที่สุดในปี 2025 คือวันที่ 31 สิงหาคม 2025 โดยมีค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง อยู่ที่ 23 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่วันที่อากาศดีที่สุดในปี 2024 คือวันที่ 23 สิงหาคม โดยมีค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ 11 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และในปี 2023 คือวันที่ 16 กันยายน อยู่ที่ 20 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร</p>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ตาม ค่าฝุ่นในแต่ละวันตามสถิติจากเว็บไซต์ The World Air Quality Index Project เป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง จึงอาจเป็นไปได้ว่าในวันหนึ่งหนึ่งอาจจะมีบางเขตของกรุงเทพฯ ที่มีค่าฝุ่นสูงกว่าค่าเฉลี่ยและมีบางเขตที่มีค่าฝุ่นต่ำกว่าเฉลี่ย หรือแม้กระทั่งมีค่าฝุ่นอยู่ในปริมาณที่ใกล้เคียงกันในทุกทุกเขต</p>



<h3 class="wp-block-heading">ถ้าค่าฝุ่น PM2.5 22 มคก./ลบ.ม. = บุหรี่ 1 มวน ปี 2025 ที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ สูบบุหรี่ไปกี่มวน</h3>



<p class="wp-block-paragraph">จาก<a href="http://berkeleyearth.org/air-pollution-and-cigarette-equivalence/">งานของ&nbsp;Richard&nbsp;A. Muller&nbsp;</a>นักวิจัยชาวอเมริกันจากสถาบันวิจัยสภาพอากาศ Berkeley Earth แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งคำนวณเปรียบเทียบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศหรือ PM2.5 กับปริมาณการสูบบุหรี่ พบว่า ค่าฝุ่น PM2.5 22 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เทียบได้กับการสูบบุหรี่ 1 มวน ซึ่งหากนำค่าฝุ่นแบบค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงในแต่ละวันของปี 2024 มาคำนวณเปรียบเทียบตามเกณฑ์ของ&nbsp;Richard&nbsp;Muller จะพบว่า</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในปี 2025 ที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ สูดดมฝุ่นพิษ PM2.5 เทียบเท่าการสูบบุหรี่ ทั้งหมด 1,280.59 มวน ลดลงจากปี 2024 ที่มีจำนวน 1,297.14 มวน ถึง 16.55 มวน หรือคิดเป็นประมาณ 0.83 ซอง แต่ก็ยังมากกว่าปี 2022 ที่มีจำนวน 1,224.77 มวน และปี 2021 ที่มีจำนวน 1,261.05 มวน</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับเดือนที่มีอากาศเลวร้ายที่สุดในปี 2025 อย่างเดือนมกราคม คนกรุงเทพฯ สูดดมฝุ่นพิษ PM2.5 เทียบเท่าการสูบบุหรี่จำนวน 182.27&nbsp; มวน คิดเป็นเฉลี่ยวันละ 5.88 มวน ซึ่งมีจำนวนของมวนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนที่มีอากาศเลวร้ายที่สุดในปี 2024 อย่างเดือนมกราคม ที่มี 168.91 มวน คิดเป็นเฉลี่ยวันละ 5.45 มวน</p>



<p class="wp-block-paragraph">หรือในเดือนที่อากาศดีที่สุดในปี 2025 อย่างเดือนสิงหาคม คนกรุงเทพฯ ก็ยังสูดดมฝุ่นพิษ PM2.5 เทียบเท่าการสูบบุหรี่จำนวน 71.318 มวน เฉลี่ยวันละ 2.30 มวน โดยลดลงเมื่อเทียบกับเดือนที่อากาศดีที่สุดในปี 2024 อย่างเดือนสิงหาคมที่มีจำนวน&nbsp; 74.86 มวน เฉลี่ยวันละ 2.41 มวน</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>กรุงเทพฯ มีแนวโน้มคุณภาพอากาศดีขึ้นจริงไหม</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/2.5PM-BKK-2-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-7697" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/2.5PM-BKK-2-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/2.5PM-BKK-2-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/2.5PM-BKK-2-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/2.5PM-BKK-2-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/2.5PM-BKK-2-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/2.5PM-BKK-2-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">จากการแถลงความคืบหน้าการดำเนิน <a href="https://pr-bangkok.com/?p=581637&amp;fbclid=IwY2xjawQbY_NleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFCQ2d0Q0NrcFBlamJSa1hYc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHjrUajaQZnuvzoxkIWjvMvVtbRGNPAiELiEqdMNnxfccBMyxGV5dTHqd3ILJ_aem_PkEoI_zzQE0lvRfuoi0SJQ">“10 มาตรการหลัก”</a> แก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 69 ที่ผ่านมา โดยชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งกล่าวว่า</p>



<p class="wp-block-paragraph">“ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์คุณภาพอากาศของกรุงเทพมหานครมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานช่วงเดือนธันวาคม–กุมภาพันธ์ ลดลงประมาณ 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ปีนี้สภาพอากาศจะปิดและการระบายอากาศทำได้ยากกว่าปีก่อนหน้า ซึ่งจากข้อมูลสถิติฤดูฝุ่นตลอด 4 ปี (2565–2569) พบว่า ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นฝุ่น PM2.5 ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเดือนมกราคม ค่าเฉลี่ยลดลงร้อยละ 22 จาก 48.4 เหลือ 37.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และจำนวนวันเกินมาตรฐานลดลง 40–50% ในหลายช่วงเวลา”</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อนำ *สถิติมาเปรียบเทียบกับข้อมูลจาก 3 แหล่งอ้างอิงหลัก ได้แก่ ข้อมูลจาก <a href="http://air4thai.pcd.go.th/webV3/#/History">Air4Thai</a> โดยกรมควบคุมมลพิษ ฝุ่นละออง PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง โดยสำรวจจากทั้งปี 2565, 2566,&nbsp; 2567, 2568 และ 2569 ซึ่งมีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศในกทม. จำนวน 12 สถานี ข้อมูลจาก เว็บไซต์ The World Air Quality Index Project เป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง และข้อมูลจาก<a href="https://pm25.gistda.or.th/download">ระบบติดตาม PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงต่อเนื่อง</a> โดย Gistda สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) จะพบว่าความแตกต่างที่น่าสนใจ ดังนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">ประเด็นที่ 1&nbsp; “ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นฝุ่น PM2.5 ลดลง โดยเฉพาะเดือนมกราคม ค่าเฉลี่ยลดลงร้อยละ 22” คำแถลงระบุว่าค่าเฉลี่ยฝุ่นในเดือนมกราคมลดลงถึง 22% แต่จากการสำรวจข้อมูลย้อนหลังระหว่างปี 2565, 2566,&nbsp; 2567 2568 และ 2569 จากแหล่งข้อมูลอื่นๆ ในเดือนมกราคม พบว่า</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>จากระบบติดตาม PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงต่อเนื่อง โดย Gistda ในพื้นที่กทม. ค่าเฉลี่ยเดือนมกราคม ปี 2567 จะอยู่ที่ 50.58 มคก./ลบ.ม. ส่วนมกราคม ในปี 2568 อยู่ที่ 56.30 มคก./ลบ.ม. ส่วนมกราคม ในปี 2569 อยู่ที่ 33.84 มคก./ลบ.ม. ทั้งนี้เมื่อนำมาคำนวณกับปีฐาน จะพบว่าลดลงมา 33.10% </li>



<li>ข้อมูลจาก Air4Thai ซึ่งดูแลโดยกรมควบคุมมลพิษ จะพบว่าค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 เดือนมกราคม ในปี 2565 อยู่ที่ 29.79 มคก./ลบ.ม., ปี 2566 อยู่ที่ 32.71 มคก./ลบ.ม., ปี 2567 อยู่ที่ 39.49 มคก./ลบ.ม. ปี 2568 พุ่งสูงขึ้นเป็น 44.67 มคก./ลบ.ม. และปี 2569 อยู่ที่ 44.73 มคก./ลบ.ม. ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบข้อมูลย้อนหลังในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (2565-2569) พบว่าค่าเฉลี่ยฝุ่นมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปีล่าสุดมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 50.15% เมื่อเทียบกับปี 2565</li>



<li>ข้อมูลจากเว็บไซต์ The World Air Quality Index Project เป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง พบว่าค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 เดือนมกราคม ในปี 2565 อยู่ที่ 92.03 มคก./ลบ.ม., ปี 2566 อยู่ที่ 90.17 มคก./ลบ.ม., ปี 2567 อยู่ที่ 119.87 มคก./ลบ.ม. ปี 2568 ขยับสูงขึ้นเป็น 129.35 มคก./ลบ.ม. ส่วนปี 2569 อยู่ที่ 107.77 มคก./ลบ.ม. ซึ่งเมื่อพิจารณาความเปลี่ยนแปลงในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (2565-2569) จะพบว่าความเข้มข้นของฝุ่นเพิ่มขึ้นถึง 17.10% เมื่อเทียบปีล่าสุดกับปีฐานคือปี 2565</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ดังนั้นหากเทียบค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 จากทั้ง 3 แหล่งข้อมูลจะพบว่า ข้อมูลจาก GISTDA ค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ในเดือนมกราคมของปี 2569 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปี 2567 และปี 2568 ขณะที่ข้อมูลจาก Air4Thai และ The World Air Quality Index Project ชี้ว่าระดับฝุ่นในปี 2569 ยังคงสูงกว่าปีฐานซึ่งก็คือปี 2565 เช่นเดียวกับปีฐานที่ กทม.ใช้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ประเด็นที่ 2 คือ “จำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานช่วงเดือนธันวาคม–กุมภาพันธ์ ลดลงประมาณ 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน” เมื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบ พบความน่าสนใจดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>จากระบบติดตาม PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงต่อเนื่อง โดย Gistda ซึ่งมีข้อมูลเพียง 2 ปี พบว่าในกรุงเทพมหานคร ช่วงปี 66/67 มีจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานระหว่างเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์อยู่ที่ 64 วัน ขณะที่ปี 68/69 ลดลงเหลือ 37 วัน คิดเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ลดลง 42.19% ซึ่งแม้จะมีแนวโน้มดีขึ้นแต่ยังไม่บรรลุเป้าหมายการลดลง 50% ตามที่ กทม. กล่าว</li>



<li>ข้อมูลจาก Air4Thai ซึ่งดูแลโดยกรมควบคุมมลพิษ พบว่าในช่วงปี 65/66 มีจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานอยู่ที่ 28 วัน ปี 66/67 อยู่ที่ 25 วัน ปี 67/68 อยู่ที่ 39 วัน และในปี 68/69 ลดลงเหลือ 18 วัน ซึ่งหากคำนวณเปรียบเทียบจากปีก่อนหน้าจะพบว่าจำนวนวันลดลง 53.85% </li>



<li>ข้อมูลจากเว็บไซต์ The World Air Quality Index Project เป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง พบว่าจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานในช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ของปี 65/66 อยู่ที่ 89 วัน ปี 66/67 อยู่ที่ 92 วัน ปี 67/68 อยู่ที่ 89 วัน และในปี 68/69 ลดลงเหลือ 88 วัน ซึ่งหากคำนวณเปรียบเทียบจากปีก่อนหน้าจะพบว่าจำนวนวันลดลงเพียง 1.12% เท่านั้น</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลจะพบว่าแม้ข้อมูลจาก The World Air Quality Index Project จะพบว่าจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานช่วงเดือนธันวาคม–กุมภาพันธ์ เมื่อเปรียบเทียบกับปี 67/68 จะลดลงจริงในปี 68/69 แต่ก็ลดลงเพียง 1.12% เท่านั้น ในขณะที่หากพิจารณาข้อมูลจาก Air4Thai จะพบว่าจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานลดลง 53.85% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (67/68) แต่หากเทียบกับปีฐาน 65/66 จะพบว่าลดลงเพียง 35.71% เท่านั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">แม้การเปรียบเทียบข้อมูลจากทั้ง 3 แหล่งข้อมูลจะมีทั้งข้อมูลที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับที่ กทม. แถลงและเป็นไปในทิศทางที่ขัดแย้งกัน แต่ก็มีข้อสังเกตที่น่าสนใจเพิ่มเติมก็คือ กทม. เลือกที่จะใช้ข้อมูลบางช่วงเวลา เช่น เฉพาะเดือนมกราคม หรือช่วงเดือนธันวาคม–กุมภาพันธ์ ในขณะเดียวกันบางช่วงเวลาก็เลือกที่จะเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า และบางช่วงเวลาก็เลือกที่จะเปรียบเทียบกับปีฐาน&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ตาม การที่ข้อมูลจากแต่ละแหล่งข้อมูลไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกันนั้น อาจเป็นเพราะข้อมูลของ กทม. อ้างอิงจากสถานีตรวจวัดทั้งหมด <a href="https://airquality.airbkk.com/PublicWebClient/#/Modules/Aqs/HomePage">78 สถานีวัด</a>ในสังกัด ในขณะที่ Air4Thai อ้างอิงจากสถานีหลักของกรมควบคุมมลพิษเพียง 12 สถานี ส่วน Gistda นั้นไม่ระบุจำนวนสถานีแต่ครอบคลุมทั้ง 50 เขตใน กทม. ซึ่งอาจทำให้ความครอบคลุมและค่าเฉลี่ยที่ได้ไม่เท่ากัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">*หมายเหตุ: เพื่อให้เห็นแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในระยะยาวตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2565–2568) การวิเคราะห์นี้จึงใช้วิธีคำนวณหาอัตราการเปลี่ยนแปลงสะสม (Percentage Change) โดยการหาผลต่างระหว่างค่าเฉลี่ยในปีปัจจุบันเทียบกับปีฐาน (2565) แล้วหารด้วยค่าของปีฐาน เพื่อสะท้อนสัดส่วนการเพิ่มขึ้นหรือลดลงสุทธิว่าตลอดระยะเวลาดังกล่าวสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดจากจุดเริ่มต้น&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">แล้ว กทม. มีมาตรการรับมืออะไรบ้างในปี 2569</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/2.5PM-KPI-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-7685" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/2.5PM-KPI-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/2.5PM-KPI-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/2.5PM-KPI-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/2.5PM-KPI-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/2.5PM-KPI-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/2.5PM-KPI-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">สำหรับกรุงเทพมหานคร มีการนำเสนอ (ร่าง) แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2025 ภายใต้แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” แบ่งออกเป็น มาตรการดำเนินการตลอดทั้งปี มาตรการดำเนินการเมื่อสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 มีค่าเกินเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และมาตรการระยะยาว และ 2 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา กทม.ได้รายงานถึง <a href="https://pr-bangkok.com/?p=581637&amp;fbclid=IwZXh0bgNhZW0CMTAAYnJpZBExOEpmelYzcEJwTVZUV1VtMnNydGMGYXBwX2lkEDIyMjAzOTE3ODgyMDA4OTIAAR46kSo8XDWWI7_BBwRcNZ94VPKa76pa-GbOGlKJQyhYxZao5rk-G5Bcc-aCpA_aem_t6xjEUIkeYeDUYO6h5lm-A">10 มาตรการหลัก</a>ที่ใช้แก้ไขปัญหา ดังนี้</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>เขตควบคุมมลพิษ (Low Emission Zone: LEZ) จำกัดรถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไปที่ไม่ผ่านเกณฑ์เข้าพื้นที่ชั้นใน และเปิดลงทะเบียน “บัญชีสีเขียว (Green List)” ปัจจุบันมีรถลงทะเบียนแล้ว 73,448 คัน&nbsp;</li>



<li>โครงการ Green List Plus – รถคันนี้ลดฝุ่น ส่งเสริมให้ประชาชนเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรองอากาศ ตั้งเป้า 500,000 คัน มีรถเข้าร่วมแล้ว 377,461 คัน คาดว่าช่วยลดมลพิษจากภาคขนส่งได้ 22.5%&nbsp;</li>



<li>เข้มงวดตรวจจับรถควันดำ ปรับเกณฑ์มาตรฐานความทึบแสงจาก 30% เหลือ 20–24% และเพิ่มความถี่ในการตรวจจับ ปี 2568–2569 จับกุมรถปล่อยควันดำได้ 21,532 คัน เพิ่มขึ้น 1.5 เท่า</li>



<li>ควบคุมฝุ่นในไซต์ก่อสร้างและแพลนท์ปูน ตรวจเข้มไซต์ก่อสร้าง 17,967 ครั้ง และแพลนท์ปูน 4,551 ครั้ง พร้อมกำหนดเงื่อนไขใบอนุญาต หากพบรถปล่อยควันดำอาจถูกระงับใบอนุญาต&nbsp;</li>



<li>จัดการมลพิษในโรงงานอุตสาหกรรม เพิ่มโรงงานติดตั้งระบบตรวจวัดปล่องควันแบบ Real-time (CEMS) จาก 8 แห่ง เป็น 256 แห่ง และยกระดับมาตรฐานการปล่อยมลพิษ NOx, SO₂ และ TSP ให้เข้มงวดขึ้น&nbsp;</li>



<li>ประสานความร่วมมือจังหวัดรอบข้าง ลดการเผาในที่โล่ง สนับสนุนทางเลือกแทนการเผา เช่น การใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง และเครื่องอัดฟาง ส่งผลให้จุดความร้อนพื้นที่ภาคกลาง (ตะวันตก–ตะวันออก) ลดลง 44% จังหวัดนครนายกลดลง 25% และจำนวนวันที่ไม่มีการเผาเพิ่มขึ้น 38% ขณะที่จุดเผาในกรุงเทพฯ ลดลง 23%&nbsp;</li>



<li>การมีส่วนร่วมของประชาชน ใช้ระบบแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast และ Line Alert พร้อมพยากรณ์ล่วงหน้า 7 วัน และเปิดช่องทางแจ้งเบาะแสผ่าน Traffy Fondue</li>



<li>จัดทำห้องปลอดฝุ่นในโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียนสังกัด กทม. 2,119 ห้องเรียน ดำเนินการแล้วกว่า 51% ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 262 แห่ง ดำเนินการแล้ว 44% คาดว่าจะครบเกือบ 100% ภายในปีนี้ โดยติดตั้งเครื่องปรับอากาศและเครื่องกรองฝุ่นเพื่อปกป้องกลุ่มเปราะบาง&nbsp;</li>



<li>มาตรการ Work From Home (WFH) เมื่อค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน มีการขอความร่วมมือหน่วยงานและเอกชนทำงานที่บ้าน ช่วยลดปริมาณจราจรเฉลี่ย 7.5–10%&nbsp;</li>



<li>เพิ่มพื้นที่สีเขียวและกำแพงกรองฝุ่น (Bangkok Green Wall) ปลูกต้นไม้สะสมกว่า 2.4 ล้านต้น พัฒนาสวน 15 นาที 441 แห่ง และจัดทำแนวกำแพงต้นไม้ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ช่วยลดค่าฝุ่นในพื้นที่สวนได้เฉลี่ยประมาณ 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">โดยมาตรการจะพบว่าเป็นการพยายามเปลี่ยนจากการรณรงค์ไปสู่การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นขึ้น เพื่อให้สอดรับกับแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 – 2570 และระยะ 5 ปีต่อไป โดยเฉพาะการใช้บัญชีสีเขียว (Green List) และการตรวจสอบโรงงานแบบอัตโนมัติ&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หมายเหตุ:&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>อ้างอิงข้อมูลสถิติจากเว็บไซต์ The World Air Quality Index Project ซึ่งค่าฝุ่นเป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง <a href="https://aqicn.org/city/bangkok/">https://aqicn.org/city/bangkok/</a>&nbsp;</li>



<li>ค่าฝุ่นในแต่ละวันตามสถิติจากเว็บไซต์ The World Air Quality Index Project เป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง จึงอาจเป็นไปได้ว่าในวันหนึ่งหนึ่งอาจจะมีบางเขตของกรุงเทพฯ ที่มีค่าฝุ่นสูงกว่าค่าเฉลี่ยและมีบางเขตที่มีค่าฝุ่นต่ำกว่าเฉลี่ย หรือแม้กระทั่งมีค่าฝุ่นอยู่ในปริมาณที่ใกล้เคียงกันในทุกทุกเขต&nbsp;</li>



<li>PM2.5 เทียบกับบุหรี่ <a href="http://berkeleyearth.org/air-pollution-and-cigarette-equivalence">http://berkeleyearth.org/air-pollution-and-cigarette-equivalence</a>&nbsp;</li>



<li>อ้างอิงข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ จากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA&nbsp;</li>



<li>อ้างอิงมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ปี 2025 จากมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2568 และปี 2569 โดยกรมควบคุมมลพิษ</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ดูข้อมูลได้ที่ <a href="https://rocketmedialab.co/database-bkk-pm25-2025">https://rocketmedialab.co/database-bkk-pm25-2025</a> &nbsp;</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/bkk-pm25-2025/">ใครว่ากรุงเทพฯ อากาศดีขึ้น : ปี 2025 กรุงเทพฯ มีวันอากาศดี 38 วัน ลดลงจากปีก่อนซึ่งมี 43 วัน เทียบเท่าการสูบบุหรี่ 1,280.59 มวน</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Bangkok Index 2025 : อันดับความน่าอยู่ของ 50 เขตในกรุงเทพฯ</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/bangkok-index-2025-living-ranking/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Jun 2026 06:04:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[future]]></category>
		<category><![CDATA[bangkokindex]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=7671</guid>

					<description><![CDATA[<p>Rocket Media Lab &#3626;&#3635;&#3619;&#3623;&#3592;&#3 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/bangkok-index-2025-living-ranking/">Bangkok Index 2025 : อันดับความน่าอยู่ของ 50 เขตในกรุงเทพฯ</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">Rocket Media Lab สำรวจเขตต่างๆ ในกรุงเทพฯ ว่าน่าอยู่แค่ไหน ผ่านข้อมูลหลายด้านว่าเขตไหนอยู่อันดับที่เท่าไร ในการจัดอันดับ Bangkok Index 2025</p>



<p class="wp-block-paragraph"><br>ย้อนไปการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อปี 2565 Rocket Media Lab จัดทำ Bangkok Index แพลตฟอร์มที่รวบรวมข้อมูลประเด็นปัญหาต่างๆ ในกรุงเทพฯ จากทั้ง 50 เขตมาจัดอันดับ พร้อมบทวิเคราะห์แต่ละประเด็น เพื่อให้เห็นถึงปัญหา ที่มา และแนวทางที่จะนำไปสู่การแก้ไข โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและรวบรวมฐานข้อมูลในประเด็นปัญหาที่สำคัญของกรุงเทพฯ เพื่อนำไปใช้ในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร จากนั้นทีมงานก็อัปเดตดัชนีต่อมาทุกปี</p>



<p class="wp-block-paragraph"><br>ในปีนี้ ซึ่งมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งใหม่ Rocket Media Lab จึงขอนำเสนอการจัดอันดับความน่าอยู่ของ 50 เขตในกรุงเทพฯ “Bangkok Index 2025” เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการออกแบบและพัฒนานโยบายในแต่ละพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร<br>ข้อมูลทั้งหมดใน Bangkok Index แบ่งออกเป็นสี่ด้าน แต่ละด้านแยกออกไปอีกด้านละสี่หัวข้อ ได้แก่</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>ด้านบริการสาธารณะ ประกอบด้วย สาธารณสุข ขนส่งสาธารณะ การศึกษา และคุณภาพชีวิต</li>



<li>ด้านเศรษฐกิจ ประกอบด้วย งบประมาณรายเขต รายได้จากการจัดเก็บภาษี การจดทะเบียนธุรกิจ และสถานประกอบการอาหาร</li>



<li>ด้านสวัสดิภาพ ประกอบด้วย อัคคีภัย อุทกภัย จุดเสี่ยงอาชญากรรม และอุบัติเหตุบนท้องถนน</li>



<li>ด้านสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย ขยะ น้ำเสีย อากาศ และสวนสาธารณะ</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph"></p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่ละหัวข้อจะจัดอันดับทั้ง 50 เขตจากคะแนนน้อยที่สุดถึงมากที่สุด และให้คะแนนตามลำดับตั้งแต่ 1-50 คะแนน โดยเขตที่มีลำดับเท่ากันจะได้คะแนนเท่ากัน เช่น เขต ก. มีจำนวนขยะต่อจำนวนประชากรน้อยที่สุด ก็จะได้ 50 คะแนน จากนั้นคำนวณคะแนนเฉลี่ยรายหัวข้อ รายด้าน และคะแนนเฉลี่ยรวมทั้งสี่ด้าน เพื่อจัดอันดับความน่าอยู่ทั้ง 50 เขต ว่าเขตไหนในกรุงเทพฯ น่าอยู่มากที่สุด</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/12-1-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7674" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/12-1-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/12-1-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/12-1-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/12-1-1229x1536.png 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/12-1-1638x2048.png 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/12-1-scaled.png 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">จากการจัดอันดับความน่าอยู่ใน Bangkok Index 2025 พบว่า เขตปทุมวันเป็นเขตที่มีคะแนนความน่าอยู่มากที่สุด โดยได้คะแนนเฉลี่ย 32.04 จาก 50 คะแนน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขตปทุมวันขยับจากอันดับสามขึ้นมาเป็นอันดับ 1 คือคะแนนด้านเศรษฐกิจและบริการสาธารณะที่สูงที่สุดในกรุงเทพฯ ส่วนหมวดสวัสดิภาพนั้นอยู่ในอันดับที่ 15 เขตปทุมวันได้คะแนนน้อยที่สุดจากหมวดสิ่งแวดล้อม โดยเป็นอันดับที่ 47 แม้จะมีสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวเป็นอันดับหนึ่งก็ตาม แต่เนื่องจากเป็นเขตที่มีปริมาณขยะมากที่สุดในกรุงเทพฯ มีน้ำเสียมากที่สุด และมีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับกลางๆ</p>



<p class="wp-block-paragraph">อันดับ 2 คือ เขตพระนคร คะแนน 29.17 แชมป์เก่าจากการจัดอันดับครั้งที่แล้ว สิ่งที่ทำให้เขตพระนครหล่นจากอันดับหนึ่งแม้ว่าอันดับด้านบริการสาธารณะกับด้านเศรษฐกิจจะขยับสูงขึ้นก็ตาม แต่ด้านสวัสดิภาพกลับตกลงอย่างมาก จากอันดับ 4 ในการจัดอันดับครั้งที่ผ่านมาตกลงมาสู่อันดับที่ 24 ในครั้งนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากคะแนนด้านจุดเสี่ยงอาชญากรรมที่เคยอยู่อันดับที่ 35 แล้วหล่นมาอยู่อันดับที่ 46</p>



<p class="wp-block-paragraph">อันดับ 3 คือ เขตบางกอกน้อย ได้ 28.42 คะแนน ขยับขึ้นมาจากอันดับ 13 ในครั้งก่อน โดยมีปัจจัยสำคัญจากคะแนนด้านเศรษฐกิจที่ขยับจากอันดับ 15 มาอยู่อันดับ 9 ด้านสวัสดิภาพจากอันดับ 27 มาอยู่อันดับ 4 และด้านสิ่งแวดล้อมจากอันดับ 26 มาเป็นอันดับ 4</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับอันดับถัดมา อันดับ 4 คือ เขตสัมพันธวงศ์ 27.96 คะแนน และอันดับ 5 คือ เขตบางรัก 27.89 คะแนน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ส่วนเขตที่มีคะแนนเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ เขตดินแดง ได้ 17.35 คะแนน จาก 50 คะแนน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในการจัดอันดับปีที่แล้ว เขตดินแดงอยู่อันดับ 32 แต่ตกลงมาอยู่อันดับ 50 ในครั้งนี้ เนื่องจากคะแนนด้านสวัสดิภาพลดลงจากอันดับ 26 มาอยู่ที่อันดับ 46 และคะแนนด้านบริการสาธารณะลดลงจากอันดับ 18 มาอยู่ที่อันดับ 31 รองลงมาคือเขตวังทองหลาง ได้ 17.38 คะแนน ตามมาด้วยเขตบางเขน 17.80 คะแนน เขตลาดพร้าว 17.81 คะแนน และเขตบึงกุ่ม 18.13 คะแนน ตามลำดับ</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านบริการสาธารณะ เขตปทุมวันมีคะแนนสูงที่สุด รักษาอันดับ 1 จากปีที่แล้วไว้ได้ รองลงมาคือเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายและเขตราชเทวี ส่วนเขตที่มีคะแนนต่ำที่สุด คือ เขตบางเขน เขตบางขุนเทียน และเขตบางบอน ตามลำดับ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ด้านเศรษฐกิจ เขตปทุมวันมีคะแนนสูงที่สุดเช่นกัน รองลงมาคือเขตบางรักและเขตสัมพันธวงศ์ ส่วนเขตที่มีคะแนนต่ำที่สุด คือ เขตสายไหม รองลงมาคือเขตจอมทองและเขตบางแค</p>



<p class="wp-block-paragraph">ด้านสวัสดิภาพ เขตป้อมปราบศัตรูพ่ายมีคะแนนสูงที่สุด รองลงมาคือเขตคันนายาวและเขตทวีวัฒนา ส่วนเขตที่มีคะแนนต่ำที่สุด คือ เขตจตุจักร เขตวังทองหลาง และเขตลาดพร้าว ตามลำดับ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ด้านสิ่งแวดล้อม เขตทวีวัฒนามีคะแนนสูงที่สุด รองลงมาคือเขตจอมทองและเขตสะพานสูง ส่วนเขตที่มีคะแนนต่ำที่สุด คือ เขตคลองเตย รองลงมาคือเขตสวนหลวงและเขตบางรัก</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้ Bangkok Index 2025 ยังพบว่า มี 24 เขตที่อันดับขยับสูงขึ้นจากการจัดอันดับครั้งก่อน ได้แก่ ภาษีเจริญ ธนบุรี หนองจอก คันนายาว บางซื่อ หนองแขม ราษฎร์บูรณะ ทุ่งครุ คลองสามวา จอมทอง บางกอกน้อย ยานนาวา ทวีวัฒนา บางแค วัฒนา สายไหม คลองสาน บางขุนเทียน บางคอแหลม บางบอน บางรัก ปทุมวัน มีนบุรี และจตุจักร โดยเขตภาษีเจริญขยับขึ้นมากที่สุด จากอันดับ 41 มาอยู่อันดับ 18</p>



<p class="wp-block-paragraph">ขณะที่มี 24 เขตที่อันดับลดลง ได้แก่ ประเวศ พระนคร บางพลัด บางกะปิ บางเขน พระโขนง ลาดกระบัง ป้อมปราบศัตรูพ่าย ดุสิต ตลิ่งชัน บางนา วังทองหลาง พญาไท ดอนเมือง สะพานสูง บึงกุ่ม ลาดพร้าว ราชเทวี หลักสี่ ห้วยขวาง ดินแดง สวนหลวง คลองเตย และสาทร โดยเขตสาทรมีอันดับลดลงมากที่สุด จากอันดับ 6 ในครั้งก่อนมาอยู่ที่อันดับ 33</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยมี 2 เขตที่อันดับไม่เปลี่ยนแปลงก็คือ บางกอกใหญ่และสัมพันธวงศ์</p>



<p class="wp-block-paragraph">Bangkok Index 2025 นำเสนอในรูปแบบอินเทอร์แอคทีฟที่ใช้งานได้ง่าย พร้อมฟังก์ชันให้เลือกใช้งานหลากหลาย ทั้งการแสดงผลในรูปแบบ ‘แผนที่’ ที่แสดงอันดับความน่าอยู่และการกระจายตัวของแต่ละเขตในกรุงเทพฯ โดยผู้ใช้สามารถคลิกแต่ละเขตเพื่อดูข้อมูลรายละเอียดได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้ยังสามารถเลือกดูในรูปแบบ ‘กราฟ’ ซึ่งแสดงผลเรียงตามอันดับความน่าอยู่ของ Bangkok Index 2025 เมื่อคลิกชื่อเขต จะปรากฏข้อมูลภาพรวมของพื้นที่นั้น รวมถึงคะแนนในแต่ละด้าน และแผนภูมิเรดาร์ (Radar Chart) หรือแผนภูมิใยแมงมุม (Spider Chart) ที่แสดงจุดเด่นและจุดด้อยของแต่ละเขตในแต่ละด้าน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผู้ใช้ยังสามารถเลือกดูข้อมูลได้ทั้ง 4 ด้าน หรือทั้ง 12 หัวข้อ เปรียบเทียบอันดับความน่าอยู่ระหว่าง 2 เขตที่ต้องการ รวมถึงเข้าถึงรายงานสรุปอันดับความน่าอยู่ประจำปีทั้งในภาพรวมและรายด้าน พร้อมฐานข้อมูลและวิธีคำนวณคะแนนในแต่ละหัวข้อ นอกจากนี้ยังสามารถแชร์ผลการจัดอันดับไปยังแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์</p>



<p class="wp-block-paragraph">สามารถเข้าไปดู Bangkok Index 2025 อันดับความน่าอยู่ของ 50 เขตในกรุงเทพฯ ได้แล้วที่ <a href="https://bkkindex.rocketmedialab.co/?fbclid=IwZXh0bgNhZW0CMTAAAR7qTGD97i3jCNd6yQc_mxHx7BhXqr9QeuUEaOPdfSWwfCfznJBeiQH6VJtsRQ_aem_Bah1s9mYbjEzz32AhDkCWA">bkkindex.rocketmedialab.co</a></p>



<ol class="wp-block-list"></ol>



<p class="wp-block-paragraph"></p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/bangkok-index-2025-living-ranking/">Bangkok Index 2025 : อันดับความน่าอยู่ของ 50 เขตในกรุงเทพฯ</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>งบเกี่ยวกับถนน 4 ปี (2565-2569) ของ กทม. ในยุคชัชชาติ ซ่อม-สร้าง อะไรที่ไหนบ้าง</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/bkkconstructionprojects/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 02 Jun 2026 11:05:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[politics]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[งบประมาณ]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=7654</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3606;&#3609;&#3609;&#3648;&#3611;&#3655;&#3609;&#3627 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/bkkconstructionprojects/">งบเกี่ยวกับถนน 4 ปี (2565-2569) ของ กทม. ในยุคชัชชาติ ซ่อม-สร้าง อะไรที่ไหนบ้าง</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph"></p>



<ul class="wp-block-list">
<li>จากงบ กทม. ปี 2565-2569 พบว่ามีงบที่เกี่ยวข้องกับถนน เฉพาะงบประมาณของ 50 สำนักงานเขตและสำนักการโยธา รวมทั้งสิ้นประมาณ 12,123.46 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นงบของสำนักการโยธา ประมาณ 7,605.09 ล้านบาท ซึ่งเน้นไปที่โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่เป็นหลัก และงบของ 50 สำนักงานเขต ซึ่งเน้นไปที่การปรับปรุงซ่อมแซมถนนและซอยในพื้นที่ รวมประมาณ 4,518.37 ล้านบาท</li>



<li>เขตลาดกระบังได้รับงบมากที่สุด 2,169.50 ล้านบาท คิดเป็น 17.9% แบ่งเป็นงบก่อสร้าง 1,437.46 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการทางยกระดับถนนอ่อนนุช-ลาดกระบัง โดยสำนักการโยธา และงบปรับปรุง 732.05 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นงบปรับปรุงซอยและถนนพัฒนาชนบท และเขตที่ได้รับการจัดสรรงบเกี่ยวกับถนนน้อยที่สุดคือ ปทุมวัน 18.29 ล้านบาท คิดเป็น 0.15% ของงบทั้งหมด</li>



<li>เมื่อดูเฉพาะงบจากสำนักการโยธา 4 ปี รวม 7,605.09 ล้านบาท แบ่งเป็นงบก่อสร้าง 4,095.88 ล้านบาท และงบปรับปรุง 3,509.22 ล้านบาท เมื่อเทียบงบรายปี ปี 2569 งบที่เกี่ยวกับถนนของสำนักการโยธาพุ่งขึ้นสูงที่สุดอยู่ที่ 3,018.35 ล้านบาท คิดเป็นเกือบ 40% ของงบทั้ง 4 ปี</li>



<li>งบของสำนักการโยธากระจายอยู่ใน 31 เขต เขตลาดกระบังได้รับงบมากที่สุด 1,925.22 ล้านบาท คิดเป็น 25.31% ของงบทั้งหมด แบ่งเป็นงบก่อสร้าง 1,437.46 ล้านบาท และงบปรับปรุง 487.76 ล้านบาท ส่วนเขตพระนครได้รับงบจากสำนักการโยธาน้อยที่สุด 7.58 ล้านบาท คิดเป็น 0.10% </li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"></p>



<p class="wp-block-paragraph">ถนนเป็นหนึ่งในปัญหาที่ชาวกรุงเทพฯ ส่งเรื่องร้องเรียนไปยังแพลตฟอร์มทราฟฟี่ ฟองดูว์ ของกรุงเทพมหานครในช่วง 4 ปีที่ผ่านมามากเป็นอันดับที่ 2 ถึง 116,824 เรื่อง คิดเป็น 8.95% ของปัญหาทั้งหมด</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากการรวบรวมข้อมูลของ Rocket Media Lab จากข้อบัญญัติงบประมาณกรุงเทพมหานคร ปี 2565-2569 ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารงานของชัชชาติ สิทธิพันธ์ กรุงเทพมหานครมีการจัดสรรงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับถนน เฉพาะงบประมาณของ 50 สำนักงานเขตและสำนักการโยธา รวมทั้งสิ้นประมาณ 12,123.46 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นงบของสำนักการโยธา ประมาณ 7,605.09 ล้านบาท ซึ่งเน้นไปที่โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่เป็นหลัก และงบของ 50 สำนักงานเขต ซึ่งเน้นไปที่การปรับปรุงซ่อมแซมถนนและซอยในพื้นที่ รวมประมาณ 4,518.37 ล้านบาท</p>



<h3 class="wp-block-heading">ลาดกระบังได้งบถนนมากที่สุด ปทุมวันได้น้อยสุด</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/info3_page1_road_ALL-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7652" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/info3_page1_road_ALL-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/info3_page1_road_ALL-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/info3_page1_road_ALL-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/info3_page1_road_ALL.png 1080w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/info3_page2_road_ALL-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7653" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/info3_page2_road_ALL-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/info3_page2_road_ALL-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/info3_page2_road_ALL-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/info3_page2_road_ALL.png 1080w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">ในภาพรวม งบประมาณด้านการปรับปรุงซ่อมแซมซึ่งหมายถึงการปรับปรุงจากถนนที่มีอยู่แล้ว มีสัดส่วนสูงกว่าการก่อสร้างใหม่ ซึ่งหมายถึงการสร้างถนนหรือเส้นทางขึ้นมาใหม่ งบปรับปรุงถนนอยู่ที่ 8,023.61 ล้านบาท และงบก่อสร้างใหม่อยู่ที่ 4,099.85 ล้านบาท โครงการทางยกระดับถนนอ่อนนุช-ลาดกระบังได้รับงบประมาณมากที่สุด 1,420.5 ล้านบาท ซึ่งกระจายอยู่ในงบประมาณปี 2566, 2568-2569 </p>



<p class="wp-block-paragraph">เขตลาดกระบังได้รับการจัดสรรงบประมาณมากที่สุด 2,169.50 ล้านบาท คิดเป็น 17.9% ของงบทั้งหมด แบ่งเป็นงบก่อสร้าง 1,437.46 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการทางยกระดับถนนอ่อนนุช-ลาดกระบัง โดยสำนักการโยธาและงบปรับปรุง 732.05 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นงบปรับปรุงซอยและถนนพัฒนาชนบท เช่น โครงการปรับปรุงถนนพัฒนาชนบท 2 ช่วงจากถนนร่มเกล้า 1 ถึงสุดเขตทางสาธารณะพื้นที่เขตลาดกระบัง อันดับ 2 ดอนเมือง 1,177.17 ล้านบาท อันดับ 3 หนองจอก 891.87 ล้านบาท อันดับ 4 บางขุนเทียน 775.85 ล้านบาท อันดับ 5 บางแค 737.76 ล้านบาท</p>



<p class="wp-block-paragraph">เขตที่ได้รับการจัดสรรงบเกี่ยวกับถนนน้อยที่สุดคือ ปทุมวัน 18.29 ล้านบาท คิดเป็น 0.15% ของงบทั้งหมด ทั้งหมดเป็นงบปรับปรุงซ่อมแซมที่เกี่ยวกับถนนและเป็นงบของสำนักงานเขต โดยเป็น ค่าใช้สอย ค่าซ่อมแซมถนนตรอกซอยสะพานและสิ่งสาธารณประโยชน์ ค่าซ่อมแซมไฟฟ้าสาธารณะ ซึ่งปี 2566 ได้งบประมาณ 3.18 ล้านบาท ส่วนปี 2567-2569 ได้ปีละ 5.03 ล้านบาท</p>



<h3 class="wp-block-heading">ลาดกระบังได้งบจากสำนักโยธามากที่สุด 19 เขตไม่ได้เลย</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/info2_road-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7651" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/info2_road-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/info2_road-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/info2_road-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/info2_road.png 1080w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">เมื่อดูเฉพาะงบจากสำนักการโยธา 4 ปี รวม 7,605.09 ล้านบาท แบ่งเป็นงบก่อสร้าง 4,095.88 ล้านบาท และงบปรับปรุง 3,509.22 ล้านบาท เมื่อเทียบงบรายปี ปี 2569 งบที่เกี่ยวกับถนนของสำนักการโยธาพุ่งขึ้นสูงที่สุดอยู่ที่ 3,018.35 ล้านบาท คิดเป็นเกือบ 40% ของงบทั้ง 4 ปี</p>



<p class="wp-block-paragraph">งบของสำนักการโยธากระจายอยู่ใน 31 เขต เขตลาดกระบังได้รับงบมากที่สุด 1,925.22 ล้านบาท คิดเป็น 25.31% ของงบทั้งหมด แบ่งเป็นงบก่อสร้าง 1,437.46 ล้านบาท และงบปรับปรุง 487.76 ล้านบาท โดยในงบก่อสร้าง นอกจากโครงการทางยกระดับถนนอ่อนนุช-ลาดกระบัง 1,420.5 ล้านบาท แล้ว ยังมีงบต่อเชื่อมถนนพัฒนาชนบท 4 กับถนนศรีนครินทร์ &#8211; ร่มเกล้า 17 ล้านบาทในปี 2569 ส่วนงบปรับปรุง เป็นการปรับปรุงถนน ผิวจราจรและทางเท้า โครงการปรับปรุงถนนหลวงแพ่งช่วงจากสำนักงานประปา สาขาสุวรรณภูมิถึงคลองพระยาเพชรพื้นที่เขตลาดกระบัง ได้รับงบประมาณมากที่สุด รวม 109.78 ล้านบาทในปี 2567 และ 2568</p>



<p class="wp-block-paragraph">เขตพระนครได้รับงบจากสำนักการโยธาน้อยที่สุด 7.58 ล้านบาท คิดเป็น 0.10% ของงบทั้งหมด มีโครงการเดียวคือ โครงการปรับปรุงผิวจราจรและทางเท้าถนนศิริพงษ์และถนนอุณากรรณ ช่วงจากถนนบำรุงเมืองถึงคลองหลอดวัดราชบพิธพื้นที่เขตพระนครในปี 2567</p>



<p class="wp-block-paragraph">ขณะที่อีก 19 เขตที่ไม่ได้งบจากสำนักการโยธาที่เกี่ยวกับถนนเลย ได้แก่ คลองสาน คันนายาว ดินแดง ธนบุรี บางกอกน้อย บางกอกใหญ่ บางซื่อ บางพลัด บางรัก บึงกุ่ม ปทุมวัน&nbsp; พญาไท พระโขนง ราชเทวี ราษฎร์บูรณะ วัฒนา สัมพันธวงศ์ สาทร และ ห้วยขวาง</p>



<h3 class="wp-block-heading">หนองจอกได้งบเขตเยอะ คลองเตยได้น้อยสุด</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/info1_page1_road_UNIT-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7649" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/info1_page1_road_UNIT-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/info1_page1_road_UNIT-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/info1_page1_road_UNIT-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/info1_page1_road_UNIT.png 1080w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/info1_page2_road_UNIT-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7650" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/info1_page2_road_UNIT-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/info1_page2_road_UNIT-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/info1_page2_road_UNIT-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/06/info1_page2_road_UNIT.png 1080w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">ในงบประมาณที่กรุงเทพมหานครจัดสรรลงไปให้สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ส่วนที่เกี่ยวข้องกับถนนใน 4 ปีที่ผ่านมา มีงบรวม 4,518.37 ล้านบาท เกือบทั้งหมดเป็นงบปรับปรุงรวม 4,514.40 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการซ่อมแซมซอย และมีงบก่อสร้างเพียงโครงการเดียวคือ โครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ชุมชนอยู่ดีร่วมใจพัฒนา 3.97 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบว่างบที่เกี่ยวกับถนนของสำนักงานเขตทั้ง 50 เขตในปี 2569 สูงที่สุดในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา รวมเป็นเงิน 1,959.56 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 43.37% ของงบรายเขตที่เกี่ยวกับถนน</p>



<p class="wp-block-paragraph">เขตหนองจอกมีงบที่เกี่ยวกับถนนมากที่สุด เมื่อเทียบกับอีก 49 เขต รวม 537.42 ล้านบาท คิดเป็น 11.89% ของงบทั้งหมด โดยโครงการปรับปรุงซอยเชื่อมสัมพันธ์ 22 จากถนนเชื่อมสัมพันธ์ ถึงถนนเลียบคลองเจียรดับ แขวงโคกแฝด ในปี 2568 ได้งบประมาณมากที่สุด 34.66 ล้านบาท&nbsp; ขณะที่งบที่ระบุว่าเป็น ค่าใช้สอย ค่าซ่อมแซมไฟฟ้าสาธารณะ ค่าซ่อมแซมถนน ตรอก ซอย สะพานและสิ่งสาธารณประโยชน์ ค่าซ่อมแซมเครื่องจักรกลและเครื่องทุ่นแรง ที่ไม่ระบุรายละเอียดมีสัดส่วนมากที่สุดรวม 4 ปี 54.36 ล้านบาท&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">เขตคลองเตยมีงบเกี่ยวกับถนนน้อยที่สุด 17.23 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าใช้สอย ค่าซ่อมแซมถนนตรอกซอยสะพานและสิ่งสาธารณประโยชน์ ค่าซ่อมแซมไฟฟ้าสาธารณะ ที่ไม่ระบุรายละเอียดในปี 2566-2568 รวม 10.96 ล้านบาท โครงการปรับปรุงซอยสุขุมวิท 12 จากถนนสุขุมวิท ถึงคลองไผ่สิงโต 4.42 ล้านบาท ปี 2568 และการปรับปรุงถนนใต้ทางด่วน 1.84 ล้านบาท</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้จากการตรวจสอบข้อมูลโครงการงบประมาณที่เกี่ยวกับถนนในปี 2566-2569 พบว่า หลายเขตที่ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากสำนักการโยธาเลย และยังได้รับงบประมาณจากสำนักงานเขต ในระดับที่น้อยที่สุด 5 อันดับสุดท้ายด้วย คือ ปทุมวัน 18.29 ล้านบาท ได้รับงบรายเขตน้อยที่สุดเป็นอันดับ 49&nbsp; คลองสาน 19.27 ล้านบาท อันดับ 48 พระโขนง 20.50 ล้านบาท อันดับ 47 บางกอกใหญ่ 22.50 ล้านบาท อันดับ 45</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดูข้อมูล งบประมาณที่เกี่ยวกับถนน ของ กรุงเทพมหานคร ปี 2566-2569 ได้ที่ <a href="https://rocketmedialab.co/database-bkkconstructionprojects/">https://rocketmedialab.co/database-bkkconstructionprojects/</a></p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/bkkconstructionprojects/">งบเกี่ยวกับถนน 4 ปี (2565-2569) ของ กทม. ในยุคชัชชาติ ซ่อม-สร้าง อะไรที่ไหนบ้าง</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กรุงเทพฯ ร้อนแค่ไหน : ดอนเมืองอุณหภูมิสูงสุด บางซื่อ ‘รู้สึก’ ร้อนที่สุด พระนครมีวันที่เกิน 35 °C มากที่สุด</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/bkkheat2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 31 May 2026 06:38:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[heatindex]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[ดัชนีความร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[อากาศร้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=7615</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3629;&#3634;&#3585;&#3634;&#3624;&#3619;&#3657;&#3629 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/bkkheat2026/">กรุงเทพฯ ร้อนแค่ไหน : ดอนเมืองอุณหภูมิสูงสุด บางซื่อ ‘รู้สึก’ ร้อนที่สุด พระนครมีวันที่เกิน 35 °C มากที่สุด</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph"></p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ปี 2567-2568 อุณหภูมิสูงสุดรายวันของแต่ละเขต เขตดอนเมืองมีอุณหภูมิสูงสุดรายวันสูงที่สุด 41.3 องศาเซลเซียส ในวันที่ 30 เมษายน 2567 อันดับ 2 เขตพระนคร 40.5 องศาเซลเซียส วันที่ 25 เมษายน 2568 อันดับ 3 เขตสายไหม 40.4 องศาเซลเซียส ขณะที่อุณหภูมิสูงสุดรายวันเมื่อเทียบกับเขตอื่นๆ น้อยที่สุดเป็นของเขตยานนาวา 32.2 องศาเซลเซียส</li>



<li>เฉพาะฤดูร้อน (มีนาคม- พฤษภาคม) เขตพระนครมีวันที่อุณหภูมิตั้งแต่ 35 องศาเซลเซียสขึ้นไปมากที่สุด 145 วันจาก 184 วัน หากดูดัชนีความร้อนระดับอันตรายจะพบว่า เขตบางซื่อมีวันที่ดัชนีความร้อนอยู่ในระดับอันตรายมากที่สุด 125 วัน</li>



<li>เดือนเมษายนเป็นเดือนที่ทั้งอุณหภูมิและดัชนีความร้อนเฉลี่ยสูงที่สุดจากทั้งสามเดือน ขณะที่เดือนพฤษภาคม แม้อุณหภูมิจะเริ่มลดลง แต่น่าสนใจว่าค่าดัชนีความร้อนสูง อาจจะเป็นเพราะมีความชื้นเพิ่มจากการเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">อากาศร้อนในกรุงเทพฯ ไม่ใช่เพียงแค่ปรากฏการณ์ครั้งคราวที่คนกรุงเทพฯ ต้องเผชิญเฉพาะในฤดูร้อนเท่านั้น แต่กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ภาครัฐควรให้ความสนใจมากขึ้น เพราะส่งกระทบทั้งในแง่เศรษฐกิจ สุขภาพ การใช้ชีวิต โดยเฉพาะประชากรกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก คนชรา</p>



<p class="wp-block-paragraph">ย้อนกลับไป 40 ปีก่อนหน้านี้ช่วงปี 2503-2543 อุณหภูมิเฉลี่ยของกรุงเทพฯ อยู่ที่ราว 28-30 องศาเซลเซียส กระทั่งในช่วงสองทศวรรษมานี้ อุณหภูมิเฉลี่ยของกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมีการคาดกันว่าภายใต้สภาวะโลกรวน อุณหภูมิของกรุงเทพฯ อาจมากกว่าเดิมถึง 4.5 องศาเซลเซียส ตามสถานการณ์ก๊าซเรือนกระจก อุณหภูมิสูงสุดรายวันของกรุงเทพฯ ในช่วงสิบปีระหว่าง 2559-2558 เฉลี่ยอยู่ที่ 39.51 องศาเซลเซียส ขณะเดียวกันผลการศึกษาในรายงานของศูนย์พลังงานอาเซียน (Asean Energy Center คาดการณ์ว่า ในปี 2593 (ค.ศ. 2050) กรุงเทพฯ จะเป็นเมืองที่มีวันที่มีอุณหภูมิเกิน 35 องศาเซลเซียสต่อปีมากที่สุดในกลุ่มประเทศกลุ่มอาเซียน อยู่ที่ 120 วันต่อปี พร้อมกับคาดว่าอุณหภูมิสูงสุดรายวันเฉลี่ยของกรุงเทพฯ ในปี 2050 จะพุ่งสูงถึง 38.1 องศาเซลเซียส</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้ รายงานวิเคราะห์สภาวะความร้อนในกรุงเทพฯ Shaping a Cooler Bangkok: Tackling Urban Heat for a More Livable City เผยว่าเขตต่างๆ ในกรุงเทพฯ มีระดับความร้อนไม่เท่ากัน เขตชั้นในที่เป็นพื้นที่ที่มีความหนาแน่นสูงจะมีอุณหภูมิสูงกว่าโดยเฉพาะเวลากลางคืนจากปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง</p>



<p class="wp-block-paragraph">Rocket Media Lab สำรวจอุณหภูมิสูงสุดรายวันและดัชนีความร้อนในช่วงฤดูร้อนของกรุงเทพมหานคร (มีนาคมถึงพฤษภาคม) ปี 2567 และ 2568 จากข้อมูลของสำนักสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีข้อมูล 43 เขตในปี 2567 (ขาดเขตบางกะปิ, บางเขน, บางขุนเทียน, บางคอแหลม, บางแค, บางพลัด, ราชเทวี) และ 48 เขตในปี 2568 (ขาดเขตบางคอแหลม, บางกะปิ) ว่าแต่ละเขตร้อนแตกต่างมากน้อยเพียงใด และอาจนำไปสู่การจัดทำนโยบายที่เกี่ยวข้องเจาะจงสำหรับเขตนั้นได้</p>



<h3 class="wp-block-heading">แต่ละเขตร้อนแค่ไหน อุณหภูมิสูงสุดเท่าไหร่<br></h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-7626" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">จากการสำรวจข้อมูลอุณหภูมิสูงสุดรายวันในช่วงฤดูร้อนของกรุงเทพมหานคร (มีนาคมถึงพฤษภาคม) ปี 2567 และ 2568 พบว่า ปี 2567 ร้อนกว่าปี 2568 ด้วยอุณหภูมิเฉลี่ย 35.12 องศาเซลเซียส ส่วนปี 2568 อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 33.99 องศาเซลเซียส</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยช่วง 2 ปีนี้ เมื่อพิจารณาอุณหภูมิสูงสุดของแต่ละเขต เขตดอนเมืองมีอุณหภูมิสูงสุดรายวันสูงที่สุด 41.3 องศาเซลเซียส ในวันที่ 30 เมษายน 2567 อันดับ 2 เขตพระนคร 40.5 องศาเซลเซียส วันที่ 25 เมษายน 2568 อันดับ 3 เขตสายไหม 40.4 องศาเซลเซียส อันดับ 4 เขตบางซื่อ 40.3 องศาเซลเซียส และอันดับ 5 คลองสามวา 39.9 องศาเซลเซียส ขณะที่อุณหภูมิสูงสุดรายวันเมื่อเทียบกับเขตอื่นๆ น้อยที่สุดเป็นของเขตยานนาวา อุณหภูมิสูงสุดของเขตยานนาวาอยู่ที่ 32.2 องศาเซลเซียส วันที่ 21 เมษายน 2567 วันเดียวกันนี้เองเป็นวันที่อีก 24 เขตก็มีอุณหภูมิรายวันสูงสุดในรอบ 2 ปีเช่นกัน นอกจากนี้ยานนาวายังเป็นเขตเดียวที่มีอุณหภูมิสูงสุดน้อยกว่า 35 องศาเซลเซียส</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากดูอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยของแต่ละเขตเป็นรายปี ในปี 2567 อุณหภูมิรายวันสูงสุดอยู่ที่ 41.3 องศาเซลเซียส ที่เขตดอนเมือง เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 หากพิจารณาอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยสูงสุดรายเขต ดอนเมืองสูงสุดที่ 36.79 องศาเซลเซียส รองลงมาเป็น บางซื่อ 36.35 องศาเซลเซียส อันดับ 3 สายไหม 36.33 องศาเซลเซียส อันดับ 4 ลาดกระบัง 36.32 องศาเซลเซียส อันดับ 5 พระนคร 36.25 องศาเซลเซียส เขตยานนาวามีอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยต่ำที่สุดที่ 29.23 องศาเซลเซียส</p>



<p class="wp-block-paragraph">ส่วนปี 2568 อุณหภูมิรายวันสูงสุดอยู่ที่ 40.5 องศาเซลเซียส ในวันที่ 25 เมษายน 2568 ที่เขตพระนคร หากพิจารณาอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยสูงสุดรายเขต ลาดกระบัง สูงสุดที่ 36.15 องศาเซลเซียส รองลงมาเป็นพระนคร<br>อันดับ 3 บางขุนเทียน 35.19 องศาเซลเซียส อันดับ 4 สายไหม 34.96 องศาเซลเซียส อันดับ 5 ตลิ่งชัน<br>34.92 องศาเซลเซียส เขตยานนาวามีอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยต่ำที่สุดที่ 28.31 องศาเซลเซียส</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อเปรียบเทียบทั้งสองปี นอกจากอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยสุดรายเขตของปี 2567 จะสูงกว่าปี 2568 แล้ว มีเขตที่เคยมีอุณหภูมิสูงสุดอยู่ 5 อันดับแรกในปี 2567 แล้วอันดับลดลงในปี 2568 เช่น ดอนเมืองจากอันดับ 1 ตกลงอยู่มาอันดับ 5 บางซื่อจากอันดับ 2 มาอยู่อันดับ 11 บางเขตมีอันดับสูงขึ้น เช่น ตลิ่งชันที่เคยอยู่อันดับ 13 ในปี 2567 ก็ขึ้นมาอยู่อันดับ 5 ในปี 2568 เขตที่มีอุณหภูมิสูงสุดต่ำสุดทั้งสองปี คือ ยานนาวา</p>



<h3 class="wp-block-heading">พระนครมีวันที่ อุณหภูมิ35 องศาขึ้นไปมากที่สุด ยานนาวา (เกือบ) ไม่มีเลย<br></h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-1-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-7627" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-1-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-1-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-1-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-1-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-1-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-1-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">รายงาน “Roadmap for Extreme Heat Protection through Passive Cooling in ASEAN Region” ของศูนย์พลังงานอาเซียนระบุว่า ในปี 2568 กรุงเทพฯ มี “วันที่อากาศร้อนจัด” หรือวันที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส อยู่ที่ประมาณ 45 วัน เมื่อดูข้อมูลอุณหภูมิรายวันสูงสุดรายเขตของกรุงเทพมหานคร เฉพาะช่วงฤดูร้อน 3 เดือนของปี 2567 และ 2568 พบว่า จากทั้งหมด 184 วัน มี 163 วัน ที่อุณหภูมิตั้งแต่ 35 องศาเซลเซียส และ 21 วันที่ไม่มีเขตไหนเลยมีอุณหภูมิต่ำกว่า 35 องศาเซลเซียส โดยในปี 2567 มี 7 วัน และปี 2568 มี 14 วัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">เขตพระนครมีวันที่อุณหภูมิตั้งแต่ 35 องศาเซลเซียสขึ้นไปมากที่สุด 145 วันจาก 184 วัน อันดับ 2 ดอนเมือง 128 วัน อันดับ 3 ลาดกระบังและสายไหม 126 วัน อันดับ 5 บางซื่อและวังทองหลาง 121 วัน ส่วนเขตยานนาวามี 183 วันที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 35 องศาเซลเซียส ส่วนอีก 1 วันไม่ปรากฏข้อมูล</p>



<p class="wp-block-paragraph">ปี 2567 เมื่อเปรียบเทียบอุณหภูมิสูงสุดรายวันตั้งแต่ 35 องศาเซลเซียสของเขตต่างๆ ในกรุงเทพฯ พบว่า เขตยานนาวาเป็นเขตเดียวที่ไม่มีวันที่มีอุณหภูมิเกิน 35 องศาเซลเซียสเลย ส่วนเขตที่มีวันที่มีอุณหภูมิตั้งแต่ 35 องศาเซลเซียสขึ้นไปมากที่สุดคือ ดอนเมือง 78 วัน รองลงมาเป็น พระนคร 77 วัน อันดับ 3 บางซื่อ 76 วัน อันดับ 4 สายไหม 74 วัน อันดับ 5 วังทองหลาง 73 วัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในปี 2568 พบว่า จากทั้งหมด 48 เขต มีเพียงเขตเดียวคือ เขตยานนาวา ที่ 91 วันมีอุณหภูมิสูงสุดน้อยกว่า 35 องศาเซลเซียส และ 1 วันที่เหลือไม่มีข้อมูล ส่วนเขตที่มีวันที่มีอุณหภูมิตั้งแต่ 35 องศาเซลเซียสขึ้นไปมากที่สุดคือ เขตลาดกระบัง มี 72 วัน ขณะที่มี 5 เขตที่มีวันที่มีอุณหภูมิสูงสุดมากกว่า 35 องศาไม่ถึง 10 วัน ได้แก่ บึงกุ่ม 4 วัน วัฒนา 6 วัน พระโขนง 7 วัน และจอมทองและบางแค 9 วัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในรายงานวิเคราะห์สภาวะความร้อนในกรุงเทพฯ Shaping a Cooler Bangkok: Tackling Urban Heat for a More Livable City ระบุว่า ปรากฏการณ์เกาะความร้อนที่กรุงเทพฯ กำลังเผชิญอยู่ ความหนาแน่นของอาคารและการมีพื้นที่สีเขียวปกคลุมน้อยเป็นปัจจัยหลักที่เร่งความร้อนในแต่ละย่าน โดยพื้นที่เมืองที่มีอาคารสูงหนาแน่นจะดูดซับและกักเก็บความร้อนไว้มากกว่าพื้นที่รอบนอก และระบายความร้อนออกได้ช้ากว่าในเวลากลางคืน และ เขตที่ร้อนที่สุดเป็นย่านธุรกิจใจกลางเมือง (CBD) ที่มีอาคารสูงหนาแน่นและพื้นผิวคอนกรีตจำนวนมากสะสมความร้อนและระบายออกช้า ส่วนเขตที่อยู่ในพื้นที่รอบนอก เช่น ดอนเมือง สายไหม หนองจอกและบางเขต เย็นกว่า เพราะมีพื้นที่เปิดโล่งและมีพื้นที่สีเขียวมากกว่า</p>



<p class="wp-block-paragraph">ถึงกระนั้นหากนำอัตราส่วนพื้นที่สีเขียวต่อพื้นที่เขตในกรุงเทพฯ มาพิจารณาร่วมด้วยก็จะพบว่าพื้นที่สีเขียวอาจไม่ได้เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้พื้นที่เขตนั้นๆ มีความร้อนลดลงหรือมากขึ้น ตามรายงานวิเคราะห์สภาวะความร้อนในกรุงเทพฯ Shaping a Cooler Bangkok: Tackling Urban Heat for a More Livable City เนื่องจากหากพิจารณาข้อมูลของเขตพระนคร ก็จะพบว่า เขตพระนครมีอัตราส่วนพื้นที่สีเขียวต่อพื้นที่ทั้งหมดของเขตมากเป็นอันดับ 2 ของกรุงเทพฯ แต่เขตพระนครเองก็เป็นเขตที่มีวันที่อุณหภูมิตั้งแต่ 35 องศาเซลเซียสขึ้นไปมากที่สุดถึง 145 วันจาก 184 วัน ดังนั้นจะเห็นว่าพื้นที่สีเขียวหรือแม้กระทั่งความหนาแน่นของอาคาร อาจจะไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่ส่งผลให้พื้นที่นั้นๆ ร้อนมากหรือน้อยกว่าพื้นที่อื่นเสมอไป</p>



<h3 class="wp-block-heading">บางซื่อมีวันที่มีดัชนีความร้อนระดับอันตรายมากที่สุด<br></h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-2-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-7628" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-2-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-2-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-2-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-2-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-2-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-2-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">นอกจากอุณหภูมิแล้ว ดัชนีความร้อนยังเป็นหนึ่งในเกณฑ์ที่ถูกนำมาใช้พิจารณาความรุนแรงของสภาพอากาศที่คนต้องเผชิญในช่วงฤดูร้อนว่าจะส่งผลกระทบต่อร่างกายหรือไม่ ดัชนีความร้อนเป็นอุณหภูมิที่ “รู้สึก” ได้ ณ ขณะนั้น ซึ่งค่าดัชนีความร้อนคำนวณจากค่าอุณหภูมิอากาศและค่าความชื้นสัมพัทธ์ เมื่ออุณหภูมิสูง ค่าความชื้นสัมพัทธ์จะทำให้ค่าดัชนีความร้อนมีค่าอุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิที่วัดได้จริง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดัชนีความร้อนแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับเฝ้าระวัง ดัชนีความร้อน 27-32.9 องศาเซลเซียส ระดับเตือนภัย 33-41.9 องศาเซลเซียส ระดับอันตราย 42-51.9 องศาเซลเซียส และระดับอันตรายมาก มากกว่า 52 องศาเซลเซียส</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดัชนีความร้อนสูงสุดของแต่ละเขตในช่วง 2 ปีนี้พบว่า เขตพระนครมีดัชนีความร้อนสูงที่สุด 64.4 องศาเซลเซียส ณ วันที่ 24 พฤษภาคม 2568 อันดับ 2 สาทร 52.8 องศาเซลเซียส ณ วันที่ 12 พฤษภาคม 2568 อันดับ 3 ตลิ่งชัน 51.8 องศาเซลเซียส อันดับ 4 บางซื่อ 51.7 องศาเซลเซียส และอันดับ 5 ดอนเมือง 51.3 องศาเซลเซียส</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยดัชนีความร้อนรายเขต พบว่า เขตบางขุนเทียนมากที่สุด 43.36 องศาเซลเซียส อันดับ 2 สายไหม 41.84 องศาเซลเซียส อันดับ 3 บางซื่อ 41.78 องศาเซลเซียส อันดับ 4 ดอนเมือง 41.58 องศาเซลเซียส อันดับ 5 ประเวศ 41.55 องศาเซลเซียส ขณะที่พระนคร อยู่อันดับ 32 ดัชนีความร้อนเฉลี่ย 38.50 องศาเซลเซียส ส่วนเขตพระนคร ยานนาวามีค่าดัชนีความร้อนน้อยที่สุดที่ 29.14 องศาเซลเซียส ส่วนค่าเฉลี่ยของกรุงเทพฯ อยู่ที่ 40.80 องศาเซลเซียส</p>



<p class="wp-block-paragraph">เขตที่มีวันที่มีดัชนีความร้อนในระดับอันตรายมาก มี 2 เขตคือ เขตพระนคร มีค่าดัชนีความร้อน 64.4 องศาเซลเซียส ณ วันที่ 24 พฤษภาคม 2568 และเขตสาทร มีค่าดัชนีความร้อน 52.8 องศาเซลเซียส ณ วันที่ 12 พฤษภาคม 2568 อย่างไรก็ตาม หากดูดัชนีความร้อนระดับอันตรายจะพบว่า เขตบางซื่อมีวันที่ดัชนีความร้อนอยู่ในระดับอันตรายมากที่สุด 125 วัน รองลงมา ดอนเมืองและหนองจอก 123 วัน เขตประเวศ 122 วัน เขตสายไหม 120 วัน และเขตหนองแขม 113 วัน ขณะที่เขตพระนครมีดัชนีความร้อนระดับอันตราย 71 วัน และเขตสาทรมี 21 วันเท่านั้น ทั้งนี้เขตยานนาวาและเขตบางแคเป็นเขตที่ไม่มีวันที่ดัชนีความร้อนอยู่ในระดับอันตรายเลย โดยที่เขตยานนาวาเป็นเขตเดียวที่ในฤดูร้อนมีวันที่ดัชนีความร้อนระดับปกติ ซึ่งมี 8 วัน ทั้งนี้เขตบางขุนเทียน ซึ่งมีดัชนีความร้อนเฉลี่ยมากที่สุด 43.36 องศาเซลเซียส มีวันที่ดัชนีความร้อนอยู่ในระดับอันตราย 70 วัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลดัชนีความร้อนในช่วงฤดูร้อน ปี 2567 กรุงเทพฯ มีดัชนีความร้อนสูงที่สุด 51.8 องศาเซลเซียสที่เขตตลิ่งชัน เมื่อวันที่ 27 เมษายน ซึ่งเป็นวันที่เขตส่วนใหญ่มีดัชนีความร้อนในระดับอันตรายเช่นกัน ยกเว้นเขตยานนาวาที่ดัชนีความร้อนอยู่ในระดับเตือนภัย</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากดูที่ “ค่าเฉลี่ย” ดัชนีความร้อนจะพบว่า กรุงเทพฯ มีค่าเฉลี่ยดัชนีความร้อนอยู่ที่ 42.55 องศาเซลเซียส ซึ่งอยู่ในระดับอันตราย โดยเขตบางซื่อมีค่าเฉลี่ยดัชนีความร้อนสูงที่สุด 44.38 องศาเซลเซียส อันดับ 2 ทุ่งครุ 44.20 องศาเซลเซียส อันดับ 3 ดอนเมือง 43.92 องศาเซลเซียสเท่ากัน อันดับ 4 สวนหลวง 43.83 องศาเซลเซียส อันดับ 5 ตลิ่งชัน 43.81 องศาเซลเซียส</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อพิจารณาว่าเขตใดมีวันที่ดัชนีความร้อนอยู่ในระดับอันตรายมากที่สุดพบว่า เขตทุ่งครุมากที่สุด 74 วัน รองลงมาเป็น ดอนเมือง บางซื่อ และประเวศ เท่ากันที่ 73 วัน อันดับ 5 หนองจอก 72 วัน ส่วนเขตยานนาวาเป็นเขตที่ไม่มีวันที่ดัชนีความร้อนอยู่ในระดับอันตรายเลย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ปี 2568 เขตพระนครมีดัชนีความร้อนสูงที่สุด 64.4 องศาเซลเซียสอยู่ในระดับอันตรายมาก เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2568 ในวันนี้ยังมีเขตสาทรที่มีดัชนีความร้อนอยู่ในระดับอันตรายมากที่ 52.8 องศาเซลเซียส ส่วนค่าเฉลี่ยดัชนีความร้อนอยู่ที่ 39.40 องศาเซลเซียสซึ่งจัดอยู่ในระดับเตือนภัย</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่หากดูที่ “ค่าเฉลี่ย” ดัชนีความร้อนจะพบว่า ในปีนี้เขตบางขุนเทียนมีค่าเฉลี่ยดัชนีความร้อนมากที่สุด 43.36 องศาเซลเซียส อันดับ 2 สายไหม 41.85 องศาเซลเซียส อันดับ 3 บางซื่อ 41.78 องศาเซลเซียส อันดับ 4 เขตดอนเมือง 41.58 องศาเซลเซียส และอันดับ 5 เขตประเวศ 41.55 องศาเซลเซียส</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-3-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-7629" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-3-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-3-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-3-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-3-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-3-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-3-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">เมื่อพิจารณาว่า เขตใดมีวันที่ดัชนีความร้อนอยู่ในระดับอันตรายมากที่สุด คือ เขตบางขุนเทียน 70 วัน อันดับ 2 สายไหม 55 วัน อันดับ 3 บางซื่อ 52 วัน อันดับ 4 ดอนเมืองและหนองจอก 50 วัน อันดับ 5 ประเวศ 49 วัน ขณะที่มี 9 เขตที่ไม่มีวันที่มีดัชนีความร้อนอยู่ในระดับอันตรายเลย ได้แก่ คันนายาว ตลิ่งชัน บางแค บางรัก ปทุมวัน ป้อมปราบศัตรูพ่าย พญาไท มีนบุรี ยานนาวา</p>



<h3 class="wp-block-heading">9 เขตที่ติดอันดับทั้งอุณหภูมิสูงสุดและดัชนีความร้อนสูงสุด</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-4-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-7644" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-4-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-4-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-4-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-4-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-4-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/HOT-BKK-4-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">เมื่อนำอุณหภูมิสูงสุดรายวันเปรียบเทียบกับค่าดัชนีความร้อนที่สูงสุดของแต่ละเขต 15 อันดับแรก ในปี 2567 และ 2568 มี 9 เขตที่ติดอันดับทั้งอุณหภูมิสูงสุดและดัชนีความร้อนสูงสุด ได้แก่</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>ดอนเมือง</li>



<li>พระนคร</li>



<li>สายไหม</li>



<li>บางซื่อ</li>



<li>คลองสามวา</li>



<li>วังทองหลาง</li>



<li>หลักสี่</li>



<li>ตลิ่งชัน</li>



<li>คันนายาว</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">ส่วนเขตที่ติดอันดับอุณหภูมิสูงสุด แต่ไม่ติดอันดับดัชนีความร้อนสูงสุด คือ หนองจอก ลาดกระบัง ประเวศ ดุสิต ป้อมปราบศัตรูพ่าย และมีนบุรี ส่วนเขตที่ติดอันดับดัชนีความร้อนสูงสุด แต่ไม่ติดอันดับอุณหภูมิสูงสุดคือ สาทร จอมทอง ทุ่งครุ บางขุนเทียน ราชเทวี ธนบุรี</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในแง่ผลกระทบ อุณหภูมิและดัชนีความร้อนส่งผลกระทบต่อทุกคน และน่ากังวลมากขึ้นสำหรับประชากรกลุ่มเปราะบาง เมื่อสำรวจประชากรกลุ่มเปราะบางที่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และผู้สูงอายุที่อายุ 60 ปีขึ้นไป เทียบกับเขตที่ติด 10 อันดับแรกที่มีอุณหภูมิสูงสุด หรือที่มีดัชนีความร้อนสูงสุดพบว่า ในกลุ่มนี้มีหลายเขตที่มีสัดส่วนประชากรกลุ่มเปราะบางมากเป็น 10 อันดับแรกของกรุงเทพฯ โดยเขตที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุมากและติดอันดับอากาศร้อนคือ พระนคร ดุสิต ป้อมปราบศัตรูพ่าย สาทร เขตที่มีเด็กมากและติดอันดับอากาศร้อนคือ คันนายาว หนองจอก มีนบุรี บางขุนเทียน</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้ยังพบข้อสังเกตที่น่าสนใจ เดือนเมษายนเป็นเดือนที่ค่าเฉลี่ยดัชนีความร้อนสูงกว่าอุณหภูมิสูงสุดถึง 6.7 องศาเซลเซียส และเดือนเมษายนเป็นเดือนที่ทั้งอุณหภูมิและดัชนีความร้อนเฉลี่ยสูงที่สุดจากทั้งสามเดือน ขณะที่เดือนพฤษภาคม แม้อุณหภูมิจะเริ่มลดลง แต่น่าสนใจว่าค่าดัชนีความร้อนสูง อาจจะเป็นเพราะมีความชื้นเพิ่มจากการเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน</p>



<p class="wp-block-paragraph">การที่เขตอย่าง ดอนเมือง สายไหม และพระนคร ติดอันดับทั้งสองตารางอาจสะท้อนว่าพื้นที่เหล่านี้คือ จุดศูนย์กลางของวิกฤตความร้อนในกรุงเทพฯ เขตราษฎร์บูรณะ บางขุนเทียน และหนองแขม มีดัชนีความร้อนสูงกว่าอุณหภูมิจริงเฉลี่ย 8 องศาเซลเซียส ซึ่งหมายความว่าถึงแม้วันที่อากาศ 34 องศาเซลเซียสแต่ร่างกายรับรู้ความร้อนเสมือน 42 องศาเซลเซียส</p>



<p class="wp-block-paragraph">ขณะเดียวกันเขตหนองจอก ลาดกระบัง และมีนบุรี มักติดอันดับอุณหภูมิอากาศสูงสุด แต่ร่างกายอาจไม่รู้สึก &#8220;อบอ้าว&#8221; เท่าเขตชั้นใน สถิติจำนวนวันร้อนจัด: เขตลาดกระบัง มีจำนวนวันที่อากาศร้อนจัด (เกิน 35 องศาเซลเซียส) มากที่สุดในปี 2568 ถึง 72 วัน อาจจะเป็นผลมาจากเป็นพื้นที่ชานเมือง มีที่ว่างและพื้นที่เกษตรกรรมมากกว่า อุณหภูมิอากาศจึงพุ่งสูงขึ้นได้ง่ายจากแสงแดดจัด แต่การระบายอากาศที่ดีกว่าและความชื้นที่อาจไม่สะสมหนาแน่น จึงทำให้ค่าดัชนีความร้อนสูงสุดมักไม่พุ่งไปอยู่ใน 15 อันดับแรกเท่ากับเขตในเมือง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดูข้อมูลได้ที่ <a href="https://rocketmedialab.co/database-bkkheat2026/">https://rocketmedialab.co/database-bkkheat2026/</a></p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/bkkheat2026/">กรุงเทพฯ ร้อนแค่ไหน : ดอนเมืองอุณหภูมิสูงสุด บางซื่อ ‘รู้สึก’ ร้อนที่สุด พระนครมีวันที่เกิน 35 °C มากที่สุด</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มาเลเซียแบนแล้ว อินโดนีเซียแบนแล้ว แต่เด็กไทย 80% ไม่เห็นด้วย กับนโยบายจำกัดไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/student-q2-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 28 May 2026 10:42:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[future]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[ChatGPT]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[Gemini]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[แบบสอบถาม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=7583</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3651;&#3609;&#3586;&#3603;&#3632;&#3607;&#3637;&#3656 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/student-q2-2026/">มาเลเซียแบนแล้ว อินโดนีเซียแบนแล้ว แต่เด็กไทย 80% ไม่เห็นด้วย กับนโยบายจำกัดไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph"></p>



<ul class="wp-block-list">
<li>เด็กไทย 79.91% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดีย ในขณะที่ออสเตรเลีย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เริ่มจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี แต่ผลสำรวจของไทยพบว่านักเรียนถึง 1,420 คน ไม่เห็นด้วยกับนโยบายลักษณะนี้ โดยกลุ่มอายุ 14 ปี มีสัดส่วนไม่เห็นด้วยสูงที่สุดถึง 88.95%</li>



<li>72.50% ของผู้ตอบแบบสอบถามเริ่มมีสมาร์ทโฟนเครื่องแรกตั้งแต่ประถม และเกือบทั้งหมดพกไปโรงเรียนทุกวัน โดยส่วนใหญ่ยินดีให้เก็บโทรศัพท์ในเวลาเรียนแต่ต้องยืดหยุ่นให้ใช้สืบค้นข้อมูลได้</li>



<li>94.26% ของผู้ตอบแบบสอบถามพึ่งพา AI ช่วยเรื่องเรียน โดยวิชาคณิตศาสตร์และภาษาต่างประเทศเป็นวิชาที่เด็กๆ นิยมใช้ตัวช่วยมากที่สุด โดยมี ChatGPT และ Gemini เป็นสองแอปฯ หลัก </li>



<li>นอกจากเรื่องเรียนแล้ว เด็กไทยยังใช้คุยเล่นและปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาการเงิน ไปจนถึงเรื่องความรักและครอบครัว</li>
</ul>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="512" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/หน้าปก-1024x512.png" alt="" class="wp-image-7594" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/หน้าปก-1024x512.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/หน้าปก-300x150.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/หน้าปก-768x384.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/หน้าปก-1536x768.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/หน้าปก-2048x1024.png 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph"></p>



<p class="wp-block-paragraph">ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียกำลังเดินหน้าแบนการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กต่ำกว่า 16 ปี เพราะกังวลเรื่องภัยออนไลน์ที่เกินรับมือ แต่เสียงสะท้อนจากเด็กไทยกว่า 80%ในแบบสอบถาม กลับตอบว่าไม่เห็นด้วย และจากแบบสอบถามยังพบว่าเด็กไทยไม่ได้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นที่ปรึกษายามเหงา หรือใช้ช่วยทำส่งครูเท่านั้น แต่ยังใช้เป็นที่พึ่งทางใจ และที่ปรึกษาส่วนตัวในแทบจะทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องเรียน ปัญหาสุขภาพจิต ไปจนถึงเรื่องความรัก ในแบบที่ผู้ใหญ่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึง</p>



<p class="wp-block-paragraph">งานชิ้นนี้จะชวนไปสำรวจพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 6 และ ปวช. 1 ถึง 3 จำนวน 1,777 คน ระหว่าง 29 มีนาคม &#8211; 25 พฤษภาคม 2569 ซึ่งจัดทำขึ้นโดย ร็อกเกต มีเดีย แล็บ ร่วมกับ มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h)</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/2-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7595" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/2-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/2-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/2-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/2-1229x1536.png 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/2-1638x2048.png 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/2-scaled.png 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">ผู้ตอบแบบสอบถาม ใครกันบ้างที่มาร่วมตอบ?</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ผลสำรวจครั้งนี้ได้ข้อมูลจากนักเรียนทั้งสิ้น 1,777 คน โดยแบ่งตามเพศดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>หญิง 1,055 คน (59.37%)</li>



<li>ชาย 606 คน (34.10%)</li>



<li>LGBTQIA+ 72 คน (4.05%)</li>



<li>ไม่ต้องการระบุเพศ 44 คน (2.48%)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อแบ่งตามระดับชั้นพบว่านักเรียนชั้น ม.1 มีจำนวนมากที่สุดถึง 400 คน คิดเป็น 22.51% รองลงมาคือ ม.3 จำนวน 373 คน คิดเป็น 20.99% ม.2 จำนวน 261 คน คิดเป็น 14.69% ม.4 จำนวน 242 คน คิดเป็น 13.62% ม.6 จำนวน 233 คน คิดเป็น 13.11% ม.5 จำนวน 189 คน คิดเป็น 10.64% ส่วนนักเรียน ปวช. มีจำนวนรวมกัน 79 คน คิดเป็น 4.45%</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/3-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7596" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/3-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/3-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/3-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/3-1229x1536.png 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/3-1638x2048.png 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/3-scaled.png 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">“สมาร์ทโฟน” ไอเทมคู่กายที่เด็กนักเรียนเกือบทุกคนต้องมี</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ด้านอุปกรณ์ดิจิทัล นักเรียน 1,736 คน คิดเป็น 97.69% มีสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเอง มีเพียง 41 คน คิดเป็น 2.31% เท่านั้นที่ยังไม่มี ส่วนแท็บเล็ตหรือไอแพดนั้น นักเรียน 940 คน คิดเป็น 52.90% ยังไม่มีเป็นของตัวเอง ขณะที่อีก 837 คน คิดเป็น 47.10% มีอยู่แล้ว</p>



<p class="wp-block-paragraph">สมาร์ทโฟนเครื่องแรกของนักเรียนส่วนใหญ่เริ่มต้นในช่วงประถมศึกษา โดยนักเรียนกว่า 72.50% ได้รับสมาร์ทโฟนเครื่องแรกในช่วง ป.1 ถึง ป.6 ซึ่งเป็นช่วงอายุประมาณ 6-12 ปี และยังมีอีก 7.15% ที่ได้รับตั้งแต่อนุบาล โดย ป.4 เป็นช่วงที่มีนักเรียนได้รับสมาร์ทโฟนมากที่สุดถึง 398 คน คิดเป็น 22.40% ตามมาด้วย ป.3 จำนวน 323 คน คิดเป็น 18.18% และ ป.5 จำนวน 206 คน คิดเป็น 11.59%</p>



<p class="wp-block-paragraph">และเมื่อเปรียบเทียบการครอบครองอุปกรณ์ระหว่างกลุ่มพบว่าแทบไม่มีความแตกต่างระหว่างระดับชั้นเลย ทั้ง ม.ต้น ม.ปลาย และ ปวช. ต่างมีสมาร์ทโฟนในสัดส่วนใกล้เคียง 100% เกือบทั้งหมด โดยพบว่าม.ต้น (ม.1-3) มีสมาร์ทโฟน 478 คน จาก 478 คน ม.ปลาย (ม.4-6) มีสมาร์ทโฟน 346 คน จาก 346 คน ยกเว้นกลุ่ม ปวช. ที่มีสัดส่วนต่ำกว่าเล็กน้อยที่ 93.67% โดยพบว่ามีสมาร์ทโฟน 74 คน จาก 79 คน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ขณะที่แท็บเล็ตกลับให้ภาพที่น่าสนใจกว่า โดยนักเรียน ม.ปลาย มีแท็บเล็ตในสัดส่วนสูงที่สุดที่ 50.90% โดยพบว่าม.ปลาย (ม.4-6) มีแท็บเล็ต 338 คน จาก 664 คน ขณะที่ ม.ต้นมีแท็บเล็ต 465 คน จาก 1,034 คน หรืออยู่ที่ 44.97% และ ปวช. มีแท็บเล็ต 34 คน จาก 79 คน หรือคิดเป็น 43.04% ซึ่งพบความน่าสนใจคือ เมื่อผู้เรียนมีอายุมากขึ้น ภาระทางด้านการเรียนก็มากขึ้นตาม ความต้องการใช้อุปกรณ์หน้าจอใหญ่เพื่ออ่านและทำรายงานก็อาจเพิ่มตามด้วย ส่วนที่ ปวช. มีสัดส่วนแท็บเล็ตต่ำที่สุดนั้น อาจเป็นเพราะลักษณะการเรียนสายอาชีวะที่เน้นภาคปฏิบัติมากกว่าการนั่งอ่านหรือทำงานในเอกสาร ทำให้สมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียวก็อาจเพียงพอแล้ว</p>



<h3 class="wp-block-heading">จ่ายกันเดือนละเท่าไหร่? ส่องค่าเน็ตวัยเรียน&nbsp;</h3>



<p class="wp-block-paragraph">นักเรียนส่วนใหญ่ใช้แพ็กเกจรายเดือนมากถึง 1,349 คน คิดเป็น 75.91% ในขณะที่ใช้แบบเติมเงิน 428 คน คิดเป็น 24.09%&nbsp; ค่าใช้จ่ายต่อเดือนพบว่ามีค่าใช้จ่าย 200-399 บาท มากที่สุด จำนวน 712 คน คิดเป็น 40.07% รองลงมาคือช่วง 100-199 บาท จำนวน 325 คน คิดเป็น 18.29% และมีนักเรียน 260 คน คิดเป็น 14.63% ที่จ่ายตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/4-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7597" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/4-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/4-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/4-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/4-1229x1536.png 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/4-1638x2048.png 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/4-scaled.png 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">นโยบายโทรศัพท์ในโรงเรียน: เก็บโทรศัพท์ได้ แต่ขอให้ยืดหยุ่นหน่อย</h3>



<p class="wp-block-paragraph">นักเรียน 1,713 คน คิดเป็น 96.40% พกสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตไปโรงเรียนทุกวัน และมีนักเรียน 1,538 คน คิดเป็น 86.55% ระบุว่าโรงเรียนมีอินเทอร์เน็ตฟรีให้ใช้&nbsp; ซึ่งหมายความว่านักเรียนเกือบทั้งหมดเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลา แม้อยู่ในโรงเรียน สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนคือโรงเรียนมีนโยบายรับมือกับการใช้โทรศัพท์ในห้องเรียนอย่างไร และ Wi-Fi ที่ให้บริการมีการกรองเนื้อหาหรือเปิดให้ใช้ได้อย่างเสรี และในทางกลับกัน พบนักเรียน 41 คน ที่ไม่มีสมาร์ทโฟนและอีก 239 คน ที่โรงเรียนไม่มีอินเทอร์เน็ต&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในส่วนของนโยบาย ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่านักเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้ปฏิเสธการมีกฎระเบียบเรื่องการใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียนทั้งหมด แต่ต้องการให้มีความยืดหยุ่น เมื่อถามว่านโยบายแบบไหนที่รับได้ นักเรียนตอบดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>เก็บเฉพาะเวลาเรียน แต่ใช้ได้เมื่อจำเป็น 1,172 คน (65.95%)</li>



<li>ไม่เห็นด้วยกับการเก็บโทรศัพท์เลย 427 คน (24.03%)</li>



<li>เก็บเฉพาะเวลาเรียนโดยไม่มีข้อยกเว้น 142 คน (7.99%)</li>



<li>ให้โรงเรียนเก็บได้ทั้งวัน 25 คน (1.41%)</li>



<li>ห้ามเอามาโรงเรียนเลย 11 คน (0.62%)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ตัวเลขนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานจริงในห้องเรียน เมื่อถามว่าใช้สมาร์ทโฟนทำอะไรในชั่วโมงเรียน นักเรียนตอบว่า</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ค้นข้อมูล 1,642 ครั้ง (38.39%)</li>



<li>จดโน้ต 924 ครั้ง (21.60%)</li>



<li>ทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมาย 758 ครั้ง (17.72%)</li>



<li>เล่นเกม 324 ครั้ง (7.58%)</li>



<li>ดูหนัง ฟังเพลง 399 ครั้ง (9.33%)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อดังกล่าวจะพบว่านักเรียนตอบว่าใช้ค้นข้อมูลมากที่สุด รองลงมาคือจดโน้ต และใช้ทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมาย </p>



<h3 class="wp-block-heading">จำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียไหม นักเรียนไทยเห็นด้วยรึเปล่า</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในส่วนนี้คือนโยบายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ซึ่งกำลังเป็นกระแสที่หลายประเทศทั่วโลกเดินหน้าพร้อมกัน ออสเตรเลียเป็นชาติแรกที่ออกกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ก่อนที่<a href="https://www.engadget.com/2179225/malaysia-under-16-social-media-ban-june-1/">มาเลเซีย</a>จะประกาศใช้นโยบายเดียวกันในวันที่ 1 มิถุนายน 2568 โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มอย่าง Facebook, Instagram, TikTok และ YouTube ต้องติดตั้งระบบยืนยันอายุผู้ใช้ ส่วน<a href="https://www.biometricupdate.com/202603/indonesia-to-ban-under-16s-from-social-media-implement-standard-based-age-checks">อินโดนีเซีย</a>ก็บังคับใช้กฎหมายในทิศทางเดียวกันตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยสั่งระงับบัญชีของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่ YouTube, TikTok, Facebook, Instagram, Threads และ X</p>



<p class="wp-block-paragraph">กลับมาที่ผลสำรวจของไทย นักเรียน 1,420 คน คิดเป็น 79.91% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายลักษณะนี้ มีเพียง 357 คน คิดเป็น 20.09% เท่านั้นที่สนับสนุน</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อแยกตามอายุพบว่าแนวโน้มน่าสนใจมาก กลุ่มที่อายุต่ำกว่า 16 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่นโยบายนี้ส่งผลกระทบโดยตรง ไม่เห็นด้วยในสัดส่วนที่สูงมาก</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>อายุ 14 ปี ไม่เห็นด้วย 330 คน จาก 371 คน (88.95%)</li>



<li>อายุ 13 ปี ไม่เห็นด้วย 255 คน จาก 304 คน (83.88%)</li>



<li>อายุ 12 ปี ไม่เห็นด้วย 225 คน จาก 288 คน (78.13%)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ขณะที่กลุ่มอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งนโยบายนี้ไม่ได้จำกัดสิทธิโดยตรง กลับมีสัดส่วนผู้เห็นด้วยว่าให้จำกัดการเข้าถึงสูงกว่าทุกกลุ่ม</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>อายุ 17 ปี เห็นด้วย 70 คน จาก 247 คน (28.34%)</li>



<li>อายุ 18 ปี เห็นด้วย 21 คน จาก 49 คน (42.86%)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลจะพบว่ากลุ่มอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งนโยบายนี้ไม่ได้จำกัดสิทธิโดยตรง กลับมีสัดส่วนผู้เห็นด้วยสูงกว่าทุกกลุ่ม กลุ่มอายุ 17 ปี เห็นด้วย 70 คน จาก 247 คน คิดเป็น 28.34% และกลุ่มอายุ 18 ปี เห็นด้วย 21 คน จาก 49 คน คิดเป็น 42.86% ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในทุกกลุ่มอายุ และพบว่าเด็กโตกว่าเริ่มมองเห็นผลกระทบของโซเชียลมีเดียในแบบที่ประสบการณ์สอนมา และมองว่าควรมีการควบคุมบ้าง</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากคำตอบจะเห็นว่ายิ่งผู้ตอบแบบสอบถามอายุมากกว่า 16 ปี และอายุพ้นเกณฑ์ที่นโยบายครอบคลุม ความเห็นด้วยก็ยิ่งสูงขึ้นตาม ซึ่งอาจหมายความได้สองทาง ทั้งการที่กลุ่มอายุน้อยรู้สึกว่าถูกจำกัดสิทธิโดยไม่จำเป็น และการที่กลุ่มที่โตกว่าเริ่มมองเห็นผลกระทบของโซเชียลมีเดียในแบบที่ประสบการณ์สอนมา ใน<a href="https://soyacincau.com/2026/04/20/malaysia-under-16-social-media-ban-privacy-rights-concerns/">มาเลเซีย</a>เองก็มีกระแสคัดค้านจากนักวิชาการและภาคประชาสังคม โดยมองว่าการแบนแบบเหมารวมอาจไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และเด็กไม่จำเป็นต้องถูกกีดกันออกจากพื้นที่ดิจิทัล แต่ควรได้รับการปกป้องและทักษะในการใช้งานอย่างปลอดภัยแทน&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ที่น่าสนใจคือในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังเดินหน้าจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็ก กระทรวงศึกษาธิการไทยกลับ<a href="https://www.eduzones.com/2026/05/23/moe-13/">ประกาศความร่วมมือกับ TikTok</a> เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบคลิปสั้น โดยมีเป้าหมายลดภาระงานครูและอัปสกิลบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับ<a href="https://www.eduzones.com/2026/05/23/moe-13/">นโยบาย Happy Learning</a> และแผนการนำ AI เข้าสู่การเรียนรู้ของกระทรวงในปี 2568-2569 ขณะที่ <a href="https://www.scmp.com/week-asia/lifestyle-culture/article/3353440/why-indonesia-expanding-under-16-social-media-ban-e-commerce">อินโดนีเซีย</a>กำลังพิจารณาขยายการแบนไปถึงแพลตฟอร์ม e-commerce หลังพบว่าเด็กตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางออนไลน์และใช้จ่ายเงินโดยไม่มีผู้ปกครองดูแล ซึ่งก็เห็นทิศทางที่แตกต่างกันของหลายๆ ประเทศ และยังต้องหาคำตอบที่ลงตัวไม่ได้ว่าควรจัดการโซเชียลมีเดียอย่างไร&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/5-1-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7599" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/5-1-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/5-1-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/5-1-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/5-1-1229x1536.png 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/5-1-1638x2048.png 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/5-1-scaled.png 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">เด็กไทยใช้ AI ทำอะไรบ้าง</h3>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อสอบถามเรื่อง AI พบว่านักเรียน 1,675 คน คิดเป็น 94.26% เคยใช้ AI ช่วยเรื่องการเรียนมาแล้ว มีเพียง 102 คน คิดเป็น 5.74% เท่านั้นที่ไม่เคยใช้เลย โดยในการใช้งานที่พบว่ามีดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ช่วยสรุปเนื้อหา 1,366 ครั้ง (18.68%)</li>



<li>ค้นข้อมูลทำรายงาน 1,326 ครั้ง (18.14%)</li>



<li>แปลภาษา 1,276 ครั้ง (17.45%)</li>



<li>ช่วยคิดไอเดียโครงงาน 1,030 ครั้ง (14.09%)</li>



<li>ตรวจงานก่อนส่งครู 730 ครั้ง (9.98%)</li>



<li>โยนโจทย์การบ้านให้ AI ช่วยตอบ 692 ครั้ง (9.47%)</li>



<li>ทำพรีเซนเทชั่น 573 ครั้ง (7.84%)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ทั้งนี้เมื่อถามเรื่องด้านการตรวจสอบความถูกต้อง พบว่านักเรียน 886 คน คิดเป็น 52.90% ตรวจสอบเนื้อหาจาก AI เพียงบางครั้ง มี 727 คน คิดเป็น 43.40% ที่ตรวจสอบทุกครั้ง และ 62 คน คิดเป็น 3.70% ที่ไม่ตรวจสอบเลย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/6-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7600" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/6-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/6-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/6-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/6-1229x1536.png 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/6-1638x2048.png 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/6-scaled.png 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">เมื่อดูว่านักเรียนใช้ AI ตัวไหนมากที่สุด พบว่า ChatGPT ครองอันดับหนึ่งด้วยผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 1,019 คน คิดเป็น 60.84% รองลงมาคือ Gemini 552 คน คิดเป็น 32.96% สองแพลตฟอร์มนี้รวมกันครอบคลุมผู้ใช้เกือบ 94% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ส่วน Canvas AI อยู่อันดับสามด้วย 37 คน คิดเป็น 2.21% ตามมาด้วย Grok 16 คน และ Claude 22 คน คิดเป็น 0.96% และ 1.31% ตามลำดับ</p>



<p class="wp-block-paragraph">และเมื่อดูรูปแบบการใช้งานของแต่ละแพลตฟอร์ม พบว่าเด็กนักเรียนใช้ ChatGPT และ Gemini&nbsp; เกือบทุกด้าน ทั้งสรุปเนื้อหา ค้นข้อมูล แปลภาษา ช่วยคิดไอเดียโครงงาน ทำพรีเซนเทชั่น และโยนโจทย์การบ้านให้ช่วยตอบ ส่วนการใช้ Canvas AI หลายคนระบุว่าใช้วาดรูปและทำพรีเซนเทชั่นควบคู่กับงานอื่น ส่วน Grok มีผู้ใช้เพียง 16 คน และให้ข้อมูลว่าใช้ช่วย debug โปรแกรม</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/7-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7601" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/7-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/7-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/7-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/7-1229x1536.png 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/7-1638x2048.png 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/7-scaled.png 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">วิชายอดฮิตที่ต้องพึ่ง AI&nbsp;</h3>



<p class="wp-block-paragraph">วิชาที่ใช้ AI มากที่สุดคือคณิตศาสตร์ 609 ครั้ง คิดเป็น 36.36% ตามมาด้วยภาษาต่างประเทศ 538 ครั้ง คิดเป็น 32.12% และวิทยาศาสตร์ 169 ครั้ง คิดเป็น 10.09% ทำให้เห็นว่านักเรียนมักพึ่ง AI ในวิชาที่ต้องการความแม่นยำหรือทักษะภาษาเป็นหลัก</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในแง่ของครูและโรงเรียน นักเรียน 1,354 คน คิดเป็น 76.20% ระบุว่าครูอนุญาตให้ใช้ AI ได้บางวิชา มีเพียง 47 คน คิดเป็น 2.64% ที่ครูห้ามใช้เด็ดขาด อย่างไรก็ตามเมื่อถามว่าเคยโดนครูจับได้ว่าใช้ AI ทำงานส่งไหม พบว่า</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ไม่เคยใช้ AI ทำงานส่ง 426 คน (23.97%)</li>



<li>ใช้แต่ไม่เคยถูกจับ 880 คน (49.52%)</li>



<li>เคยถูกจับได้ 471 คน (26.51%)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ด้านการตรวจสอบความถูกต้อง นักเรียน 886 คน คิดเป็น 52.90% ตรวจสอบเนื้อหาจาก AI เพียงบางครั้ง มี 727 คน คิดเป็น 43.40% ที่ตรวจสอบทุกครั้ง และ 62 คน คิดเป็น 3.70% ที่ไม่ตรวจสอบเลย ตัวเลขนี้สอดคล้องกับการที่นักเรียนส่วนใหญ่ถึง 1,083 คน คิดเป็น 27.10% ของผู้ตอบในข้อนี้ ระบุว่าอยากมีวิชาที่สอนเรื่องการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจาก AI โดยเฉพาะ รองลงมาคือการเขียนโค้ดและ prompt 1,066 ครั้ง คิดเป็น 26.68% และความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว 945 ครั้ง คิดเป็น 23.65%</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/8-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7602" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/8-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/8-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/8-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/8-1229x1536.png 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/8-1638x2048.png 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/8-scaled.png 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว: เมื่อ AI เป็นตั้งแต่ที่ปรึกษาเรื่องเรียน ยันที่ปรึกษาหัวใจ</h3>



<p class="wp-block-paragraph">นอกเหนือจากการเรียน AI ยังกลายเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของนักเรียนหลายคน โดยนักเรียนใช้คุยเล่นทั่วไปมากที่สุด 897 ครั้ง คิดเป็น 19.78% ตามมาด้วยการปรึกษาปัญหาสุขภาพร่างกาย 764 ครั้ง คิดเป็น 16.85% ปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต 530 ครั้ง คิดเป็น 11.69% และวางแผนการเงิน 518 ครั้ง คิดเป็น 11.42% รวมถึงการปรึกษาเรื่องความรัก 403 ครั้ง คิดเป็น 8.89% และปัญหาครอบครัว 380 ครั้ง คิดเป็น 8.38% จากข้อมูลจะให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือการเรียนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผู้ช่วยที่คอยให้ทำปรึกษาในหลายๆ เรื่องด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่หลายประเทศกำลังพยายามหาวิธีปกป้องเด็กในพื้นที่ดิจิทัล <a href="https://www.yahoo.com/news/articles/indonesia-bans-social-media-under-102848687.html?guccounter=1&amp;guce_referrer=aHR0cHM6Ly9jbGF1ZGUuYWkv&amp;guce_referrer_sig=AQAAAEF3nNtzg32GHI0oPoOavZHWwetd21cIgffWUyh42lObVH-JWMK0dMDkywlmBhkuyVkAI40vnRwKd--MsmfQH781TsBVAKP2odKo359KRlGOQF2skZ85-976B1JsliczGwtXQJQPa6qKwX1UMOCFmwlcTqXOUWP4rKNVjKWgdtMu">อินโดนีเซีย</a>เพิ่งสั่งระงับบัญชีเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มเสี่ยงสูงอย่าง YouTube, TikTok, Facebook และ Instagram ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยรัฐมนตรีด้านดิจิทัลระบุว่ารัฐบาลต้องการเข้ามาช่วยให้พ่อแม่ไม่ต้องสู้กับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่เพียงลำพัง&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/9-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7603" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/9-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/9-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/9-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/9-1229x1536.png 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/9-1638x2048.png 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/9-scaled.png 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">เมื่อถามว่าเคยทำตามคำแนะนำของ AI ไหม นักเรียน 1,316 คน คิดเป็น 74.06% ตอบว่าทำตามเป็นบางครั้ง มี 204 คน คิดเป็น 11.48% ที่ทำตามบ่อยๆ และ 32 คน คิดเป็น 1.80% ที่ทำตามทุกครั้ง&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อถามถึงความจำเป็นของ AI ในชีวิต นักเรียน 1,091 คน คิดเป็น 61.40% มองว่ามีก็ดีเพราะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น ขณะที่ 602 คน คิดเป็น 33.88% รู้สึกว่าไม่มีก็ได้ และมีเพียง 58 คน คิดเป็น 3.26% ที่บอกว่า AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ขาดไม่ได้แล้ว</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดูข้อมูลได้ที่ : <a href="https://rocketmedialab.co/database-student-q2-2026">https://rocketmedialab.co/database-student-q2-2026</a>  </p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/student-q2-2026/">มาเลเซียแบนแล้ว อินโดนีเซียแบนแล้ว แต่เด็กไทย 80% ไม่เห็นด้วย กับนโยบายจำกัดไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เลือกตั้ง กทม. 69 : แผนพัฒนา กทม. มีไว้ทำไม ผู้ว่า กทม. แต่ละคนวางแผนฉบับไหน ทำตามแผนยังไงบ้าง </title>
		<link>https://rocketmedialab.co/bkk-development-plans/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 28 May 2026 09:37:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[politics]]></category>
		<category><![CDATA[bangkokindex]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[การเลือกตั้ง]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้ง69]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[แผนพัฒนากทม.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=7572</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3617;&#3629;&#3591;&#3585;&#3607;&#3617;. &#3612;&#36 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/bkk-development-plans/">เลือกตั้ง กทม. 69 : แผนพัฒนา กทม. มีไว้ทำไม ผู้ว่า กทม. แต่ละคนวางแผนฉบับไหน ทำตามแผนยังไงบ้าง </a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph"></p>



<h3 class="wp-block-heading">มองกทม. ผ่านแผนพัฒนา</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ทิศทางการพัฒนาที่ปรากฏในแต่ละแผนกรุงเทพมหานครจะสอดรับกับสภาพปัญหาในแต่ละช่วงเวลานั้น ด้วยตั้งเป้าหมายว่าต้องการเห็นกรุงเทพฯ เป็นอย่างไร โดยในภาพรวมจะพบว่าแผนพัฒนากรุงเทพฯ ทั้ง 9 ฉบับ ส่วนใหญ่ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ครอบคลุมเรื่อง ที่ดินและผังเมือง การจราจร การระบายน้ำ การกำจัดน้ำเสีย ขยะมูลฝอย การศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม พัฒนาชุมชน และสวัสดิการสังคม</p>



<p class="wp-block-paragraph">มีหลายประเด็นปัญหาที่ยังปรากฏในแต่ละแผนจนถึงปัจจุบัน เสมือนเป็นปัญหาเรื้อรังที่ยังไม่สามารถแก้ไขให้สำเร็จได้ เช่น การจัดการขยะมูลฝอย การจราจร น้ำเสีย น้ำท่วมและการระบายน้ำ สาธารณสุข เศรษฐกิจปากท้องประชาชน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-8-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-7576" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-8-768x1024.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-8-225x300.jpg 225w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-8-1153x1536.jpg 1153w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-8-1537x2048.jpg 1537w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-8-scaled.jpg 1921w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">สำหรับจุดเน้นของแผนพัฒนากรุงเทพมหานครแต่ละฉบับอาจสรุปได้เบื้องต้นว่า แผนพัฒนาฉบับที่ 1 ซึ่งลงนามโดย ชลอ ธรรมศิริ มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาชุมชนบริเวณชานเมืองและรอบนอกกรุงเทพฯ จากนั้นในฉบับที่ 2 ของ เทียม มกรานนท์ ได้หันมาให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนฉบับที่ 3 และ 4 ในยุคของ จำลอง ศรีเมือง เริ่มขยับมาเน้นเรื่องมลพิษ น้ำท่วม สุขาภิบาลอาหารและน้ำ รวมถึงการมุ่งเน้นกลุ่มผู้ด้อยโอกาสตามลำดับ โดยภาพรวมของแผนฉบับที่ 1 ถึง 4 นี้ ถือเป็นการให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างและบริการพื้นฐาน สิ่งแวดล้อมและรายได้ของกรุงเทพฯ เป็นหลัก</p>



<p class="wp-block-paragraph">ต่อมาในฉบับที่ 5 ของ พิจิตต รัตตกุล มีการปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาที่เน้นคนเป็นศูนย์กลางมากขึ้น มีการทำประชาพิจารณ์แผน เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 และเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการพัฒนาแผน ขณะที่ฉบับที่ 6 ในยุคของ สมัคร สุนทรเวช ได้ขยายขอบเขตการพัฒนาเพิ่มขึ้นเพื่อสอดรับกับพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนกำหนดวิสัยทัศน์และร่างแผน พร้อมกำหนดให้แผนพัฒนากรุงเทพเป็นแผนยุทธศาสตร์ที่ชี้นำการพัฒนากรุงเทพฯ ที่หน่วยงานจะแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้</p>



<p class="wp-block-paragraph">หลังจากนั้นกรุงเทพฯ เริ่มก้าวเข้าสู่การวางแผนระยะยาว โดยแผนระยะยาว 12 ปี พ.ศ. 2552 ถึง 2563 ในยุคของ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้กำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายการพัฒนาระยะยาว เพื่อเป็นกรอบแนวทางหลักในการพัฒนากรุงเทพฯ ให้เป็นมหานครน่าอยู่อย่างยั่งยืน โดยแบ่งช่วงการพัฒนาเป็น 3 ระยะตามวาระของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และส่งไม้ต่อมายังแผนพัฒนาระยะ 20 ปี พ.ศ. 2556 ถึง 2575 ในยุคของ สุขุมพันธ์ บริพัตร ที่ใช้วิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2575 ตั้งเป้าหมายเป็นมหานครศูนย์กลางของเอเชีย ประกอบด้วย 6 มิติ ได้แก่ มหานครปลอดภัย มหานครสีเขียว สะดวกสบาย มหานครสำหรับทุกคน มหานครกะทัดรัด มหานครประชาธิปไตย และมหานครแห่งเศรษฐกิจและการเรียนรู้ มาเป็นกรอบในการพัฒนา มีการกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์ย่อย และตัวชี้วัดทุก 5 ปี&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">จนกระทั่งมาถึง<a href="https://webportal.bangkok.go.th/public/user_files_editor/130/BMA-developmentplan/P20ys_rivise.pdf">แผนพัฒนากรุงเทพมหานคร 20 ปี ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2561 ถึง 2580</a> ซึ่งเป็นฉบับล่าสุดที่ลงนามโดย อัศวิน ขวัญเมือง แผนฉบับนี้มุ่งส่งเสริมและยกระดับกรุงเทพมหานครให้เป็นมหานครแห่งเอเชียและเป็นเมืองที่มีสมรรถนะสูง ทว่าในเวลาต่อมา อัศวินได้หมดวาระลง ทำให้แผนฉบับปรับปรุงนี้ถูกส่งต่อมาอยู่ในมือของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้นำคนใหม่ที่ต้องรับไม้ต่อและนำแผนนี้ไปใช้จริง สะท้อนให้เห็นภาพภาพเดิมๆ ของเมืองกรุงที่คนลงนามในแผนและคนนำแผนไปใช้กลายเป็นคนละคนกัน&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากการศึกษาความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของแต่ละประเด็นหรือแผนงานในแผนพัฒนาฉบับต่าง ๆ ที่ครอบคลุมการบริหารกรุงเทพฯ ตลอด 55 ปี พบว่า แผนทุกฉบับมีเป้าหมายและยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานคล้ายคลึงกันในบางมิติ เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>มลพิษทางเสียง ที่กำหนดไว้ตรงกันว่า ต้องการควบคุมไม่ให้มีการก่อเสียงรบกวนเกินมาตรฐาน</li>



<li>สวนสาธารณะ มุ่งไปที่การจัดหาพื้นที่สำหรับสวนสาธารณะเพิ่มเติม</li>



<li>ที่ดินและผังเมือง กำหนดย่านและประเภทการใช้ที่ดิน และการปรับปรุงผังเมืองรวมกรุงเทพฯ</li>



<li>พื้นที่นันทนาการ ดนตรี กีฬา เป็นการจัดสร้างศูนย์กิจกรรมต่างๆ ให้เพียงพอและมีประสิทธิภาพ</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">หากแต่มีบางฉบับ ที่มีวิธีมองและแก้ไขปัญหาที่โดดเด่นและมีรายละเอียดที่พัฒนาขึ้นมาจากฉบับอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัดในแต่ละด้าน&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading">มลพิษทางอากาศ&nbsp;</h4>



<p class="wp-block-paragraph">เดิมระบุตรงกันว่าต้องการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ แต่เพิ่งเริ่มมีการกำหนดชัดเจนถึงการตรวจสอบคุณภาพอากาศในย่านที่มีการจราจรหนาแน่นจำนวน 30 แห่งต่อเดือน ในแผนฉบับที่ 4 จากนั้นในแผนพัฒนาระยะ 20 ปี ยุคสุขุมพันธ์ ได้เพิ่มตัวชี้วัดที่ชัดเจนว่า พลเมืองกรุงเทพฯ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ต้องได้สูดอากาศบริสุทธิ์ไม่น้อยกว่า 200 วันต่อปี โดยมีเกณฑ์ก๊าซโอโซนไม่เกิน 70 ส่วนในพันล้านส่วน และก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ไม่เกิน 170 ส่วนในพันล้านส่วน จนกระทั่งในแผนฉบับปรับปรุงล่าสุดของอัศวิน ได้ปรับเปลี่ยนวิธีมองมามุ่งเน้นการบริหารจัดการคุณภาพอากาศในเชิงพื้นที่ให้ได้มาตรฐาน เพื่อให้คุณภาพอากาศโดยรวมอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 85 ถึง 95 โดยเน้นการควบคุมและลดฝุ่นละอองในบรรยากาศริมถนนที่เกิดจากการสัญจร ผ่านมาตรการความสะอาดและวิธีทางธรรมชาติ&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading">ขยะมูลฝอย&nbsp;</h4>



<p class="wp-block-paragraph">จากเดิมทุกแผนฯ จะระบุถึงการพัฒนาประสิทธิภาพของการจัดเก็บและขนถ่ายขยะมูลฝอยให้ทั่วพื้นที่กำจัดขยะไม่ให้มีการตกค้าง โดยในฉบับที่ 4 เน้นเก็บขยะให้หมดวันต่อวัน และฉบับที่ 6 ตั้งเป้าไม่มีขยะตกค้างตามที่ว่างสาธารณะและลดอัตราการเกิดขยะให้น้อยกว่า 1 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มขึ้นในแผนฉบับที่ 3 ที่มีการลงรายละเอียดกำหนดประเด็น แยกขยะ และเริ่มทดลองให้ประชาชนแยกขยะในหมู่บ้านทดลองของสำนักงานเขตต่าง ๆ ก่อนจะต่อยอดในแผนฉบับที่ 5 ที่เพิ่มเรื่องรณรงค์ให้ประชาชนแยกขยะมูลฝอยและการนำมาหมุนเวียนใช้ประโยชน์ใหม่ ขยายมาสู่แผน 12 ปีที่เน้นเทคโนโลยีแปรรูปขยะเพื่อสร้างมูลค่า และในแผน 20 ปีที่หันมาเน้นการลดขยะต้นทางจนถึงปลายทาง ควบคุมการฝังกลบให้ไม่เกินร้อยละ 60 จนถึงแผนฉบับปรับปรุงล่าสุดที่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการคัดแยกขยะ ของเสียอันตราย และกากไขมันตั้งแต่แหล่งกำเนิด</p>



<h4 class="wp-block-heading">การกำจัดน้ำเสีย&nbsp;</h4>



<p class="wp-block-paragraph">ทุกแผนฯ จะเน้นไปที่การสร้างระบบระบายน้ำป้องกันน้ำเสีย สร้างโรงงานกำจัดน้ำเสียและการควบคุมคุณภาพน้ำในคูคลองต่าง ๆ โดยในฉบับที่ 4 มีการวางแผนสร้างโรงงานบำบัดน้ำเสียใหม่ถึง 5 แห่งโดยกรุงเทพฯ และรัฐบาล และอีก 11 แห่งโดยเอกชน จนถึงแผนฯ ฉบับที่ 6 ที่เพิ่มการกำหนดเป้าหมายต้องลดการทำให้น้ำเสียโดยประชาชนลงร้อยละ 5 ต่อปี ส่วนแผนระยะ 12 ปี กำหนดตัวชี้วัดยกระดับคุณภาพน้ำทิ้ง และฟื้นฟูคุณภาพน้ำคลองให้มีค่าดีโอมากกว่า 2 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่แผนระยะยาว 20 ปี ตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2575 น้ำเสียจากทุกครัวเรือนต้องได้รับการบำบัดก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ และแผนฉบับปรับปรุงล่าสุดได้ขยายขีดความสามารถของระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนให้รองรับได้ถึงร้อยละ 90 พร้อมตั้งเป้าให้จุดเก็บตัวอย่างน้ำในคลองมีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์พอใช้ถึงดีให้ได้ร้อยละ 80</p>



<h4 class="wp-block-heading">น้ำท่วมและการระบายน้ำ&nbsp;</h4>



<p class="wp-block-paragraph">ทุกแผนฯ จะกำหนดเรื่องติดตั้งและปรับปรุงระบบป้องกันน้ำท่วม รวมทั้งการขุดลอกคูคลอง จนแผนฯ ฉบับที่ 3 เริ่มกล่าวถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและความรู้ และแผนฯ ฉบับที่ 4 กล่าวถึงการติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ของศูนย์ป้องกันน้ำท่วม ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดระดับน้ำและฝนในฝั่งธนบุรี และเริ่มมีการสำรวจข้อมูลระบบระบายน้ำย่อย ต่อมาในแผนฉบับที่ 6 มุ่งเน้นการฟื้นฟูคูคลองเพื่อระบายน้ำและคมนาคม จนถึงแผนระยะยาว 20 ปีที่กำหนดเป้าหมายชัดเจนว่า พื้นที่ร้อยละ 90 ของกรุงเทพฯ ต้องสามารถระบายน้ำฝนให้เสร็จสิ้นได้ภายใน 30 นาทีหลังฝนตก ขณะที่แผนฉบับปรับปรุงล่าสุด ได้ปรับเกณฑ์มาเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำท่วมขังบนถนนสายหลักกรณีฝนตกไม่เกิน 100 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ให้อยู่ในเกณฑ์ 60 ถึง 180 นาที พร้อมเพิ่มความสามารถในการรองรับน้ำหลากและน้ำหนุน</p>



<h4 class="wp-block-heading">จราจรและขนส่งสาธารณะ&nbsp;</h4>



<p class="wp-block-paragraph">นับตั้งแต่แผนฯ ฉบับที่ 1 เป็นต้นมา ทุกแผนมุ่งเน้นไปที่การสร้าง ปรับปรุง และเชื่อมต่อถนน ตรอก ซอย ต่าง ๆ รวมถึงการสร้างทางด่วนหรือทางพิเศษ ขยายเส้นทางและเพิ่มจำนวนรถโดยสารประจำทาง จนแผนฯ ฉบับที่ 4 ถึงได้เริ่มบรรจุเรื่องการก่อสร้างรถรางไฟฟ้าในพื้นที่จราจรติดขัดและเดินเรือทางน้ำ ส่วนแผนฉบับที่ 6 เริ่มกำหนดประเด็นเพิ่มโครงข่ายคมนาคมขนส่งทั้งระบบถนนและทางน้ำเพื่อเป็นตัวเลือกในการเดินทาง และในแผนระยะยาว 20 ปี นับเป็นครั้งแรกที่พูดถึงการสัญจรด้วยจักรยาน ทางเดินเท้าอย่างสะดวก ปลอดภัย และตั้งเป้าให้คนกรุงใช้ระบบขนส่งมวลชนที่กำหนดเวลาได้ภายใน 10 นาที ล่าสุดในแผนฉบับปรับปรุงของอัศวิน ได้มุ่งเน้นการเชื่อมต่อระบบรางหลัก พัฒนารถไฟฟ้าส่วนต่อขยายหรือรางรอง ขยายการขนส่งทางน้ำ พัฒนาทางเดินเท้าและทางจักรยานตามแนวคิดอารยสถาปัตย์(Universal Design) รวมถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันรวมข้อมูลการเดินทางเพื่อช่วยประชาชนวางแผน</p>



<h4 class="wp-block-heading">สาธารณสุข&nbsp;</h4>



<p class="wp-block-paragraph">แผนฯ เกือบทั้งหมดให้ความสำคัญกับการขยายและพัฒนาศูนย์บริการสาธารณสุขชุมชนให้ทั่วถึง มีคุณภาพ จนแผนฉบับที่ 6 เริ่มระบุถึงระบบเครือข่ายการบริการสุขภาพแบบผสมผสานให้ครอบคลุม 50 เขต ส่วนแผนระยะ 12 ปีกล่าวถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการแพทย์ฉุกเฉินในสถานการณ์วิกฤตหรือภัยพิบัติ และในแผนฉบับปรับปรุงล่าสุดได้ยกระดับสู่การเป็น เมืองสุขภาพดี มุ่งจัดให้มีระบบสุขภาพปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิอย่างครอบคลุม จัดตั้งคลินิกหมอครอบครัว และเร่งคัดกรองโรคคนเมือง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิต เพื่อนำเข้าสู่การรักษาอย่างรวดเร็ว</p>



<h4 class="wp-block-heading">เศรษฐกิจปากท้องประชาชน&nbsp;</h4>



<p class="wp-block-paragraph">เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจน้อยกว่าปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ มักถูกจัดอยู่ส่วนที่เกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนหรือสวัสดิการสังคม เริ่มจากตลาดซึ่งได้รับการกล่าวถึงตั้งแต่ในฉบับที่ 1 เพื่อให้เป็นพื้นที่ระบายสินค้าการเกษตร จากนั้นในฉบับที่ 2 และ 4 เป็นการพัฒนาเป็นตลาดเพื่อผู้มีรายได้น้อยและพัฒนาอาชีพ ต่อมาในแผนระยะยาว 12 ปี ระบุว่าจะปรับปรุงตลาดนัดเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว จนกระทั่งในแผนฉบับปรับปรุงล่าสุดของอัศวิน ได้เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับแรงงานนอกระบบ โดยตั้งเป้าขยายสถานธนานุบาลหรือโรงรับจำนำเพิ่มขึ้นอีก 10 แห่ง เพื่อให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมทั้งเน้นการพัฒนาทักษะอาชีพให้ตรงกับตลาดงาน และผลักดัน ผลิตภัณฑ์ชุมชน หรือ แบงค็อก แบรนด์ ให้เป็นสินค้าระดับพรีเมียม แพลทินัม และโกลด์ เพื่อยกระดับมูลค่าทางเศรษฐกิจฐานราก</p>



<h3 class="wp-block-heading">กทม. พัฒนาได้ตามแผนฯ มากน้อยแค่ไหน</h3>



<p class="wp-block-paragraph">คำถามที่หลายคนยังอดสงสัยไม่ได้คือ แผนพัฒนากรุงเทพฯ ที่ผ่านมาถูกนำไปปฏิบัติได้ครบถ้วนหรือไม่</p>



<p class="wp-block-paragraph">ประเด็นนี้ กรุงเทพมหานครเองได้มีการทบทวนและประเมินผลการดำเนินการตามแผนฯ โดยเฉพาะในช่วงต้องจัดทำแผนใหม่ ซึ่งจะต้องพิจารณาว่าแผนเดิม บรรลุเป้าหมายไปกี่โครงการและมีโครงการอะไรบ้างที่ทำไม่สำเร็จ</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากการสำรวจพบว่าแผนงานที่ถูกประเมินว่าทำสำเร็จส่วนใหญ่จะเป็นโครงการระยะสั้น หรือเป็นการเพิ่มจำนวนสิ่งที่มีอยู่แล้ว เช่น การก่อสร้างถนน ปรับปรุงตรอกซอกซอย การจัดสร้างสวนสาธารณะ การติดตั้งสถานีระบายน้ำ การเพิ่มจำนวนศูนย์บริการสาธารณสุข</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่ก็มีอีกหลายเรื่องที่ไม่สามารถทำได้สำเร็จ เช่น แผนงานป้องกันน้ำท่วมและน้ำเสียของ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 3 สามารถดำเนินโครงการติดตั้งระบบกำจัดน้ำเสียสี่พระยาได้ตามแผน แต่โครงการบำบัดน้ำเสียในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในไม่สำเร็จ เนื่องจากติดปัญหาเรื่องพื้นที่ก่อสร้าง ขณะที่งานก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ต้องใช้งบประมาณมาก หรืองานติดตั้งระบบโครงข่ายต่าง ๆ ที่มีความซับซ้อนมากไม่เป็นไปตามแผน เช่น โครงการขุดแม่น้ำเจ้าพระยา 2 ซึ่งใช้งบประมาณสูงมากและต้องมีการบริหารจัดการใหม่เป็นแผนรวมป้องกันน้ำท่วมของกรุงเทพและปริมณฑล</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากการประมวลข้อมูลแผนพัฒนากรุงเทพฯ ที่ผ่านมาอาจสรุปได้ว่า ผู้จัดทำแผนฉบับต่าง ๆ วิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้แผนงานหรือโครงการต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่วางไว้ว่ามาจากการเกินขีดความสามารถของหน่วยงาน ติดขัดขั้นตอนตามระบบราชการ ไม่มีงบประมาณเพียงพอ และเป็นโครงการระยะยาวเกินกว่าที่ประเมินไว้</p>



<p class="wp-block-paragraph">สรุปจากแผนพัฒนากรุงเทพฯ 4 ฉบับที่ได้รับการประเมินจากแผนพัฒนาฉบับถัดไป พบว่า</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 2 มีขั้นตอนการอนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบราชการเป็นไปได้ล่าช้ามาก การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารทำให้นโยบายเปลี่ยนแปลง งบประมาณไม่เพียงพอ</li>



<li>แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 3 ขาดแผนหลักในการพัฒนา ขาดแผนลงทุน ไม่ได้กำหนดรายละเอียดที่สำคัญไว้อย่างชัดเจน ขาดงบประมาณ วางแผนปฏิบัติการและติดตามผล อัตรากำลังไม่เหมาะสม ระเบียบกฎหมาย ประสานงานกับหน่วยงานภายนอก</li>



<li>แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 4 โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ล่าช้าเนื่องจากระยะเวลากำหนดน้อยเกินไป หน่วยงานของกรุงเทพมหานคร มีภารกิจมาก ขาดระบบและแนวทางการดำเนินงานชัดเจนในการประสานระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน ปัญหาด้านงบประมาณ อัตรากำลังข้าราชการและลูกจ้างไม่เพียงพอ สภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปทำให้มูลค่าการดำเนินโครงการสูงขึ้น</li>



<li>แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 มีปัญหาด้านงบประมาณ ปัญหาด้านบุคลากร ระยะเวลาไม่สอดคล้องกับขอบเขตของโครงการ ประชาชนไม่ไห้การสนับสนุนการปฏิบัติงาน อย่างต่อเนื่อง ขาดประสิทธิภาพในการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในการปฏิบัติงาน</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">แต่บางครั้งการประเมินความสำเร็จตามแผนงานก็มีคำอธิบายที่ชวนสงสัยว่าสำเร็จจริงหรือไม่…</p>



<p class="wp-block-paragraph">เช่น ในการประเมินแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 4 ซึ่งอ้างอิงจากเนื้อหาในแผนพัฒนา ฯ ฉบับที่ 5 ระบุว่าการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีโครงการที่บรรลุเป้าหมาย “แม้จะไม่มีผลเป็นรูปธรรมมากนัก แต่ได้ผลมากในด้านจิตวิทยาที่ทำให้ประชาชนตระหนักและเห็นความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม”</p>



<p class="wp-block-paragraph">จนกระทั่ง พ.ศ. 2552 เริ่มมีการนำระบบการประเมินผลด้วย ‘ตัวชี้วัด’ ที่ชัดเจนมีความพยายามประเมินผลมาใช้ เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมเป้าหมายและยุทธศาสตร์ย่อยลงไปใหม่ได้ แผนพัฒนาระยะ 12 ปี มีการประเมินและปรับปรุงแผนพัฒนาทุก 4 ปี ด้วยการจัดทำตัวชี้วัดเชิงปริมาณเพื่อให้วัดความสำเร็จของยุทธศาสตร์ย่อยได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">สุดท้าย แม้กรุงเทพมหานครจะกำหนดให้มีหน่วยงานหน้าที่ติดตามและประเมินผลคือ หน่วยงานเจ้าของโครงการ กองงบประมาณ สำนักนโยบายและผู้ตรวจการกรุงเทพมหานคร แต่ก็ยังตอบโจทย์เพียงว่าทำงานสำเร็จตามแผนหรือไม่เท่านั้น แต่ไม่ได้กำหนดว่าถ้าทำไม่สำเร็จแล้วจะมีผลกระทบใด ๆ ตามมา ยิ่งเมื่อแผนล่าสุดถูกส่งผ่านจากผู้ลงนามในยุคหนึ่งมาสู่ผู้ปฏิบัติในอีกยุคหนึ่ง ความท้าทายในการผลักดันแผนให้เข้าเป้าจึงยังคงเป็นคำถามสำคัญของคนเมืองหลวงต่อไป</p>



<h3 class="wp-block-heading">จากแผน 5 ฉบับ ถึงแผนพัฒนา กทม. 20 ปี ฉบับปรังปรุง: ใครทำ ใครใช้?</h3>



<p class="wp-block-paragraph">เคยสงสัยไหมว่าสารพัดโครงการพัฒนาในกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่การแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก บำบัดน้ำเสีย จัดการรถติด ไปจนถึงการวางระบบขนส่งสาธารณะขนาดใหญ่ สิ่งเหล่านี้มีที่มาที่ไปอย่างไร และทำไมเมืองหลวงแห่งนี้ถึงมีหน้าตาและสภาพแวดล้อมอย่างที่เราเผชิญกันอยู่ทุกวันนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากลองแกะรอยดูก็จะพบว่า ทิศทางในการขับเคลื่อนเมืองหลวงแห่งนี้ ถูกกำหนดไว้ผ่านแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร และจุดเริ่มต้นนี้ก็เกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อนแล้ว ซึ่งนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อ 45 ปีก่อน หลังจากที่กรุงเทพมหานครมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมาแล้ว 5 คน ในช่วงระยะเวลา 4 ปี</p>



<p class="wp-block-paragraph">แผนพัฒนาเมืองแต่ละฉบับเปรียบเหมือนพิมพ์เขียว และหมุดหมายสำคัญที่ใช้กำหนดทิศทางว่าอยากจะเปลี่ยนโฉมหน้าเมืองหลวงไปทางไหน ขณะเดียวกัน แผนแม่บทเหล่านี้ยังกลายเป็นกรอบบังคับให้ทุกหน่วยงานต้องทำตามด้วย จนบางครั้งก็เกิดคำถามว่าตอบโจทย์ต่อคนกรุงมากน้อยเพียงใด</p>



<p class="wp-block-paragraph">นับจากอดีต จาก พ.ศ. 2520 จนถึงปัจจุบันกรุงเทพมหานคร มีแผนพัฒนามาแล้วทั้งหมด 8 ฉบับ เริ่มตั้งแต่แผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ฉบับที่ 1-6 ต่อเนื่องมาถึง แผนยุทธศาสตร์กรุงเทพระยะยาว 12 ปี พ.ศ. 2552-2563 และแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร 20 ปี พ.ศ. 2556-2575</p>



<p class="wp-block-paragraph">นำมาสู่คำถามชวนสงสัยต่อไปว่า ท่ามกลางกรอบแผนแม่บทที่ถูกวางโครงข่ายเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ผู้ว่าฯ กทม. ที่คนกรุงโหวตเลือกเข้ามาเพราะถูกอกถูกใจนโยบาย สุดท้ายแล้วจะสามารถผลักดันนโยบายที่หาเสียงไว้ได้มากน้อยแค่ไหน หรือสุดท้ายแล้วก็ยังมี ‘กรอบ’ ที่ต้องทำตามแผนพัฒนากรุงเทพมหานครอยู่ดี</p>



<p class="wp-block-paragraph">Rocket Media Lab ชวนทุกคนไปร่วมสำรวจแผนที่ และเข็มทิศนำทางเมืองหลวง ผ่านแผนพัฒนาเมืองหลวงทั้ง 8 ฉบับ เพื่อเข้าใจเมืองกรุงไปด้วยกัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-7-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-7577" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-7-768x1024.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-7-225x300.jpg 225w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-7-1153x1536.jpg 1153w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-7-1537x2048.jpg 1537w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-7-scaled.jpg 1921w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">ใครเป็นคนกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองหลวง</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ก่อนจะมีแผนพัฒนาเป็นของตัวเองนั้น กรุงเทพมหานคร บริหารงานภายใต้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 และ แผนแม่บทกระทรวงมหาดไทย</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่เนื่องจากกรุงเทพฯ เป็น “เมืองหลวง” บริหารจัดการภายใต้ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มีสถานะเป็น “องค์กรปกครองท้องถิ่นพิเศษ” พูดอีกแง่หนึ่งคือ กทม. ยังเป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่นที่ครอบคลุมพื้นที่เมืองเต็มพื้นที่ มีสถานะเป็น “จังหวัด” ในแง่ของพื้นที่การบริหาร แต่ไม่มีโครงสร้างแบบจังหวัดตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ทำให้ “ผู้ว่าฯ กทม.” ไม่มีอำนาจเหนือหน่วยงานราชการอื่นในระดับเดียวกับผู้ว่าราชการจังหวัด</p>



<p class="wp-block-paragraph">และมีกระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานที่ “กำกับดูแล กทม.”</p>



<p class="wp-block-paragraph">รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมติคณะรัฐมนตรี สามารถปลดผู้ว่าฯ ​กทม. ได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่ใน “ความเป็นพื้นที่” ซึ่งกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวง และเป็นพื้นที่ศูนย์กลางอำนาจรัฐ (ไทย) จึงมีปัญหาหลายด้านที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น มีแนวคิดให้มีแผนพัฒนากรุงเทพฯ เพื่อแก้ไขปัญหา เริ่มจากแผนพัฒนากรุงเทพฯ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2520-2524) และฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2525-2529) ซึ่งใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 เป็นแนวทาง ร่วมกับ แผนแม่บทมหาดไทย</p>



<p class="wp-block-paragraph">จนกระทั่ง แผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ฉบับที่ 3 เป็นต้นมา ถึงได้เริ่มนำนโยบายผู้ว่าฯ กทม. ที่มาจากการเลือกตั้งมาใช้เป็นแนวทางกำหนดแผนด้วย โดยมี ‘สำนักนโยบายและแผน’ (ปัจจุบันคือสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการจัดทำ</p>



<h3 class="wp-block-heading">สำรวจ 3 รูปแบบจัดทำแผนพัฒนา ฯ คนกรุงมีส่วนร่วมแค่ไหน</h3>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาแผนพัฒนากรุงเทพฯ ทั้ง 8 ฉบับแล้ว อาจจำแนกตามกระบวนการจัดทำแผนได้เป็น 3 รูปแบบ คือ</p>



<h4 class="wp-block-heading">1) จัดทำโดยข้าราชการ กทม. สอดคล้องตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ</h4>



<p class="wp-block-paragraph">ในช่วง 20 ปีแรก แผนพัฒนาฉบับที่ 1-4 (พ.ศ. 2520-2539) การออกแบบการพัฒนากรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองที่มีประชากรไม่ต่ำกว่า 4.7 ล้านคน ถูกกำหนดโดย คณะกรรมการพัฒนากรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากผู้ว่าฯ กทม. เป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายและอนุมัติทิศทางของการพัฒนา โดยมี คณะอนุกรรมการจัดทำแผนแต่ละสาขา ซึ่งประกอบด้วยข้าราชการจากหน่วยงานต่าง ๆ ในแต่ละแผนพัฒนาจะประกอบด้วย แผนงานย่อย วัตถุประสงค์ และ เป้าหมายย่อย หากย้อนไปดูรายละเอียดของแต่ละแผนพัฒนาฯ จะพบจุดเด่นที่มีลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละแผน เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ฉบับที่ 1 เน้นไปที่การพัฒนาชุมชนบริเวณชานเมืองและรอบนอกกรุงเทพฯ</li>



<li>ฉบับที่ 2 เน้นการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านต่าง ๆ ของเมือง</li>



<li>ฉบับที่ 3 ให้ความสำคัญกับปัญหามลพิษ น้ำท่วม รวมถึงสุขอนามัยของประชาชน โดยมีประเด็นสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ปรากฏขึ้นมาโดยเฉพาะในระดับแผนงาน จากที่ฉบับก่อน ๆ เป็นเพียงโครงการย่อย</li>



<li>ฉบับที่ 4 เริ่มพูดถึงเป้าหมายเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของผู้ด้อยโอกาส และเรื่องมลพิษทางอากาศและเสียงปรากฏอยู่ในระดับแผนงาน</li>
</ul>



<h4 class="wp-block-heading">2) จัดทำโดยข้าราชการ กทม. ภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาชน</h4>



<p class="wp-block-paragraph">จุดเปลี่ยนของการจัดทำแผนพัฒนาฯ เริ่มต้น ในแผนพัฒนาฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2540-2544) ด้วยบริบทกระแสการตื่นตัวทางการเมืองของภาคประชาชนกับการมีส่วนร่วมร่างรัฐธรรมนุญปี 2540 คือเดิมที่ภาคราชการเป็นผู้จัดทำ แต่ฉบับนี้ เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมครั้งแรกในการแสดงความคิดเห็น และกำหนดทิศทางผ่านการระดมความคิดเห็นจากประชาชนทั่วไป ด้วยการออกแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนากรุงเทพฯ ในด้านต่าง ๆ</p>



<p class="wp-block-paragraph">เริ่มจากการจัดสัมมนาเรื่องเมืองน่าอยู่ 1 วัน เพื่อประมวลความคิดเห็นของประชาชนทุกเขต ต่อด้วยการสัมมนาประชาพิจารณ์อีก 1 วัน ให้ตัวแทนประชาชนวิจารณ์ร่างแผนพัฒนาที่กรุงเทพมหานคร จัดทำขึ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">ทว่า บทบาทของประชาชนก็ยังถูกจำกัดอยู่เพียงแค่เป็น “ผู้ให้ความเห็น” ต่อแผนที่หน่วยงานรัฐร่างไว้ก่อนเท่านั้น ยิ่งหากพิจารณาเนื้อหาในแผนฉบับที่ 5 นั้น จะพบว่ามีแผนงานในประเด็นต่าง ๆ ที่แทบไม่แตกต่างจากแผนฉบับที่ 4</p>



<p class="wp-block-paragraph">บทบาทของประชาชนเริ่มมีขึ้นในขั้นตอนการจัดทำแผนฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2545-2549) โดยผู้จัดทำเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งภาคประชาชน เอกชน และราชการ มีส่วนร่วมในการระดมความคิดเห็นและจัดทำแผนทุกขั้นตอน นับตั้งแต่การกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ วัตถุประสงค์ และเป้าหมาย ตลอดจนการร่วมตรวจร่างแผน ก่อนนำเสนอคณะกรรมการพัฒนากรุงเทพฯ พิจารณาให้ความเห็นชอบและประกาศใช้</p>



<p class="wp-block-paragraph">แผนพัฒนาฉบับนี้มีลักษณะที่เป็นแผนยุทธศาสตร์มากขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ และเริ่มมีประเด็นเรื่องการท่องเที่ยว การกีฬาและเทคโนโลยีสารสนเทศปรากฏขึ้นมาในระดับแผนงานเป็นครั้งแรกในแผนฉบับนี้อีกด้วย</p>



<h4 class="wp-block-heading">3) จัดทำโดยคณะผู้เชี่ยวชาญและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน</h4>



<p class="wp-block-paragraph">แผนพัฒนากรุงเทพมหานครในระยะหลัง ถูกขยายกรอบเวลาให้นานขึ้น จากเดิมที่กำหนดไว้ 5 ปี ทั้งแผนยุทธศาสตร์กรุงเทพฯ ระยะยาว 12 ปี (พ.ศ. 2552-2563) ที่อยู่ภายใต้เป้าหมาย ‘มหานครน่าอยู่อย่างยั่งยืน’ แบ่งช่วงการพัฒนาเป็น 3 ระยะ ระยะละ 4 ปี ตามวาระของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในกระบวนการจัดทำแผน คณะกรรมการกํากับนโยบายการจัดทําแผนบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2552-2555 ได้มอบนโยบายแก่ผู้บริหารของกรุงเทพมหานครให้กําหนดวิสัยทัศน์การพัฒนากรุงเทพฯ ในระยะยาว 12 ปี จากนั้น จึงนำแผนฉบับร่างไปเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และพัฒนาเป็นแผนฉบับสมบูรณ์ระยะยาว 12 ปี</p>



<p class="wp-block-paragraph">ไม่นานก็มีแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร 20 ปี (พ.ศ. 2556-2575) ซ้อนขึ้นมา ด้วย เป้าหมายเป็น ‘มหานครของเอเชีย’ ซึ่งจัดทำโดยคณะที่ปรึกษาจากสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีการทำงานร่วมกับข้าราชการกรุงเทพมหานครและรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนภาคประชาชน</p>



<p class="wp-block-paragraph">หลังการประกาศใช้แผนได้ไม่นาน กรุงเทพมหานคร ได้ปรับปรุงแนวทางเป็น แผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) หรือ ฉบับปรับปรุง ด้วยเหตุผลว่า “เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกด้าน” ภายใต้กรอบ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และ สอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนการปฏิรูปประเทศ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติเข้าไว้ด้วยตามพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่การจัดทำแผนฉบับนี้จำกัดอยู่เฉพาะผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร ทั้งการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องและการรับฟังความเห็นจากข้าราชการ แต่ระบุว่ามีการฟังความเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องด้วยก็ตาม</p>



<p class="wp-block-paragraph">กล่าวโดยสรุป ทิศทางการจัดทำแผนพัฒนากรุงเทพฯ ที่เคยจำกัดอยู่เฉพาะหน่วยงานของ กรุงเทพมหานคร ได้เปิดให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงก็ยังมีข้อจำกัด ทั้งขั้นตอนการมีส่วนร่วมของประชาชน ยังเป็นเพียงขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นมากกว่าการร่วมกำหนดวิสัยทัศน์ ประเด็นรายละเอียด รวมทั้งเรื่องระยะเวลาที่สั้นมาก</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่สิ่งสำคัญคือจะมีช่องทางให้คนกรุงสามารถเสนอความคิด และข้อเสนอแนะ ร่วมพัฒนาถิ่นที่อยู่ของตัวเองได้หรือไม่</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="724" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/all-แผนพัฒนากทม-1024x724.png" alt="" class="wp-image-7575" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/all-แผนพัฒนากทม-1024x724.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/all-แผนพัฒนากทม-300x212.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/all-แผนพัฒนากทม-768x543.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/all-แผนพัฒนากทม-1536x1086.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/all-แผนพัฒนากทม-2048x1448.png 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">บทบาทของผู้ว่าฯ กทม. ในการกำหนดทิศทางผ่านแผนพัฒนากรุงเทพฯ</h3>



<p class="wp-block-paragraph">จนถึงปัจจุบัน กรุงเทพฯ มีผู้ว่าฯ กทม. มาแล้ว 16 คน และมีแผนพัฒนากรุงเทพฯ 8 ฉบับ ผู้ว่าฯ ที่มีโอกาสได้ใช้แผนพัฒนากรุงเทพฯ คนแรก คือ ชลอ ธรรมศิริ</p>



<p class="wp-block-paragraph">เป็นที่น่าสังเกตว่าจากแผนพัฒนากรุงเทพฯ แต่ละฉบับ มีทั้งผู้ว่าฯ ที่เป็นเพียงแค่ผู้ปฏิบัติตามแผน บางคนได้มีส่วนร่วมและใช้แผนพัฒนาในช่วงเวลาที่ตนเองดำรงตำแหน่งอยู่ ในขณะที่ผู้ว่าฯ บางคนดำรงตำแหน่งในช่วงที่มีการร่างแผนที่จะใช้ดำเนินการในระยะต่อไป แต่หมดวาระก่อนที่จะได้ทันใช้แผนพัฒนาดังกล่าว บางคนรับช่วงแผนมาจากผู้ว่าฯ ชุดก่อนโดยไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางตั้งแต่ต้น บางคนทุ่มเทจัดทำแผนฉบับใหม่จนเสร็จสมบูรณ์ แต่กลับหมดวาระเสียก่อนที่จะได้ลงมือขับเคลื่อนแผนนั้นด้วยตนเอง</p>



<p class="wp-block-paragraph">อีกทั้งพบว่า ผู้ว่าฯ ที่ได้ใช้แผนพัฒนากรุงเทพฯ ฉบับที่ตนเองลงนาม มีเพียงแค่ 4 คน คือ</p>



<p class="wp-block-paragraph">1) ชลอ ธรรมศิริ ดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. 2520-2522 ในช่วงที่แผนพัฒนาฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2520-2524) ประกาศใช้</p>



<p class="wp-block-paragraph">2) พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. 2528-2532 และ 2533-2535 ในช่วงที่แผนพัฒนาฉบับที่ 2 (พ.ศ.2525-2539) และ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2530-2534) ประกาศใช้</p>



<p class="wp-block-paragraph">3) พิจิตต รัตตกุล ดำรงตำแหน่งระหว่าง 2539-2543 ในช่วงที่แผนพัฒนาฉบับที่ 5 (พ.ศ.2540-2544)ประกาศใช้</p>



<p class="wp-block-paragraph">4) ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ดำรงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ.2552-2556 ในช่วงที่แผนพัฒนา 20 ปี ประกาศใช้</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลจะเห็นว่า แผนพัฒนากรุงเทพฯ ที่ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี บางฉบับเช่น ฉบับที่ 1 มีผู้ว่าฯ 2 คนคือ ชลอ ธรรมศิริ และ เชาวน์วัศ สุดอาภา บริหารภายใต้แผนเดียวกัน ส่วนฉบับที่ 4 มี ร.อ.กฤษฎา อรุณวงศ์ ณ อยุธยา เป็นผู้ว่าฯ คนเดียวของแผนฉบับนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">ขณะที่การบริหารงาน กทม. ภายใต้ผู้ว่าฯ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ในช่วงปี พ.ศ. 2550-2551 ไม่มีแผนพัฒนากรุงเทพฯ ใช้เป็นแนวทางในการบริหาร เนื่องจากมีพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ที่กำหนดให้ส่วนราชการทำแผนปฏิบัติการที่สอดคล้องกับแผนการบริหารราชแผ่นดิน จากนั้น จึงเริ่มมีการจัดทำแผนพัฒนากรุงเทพระยะยาว 12 ปี</p>



<p class="wp-block-paragraph">ต่อมาในยุค ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร มีการจัดทำและประกาศใช้แผนพัฒนาระยะ 20 ปี ในช่วงเวลาซ้อนกับแผนระยะ 12 ปีด้วย ซึ่งแผน 20 ปีใช้มาจนถึงยุคของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ที่ได้รับการแต่งตั้งจาก คสช. ตั้งแต่ พ.ศ. 2559&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="724" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/picP20ys_phase12556-2560-724x1024.jpg" alt="" class="wp-image-7578" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/picP20ys_phase12556-2560-724x1024.jpg 724w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/picP20ys_phase12556-2560-212x300.jpg 212w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/picP20ys_phase12556-2560-768x1086.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/picP20ys_phase12556-2560-1086x1536.jpg 1086w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/picP20ys_phase12556-2560-1448x2048.jpg 1448w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/picP20ys_phase12556-2560-scaled.jpg 1810w" sizes="(max-width: 724px) 100vw, 724px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph"><a href="https://webportal.bangkok.go.th/public/user_files_editor/130/BMA-developmentplan/P20ys_phase1(2556-2560)sumTH.pdf">ระยะที่ 1</a> ของแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2556–2560) ถูกจัดทำขึ้นในสมัยการบริหารงานของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร โดยมุ่งนำวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ 2575 มาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งกระบวนการจัดทำแผนเน้นการ มีส่วนร่วมจากภาคประชาชน ข้าราชการกรุงเทพมหานคร และนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้แนวคิดการพัฒนาจากล่างขึ้นบน เพื่อให้ประชาชนร่วมกำหนดอนาคตของเมือง แผนดังกล่าวมีเป้าหมายผลักดันกรุงเทพมหานครสู่การเป็นมหานครแห่งเอเชียที่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้แม้จะเป็นผู้วางรากฐานแผน แต่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กลับได้บริหารงานภายใต้แผนนี้เพียงระยะสั้น ก่อนที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจาก คสช. จะเป็นผู้รับช่วงต่อในปี พ.ศ. 2559</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="724" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/picP20ys_phase22561-2565-724x1024.jpg" alt="" class="wp-image-7579" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/picP20ys_phase22561-2565-724x1024.jpg 724w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/picP20ys_phase22561-2565-212x300.jpg 212w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/picP20ys_phase22561-2565-768x1086.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/picP20ys_phase22561-2565-1086x1536.jpg 1086w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/picP20ys_phase22561-2565-1448x2048.jpg 1448w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/picP20ys_phase22561-2565-scaled.jpg 1810w" sizes="(max-width: 724px) 100vw, 724px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph"><a href="https://webportal.bangkok.go.th/public/user_files_editor/354/aboutcpud/plan/plan6165bkk.pdf">ระยะ ที่ 2</a> ของแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561–2565) จัดทำโดยสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล ร่วมกับคณะที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยยังคงวิสัยทัศน์การพัฒนากรุงเทพมหานครสู่ “มหานครแห่งเอเชีย” ภายในปี 2575 ในสมัยการบริหารของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ทั้งยังมีการปรับแผนพัฒนาเพื่อแก้ไขตัวชี้วัดและเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อนนโยบายให้บรรลุเป้าหมายมากขึ้น พร้อมประกาศนโยบาย NOW ภายใต้แนวคิด “ทำจริง เห็นผลจริง” ซึ่งเป็นการหยิบเอาประเด็นต่าง ๆ ของแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร แผนปฏิบัติราชการประจำปีของ กทม. และแนวนโยบายของพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง มาปรับใช้</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในช่วงนี้เองที่เห็นชัดว่า พล.ต.อ.อัศวิน เป็นตัวอย่างของผู้ว่าฯ ที่ทำแผน แต่ไม่ได้เก็บเกี่ยวผลจากแผนนั้น เพราะนอกจากจะผลักดันแผนพัฒนากรุงเทพฯ ระยะ 20 ปี ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2561–2580) ออกมาเพื่อปรับตัวชี้วัดและวางฐานข้อมูลเมืองแล้ว ยังจัดทำระยะที่ 3 ไว้ด้วย แต่สุดท้ายแผนแม่บทที่วางโครงสร้างเมืองสมรรถนะสูง นี้กลับตกมาถึงมือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในปี พ.ศ. 2565 ผู้ว่าฯ คนใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้รับช่วงต่อ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="714" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/picP20ys_phase3-714x1024.jpg" alt="" class="wp-image-7580" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/picP20ys_phase3-714x1024.jpg 714w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/picP20ys_phase3-209x300.jpg 209w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/picP20ys_phase3-768x1102.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/picP20ys_phase3-1071x1536.jpg 1071w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/picP20ys_phase3-1428x2048.jpg 1428w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/picP20ys_phase3-scaled.jpg 1785w" sizes="(max-width: 714px) 100vw, 714px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph"><a href="https://prt.parliament.go.th/server/api/core/bitstreams/7ec21ef7-5e23-45d6-846f-d92243340479/content">ระยะที่ 3</a> แผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ระยะ 20 ปี(พ.ศ. 2566-2570) จัดทำโดยสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล กรุงเทพมหานคร ร่วมกับคณะที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร เพื่อใช้เป็นกรอบทิศทางการพัฒนาเมืองในระยะต่อไป ภายใต้การบริหารของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง โดยแผนฉบับนี้ให้ความสำคัญกับแนวคิด “เมืองสมรรถนะสูง” ที่สามารถรับมือกับความซับซ้อนและความผันผวนของเมืองสมัยใหม่ นอกจากนี้ยังมีการปรับโครงสร้างงบประมาณเชิงยุทธศาสตร์ ลดการกระจุกตัวของงบประมาณในระดับสำนัก และมุ่งเน้นการพัฒนาเชิงพื้นที่ผ่านสำนักงานเขตตามยุทธศาสตร์ทั้ง 7 ด้านของกรุงเทพมหานคร&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากแผนนี้จะเห็นว่าพล.ต.อ.อัศวิน เป็นผู้จัดทำและลงนาม แต่หมดวาระลงก่อนที่แผนจะมีผลบังคับใช้ ทำให้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ต้องรับกรอบแผนที่ตนเองไม่ได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น และต้องหาทางผนวกนโยบาย 214 ข้อที่หาเสียงไว้เข้ากับโครงสร้างแผนพัฒนาที่วางไว้ก่อนแล้ว</p>



<p class="wp-block-paragraph"><a href="https://pr-bangkok.com/?p=600708">ระยะที่ 4</a>&nbsp; แผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ระยะ 20 ปี ระยะที่ 4 (พ.ศ. 2571–2575) จัดทำขึ้นในสมัยการบริหารของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานปฏิบัติของกรุงเทพมหานคร เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองในช่วง 5 ปีสุดท้ายของแผนแม่บท ระยะนี้แบ่งการทำงานออกเป็น 9 ด้านตามนโยบายสำคัญของเมือง พร้อมนำองค์ความรู้และตัวอย่างความสำเร็จจากพื้นที่อื่นมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของกรุงเทพมหานคร แผนดังกล่าวครอบคลุมทั้งการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ การพัฒนาเชิงพื้นที่ และแผนปฏิบัติราชการประจำปี โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้บริหาร หน่วยงานระดับสำนัก และผู้ปฏิบัติงานจริง เพื่อร่วมกันออกแบบยุทธศาสตร์ ตัวชี้วัด และโครงการที่สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพสูงสุด</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากภาพรวมทั้งหมด จะเห็นได้ว่าโครงสร้างของแผนพัฒนาระยะยาวทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของการบริหาร กทม. นั่นคือ ผู้ว่าฯ มักไม่ได้เริ่มต้นและจบลงพร้อมกับแผนที่ตนเองวางไว้ แต่ละยุคจึงเป็นทั้งผู้รับมรดกและผู้ส่งต่อโครงสร้างการพัฒนาเมืองในเวลาเดียวกัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">คำถามคือผู้ว่าฯ คนใหม่จะผนวกนโยบายที่ตนเองได้หาเสียงไปภายใต้แผนพัฒนาที่ตนเองไม่ได้มีส่วนในการทำแผนอย่างไร</p>



<h3 class="wp-block-heading">เมื่อได้เป็นผู้ว่าฯ นโยบายที่เคยหาเสียงไว้จะหลอมรวมกับแผนพัฒนา กทม. ออกมาเป็นผลงานได้มากน้อยแค่ไหน&nbsp;</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ในมิติของ นโยบายหาเสียงของผู้ว่าฯ กทม. กับ แผนพัฒนากรุงเทพมหานคร จะพบว่าแม้ผู้ว่าฯ กทม. บางคนไม่ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ต้องบริหารงานตามแผนเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้ว แต่ก็ยังสามารถเชื่อมโยงนโยบายเข้ากับแผนพัฒนา กทม. จนสร้างผลงานตามที่เคยหาเสียงไว้ได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">ยกตัวอย่าง สวนสาธารณะจุตจักร ที่ริเริ่มโดย ธรรมนูญ เทียนเงิน ผู้ว่าฯ กทม. ที่มาจากการ<a href="https://theactive.net/topic/public-policy/politics/">เลือกตั้ง</a>คนแรก แต่มีระยะเวลาดำรงตำแหน่งเพียง 2 ปี จนกระทั่ง ชลอ ธรรมศิริ ผู้ว่าฯ คนต่อมาซึ่งเป็นคนแรกที่มีโอกาสได้ใช้แผนพัฒนากรุงเทพฯ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2520-2524) ได้สานต่อนโยบายสร้างสวนสาธารณะสวนจตุจักรให้แล้วเสร็จ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ไม่ต่างจาก ‘โครงการกรุงเทพเมืองสะอาด’ ของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง“ (ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2528-2533) ที่ทำให้กรุงเทพฯ ติดอันดับเมืองสะอาดน่าอยู่ของโลกได้ นั้น ก็เป็นการขยายมาจากโครงการเดิมของ พล.ร.อ.เทียม มกรานนท์ ผู้ว่าฯ คนก่อนหน้านี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในแง่การทำงานนโยบายเรื่องความสะอาดเป็นนโยบายที่มีในทุกแผนอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าผู้ว่าฯ แต่ละคนจะเสนอโครงการใดเพื่อรองรับและดำเนินการตามแผนนั้น เช่นเดียวกันกับนโยบายด้านความสะอาดในยุค พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก็สอดคล้องกับแผนฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2525-2529) ที่มีเป้าหมายว่า “ให้มีการกวาดถนน ตรอก ซอยทุกสายในกรุงเทพ”</p>



<p class="wp-block-paragraph">เช่นเดียวกับการจัดตั้งศูนย์ป้องกันน้ำท่วมของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่สอดคล้องกันกับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 3 ที่ระบุว่า มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีหรือความรู้ด้านการป้องกันน้ำท่วม และการระบายน้ำ</p>



<p class="wp-block-paragraph">หรือการเปลี่ยนตลาดนัดจตุจักรให้กลายเป็นตลาดนัดถาวร มีโครงสร้างพื้นฐาน มีน้ำ มีไฟฟ้า ซึ่งโครงการตลาดนัดจตุจักรนั้น แรกเริ่มเป็นโครงการของชลอ ธรรมศิริ ที่ต้องการจะย้ายตลาดนัดสนามหลวงออกมาเพื่อแก้ปัญหารถติดบริเวณรอบสนามหลวงและใช้สนามหลวงเป็นพื้นที่สวนสาธารณะและประกอบพระราชพิธีสำคัญ</p>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ตาม มีผลงานจำนวนหนึ่งที่เกิดขึ้นในยุคผู้ว่าฯ จำลอง ที่อาจไม่ได้มาจากแผนพัฒนากรุงเทพฯ โดยตรง แต่เป็นโครงการที่มีแนวคิดริเริ่มเกิดขึ้นจากตัวผู้ว่าฯ เอง เช่น แนวคิดริเริ่มทำรถไฟลอยฟ้าเพื่อแก้ปัญหารถติด เช่นเดียวกันกับการนำเรือมาใช้ในการโดยสารในคลองแสนแสบ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในสมัย พิจิตต รัตตกุล เป็นผู้ว่าฯ กทม. พ.ศ. 2539-2543 ผลงานส่วนหนึ่งเป็นไปตามแผนฉบับที่ 5 ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ‘รถตู้มวลชน’ ที่เป็นไปตามแผนที่กล่าวถึงระบบขนส่งเชื่อมต่อระหว่าง<a href="https://theactive.net/topic/life-and-culture/urban/">เมือง</a> มี ‘ป้ายจุดผ่อนผันหาบเร่แผงลอย’ ตามแนวทางควบคุมผู้ค้าบนทางเท้า ตลอดจนการพัฒนาระบบเฝ้าระวังคุณภาพอากาศและการให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องมลพิษทางอากาศ ซึ่งในยุคของผู้ว่าฯ พิจิตตก็มีการตั้งจุดตรวจมลพิษยานยนต์ 50 จุดทั่วกรุงเทพฯ ส่วนการสร้างอุโมงค์ระบายน้ำคลองเปรมประชากรก็เป็นไปตาม แผนงานก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมและปรับปรุงระบบระบายรองรับในพื้นที่กรุงเทพฯ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในขณะที่แนวคิดสร้าง “หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร” ก็ไม่ปรากฏอยู่ในแผนพัฒนาฯ ด้านวัฒนธรรมแต่อย่างใด</p>



<p class="wp-block-paragraph">ส่วนยุคของ สมัคร สุนทรเวช แม้จะมีชื่อว่ามีส่วนในการก่อตั้งศูนย์เอราวัณและเป็นเจ้าของนโยบาย ‘แฟลตข้าวโพด’ แต่ทั้งสองโครงการนี้ก็อยู่ในแผนพัฒนาฯ พ.ศ. 2540-2544 อยู่แล้ว ซึ่งระบุไว้ว่าจะ “พัฒนาระบบส่งต่อด้านสุขภาพระหว่างหน่วยงานในสังกัด กทม. กับหน่วยงานอื่น ๆ” และ “ให้ความช่วยเหลือชุมชนที่ถูกรื้อย้าย”</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผลงานของอภิรักษ์ โกษะโยธินก็เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ที่การเพิ่มจำนวนพื้นที่สีเขียว ภายใต้โครงการ ‘10 สวนสวย 10 คลองใส 10 ถนนสะอาด’ ซึ่งอยู่ภายใต้แผนพัฒนากรุงเทพฯ ฉบับที่ 6 ที่ระบุเป้าหมายว่า ต้องเพิ่มพื้นที่โล่งว่างและสวนสาธารณะเพื่อนันทนาการให้มีสัดส่วนต่อประชากรมากกว่า 2.5 ตารางเมตรต่อคน ภายในระยะเวลา 5 ปี นอกจากนี้ ผลงานโครงการจราจรอัจฉริยะต่าง ๆ ก็สอดคล้องกับเป้าหมายของแผนที่มุ่งพัฒนาระบบสารสนเทศด้านการจราจรและขนส่งให้สมบูรณ์ เป็นปัจจุบัน และจัดตั้งศูนย์ข้อมูลสารสนเทศด้านการจราจรและขนส่งกรุงเทพ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ด้านแผนระยะยาวทั้ง 12 ปีและ 20 ปี ที่อยู่ในช่วงที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ดำรงตำแหน่ง ระบุว่ากรุงเทพฯ จะมีความปลอดภัยจากอาชญากรรมอยู่ใน 5 อันดับแรกของเอเชีย การติดตั้งกล้อง CCTV เป็นหนึ่งในโครงการที่จะดำเนินการ และกำหนดว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายมหานครสีเขียว สะดวกสบาย ต้องมีพื้นที่สีเขียวกระจายครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของพื้นที่ ดังนั้นผลงานด้านการจัดหาสวนสาธารณะและกล้อง CCTV ของสุขุมพันธุ์ก็อยู่ภายใต้แผนพัฒนาฯ เช่นกัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">จะเห็นได้ว่าผู้ว่าฯ ส่วนใหญ่ดำเนินงานตามแผนพัฒนากรุงเทพฯ ที่กำหนดไว้อยู่แล้ว มีเพียงบางกรณีที่อยู่นอกเหนือแผน กระนั้นก็ตามเนื่องจากเนื้อหาในแผนฯ มักเขียนอย่างไม่เฉพาะเจาะจงและมีแนวนโยบายครอบคลุมเกือบทุกปัญหาในกรุงเทพฯ จึงเอื้อให้ผู้ว่าฯ ในเวลานั้นสามารถนำเอานโยบายของตนเองหรือสิ่งที่ตนเองเคยหาเสียงไว้มาปรับใช้เป็นโครงการต่าง ๆ ได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">การพัฒนากรุงเทพฯ จึงไม่ได้อยู่แค่เพียงว่าแผนพัฒนานั้นดีมากน้อยแค่ไหน หรือผู้ว่าฯ ได้ทำตามที่เคยหาเสียงไว้หรือไม่ แต่คำถามที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือ ชาวกรุงเทพฯ มีบทบาทมากน้อยแค่ไหนในการกำหนดการพัฒนาของเมืองหลวงแห่งนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">ไม่ใช่แค่แผนพัฒนากรุงเทพฯ ที่คอยกำกับการทำงานของผู้ว่าฯ กทม. แต่ยังมีอำนาจทับซ้อนที่อยู่เหนือการตัดสินใจของ ผู้ว่าฯ กทม. อีกที</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่สำหรับโครงการขนาดใหญ่ใน กทม. ที่ต้องใช้งบประมาณสูงและมีกรอบการดำเนินการที่ยาวนานนั้น อำนาจการตัดสินใจชี้ขาดก็ไม่ได้ขึ้นของผู้ว่าฯ กทม. เพียงคนเดียวเท่านั้น เนื่องจากอำนาจในการบริหารจัดการกรุงเทพมหานครถูกรวมศูนย์ไว้ที่รัฐบาลและส่วนราชการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำให้กรุงเทพฯ ไม่สามารถบริหารจัดการเมืองได้อย่างอิสระดังที่คาดคิด</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดังนั้น แม้ประชาชนจะเลือกผู้ว่าฯ จากนโยบายที่ตรงกับความต้องการของตนเอง แต่ก็ใช่ว่านโยบายเหล่านั้นจะเป็นจริงได้ทั้งหมด เพราะการบริหารกรุงเทพฯ รายล้อมไปด้วยเงื่อนไขมากมายจนยากที่จะขยับแต่ลำพัง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ การก่อสร้างรถไฟฟ้าโครงการต่าง ๆ แม้ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง น่าจะเป็นผู้ว่าฯ คนแรก ๆ ที่เริ่มพูดถึงการสร้างรถไฟลอยฟ้าในกรุงเทพฯ เพื่อแก้ปัญหาจราจร แต่ในความเป็นจริงแล้ว กรุงเทพมหานครไม่สามารถดำเนินการได้เพียงลำพัง คนกรุงเทพฯ ต้องรอนานนับสิบปีกว่ารถไฟฟ้าสายแรกจะใช้ได้จริง เพราะผ่านขั้นตอนต่าง ๆ มากมาย ต้องอาศัยงบประมาณจากส่วนกลาง และต้องได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีก่อน จนถึงปัจจุบันการก่อสร้างหรือเก็บค่าบริการส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าก็ยังเป็นอำนาจการตัดสินใจของรัฐบาล</p>



<p class="wp-block-paragraph">หรือแม้แต่กรณี โครงการการพัฒนาฟื้นฟูสภาพแวดล้อมคลองแสนแสบ ยังเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลเห็นชอบแผนหลักการพัฒนาฟื้นฟูสภาพแวดล้อมคลองแสนแสบ ระยะเวลา 11 ปี (พ.ศ. 2564-2574) จำนวน 84 โครงการ วงเงินรวมทั้งสิ้น 82,563 ล้านบาทตามข้อเสนอของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ด้วยเหตุผลว่าเป็นการสนองพระบรมราโชบายของรัชกาลที่ 10 ที่ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาดูแลแหล่งน้ำลำคลอง</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้การบริหารจัดการกรุงเทพฯ ยังถูกกำกับไว้ด้วยหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีอำนาจและบทบาทเฉพาะเรื่องโดยตรงมากกว่า จนปัญหาเดียวของกรุงเทพฯ มี “เจ้าภาพ” หลายราย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนเรื่องนี้คือ การแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นปรากฎอยู่ในแผนพัฒนาทุกฉบับและชี้สาเหตุได้ว่าเกี่ยวข้องกับน้ำเหนือ น้ำทะเลหนุน และการระบายน้ำไม่ทันตั้งแต่ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 2</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่การแก้ปัญหานี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น กรมชลประทาน นับตั้งแต่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ที่คณะรักษาความมั่นคงแห่งชาติ (คสช.) ตั้งคณะกรรมการกำหนดกรอบนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อจัดทำแบบยุทธศาสตร์จัดการทรัพยากรน้ำทั้งประเทศ และเกิดสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติขึ้น การบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพฯ ก็ขึ้นอยู่กับหน่วยงานนี้เช่นกัน กรุงเทพฯ ไม่ได้มีบทบาทจัดการเท่าที่ควรแม้จะเป็นผู้รับผิดชอบคุณภาพชีวิตและสภาพแวดล้อมของคนกรุงเทพฯ โดยตรง</p>



<p class="wp-block-paragraph">รวมไปถึงเงื่อนไขเรื่อง “กฎหมาย” ที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการท้องถิ่นตั้งแต่ พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา ก็ยิ่งทำให้การจัดการกรุงเทพฯ ซับซ้อนมากขึ้น โดยไม่เพียงแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือแผนแม่บทกระทรวงมหาดไทยเท่านั้นที่กำหนดแนวทางพัฒนาเมืองกรุงเทพฯ แต่ยังเป็นผลจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่กำหนดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐให้รัฐบาลที่เข้ามาบริหารงานต้องดำเนินการประกอบกับพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 โดยรัฐบาลได้จัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2548-2551 ขึ้น และกำหนดให้ส่วนราชการต่าง ๆ ทำแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับแผนการบริหารราชการแผ่นดิน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ต่อมา ยังมีแนวทางของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนการปฏิรูปประเทศ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติเข้าไว้ด้วยตามพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561 ไปจนถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ขององค์การสหประชาชาติด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ที่น่าสนใจ คือ บทบาทของประชาชนซึ่งควรจะเป็นคนที่ได้ประโยชน์จากแผนพัฒนาฯ มากที่สุด ได้หายไปจากแผนพัฒนากรุงเทพฯ ตั้งแต่ร่วมคิดและกำหนดวิสัยทัศน์ ออกแบบเมืองที่ตนเองต้องอยู่โดยตรง ตลอดจนการประเมินความก้าวหน้าของการพัฒนาเมืองสะท้อนให้เห็นวิธีการทำงานของระบบรัฐราชการที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนมากเท่าที่ควรจะเป็น</p>



<p class="wp-block-paragraph">ทั้งหมดนี้นำมาสู่คำถามต่อไปว่า แผนพัฒนากรุงเทพฯ ในปัจจุบันตอบสนองกับความต้องการของประชาชนมากน้อยเพียงใด และควรจะมีกระบวนการร่วมคิดร่วมสร้างกรุงเทพฯ รูปแบบใหม่ ๆ โดยประชาชนในฐานะที่เป็นพลเมืองของกรุงเทพฯ หรือไม่ เพื่อไม่ให้แผนพัฒนากรุงเทพเป็นเพียง “คู่มือ” กำกับการปฏิบัติงานของข้าราชการเท่านั้นดังที่เป็นมา</p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>



<p class="wp-block-paragraph">ที่มา : ปรุงปรุงแก้ไขจากบทความ “แผนพัฒนา กทม. มีไว้ทำไม” <a href="https://theactive.thaipbs.or.th/data/bangkok-development-plan-ep1">EP1</a> <a href="https://theactive.thaipbs.or.th/data/bangkok-development-plan-ep2">EP2</a> และ <a href="https://theactive.thaipbs.or.th/data/bangkok-development-plan-ep3">EP3</a> ซึ่งเป็นความร่วมมือทางด้านข้อมูลระหว่าง The Active และ Rocket Media Lab</p>



<p class="wp-block-paragraph">อ่านเพิ่มเติม <a href="https://rocketmedialab.co/bkk-2026-policy-check/">เลือกตั้ง กทม. 69 : ย้อนดูนโยบายหาเสียงและผลงานของผู้ว่าฯ กทม. ในแต่ละยุค  &#8211; Rocket Media Lab</a> </p>



<p class="wp-block-paragraph">ดูข้อมูลนโยบายหาเสียงของผู้ว่าฯ ปี 2518-2565 ได้ที่ <a href="https://rocketmedialab.co/database-bkk-campaign">https://rocketmedialab.co/database-bkk-campaign</a>&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/bkk-development-plans/">เลือกตั้ง กทม. 69 : แผนพัฒนา กทม. มีไว้ทำไม ผู้ว่า กทม. แต่ละคนวางแผนฉบับไหน ทำตามแผนยังไงบ้าง </a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เลือกตั้ง กทม. 69 : ย้อนดูนโยบายหาเสียงและผลงานของผู้ว่าฯ กทม. ในแต่ละยุค </title>
		<link>https://rocketmedialab.co/bkk-2026-policy-check/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 28 May 2026 06:58:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[politics]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[การเลือกตั้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ว่าฯ กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้ง69]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.69]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=7549</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3585;&#3634;&#3619;&#3648;&#3621;&#3639;&#3629;&#3585 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/bkk-2026-policy-check/">เลือกตั้ง กทม. 69 : ย้อนดูนโยบายหาเสียงและผลงานของผู้ว่าฯ กทม. ในแต่ละยุค </a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph"></p>



<p class="wp-block-paragraph">การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 เป็นการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 18 มีผู้สมัครลงชิงชัยในตำแหน่งผู้ว่า กทม. ทั้งจากพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง และผู้สมัครอิสระ กว่า 14 คน ซึ่งมาพร้อมกับประกาศนโยบายพัฒนากรุงเทพฯ ที่หลากหลาย&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่ดูเหมือนว่านโยบายที่ผู้ลงสมัครแต่ละคนใช้หาเสียง ยังเป็นเรื่องรถติด น้ำท่วม พื้นที่สีเขียว สภาพทางเท้า ฯลฯ ไม่แตกต่างจากผู้ลงสมัครในยุคก่อนๆ เท่าใด จนชวนสงสัยว่า ที่ผ่านมาผู้ลงสมัครหรือผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. เคยหาเสียงไว้ว่าอย่างไร ทำอะไรไปแล้วบ้าง&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">Rocket Media Lab ชวนย้อนทบทวนว่าที่ผ่านมาผู้ว่าฯ กทม. คนก่อนๆ เคยหาเสียงอะไรไว้ เคยมีผลงานอะไร ทำตามที่เคยหาเสียงไว้ไหม มีผลงานอะไรโดดเด่นบ้าง โดยพิจารณาจากผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้ง จำนวน 8 คน (11 สมัย) ตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรกใน พ.ศ. 2518 มาจนถึงการเลือกตั้งครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2565 ว่ามีระเด็นปัญหาที่สำคัญและนโยบายใดที่มักถูกหยิบยกมาหาเสียงบ้าง&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-ผู้ว่าหาเสียง-1-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-7553" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-ผู้ว่าหาเสียง-1-768x1024.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-ผู้ว่าหาเสียง-1-225x300.jpg 225w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-ผู้ว่าหาเสียง-1-1152x1536.jpg 1152w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-ผู้ว่าหาเสียง-1-1536x2048.jpg 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-ผู้ว่าหาเสียง-1-scaled.jpg 1920w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>
</div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-ผู้ว่าหาเสียง-2-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-7554" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-ผู้ว่าหาเสียง-2-768x1024.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-ผู้ว่าหาเสียง-2-225x300.jpg 225w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-ผู้ว่าหาเสียง-2-1152x1536.jpg 1152w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-ผู้ว่าหาเสียง-2-1536x2048.jpg 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-ผู้ว่าหาเสียง-2-scaled.jpg 1920w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">จราจร: เน้นสร้างถนน ขยายรถไฟฟ้า แต่รถเมล์คือสิ่งที่ถูกลืม</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ปัญหาการจราจรติดขัดมักเป็นประเด็นแรกสุดที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ ตลอดระยะเวลากว่า 47 ปี ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ข้อเสนอส่วนใหญ่เน้นไปที่การรองรับรถยนต์ด้วยการเชื่อมต่อเส้นทาง ขยายถนน และปรับปรุงระบบสัญญาณไฟจราจร&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในสมัยแรกของการลงสมัครรับเลือกตั้งเมื่อ พ.ศ. 2528 จำลอง ศรีเมือง หาเสียงว่า “ต้องทำให้ประชาชนให้ความร่วมมือ” จนสมัยต่อมา พ.ศ. 2533 จึงมีข้อเสนอต่อการแก้ปัญหาจราจรติดขัดว่า ควรจะ “สร้างสะพานลอยข้ามแยกที่มีการจราจรหนาแน่น ตัดถนนใหม่ ขยายถนนเก่า สร้างทางลัดให้มากขึ้น” อีกทั้งยังสนับสนุนให้สร้างที่จอดรถและสะพานลอยคนข้ามให้มากขึ้นด้วย&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">เช่นเดียวกับ กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา กับนโยบายหาเสียงในการเลือกตั้งเมื่อ พ.ศ. 2535 ก็เป็นการต่อยอดจากนโยบายของ จำลอง ที่ลาออกไป ด้วยการสานต่อการสร้างสะพานข้ามแยกเช่นกัน รวมถึงสมัคร สุนทรเวช ที่เสนอนโยบายสร้างถนนวงแหวน เชื่อมนอกเมืองในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2543 ขณะที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนอื่นๆ ได้แก่ พิจิตต รัตตกุล, อภิรักษ์ โกษะโยธิน และ สุขุมพันธุ์ บริพัตร ให้ความสำคัญกับการขนส่งสาธารณะมากกว่า</p>



<p class="wp-block-paragraph">นโยบายขนส่งมวลชนเริ่มได้รับความสนใจตั้งแต่ พ.ศ. 2533 โดยจำลองเสนอให้จัดรถวน เป็นรถส่วนกลางรับส่งประชาชนในถนนบางสายที่การจราจรแออัดมาก เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวลง ระหว่างที่จำลองดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานครออกประกาศให้บุคคลยื่นข้อเสนอโครงการลงทุนก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2534 ต่อมาจึงได้ทำสัญญากับบริษัท ธนายง จำกัด เมื่อ 9 เมษายน 2535 หลังจากผ่านการอนุมัติโดยกระทรวงมหาดไทยแล้ว</p>



<p class="wp-block-paragraph">การหาเสียงว่าจะสร้างรถไฟลอยฟ้าเริ่มชัดเจนขึ้นในยุคของกฤษฎา ซึ่งหาเสียงว่าจะสร้างรถไฟลอยฟ้าและจัดทำเครือข่ายรถไฟลอยฟ้าขนาดเล็กใยแมงมุมทั่วกรุงเทพ หลังกฤษฎาเข้ารับตำแหน่งในเดือนเมษายน 2535 ก็มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การรถไฟฟ้ามหานคร ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เมื่อเดือนสิงหาคม 2535 และกรุงเทพมหานครจัดทำแผนแม่บทโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน พ.ศ. 2538 เป็นครั้งแรก</p>



<p class="wp-block-paragraph">ต่อมาพิจิตตหาเสียงในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2539 ว่าจะ “ผลักดันรถไฟฟ้าใต้ดินให้เร็วที่สุดและรีบเร่งดำเนินงานที่คั่งค้างและต่อเนื่องให้เสร็จโดยฉับพลัน” พร้อมกับเสนอว่าจะสร้าง “รถรางเลียบคลองแสนแสบ คลองเปรมประชากร คลองภาษีเจริญ” ซึ่งไม่เกิดขึ้นในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง ขณะที่สมัยอภิรักษ์และสุขุมพันธุ์เสนอการเชื่อมโยงระบบเดินทางขนส่งมวลชนทุกพื้นที่ ทั้งขยายโครงข่ายรถไฟฟ้าบีทีเอสและรถไฟฟ้าใต้ดิน อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการดำเนินการตามแผนที่มีอยู่แล้ว</p>



<p class="wp-block-paragraph">ขณะที่รถโดยสารประจำทางไม่ค่อยถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นในการหาเสียงมากนัก นอกจากการประกาศนโยบายรถตู้มวลชนเพื่อเชื่อมการเดินทางชานเมืองสู่เมืองชั้นในของพิจิตต ขณะที่ยุคของอภิรักษ์ พ.ศ. 2547 เมื่อตอนหาเสียงเน้นที่การเชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชนโดยรวม จัดให้มีรถเมล์ด่วนพิเศษบน 10 เส้นทางหลัก สร้างเครือข่ายขนส่งมวลชนขนาดเล็กและเครือข่ายรถโรงเรียน แต่ที่เกิดขึ้นจริงคือ รถเมล์ด่วนพิเศษ BRT 1 เส้นทาง ที่เปิดใช้งานในช่วงที่สุขุมพันธุ์เข้ามาทำงานต่อจากอภิรักษ์ที่ต้องลาออกไป&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในยุคชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มีการหาเสียงในเรื่องการจราจรและขนส่งสาธารณะไว้หลากหลายประเด็น ทั้งการใช้เทคโนโลยี ระบบอัจฉริยะ ITMS มาช่วยแก้ปัญหารถติด การใช้ประโยชน์จากรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งต่อมาการคืนหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียวกลายมาเป็นประเด็นใหญ่ที่สุดในการทำงานเป็นผู้ว่าฯ กทม. ของชัชชาติ นอกจากนี้ยังมีการทำป้ายรถเมล์ที่ต้องมีข้อมูลครบและส่องสว่าง และการเพิ่มรถเมล์สายหลักและรองราคาถูกราคาเดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่หาเสียงไว้แต่ยังไม่เกิดขึ้นในช่วงการทำงานเป็นผู้ว่าฯ&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า นโยบายของผู้สมัครมักให้น้ำหนักไปที่รถยนต์และรถไฟฟ้าเป็นหลัก ส่วนระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ เช่น รถโดยสารประจำทาง เรือ ไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนัก ทั้งที่เป็นการเดินทางที่สามารถเข้าถึงคนจำนวนมาก ราคาถูก เข้าถึงพื้นที่ได้มากกว่ารถไฟฟ้า และแก้ปัญหาการจราจรติดขัดได้ แต่ถึงอย่างนั้น ในสมัยของผู้ว่าฯ จำลอง ก็มีการนำเอาเรือโดยสารคลองแสนแสบมาวิ่งบริการเป็นครั้งแรก แม้ไม่ได้หาเสียงเรื่องนี้ไว้</p>



<h3 class="wp-block-heading">สิ่งแวดล้อม: จะผ่านไปกี่ปีก็ต้องแก้น้ำท่วมและปลูกต้นไม้ให้มากๆ</h3>



<h4 class="wp-block-heading">น้ำท่วม&nbsp;</h4>



<p class="wp-block-paragraph">การหาเสียงว่าจะแก้ปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ด้วยการปรับปรุงท่อระบายน้ำมีมาตั้งแต่สมัยจำลอง เมื่อ พ.ศ. 2533 โดยเสนอว่าจะ “สร้างท่อระบายน้ำหรือขุดคูคลองสองข้างทางถนนที่ยังไม่มีท่อระบายน้ำ ขยายช่องตะแกรงระบายน้ำริมถนนให้กว้างขึ้น ปรับปรุงท่อระบายน้ำใต้ดินที่มีขนาดเล็กและไม่ได้ระดับ” รวมทั้งจะ “เร่งรัดการก่อสร้างเขื่อน สถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำเพิ่ม” และ “จัดหาแอ่งรับน้ำในกรุงเทพฯ เพิ่มมากขึ้น”</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในช่วง พ.ศ. 2535-2547 นโยบายแก้ปัญหาน้ำท่วมของผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้งคือ กฤษฎา สมัคร และพิจิตต ไม่ชัดเจนนัก ส่วนการหาเสียงทั้งสองครั้งของอภิรักษ์ก็ไม่มีรายละเอียดมากนัก โดยเสนอว่าจะพัฒนาระบบระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วม การหาเสียงเมื่อ พ.ศ. 2552 สุขุมพันธุ์เสนอให้มีระบบระบายน้ำที่ใช้การได้ทั่วถึง ต่อมา พ.ศ. 2556 เสนอว่า “สร้างอุโมงค์ระบายน้ำยักษ์ 6 แห่ง เพิ่มขีดความสามารถในการรับน้ำฝนแต่ละพื้นที่ให้รับได้เกิน 60 มม.”&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯ บางคน แม้ไม่ได้หาเสียงเรื่องนี้ไว้ แต่ขณะดำรงตำแหน่งก็มีผลงาน เช่น พิจิตต มี “อาสาสมัครหน่วยฟองน้ำ” ซึ่งออกปฏิบัติการป้องกันน้ำท่วมในย่านต่างๆ เมื่อมีฝนตกน้ำขัง หรือกฤษฎาที่สร้างสถานีสูบน้ําและประตูระบายน้ํา 18 แห่ง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในยุคชัชชาติ มีการหาเสียงไว้ว่าจะขุดลอกและทำความสะอาดท่อระบายน้ำ 3,000 กม. เพิ่มการขุดคลอง แก้ปัญหาพื้นที่ต่ำ 50 เขต เพื่อลดจุดเสี่ยงจุดเฝ้าระวังน้ำท่วม&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading">ขยะ</h4>



<p class="wp-block-paragraph"><br>ตอนที่จำลอง ศรีเมืองหาเสียงใน พ.ศ. 2528 เน้นการรณรงค์ให้ประชาชนมีจิตสำนึก โดยเสนอว่า “ต้องทำให้ประชาชนหันมาให้ความร่วมมือในการรักษาความสะอาด” ต่อมาในการหาเสียง พ.ศ. 2533 มุ่งเน้นการจัดเก็บให้ทั่วถึง “เพิ่มรถขนขยะให้เพียงพอ โดยเฉพาะรถขนขยะขนาดเล็กให้เข้าซอยได้ ใช้เรือเก็บขยะในคูคลองต่างๆ จัดซื้อที่ดินแปลงใหญ่ไกลออกไปจากย่านชุมชนเพื่อนำขยะไปทิ้ง เร่งรัดให้มีการจัดสร้างโรงงานกำจัดขยะและเตาเผาขยะเพิ่มขึ้น”&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ซึ่งคล้ายกับที่พิจิตตหาเสียงเมื่อ พ.ศ. 2539 ว่าจะจัดเก็บขยะให้หมด และจะสร้างโรงเผาขยะเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าที่ท่าแร้ง-บางเขน อ่อนนุช คลองเตย เช่นเดียวกับสมัครที่เสนอว่า จะ “สร้างเตาเผาขยะ ทั้งสามทิศชิดชานเมือง” ส่วนนโยบายของอภิรักษ์ พ.ศ. 2547 ระบุว่า จะเพิ่มเวลาการจัดเก็บขยะให้ถี่ขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งจะมีการลงทุนเพิ่มเติมพร้อมกับการปฏิรูปการบริหารจัดการ&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ขณะที่สุขุมพันธุ์หาเสียงเมื่อปี 2552 ว่าจะจัดให้มีถังขยะพอเพียงในทุกที่ และจัดธนาคารรีไซเคิล แปลงขยะเป็นพลังงานไฟฟ้า ต่อมา พ.ศ. 2556 เน้นไปที่การจัดหาโรงงานกำจัดขยะเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน โดยเสนอว่า จะสร้างโรงงานขยะแปรรูปอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน สร้างเตาเผาขยะผลิตกระแสไฟฟ้า 2 แห่ง สร้างโรงผลิตปุ๋ยจากขยะอินทรีย์ 1,000 ตัน รวมทั้งสร้างสถานีขนถ่ายย่อย โดยกล่าวถึงนโยบายการแยกขยะว่าเป็นการรณรงค์กับประชาชน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในยุคของชัชชาติ มีนโยบายหาเสียงที่โดดเด่นในเรื่องขยะก็คือการแยกขยะจากต้นทาง ซึ่งก็คือโครงการไม่เทรวมในเวลาต่อมา รวมไปถึงรถขยะไซส์เล็ก</p>



<h3 class="wp-block-heading">การเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยสวนสาธารณะและปลูกต้นไม้&nbsp;</h3>



<p class="wp-block-paragraph">การปลูกต้นไม้เป็นนโยบายที่ถูกนำมาหาเสียงมากที่สุด พ.ศ. 2528 จำลองหาเสียงไว้ว่า จะปลูกต้นไม้ยืนต้นและไม้เลื้อยให้มากขึ้น ต่อมา การเลือกตั้งสมัยที่ 2 เริ่มกล่าวถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยเสนอว่า จะรณรงค์ต่อต้านการทุจริตทั่วประเทศเพื่อให้รัฐบาลมีเงินเหลือมาแก้ปัญหาสภาพแวดล้อมเป็นพิษในกรุงเทพฯ และติดตั้งแผ่นกั้นเสียงบางจุดที่มีเสียงยวดยานอยู่ในเกณฑ์อันตราย&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ด้านพิจิตต ในภาพรวมมีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมหลายด้าน โดยเสนอนโยบาย เก็บ-แยก-กำจัด ขยะ บำบัดน้ำเสียทั่วเมือง ฟื้นฟูลำคลอง และปลูกต้นไม้ให้ กทม.เขียวขจี 400,000 ต้น ต่อมา พ.ศ. 2543 สมัครหาเสียงว่า จะเพิ่มข้อต่อติดท่อไอเสียรถยนต์และปลูกต้นไม้เกาะกลางถนน ขณะที่อภิรักษ์ให้ความสำคัญกับปัญหาสภาวะโลกร้อนด้วยการประกาศว่าจะรณรงค์ลดภาวะโลกร้อนทุกวันที่ 9 ของเดือน ส่วนนโยบายของสุขุมพันธุ์ พ.ศ. 2552 คือ ส่งเสริมพลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>



<p class="wp-block-paragraph">ด้านสวนสาธารณะตั้งแต่ พ.ศ. 2528 เป็นต้นมา ผู้สมัครทุกคนหาเสียงว่าจะเพิ่มสวนสาธารณะให้มากขึ้นผู้ที่ระบุจำนวนไว้ว่าจะสร้างสวนสาธารณะให้ได้ 10 แห่งระหว่างที่ดำรงตำแหน่งคือกฤษฎา ส่วนสุขุมพันธุ์หาเสียงเมื่อ พ.ศ. 2556 ว่าจะเพิ่มพื้นที่สีเขียว 5,000 ไร่ สร้างสวนสาธารณะ 10 แห่ง</p>



<p class="wp-block-paragraph">เช่นเดียวกันกับในยุคชัชชาติ ที่มีนโยบายเด่นอย่าง ‘สวน 15 นาที’ กระจายในทุกเขต และการปลูกต้นไม่ 1 ล้านต้น&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">คุณภาพชีวิต: พัฒนาศูนย์บริการสาธารณสุข จัดระเบียบแผงลอย พัฒนาชุมชน</h3>



<h4 class="wp-block-heading">สาธารณสุข&nbsp;</h4>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากการหาเสียงเมื่อ พ.ศ. 2528 ของจำลองที่ว่าจะแก้ปัญหาสาธารณสุขเน้นการขยายและสร้างขึ้นอย่างทั่วถึง ผู้สมัครทุกคนนับตั้งแต่กฤษฎาเป็นต้นมาเสนอให้พัฒนาศูนย์สาธารณสุขให้เป็นโรงพยาบาล หรือปรับปรุงคุณภาพโรงพยาบาลของกรุงเทพมหานครให้เทียบเท่าเอกชน ขณะที่พิจิตตเสนอว่า จะจัดให้มี กทม.โพลีคลีนิก 60 แห่งทั่วกรุงเทพฯ&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ด้านอภิรักษ์หาเสียงในสมัยที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2551 ว่า นอกจากยกระดับศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. ให้ได้มาตรฐานแล้วยังมีแนวคิดจะจัดหน่วยพยาบาล กทม. เคลื่อนที่เยี่ยมบ้านและที่ทำงาน บุคลากรสาธารณสุขของ กทม. ออกเยี่ยมบ้านและที่ทำงานด้วย ส่วนสุขุมพันธุ์สัญญาว่าจะจัดให้มีบริการตรวจสุขภาพประจำปีฟรี จัดตั้งหน่วยแพทย์ฉุกเฉินและตั้งศูนย์เวชศาสตร์คนเมืองเพื่อศึกษาปัญหาด้านสุขภาพโดยเฉพาะ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ส่วนชัชชาติ ก็มีการหาเสียงผ่านนโยบายขยายโรงพยาบาล 10,000 เตียง ระบบ Telemedicine รถสุขภาพตรวจถึงชุมชนและคลินิกสุขภาพเพศหลากหลาย</p>



<h4 class="wp-block-heading">หาบเร่แผงลอย&nbsp;</h4>



<p class="wp-block-paragraph">จำลองเริ่มมีแนวคิดจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยตอนที่ลงสมัครเป็นผู้ว่าฯ สมัยที่ 2 พ.ศ. 2533 ด้วยการหาเสียงว่า จะผลักดันให้มีการแก้กฎหมายเพื่อให้ กทม.มีอำนาจผ่อนผันให้ผู้ค้าวางสินค้าบนทางเท้าบางจุดได้เหมาะสม ให้ กทม.มีอำนาจจับและปรับผู้ฝ่าฝืน กำหนดจุดอนุญาต ขีดสีตีเส้นให้ผู้ค้าตั้งวางเป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน ใช้นโยบายปราบผู้ค้าและผู้ซื้อพร้อมกัน และจัดหาสถานที่เหมาะสมให้ผู้ค้ามากขึ้น เช่น จัดให้มีตลาดนัดแห่งใหม่เพิ่ม ด้านสมัครย้ำถึงความสำคัญของการมีอาหารราคาถูก โดยประกาศว่าจะตั้งศูนย์อาหารไว้ใกล้ชุมชน โดยหลังจากได้เป็นผู้ว่าฯ ก็มีการตั้งสำนักเทศกิจขึ้น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในปี 2556 สุขุมพันธุ์มีนโยบายว่า จะดำเนินการให้หาบเร่แผงลอยมาอยู่ในอำนาจของ กทม. ขยายโครงการอาหารริมทาง สะอาดปลอดภัยมีใบรับรอง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ชัชชาติมีนโยบายทางเท้าเดินโล่ง สะอาดเป็นระเบียบ ซึ่งต่อมาเมื่อไดเป็นผู้ว่าฯ กทม. แล้ว ก็มีการจัดการหาบเร่แผงลอยในหลายๆ พื้นที่ในกรุงเทพฯ&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading">ชุมชนและคุณภาพชีวิต&nbsp;</h4>



<p class="wp-block-paragraph">การหาเสียงในประเด็นนี้ จำลองเริ่มต้นด้วยการหาเสียงว่าจะโน้มน้าวจิตใจให้คนเห็นแก่ตัวน้อยลง ในการเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อปี 2528 ต่อมา กฤษฎาประกาศว่าจะพัฒนาชุมชนแออัด นโยบายของสมัครที่ว่าจัดแฟลตให้ผู้มีรายได้น้อยอยู่ ถือว่าเป็นการเสนอทางแก้ปัญหาชุมชนแออัดอย่างเป็นรูปธรรม ในสมัยแรก อภิรักษ์เสนอว่าจะจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ในชุมชน ส่งเสริมการกระจายสินค้าชุมชนและพัฒนาตลาดนัด พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ต่อมา พ.ศ. 2551 มุ่งไปที่การส่งเสริมชมรมผู้สูงอายุ จัดตั้งศูนย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 500 บาทต่อคนต่อเดือน&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ด้านสุขุมพันธุ์ต่อยอดนโยบายของอภิรักษ์โดยเสนอเมื่อ พ.ศ. 2552 ว่าจะเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นมหานครแห่งการค้าและการท่องเที่ยวของภูมิภาค สร้างตลาดนัดอาชีพ เพิ่มพื้นที่ตลาดสินค้าผลิตในครัวเรือนและสินค้าทำมือ และตั้งลานกีฬาใกล้บ้าน ศูนย์กีฬาครบวงจร 1,200 แห่ง โดยจะมีฟุตบาทเรียบ ถนนสวย ในการลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งที่ 2 พ.ศ. 2556 สุขุมพันธุ์มีนโยบายว่าจะจัดให้มีศูนย์กีฬามิติใหม่และกีฬาผาดโผนสี่มุมเมือง สร้างห้องน้ำสาธารณะสะอาดครอบคลุมจุดเชื่อมต่อการเดินทาง ขยายการดูแลนักเรียน บริการหมวกกันน็อกฟรีแก่นักเรียน สร้างห้องสมุดใหม่ 10 แห่ง สร้างศูนย์เยาวชนเพิ่ม 5 แห่ง ติดตั้ง WIFI ความเร็วสูง และทำแท็กซี่สำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในส่วนของชัชชาติ มีทั้งนโยบายพื้นที่ทางดนตรีและศิลปะการแสดง ซึ่งต่อมาก็คืองานดนตรีในสวนที่ได้รับความนิยม การพัฒนาลานกีฬา 1,034 แห่ง ห้องสมุดชุมชนและบ้านหนังสือ โครงการ BKK Food Bank ส่งต่ออาหารให้กลุ่มเปราะบาง BKK Trail เส้นทางวิ่งออกกำลังกาย น้ำสะอาดปลอดภัยฟรีทั่วกรุง เส้นทางการปั่นจักรยาน&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading">ปลอดภัยจากอาชญากรรม&nbsp;</h4>



<p class="wp-block-paragraph">ประเด็นนี้ถูกหยิบยกมาหาเสียงอย่างชัดเจนในสมัยของพิจิตต เมื่อ พ.ศ. 2539 ซึ่งเสนอว่าจะติดตั้งไฟแสงจันทร์ทั่วทุกซอย จัดทำโครงการสารสนเทศป้องกันเหตุร้าย 24 ชั่วโมง และตั้งศูนย์อาสาประชากู้ภัยทั้ง 38 เขต บริการ 24 ชั่วโมง คล้ายคลึงกับนโยบายของอภิรักษ์ในปี 2547 ที่จะ “สำรวจจุดเสี่ยงต่างๆ ที่เป็นจุดที่ล่อแหลมต่อการเกิดอาชญากรรม ปรับบทบาทบุคลากรของ กทม. เช่น เทศกิจ ให้เข้ามาดูแลประชาชนโดยให้ผู้รักษาความปลอดภัยโดยจะร่วมกับอาสาสมัครในชุมชนนั้นๆ”&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">สมัยของสุขุมพันธุ์ พ.ศ. 2552 นอกจากการติดไฟส่องสว่างเพิ่ม 40,000 จุด ยังเพิ่มการติดตั้งกล้องวงจรปิด 10,000 ตัว ขณะที่ในปี 2556 เน้นเพิ่มจำนวนทั้งการติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) และติดไฟส่องสว่างในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงจะจัดตั้งศูนย์บริหารการจัดการภัยพิบัติเร่งด่วน เพิ่มชุดปฏิบัติการดับเพลิงขนาดเล็กสำหรับชุมชน และให้มีอาสาสมัครชุมชนเฝ้าระวังเสริมความปลอดภัยให้ชุมชน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ส่วนชัชชาตินั้น มีทั้งโครงการการขอข้อมูลจากกล้อง CCTV ออนไลน์ และการใช้กล้อง CCTV เพื่อลดการก่ออาชญากรรม&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลสะท้อนให้เห็นว่า การออกแบบนโยบายหาเสียงมักขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่ในกรุงเทพฯ ณ เวลานั้น และตั้งเป้าหมายว่าต้องการเห็นกรุงเทพฯ เป็นอย่างไร และเมื่อพิจารณาจะเห็นได้ว่า ประเด็นที่ผู้ลงสมัครในแต่ละยุคหยิบยกขึ้นมาเป็นนโยบายหาเสียงแทบจะไม่แตกต่างกันเลย หรือในแง่หนึ่งก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นปัญหาเรื้อรังของกรุงเทพฯ ที่ไม่สามารถแก้ไขให้สำเร็จได้เลยไม่ว่าในยุคไหน</p>



<p class="wp-block-paragraph">จึงเป็นคำถามที่น่าสนใจว่า เมื่อได้เป็นผู้ว่าฯ กทม.แล้ว ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งคนนั้นๆ ในแต่ละยุค ได้ทำในสิ่งที่ตนเองหาเสียงไว้ว่าจะแก้ไขปัญหาต่างๆ ไปมากน้อยแค่ไหน แล้วทำไมเมื่อการเลือกตั้งครั้งใหม่วนกลับมา ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งก็ยังนำเอาประเด็นปัญหานั้นกลับมาหาเสียงใหม่อยู่ร่ำไป</p>



<h3 class="wp-block-heading"></h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-1-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-7555" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-1-768x1024.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-1-225x300.jpg 225w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-1-1153x1536.jpg 1153w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-1-1537x2048.jpg 1537w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-1-scaled.jpg 1921w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">ผู้ว่าฯ กทม. แต่ละยุค แต่ละสมัย มีผลงานอะไรโดดเด่นบ้าง&nbsp;&nbsp;</h3>



<p class="wp-block-paragraph">หากย้อนดูผลงานของผู้ว่าฯ ที่ได้รับเลือกตั้งจำนวนหนึ่ง จะเห็นได้ว่ามีทั้งที่มาจากสิ่งที่เคยหาเสียงและไม่ได้หาเสียงไว้ และน่าสังเกตว่าผลงานหลายเรื่องที่เกิดขึ้นซึ่งไม่ได้หาเสียงไว้ สอดคล้องกับแผนพัฒนากรุงเทพฯ ที่จัดทำทุก 5 ปีอยู่แล้ว หรือแม้แต่สิ่งที่หาเสียงไว้ก็ดูคล้ายจะมาจากแผนพัฒนากรุงเทพฯ ในแต่ละยุคนั่นเอง</p>



<p class="wp-block-paragraph">Rocket Media Lab ชวนย้อนสำรวจดูผลงานเด่นของผู้ว่าฯ กทม. ในแต่ละยุค เพื่อดูว่าแท้จริงแล้ว ผลงานของผู้ว่าฯ มีอะไร และที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผู้ว่าฯ ที่มาจากการแต่งตั้ง 4 คนแรกคือ ชำนาญ ยุวบูรณ์, อรรถ วิสูตรโยธาภิบาล, ศิริ สันติบุตร และสาย หุตะเจริญ เป็นข้าราชการที่มาจากกระทรวงมหาดไทย ซึ่งต้องบริหารกรุงเทพฯ ภายใต้แผนแม่บทของกระทรวงมหาดไทย และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ต่อมาเมื่อมีการเลือกตั้ง ธรรมนูญ เทียนเงิน ผู้ว่าฯ คนแรกจากพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งหาเสียงไว้ว่า จะแก้ไขปัญหาขยะ น้ำท่วม และสร้างสวนสาธารณะ ก็เข้ามาทำงาน ซึ่งได้ก็ดำเนินการตามที่หาเสียงไว้ เช่น การดำเนินการสร้างสวนสาธารณะสวนจตุจักร</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผู้ว่าฯ ต่อมาอีก 4 คนที่มาจากการแต่งตั้ง ได้แก่ ชลอ ธรรมศิริ, เชาวน์วัศ สุดลาภา, เทียม มกรานนท์ และอาษา เมฆสวรรค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งในช่วง พ.ศ. 2520-2528 มีผลงานเด่นคือ การริเริ่มแนวคิดย้ายตลาดนัดออกจากสนามหลวง ริเริ่มศูนย์อํานวยการประสานงานการป้องกันนํ้าท่วม 24 ชม. ริเริ่มจ้างบริษัทเอกชนมาเก็บขยะ และสร้างสวนเสรีไทย ตามลำดับ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นไปตามที่ระบุไว้ในแผนพัฒนากรุงเทพฯ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2520-2524 และฉบับที่ 2 พ.ศ. 2525-2529 เช่น การดูแลปรับปรุงซ่อมแซมยานพาหนะเก็บขนมูลฝอยและขนถ่ายปฏิกูลให้ทั่วถึง และการดำเนินการด้านระบบป้องกันน้ำท่วม</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-2-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-7556" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-2-768x1024.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-2-225x300.jpg 225w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-2-1153x1536.jpg 1153w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-2-1537x2048.jpg 1537w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-2-scaled.jpg 1921w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">สำหรับจำลอง การหาเสียงในการเลือกตั้งสมัยแรก พ.ศ. 2528 เน้นไปที่ตัวบุคคลคือตัวจำลองเองมากกว่าเรื่องนโยบาย หากจะมีนโยบายที่เด่นชัดก็เห็นจะเป็นเรื่องการป้องกันการทุจริตของข้าราชการ กทม. อย่างไรก็ตาม แม้จะมีบางเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในนโยบายการหาเสียง แต่ก็เป็นสิ่งที่เมื่อเข้ามาเป็นผู้ว่าฯ แล้วทำได้จนกลายเป็นภาพจำ นั่นก็คือนโยบายด้านความสะอาด โดยจำลองได้ขยาย “โครงการ กรุงเทพฯ เมืองสะอาด” ของ เทียม มกรานนท์ มาใช้อย่างเข้มงวด จนทำให้กรุงเทพฯ ติดอันดับเมืองสะอาดน่าอยู่ 1 ใน 10 ของโลก นอกจากนี้ในยุคนั้นยังเริ่มมีการใช้เสื้อสีสะท้อนแสงของพนักงานกวาดถนนอีกด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในสมัยที่ 2 จำลองเน้นการแก้ปัญหาจราจรโดยการขยายถนน และกล่าวได้ว่าเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดการสร้างรถไฟลอยฟ้าเพื่อแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ และยังมีการเดินเรือขนส่งในคลองแสนแสบเป็นครั้งแรกอีกด้วย นอกจากนี้อีกหลายนโยบายที่หาเสียงไว้ก็มาสำเร็จในยุคหลัง เช่น สะพานลอยข้ามแยกเกษตร หรือมีการสานต่อในยุคของกฤษฎา อดีตรองผู้ว่าฯ ในยุคของจำลองและเป็นผู้ว่าฯ กทม.คนต่อมา เช่น การสานต่อเรื่องรถไฟลอยฟ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่กฤษฎาใช้เป็นนโยบายหาเสียงด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้ กฤษฎายังมีผลงานที่ชัดเจนในเรื่องอื่น เช่น สวนสาธารณะจากภูเขาขยะ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายที่หาเสียงไว้ว่าจะสร้างสวนสาธารณะ 10 แห่ง ส่วนการริเริ่มระบบควบคุมสัญญาณไฟอิเล็กทรอนิกส์ (ATC) นั้นที่แม้จะเกิดขึ้นในยุคของกฤษฎา แต่ก็เป็นไปตามแผนพัฒนาฉบับที่ 4 พ.ศ. 2535-2539 ที่ให้มีการปรับปรุงและติดตั้งระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรตามทางแยกด้วยระบบคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว</p>



<p class="wp-block-paragraph">พิจิตตเป็นผู้ว่าฯ อีกคนหนึ่งที่มีผลงานเป็นไปตามที่หาเสียงไว้ แม้ว่านโยบายสำคัญ เช่น รถรางไฟฟ้าเลียบคลองหรือสภาประชาคมจะไม่สำเร็จ แต่กล่าวได้ว่า รถตู้มวลชนที่เกิดขึ้นในยุคนี้ตรงกับที่หาเสียงไว้ ส่วนการริเริ่มสร้างหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ไม่ปรากฏว่ามีการหาเสียงไว้และไม่อยู่ในแผนพัฒนากรุงเทพฯ ฉบับที่ 4</p>



<p class="wp-block-paragraph">ขณะที่นโยบายของสมัครที่เสนอให้สร้างแฟลตฝักข้าวโพดสำหรับผู้มีรายได้น้อยเกิดขึ้นได้ตามแผน ส่วนผลงานการตั้งศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จที่เกิดขึ้นในยุคสมัครเป็นไปตามแผนพัฒนากรุงเทพฯ ฉบับที่ 5-6 ส่วนอภิรักษ์ที่หาเสียงไว้ว่า จะฟื้นฟูสภาพแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองใส 1,165 คลองสอดคล้องกับผลงานโครงการ 10 สวนสวย 10 คลองใส 10 ถนนสะอาด และยังได้ริเริ่มแนวคิดปรับปรุงคลองช่องนนทรีไว้อีกด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับสุขุมพันธุ์ซึ่งเป็นผู้ว่าฯ ที่ได้รับเลือกตั้ง 2 สมัยและดำรงตำแหน่งในช่วงที่มีการจัดทำแผนพัฒนากรุงเทพระยะ 12 ปี และระยะ 20 ปี มีผลงานเป็นไปตามนโยบายที่หาเสียงไว้หลายด้าน ที่ชัดเจนที่สุดคือ การให้คำมั่นว่าจะติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มขึ้น 20,000 ตัว ในสมัยที่ 2 ซึ่งอาจเป็นผลมาจากเหตุระเบิดกลางกรุงเทพฯ ก่อนหน้านี้ในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งสมัยแรก อีกทั้งจำนวนกล้องวงจรปิดยังถูกจัดเป็นตัวชี้วัดหนึ่งของมหานครปลอดภัย ในแผนพัฒนากรุงเทพฯ ระยะ 20 ปีด้วย ส่วนนโยบายโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียนที่หาเสียงไว้ก็เป็นไปตามการหาเสียงเช่นกัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ส่วนผลงานของ อัศวิน ขวัญเมือง ซึ่งเข้ารับตำแหน่งจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระหว่าง พ.ศ. 2559-2565 เชื่อมโยงกับนโยบายของรัฐบาลกลางอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างคือ การปรับปรุงภูมิทัศน์คลองโอ่งอ่าง ที่เป็นไปตามแผนขยายการดำเนินการปรับภูมิทัศน์คลองรอบเกาะรัตนโกสินทร์ และคลองอื่นๆ ทั่วกรุงเทพมหานครของรัฐบาลที่สนับสนุนงบประมาณให้กรุงเทพมหานคร</p>



<p class="wp-block-paragraph">ชัชชาติ สิทธิพันธ์ ผู้ว่าฯ คนล่าสุด ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2565-2569 มีผลงานภายใต้นโยบาย 9 ด้าน 9 ดี ที่หาเสียงไว้ในปี 2565 ใน<a href="https://openpolicy.bangkok.go.th/overview">เว็บไซต์รวบรวมนโยบายของผู้ว่าฯ กทม.</a>ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2567 และ 2568 นโยบายด้านเดินทางดี และสิ่งแวดล้อมดีใช้งบประมาณเป็นสัดส่วนมากที่สุด 2 อันดับแรก น้อยที่สุด 2 อันดับคือ ด้านโปร่งใสดี และเศรษฐกิจดี แพลตฟอร์มทราฟฟี่ ฟองดูว์ที่พัฒนาโดยเนคเทค และ กทม. นำมาใช้เป็นผลงานที่อาจนับได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกการใช้แพลตฟอร์มแจ้งปัญหาเมือง ในช่วงที่ชัชชาติ เป็นผู้ว่าฯ มี การรายงานปัญหาสะสมกว่า<a href="https://openpolicy.bangkok.go.th/policy/057"> 998,000 เรื่อง</a></p>



<p class="wp-block-paragraph">โครงการด้านสิ่งแวดล้อมของชัชชาติที่โดดเด่นได้แก่ โครงการไม่เทรวมที่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนแยกขยะเศษอาหาร จูงใจด้วยการลดค่าธรรมเนียมการเก็บขยะ สวน 15 นาทีที่กระตุ้นให้สำนักงานเขตต่างๆ ปรับเปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้เป็นพื้นที่สีเขียวที่ประชาชน ส่วนปัญหาฝุ่น PM2.5 ผลงานที่เห็นชัดเจนคือ โครงการห้องเรียนปลอดฝุ่นของโรงเรียนในสังกัด กทม. ผลงานด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นที่รับรู้กันกว้างขวางคือ การขุดลอกท่อและทางระบายน้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายแรกๆ ที่มีการปฏิบัติหลังชัชชาติเข้ารับตำแหน่ง ในช่วงหน้าฝนปี 2565 เช่นเดียวกับดนตรีในสวน กิจกรรมมีการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีแรกของการเป็นผู้ว่าฯ จนครบ 4 ปี นอกจากนี้ผลงานด้านคุณภาพชีวิตอื่นๆ ที่ถือได้ว่าริเริ่มในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็น คลินิกเพศหลากหลาย และการขึ้นทะเบียนและฝังไมโครชิปหมาแมว</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า ผู้ว่าฯ ส่วนใหญ่ดำเนินงานตามแผนพัฒนากรุงเทพฯ ที่กำหนดไว้อยู่แล้ว นอกจากนี้ผู้ว่าฯ บางคนก็สามารถนำเอานโยบายของตนเองหรือสิ่งที่ตนเองเคยหาเสียงไว้มาปรับใช้เป็นโครงการต่างๆ ได้ เนื่องด้วยในแผนพัฒนากรุงเทพฯ วางกรอบไว้กว้างๆ ในประเด็นปัญหาอมตะและเรื้อรังของกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจราจร น้ำท่วม พื้นที่สีเขียว ฯลฯ ซึ่งจากข้อมูลที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ผู้ว่าฯ กทม. ทุกคนล้วนพยายามแก้ปัญหานั้นตามที่หาเสียงไว้ เพียงแค่ว่าแก้ได้แค่ไหน อย่างไร เท่านั้นเอง</p>



<h3 class="wp-block-heading">ผู้ว่าฯ ใหม่ ปัญหาเดิม : ภาพซ้ำการเลือกตั้งผู้ว่ากทม. ทุกยุคทุกสมัย&nbsp;</h3>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลข้างต้นนำมาสู่คำถามที่ว่าเหตุใดกรุงเทพฯ จึงยังประสบกับปัญหาเดิมๆ แม้จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สักกี่ครั้ง ผู้สมัครก็ยังต้องมาพร้อมกับนโยบายในการแก้ปัญหาเดิม และส่วนมากก็มาพร้อมกับแนวทางที่ไม่สามารถฉีกออกไปจากเดิมมากนัก</p>



<p class="wp-block-paragraph">เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะการพัฒนาของกรุงเทพมหานครนั้นถูกกำกับและกำหนดทิศทางจาก ‘แผนพัฒนากรุงเทพมหานคร’ ซึ่งเป็นแผนแม่บท ดังนั้นไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้บริหาร ก็ต้องดำเนินการภายใต้กรอบของแผนพัฒนาฯ ในช่วงเวลาน้ัน ไม่ว่าจะสอดคล้องกับนโยบายของตนเองหรือไม่</p>



<p class="wp-block-paragraph">อีกประเด็นหนึ่งก็อาจเป็นเพราะการบริหารจัดการกรุงเทพฯ ยังถูกกำกับโดยหน่วยงานอื่นๆ ที่ซ้อนทับอยู่ด้วย เช่น ผู้ว่าฯ ไม่มีอำนาจบริหารจัดการรถโดยสารประจำทางโดยตรง การตัดสินใจจัดซื้อรถใหม่ต้องผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน หรือการดำเนินการโครงการขนาดใหญ่เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ก็ต้องผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเช่นกัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้ ปัญหาหนึ่งปัญหาของกรุงเทพฯ ยังมี ‘เจ้าภาพ’ หลายราย ไม่นับรวมถึงกฎหมายที่เข้ามากำหนดแนวทางการบริหารจัดการก็ยิ่งทำให้การจัดการกรุงเทพฯ ซับซ้อนมากขึ้น เช่น พระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561 ที่กำหนดให้กรุงเทพฯ ต้องบริหารภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี, แผนการปฏิรูปประเทศ, นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ปัญหาของกรุงเทพฯ จึงไม่ได้มีแค่ปัญหาเชิงประจักษ์อย่าง รถติด น้ำท่วม อากาศเสีย เพียงเท่านั้น แต่รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการบริหารเองด้วย ทั้งโครงสร้างที่ต้องผูกพันกับอำนาจที่ใหญ่กว่าอย่างรัฐบาลกลางหรือกระทรวงมหาดไทย โครงการสร้างภายในอย่าง ส.ก. ส.ข. ที่ถูกยุบไป หรือการทำงานในระดับเขตของผู้อำนวยการเขต ที่ทำให้ผู้ว่าฯ กทม. ไม่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและเบ็ดเสร็จ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ปัญหาของกรุงเทพฯ ซับซ้อนกว่านั้น และแน่นอนว่า ผู้ว่าฯ ไม่ใช่ซูเปอร์แมน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ที่มา : ปรุงปรุงแก้ไขจากบทความ <a href="https://rocketmedialab.co/bkk-campaign/">“นโยบายผู้ว่าฯ กทม. : เลือกตั้งกี่ครั้งก็ยังต้องแก้ปัญหาเดิม”</a> โดย Rocket Media Lab</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดูข้อมูลนโยบายหาเสียงของผู้ว่าฯ ปี 2518-2565 ได้ที่ <a href="https://rocketmedialab.co/database-bkk-campaign">https://rocketmedialab.co/database-bkk-campaign</a> </p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/bkk-2026-policy-check/">เลือกตั้ง กทม. 69 : ย้อนดูนโยบายหาเสียงและผลงานของผู้ว่าฯ กทม. ในแต่ละยุค </a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เลือกตั้ง กทม. : กรุงเทพฯ หาเงินจากไหน ใช้เงินไปกับการพัฒนาในด้านใดบ้าง</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/bkkelection69-income/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 26 May 2026 11:21:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[politics]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.69]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=7532</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3627;&#3621;&#3633;&#3591;&#3592;&#3634;&#3585;&#3585 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/bkkelection69-income/">เลือกตั้ง กทม. : กรุงเทพฯ หาเงินจากไหน ใช้เงินไปกับการพัฒนาในด้านใดบ้าง</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph"></p>



<ul class="wp-block-list">
<li>รายได้ของกทม. ประมาณ 1 ใน 3 มาจากรายได้ที่ กทม. จัดเก็บเอง ก่อนปี 2562 รายได้หลักมาจาก ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ซึ่งถือเป็นสัดส่วนเกือบ 80% ของรายได้ทั้งหมดในส่วนที่ กทม. จัดเก็บเอง ซึ่งต่อมาเปลี่ยนมาเป็นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง</li>



<li>รายได้ภาษีที่สูงที่สุดในหมวดรายได้ที่ส่วนราชการอื่นจัดเก็บให้คือภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งสูงถึงเกือบ 50% ของรายได้ในหมวดหมู่อื่นๆ ในส่วนที่ส่วนราชการอื่นจัดเก็บให้ และสูงที่สุดในบรรดารายได้ของกรุงเทพฯ และสูงกว่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ในระบบเดิม) อันเป็นรายได้ที่สูงเป็นอันดับหนึ่งในส่วนที่ กทม.จัดเก็บเองเกือบเท่าตัว&nbsp;</li>



<li>ปี 2567 กรุงเทพฯ จัดเก็บรายได้ได้ 93,231.93 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่เก็บได้ 95,555.76 ล้านบาท โดยในภาพรวมรายได้หลักของกรุงเทพฯ นั้นมาจากภาษีมูลค่าเพิ่มคิดเป็นสัดส่วนกว่า 37.24% รองลงมาคือภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์และล้อเลื่อน เกือบ 18% ตามมาด้วยภาษี/ค่าจดทะเบียนสิทธิ/นิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์</li>



<li>การใช้งบประมาณรายปีของสำนักต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานคร จะเห็นว่า แม้สำนักการโยธาจะเป็นสำนักที่ได้งบประมาณมากเป็นอันดับหนึ่งเรื่อยมา แต่ในช่วงหลัง 10 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2555) เราจะเริ่มเห็นงบประมาณของสำนักสิ่งแวดล้อมสูงขึ้นเรื่อย ๆ และในหลาย ๆ ปีสูงกว่าสำนักการโยธาอีกด้วย เช่นเดียวกับสำนักระบายน้ำที่ตีควบคู่กันมา</li>



<li>กทม. มีแผนที่จะจัดเก็บภาษีประเภทอื่นเพิ่มเติมในอนาคต โดยเฉพาะภาษีค่าธรรมเนียมผู้พักในโรงแรม ในอัตราไม่เกินร้อยละ 3 ของค่าเช่าห้องพัก คาดว่าจะสามารถจัดเก็บได้ประมาณ 1,022 ล้านบาท/ปี ภาษียาสูบ ในอัตรามวลละ 10 สตางค์ ก็จะสามารถเก็บภาษีเพิ่มได้ปีละประมาณ 330 ล้านบาท หรือการเพิ่มภาษีน้ำมันจาก 5 สตางค์ต่อลิตร เป็น 10 สตางค์ต่อลิตร ซึ่งก็จะเพิ่มรายได้ให้ กทม. ได้อีกประมาณ 390 ล้านบาท/ปี โดยนอกจากภาษีเหล่านี้แล้ว ในอนาคตยังมีการแนวคิดการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมอีกด้วย&nbsp;</li>
</ul>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-income-1-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-7526" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-income-1-768x1024.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-income-1-225x300.jpg 225w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-income-1-1153x1536.jpg 1153w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-income-1-1537x2048.jpg 1537w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-income-1-scaled.jpg 1921w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">หลังจากกรุงเทพมหานครได้รับการจัดตั้งเทศบาลนครกรุงเทพ ในปีพ.ศ. 2479 ภายใต้พระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 ก็ทำให้กรุงเทพฯ มีรายได้โดยส่วนหนึ่งมาจากรัฐบาลและส่วนหนึ่งมาจากการจัดเก็บรายได้ด้วยตนเอง ซึ่งในขณะนั้นนอกจากกรุงเทพฯ จะจัดตั้งเป็นจัดตั้งเทศบาลนครกรุงเทพ ฝั่งธนเองก็ได้รับการจัดตั้งเป็นเทศบาลนครธนบุรีด้วย&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากนั้นก็มีประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 24 และ 25 ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2514 ให้รวมจังหวัดพระนครกับจังหวัดธนบุรีเป็นนครหลวงกรุงเทพธนบุรี ต่อมาในปีพ.ศ.2515 จากประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 335 ซึ่งทำให้เทศบาลนครกรุงเทพธนบุรีเปลี่ยนเป็นองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ โดยมีการกำหนดให้รายได้และรายจ่ายของกรุงเทพมหานครเป็นไปตามกฎหมายที่จะได้มีการกำหนดใหม่ต่อไป ซึ่งก็คือพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2518 และหลังจากนั้นก็คือพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528</p>



<p class="wp-block-paragraph">ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีรายได้แบ่งเป็น 2 ประเภทได้แก่</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>รายได้ที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเอง ได้แก่
<ol class="wp-block-list">
<li>ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เก็บจากผู้ที่ถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งห้องชุด บ้าน โรงเรือน อาคาร ตึก ตึกแถว หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นใดที่มีลักษณะให้บุคคลใช้เพื่อการอยู่อาศัย หรือปล่อยเช่า โดยเป็นภาษีที่เพิ่มจะมีการตัดเก็บในปี 2563 ตามพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 โดยจะมาใช้แทนภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการจัดเก็บ เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บและสอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบันมากขึ้น&nbsp;</li>



<li>&nbsp;ภาษีบำรุงท้องที่ แม้จะถูกยกเลิกโดยการจัดเก็บภาษีใหม่คือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แต่ก็ยังมีรายได้จากการตกค้าง</li>



<li>ภาษีโรงเรือนและที่ดิน แม้จะถูกยกเลิกโดยการจัดเก็บภาษีใหม่คือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แต่ก็ยังมีรายได้จากการตกค้าง</li>



<li>ภาษีป้าย ภาษีที่จัดเก็บจากป้ายโฆษณาเพื่อการค้า</li>



<li>ภาษีบำรุงกทม.สำหรับน้ำมัน เริ่มจัดเก็บในปี 2559 โดยเก็บจากผู้ประกอบการค้าปลีกขายน้ำมัน</li>



<li>ภาษีการพนัน โดยปกติเป็นภาษีในส่วนที่ราชการอื่นจัดเก็บให้ แต่ย้ายมาเป็นกทม.จัดเก็บเองตั้งแต่ปี 2563 โดยเก็บจากสนามแข่งม้า ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงแห่งเดียวคือ สมาคมราชกรีฑาสโมสร&nbsp;</li>



<li>อากรฆ่าสัตว์ เก็บจากโรงฆ่าสัตว์</li>



<li>ค่าธรรมเนียม ค่าใบอนุญาต ค่ารับและค่าบริการ เก็บจากงานบริการต่างๆ ของกทม. เช่น ค่าเก็บขยะ ค่าทำบัตรประชาชน ค่าธรรมเนียมตามกฎหมายควบคุมอาคาร</li>



<li>รายได้จากทรัพย์สิน เก็บจากค่าเช่าอาคารสถานที่ที่กทม. เป็นเจ้าของ</li>



<li>รายได้จากสาธารณูปโภค การพาณิชย์และกิจกรรมอื่นๆ เก็บจากโรงรับจำนำและตลาดที่เป็นของกทม.</li>



<li>ค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย เพิ่งเริ่มจัดเก็บตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568</li>



<li>รายได้เบ็ดเตล็ด เป็นรายได้อื่นๆ ของกทม.และเงินเหลือจ่ายจากปีที่ผ่านมาที่ส่งคืน&nbsp;</li>
</ol>
</li>



<li>รายได้ที่ส่วนราชการอื่นจัดเก็บให้
<ol class="wp-block-list">
<li>ภาษีมูลค่าเพิ่ม เก็บจากการซื้อสินค้าและบริการที่เกิดขึ้นในกทม.</li>



<li>ภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์และล้อเลื่อน เป็นภาษีที่กรมการขนส่งทางบกจัดเก็บจากภาษีรถยนต์และอื่นๆ และจัดสรรให้กับกทม.&nbsp;</li>



<li>ภาษีสุรา เนื่องจากมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ซึ่งได้ยกเลิกพระราชบัญญัติจัดสรรเงินภาษีสุรา พ.ศ. 2527 ส่งผลให้ไม่มีการจัดเก็บภาษีสุราตั้งแต่เดือนกันยายน 2560</li>



<li>ภาษีสรรพสามิต เป็นภาษีที่จัดเก็บจากสินค้าและการบริการบางประเภทโดยกรมสรรพสามิต เช่น สุรา โดยคำนวณตามสัดส่วนจานวนประชากรตามหลักฐานทะเบียนราษฎร และจัดสรรให้ในแต่ละท้องถิ่น</li>



<li>ภาษีและค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิ/นิติธรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ เป็นภาษีที่กรมที่ดินจัดเก็บได้ โดยมาจากการภาษีและค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน/นิติกรรมอสังหาริทรัพย์ เช่น บ้าน คอนโดมิเนียม&nbsp;</li>



<li>ภาษีธุรกิจเฉพาะ เก็บจากบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ทำธุรกิจ ดังเช่น ธุรกิจเครดิต&nbsp; เงินทุน หลักทรัพย์ ประกันชีวิต รับจำนำ ขายค้ากำไรอสังหาริมทรัพย์ ขายหลักทรัพย์ ฯลฯ&nbsp;</li>



<li>ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขายสุรา เป็นภาษีที่เพิ่งจะมีการจัดเก็บในปี 2562 โดยเก็บจากการร้านค้าขายส่ง ขายปลีก และร้านค้าทั่วไป</li>



<li>ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตเล่นการพนัน เป็นภาษีที่เพิ่งจะมีการจัดเก็บในปี 2562 โดยเก็บจากการขออนุญาตเพื่อจัดให้มีการเล่นการพนันประเภทใดประเภทหนึ่งตามพระราชบัญญัติการพนัน เช่น ขายสลากกินแบ่ง แข่งม้า มวย หรือการต่อสู้ของสัตว์&nbsp;</li>



<li>ค่าปรับผู้ละเมิดกฎจราจร เป็นภาษีที่เพิ่งจะมีการจัดเก็บในปี 2562 โดยจัดเก็บจากผู้ที่ละเมิดกฎจราจรโดยสานักงานตำรวจแห่งชาติและแบ่งให้แก่กรุงเทพมหานคร ในอัตราร้อยละ 50 ของจำนวนเงินค่าปรับ&nbsp;</li>
</ol>
</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">ในปี 2567 กรุงเทพฯ จัดเก็บรายได้ได้ 93,231.93 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่เก็บได้ 95,555.76 ล้านบาท โดยในภาพรวมรายได้หลักของกรุงเทพฯ นั้นมาจากภาษีมูลค่าเพิ่มคิดเป็นสัดส่วนกว่า 37.24% รองลงมาคือภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์และล้อเลื่อน เกือบ 18% ตามมาด้วยภาษี/ค่าจดทะเบียนสิทธิ/นิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์</p>



<h3 class="wp-block-heading">รายรับที่ กทม. จัดเก็บเอง มาจากค่าอะไรบ้าง&nbsp;</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-5-1-1-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-7611" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-5-1-1-768x1024.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-5-1-1-225x300.jpg 225w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-5-1-1-1153x1536.jpg 1153w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-5-1-1-1537x2048.jpg 1537w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-5-1-1-scaled.jpg 1921w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลจะเห็นได้ว่ารายได้ของกทม. ประมาณ 1 ใน 3 มาจากรายได้ที่ กทม. จัดเก็บเอง ก่อนปี 2562 รายได้หลักมาจาก ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ซึ่งถือเป็นสัดส่วนเกือบ 80% ของรายได้ทั้งหมดในส่วนที่ กทม. จัดเก็บเอง ซึ่งต่อมาเปลี่ยนมาเป็นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 โดย ยกเลิกภาษีภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ ในปี 2563 เป็นปีแรกที่มีการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แต่เนื่องจากมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2563 ลดจํานวนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากโควิด-19 จึงทำให้ในปี 2563 และ 2564 เก็บภาษีส่วนนี้ต่ำกว่าประมาณการ ปี 2565 เป็นต้นมา ภาษีการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเริ่มใกล้เคียงกับภาษีโรงเรือนและที่ดินก่อนหน้านี้ โดยปี 2565 กทม. มีรายได้ 13,239.03 ล้านบาท ปี 2567 มี 17,178.50 ล้านบาท</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้ ในปี 2568 รายรับของกทม.ยังรวมถึง ค่าธรรมเนียมน้ำเสีย ซึ่งตั้งแต่ 1 กันยายน 2568 กทม. เริ่มดำเนินการจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียแล้ว โดยคิดจากปริมาณการใช้น้ำเดือนก.ย. 68 ที่ร้อยละ 80 คูณด้วยอัตราค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย จัดเก็บเฉพาะพื้นที่บริการบำบัดน้ำเสีย 22 เขต อัตราการจัดเก็บขึ้นอยู่กับประเภทของแหล่งกำเนิดน้ำเสีย</p>



<h3 class="wp-block-heading">รายรับที่ส่วนราชการอื่นจัดเก็บให้ มาจากค่าอะไรมากที่สุด</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-4-1-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-7612" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-4-1-768x1024.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-4-1-225x300.jpg 225w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-4-1-1153x1536.jpg 1153w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-4-1-1537x2048.jpg 1537w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-2026-4-1-scaled.jpg 1921w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">ในส่วนของรายได้ที่ส่วนราชการอื่นจัดเก็บให้นั้น จากข้อมูลจะพบว่า รายได้ภาษีที่สูงที่สุดในหมวดนี้ก็คือภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งสูงถึงเกือบ 50% ของรายได้ในหมวดหมู่อื่น ๆ ในส่วนที่ส่วนราชการอื่นจัดเก็บให้ และสูงที่สุดในบรรดารายได้ของกรุงเทพฯ และสูงกว่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ในระบบเดิม) อันเป็นรายได้ที่สูงเป็นอันดับหนึ่งในส่วนที่ กทม.จัดเก็บเองเกือบเท่าตัว ภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนนี้ได้มาจากการจับจ่ายใช้สอยสินค้าและบริการทั้งหมดบนพื้นที่กรุงเทพมหานคร</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีประชากรตามทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 อยู่ที่ 5,422,568 คน แต่ประชากรที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ จริงๆ นั้น รวมถึงผู้ที่ไม่ได้มีชื่อในทะเบียนราษฎรของกรุงเทพมหานคร ที่เข้ามาอาศัยในเมืองหลวงด้วยการย้ายเข้ามาทำงาน เรียนหนังสือ หรือแม้กระทั่งเข้ามาใช้ชีวิตเป็นประชากรแฝงในช่วงกลางวันหรือกลางคืนอีกกว่า 2 ล้านคน ประชากรกว่า 2 ล้านคนเหล่านี้คือผู้ที่มีส่วนเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม กลายมาเป็นรายได้เข้าสู่กรุงเทพมหานคร ในการนำไปใช้พัฒนาเมืองหลวงแห่งนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading">กรุงเทพฯ ใช้เงินไปกับการพัฒนาในด้านใดบ้าง</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-income-4-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-7529" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-income-4-768x1024.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-income-4-225x300.jpg 225w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-income-4-1153x1536.jpg 1153w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-income-4-1537x2048.jpg 1537w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-income-4-scaled.jpg 1921w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">เมื่อเรานำเอางบประมาณจากสำนักต่าง ๆ ทั้งหมด 22 สำนัก ตั้งแต่ปี 2516-2569 โดยยึดจากสำนักที่มีอยู่ในปัจจุบัน และควบรวมตัวเลขงบฯ จากสำนัก ฝ่าย กอง ในอดีตที่ย้ายมาอยู่ภายใต้สำนักในปัจจุบัน ก็อาจจะทำให้เห็นความเป็นมา ทิศทาง แนวโน้ม ในการแก้ปัญหาหรือพัฒนากรุงเทพฯ โดยการใช้งบประมาณตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน จะพบว่า สำนักที่ใช้งบประมาณมากที่สุดคือสำนักการโยธา จำนวน 209,471.01 ล้านบาท สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะกรุงเทพฯ ต้องวางรากฐานการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทั้งหลาย และโครงการการก่อสร้างนั้นก็ใช้เงินมหาศาล แต่ในขณะเดียวกัน จากการศึกษาข้อมูลจะพบว่าในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของสำนักการโยธาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้น มีตั้งแต่การทำถนน ทางเดินเท้า สะพาน ที่ทำการของหน่วยงานต่างๆ รวมไปถึงระบบจราจรด้วย เนื่องด้วยสำนักการจราจรและขนส่งนั้นเพิ่งจะตั้งขึ้นเมื่อปี 2538 นี่เอง จึงอาจกล่าวได้ว่าการใช้งบประมาณฯ ส่วนมากของกรุงเทพฯ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเป็นการนำงบฯ ไปใช้การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งไม่ใช่แค่ขอบข่ายหน้าที่ตามการทำงานของสำนักการโยธาในแบบปัจจุบัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">อันดับต่อมาก็คือสำนักสิ่งแวดล้อม จำนวน 163,170.42 ล้านบาท ซึ่งเดิมคือสำนักรักษาความสะอาดในอดีต เน้นดูแลเรื่องขยะของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมาตั้งแต่กรุงเทพมหานครเป็นองค์การปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษมาตั้งแต่ปี 2515 ปัญหาเรื่องเมืองสกปรกนั้นอยู่คู่กับกรุงเทพฯ มาแต่ไหนแต่ไร ทั้งนี้พบว่าในขณะที่กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงที่กำลังเติบโต แต่กรุงเทพฯ กลับไม่มีบ่อฝังกลบขยะมาตั้งแต่ต้น แต่ใช้วิธีการนำขยะที่เก็บจากบ้านเรือนไปทิ้งตามที่รกร้างว่างเปล่า อีกทั้งไม่มีบุคลากร และรถเก็บขยะเพียงพอจึงทำให้ขยะตกค้างจำนวนมาก งบประมาณส่วนใหญ่จึงอยู่ที่การสร้างประสิทธิภาพในการจัดเก็บและกำจัดขยะ ซึ่งเป็นมาจนถึงปัจจุบัน&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่สำหรับงานด้านสิ่งแวดล้อมนั้น เดิมทีเรื่องสวนสาธารณะอยู่ภายใต้สำนักสวัสดิการสังคม ก่อนจะย้ายเข้ามารวมกันจนเกิดเป็นสำนักสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ซึ่งปัญหาใหญ่ของการสร้างสวนสาธารณะตั้งแต่แผนพัฒนาฉบับที่หนึ่งก็คือ กรุงเทพมหานครคือไม่มีงบประมาณมากพอที่จะซื้อที่ดินมาจัดทำสวนสาธารณะให้เพียงพอได้ โดยสวนสาธารณะหลายแห่งในกรุงเทพฯ เกิดขึ้นทั้งจากการที่กรุงเทพฯ ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลในช่วงแรกๆ รวมไปถึงเกิดจากโครงการของรัฐบาล หรือโครงการพระราชดำริโดยตรง&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">อันดับที่สามคือสำนักระบายน้ำ จำนวน 162,687 ล้านบาท โดยสำนักระบายน้ำนั้นดูแลทั้งเรื่องน้ำท่วมและน้ำเสีย จากข้อมูลแม้สำนักระบายน้ำจะอยู่ในอันดับที่สาม แต่จากข้อมูลข้อบัญญัติงบประมาณที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามีการตั้งงบฉุกเฉิน งบกลาง หรือเงินอุดหนุนจากรัฐบาลมาใช้เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมเรื่อยมา สะท้อนให้เห็นสภาพปัญหาที่เรื้อรังของกรุงเทพฯ โดยแผนพัฒนาฉบับที่สองกล่าวไว้ว่ากรุงเทพฯ เกิดน้ำท่วมบ่อยครั้งเนื่องจากน้ำทะเลหนุนสูงและน้ำที่ไหลลงมาจากทางเหนือ รวมไปถึงการขาดประสิทธิภาพในการระบายน้ำในพื้นที่เมืองชั้นใน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดังนั้น ปัญหาการแก้ปัญหาน้ำท่วมจึงมีทั้งมิติการใช้งบประมาณ และมิติเชิงโครงสร้างอำนาจซ้อนทับอีกที เนื่องด้วยกรุงเทพฯ เองไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้โดยลำพังหากปราศจากรัฐบาล จังหวัดรอบข้างที่เป็นทางผ่านของน้ำ ไม่ว่าจะนำทะเลหรือน้ำเหนือ แต่กรุงเทพฯ เองกลับพยายามทุ่มงบฯ ไปที่การพยายามแก้ปัญหาการระบายน้ำไปที่โครงการขนาดใหญ่อย่างเดียว ดังเช่นที่เราเห็นจากเรื่องอุโมงค์ระบายน้ำที่ล้มเหลวที่ผ่านมา</p>



<p class="wp-block-paragraph">ปัญหาการใช้งบประมาณในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ ที่มีมิติเชิงโครงสร้างอำนาจซ้อนทับยังมีในส่วนอื่น ๆ อีกมากมาย ดังเช่นในข้อมูลจะเห็นได้ว่าสำนักการแพทย์ สำนักการจราจรและขนส่ง หรือสำนักการศึกษา นั้นใช้งบประมาณมากเป็นอันดับรองๆ ลงมา แต่ในขณะเดียวกันการทำงานของแต่ละสำนักนี้ ยังซ้อนทับไปด้วยองค์กรอื่น ๆ อีกมากมาย อันเนื่องด้วยกรุงเทพฯ นั้นถือเป็นเมืองหลวงของประเทศ เช่น สำนักการจราจรและขนส่ง มีทั้งทางด่วนที่สร้างโดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ถนนวงแหวนที่เป็นผลมาจากพระราชดำริ หรือแม้กระทั่งกระทรวงคมนาคมหรือกรมทางหลวง ในขณะที่สำนักการแพทย์ก็มีกระทรวงสาธารณสุข หรือสำนักการศึกษาก็มีกระทรวงศึกษาธิการ งบประมาณฯ ของกรุงเทพฯ ที่รายเขตใช้จ่ายไปยังเรื่องการศึกษาในโรงเรียนในแต่ละเขตส่วนมากในปัจจุบันจึงเป็นเพียงเงินค่าอาหารกลางวัน ค่านม โครงการการศึกษาต่าง ๆ ที่ไม่ใช่การพัฒนาการศึกษาโดยตรง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="768" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-income-5-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-7568" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-income-5-768x1024.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-income-5-225x300.jpg 225w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-income-5-1153x1536.jpg 1153w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-income-5-1537x2048.jpg 1537w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/BKK-income-5-scaled.jpg 1921w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">จากการใช้งบประมาณรายปีของสำนักต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานคร จะเห็นว่า แม้สำนักการโยธาจะเป็นสำนักที่ได้งบประมาณมากเป็นอันดับหนึ่งเรื่อยมา แต่ในช่วงหลัง 10 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2555) เราจะเริ่มเห็นงบประมาณของสำนักสิ่งแวดล้อมสูงขึ้นเรื่อย ๆ และในหลาย ๆ ปีสูงกว่าสำนักการโยธาอีกด้วย เช่นเดียวกับสำนักระบายน้ำที่ตีควบคู่กันมา</p>



<p class="wp-block-paragraph">ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางอากาศ น้ำเสีย การขาดพื้นที่สีเขียว น้ำท่วม ฯลฯ กลายมาเป็นปัญหาใหญ่ของกรุงเทพฯ ในปัจจุบัน ในขณะที่โครงสร้างพื้นฐานอาจจะมีนั้นมีเพียงแค่ปัญหาการบำรุงรักษา เพราะในช่วงแรกจากแผนพัฒนาฉบับแรก ๆ นั้น กรุงเทพฯ ให้ความสำคัญอย่างมากกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานไปแล้ว ปัจจุบันจึงเป็นการให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น หรือในอีกแง่หนึ่งก็อาจมองได้ว่า กรุงเทพฯ มีปัญหาเรื้อรังคือปัญหาสิ่งแวดล้อมที่แก้ไขไม่ได้สักที และหากพิจารณาในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจาก งบฯ 3 สำนักที่ได้มากที่สุด คือ โยธา สิ่งแวดล้อม ระบายน้ำ ซึ่งคำนวณรวมกันแล้วมากกว่าครึ่งหนึ่งของงบฯ ทั้งหมดของกรุงเทพฯ ยิ่งจะเห็นว่ากรุงเทพฯ กำลังมีแนวโน้มหรือปัญหาในเรื่องใด</p>



<h3 class="wp-block-heading">รายได้พอไหม วางแผนอนาคตไว้อย่างไรบ้าง&nbsp;</h3>



<p class="wp-block-paragraph">จากรายงานข่าวในช่วงที่ผ่านมาที่ปรากฏว่ากทม. มีรายรับสูงกว่ารายจ่ายตามงบประมาณเป็นจำนวนเงินรวม 5,395,569,089.44 บาท ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดเก็บรายได้ที่สูงกว่าประมาณการ ควบคู่ไปกับการเบิกจ่ายงบประมาณที่ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งทำให้เกิดการถกเถียงกันอย่างมากในโซเชียลมีเดีย</p>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ตาม แม้ กทม. จะมีรายรับสูงกว่ารายจ่ายตามงบประมาณ แต่ กทม. เองก็มีแผนที่จะแก้ไขพรบ.ปี 2528 เพื่อให้สามารถจัดเก็บภาษีประเภทอื่นเพิ่มเติมได้ในอนาคต โดยเฉพาะภาษีค่าธรรมเนียมผู้พักในโรงแรม ซึ่งเป็นภาษีที่ อบจ. มีอำนาจในการเก็บได้ โดยกทม. เป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก และมีจำนวนโรงแรมที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายรวมกว่า 1,222 แห่ง (มีห้องพักรวมเกือบ 140,000 ห้อง) หากรวมถึงที่พักประเภทอื่นๆ เช่น โฮสเทลและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ อาจจะสูงถึง 8,300 แห่งเลยทีเดียว ซึ่งหากสามารถจัดเก็บภาษีค่าธรรมเนียมผู้พักในโรงแรมในอัตราไม่เกินร้อยละ 3 ของค่าเช่าห้องพัก คาดว่าจะสามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียนจากผู้พักในโรงแรมได้ประมาณ 1,022 ล้านบาท/ปี</p>



<p class="wp-block-paragraph">ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีการนำเสนอแนวคิดการจัดเก็บภาษียาสูบ ซึ่งเป็นภาษีที่ อบจ. มีอำนาจในการจัดเก็บเช่นเดียวกัน ซึ่งหากจัดเก็บภาษียาสูบในอัตรามวลละ 10 สตางค์ ก็จะสามารถเก็บภาษีเพิ่มได้ปีละประมาณ 330 ล้านบาท หรือการเพิ่มภาษีน้ำมันจาก 5 สตางค์ต่อลิตร เป็น 10 สตางค์ต่อลิตร ซึ่งก็จะเพิ่มรายได้ให้ กทม. ได้อีกประมาณ 390 ล้านบาท/ปี&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยนอกจากภาษีเหล่านี้แล้ว ในอนาคตยังมีการแนวคิดการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม จากผู้ก่อมลพิษประเภทต่างๆ ซึ่งนอกจากจะเป็นเครื่องมือในการดูแลควบคุมปัญหาสิ่งแวดล้อมใน กทม. แล้ว ยังนำมาสู่การสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับ กทม. อีกด้วย&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดูข้อมูลที่ <a href="https://rocketmedialab.co/database-bkkelection69-budget">https://rocketmedialab.co/database-bkkelection69-budget</a>/</p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/bkkelection69-income/">เลือกตั้ง กทม. : กรุงเทพฯ หาเงินจากไหน ใช้เงินไปกับการพัฒนาในด้านใดบ้าง</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
