<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>แบบสอบถาม Archives - Rocket Media Lab</title>
	<atom:link href="https://rocketmedialab.co/tag/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%A1/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://rocketmedialab.co/tag/แบบสอบถาม/</link>
	<description>แหล่งข้อมูลติดตามประเด็นสังคม ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ เพื่อต่อยอดในงานข่าว</description>
	<lastBuildDate>Sun, 11 Jan 2026 06:39:51 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2021/03/cropped-RML-circle-black-32x32.png</url>
	<title>แบบสอบถาม Archives - Rocket Media Lab</title>
	<link>https://rocketmedialab.co/tag/แบบสอบถาม/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ความเห็นเด็กไทยต่อการเมืองและการเลือกตั้ง : ติดตามข่าวผ่าน TikTok ไม่เชื่อมั่นใน กกต. มากที่สุด และยังไม่มีพรรคการเมืองที่ชอบเป็นพิเศษ</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/student-q1-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 09 Jan 2026 10:31:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[future]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[rocketmedialabxp2h]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[วันเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้ง69]]></category>
		<category><![CDATA[แบบสอบถาม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=6411</guid>

					<description><![CDATA[<p>แบบสอบถามวันเด็ก’69: เด็กไทยสนใจการเมืองและการเลือกตั้งแค่ไหน?</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/student-q1-2026/">ความเห็นเด็กไทยต่อการเมืองและการเลือกตั้ง : ติดตามข่าวผ่าน TikTok ไม่เชื่อมั่นใน กกต. มากที่สุด และยังไม่มีพรรคการเมืองที่ชอบเป็นพิเศษ</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p></p>



<p>ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ซึ่งตรงกับเสาร์ที่ 2 ของทุกปี ร็อกเกต มีเดีย แล็บ ร่วมกับ มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h) และเครือข่ายเยาวชน Feel Good เพื่อสำรวจทัศนคติเกี่ยวกับการเมืองและการเลือกตั้งของกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-6) และ ปวช. ระหว่าง 4-27 ธ.ค. 2568 ผลการสำรวจมีดังนี้&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-1-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-6423" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-1-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-1-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-1-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-1-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-1-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-1-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<p>จากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 515 คน แบ่งเป็นเพศหญิง 306 คน หรือคิดเป็น 59.42% เพศชาย 158 คน หรือคิดเป็น 30.68% ตามด้วย LGBTQ+ 34 คน หรือคิดเป็น 6.60% และไม่ต้องการระบุ 17 คน คิดเป็น 3.30% โดยผู้ตอบมีอายุระหว่าง 15-20 ปี จาก 49 จังหวัดทั่วประเทศ&nbsp;</p>



<p>ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 364 คน คิดเป็น 70.68% ตามมาด้วยภาคกลาง จำนวน 77 คน คิดเป็น 14.95% ภาคเหนือ จำนวน 42 คน คิดเป็น 8.16% ภาคใต้ จำนวน 21 คน คิดเป็น 4.08% ภาคตะวันออก จำนวน 9 คน คิดเป็น 1.75% และภาคตะวันตก จำนวน 2 คน คิดเป็น 0.39%</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-2-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-6424" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-2-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-2-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-2-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-2-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-2-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-2-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">เด็กไทยสนใจการเมืองมากแค่ไหน รู้ศัพท์การเลือกตั้งคำไหนบ้าง?</h3>



<p><br>เมื่อสอบถามระดับความอินกับการเมืองโดยให้คะแนนเต็ม 5 (สนใจติดตามสม่ำเสมอ) พบว่านักเรียนส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง คือระดับ 3 จำนวน 191 คน คิดเป็น 37.09% รองลงมาคือระดับ 2 จำนวน 130 คน คิดเป็น 25.24% ตามด้วยระดับ 4 จำนวน 85 คน คิดเป็น 16.50% ระดับ 1 จำนวน 81 คน คิดเป็น 15.73% และระดับ 5 มีจำนวนน้อยที่สุดคือ 28 คน คิดเป็น 5.44%</p>



<p>ในส่วนของความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคำศัพท์ทางการเลือกตั้ง พบว่าคำที่นักเรียนเกินกว่าครึ่งรู้ความหมาย ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>สมาชิกวุฒิสภา มีผู้รู้ความหมายมากที่สุด จำนวน 433 คน คิดเป็น 84.08%</li>



<li>สส. เขต จำนวน 414 คน คิดเป็น 80.39%</li>



<li>เผด็จการรัฐสภา จำนวน 398 คน คิดเป็น 77.28%</li>



<li>รัฐบาลเสียงข้างน้อย จำนวน 390 คน คิดเป็น 75.73%</li>



<li>ประชามติ จำนวน 305 คน คิดเป็น 59.22%</li>



<li>บ้านใหญ่ จำนวน 272 คน คิดเป็น 52.82%</li>



<li>รัฐบาลผสม จำนวน 268 คน คิดเป็น 52.04%</li>
</ul>



<p>อย่างไรก็ตาม มีคำศัพท์เทคนิคหรือคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่นักเรียนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ความหมาย คือ Gerrymandering ซึ่งเป็นการแบ่งเขตเลือกตั้งที่สร้างความได้เปรียบให้ผ่ายใดฝ่ายหนึ่ง&nbsp;</p>



<p>ซึ่งมีผู้ไม่รู้มากถึง 408 คน คิดเป็น 79.22% รองลงมาคือ ปาร์ตี้ลิสต์ มีผู้ไม่รู้จำนวน 323 คน คิดเป็น 62.72% และ แลนด์สไลด์ มีผู้ไม่รู้จำนวน 307 คน คิดเป็น 59.61%</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-3-1-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-6444" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-3-1-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-3-1-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-3-1-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-3-1-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-3-1-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-3-1-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">มองการเมืองมีผลต่อชีวิต และ TikTok คือช่องทางรับข่าวเบอร์ 1</h3>



<p>เมื่อสอบถามว่า การเมืองระดับประเทศส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันมากน้อยเพียงใด โดยให้คะแนนเต็ม 5 (มากที่สุด) พบว่านักเรียนส่วนใหญ่รู้สึกว่าได้รับผลกระทบในระดับปานกลาง หรือระดับ 3 จำนวน 180 คน คิดเป็น 34.95% รองลงมาคือระดับ 4 จำนวน 121 คน คิดเป็น 23.50% และระดับ 5 จำนวน 104 คน คิดเป็น 20.19% ส่วนกลุ่มที่รู้สึกว่าได้รับผลกระทบน้อยมีจำนวนไม่มาก คือระดับ 2 จำนวน 65 คน คิดเป็น 12.62% และระดับ 1 จำนวน 45 คน คิดเป็น 8.74%</p>



<h4 class="wp-block-heading">ช่องทางติดตามข่าวการเมืองมากที่สุด</h4>



<ol class="wp-block-list">
<li>TikTok (41.36%)&nbsp;</li>



<li>Facebook (17.86%)</li>



<li>โทรทัศน์ (13.98%)</li>



<li>X (Twitter) (10.68%)</li>



<li>ไม่ติดตาม (7.38%)</li>



<li>อื่นๆ (YouTube, Instagram, เว็บไซต์ข่าว ต่ำกว่า 3%)</li>
</ol>



<p>สำหรับช่องทางในการติดตามข่าวสารการเมือง พบว่าแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่าง TikTok ครองแชมป์อันดับหนึ่ง มีผู้ตอบสูงถึง 213 คน คิดเป็น 41.36% โดยเมื่อเจาะลึกช่วงอายุพบว่าเป็นช่องทางหลักของกลุ่มอายุ 16 ปีมากที่สุดถึงจำนวน 85 คน รองลงมาคือ Facebook จำนวน 92 คน คิดเป็น 17.86% ซึ่งผู้ตอบจำนวนมาก คือกลุ่มอายุ 18 ปี จำนวน 32 คน อันดับสามคือโทรทัศน์ จำนวน 72 คน คิดเป็น 13.98% และ X (Twitter) จำนวน 55 คน คิดเป็น 10.68%</p>



<p>นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่ไม่ติดตามข่าวการเมืองเลย จำนวน 38 คน คิดเป็น 7.38% ซึ่งกระจายตัวอยู่ในกลุ่มอายุ 15 และ 16 ปีเป็นส่วนใหญ่ ส่วนช่องทางอื่นๆ เช่น YouTube Instagram และเว็บไซต์ข่าว มีสัดส่วนน้อยกว่า 3%&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading">เช็กก่อนแชร์ไหม?</h4>



<ul class="wp-block-list">
<li>ตรวจสอบบ้าง (54.56%)&nbsp;</li>



<li>ตรวจสอบทุกครั้ง (34.76%)</li>



<li>ไม่เคยเลย (10.68%)</li>
</ul>



<p>ในประเด็นเรื่องการตรวจสอบข่าวปลอมก่อนส่งต่อ พบว่านักเรียนส่วนใหญ่เลือกที่จะตรวจสอบบ้าง จำนวน 281 คน คิดเป็น 54.56% กลุ่มที่ตอบว่าไม่เคยตรวจสอบเลย มีจำนวน 55 คน คิดเป็น 10.68%&nbsp;</p>



<p>เมื่อคิดสัดส่วนเป็นกลุ่มอายุ จะพบว่า กลุ่มที่ตรวจสอบทุกครั้ง มากที่สุดคือกลุ่มอายุ 19 ปี โดยคิดเป็น 66.67% ของผู้ตอบในช่วงอายุ 19 ปี ขณะที่กลุ่มอายุที่ตอบว่า ไม่เคยตรวจสอบเลย มากที่สุด คือ กลุ่มอายุ 15 ปี คิดเป็น 15.12% ของกลุ่มอายุ 15 ปี&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-4-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-6427" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-4-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-4-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-4-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-4-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-4-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-4-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">เด็กไทยติดตามข่าวจากสื่อหลักมากกว่าตัวบุคคล</h3>



<h4 class="wp-block-heading">ติดตามข่าวการเมืองจากใคร?</h4>



<ul class="wp-block-list">
<li>สื่อ/ข่าว (32.62%)</li>



<li>ไม่มี/ไม่ตอบ (31.84%)</li>



<li>อื่นๆ (9.51%)</li>



<li>บุคคล (7.96%)</li>



<li>ทั่วไป/ฟีด/แพลตฟอร์ม (7.38%)</li>
</ul>



<p>เมื่อถามถึงแหล่งข่าวที่นักเรียนเลือกติดตาม โดยเป็นคำถามปลายเปิด พบว่าส่วนใหญ่ยังคงรับข่าวสารผ่านสื่อหลักหรือสำนักข่าวต่างๆ เช่น ไทยรัฐ ช่อง 3 The Standard หรือ Workpoint มากกว่าการติดตามจากตัวบุคคล โดยกลุ่มที่ติดตามจากสื่อและข่าวมีจำนวน 168 คน คิดเป็น 32.62% รองลงมาคือกลุ่มที่ไม่ได้ระบุแหล่งข้อมูลหรือไม่ได้ติดตาม จำนวน 164 คน คิดเป็น 31.84%</p>



<p>สำหรับกลุ่มที่ติดตามข่าวจากตัวบุคคล เช่น สรยุทธ สุทัศนะจินดา หรือนักการเมืองโดยตรง มีจำนวน 41 คน คิดเป็น 7.96% ในขณะที่การติดตามผ่านอินฟลูเอนเซอร์หรือเพจวิเคราะห์ข่าวอย่าง อีจัน หรือ Drama-addict มีจำนวน 33 คน คิดเป็น 6.41% และที่น่าสนใจคือการรับข่าวสารจากคนใกล้ตัว เช่น พ่อแม่ หรือครู มีสัดส่วนน้อยที่สุด เพียง 22 คน คิดเป็น 4.27%</p>



<h4 class="wp-block-heading">ติดตามนักการเมือง/พรรคการเมืองไหนในโซเชียล?</h4>



<ul class="wp-block-list">
<li>ไม่ติดตาม/ไม่มี/ไม่ทราบ (55.73%)</li>



<li>พรรคประชาชน/ส้ม/ก้าวไกล (25.83%)</li>



<li>อื่นๆ (5.05%)</li>



<li>อนุทิน/ภูมิใจไทย (4.08%)</li>
</ul>



<p>เมื่อถามถึงการติดตามนักการเมืองหรือพรรคการเมืองบนโซเชียลมีเดีย โดยเป็นคำถามปลายเปิด พบว่านักเรียนเกินครึ่งระบุว่าไม่ได้ติดตามโซเชียลมีเดียของนักการเมืองหรือพรรคการเมืองใดเป็นพิเศษ จำนวน 287 คน คิดเป็น 55.73% แต่ในกลุ่มที่ติดตามนั้น พบว่าพรรคประชาชน เช่น พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, รังสิมันต์ โรม หรือ ไอซ์ รักชนก ได้รับความสนใจมากที่สุด จำนวน 133 คน คิดเป็น 25.83% รองลงมาคือกลุ่มอื่นๆ จำนวน 26 คน คิดเป็น 5.05% ตามด้วยอนุทิน ชาญวีรกูล หรือพรรคภูมิใจไทย จำนวน 21 คน คิดเป็น 4.08% และพรรคเพื่อไทย เช่น แพทองธาร หรือเศรษฐา จำนวน 10 คน คิดเป็น 1.94% ส่วนชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีผู้ติดตามเท่ากันที่จำนวน 3 คน คิดเป็น 0.58%</p>



<h4 class="wp-block-heading">รู้จัก สส. เขตตัวเองไหม?</h4>



<ul class="wp-block-list">
<li>ไม่ทราบ (50.87%)&nbsp;</li>



<li>ทราบทั้งชื่อและพรรค (20.39%)</li>



<li>ทราบพรรค (17.86%)</li>



<li>ทราบชื่อ (10.87%)</li>
</ul>



<p>เมื่อถามว่า รู้จัก สส. ในเขตของตนเองหรือไม่ พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่า สส. ในเขตคือใคร โดยมีผู้ที่ไม่ทราบเลยจำนวน 262 คน คิดเป็น 50.87% สำหรับกลุ่มที่ทราบข้อมูล มีเพียงจำนวน 105 คน คิดเป็น 20.39% ที่รู้ทั้งชื่อจริงและพรรคสังกัด ส่วนคนที่รู้เฉพาะพรรคแต่ไม่รู้ชื่อมีจำนวน 92 คน คิดเป็น 17.86% และคนที่รู้แต่ชื่อไม่รู้พรรคมีจำนวน 56 คน คิดเป็น 10.87%</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-5-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-6429" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-5-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-5-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-5-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-5-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-5-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-5-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">เด็กส่วนใหญ่อยากให้ รร. หนุนการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนทางการเมืองได้อย่างอิสระ</h3>



<h4 class="wp-block-heading">ช่องทางในโรงเรียนที่ส่งผลต่อความรับรู้เรื่องการเมือง</h4>



<ol class="wp-block-list">
<li>วิชาเรียน/หลักสูตร (32.62%)</li>



<li>กิจกรรมนักเรียน/การเลือกตั้งในโรงเรียน (31.26%)</li>



<li>ครู (20.19%)</li>



<li>ไม่มี (15.92%)</li>
</ol>



<p>เมื่อสำรวจว่าสิ่งใดในโรงเรียนที่มีผลต่อความรับรู้เรื่องการเมืองระดับประเทศมากที่สุด พบว่าวิชาเรียนและหลักสูตร เช่น วิชาสังคมศึกษาหรือหน้าที่พลเมือง มาเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 168 คน คิดเป็น 32.62% ตามมาด้วยกิจกรรมนักเรียน เช่น สภานักเรียน หรือการเลือกตั้งประธานนักเรียน จำนวน 161 คน คิดเป็น 31.26% ส่วนครูและการพูดคุยนอกบทเรียนมีผลรองลงมา จำนวน 104 คน คิดเป็น 20.19% และมีผู้ที่มองว่าโรงเรียนไม่มีส่วนช่วยสร้างความรับรู้นี้เลย จำนวน 82 คน คิดเป็น 15.92%</p>



<p>หากเปรียบเทียบผลลัพธ์ของแต่ละช่องทางว่าจะช่วยกระตุ้นความสนใจทางการเมืองได้มากน้อยเพียงใด พบว่า</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>กิจกรรมนักเรียนและการเลือกตั้งในโรงเรียน เป็นช่องทางที่กระตุ้นความสนใจได้ดีที่สุด โดยทำให้นักเรียนรู้สึกอยากมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น จำนวน 214 คน คิดเป็น 41.55% ส่วนคนที่รู้สึกเฉยๆ มีจำนวน 268 คน คิดเป็น 52.04%</li>



<li>วิชาเรียนและหลักสูตร ส่วนใหญ่ทำให้นักเรียนรู้สึกเฉยๆ หรือไม่มีความเห็น จำนวน 296 คน คิดเป็น 57.48% ส่วนคนที่รู้สึกสนใจมากขึ้นมีจำนวน 176 คน คิดเป็น 34.17%</li>



<li>ครู ส่วนใหญ่มักทำให้นักเรียนรู้สึกเฉยๆ เช่นกัน โดยมีจำนวนสูงถึง 311 คน คิดเป็น 60.39% ส่วนที่ทำให้รู้สึกสนใจมากขึ้นมีจำนวน 163 คน คิดเป็น 31.65%&nbsp;</li>
</ul>



<p>สำหรับบทบาทของโรงเรียนที่นักเรียนคาดหวัง ส่วนใหญ่อยากเห็นโรงเรียนสนับสนุนให้มีการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนทางการเมืองได้อย่างอิสระ จำนวน 310 คน คิดเป็น 60.19% รองลงมาคือกลุ่มที่รู้สึกเฉยๆ จำนวน 128 คน คิดเป็น 24.85% มีส่วนน้อยที่มองว่าควรจำกัดการสอนไว้เพียงแค่ในหลักสูตร จำนวน 54 คน คิดเป็น 10.49% และกลุ่มที่มองว่าไม่ควรอนุญาตให้มีกิจกรรมหรือการแสดงออกทางการเมืองในโรงเรียนเลย มีจำนวน 23 คน คิดเป็น 4.47%&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-6-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-6430" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-6-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-6-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-6-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-6-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-6-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-6-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">สำหรับเด็กไทย การเมืองคือ…?</h3>



<p>เมื่อตั้งคำถามปลายเปิดว่า การเมืองคืออะไร ในมุมมองของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง พบว่าคำตอบส่วนใหญ่มองเป็นเรื่องของโครงสร้างและการทำงานของภาครัฐ โดยมองว่าคือการบริหาร การปกครอง หรือหน้าที่ของรัฐบาลและสภามากที่สุด จำนวน 210 คน คิดเป็น 40.78% รองลงมามองในมุมของความสัมพันธ์เชิงอำนาจ คือการช่วงชิงผลประโยชน์และความขัดแย้ง จำนวน 124 คน คิดเป็น 24.08% นอกจากนี้ยังมีมุมมองอื่นๆ เช่น เรื่องของประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วม หรือเรื่องเศรษฐกิจและปากท้อง แต่มีสัดส่วนไม่มากนัก บางส่วนเปรียบเปรยการเมืองว่าคือ &#8220;สงครามธุรกิจ&#8221; &#8220;ธุรกิจของคนใหญ่คนโต&#8221; หรือบางคนระบุว่าเป็นเรื่องของ &#8220;คนโง่แก่งแย่งประโยชน์กับคนโง่ที่มีอำนาจ จนทำให้ประชาชนลำบาก&#8221; และมองว่า &#8220;มีอำนาจจะมีทุกอย่าง การเมืองมีอยู่ทุกที่&#8221;</p>



<p>และมีบางส่วนระบุว่า การเมืองเป็น &#8220;วิธีที่มนุษย์จัดการกันเองในสังคม เพื่อตัดสินใจว่า ใครจะได้อะไร เมื่อไหร่ และอย่างไร&#8221; หรือมองด้วยความหวัง โดยระบุว่าเป็น &#8220;พื้นที่แห่งการแสดงออก การเรียกร้องสิทธิและความยุติธรรม&#8221; และเป็น &#8220;สิ่งที่มนุษย์ทุกคนมีส่วนร่วมในการออกความเห็นอย่างเท่าเทียม&#8221; แต่ท้ายที่สุด ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีกลุ่มที่รู้สึกเบื่อหน่ายกับเรื่องนี้ โดยระบุว่า &#8220;วุ่นวายเล็กน้อย&#8221; หรือ &#8220;น่าเบื่อ เรียนก็ยุ่งพอแล้ว&#8221;&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading">ความพอใจต่อการเมืองไทยตอนนี้</h4>



<ul class="wp-block-list">
<li>เฉยๆ (61.17%)&nbsp;</li>



<li>ไม่พอใจ (34.56%)</li>



<li>พอใจ (เพียง 4.27%)</li>
</ul>



<p>ในด้านความพึงพอใจต่อสถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบัน พบว่านักเรียนส่วนใหญ่รู้สึกเฉยๆ จำนวน 315 คน คิดเป็น 61.17% ตามมาด้วยกลุ่มที่ไม่พอใจ จำนวน 178 คน คิดเป็น 34.56% ส่วนกลุ่มที่รู้สึกพอใจกับการเมืองตอนนี้มีเพียง 22 คน คิดเป็น 4.27%</p>



<h4 class="wp-block-heading">พื้นที่ถกเถียงเรื่องการเมือง</h4>



<ul class="wp-block-list">
<li>เถียงกับเพื่อน (29.71%)</li>



<li>ไม่เคยถกเถียง (28.87%)</li>



<li>เถียงกับครอบครัว (24.55%)</li>
</ul>



<p>สำหรับการถกเถียงหรือแลกเปลี่ยนความเห็นทางการเมือง พบว่าเพื่อน คือคู่สนทนาหลักที่นักเรียนเลือกถกเถียงด้วยมากที่สุด จำนวน 213 คน คิดเป็น 29.71% รองลงมาคือไม่เคยถกเถียงกับใครเลย มีจำนวนใกล้เคียงกับอันดับแรก คือ 207 คน คิดเป็น 28.87% ตามมาด้วยคนในครอบครัว เป็นกลุ่มที่นักเรียนถกเถียงด้วยรองลงมา จำนวน 176 คน คิดเป็น 24.55%</p>



<p>เมื่อสำรวจไปถึงการพูดคุยเรื่องการเมืองในครอบครัว พบว่าเกินครึ่งระบุว่าที่บ้านเปิดใจและแลกเปลี่ยนกันได้ จำนวน 270 คน คิดเป็น 52.43% แต่ก็มีตัวเลขที่น่าสนใจคือกลุ่มที่ไม่คุยเรื่องการเมืองกันเลยในครอบครัว ซึ่งมีจำนวนสูงถึง 186 คน คิดเป็น 36.12% ส่วนครอบครัวที่มีบรรยากาศตึงเครียดแต่ยังคุยได้ มี 49 คน คิดเป็น 9.51% หรือคุยแล้วจบลงด้วยการทะเลาะกัน มีจำนวน 10 คน คิดเป็น 1.94% โดยเป็นสัดส่วนที่น้อย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-7-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-6431" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-7-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-7-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-7-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-7-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-7-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-7-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading"></h3>



<h3 class="wp-block-heading">เด็กไทยเป็นนักส่องมากกว่าเป็นนักโพสต์</h3>



<p>แม้จะติดตามข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดีย แต่เมื่อถามถึงการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง พบว่านักเรียนที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เลือกที่จะเป็นผู้สังเกตการณ์เงียบๆ มากกว่า โดยมีผู้ที่ไม่เคยแสดงความเห็นเลย จำนวน 262 คน คิดเป็น 50.87% รองลงมาคือกลุ่มที่แสดงความเห็นบ้างแต่นานๆ ครั้ง จำนวน 175 คน คิดเป็น 33.98% ส่วนกลุ่มที่แสดงความเห็นบ่อยครั้ง เช่น สัปดาห์ละ 2-5 ครั้ง หรือทุกวัน มีจำนวนไม่มากนัก</p>



<p>เมื่อถามว่าแสดงความเห็นทางการเมืองในแพลตฟอร์มใดมากที่สุด พบว่าเด็กไทยตอบไม่แสดงความเห็น กว่า 246 คน คิดเป็น 47.77% รองลงมาคือแสดงความเห็น โดยแพลตฟอร์มยอดนิยมยังคงเป็น TikTok จำนวน 127 คน คิดเป็น 24.66% ตามมาด้วย Facebook จำนวน 67 คน คิดเป็น 13.01% และ X (Twitter) จำนวน 52 คน คิดเป็น 10.10%</p>



<p>และเมื่อถามถึงรูปแบบการแสดงความเห็นทางการเมือง ส่วนใหญ่ตอบว่าไม่แสดงความเห็น กว่า 317 คน คิดเป็น 53.46% ตามมาด้วยเน้นการแชร์หรือรีโพสต์เนื้อหาของผู้อื่น จำนวน 173 คน คิดเป็น 29.17% มากกว่าการเขียนคอมเมนต์หรือตอบโต้ที่มีจำนวน 85 คน คิดเป็น 14.33% และมีเพียงส่วนน้อยมากที่สร้างเนื้อหาหรือโพสต์ด้วยตนเอง จำนวน 18 คน คิดเป็น 3.04%</p>



<h4 class="wp-block-heading">เมื่อเจอคนเห็นต่างในโซเชียลทำอย่างไร?</h4>



<ul class="wp-block-list">
<li>ไม่ทำอะไรเลย (78.45%)</li>



<li>เข้าไปอธิบายด้วยเหตุผล (8.93%)</li>



<li>กดรีพอร์ต (2.91%)</li>
</ul>



<p>และเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเห็นต่างทางการเมืองบนโลกออนไลน์ นักเรียนส่วนใหญ่เลือกที่จะนิ่งเฉยหรือไม่ทำอะไรเลย ซึ่งมีจำนวนสูงถึง 404 คน คิดเป็น 78.45% โดยคำตอบนี้เป็นคำตอบที่ทุกกลุ่มอายุเลือกมากที่สุด มีเพียงส่วนน้อยที่เลือกจะเข้าไปอธิบายด้วยเหตุผล จำนวน 46 คน คิดเป็น 8.93% หรือใช้วิธีการกดรีพอร์ต จำนวน 15 คน คิดเป็น 2.91%</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-8-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-6433" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-8-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-8-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-8-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-8-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-8-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-8-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">การมีส่วนร่วมและการชุมนุม</h3>



<p>เมื่อถามถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยให้เลือกตอบได้มากกว่า 1 ข้อ พบว่า รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักเรียนไทยยังคงเน้นรูปแบบออนไลน์ หรือ Clicktivism มากกว่าการลงถนน โดยกิจกรรมที่ทำมากที่สุดคือการกดไลก์ แชร์ หรือรีโพสต์เนื้อหาที่เกี่ยวกับประเด็นทางการเมือง จำนวน 331 คน คิดเป็น 53.82% รองลงมาคือการเข้าไปแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในโซเชียลมีเดีย จำนวน 101 คน คิดเป็น 16.42% ส่วนกลุ่มที่ระบุว่าไม่เคยมีส่วนร่วมหรือไม่สนใจ มีจำนวน 73 คน คิดเป็น 11.87%</p>



<p>สำหรับการมีส่วนร่วมในรูปแบบอื่นๆ พบว่ามีการเข้าร่วมรณรงค์หรือลงชื่อสนับสนุนประเด็นต่างๆ จำนวน 54 คน คิดเป็น 8.78% การซื้อสินค้าเพื่อรณรงค์ จำนวน 24 คน คิดเป็น 3.90% ในขณะที่การมีส่วนร่วมในชีวิตจริงอย่างการเข้าร่วมชุมนุม มีเพียงจำนวน 16 คน คิดเป็น 2.60% ซึ่งเท่ากันกับกลุ่มที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือเคยช่วยงานพรรค</p>



<p>เมื่อสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อการชุมนุมทางการเมือง โดยเป็นคำถามปลายเปิด พบว่านักเรียนส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่มีความคิดเห็นหรือไม่ตอบในประเด็นนี้ จำนวน 188 คน คิดเป็น 36.50% รองลงมาคือกลุ่มที่รู้สึกเป็นกลางหรือเฉยๆ จำนวน 100 คน คิดเป็น 19.42% ส่วนกลุ่มที่เห็นด้วยหรือมองในเชิงบวกมีจำนวน 87 คน คิดเป็น 16.89% และกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยหรือมองในเชิงลบมีจำนวน 50 คน คิดเป็น 9.71% นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่เห็นด้วยแบบมีเงื่อนไข คือมองว่าชุมนุมได้แต่ต้องทำอย่างสันติ จำนวน 18 คน คิดเป็น 3.50% และกลุ่มที่มองในเชิงวิเคราะห์สิทธิและประชาธิปไตย จำนวน 9 คน คิดเป็น 1.75%&nbsp;</p>



<p>เสียงสะท้อนจากนักเรียนที่มีต่อเรื่องนี้มีความหลากหลายและน่าสนใจ โดยกลุ่มที่มองในเชิงบวกให้เหตุผลว่า &#8220;การชุมนุมคือบททดสอบว่าอำนาจเคารพประชาชนแค่ไหน ฟังแล้วแก้ = มองประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ ปิดหูปิดตา = มองประชาชนเป็นภาระ&#8221; อีกทั้งยังมองว่า &#8220;เป็นช่องทางให้ประชาชนที่เสียงไม่ดัง ได้ถูกรับฟัง&#8221; บางคนตอบว่า &#8220;ถ้าประเทศดีอยู่แล้ว คงไม่มีใครอยากออกมาเดินตากแดดเรียกร้อง&#8221;</p>



<p>ในขณะที่กลุ่มซึ่งเห็นด้วยแบบมีเงื่อนไข มองว่า &#8220;ชุมนุมได้ เป็นเรื่องปกติของประชาธิปไตย ขอแค่ไม่รุนแรงและไม่ทำลายข้าวของ&#8221; และ &#8220;ต้องไม่ไปละเมิดสิทธิการใช้ชีวิตของคนอื่น&#8221; ส่วนมุมมองของกลุ่มที่รู้สึกเฉยๆ หรือไม่เห็นด้วย ส่วนหนึ่งสะท้อนความจริงของชีวิตนักเรียนว่า &#8220;ลำพังเรียนก็ยุ่งพอแล้ว ไม่อยากมีเรื่องปวดหัวเพิ่ม&#8221; หรือมองว่าทำไปก็ &#8220;ไร้สาระ ทำไปก็ไม่ได้อะไร เพราะผู้ใหญ่บางคนก็ไม่ฟังอยู่ดี&#8221; รวมถึงเหตุผลที่ได้ยินมาเสมออย่าง &#8220;ทำให้รถติด กลับบ้านช้า&#8221; ส่วนกลุ่มที่ตอบว่าเฉยๆ ส่วนหนึ่งมองเรื่องนี้ด้วยความชินชาว่า &#8220;เฉยๆ ชินแล้ว เห็นจนเป็นเรื่องปกติของประเทศไทย&#8221;&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-9-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-6434" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-9-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-9-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-9-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-9-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-9-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-9-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">เด็กไทยไม่เชื่อมั่นในองค์กรอิสระอย่าง กกต. มากที่สุด</h3>



<p>เมื่อสำรวจความเชื่อมั่นที่มีต่อองค์กรอิสระ พบว่าเด็กไทยให้ความไว้วางใจในสถาบันตุลาการหรือศาล มากกว่าองค์กรที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบ โดยสามารถแบ่งกลุ่มตามระดับความเชื่อมั่นได้ดังนี้</p>



<p>กลุ่มที่ได้รับความเชื่อมั่นเกินครึ่ง องค์กรที่นักเรียนให้ความเชื่อมั่นมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ศาลปกครอง มีผู้ให้ความเชื่อมั่นสูงสุด จำนวน 320 คน คิดเป็น 62.14% ในขณะที่มีผู้ไม่เชื่อมั่นจำนวน 126 คน คิดเป็น 24.47%</li>



<li>ศาลรัฐธรรมนูญ ได้รับความเชื่อมั่นรองลงมา จำนวน 295 คน คิดเป็น 57.28% และมีผู้ไม่เชื่อมั่นจำนวน 151 คน คิดเป็น 29.32%</li>



<li>คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ กสม. มีผู้เชื่อมั่นจำนวน 270 คน คิดเป็น 52.43% และไม่เชื่อมั่นจำนวน 143 คน คิดเป็น 27.77%</li>
</ul>



<p>กลุ่มที่มีสัดส่วนผู้ไม่เชื่อมั่นสูงกว่าผู้เชื่อมั่น ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เป็นองค์กรที่นักเรียนไม่เชื่อมั่นมากที่สุด จำนวน 252 คน คิดเป็น 48.93% ซึ่งสูงกว่าผู้ที่เชื่อมั่นที่มีเพียงจำนวน 155 คน คิดเป็น 30.10%</li>



<li>สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. มีผู้ไม่เชื่อมั่นจำนวน 239 คน คิดเป็น 46.41% สูงกว่าผู้ที่เชื่อมั่นที่มีจำนวน 182 คน คิดเป็น 35.34%</li>



<li>สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ สำนักงาน ปปง. มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันมาก แต่ฝ่ายไม่เชื่อมั่นมีจำนวนมากกว่าเล็กน้อย คือจำนวน 208 คน คิดเป็น 40.39% ส่วนผู้ที่เชื่อมั่นมีจำนวน 201 คน คิดเป็น 39.03%</li>
</ul>



<p>กลุ่มที่มีความเชื่อมั่นอยู่ในระดับปานกลาง เป็นกลุ่มที่คะแนนความเชื่อมั่นนำหน้าความไม่เชื่อมั่น แต่ยังไม่ถึงระดับเกินครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีผู้เชื่อมั่นจำนวน 256 คน คิดเป็น 49.71% และไม่เชื่อมั่นจำนวน 168 คน คิดเป็น 32.62%</li>



<li>คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีผู้เชื่อมั่นจำนวน 239 คน คิดเป็น 46.41% และไม่เชื่อมั่นจำนวน 188 คน คิดเป็น 36.50%</li>
</ul>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-10-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-6436" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-10-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-10-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-10-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-10-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-10-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-10-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">เตรียมพร้อมเลือกตั้ง 69 แต่เรื่องเซอร์ไพรส์คือเด็กไทยส่วนใหญ่ &#8220;ไม่เห็นด้วย&#8221; ให้ลดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งเหลือ 16 ปี</h3>



<p>เมื่อสอบถามว่า ได้ยินข่าวหรือไม่ว่า ปี 2569 อาจจะมีการเลือกตั้งทั่วไป (แบบสอบถามนี้ปล่อยวันที่ 4 ธ.ค. 68 ก่อนที่จะมีการประกาศยุบสภาในวันที่ 12 ธ.ค. 68) พบว่านักเรียนที่ตอบแบบสอบถามเกินครึ่งทราบเรื่องนี้แล้ว จำนวน 272 คน คิดเป็น 52.82% ส่วนกลุ่มที่ไม่ทราบข่าวมีจำนวน 243 คน คิดเป็น 47.18%</p>



<p>และเมื่อถามว่า หากมีสิทธิเลือกตั้ง ปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองคืออะไร โดยให้เลือกตอบเพียง 1 ข้อ มีคำตอบว่า ดูจากนโยบายที่ชอบ มากที่สุด จำนวน 223 คน คิดเป็น 43.30% รองลงมาคือดูจากผลงานในอดีต จำนวน 111 คน คิดเป็น 21.55% และเลือกจากพรรคที่ชอบ จำนวน 78 คน คิดเป็น 15.15% เช่นเดียวกับการเลือก สส. ที่นโยบายยังคงเป็นปัจจัยหลัก จำนวน 200 คน คิดเป็น 38.83% ตามด้วยผลงานในอดีต จำนวน 140 คน คิดเป็น 27.18%</p>



<p>เมื่อถามว่า จะชวนให้คนรอบตัวเลือกพรรค/นักการเมืองเหมือนกับตนเองแค่ไหน พบว่านักเรียนส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่ชักชวนให้คนอื่นเลือกเหมือนตนเอง จำนวน 229 คน คิดเป็น 44.47% รองลงมาคือกลุ่มที่อาจจะชวนบ้างถ้ามีคนถามหรือเปิดประเด็นขึ้นมา จำนวน 226 คน คิดเป็น 43.88% และมีเพียงกลุ่มเล็กๆ ที่จะพยายามชักชวนให้ได้มากที่สุด จำนวน 60 คน คิดเป็น 11.65%</p>



<p>สำหรับประเด็นเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียง หากมีคนมาแจกเงิน นักเรียนส่วนใหญ่ยืนยันว่าจะไม่รับเงินและไม่เลือกผู้สมัครรายนั้น จำนวน 218 คน คิดเป็น 42.33% รองลงมาคือกลุ่มที่จะรับเงินไว้แต่ไม่เลือก จำนวน 184 คน คิดเป็น 35.73% ส่วนกลุ่มที่จะแจ้ง กกต. มีจำนวน 86 คน คิดเป็น 16.70% และกลุ่มที่ยอมรับเงินและจะเลือกให้ด้วย มีจำนวน 27 คน คิดเป็น 5.24%</p>



<h4 class="wp-block-heading">เห็นด้วยหรือไม่ ถ้าปรับอายุเลือกตั้งเป็น 16 ปี?</h4>



<ul class="wp-block-list">
<li>ไม่เห็นด้วย (56.50%)&nbsp;</li>



<li>เห็นด้วย (43.50%)</li>
</ul>



<p>ประเด็นที่น่าสนใจ คือความคิดเห็นต่อข้อเสนอการปรับลดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งจาก 18 ปี เป็น 16 ปี ซึ่งพบว่านักเรียนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ โดยมีผู้ไม่เห็นด้วยจำนวน 291 คน คิดเป็น 56.50% ในขณะที่ผู้ที่เห็นด้วยมีจำนวน 224 คน คิดเป็น 43.50%</p>



<p>เมื่อดูช่วงอายุ กลุ่มอายุ 15 ปี ซึ่งจะเป็นผู้ได้รับสิทธิโดยตรงหากมีการปรับกฎหมาย กลับเป็นกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยสูงที่สุด คือประมาณ 64% รองลงมาคืออายุ 16 ปีที่ไม่เห็นด้วย 60%&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ในกลุ่มที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งตามกฎหมายปัจจุบันแล้ว พบแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าสนใจ โดยในกลุ่มอายุ 18 ปี เสียงส่วนใหญ่ยังคงไม่เห็นด้วยจำนวน 58 คน ต่อเห็นด้วย 44 คน แต่เมื่อขยับขึ้นไปที่กลุ่มอายุ 19 ปีและ 20 ปี กลับพบจุดเปลี่ยนสำคัญคือเสียงส่วนใหญ่พลิกกลับมาเป็นเห็นด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 20 ปี ที่มีผู้เห็นด้วยสูงถึง 15 คน ในขณะที่ผู้ไม่เห็นด้วยมีเพียง 6 คน หรือคิดเป็นสัดส่วนเกิน 70% ที่สนับสนุนแนวคิดนี้ ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่ายิ่งอายุมากขึ้น ความเชื่อมั่นว่าเด็กอายุ 16 ปีควรมีสิทธิเลือกตั้งกลับมีแนวโน้มสูงขึ้น&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-11-1-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-6441" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-11-1-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-11-1-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-11-1-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-11-1-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-11-1-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-11-1-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">ปัญหาเร่งด่วน: ปัญหาชายแดนมาแรงแซงเศรษฐกิจ&nbsp;</h3>



<h4 class="wp-block-heading">Top 5 ปัญหาที่อยากให้แก้ด่วนที่สุด</h4>



<ol class="wp-block-list">
<li>ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา (14.56%)</li>



<li>เศรษฐกิจ (13.66%)</li>



<li>คุณภาพการศึกษา (12.88%)</li>



<li>ยาเสพติด (12.75%)</li>



<li>คอร์รัปชัน (11.33%)</li>
</ol>



<p>เมื่อถามถึงปัญหาเร่งด่วนที่สุดที่อยากให้นักการเมืองแก้ไขที่สุด 3 อันดับแรก มีประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมาก คือปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา ที่พุ่งขึ้นมาเป็นอันดับ 1 จำนวน 225 คน คิดเป็น 14.56% ซึ่งอาจเป็นผลมาจากกระแสข่าวในช่วงที่มีการสำรวจ รองลงมาคือปัญหาเศรษฐกิจ จำนวน 211 คน คิดเป็น 13.66% ตามด้วยคุณภาพการศึกษา จำนวน 199 คน คิดเป็น 12.88% ปัญหายาเสพติด จำนวน 197 คน คิดเป็น 12.75% และปัญหาคอร์รัปชัน จำนวน 175 คน คิดเป็น 11.33%</p>



<p>ในส่วนของความนิยมต่อพรรคการเมือง พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ยังไม่มีพรรคที่ชอบเป็นพิเศษ จำนวน 378 คน คิดเป็น 73.40% ส่วนกลุ่มที่มีพรรคในใจแล้วมีจำนวน 137 คน คิดเป็น 26.60%</p>



<p>สำหรับพรรคการเมืองในฝัน ซึ่งเป็นคำถามปลายเปิด เมื่อนำมาจัดหมวดพบว่า นักเรียนให้ความสำคัญกับเรื่องการทำได้จริงตามนโยบายมากที่สุด จำนวน 97 คน คิดเป็น 18.83% รองลงมาคือการมีคุณธรรม โปร่งใส และไม่โกง จำนวน 82 คน คิดเป็น 15.92% ซึ่งเท่ากันกับพรรคที่เข้าใจและรับฟังประชาชน&nbsp;</p>



<p>อาทิ &#8220;หาเสียงเป็นยังไง ได้เป็นก็ต้องเป็นอย่างงั้น&#8221; &#8220;พูดจริงทำจริง ไม่ขายฝัน&#8221; &#8220;ไม่เทา ซื่อสัตย์ ตรวจสอบได้&#8221; และ &#8220;ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว&#8221;</p>



<p>ส่วนนายกรัฐมนตรีในฝัน ซึ่งเป็นคำถามปลายเปิด เมื่อนำมาจัดหมวดพบว่า คุณสมบัติที่มาเป็นอันดับหนึ่งคือการรับฟังและเข้าใจประชาชน จำนวน 198 คน คิดเป็น 38.45% รองลงมาคือการมีคุณธรรม โปร่งใส และไม่โกง จำนวน 103 คน คิดเป็น 20.00% ตามด้วยการมีภาวะผู้นำ เด็ดขาด และรอบคอบ จำนวน 99 คน คิดเป็น 19.22%</p>



<p>นักเรียนอยากได้นายกฯ ที่ &#8220;ฟังเสียงประชาชนจริงๆ ไม่ใช่แค่ตอนหาเสียง&#8221; &#8220;ประชาชนเดือดร้อน ต้องมาให้ไว&#8221; และต้องมีความเป็นผู้นำ &#8220;กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ&#8221; พร้อมทั้งย้ำเรื่องความซื่อสัตย์ว่า &#8220;ไม่โกงกินบ้านเมือง&#8221; และ &#8220;เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าพวกพ้อง&#8221;</p>



<p>นอกจากคุณสมบัติต่างๆ แล้ว ยังมีนักเรียนบางส่วน (3.50%) ที่ระบุชื่อบุคคลที่เป็นนายกฯ ในฝันมาโดยตรง ซึ่งสะท้อนความชื่นชอบในตัวบุคคลที่หลากหลาย เช่น &#8220;แบบพิธา ลิ้มเจริญรัตน์&#8221; หรือ &#8220;เท้ง&#8221; (ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ) &#8220;ปิยบุตร แสงกนกุล&#8221; &#8220;แบบลุงตู่&#8221; หรือ &#8220;เเบบนายประยุทธ&#8221; &#8220;แบบโดนอล ทรัมป์&#8221;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-12-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-6438" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-12-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-12-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-12-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-12-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-12-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-12-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">เก้าอี้รัฐมนตรีในฝัน</h3>



<h4 class="wp-block-heading">Top 5 กระทรวงยอดฮิต</h4>



<ol class="wp-block-list">
<li>กระทรวงศึกษาธิการ (16.50%)</li>



<li>กระทรวงยุติธรรม (12.82%)</li>



<li>กระทรวงการต่างประเทศ (9.13%)</li>



<li>กระทรวง พม. (8.35%)</li>



<li>กระทรวงสาธารณสุข (8.35%)</li>
</ol>



<p>เมื่อสมมติสถานการณ์ว่าหากมีโอกาสได้เข้าไปบริหารประเทศ กระทรวงที่นักเรียนอยากเข้าไปทำงานมากที่สุดคือกระทรวงใด นักเรียนที่ตอบแบบสอบถามเลือกกระทรวงศึกษาธิการมากที่สุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องใกล้ตัวที่สุด โดยมีจำนวน 85 คน คิดเป็น 16.50% รองลงมาคือกระทรวงยุติธรรม จำนวน 66 คน คิดเป็น 12.82% ตามด้วยกระทรวงการต่างประเทศ จำนวน 47 คน คิดเป็น 9.13% ส่วนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงสาธารณสุข มีผู้เลือกเท่ากันที่จำนวน 43 คน คิดเป็น 8.35%</p>



<p>สำหรับกระทรวงที่ไม่ค่อยได้รับความนิยม 5 อันดับรั้งท้าย ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม (0.78%) กระทรวงพลังงาน (1.55%) กระทรวงคมนาคม (1.94%) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (1.94%) และกระทรวงพาณิชย์ (2.14%)</p>



<p>สำหรับมุมมองที่มีต่ออนาคตของประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง นักเรียนส่วนใหญ่ยังคงมีความหวัง โดยเชื่อว่าประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น จำนวน 287 คน คิดเป็น 55.73% ในขณะที่กลุ่มที่มองว่าทุกอย่างจะยังคงเหมือนเดิมและไม่มีการเปลี่ยนแปลง มีจำนวน 189 คน คิดเป็น 36.70% ส่วนกลุ่มที่มองโลกในแง่ร้ายว่าสถานการณ์จะแย่ลง มีจำนวน 39 คน คิดเป็น 7.57%</p>



<p>ดูข้อมูลได้ที่ :&nbsp;<a href="https://rocketmedialab.co/database-student-q1-2026">https://rocketmedialab.co/database-student-q1-2026</a></p>



<p></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/student-q1-2026/">ความเห็นเด็กไทยต่อการเมืองและการเลือกตั้ง : ติดตามข่าวผ่าน TikTok ไม่เชื่อมั่นใน กกต. มากที่สุด และยังไม่มีพรรคการเมืองที่ชอบเป็นพิเศษ</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผลสำรวจความเห็นนักเรียนต่อการเมืองและการเลือกตั้ง [ข้อมูลดิบ]</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/database-student-q1-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 09 Jan 2026 10:19:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[database]]></category>
		<category><![CDATA[future]]></category>
		<category><![CDATA[rocketmedialabxp2h]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[การเลือกตั้ง]]></category>
		<category><![CDATA[วันเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[แบบสอบถาม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=6409</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3619;&#3655;&#3629;&#3585;&#3648;&#3585;&#3605; &#361 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/database-student-q1-2026/">ผลสำรวจความเห็นนักเรียนต่อการเมืองและการเลือกตั้ง [ข้อมูลดิบ]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ร็อกเกต มีเดีย แล็บ ร่วมกับ มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h) และเครือข่ายเยาวชน Feel Good เพื่อสำรวจทัศนคติเกี่ยวกับการเมืองและการเลือกตั้งของกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-6) และ ปวช. ระหว่าง 4-27 ธ.ค. 2568 ผลการสำรวจมีดังนี้ </p>



<iframe src="https://docs.google.com/spreadsheets/d/e/2PACX-1vTspv89R_r3mp64FzgiOOrjlyWPRK2G0NzFmerfTt1I92MtZggHrWna1EKF3CYiQH7sr8yP0aUdJjfo/pubhtml?widget=true&amp;headers=false"></iframe>



<p>อ่าน<a href="https://rocketmedialab.co/student-q1-2026"> ความเห็นเด็กไทยต่อการเมืองและการเลือกตั้ง : ติดตามข่าวผ่าน TikTok ไม่เชื่อมั่นใน กกต. มากที่สุด และยังไม่มีพรรคการเมืองที่ชอบเป็นพิเศษ</a></p>



<p><a href="https://docs.google.com/spreadsheets/d/1JvfFOF1HIoA_KoEkUt2U0ckYXphFPIm1olm0siSXRUc/edit?gid=1519600875#gid=1519600875">ดาวน์โหลดข้อมูลที่นี่</a></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/database-student-q1-2026/">ผลสำรวจความเห็นนักเรียนต่อการเมืองและการเลือกตั้ง [ข้อมูลดิบ]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผลสำรวจสุขภาพจิตเด็กไทย : เครียดเรื่องเรียนมากที่สุด แต่ปัญหาครอบครัวทำให้ถึงขั้นอยากฆ่าตัวตาย ทำร้ายตัวเอง</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/student-q4-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 08 Oct 2024 07:20:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[future]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[rocketmedialabxp2h]]></category>
		<category><![CDATA[ความเครียด]]></category>
		<category><![CDATA[นักจิตวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[เครียด]]></category>
		<category><![CDATA[แบบสอบถาม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=4654</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3648;&#3609;&#3639;&#3656;&#3629;&#3591;&#3651;&#3609 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/student-q4-2024/">ผลสำรวจสุขภาพจิตเด็กไทย : เครียดเรื่องเรียนมากที่สุด แต่ปัญหาครอบครัวทำให้ถึงขั้นอยากฆ่าตัวตาย ทำร้ายตัวเอง</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<ul class="wp-block-list">
<li>ผลสำรวจเด็กนักเรียนชั้น ม.1- ม.6 รวมถึง ปวช. 3,516 คน พบว่า 3 อันดับแรกที่ทำให้วัยเรียนเครียดมากที่สุดคือ เรื่องการเรียน จำนวน 1,809 คน คิดเป็น 51.45% ตามด้วยเรื่องรูปร่าง-หน้าตา-บุคลิก 349 คน คิดเป็น 9.93%, ครอบครัว 344 คน คิดเป็น 9.78%</li>



<li>แม้พบว่าความเครียดที่มีไม่ส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวันมากที่สุดถึง 54.58% แต่ก็พบว่าความเครียดด้านครอบครัวเป็นประเด็นที่ส่งผลให้นักเรียนคิดอยากจะฆ่าตัวตาย 74 คน เคยลงมือทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น 18 คน มีความคิดอยากทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น 12 คน&nbsp;</li>



<li>ในขณะที่ความเครียดที่ส่งผลกระทบในระดับอารมณ์ของนักเรียน เช่น วิตกกังวล กลัว เศร้า ไม่อยากเข้าสังคม พบว่ามาจากประเด็นเรื่องการเรียน 355 คน คิดเป็น 43.99% รูปร่าง หน้า บุคลิก 109 คน คิดเป็น 13.51% และครอบครัว 104 คน คิดเป็น 12.89%&nbsp;</li>



<li>ส่วนความเครียดที่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย เช่น นอนไม่หลับ เครียดลงกระเพาะ พบว่ามาจากประเด็นเรื่องการเรียน 330 คน คิดเป็น 62.38% การเงิน 53 คน คิดเป็น 10.02% และครอบครัว 39 คน คิดเป็น 7.37%&nbsp;</li>



<li>โดยในจำนวนนักเรียนที่ปรึกษานักจิตวิทยา/แพทย์ 57 คน มีนักเรียนที่เครียดจากการเรียนมากที่สุด 21 คน รองลงมาเป็นความเจ็บป่วย 11 คน ตามด้วยเรื่องการเงิน ครอบครัว และรูปร่าง-หน้าตา-บุคลิกเท่ากันที่ 5 คน ความรัก 3 คน ตามด้วยเพศสัมพันธ์และเพื่อนเท่ากัน 2 คน สังคมการเมืองและครู เท่ากัน 1 คน</li>



<li>เมื่อถามว่า อยากได้การสนับสนุน หรือความช่วยเหลือในรูปแบบใดเพิ่มเติมในการจัดการความเครียด นักเรียนตอบว่าไม่ต้องการมากที่สุด 1,705 คน คิดเป็น 36.76% ส่วนที่ต้องการใน 3 อันดับแรกพบว่า ต้องการครูแนะแนวที่ให้คำปรึกษาได้ทุกเรื่อง 1,063 คน คิดเป็น 22.92% ตามด้วย มีนักจิตวิทยาประจำโรงเรียน 610 คน คิดเป็น 13.15% และการมีช่องทางให้คำปรึกษาในรูปแบบออนไลน์จากผู้เชี่ยวชาญ 590 คน คิดเป็น 12.72%&nbsp;<br></li>
</ul>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/ปก-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4672" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/ปก-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/ปก-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/ปก-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/ปก-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/ปก-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/ปก-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/ปก-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/ปก-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>เนื่องในวันสุขภาพจิตโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 10 ตุลาคม ของทุกปี ร็อกเกต มีเดีย แล็บ ร่วมกับ <a href="http://path2health.or.th">มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h)</a> ทำการสำรวจข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพจิต ทั้งความเครียด วิตกกังวลในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษา (ม.1-6) และ ปวช. (1-3) ผ่านทางแบบสอบถามออนไลน์ ระหว่างวันที่ 16-30 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา ผลการสำรวจมีดังนี้&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/1-1-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4660" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/1-1-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/1-1-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/1-1-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/1-1-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/1-1-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/1-1-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/1-1-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/1-1-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>จากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 3,516 คน แบ่งเป็นเพศหญิง 1,935 คน หรือคิดเป็น 55.03% เพศชาย 1,323 คน หรือคิดเป็น 37.63% ตามด้วย LGBTQ+ 184 คน หรือคิดเป็น 5.23% และไม่ต้องการระบุ 74 คน คิดเป็น 2.10% โดยผู้ตอบมีอายุระหว่าง 11-20 ปี&nbsp;</p>



<p>เมื่อแบ่งตามระดับการศึกษา แบ่งได้เป็นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จำนวน 2,461 คน หรือคิดเป็น 69.99%ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 843 คน หรือคิดเป็น 23.98% และ ปวช.1-3 จำนวน 212 คน หรือคิดเป็น 6.03%</p>



<p>เมื่อแยกพื้นที่ของนักเรียนที่ตอบแบบสอบถาม พบว่า อยู่ในภาคกลางมากที่สุด ที่ 2,716 คน หรือคิดเป็น 77.25% ตามด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 728 คน หรือ 20.71% ตะวันออก 24 คน หรือ 0.68% ตะวันตกและใต้ เท่ากันที่ 14 คน หรือ 0.40% ตามด้วย ภาคเหนือ 20 คน หรือ 0.57% โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามจาก 52 จังหวัดทั่วประเทศ จังหวัดที่ตอบมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ กรุงเทพมหานคร 1,006 คน หรือคิดเป็น 28.61% นนทบุรี 547 คน หรือ 15.56% ตามด้วยอุบลราชธานี 462 คน หรือ 13.14%</p>



<h3 class="wp-block-heading">การเรียน รูปร่างหน้าตา และครอบครัว คือสิ่งที่ทำให้เด็กเครียดมากที่สุด</h3>



<p>&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/2-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4661" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/2-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/2-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/2-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/2-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/2-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/2-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/2-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/2-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>เมื่อถามว่า เครียดเรื่องอะไรมากที่สุดในช่วงที่ผ่านมา โดยมีตัวเลือก 12 ข้อ ให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม ตอบว่า เป็นเรื่องการเรียนมากที่สุด จำนวน 1,809 คน คิดเป็น 51.45% ตามด้วยเรื่องรูปร่าง-หน้าตา-บุคลิก 349 คน คิดเป็น 9.93%, ครอบครัว 344 คน คิดเป็น 9.78%, การเงิน 343 คน คิดเป็น 9.76%, ความรัก 217 คน คิดเป็น 6.17%, เพื่อน 170 คน คิดเป็น 4.84%, ความเจ็บป่วย 83 คน คิดเป็น 2.36%, สังคม การเมือง 72 คน คิดเป็น 2.05%, การทำงาน 51 คน คิดเป็น 1.45%, ครู 43 คน คิดเป็น 1.22%, เพศสัมพันธ์ 22 คน คิดเป็น 0.63% และเรื่องเพศ/อัตลักษณ์ทางเพศ 13 คน คิดเป็น 0.37%&nbsp;</p>



<p>หากแบ่งตามระดับชั้น พบว่า เรื่องที่ผู้ตอบแบบสอบถามในระดับ ม.ต้น จำนวน 2,461 คน หรือคิดเป็น 69.99% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด เครียดมากที่สุด คือ การเรียน 1,265 คน คิดเป็น 51.40% ตามด้วยรูปร่าง-หน้าตา-บุคลิก 269 คน คิดเป็น 10.93% และความรัก 165 คน คิดเป็น 6.70%&nbsp;</p>



<p>เรื่องที่ผู้ตอบแบบสอบถามในระดับ ม.ปลาย จำนวน 843 คน หรือคิดเป็น 23.98% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด เครียดมากที่สุดคือ เรื่องการเรียน 479 คน คิดเป็น 56.82% ตามด้วย การเงิน 138 คน คิดเป็น 16.37% และรูปร่าง-หน้าตา-บุคลิก 59 คน คิดเป็น 7.00%&nbsp;</p>



<p>เรื่องที่ผู้ตอบแบบสอบถามในระดับ ปวช. จำนวน 212 คน หรือคิดเป็น 6.03% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด เครียดมากที่สุดคือ การเรียน 65 คน คิดเป็น 30.66% ตามด้วยการเงิน 52 คน คิดเป็น 24.53% และรูปร่าง-หน้าตา-บุคลิก 21 คน คิดเป็น 9.91%</p>



<p>จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า นักเรียน ม.ปลาย และนักเรียน ปวช. มี 3 อันดับแรกที่เหมือนกัน คือ ในขณะที่นักเรียน ม.ต้น นั้น ไม่มีเรื่องการเงิน แต่ในอันดับสองเป็นเรื่องครอบครัว ซึ่งอาจเป็นเพราะว่านักเรียน ม.ต้น อาจจะยังไม่ต้องรับผิดชอบในเรื่องการเงินนั่นเอง&nbsp;</p>



<p>หากแบ่งตามเพศ จะพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามที่ระบุว่าเป็นเพศหญิง ตอบว่า เครียดเรื่องการเรียนมากที่สุด 979 คน คิดเป็น 50.59% ตามด้วยครอบครัว 238 คน คิดเป็น 12.30% และรูปร่าง-หน้าตา-บุคลิก 215 คน คิดเป็น 11.11%</p>



<p>ผู้ตอบแบบสอบถามที่ระบุว่าเป็นเพศชายตอบว่า เครียดเรื่องการเรียนมากที่สุด 732 คน คิดเป็น 55.33% ตามด้วยการเงิน 160 คน คิดเป็น 12.09% และรูปร่าง-หน้าตา-บุคลิก 98 คน คิดเป็น 7.41%&nbsp;</p>



<p>ผู้ตอบแบบสอบถามที่ระบุว่าเป็น LGBTQIA+ ตอบว่า เครียดเรื่องการเรียนมากที่สุด 67 คน คิดเป็น 36.41% ตามด้วย รูปร่าง-หน้าตา-บุคลิก 29 คน คิดเป็น 15.76% และครอบครัว 24 คน คิดเป็น 13.04%</p>



<p>ผู้ตอบแบบสอบถามที่ไม่ต้องการระบุเพศ ตอบว่า เครียดเรื่องการเรียนมากที่สุด 31 คน คิดเป็น 41.89% ตามด้วยการเงิน 11 คน คิดเป็น 14.86% และครอบครัว 10 คน คิดเป็น 13.51%</p>



<h3 class="wp-block-heading">กลัวเกรดไม่ดี ทำให้นักเรียนเครียดมากที่สุด</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/3-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4662" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/3-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/3-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/3-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/3-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/3-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/3-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/3-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/3-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>เมื่อเลือกตอบว่าเรื่องที่เครียดที่สุดคือเรื่องใดแล้ว ผู้ตอบแบบสอบถามแต่ละคนจะถูกให้ตอบเฉพาะคำถามที่เกี่ยวกับเรื่องที่ตัวเองที่เครียดที่สุด&nbsp;</p>



<p>เมื่อถามต่อว่า ประเด็นด้านการเรียนที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ ผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่ 727 คน คิดเป็น 40.19% ตอบว่า กลัวเกรดไม่ดี ตามด้วย กลัวสอบตก 241 คน คิดเป็น 13.32%, กลัวสอบเข้าเรียนต่อไม่ได้ 203 คน คิดเป็น 11.22%, กลัวเรียนไม่จบ 192 คน คิดเป็น 10.61%, งานที่ต้องส่งมากเกินไป 168 คน คิดเป็น 9.29%, ไม่เข้าใจบทเรียน 113 คน คิดเป็น 6.25%, กังวลว่าจะไม่ได้เรียนต่อในระดับที่อยากเรียน 92 คน คิดเป็น 5.09%, เรียนหนักเกินไป ชั่วโมงเรียนมากเกินไป 45 คน คิดเป็น 2.49%, ไม่ได้เรียนในสายที่อยากเรียน แต่เรียนตามใจผู้ปกครอง 14 คน คิดเป็น 0.77%, อุปกรณ์การเรียนไม่พร้อม 8 คน คิดเป็น 0.44% และไม่ได้เรียนพิเศษ 6 คน คิดเป็น 0.33%</p>



<p>โดยผู้ที่ตอบว่า เครียดเรื่องการเรียน เพราะกลัวเกรดออกมาไม่ดี แบ่งเป็นนักเรียน ม.ต้น 521 คน คิดเป็น 71.66% ตามด้วย ม.ปลาย 186 คน คิดเป็น 25.58% และ ปวช. 20 คน คิดเป็น 2.75%</p>



<p>หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่า ความเครียดเรื่องการเรียนของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรกคือ กลัวเกรดไม่ดี 521 คน คิดเป็น 41.19% กลัวสอบตก 214 คน คิดเป็น 16.92% กลัวเรียนไม่จบ 150 คน คิดเป็น 11.86% ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ กลัวเกรดไม่ดี 186 คน คิดเป็น 38.83% กลัวสอบเข้าเรียนต่อไม่ได้ 111 คน คิดเป็น 23.17% งานที่ต้องส่งมากเกินไป 45 คน คิดเป็น 9.39% และ ปวช. 3 อันดับแรกคือกลัวเกรดไม่ดี 20 คน คิดเป็น 30.77% กลัวเรียนไม่จบ 15 คน คิดเป็น 23.08% ไม่เข้าใจบทเรียน 7 คน คิดเป็น 10.77%&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">อ้วน-ผอม ไม่สวย-ไม่หล่อ ผิวไม่ขาวกระจ่างใสก็ทำให้เครียด&nbsp;</h3>



<p>เมื่อถามว่า ประเด็นรูปร่าง-หน้าตาที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ ผู้ตอบแบบสอบถามเกือบครึ่งระบุว่า กังวลเรื่องรูปร่าง-ส่วนสูง เช่น อ้วนหรือผอมเกินไป สูงหรือเตี้ยเกินไป หน้าอกเล็กหรือใหญ่เกินไป ไม่มีกล้าม 145 คน คิดเป็น 41.55% ตามด้วยกังวลเรื่องหน้าตา ไม่เป็นไปตามมาตรฐานความสวย/หล่อ 82 คน คิดเป็น 23.50%, กังวลเรื่องสีผิว เช่น สีผิวไม่ขาวกระจ่างใส 73 คน คิดเป็น 20.92%, กังวลเรื่องทรงผม เช่น ผมหยิก ผมหยักศก ผมบาง 28 คน คิดเป็น 8.02% และกังวลเรื่องบุคลิก เช่น มีกลิ่นตัว มีกลิ่นปาก หลังค่อม 21 คน คิดเป็น 6.02%</p>



<p>หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดจากประเด็นรูปร่าง-หน้าตาของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรกคือ กังวลเรื่องรูปร่าง-ส่วนสูง 115 คน คิดเป็น 42.75% กังวลเรื่องหน้าตา ไม่เป็นไปตามมาตรฐานความสวย/หล่อ 65 คน คิดเป็น 24.16% กังวลเรื่องสีผิว 55 คน คิดเป็น 20.45% ส่วน ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ กังวลเรื่องรูปร่าง-ส่วนสูง 22 คน คิดเป็น 37.29% กังวลเรื่องสีผิว 16 คน คิดเป็น 27.12% กังวลเรื่องหน้าตา ไม่เป็นไปตามมาตรฐานความสวย/หล่อ 9 คน คิดเป็น 15.25% และ ปวช. 3 อันดับแรกคือ กังวลเรื่องรูปร่าง-ส่วนสูงและกังวลเรื่องหน้าตาเท่ากันที่ 8 คน คิดเป็น 38.10% ตามมาด้วยกังวลเรื่องบุคลิกและสีผิวเท่ากันที่ 2 คน คิดเป็น 9.52%</p>



<h3 class="wp-block-heading">ผู้ปกครองเข้มงวดเกินไป สร้างความเครียดให้นักเรียนทุกระดับชั้น&nbsp;</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="5760" height="5760" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/4-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4663" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/4-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/4-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/4-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/4-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/4-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/4-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/4-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/4-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 5760px) 100vw, 5760px" /></figure>
</div>


<p>เมื่อถามว่า ประเด็นครอบครัวที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ ผู้ตอบแบบสอบถาม</p>



<p>ตอบว่าปกครองเข้มงวดกดดันมากเกินไปมากที่สุด 151 คน คิดเป็น 43.90% รองลงมา ผู้ปกครองไม่สนับสนุนในสิ่งที่เราอยากเป็น/อยากทำ 34 คน คิดเป็น 9.88% ตามด้วยผู้ปกครองทะเลาะ ตบ-ตีกัน 33 คน คิดเป็น 9.59% ผู้ปกครองใช้ความรุนแรงกับนักเรียน 24 คน คิดเป็น 6.98% และผู้ปกครองแยกทางกัน/มีครอบครัวใหม่/นอกใจ 24 คน คิดเป็น 6.98% ตามด้วย ผู้ปกครองละเมิดความเป็นส่วนตัว เช่น เข้าห้องส่วนตัวโดยไม่ขอ ดูโทรศัพท์ 17 คน คิดเป็น 4.94% ผู้ปกครองไม่สนใจ ไม่มีเวลาให้ 13 คน คิดเป็น 3.78% มีผู้ปกครองเจ็บป่วย หรือพิการ 10 คน คิดเป็น 2.91% ผู้ปกครองเสียชีวิต 7 คน คิดเป็น 2.03% ถูกล่วงละเมิดทางเพศจากคนในครอบครัว 3 คน คิดเป็น 0.87% ผู้ปกครองไม่ยอมรับในอัตลักษณ์ทางเพศ 2 คน คิดเป็น 0.58%</p>



<p>หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดจากครอบครัวของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรกคือ ผู้ปกครองเข้มงวด กดดันมากเกินไป 121 คน คิดเป็น 44.65% ผู้ปกครองทะเลาะตบตีกัน 30 คน คิดเป็น 11.07% ผู้ปกครองไม่สนับสนุนสิ่งที่อยากเป็น/อยากทำ 24 คน คิดเป็น 8.86% นักเรียน ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ ผู้ปกครองเข้มงวด กดดันมากเกินไป 22 คน คิดเป็น 40.74% ผู้ปกครองไม่สนับสนุนสิ่งที่อยากเป็น/อยากทำ 8 คน คิดเป็น 14.81% ผู้ปกครองแยกทางกัน มีครอบครัวใหม่/นอกใจ 5 คน คิดเป็น 9.26% นักเรียน ปวช. 3 อันดับแรกคือ ผู้ปกครองเข้มงวด กดดันมากเกินไป 8 คน คิดเป็น 42.11% ผู้ปกครองเลือกปฏิบัติกับลูก รักลูกไม่เท่ากัน 3 คน คิดเป็น 15.79% และผู้ปกครองไม่สนับสนุนสิ่งที่อยากเป็น/อยากทำ, ผู้ปกครองแยกทางกัน มีครอบครัวใหม่/นอกใจ, ผู้ปกครองละเมิดความเป็นส่วนตัว เท่ากันที่ 2 คน คิดเป็น 10.53%&nbsp;</p>



<p>จะเห็นได้ว่านอกจากประเด็นความเครียดจากครอบครัว ที่เกิดจากการที่ผู้ปกครองปฏิบัติต่อตัวนักเรียนแล้ว ความเครียดที่เกิดขึ้นยังมาจากปัญหาของผู้ปกครองเองที่ส่งผลให้ลูกหรือตัวนักเรียนเกิดความเครียดอีกด้วย&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">ไม่เพียงแค่เงินไม่พอใช้ แต่หนี้สินครอบครัวก็ทำให้เด็กเครียดเหมือนกัน</h3>



<p>เมื่อถามว่า ประเด็นการเงินที่เครียดมากที่สุด คืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ ผู้ตอบแบบสอบถามตอบว่า เครียดเรื่องเงินไม่พอใช้มากที่สุด 236 คน คิดเป็น 69.21% รองลงมา ครอบครัวมีหนี้สิน 56 คน คิดเป็น 16.42% ตามด้วย ถูกยืมเงินแล้วไม่คืน 25 คน คิดเป็น 7.33% เติมเกมออนไลน์ 16 คน คิดเป็น 4.69% ติดพนันหรือพนันออนไลน์ 4 คน คิดเป็น 1.17% ถูกหลอกโอนเงินหรือถูกโกงเงิน 2 คน คิดเป็น 0.59% และเป็นหนี้นอกระบบ 2 คน คิดเป็น 0.59% และไม่ระบุสาเหตุ 2 คน&nbsp;</p>



<p>หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดเรื่องการเงินของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรกคือ เงินไม่พอใช้ 100 คน คิดเป็น 65.79% ครอบครัวมีหนี้สิน 31 คน คิดเป็น 20.39% ติดเกมออนไลน์ 11 คน คิดเป็น 7.24% นักเรียน ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ เงินไม่พอใช้ 105 คน คิดเป็น 76.64% ครอบครัวมีหนี้สิน 14 คน คิดเป็น 10.22% ถูกยืมเงินแล้วไม่คืน 9 คน คิดเป็น 6.57% นักเรียนปวช. 3 อันดับแรกคือ เงินไม่พอใช้ 31 คน คิดเป็น 59.62% ครอบครัวมีหนี้สิน 11 คน คิดเป็น 21.15% ถูกยืมเงินแล้วไม่คืน 9 คน คิดเป็น 13.46%</p>



<p>จะเห็นได้ว่านอกจากปัญหาเรื่องเงินไม่พอใช้ที่เป็นอันดับหนึ่งทั้งในผลสำรวจรวมทุกระดับชั้นและผลสำรวจในแต่ละระดับชั้น อีกหนึ่งปัญหาที่ก่อให้เกิดความเครียดด้านการเงินก็คือปัญหาหนี้สินของครอบครัว ที่พบในอันดับ 2 ของทุกระดับชั้น&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">Toxic Relationship คือความเครียดด้านความรักที่แม้แต่นักเรียนก็เจอ&nbsp;</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/5-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4664" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/5-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/5-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/5-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/5-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/5-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/5-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/5-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/5-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>เมื่อถามว่า ประเด็นความรักที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ ผู้ตอบแบบสอบถามตอบว่า เป็นเรื่องการอกหัก หรือแอบรักข้างเดียวมากที่สุด 77 คน คิดเป็น 35.48% รองลงมา การอยู่ในความสัมพันธ์ที่ส่งผลเสียต่อสภาพจิตใจและอารมณ์ (Toxic Relationship) 50 คน คิดเป็น 23.04% ตามด้วย การอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจน/เปิดเผยไม่ได้ 36 คน คิดเป็น 16.59% การไม่มีคู่/แฟน 31 คน คิดเป็น 14.29% การถูกคนรักนอกใจ 16 คน คิดเป็น 7.37% การเป็นคนนอกใจ/คุยหลายคน กลัวถูกจับได้ 6 คน คิดเป็น 2.76% การถูกคนรักทำร้ายร่างกาย 1 คน คิดเป็น 0.46%</p>



<p>หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดเรื่องความรักของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรกคือ อกหัก หรือแอบรักข้างเดียว 65 คน คิดเป็น 39.39% อยู่ในความสัมพันธ์ Toxic Relationship 35 คน คิดเป็น 21.21% ไม่มีคู่/แฟน 24 คน คิดเป็น 14.55% ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ อยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจน/เปิดเผยไม่ได้ 12 คน คิดเป็น 33.33% อกหัก หรือแอบรักข้างเดียว 11 คน คิดเป็น 30.56% อยู่ในความสัมพันธ์ Toxic Relationship 7 คน คิดเป็น 19.44% ปวช. 3 อันดับแรกคือ อยู่ในความสัมพันธ์ Toxic Relationship 8 คน 50% ถูกคนรักนอกใจ 4 คน คิดเป็น 25% ไม่มีคู่/แฟน 2 คน คิดเป็น 12.50%</p>



<p>จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าแม้ปัญหาความเครียดวิตกกังวลในเรื่องความรักจากการอกหัก หรือแอบรักข้างเดียวจะมีมากที่สุด แต่ปัญหาการอยู่ในความสัมพันธ์ Toxic Relationship นั้นกลับพบอยู่ใน 3 อันดับแรกของทุกระดับชั้นการศึกษา&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">การถูกเพื่อนบูลลี่ยังพบมากในเด็ก ม.ต้น&nbsp;</h3>



<p>เมื่อถามว่า ประเด็นเรื่องเพื่อนที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ ผู้ตอบแบบสอบถาม</p>



<p>ตอบว่า เป็นเรื่องขัดแย้ง ทะเลาะกับเพื่อนมากที่สุด 87 คน คิดเป็น 51.18% รองลงมาเป็น ถูกเพื่อนกลั่นแกล้ง บังคับข่มขู่ หรือถูกล้อเลียน และถูกเพื่อนละเลยหรือถูกกีดกันออกจากกลุ่ม เท่ากันที่ 26 คน คิดเป็น 15.29% ตามด้วย รู้สึกด้อยกว่าเพื่อนในเรื่องต่างๆ เช่น ฐานะการเงิน การเรียน รสนิยม รูปร่าง-หน้าตา ยอดผู้ติดตามในโซเชียลมีเดีย 15 คน คิดเป็น 8.82% เข้ากับเพื่อนไม่ได้ ไม่มีเพื่อน 12 คน คิดเป็น 7.06% ขโมยของ ไถเงิน 4 คน คิดเป็น 2.35%</p>



<p>หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดเรื่องเพื่อนของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรกคือ มีเรื่องขัดแย้ง ทะเลาะกับเพื่อน 62 คน คิดเป็น 47.69% ถูกเพื่อนกลั่นแกล้ง บังคับข่มขู่ หรือถูกล้อเลียน และถูกเพื่อนละเลย หรือถูกกีดกันออกจากกลุ่ม เท่ากันที่ 22 คน คิดเป็น 16.92% รู้สึกด้อยกว่าเพื่อนในเรื่องต่างๆ 14 คน คิดเป็น 16.92% ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ มีเรื่องขัดแย้ง ทะเลาะกับเพื่อน 19 คน คิดเป็น 57.58% เข้ากับเพื่อนไม่ได้ ไม่มีเพื่อน, ถูกเพื่อนกลั่นแกล้ง บังคับข่มขู่ หรือถูกล้อเลียน, ถูกเพื่อนละเลย หรือถูกกีดกันออกจากกลุ่ม เท่ากันที่ 4 คน คิดเป็น 12.12% ปวช. มี 2 อันดับคือ มีเรื่องขัดแย้ง ทะเลาะกับเพื่อน 6 คน คิดเป็น 85.71% และเข้ากับเพื่อนไม่ได้ ไม่มีเพื่อน 1 คน คิดเป็น 14.29%</p>



<p>จะเห็นได้ว่านอกจากปัญหาเรื่องขัดแย้ง ทะเลาะกับเพื่อน จะเป็นเรื่องใหญ่ที่ก่อให้เกิดความเครียดในวัยเรียนในทุกระดับชั้นแล้ว ปัญหาการถูกบูลลี่ กลั่นแกล้ง บังคับข่มขู่ หรือถูกล้อเลียน ยังเป็นปัญหาที่สร้างความเครียดให้กับเด็กนักเรียน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กนักเรียน ม.ต้น อีกด้วย</p>



<h3 class="wp-block-heading">นอกจากโรคทางกายแล้ว โรคทางใจยังทำให้เครียดเพิ่มขึ้น</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/6-1-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4684" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/6-1-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/6-1-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/6-1-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/6-1-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/6-1-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/6-1-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/6-1-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/6-1-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>เมื่อถามว่า ประเด็นความเจ็บป่วยที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ ผู้ตอบแบบสอบถามตอบว่าเครียดเรื่อง มีโรคประจำตัว เช่น ภูมิแพ้ หอบหืด เบาหวานมากที่สุด 43 คน คิดเป็น 51.81% รองลงมาเป็น ความเจ็บป่วยทางใจ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล แพนิค 24 คน คิดเป็น 28.92% แพ้อาหาร 11 คน คิดเป็น 13.25% และมีความพิการทางร่างกาย 5 คน คิดเป็น 6.02 %</p>



<p>หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดเรื่องการเจ็บป่วยของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรกคือ มีโรคประจำตัว 38 คน คิดเป็น 54.29% เจ็บป่วยทางใจ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล แพนิค 21 คน คิดเป็น 30% แพ้อาหาร 9 คน คิดเป็น 12.86% ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ มีโรคประจำตัว 3 คน คิดเป็น 50% แพ้อาหาร 2 คน คิดเป็น 33.33% เจ็บป่วยทางใจ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล แพนิค 1 คน คิดเป็น 16.67% ปวช. 3 อันดับแรกคือ มีความพิการทางร่างกาย 3 คน คิดเป็น 42.86% เจ็บป่วยทางใจ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล แพนิค และ มีโรคประจำตัว เทากันที่ 2 คน คิดเป็น 28.57%&nbsp;</p>



<p>จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าการเจ็บป่วยทางใจ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล แพนิค กลายมาเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้นักเรียนเกิดความเครียด วิตกกังวลในการใช้ชีวิตในทุกระดับชั้น&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">เรื่องสังคม-การเมืองก็ทำให้นักเรียนเครียดได้เหมือนกัน</h3>



<p>เมื่อถามว่า ประเด็นสังคมและการเมืองที่เครียดมากที่สุด คืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ มีผู้ตอบว่า รู้สึกไม่พอใจกับสังคมที่เป็นอยู่ และไม่เห็นหนทางที่จะเปลี่ยนแปลงได้มากที่สุด 32 คน คิดเป็น 44.44% รองลงมาเป็น การที่ไม่สามารถแสดงความเห็นทางการเมืองได้อย่างเสรี 25 คน คิดเป็น 34.72% ตามด้วย ความเห็นทางการเมืองขัดแย้งกับคนรอบตัว เช่น ครอบครัว เพื่อน แฟน 11 คน คิดเป็น 15.28% และการถูกกดดันให้ต้องเลือกฝั่งทางการเมือง 4 คน คิดเป็น 5.56%</p>



<p>หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดเรื่องสังคมการเมืองของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรกคือ รู้สึกไม่พอใจกับสังคมที่เป็นอยู่ และไม่เห็นหนทางที่จะเปลี่ยนแปลงได้ 23 คน คิดเป็น 42.59% ไม่สามารถแสดงความเห็นทางการเมืองได้อย่างเสรี 18 คน คิดเป็น 33.33% ความเห็นทางการเมืองขัดแย้งกับคนรอบตัว เช่น ครอบครัว เพื่อน แฟน 9 คน คิดเป็น 16.67% ม.ปลาย 3 อันดับแรกเช่นเดียวกับ ม.ต้น คือ รู้สึกไม่พอใจกับสังคมที่เป็นอยู่ และไม่เห็นหนทางที่จะเปลี่ยนแปลงได้ 8 คน คิดเป็น 57.14% ไม่สามารถแสดงความเห็นทางการเมืองได้อย่างเสรี 5 คน คิดเป็น 35.71% ความเห็นทางการเมืองขัดแย้งกับคนรอบตัว เช่น ครอบครัว เพื่อน แฟน 1 คน คิดเป็น 7.14% ปวช. 3 อันดับแรกคือ ไม่สามารถแสดงความเห็นทางการเมืองได้อย่างเสรี 2 คน คิดเป็น 50% ความเห็นทางการเมืองขัดแย้งกับคนรอบตัว เช่น ครอบครัว เพื่อน แฟน และรู้สึกไม่พอใจกับสังคมที่เป็นอยู่ และไม่เห็นหนทางที่จะเปลี่ยนแปลงได้ เท่ากันที่ 1 คน คิดเป็น 25%</p>



<p>จะเห็นได้ว่านอกจากความรู้สึกไม่พอใจกับสังคมที่เป็นอยู่ และไม่เห็นหนทางที่จะเปลี่ยนแปลงได้ทางสังคมการเมืองที่ทำให้นักเรียนรู้สึกเครียดมากที่สุดแล้ว เสรีภาพในการแสดงออกในเรื่องการเมืองยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นในวัยเรียนอีกด้วย&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">ทำงานไป เรียนไป ก็เครียดได้นะ&nbsp;</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/7-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4666" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/7-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/7-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/7-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/7-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/7-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/7-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/7-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/7-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>เมื่อถามว่า ประเด็นการทำงานที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ ผู้ตอบแบบสอบถามตอบว่า เครียดเรื่องการทำงานผิดพลาดมากที่สุด 20 คน คิดเป็น 39.22% รองลงมาเป็น ความกังวลว่าการทำงานส่งผลกระทบกับการเรียน 13 คน คิดเป็น 25.49% อยู่ในภาวะหมดไฟ อยากลาออก 6 คน คิดเป็น 11.76% ตามด้วย เรื่องชั่วโมงการทำงานมากเกินไป หรือต้องทำงานภายใต้แรงกดดันมากเกินไป หรือถูกกดค่าจ้าง ไม่ได้ค่าจ้างที่เหมาะสม 3 คน คิดเป็น 5.88% การถูกดุด่าด้วยคำพูดรุนแรงจากที่ทำงาน 2 คน คิดเป็น 3.92% และสภาพแวดล้อมในการทำงานไม่ดี เช่น สกปรก มลภาวะ อุณหภูมิ กลิ่น เสียง 1 คน คิดเป็น 1.96%&nbsp;</p>



<p>หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดเรื่องการทำงานของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรกคือ ทำงานผิดพลาด 15 คน คิดเป็น 48.39% การทำงานส่งผลกระทบกับการเรียน 7 คน คิดเป็น 22.58% ชั่วโมงการทำงานมากเกินไป 3 คน คิดเป็น 9.68% ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ การทำงานส่งผลกระทบกับการเรียน 4 คน คิดเป็น 40% ทำงานผิดพลาด 3 คน คิดเป็น 30% อยู่ในภาวะหมดไฟ อยากลาออก 2 คน คิดเป็น 20% ปวช. 3 อันดับแรก คือ ถูกกดค่าจ้าง ไม่ได้ค่าจ้างที่เหมาะสม และอยู่ในภาวะหมดไฟ อยากลาออก เท่ากันที่ 3 คน คิดเป็น 30% และการทำงานส่งผลกระทบกับการเรียน, ทำงานผิดพลาด เท่ากันที่ 2 คน คิดเป็น 20%</p>



<p>จากข้อมูลในประเด็นนี้จะเห็นได้ว่ายังมีนักเรียนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความเครียด วิตกกังวล อันเกิดมาจากการที่ต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจก่อนหน้านี้ที่พบว่ามีนักเรียนถึง 19.41% ที่ต้องทำงานพิเศษ (<a href="https://rocketmedialab.co/student-q3-2024/">https://rocketmedialab.co/student-q3-2024/</a>)&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">ไม่ใช่แค่เพื่อน แต่ครูก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด</h3>



<p>เมื่อถามว่า ประเด็นเรื่องครูที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ พบว่า นักเรียนเครียดเรื่องการที่ถูกครูใช้คำพูดทำร้ายจิตใจ เช่น ดุด่า คำหยาบ เหยียดรูปร่าง-หน้าตา-เพศ-สติปัญญามากที่สุด 24 คน คิดเป็น 61.54% รองลงมาเป็นถูกครูเลือกปฏิบัติ 6 คน คิดเป็น 15.38% ตามด้วยการถูกครูลงโทษเกินกว่าเหตุ เช่น ตัดผม บังคับวิ่งรอบสนาม ประจาน 5 คน คิดเป็น 12.82% และการถูกครูข่มขู่ ใช้ความรุนแรง เช่น หยิก ตี ทุบ ตบ ไถเงิน และถูกครูใช้ให้ทำงานส่วนตัว เท่ากันที่ประเด็นละ 2 คน คิดเป็น 5.13% และไม่ระบุสาเหตุอีก 4 คน</p>



<p>หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดเรื่องครูของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรกคือ ถูกครูใช้คำพูดทำร้ายจิตใจ 24 คน คิดเป็น 66.67% ถูกครูลงโทษเกินกว่าเหตุ 5 คน คิดเป็น 13.89% ถูกครูเลือกปฏิบัติ 4 คน คิดเป็น 11.11% ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ ถูกครูเลือกปฏิบัติ 2 คน คิดเป็น 66.67% ถูกครูใช้ให้ทำงานส่วนตัว 1 คน คิดเป็น 33% และพบว่านักเรียนในระดับชั้น ปวช. ไม่มีใครเลือกตอบในข้อนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading">เพศสัมพันธ์อีกหนึ่งปัญหาสร้างความเครียดให้วัยเรียน</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/8-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4667" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/8-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/8-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/8-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/8-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/8-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/8-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/8-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/8-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>เมื่อถามว่า ประเด็นเพศสัมพันธ์ที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ มีนักเรียนที่ตอบว่ากังวลเรื่องตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมมากที่สุด 8 คน คิดเป็น 36.36% รองลงมาเป็นกังวลเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และกังวลว่าเพศสัมพันธ์จะไม่เป็นที่พึงพอใจของคู่ เท่ากันที่ 5 คน คิดเป็น 22.73% ตามด้วยการถูกคุกคามทางเพศ เช่น โดนสัมผัสตัวโดยไม่ยินยอม ใช้คำพูดคุกคาม 2 คน คิดเป็น 9.09% การถูกข่มขู่หรือบังคับให้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ยินยอม และรู้สึกไม่มีความสุขจากเพศสัมพันธ์อย่างที่ต้องการเท่ากันที่ 1 คน คิดเป็น 4.55%</p>



<p>หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดเรื่องเพศสัมพันธ์ของนักเรียน ม.ต้น ซึ่งตอบว่ากังวลเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์, กังวลว่าเพศสัมพันธ์จะไม่เป็นที่พึงพอใจของคู่, ถูกข่มขู่หรือบังคับให้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ยินยอม และถูกคุกคามทางเพศ เท่ากันที่ข้อละ 1 คน คิดเป็น 25% ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ กังวลเรื่องตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม 5 คน คิดเป็น 62.50% กังวลว่าเพศสัมพันธ์จะไม่เป็นที่พึงพอใจของคู่ 2 คน คิดเป็น 25% รู้สึกไม่มีความสุขจากเพศสัมพันธ์อย่างที่ต้องการเท่ากันที่ 1 คน คิดเป็น 12.50% ปวช. 3 อันดับแรกคือ กังวลเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 4 คน คิดเป็น 40% กังวลเรื่องตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม 3 คน คิดเป็น 30% กังวลว่าเพศสัมพันธ์จะไม่เป็นที่พึงพอใจของคู่ 2 คน คิดเป็น 20%</p>



<p>สิ่งที่น่าสนใจจากข้อมูลในการตอบข้อนี้ก็คือ แม้ว่าเรื่องการตั้งครรภ์ไม่พร้อมและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จะเป็นเรื่องใหญ่ที่วัยเรียนรู้สึกเครียดและวิตกกังวล แต่นอกจากนั้นกลับพบความเครียดวิตกกังวลในเรื่องเพศสัมพันธ์ในประเด็นถูกข่มขู่หรือบังคับให้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ยินยอม และการถูกคุกคามทางเพศจากคำตอบของนักเรียนในระดับชั้น ม.ต้น ด้วย</p>



<h3 class="wp-block-heading">อัตลักษณ์ทางเพศอีกหนึ่งประเด็นที่ก่อให้เกิดความเครียดในยุคปัจจุบัน&nbsp;</h3>



<p>เมื่อถามว่า ประเด็นเพศ/อัตลักษณ์ทางเพศที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ พบว่า มีนักเรียนกังวลกับสรีระที่ไม่ตรงตามเพศที่อยากเป็น เช่น หน้าอก หนวด และการไม่สามารถแสดงออกตามเพศที่เราอยากเป็นมากที่สุด โดยได้เท่ากันที่ประเด็นละ 3 คน คิดเป็น 25.00% ตามด้วยประเด็นเรื่องเพศที่อยากเป็น ขัดกับหลักศาสนาที่นับถือ และรู้สึกสับสนกับอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง เท่ากันที่ประเด็นละ 2 คน คิดเป็น 16.67% และกังวลเรื่องการใช้ฮอร์โมนเพื่อข้ามเพศ และการไม่ได้รับการยอมรับจากผู้ปกครอง เท่ากันที่ประเด็นละ 1 คน คิดเป็น 8.33% และไม่ระบุสาเหตุ 1 คน&nbsp;</p>



<p>หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรก คือ กังวลกับสรีระที่ไม่ตรงตามเพศที่อยากเป็น เพศที่อยากเป็น ขัดกับหลักศาสนาที่นับถือ รู้สึกสับสนกับอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง เท่ากันที่ประเด็นละ 2 คน คิดเป็น 25% ตามมาด้วย ไม่ได้รับการยอมรับจากผู้ปกครองและไม่สามารถแสดงออกตามเพศที่เราอยากเป็น เท่ากันที่ประเด็นละ 1 คน คิดเป็น 12.50% ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ กังวลกับสรีระที่ไม่ตรงตามเพศที่อยากเป็น, กังวลเรื่องการใช้ฮอร์โมนเพื่อข้ามเพศ และไม่สามารถแสดงออกตามเพศที่เราอยากเป็นได้ เท่ากันที่ประเด็นละ 1 คน คิดเป็น 33.33% ปวช. มี 1 ประเด็นคือ ไม่สามารถแสดงออกตามเพศที่เราอยากเป็นได้ 1 คน&nbsp;</p>



<p>จากข้อมูลจะพบว่าผู้ที่ตอบว่าเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศทำให้เกิดความเครียดวิตกกังวล 13 คน เป็นเพศ LGBTQ+ 8 คน หญิง 2 คน ไม่ต้องการระบุเพศ 2 คน และชาย 1 คน&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">ที่ว่าเครียด เครียดแค่ไหน และแก้ปัญหาอย่างไร&nbsp;</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/9-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4668" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/9-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/9-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/9-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/9-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/9-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/9-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/9-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/9-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>จากนั้นเมื่อถามว่าความเครียด วิตกกังวลในเรื่องที่ผู้ตอบแบบสอบถามตอบไปนั้นส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวันแค่ไหน โดยเลือกได้เพียง 1 ข้อ พบว่านักเรียนตอบว่าไม่ส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวันมากที่สุด 1,919 คน คิดเป็น 54.58% รองลงมาเป็นผลกระทบกับอารมณ์ เช่น วิตกกังวล กลัว เศร้า ไม่อยากเข้าสังคม 807 คน คิดเป็น 22.95% ผลกระทบกับร่างกาย เช่น นอนไม่หลับ, เครียดลงกระเพาะ 529 คน คิดเป็น 15.05% ตามด้วยมีความคิดว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว หรือคิดอยากฆ่าตัวตาย 185 คน คิดเป็น 5.26% เคยลงมือทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น 41 คน คิดเป็น 1.17% และมีความคิดอยากทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น 35 คน คิดเป็น 1 %</p>



<p>จากนั้นเมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่าความเครียดด้านครอบครัวเป็นประเด็นที่ส่งผลให้นักเรียนคิดอยากจะฆ่าตัวตาย 74 คน เคยลงมือทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น 18 คน มีความคิดอยากทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น 12 คน&nbsp;</p>



<p>ในขณะที่ความเครียดที่ส่งผลกระทบในระดับอารมณ์ของนักเรียน เช่น วิตกกังวล กลัว เศร้า ไม่อยากเข้าสังคม พบว่ามาจากประเด็นเรื่องการเรียน 355 คน คิดเป็น 43.99% รูปร่าง หน้าตา บุคลิก 109 คน คิดเป็น 13.51% และครอบครัว 104 คน คิดเป็น 12.89%&nbsp;</p>



<p>ส่วนความเครียดที่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย เช่น นอนไม่หลับ เครียดลงกระเพาะพบว่ามาจากประเด็นเรื่องการเรียน 330 คน คิดเป็น 62.38% การเงิน 53 คน คิดเป็น 10.02% และครอบครัว 39 คน คิดเป็น 7.37%&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/10-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4669" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/10-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/10-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/10-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/10-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/10-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/10-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/10-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/10-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>จากนั้นเมื่อถามว่าคุณจัดการกับความเครียด หรือมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร โดยเลือกได้มากกว่า 1 ข้อ พบว่านักเรียนตอบว่า หากิจกรรมทำเพื่อคลายเครียดมากที่สุด 2,283 คน คิดเป็น 42.37% รองลงมาเป็น ปรึกษาเพื่อน 1,082 คน คิดเป็น 20.08% ตามด้วย ไม่ทำอะไรเลย 697 คน คิดเป็น 12.94% ปรึกษาผู้ปกครอง 633 คน คิดเป็น 11.75% ปรึกษาแฟน 291 คน คิดเป็น 5.40% ปรึกษาครู 225 คน คิดเป็น 4.18% ปรึกษาคนในโซเชียลมีเดีย 95 คน คิดเป็น 1.76% ปรึกษานักจิตวิทยา/แพทย์ ที่สถานพยาบาล 57 คน คิดเป็น 1.06% ปรึกษาองค์กรให้คำปรึกษาทางออนไลน์-สายด่วน 25 คน คิดเป็น 0.46%</p>



<p>โดยในจำนวนนักเรียนที่ปรึกษานักจิตวิทยา/แพทย์ 57 คน มีนักเรียนที่เครียดจากการเรียนมากที่สุด 21 คน รองลงมาเป็นความเจ็บป่วย 11 คน ตามด้วยเรื่องการเงิน ครอบครัว และรูปร่าง-หน้าตา-บุคลิกเท่ากันที่ 5 คน ความรัก 3 คน ตามด้วยเพศสัมพันธ์และเพื่อนเท่ากัน 2 คน สังคมการเมืองและครู เท่ากัน 1 คน</p>



<p>และสุดท้ายเมื่อถามว่าคุณอยากได้การสนับสนุน หรือความช่วยเหลือ ในรูปแบบใดเพิ่มเติม เพื่อช่วยจัดการกับความเครียด โดยเลือกได้มากกว่า 1 ข้อ พบว่านักเรียนตอบว่าไม่ต้องการมากที่สุด 1,705 คน คิดเป็น 36.76% รองลงมาเป็น การมีครูแนะแนวที่ให้คำปรึกษาได้ทุกเรื่อง 1,063 คน คิดเป็น 22.92% ตามด้วย มีนักจิตวิทยาประจำโรงเรียน 610 คน คิดเป็น 13.15% การมีช่องทางให้คำปรึกษาในรูปแบบออนไลน์จากผู้เชี่ยวชาญ 590 คน คิดเป็น 12.72% การที่สามารถเข้าถึงนักจิตวิทยาในสถานพยาบาลได้โดยง่าย 307 คน คิดเป็น 6.62% การมีสายด่วนให้คำปรึกษา 24 ชั่วโมง 296 คน คิดเป็น 6.38% และอื่นๆ เช่น คุยกับแฟน ผู้ปกครอง พ่อแม่ที่ให้คำปรึกษาได้ทุกเรื่อง, หากิจกรรมทําเพื่อแก้เครียด เล่นกีฬา 67 คน คิดเป็น 1.44%</p>



<h3 class="wp-block-heading">บทสรุปสุขภาพจิตของเด็กไทย&nbsp;</h3>



<p>จากแบบสำรวจในครั้งนี้ แม้จะพบว่าเรื่องการเรียนเป็นประเด็นที่ทำให้เด็กนักเรียนเกิดความเครียด วิตกกังวลมากที่สุด เนื่องด้วยเพราะเป็นสิ่งที่ในวัยนี้ต้องรับผิดชอบ แต่ก็พบว่ามีเพียง 51.45% หรือประมาณเพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้น แต่อีกกึ่งหนึ่งนั้นมาจากสภาพสังคมโดยรอบที่มีอิทธิพลต่อความคิดและการใช้ชีวิตของคนวัยเรียนด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรื่องรูปร่าง-หน้าตา-บุคลิก, ครอบครัว, การเงิน, ความรัก, เพื่อน ไปจนถึงเรื่องสังคมการเมือง ที่มีผู้ตอบมากกว่าประเด็นเรื่องครู การทำงาน หรือเพศสัมพันธ์เสียอีก&nbsp;</p>



<p>และถึงแม้ว่าความเครียดวิตกกังวลส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับที่ไม่ส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวันมากที่สุด คิดเป็น 54.58% แต่ก็พบว่านักเรียในวัยมัธยมทั้ง ม.ต้น ม.ปลาย และปวช. นั้นประสบปัญหาความเครียด วิตกกังวลจนส่งผลกระทบต่อร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และการใช้ชีวิตเกือบกึ่งหนึ่งเลยทีเดียว โดยเฉพาะ ผู้ที่ตอบแบบสอบถามว่าความเครียด วิตกกังวลที่เกิดขึ้นส่งผลจนอยากจะฆ่าตัวตาย, เคยลงมือทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น หรือมีความคิดอยากทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ซึ่งมีสูงถึง 7.43% และกลับพบว่ามาจากสาเหตุเรื่อง ‘ครอบครัว’ เป็นหลัก&nbsp;</p>



<p>นอกจากนั้นยังพบว่า เด็กในวัยเรียนที่มีความเครียดวิตกกังวลส่วนใหญ่ที่อยากได้การสนับสนุน หรือความช่วยเหลือเพื่อช่วยจัดการกับความเครียดตั้งแต่ครูแนะแนวที่สามารถให้คำปรึกษาได้ทุกเรื่อง, นักจิตวิทยาประจำโรงเรียน, ช่องทางให้คำปรึกษาในรูปแบบออนไลน์จากผู้เชี่ยวชาญ, การเข้าถึงนักจิตวิทยาในสถานพยาบาลได้โดยง่าย ไปจนถึงสายด่วนให้คำปรึกษา 24 ชั่วโมง ซึ่งจะพบว่าในปัจจุบันแม้จะมีระบบการใช้ความช่วยเหลือทางด้านสุขภาพจิตในรูปแบบเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมทั่วถึงทั้งในด้านปริมาณ การเข้าถึงได้โดยง่าย สะดวกและรวดเร็ว</p>



<p></p>



<p>ดูข้อมูลที่ <a href="https://rocketmedialab.co/database-student-q4-2024/">https://rocketmedialab.co/database-student-q4-2024/</a>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/student-q4-2024/">ผลสำรวจสุขภาพจิตเด็กไทย : เครียดเรื่องเรียนมากที่สุด แต่ปัญหาครอบครัวทำให้ถึงขั้นอยากฆ่าตัวตาย ทำร้ายตัวเอง</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผลสำรวจสุขภาพจิตเด็กไทย : เครียดเรื่องอะไรมากที่สุด [ข้อมูลดิบ]</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/database-student-q4-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 08 Oct 2024 06:16:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[database]]></category>
		<category><![CDATA[future]]></category>
		<category><![CDATA[rocketmedialabxp2h]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[ความเครียด]]></category>
		<category><![CDATA[นักจิตวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[วัยรุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[เครียด]]></category>
		<category><![CDATA[แบบสอบถาม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=4648</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3612;&#3621;&#3626;&#3635;&#3619;&#3623;&#3592;&#3586 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/database-student-q4-2024/">ผลสำรวจสุขภาพจิตเด็กไทย : เครียดเรื่องอะไรมากที่สุด [ข้อมูลดิบ]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ผลสำรวจข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพจิต ทั้งความเครียด วิตกกังวลในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษา (ม.1-6) และ ปวช. (1-3) ผ่านทางแบบสอบถามออนไลน์ ระหว่างวันที่ 16-30 กันยายน 2567 จากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 3,516 คน ทั่วประเทศ</p>



<iframe src="https://docs.google.com/spreadsheets/d/e/2PACX-1vSk4ycrmH5B-T08aWGlhimFZ50lMPI85DIHA9JNKODZlwyRWUdFxaqnjqo9_YoZ487GdT_-qgaXUXlb/pubhtml?widget=true&amp;headers=false"></iframe>



<p><a href="https://docs.google.com/spreadsheets/d/18aDY4MptNQbQDoJx1Cxx1I-vILi7rmX-7XRlW-uWsZM/edit?usp=sharing">ดาวน์โหลดที่นี่ </a></p>



<p>อ่าน <a href="https://rocketmedialab.co/student-q4-2024/">ผลสำรวจสุขภาพจิตเด็กไทย : เครียดเรื่องเรียนมากที่สุด แต่ปัญหาครอบครัวทำให้ถึงขั้นอยากฆ่าตัวตาย ทำร้ายตัวเอง &#8211; Rocket Media Lab</a> </p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/database-student-q4-2024/">ผลสำรวจสุขภาพจิตเด็กไทย : เครียดเรื่องอะไรมากที่สุด [ข้อมูลดิบ]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Back To School สำรวจสุขภาพการเงินของเด็กไทย หาเงินจากไหน เปิดเทอมมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/student-q3-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 24 May 2024 07:16:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[economy]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[rocketmedialabxp2h]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าใช้จ่าย]]></category>
		<category><![CDATA[งานพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ปกครอง]]></category>
		<category><![CDATA[เปิดเทอม]]></category>
		<category><![CDATA[แบบสอบถาม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=4395</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3619;&#3655;&#3629;&#3585;&#3648;&#3585;&#3605; &#361 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/student-q3-2024/">Back To School สำรวจสุขภาพการเงินของเด็กไทย หาเงินจากไหน เปิดเทอมมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p></p>



<ul class="wp-block-list">
<li>นักเรียนไทยกว่าครึ่งหนึ่งมีเงินเก็บ แต่มีเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่ทำงานพิเศษหาเงิน ซึ่งทำทั้งในช่วงปิดเทอมและทำเป็นประจำแม้จะเปิดเทอมแล้ว โดยนักเรียนในทุกระดับชั้นที่ทำงานพิเศษมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากที่สุด รองลงมาคือเพื่อช่วยเหลือครอบครัว</li>



<li>โดยส่วนใหญ่นักเรียนได้เงินจากการทำงานพิเศษเดือนละ 1-3,000 บาทมากที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียน ม.ต้นและม. ปลาย ส่วนกลุ่มปวช. นั้นส่วนใหญ่ได้เดือนละ 3,001-5,000 บาท โดยงานพิเศษที่นักเรียนทำกันมากที่สุดในทุกระดับชั้นคืองานบริการ เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า&nbsp;</li>



<li>นักเรียนชั้น ปวช. เป็นกลุ่มนักเรียนที่ตอบว่าต้องกู้ กยศ. มากที่สุด และเป็นกลุ่มที่ตอบว่าใช้จ่ายค่าเดินทางไปเรียนมากที่สุดอีกด้วย ในขณะที่กลุ่มอื่นๆ เช่น ม.ต้นใช้จ่ายไปกับค่าอาหารในโรงเรียนมากที่สุด ส่วนนักเรียนประถมใช้ไปกับค่าอาหารนอกโรงเรียนมากที่สุด และส่วนใหญ่มักได้เงินไปโรงเรียนอยู่ที่ 51-100 บาทต่อวัน ยกเว้นนักเรียนชั้นประถมที่ได้ 1-50 บาทต่อวันเป็นส่วนใหญ่&nbsp;</li>



<li>นักเรียนกว่า 20% ต้องจ่ายค่าเรียนพิเศษ โดยมีในทุกระดับชั้นต้องจ่าย ตั้งแต่ชั้นประถมที่สะท้อนว่าจ่ายค่าเรียนพิเศษเดือนละ 1-500 บาทมากที่สุด ส่วน ม.ต้น ม.ปลาย และ ปวช. จ่ายค่าเรียนพิเศษเดือนละ 1,001- 3,000 มากที่สุด&nbsp;</li>



<li>นักเรียนประถมมีการเปลี่ยนชุดนักเรียนและรองเท้านักเรียนบ่อยที่สุด ในขณะที่นักเรียน ม.ปลายส่วนใหญ่ตอบว่าจะเปลี่ยนก็ต่อเมื่อขาดหรือใส่ไม่ได้ ส่วนหนังสือเรียนนั้นนักเรียนส่วนใหญ่มักยืมหรือได้จากโรงเรียนมากที่สุด และในส่วนของอุปกรณ์เสริมการเรียนพบว่านักเรียน 76% ล้วนมีสมาร์ทโฟน</li>
</ul>



<p></p>



<p>ร็อกเกต มีเดีย แล็บ ร่วมกับ <a href="https://path2health.or.th">มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h)</a> สำรวจค่าใช้จ่ายของกลุ่มนักเรียนชั้นประถม (ป.1-6) มัธยมศึกษา (ม.1-6) และ ปวช. ผ่านทางแบบสอบถามออนไลน์ ระหว่างวันที่ 16-23 พ.ค. ที่ผ่านมา ผลการสำรวจมีดังนี้ </p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/1_bio-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4405" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/1_bio-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/1_bio-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/1_bio-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/1_bio-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/1_bio-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/1_bio-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/1_bio-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/1_bio-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>จากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 1,721 คน แบ่งเป็นเพศหญิง หญิง 1,023 คน คิดเป็น 59.44% ตามด้วย ชาย 591 คน คิดเป็น 34.34% LGBTQ+ 89 คน คิดเป็น 5.17% และ ไม่ต้องการระบุ 18 คน คิดเป็น 1.05%</p>



<p>เมื่อแบ่งตามระดับการศึกษา แบ่งได้เป็น ป.1-ป.6 จำนวน 593 คน คิดเป็น 34.46% ม.1-ม.6 จำนวน 895 คน คิดเป็น 52% และ ปวช.1-ปวช.3 จำนวน 233 คน คิดเป็น 13.54% โดยแบ่งเป็นโรงเรียนรัฐ 1,562 คน คิดเป็น 90.76% และโรงเรียนเอกชน 159 คน คิดเป็น 9.24%</p>



<p>เมื่อแยกพื้นที่ของนักเรียนที่ตอบแบบสอบถาม พบว่า อยู่ในภาคเหนือ มากที่สุด จำนวน 890 คน คิดเป็น 51.71% ตามด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 484 คน คิดเป็น 28.12% ภาคกลาง 182 คน คิดเป็น 10.58% ภาคใต้ 86 คน คิดเป็น 5.00% ภาคตะวันออก 50 คน คิดเป็น 2.91% และภาคตะวันตก 29 คน คิดเป็น 1.69%</p>



<h3 class="wp-block-heading">เด็กไทยหาเงินจากไหน ใช้เงินไปทำอะไรบ้าง</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/4_part-time-and-extra-work-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4409" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/4_part-time-and-extra-work-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/4_part-time-and-extra-work-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/4_part-time-and-extra-work-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/4_part-time-and-extra-work-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/4_part-time-and-extra-work-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/4_part-time-and-extra-work-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/4_part-time-and-extra-work-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/4_part-time-and-extra-work-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>เมื่อถามว่าทำงานพิเศษหรือไม่ พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงานพิเศษ เป็นจำนวน 1,387 คน คิดเป็น 80.59% มีนักเรียนที่ทำงานพิเศษ 334 คน คิดเป็น 19.41% แบ่งเป็นนักเรียน ม.1-6 จำนวน 177 คน คิดเป็น 52.99% ป.1-6 จำนวน 33 คน คิดเป็น 9.88% ปวช.1-3 จำนวน 124 คน คิดเป็น 37.13% กลุ่มนักเรียนที่ทำงานพิเศษมากที่สุด คือ ภาคเหนือ 26.35% ภาคกลาง 26.05% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 25.45%</p>



<p>ในจำนวนนักเรียนที่ทำงานพิเศษ 334 คน เมื่อถามว่าทำงานประเภทใด โดยมีตัวเลือกให้ตอบได้มากกว่า 1 คำตอบ มีผู้ที่ตอบว่าทำงานบริการ เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า มากที่สุด 194 คน คิดเป็น 48.02% รองลงมา ค้าขายออนไลน์หรือมีหน้าร้าน 66 คน คิดเป็น 16.34% อันดับที่ 3 งานช่าง 25 คน คิดเป็น 6.19% อันดับที่ 4 งานที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง 17 คน คิดเป็น 4.21% อันดับที่ 5 งานดนตรี/ศิลปะ/การแสดง 15 คน คิดเป็น 3.71% อันดับที่ 6 คอนเทนต์ครีเอเตอร์ 10 คน คิดเป็น 2.48% อันดับที่ 7 สอนพิเศษ 6 คน คิดเป็น 1.49% อันดับที่ 8 แคสต์เกม 5 คน คิดเป็น 1.24% อันดับที่ 9 อื่นๆ เช่น แคดดี้สนามกอล์ฟ ช่วยงานครอบครัว 22 คน คิดเป็น 5.45%</p>



<p>ในผลการตอบแบบสอบถามยังพบว่า นักเรียนประถม ค้าขายออนไลน์/ มีหน้าร้าน มากที่สุด จำนวน 9 คน คิดเป็น 27.27% งานบริการ เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า 8 คน คิดเป็น 24.24% ตามด้วยงานที่เกี่ยวกับการเกษตร 5 คน คิดเป็น 15.15%</p>



<p>นักเรียนชั้นมัธยมต้น ทำงานบริการ เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า มากที่สุด 11 คน คิดเป็น 33.33% งานที่เกี่ยวกับการเกษตร 10 คน คิดเป็น 30.30% ค้าขายออนไลน์/ มีหน้าร้าน 8 คน คิดเป็น 24.24%&nbsp;</p>



<p>ส่วนนักเรียนชั้นมัธยมปลาย ทำงานบริการ เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า มากที่สุด 82 คน คิดเป็น 56.94% ค้าขายออนไลน์/ มีหน้าร้าน 30 คน คิดเป็น 20.83% งานที่เกี่ยวกับการเกษตร 20 คน คิดเป็น 13.89%</p>



<p>นักเรียนชั้น ปวช.ทำงานบริการ เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า มากที่สุด 93 คน คิดเป็น 75% ค้าขายออนไลน์/ มีหน้าร้าน 19 คน คิดเป็น 15.32% งานช่าง 12 คน คิดเป็น 9.68%</p>



<p>ช่วงเวลาที่ทำงานพิเศษของนักเรียนมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน โดยมีนักเรียนที่ทำเฉพาะช่วงปิดเทอมมากที่สุด 120 คน คิดเป็น 35.93% แบ่งออกเป็น ม.ปลาย 60 คน คิดเป็น 50% ปวช. 39 คน คิดเป็น 32.50% และม.ต้น 13 คน คิดเป็น 10.83% รองลงมา ทำเป็นประจำ 109 คน แบ่งออกเป็น ม.ปลาย 46 คน คิดเป็น 51.69% ปวช. 33 คน คิดเป็น 37.08% และม.ต้น 10 คน คิดเป็น 11.24% คิดเป็น 32.63% อันดับที่ 3 ทำเป็นครั้งคราว 105 คน คิดเป็น 31.44% แบ่งออกเป็น ปวช. 52 คน คิดเป็น 52.00% ม.ปลาย 38 คน คิดเป็น 38.00% และม.ต้น 10 คน คิดเป็น 10%</p>



<p>รายได้จากงานพิเศษในแต่ละเดือน พบว่า มีนักเรียนได้เงิน 1-3,000 บาทมากที่สุด 162 คน คิดเป็น 48.50% รองลงมา มีรายได้ 3,001-5,000 บาท 97 คน คิดเป็น 29.04% อันดับที่ 3 มีรายได้ 5,001-10,000 บาท 64 คน คิดเป็น 19.16% อันดับที่ 4 มีรายได้ 10,001-20,000 บาท 9 คน คิดเป็น 2.69% อันดับที่ 5 มีรายได้มากกว่า 20,000 บาท 2 คน คิดเป็น 0.60%</p>



<p>เมื่อจำแนกตามระดับชั้น นักเรียนมัธยมต้นมีรายได้จากงานพิเศษ 1-3,000 บาท มากที่สุด 23 คน นักเรียนมัธยมปลาย มีรายได้ 1-3,000 บาทมากที่สุด 71 คน ส่วนนักเรียนระดับชั้น ปวช. มีรายได้จากงานพิเศษ 3,001-5,000 บาท มากที่สุด 50 คน</p>



<p>โดยกลุ่มที่รายได้ไม่เกิน 3,000 บาท ส่วนใหญ่ทำงานบริการ เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า 71 คน ค้าขายออนไลน์/ มีหน้าร้าน 36 คน งานที่เกี่ยวกับการเกษตร 32 คน ขณะที่ กลุ่มที่รายได้เกิน 20,000 บาท ค้าขายออนไลน์/ มีหน้าร้าน 1 คน งานที่เกี่ยวกับการเกษตร 1 คน</p>



<p>เมื่อพิจารณารายภาค กลุ่มรายได้ 1-3,000 บาท แบ่งเป็นภาคเหนือ 61 คน คิดเป็น 37.65% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 45 คน คิดเป็น 27.78% ภาคกลาง 21 คน คิดเป็น 12.96% ภาคใต้ 18 คน คิดเป็น 11.11% ภาคตะวันออก 12 คน คิดเป็น 7.41% และภาคตะวันตก 5 คน คิดเป็น 3.09%</p>



<p>กลุ่มรายได้ 3,001-5,000 บาทแบ่งเป็นภาคกลาง 36 คน คิดเป็น 37.11% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 25 คน คิดเป็น 25.77% ภาคเหนือ 18 คน คิดเป็น 18.56% ภาคใต้ 11 คน คิดเป็น 11.34% ภาคตะวันตก 5 คน คิดเป็น 5.15% และภาคตะวันออก 2 คน คิดเป็น 2.06%</p>



<p>กลุ่มรายได้ 5,000-1,0000 บาท แบ่งเป็นภาคกลาง 24 คน คิดเป็น 37.50% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 12 คน คิดเป็น 18.75% ภาคใต้ 11 คน คิดเป็น 17.19% ภาคเหนือ 8 คน คิดเป็น 12.50% ภาคตะวันออก 7 คน คิดเป็น10.94% และภาคตะวันตก 2 คน คิดเป็น 3.13%</p>



<p>กลุ่มรายได้ 10,000-20,000 บาท แบ่งเป็นภาคกลาง 5 คน คิดเป็น 55.56% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 คน คิดเป็น 22.22% ภาคเหนือ 1 คน คิดเป็น 11.11% และ ภาคตะวันออก 1 คน คิดเป็น 11.11%&nbsp;</p>



<p>ส่วนกลุ่มรายได้ มากกว่า 20,000 บาท แบ่งเป็น ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคละ 1 คน คิดเป็นภาคละ 50%</p>



<p>เมื่อถามถึงจุดประสงค์ในการทำงานพิเศษของผู้ตอบแบบสอบถาม 334 คน โดยให้เลือกได้เพียงคำตอบเดียว มีผู้ตอบว่า เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากที่สุด 146 คน คิดเป็น 43.71% รองลงมา ช่วยเหลือครอบครัว 62 คน คิดเป็น 18.56% อันดับที่ 3 เก็บไว้เรียนต่อ 37 คน คิดเป็น 11.08% อันดับที่ 4 เก็บเป็นเงินออม 33 คน คิดเป็น 9.88% อันดับที่ 5 ใช้จ่ายด้านการศึกษา เช่น ค่าเทอม เครื่องแบบ 28 คน คิดเป็น 8.38% อันดับที่ 6 ซื้อของที่อยากได้ 22 คน คิดเป็น 6.59% อันดับที่ 7 ค่าโทรศัพท์/ค่าอินเทอร์เน็ต 2 คน คิดเป็น 0.60% อันดับที่ 8 อื่นๆ เช่น เลี้ยงสัตว์เลี้ยง ลงทุนต่อ ท่องเที่ยวต่างจังหวัด/ต่างประเทศ เติมเกม 4 คน คิดเป็น 1.2%</p>



<p>เมื่อจำแนกตามระดับชั้นพบว่า นักเรียนชั้นประถมนำเงินที่ได้ไปเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากที่สุด 10 คน คิดเป็น 30.30% รองลงมาเก็บเป็นเงินออม 9 คน คิดเป็น 27.27% อันดับที่ 3 ช่วยเหลือครอบครัว 8 คน คิดเป็น 24.24% อันดับที่ 4 ซื้อของที่อยากได้ และเก็บไว้เรียนต่อ เท่ากันที่ 2 คน คิดเป็น 6.06% อันดับที่ 5 เติมเกม และใช้จ่ายด้านการศึกษา เช่น ค่าเทอม เครื่องแบบ เท่ากันที่ 1 คน คิดเป็น 3.03%&nbsp;</p>



<p>นักเรียนชั้นมัธยมต้นนำเงินไปเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากที่สุด 13 คน คิดเป็น 39.39% รองลงมาเก็บซื้อของที่อยากได้ 7 คน คิดเป็น 21.21% อันดับที่ 3 ช่วยเหลือครอบครัว 5 คน คิดเป็น 15.15% อันดับที่ 4 เก็บไว้เรียนต่อ 3 คน คิดเป็น 9.09% อันดับที่ 5 เก็บเป็นเงินออม 3 คน คิดเป็น 9.09% อันดับที่ 6 ใช้จ่ายด้านการศึกษา เช่น ค่าเทอม เครื่องแบบ 2 คน คิดเป็น 6.06%</p>



<p>นักเรียนชั้นมัธยมปลายนำเงินไปเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากที่สุด 53 คน คิดเป็น 36.81% รองลงมาช่วยเหลือครอบครัว 33 คน คิดเป็น 22.92% อันดับที่ 3 เก็บไว้เรียนต่อ 26 คน คิดเป็น 18.06% อันดับที่ 4 เก็บเป็นเงินออม 15 คน คิดเป็น 10.42% อันดับที่ 5 ใช้จ่ายด้านการศึกษา เช่น ค่าเทอม เครื่องแบบ 11 คน คิดเป็น 7.64% อันดับที่ 6 ซื้อของที่อยากได้ 5 คน คิดเป็น 3.47% และค่าโทรศัพท์/ค่าอินเทอร์เน็ต 1 คน คิดเป็น 0.69%</p>



<p>นักเรียนชั้น ปวช.นำเงินไปเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากที่สุด 70 คน คิดเป็น 56.45% รองลงมาช่วยเหลือครอบครัว 16 คน คิดเป็น 12.90% อันดับที่ 3 ใช้จ่ายด้านการศึกษา เช่น ค่าเทอม เครื่องแบบ 14 คน คิดเป็น 11.29% อันดับที่ 4 ซื้อของที่อยากได้ 8 คน คิดเป็น 6.45% อันดับที่ 5 เก็บไว้เรียนต่อ 6 คน คิดเป็น 4.84% อันดับที่ 6 เก็บเป็นเงินออม 6 คน คิดเป็น 4.84% อันดับที่ 7เลี้ยงสัตว์เลี้ยง 1 คน คิดเป็น 0.81% ลงทุนต่อ 1 คน คิดเป็น 0.81% ท่องเที่ยวต่างจังหวัด/ต่างประเทศ 1 คน คิดเป็น 0.81% และค่าโทรศัพท์/ค่าอินเทอร์เน็ต 1 คน คิดเป็น 0.81%</p>



<p>เมื่อพิจารณาเฉพาะผู้ที่ตอบว่าจะนำเงินไปใช้เพื่อช่วยเหลือครอบครัวพบว่า มีสัดส่วนจากภาคเหนือมากที่สุด 22 คน รองลงมาเป็น ภาคกลาง 18 คน อันดับที่ 3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 14 คน อันดับที่ 4 ภาคตะวันออก 4 คน อันดับที่ 5 ภาคใต้ 3 คน อันดับที่ 6 ภาคตะวันตก 1 คน</p>



<p>เมื่อพิจารณาเฉพาะผู้ที่ตอบว่าจะนำเงินไปใช้เพื่อจ่ายค่าเทอมพบว่า มาจากภาคกลางมากที่สุด 7 คน รองลงมาเป็น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 6 คน อันดับที่ 3 ภาคใต้ 6 คน อันดับที่ 4 ภาคเหนือ 5 คน อันดับที่ 5 ภาคตะวันออก 2 คน อันดับที่ 6 ภาคตะวันตก 2 คน</p>



<h3 class="wp-block-heading">ไปโรงเรียนมีค่าใช้จ่ายเท่าไร อะไรบ้าง&nbsp;</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/3_-term-fees-and-saving-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4408" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/3_-term-fees-and-saving-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/3_-term-fees-and-saving-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/3_-term-fees-and-saving-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/3_-term-fees-and-saving-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/3_-term-fees-and-saving-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/3_-term-fees-and-saving-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/3_-term-fees-and-saving-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/3_-term-fees-and-saving-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>จากคำถามที่ว่ามีเงินเก็บเท่าไร นักเรียน 1,721 คนที่ตอบแบบสอบถามตอบว่า ส่วนใหญ่ไม่มีเงินเก็บ 748 คน คิดเป็น 43.46% รองลงมา มีเงินเก็บ 1-1,000 บาท 480 คน คิดเป็น 27.89% อันดับที่ 3 มีเงินเก็บ 1,001-5,000 บาท 267 คน คิดเป็น 15.51% อันดับที่ 4 มีเงินเก็บ 5,001-10,000 บาท 140 คน คิดเป็น 8.13% อันดับที่ 5 มีเงินเก็บ 10,001-50,000 บาท 61 คน คิดเป็น 3.54% อันดับที่ 6 มีเงินเก็บมากกว่า 50,000 บาท 25 คน คิดเป็น 1.45%</p>



<p>ในจำนวนนี้พบว่านักเรียนที่ตอบว่าไม่มีเงินเก็บ เป็นนักเรียนชั้นประถมมากที่สุด 301 คน โดยเงินเก็บที่นักเรียนประถม มีมากที่สุด อยู่ในช่วง 1-1,000 บาท มีจำนวน 122 คน</p>



<p>นักเรียนชั้นมัธยมต้นตอบว่ามีเงินเก็บอยู่ในช่วง 1-1,000 บาท มากที่สุด มีจำนวน 160 คน ส่วนที่ตอบว่าไม่มีเงินเก็บ มีจำนวน 146 คน นักเรียนชั้นมัธยมปลายตอบว่าไม่มีเงินเก็บมากที่สุดถึง 195 คน ส่วนที่ตอบว่ามีเงินเก็บนั้น มีเงินเก็บอยู่ในช่วง 1-1,000 บาท มากที่สุด มีจำนวน 128 คน ส่วนระดับชั้นปวช. ตอบว่าไม่มีเงินเก็บมากที่สุด 106 คน ส่วนที่มีเงินเก็บนั้นมีเงินเก็บในช่วง 1-1,000 บาทมากที่สุด 70 คน</p>



<p>กลุ่มที่เงินเก็บมากกว่า 50,000 บาท มากที่สุด คือกลุ่มนักเรียนชั้นประถม 11 คน (ไม่มีใครทำงานพิเศษ) มัธยมต้น 8 คน (ไม่มีใครทำงานพิเศษ) มัธยมปลาย 6 คน (ค้าขายออนไลน์/ มีหน้าร้าน, งานที่เกี่ยวกับการเกษตร, สอนพิเศษ, งานบริการ เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า)</p>



<p>สำหรับเงินที่ต้องจ่ายค่าเทอมให้กับโรงเรียนในแต่ละเทอม ผู้ตอบแบบสอบถามตอบว่า ต้องจ่ายเงินระหว่าง 1-3,000 บาทมากที่สุด 746 คน คิดเป็น 43.35% อันดับ 2 ไม่ต้องจ่าย (ฟรี) 338 คน คิดเป็น 19.64% อันดับที่ 3 ต้องจ่าย 3,001-5,000 บาท 283 คน คิดเป็น 16.44% อันดับที่ 4 ต้องจ่าย 5,001-10,000 บาท 155 คน คิดเป็น 9.01% อันดับที่ 5 นักเรียนที่กู้ กยศ.76 คน คิดเป็น 4.42% อันดับที่ 6 นักเรียนต้องจ่าย 10,001-20,000 บาท 53 คน คิดเป็น 3.08% อันดับที่ 7 นักเรียนได้รับทุนการศึกษา 37 คน คิดเป็น 2.15% อันดับที่ 8 นักเรียนต้องจ่ายเงินมากกว่า 20,000 บาท 33 คน คิดเป็น 1.92%</p>



<p>เมื่อพิจารณาเฉพาะ กลุ่มที่ไม่ต้องจ่ายเงินค่าเทอมพบว่า มาจากกลุ่มประถมมากที่สุด 132 คน คิดเป็น 39.05% ม.ปลาย 125 คน คิดเป็น 36.98% ม.ต้น 66 คน คิดเป็น 19.53% ปวช. 15 คน คิดเป็น 4.44% โดยเป็น ภาคเหนือมากที่สุด 258 คน คิดเป็น 76.33% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 39 คน คิดเป็น 11.54% ภาคกลาง 21 คน คิดเป็น 6.21% ภาคใต้ 10 คน คิดเป็น 2.96% ภาคตะวันออก 7 คน คิดเป็น2.07% ภาคตะวันตก 3 คน คิดเป็น 0.89%</p>



<p>ส่วนกลุ่มที่กู้ กยศ.พบว่า มาจากกลุ่ม ปวช. มากที่สุด 47 คน คิดเป็น 61.84% ม.ปลาย 26 คน คิดเป็น 34.21% ม.ต้น 3 คน คิดเป็น 3.95% ในจำนวนนี้มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุด 27 คน คิดเป็น 35.53% ภาคกลาง 23 คน คิดเป็น 30.26% ภาคเหนือ 10 คน คิดเป็น 13.16% ภาคใต้ 10 คน คิดเป็น 13.16% ภาคตะวันออก 4 คน คิดเป็น 5.26% ภาคตะวันตก 2 คน คิดเป็น 2.63%</p>



<p>เมื่อถามว่า เรียนพิเศษหรือไม่และมีค่าเรียนพิเศษเท่าใด มีผู้ตอบว่า ไม่เรียน มากที่สุด 1,367 คน คิดเป็น 79.43% ส่วนผู้ที่ตอบว่า เรียนพิเศษ จำนวน 354 คน คิดเป็น 20.57% มีค่าเรียนพิเศษอยู่ที่ 1-500 บาท/เดือน มากที่สุด 113 คน คิดเป็น 6.57% ตามด้วยค่าเรียนพิเศษ 1,001- 3,000 บาท/เดือน 110 คน คิดเป็น 6.39% ค่าเรียนพิเศษ 501-1,000 บาท/เดือน 81 คน คิดเป็น 4.71% ค่าเรียนพิเศษ 3,001-5,000 บาท/เดือน 27 คน คิดเป็น 1.57% ค่าเรียนพิเศษ 5,001-10,000 บาท/เดือน 15 คน คิดเป็น 0.87% และค่าเรียนพิเศษ มากกว่า 10,000 บาท/เดือน 8 คน คิดเป็น 0.46%</p>



<p>กลุ่มที่จ่ายค่าเรียนพิเศษ 1-500 บาท มากที่สุดคือ นักเรียนชั้นประถม 91 คน คิดเป็น 80.53% รองลงมา นักเรียนชั้นมัธยมปลาย 16 คน คิดเป็น 14.16% ส่วนนักเรียนชั้นมัธยมต้น 6 คน คิดเป็น 5.31%</p>



<p>ส่วนนักเรียนที่จ่ายเรียนพิเศษ มากกว่า 10,000 บาท มากที่สุดคือ นักเรียนชั้นมัธยมปลาย 3 คน คิดเป็น 37.50% นักเรียนชั้นมัธยมต้น 3 คน คิดเป็น 37.50% นักเรียนชั้นประถม 2 คน คิดเป็น 25%</p>



<p>นักเรียนชั้นประถมจ่ายค่าเรียนพิเศษ 1-500 บาท/เดือน 91 คนมากที่สุด คิดเป็น 15.35% นักเรียนมัธยมต้นจ่ายค่าเรียนพิเศษ 1,001- 3,000 บาท/เดือนมากที่สุด 30 คน คิดเป็น 6.42% นักเรียนชั้นมัธยมปลาย จ่ายค่าเรียนพิเศษ 1,001- 3,000 บาท/เดือนมากที่สุด 18 คน คิดเป็น 4.21% นักเรียนชั้นปวช.จ่ายค่าเรียนพิเศษ 1,001- 3,000 บาท/เดือนมากที่สุด 3 คน คิดเป็น 1.29%</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/2_money_paid-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4407" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/2_money_paid-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/2_money_paid-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/2_money_paid-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/2_money_paid-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/2_money_paid-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/2_money_paid-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/2_money_paid-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/2_money_paid-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>เมื่อถามว่า ได้เงินไปโรงเรียน วันละกี่บาท จำนวนเงินที่ผู้ตอบแบบสอบถาม ตอบมากที่สุดคือ 1-50 บาท จำนวน 811 คน คิดเป็น 47.12% ตามด้วย 51-100 บาท 656 คน คิดเป็น 38.12% 101-150 บาท 184 คน คิดเป็น 10.69% 151-200 บาท 52 คน คิดเป็น 3.02% มากกว่า 300 บาท 10 คน คิดเป็น 0.58% 201-250 บาท 6 คน คิดเป็น 0.35% และ 251-300 บาท 2 คน คิดเป็น 0.12%</p>



<p>โดยกลุ่มที่ได้เงินไปโรงเรียน 1-50 บาทต่อวัน แบ่งเป็นนักเรียน ป.1-ป.6 จำนวน 540 คน คิดเป็น 66.58% ตามด้วย ม.1- ม.6 จำนวน 261 คน คิดเป็น 32.18% และปวช. 1- ปวช. 3 จำนวน 10 คน คิดเป็น 1.23%</p>



<p>กลุ่มนักเรียน ม.ต้น พบว่าได้เงินไปโรงเรียนในช่วง 51-100 บาทต่อวัน มากที่สุด จำนวน 280 คน คิดเป็น 59.96% ขณะที่นักเรียน ม.ปลาย ได้เงินไปโรงเรียนในช่วง 51-100 บาทต่อวัน มากที่สุด จำนวน 211 คน คิดเป็น 49.30% และนักเรียน ปวช. ได้เงินไปโรงเรียนในช่วง 51-100 บาทต่อวัน มากที่สุด จำนวน 117 คน คิดเป็น 50.21%&nbsp;</p>



<p>ในแต่ละวัน นักเรียนส่วนใหญ่ใช้เงินไปกับค่าอาหารในโรงเรียนมากที่สุด 1,033 คน คิดเป็น 60.02% รองลงมาเป็น ค่าอาหารนอกโรงเรียน 471 คน คิดเป็น 27.37% อันดับที่ 3 ค่าเดินทางไปกลับ 80 คน คิดเป็น 4.65% อันดับที่ 4 ค่าจัดทำรายงาน/ชิ้นงาน/โครงงานที่ครูสั่ง 75 คน คิดเป็น 4.36% อันดับที่ 5 ค่าความงาม/แฟชั่น 28 คน คิดเป็น 1.63% อันดับที่ 6 ค่าสุขภาพ เช่น อุปกรณ์กีฬา ยาคุมกำเนิด ถุงยางอนามัย 25 คน คิดเป็น 1.45% อันดับที่ 7 ใช้จ่ายเพื่อความบันเทิง เช่น เติมเกม ซื้อการ์ตูน 9 คน คิดเป็น 0.52%</p>



<p>ค่าอาหารในโรงเรียนเป็นกลุ่มมัธยมต้นที่ใช้จ่ายมากที่สุด 343 คน คิดเป็น 33.20% ม.ปลาย 294 คน คิดเป็น 28.46% ประถม 278 คน คิดเป็น 26.91% ปวช. 118 คน คิดเป็น 11.42% โดยเมื่อจำแนกตามภาคพบว่า ภาคเหนือมากที่สุด 483 คน คิดเป็น 46.76% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 348 คน คิดเป็น 33.69% ภาคกลาง 101 คน คิดเป็น 9.78% ภาคใต้ 52 คน คิดเป็น 5.03% ภาคตะวันออก 29 คน คิดเป็น 2.81% ภาคตะวันตก 20 คน คิดเป็น 1.94%</p>



<p>ค่าอาหารนอกโรงเรียน นักเรียนชั้นประถมใช้จ่ายมากที่สุด 284 คน คิดเป็น 60.30% รองลงมาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมต้น 87 คน คิดเป็น 18.47% ม.ปลาย 60 คน คิดเป็น 12.74% ปวช.40 คน คิดเป็น 8.49% เมื่อจำแนกตามภาคพบว่า ภาคเหนือมากที่สุด 340 คน คิดเป็น 72.19% รองลงมา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 74คน คิดเป็น 15.71% ภาคกลาง32 คน คิดเป็น 6.79% ภาคใต้ 13 คน คิดเป็น 2.76% ภาคตะวันออก 8 คน คิดเป็น 1.70% ภาคตะวันตก 4 คน คิดเป็น 0.85%</p>



<p>สำหรับกลุ่มที่ตอบว่า ใช้จ่ายค่าเดินทางมากที่สุดในแต่ละวัน เป็นนักเรียนกลุ่ม ปวช. มากที่สุด 31 คน คิดเป็น 38.75% ม.ปลาย 22 คน คิดเป็น 27.50% ประถม 18 คน คิดเป็น 22.50% ม.ต้น 9 คน คิดเป็น 11.25% เมื่อจำแนกตามภาคพบว่า เป็นภาคเหนือมากที่สุด 27 คน คิดเป็น 33.75% ภาคกลาง 23 คน คิดเป็น 28.75% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 16 คน คิดเป็น 20.00% ภาคใต้ 9 คน คิดเป็น 11.25% ภาคตะวันออก 4 คน คิดเป็น 5.00% ภาคตะวันตก 1 คน คิดเป็น 1.25%</p>



<p>ส่วนค่าเดินทางไป-กลับโรงเรียน มีนักเรียนที่ตอบว่า ไม่มีค่าใช้จ่ายเพราะผู้ปกครองรับ-ส่งมากที่สุด 61 คน คิดเป็น 35.74% รองลงมา ผู้ปกครองจ่ายค่ารถรับส่งรายเดือน 318 คน คิดเป็น 18.48% อันดับที่ 3 นักเรียนมีค่าเดินทาง 21-50 บาทต่อวัน 92 คน คิดเป็น 16.97% อันดับที่ 4 ค่าเดินทาง 51-100 บาท 127 คน คิดเป็น 7.38% อันดับที่ 5 ค่าเดินทาง มากกว่า 100 บาท 66 คน คิดเป็น 3.83% น้อยที่สุด ไม่มีค่าใช้จ่ายเพราะเพื่อนหรือแฟนรับส่ง 64 คน คิดเป็น 3.72%</p>



<p>โดยกลุ่มที่ตอบว่า ไม่มีค่าใช้จ่ายเพราะผู้ปกครองไปรับไปส่งมากที่สุด คือ นักเรียนชั้นประถม 327 คน คิดเป็น 53.17% ม.ต้น 196 คน คิดเป็น 31.87% ม.ปลาย 71 คน คิดเป็น 11.54% ปวช. 21 คน คิดเป็น 3.41% ขณะที่กลุ่มที่มีค่าเดินทางมากที่สุด คือ นักเรียน ม.ต้น 130 คน คิดเป็น 40.88% ประถม 119 คน คิดเป็น 37.42% ม.ปลาย 54 คน คิดเป็น 16.98% ปวช. 15 คน คิดเป็น 4.72%&nbsp;</p>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">เปิดเทอมใหม่ ต้องจ่ายเงินซื้ออะไร แค่ไหนบ้าง</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/5_frequency-for-buying-stuffs-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4410" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/5_frequency-for-buying-stuffs-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/5_frequency-for-buying-stuffs-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/5_frequency-for-buying-stuffs-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/5_frequency-for-buying-stuffs-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/5_frequency-for-buying-stuffs-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/5_frequency-for-buying-stuffs-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/5_frequency-for-buying-stuffs-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/5_frequency-for-buying-stuffs-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>เมื่อถามถึงความถี่ในการซื้อชุดนักเรียนพบว่า นักเรียนตอบว่าซื้อปีละ 1 ครั้งมากที่สุด 639 คน คิดเป็น 37.13% ตามด้วยใส่จนกว่าจะขาด/ใส่ไม่ได้ 437 คน คิดเป็น 25.39% อันดับที่ 3 ซื้อเทอมละครั้ง 282 คน คิดเป็น 16.39% อันดับที่ 4 ซื้อทุก 2 ปี 194 คน คิดเป็น 11.27% อันดับที่ 5 ซื้อทุก 3 ปี 126 คน คิดเป็น 7.32% อันดับที่ 6 ไม่ซื้อแต่ใช้ของพี่/ญาติ 27 คน คิดเป็น 1.57% อันดับที่ 7 ไม่ซื้อ แต่ได้ฟรีจากโรงเรียน/หน่วยงานอื่นๆ 16 คน คิดเป็น 0.93%</p>



<p>นักเรียนตอบว่าซื้อปีละ 1 ครั้ง ปีละครั้ง เป็นนักเรียนชั้นประถมมากที่สุด 262 คน คิดเป็น 41% ส่วนคนที่ตอบว่า ใส่จนกว่าจะขาด/ใส่ไม่ได้ เป็นนักเรียน ม.ปลาย มากที่สุด 138 คน คิดเป็น 31.58% โดยมาจากภาคเหนือมากที่สุด 176 คน คิดเป็น 40.27% และคนที่ตอบว่าไม่ซื้อ แต่ได้ฟรีจากโรงเรียน/หน่วยงานอื่นๆ เป็นนักเรียน ม.ปลาย มากที่สุด 10 คน คิดเป็น 62.5% มาจากภาคเหนือมากที่สุด 5 คน 31.25%</p>



<p>สำหรับจำนวนชุดนักเรียนที่แต่ละคนมีโดยไม่นับรวมชุดลูกเสือ-เนตรนารี และชุดพละ นักเรียนส่วนใหญ่ตอบว่ามี 2 ชุด 933 คน คิดเป็น 54.21% รองลงมา มีชุดนักเรียน 3 ชุด 424 คน คิดเป็น 24.64% อันดับที่ 3 มี 1 ชุด 241 คน คิดเป็น 14.00% อันดับที่ 4 มี 4 ชุด 79 คน คิดเป็น 4.59% อันดับที่ 5 มี 5 ชุด 37 คน คิดเป็น 2.15% อันดับที่ 6 มี มากกว่า 5 ชุด 7 คน คิดเป็น 0.41%</p>



<p>นักเรียนที่มีชุดนักเรียน 2 ชุด เป็นนักเรียนชั้นประถมมากที่สุด 307 คน คิดเป็น 32.90% รองลงมา ชั้นมัธยมต้น 296 คน คิดเป็น 31.73% มัธยมปลาย 220 คน คิดเป็น 23.58% ปวช. 110 คน คิดเป็น 11.79% เมื่อจำแนกตามภาค เป็นภาคเหนือมากที่สุด 468 คน คิดเป็น 50.16% รองลงมา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 307 คน คิดเป็น 32.90% อันดับที่ 3 ภาคกลาง 72 คน คิดเป็น 7.72% น้อยที่สุด ภาคตะวันตก 11 คน คิดเป็น 1.18%</p>



<p>นักเรียนที่มีชุดนักเรียน 5 ชุด เป็นนักเรียนชั้นประถมมากที่สุด 21 คน คิดเป็น 56.73% รองลงมา ชั้นมัธยมต้น 8 คน คิดเป็น 21.62% มัธยมปลาย 6 คน คิดเป็น 16.22% ปวช. 2 คน คิดเป็น 5.41% เมื่อจำแนกตามภาค เป็นภาคเหนือมากที่สุด 26 คน คิดเป็น 70.27% รองลงมา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 6 คน คิดเป็น 16.22% อันดับที่ 3 ภาคกลาง 2 คน คิดเป็น 5.41% น้อยที่สุด ภาคตะวันออก 1 คน คิดเป็น 2.7%</p>



<p>ส่วนความถี่ในการซื้อรองเท้านักเรียนใหม่ นักเรียนตอบว่าใส่จนกว่าจะขาด/ใส่ไม่ได้มากที่สุด 676 คน คิดเป็น 39.28% รองลงมาซื้อปีละ 1 ครั้ง 572 คน คิดเป็น 33.24% อันดับที่ 3 ซื้อเทอมละ 1 ครั้ง 251 คน คิดเป็น 14.58% อันดับที่ 4 ซื้อทุก 2 ปี 144 คน คิดเป็น 8.37% อันดับที่ 5 ซื้อทุก 3 ปี 55 คน คิดเป็น 3.20% อันดับที่ 6 ไม่ซื้อ ใช้ของพี่/ญาติ 23 คน คิดเป็น 1.34%</p>



<p>เมื่อพิจารณาระดับชั้นของผู้ที่ตอบว่า ใส่จนกว่าจะขาดไม่ได้พบว่า เป็นนักเรียนชั้นมัธยมปลายมากที่สุด 138 คน คิดเป็น 31.58% รองลงมา นักเรียนชั้นมัธยมต้น 123 คน คิดเป็น 28.15% อันดับที่ 3 ประถม 98 คน 22.43% อันดับที่ 4 ปวช. 78 คน คิดเป็น 17.85% โดยหากดูรายภาคเป็นนักเรียนในภาคเหนือมากที่สุด 176 คน คิดเป็น 40.27% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 140 คน คิดเป็น 32.04% ตามด้วย ภาคกลาง 57 คน 13.04% ภาคใต้ 40 คน คิดเป็น 9.15% ภาคตะวันออก 19 คน คิดเป็น 4.35% และภาคตะวันตก 5 คน คิดเป็น 1.14%</p>



<p>ส่วนที่ไม่ซื้อ ใช้ของพี่/ญาติ เป็นกลุ่มนักเรียนประถม และม.ปลาย มากเท่ากันที่ 8 คน คิดเป็น 29.63% ตามด้วย นักเรียน ม.ต้น 6 คน คิดเป็น 22.22% และนักเรียน ปวช. จำนวน 5 คน คิดเป็น 18.52% โดยหากดูรายภาค พบว่า เป็นนักเรียนในภาคเหนือมากที่สุด 14 คน คิดเป็น 51.85% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 คน คิดเป็น 33.33% ภาคใต้ 2 คน คิดเป็น 7.41% ภาคกลางและภาคตะวันตก เท่ากันที่ 1 คน คิดเป็นภาคละ 3.70%&nbsp;</p>



<p>ในการซื้อหนังสือเรียน นักเรียนส่วนใหญ่ยืมหรือได้จากโรงเรียนมากที่สุด 800 คน คิดเป็น 46.48% รองลงมา ซื้อใหม่ทั้งหมด 666 คน คิดเป็น 38.70% อันดับที่ 3 ได้ฟรีจากทุนการศึกษา 227 คน คิดเป็น 13.19% อันดับที่ 4 ใช้ต่อจากพี่/ญาติ 28 คน คิดเป็น 1.63%</p>



<p>นักเรียนชั้นประถมยืมจากโรงเรียนได้มากที่สุด 299 คน คิดเป็น 37.38% นักเรียนที่ซื้อใหม่ทั้งหมดเป็นนักเรียนชั้นประถมมากที่สุด 224 คน คิดเป็น 33.63% กลุ่มที่ได้ฟรีจากทุนการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมปลายมากที่สุด 73 คน คิดเป็น 32.16% กลุมที่ใช้ต่อจากพี่/ญาติเป็นนักเรียนชั้นมัธยมปลายมากที่สุด12 คน คิดเป็น 42.86%</p>



<p>สำหรับอุปกรณ์ส่วนตัว นอกจากเครื่องเขียนแล้ว เมื่อให้เลือกได้มากกว่า 1 คำตอบต่อคน นักเรียนมีสมาร์ทโฟนมากที่สุด 1,308 คน คิดเป็น 76% รองลงมาเป็นแล็ปท็อปหรือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 234 คน คิดเป็น 10.84% อันดับที่ 3 แท็บเล็ต 230 คน คิดเป็น 10.65% อันดับที่ 4 โทรศัพท์มือถือแบบปุ่มกด 112 คน คิดเป็น 5.19% อันดับที่ 5 ไม่มี 275 คน คิดเป็น 12.74%</p>



<p>สำหรับกลุ่มที่ตอบว่า ไม่มี เป็นนักเรียนชั้นประถมมากที่สุด จำนวน 253 คน คิดเป็น 92% โดยอยู่ในภาคเหนือทั้งหมด ตามด้วยนักเรียนชั้น ม.ต้น 16 คน คิดเป็น 5.82% ม.ปลาย 4 คน คิดเป็น 1.45% และ ปวช. 2 คน คิดเป็น 0.73%</p>



<h3 class="wp-block-heading">ผู้ปกครองบ่นค่าใช้จ่ายเรื่องไหน และเด็กไทยอยากได้อะไรฟรี&nbsp;</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/6_frees-from-gov-and-complain-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4411" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/6_frees-from-gov-and-complain-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/6_frees-from-gov-and-complain-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/6_frees-from-gov-and-complain-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/6_frees-from-gov-and-complain-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/6_frees-from-gov-and-complain-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/6_frees-from-gov-and-complain-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/6_frees-from-gov-and-complain-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/05/6_frees-from-gov-and-complain-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>เมื่อถามว่า ผู้ปกครองบ่นถึงค่าใช้จ่ายอะไรมากที่สุด มีนักเรียนตอบว่า ไม่บ่นมากที่สุด 472 คน คิดเป็น 27.43% รองลงมา ค่าเครื่องแบบ เช่น ชุดนักเรียน ชุดพละ 375 คน คิดเป็น 21.79% อันดับที่ 3 ค่าเทอม 333 คน คิดเป็น 19.35% อันดับที่ 4 กิจกรรมพิเศษ เช่น กีฬาสี โครงงาน ทัศนศึกษา 192 คน คิดเป็น 11.16% อันดับที่ 5 อุปกรณ์เสริมการเรียน เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ 179 คน คิดเป็น 10.40% อันดับที่ 6 ค่าอุปกรณ์การเรียน เช่น เครื่องเขียน สมุด 92 คน คิดเป็น 5.35% อันดับที่ 7 ค่าเรียนพิเศษ 33 คน คิดเป็น 1.92% อันดับที่ 8 ค่าใช้จ่ายแต่ละวัน/ค่าขนม/ค่าเดินทาง 26 คน คิดเป็น 1.51% อันดับที่ 9 อื่นๆ เช่น ใช้จ่ายเอง ทุกข้อที่กล่าวมา ไม่ได้อยู่กับผู้ปกครอง 19 คน คิดเป็น 1.10%&nbsp;</p>



<p>โดยผู้ที่ตอบว่า ผู้ปกครองบ่นถึงค่าเครื่องแบบ เช่น ชุดนักเรียน ชุดพละ เป็นนักเรียนกลุ่มประถมมากที่สุด 174 คน คิดเป็น 46.40% ขณะที่ค่าเทอม จะตอบโดยนักเรียนประถม มากที่สุด 138 คน คิดเป็น 41.44% ด้านกิจกรรมพิเศษ เช่น กีฬาสี โครงงาน ทัศนศึกษา เป็นกลุ่ม ม.ปลาย มากที่สุด 96 คน คิดเป็น 50.00% และค่าอุปกรณ์การเรียน เช่น เครื่องเขียน สมุด เป็นนักเรียน ม.ต้น มากที่สุด 32 คน คิดเป็น 34.78%</p>



<p>ความคิดเห็นของนักเรียนถึงสิ่งที่อยากได้ฟรีจากรัฐมากที่สุด นักเรียนตอบว่าอยากได้ค่าเทอมฟรีมากที่สุด 869 คน คิดเป็น 50.49% โดยนักเรียนทุกภาคและทุกระดับชั้น เลือกตอบว่า อยากได้ค่าเทอมฟรีเป็นอันดับ 1 รองลงมา คอมพิวเตอร์/แท็บเล็ต 430 คน คิดเป็น 24.99% อันดับที่ 3 ชุดนักเรียน 120 คน คิดเป็น 6.97% อันดับที่ 4 ผ้าอนามัย 103 คน คิดเป็น 5.98% อันดับที่ 5 อุปกรณ์เครื่องเขียน 97 คน คิดเป็น 5.64% อันดับที่ 6 ชุดลูกเสือ/เนตรนารี 34 คน คิดเป็น 1.98% อันดับที่ 7 หนังสือเรียน 27 คน คิดเป็น 1.57% อันดับที่ 8 รองเท้านักเรียน 23 คน คิดเป็น 1.34% อันดับที่ 9 ชุดพละ 18 คน คิดเป็น 1.05%</p>



<h3 class="wp-block-heading">บทสรุปสุขภาพทางการเงินของนักเรียนไทย</h3>



<p>ผลจากแบบสอบถามพบว่า นักเรียนไทยกว่าครึ่งหนึ่งมีเงินเก็บ แต่มีเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่ทำงานพิเศษหาเงิน ซึ่งทำทั้งในช่วงปิดเทอมและทำเป็นประจำแม้จะเปิดเทอมแล้ว โดยนักเรียนในทุกระดับชั้นที่ทำงานพิเศษมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากที่สุด รองลงมาคือเพื่อช่วยเหลือครอบครัว โดยส่วนใหญ่ได้เงินจากการทำงานพิเศษเดือนละ 1-3,000 บาทมากที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนม.ต้นและม. ปลาย ส่วนกลุ่ม ปวช. นั้นส่วนใหญ่ได้เดือนละ 3,001-5,000 บาท ซึ่งงานพิเศษที่นักเรียนทำกันมากที่สุดในทุกระดับชั้นคืองานบริการ เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า&nbsp;</p>



<p>ในขณะที่ค่าใช้จ่ายสำหรับนักเรียนนั้นพบว่า ในส่วนของค่าเทอม นักเรียนในระดับชั้น ปวช. เป็นกลุ่มนักเรียนที่ตอบว่าต้องกู้ กยศ. มากที่สุด และเป็นกลุ่มที่ตอบว่าใช้จ่ายค่าเดินทางไปเรียนมากที่สุดอีกด้วย ในขณะที่กลุ่มอื่นๆ เช่น ม.ต้นใช้จ่ายไปกับค่าอาหารในโรงเรียนมากที่สุด ส่วนนักเรียนประถมใช้ไปกับค่าอาหารนอกโรงเรียนมากที่สุด และส่วนใหญ่มักได้เงินไปโรงเรียนอยู่ที่ 51-100 บาทต่อวัน ยกเว้นนักเรียนชั้นประถมที่ได้ 1-50 บาทต่อวันเป็นส่วนใหญ่&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ยังพบว่านักเรียนกว่า 20% ต้องจ่ายค่าเรียนพิเศษ โดยมีในทุกระดับชั้นต้องจ่าย ตั้งแต่ชั้นประถมที่สะท้อนว่าจ่ายค่าเรียนพิเศษเดือนละ 1-500 บาทมากที่สุด ส่วน ม.ต้น ม.ปลาย และ ปวช. จ่ายค่าเรียนพิเศษเดือนละ 1,001- 3,000 บาท มากที่สุด&nbsp;</p>



<p>สำหรับค่าใช้จ่ายในเรื่องเครื่องแบบจะพบว่า กลุ่มนักเรียนประถมมีการเปลี่ยนชุดนักเรียนและรองเท้านักเรียนบ่อยที่สุด ในขณะที่นักเรียน ม.ปลายส่วนใหญ่ตอบว่าจะเปลี่ยนก็ต่อเมื่อขาดหรือใส่ไม่ได้ ส่วนหนังสือเรียนนั้นนักเรียนส่วนใหญ่มักยืมหรือได้จากโรงเรียนมากที่สุด และในส่วนของอุปกรณ์เสริมการเรียนพบว่านักเรียน 76% ล้วนมีสมาร์ทโฟน ในกลุ่มที่ไม่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เสริมในการเรียนส่วนใหญ่เป็นนักเรียนประถม ซึ่งเป็นกลุ่มที่บอกว่าผู้ปกครองมักจะบ่นเรื่องค่าใช้จ่ายในเรื่องเครื่องแบบมากที่สุด ซึ่งก็ตรงกับข้อมูลที่ว่าเป็นกลุ่มนักเรียนที่เปลี่ยนเครื่องแบบบ่อยที่สุด ในขณะที่นักเรียนม.ปลายนั้น มักจะถูกผู้ปกครองบ่นเรื่องค่าใช้จ่ายของกิจกรรมพิเศษของโรงเรียนมากที่สุด&nbsp;</p>



<p>และสิ่งที่นักเรียนทุกระดับชั้นเห็นร่วมกันว่าอยากได้อะไรฟรีจากภาครัฐมากที่สุดในเรื่องการศึกษาก็คือค่าเทอมฟรี&nbsp;</p>



<p>ดูข้อมูลได้ที่ <a href="https://rocketmedialab.co/database-student-q3-2024/">https://rocketmedialab.co/database-student-q3-2024/</a>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/student-q3-2024/">Back To School สำรวจสุขภาพการเงินของเด็กไทย หาเงินจากไหน เปิดเทอมมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผลสำรวจค่าใช้จ่ายของนักเรียน [ข้อมูลดิบ]</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/database-student-q3-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 24 May 2024 06:31:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[database]]></category>
		<category><![CDATA[economy]]></category>
		<category><![CDATA[rocketmedialabxp2h]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าใช้จ่าย]]></category>
		<category><![CDATA[งานพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ปกครอง]]></category>
		<category><![CDATA[เปิดเทอม]]></category>
		<category><![CDATA[แบบสอบถาม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=4393</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3619;&#3655;&#3629;&#3585;&#3648;&#3585;&#3605; &#361 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/database-student-q3-2024/">ผลสำรวจค่าใช้จ่ายของนักเรียน [ข้อมูลดิบ]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ร็อกเกต มีเดีย แล็บ <a href="http://rocketmedialab.co/">rocketmedialab.co</a> ร่วมกับ มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h) <a href="https://path2health.or.th/">https://path2health.or.th</a> สำรวจค่าใช้จ่ายของกลุ่มนักเรียนั้นประถม (ป.1-6) มัธยมศึกษา (ม.1-6) และ ปวช. ผ่านทางแบบสอบถามออนไลน์ ระหว่างวันที่ 16-23 พ.ค. ที่ผ่านมา ผลการสำรวจมีดังนี้&nbsp;</p>



<iframe src="https://docs.google.com/spreadsheets/d/e/2PACX-1vQoCpjn86Q9i832dKsY36HA3hWkpVuU599u1r62d5nr-HlEZZlpVYrwApINxo7-6Uq8bkwda0fWTVzM/pubhtml?widget=true&amp;headers=false"></iframe>



<p><a href="https://docs.google.com/spreadsheets/d/1BUgzckWHSAruE7suW4zWHb1YUbspjl379-Cf_rRI-9M/edit#gid=0">ดาวน์โหลดที่นี่</a></p>



<p>อ่าน <a href="https://rocketmedialab.co/student-q3-2024">Back To School สำรวจสุขภาพการเงินของเด็กไทย หาเงินจากไหน เปิดเทอมมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง </a></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/database-student-q3-2024/">ผลสำรวจค่าใช้จ่ายของนักเรียน [ข้อมูลดิบ]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เรื่องรักระหว่างเรียน: สำรวจประสบการณ์ทางเพศของนักเรียนมัธยมทั่วประเทศ 3,678 คน</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/student-q2-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 13 Feb 2024 15:45:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[culture]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[rocketmedialabxp2h]]></category>
		<category><![CDATA[ปวช.]]></category>
		<category><![CDATA[มัธยม]]></category>
		<category><![CDATA[วันวาเลนไทน์]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็กส์]]></category>
		<category><![CDATA[แบบสอบถาม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=4299</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3651;&#3609;&#3650;&#3629;&#3585;&#3634;&#3626;&#3623 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/student-q2-2024/">เรื่องรักระหว่างเรียน: สำรวจประสบการณ์ทางเพศของนักเรียนมัธยมทั่วประเทศ 3,678 คน</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<ul class="wp-block-list">
<li>นักเรียนที่ตอบว่าเคยมีเพศสัมพันธ์ 1,087 คน คิดเป็น 29.55% พบว่า เป็นเพศหญิง 715 คน คิดเป็น 65.78% เพศชาย 240 คน คิดเป็น 22.08% และ LGBTQ+ 102 คน คิดเป็น 9.38% เป็นนักเรียน ม.ต้น 153 คน คิดเป็น 14.08% ม.ปลาย 555 คน คิดเป็น 51.06% ปวช. 379 คน คิดเป็น 34.87% ซึ่งปัจจุบันมีความสัมพันธ์ในรูปแบบแฟนมากที่สุด รองลงมาก็คือโสด และคนคุย</li>



<li>สิ่งที่ทำให้เกิดการมีเซ็กส์ครั้งแรก พบว่า นักเรียนมีการตกลงกันทั้งสองฝ่ายมากที่สุด 716 คน คิดเป็น 65.87% ตามมาด้วยบรรยากาศพาไป 255 คน คิดเป็น 23.46% เมา 46 คน คิดเป็น 4.23% โดยทั้งระดับ ม.ต้น ม.ปลาย และปวช. เลือกคำตอบมีการตกลงทั้งสองฝ่ายมากที่สุด ตามมาด้วยบรรยากาศพาไป</li>



<li>สำหรับคำถามที่ว่าตั้งแต่มีเพศสัมพันธ์ เคยคุมกำเนิดด้วยวิธีใดบ้าง ซึ่งสามารถตอบได้มากกว่า 1 ตัวเลือก พบว่าการใช้ถุงยางอนามัยเป็นวิธีที่นักเรียนเลือกมากที่สุด 967 คน คิดเป็น 38.63% ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน 436 คน หรือ 17.42% ตามมาด้วย การหลั่งนอก 393 คน คิดเป็น 15.70% ใช้ยาคุมกำเนิดรายเดือน 241 คน คิดเป็น 9.63% เลือกที่จะไม่คุมกำเนิด 118 คน คิดเป็น 4.71% นับวัน หน้า 7 หลัง 7 จำนวน 104 คน คิดเป็น 4.16% เพศสัมพันธ์ภายนอก (ถูไถ) 95 คน คิดเป็น 3.80% ฝังยาคุม 83 คน หรือ 3.32% ยาคุมแบบฉีด 42 คน คิดเป็น 1.68% อื่นๆ เช่น ถุงยางอนามัยสตรี ห่วงอนามัย ยาคุมแบบแปะ 24 คน คิดเป็น 0.96%&nbsp;</li>



<li>พบว่านักเรียน ม.ต้น ม.ปลาย และ ปวช. ต่างตอบเหมือนกันว่าเคยคุมกำเนิดด้วยการใช้ถุงยางอนามัยมากที่สุด รองลงมาเป็นยาคุมฉุกเฉินและการหลั่งนอก&nbsp;</li>



<li>หากสามารถรับอุปกรณ์คุมกำเนิดได้ฟรี อยากรับผ่านช่องทางไหน พบว่าสถานพยาบาล/ร้านขายยา โดยไม่ต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคล มากที่สุด 2,122 คน คิดเป็น 57.69% รองลงมาคือ โรงเรียน 669 คน คิดเป็น 18.19% ช่องทางเดิมที่มีอยู่แล้ว 540 คน คิดเป็น 14.68%</li>



<li>คำถามที่ว่า หากคุณหรือคู่ของคุณตั้งครรภ์โดยไม่ได้ตั้งใจ จะทำอย่างไร พบว่าเลือกที่จะตั้งครรภ์ต่อ โดยเรียนต่อ มากที่สุด 1,807 คน คิดเป็น 49.13% พบว่าเพศที่ตอบในข้อนี้แบ่งเป็น หญิง 1,045 คน คิดเป็น 57.83% ของผู้ที่ตอบข้อนี้ ชาย 564 คน คิดเป็น 31.21% LGBTQ+ 163 คน คิดเป็น 9.02% และไม่ระบุเพศ 35 คน เป็น 1.94%</li>
</ul>



<p>ในโอกาสวันวาเลนไทน์ ซึ่งตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี ร็อกเกต มีเดีย แล็บ ร่วมกับ <a href="http://path2health.or.th">มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h)</a> ทำการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์ ความรู้ความเข้าใจ และปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเซ็กส์/ความรัก/ความสัมพันธ์ ในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษา (ม.1-6) และ ปวช. 1-3 ผ่านทางแบบสอบถามออนไลน์ ระหว่างวันที่ 7-12 ก.พ. ที่ผ่านมา ผลการสำรวจมีดังนี้&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/1_bio-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4312" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/1_bio-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/1_bio-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/1_bio-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/1_bio-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/1_bio-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/1_bio-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/1_bio-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/1_bio-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>จากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 3,678 คน แบ่งเป็นเพศหญิง 2,181 คน หรือคิดเป็น 59.3% เพศชาย 1,073 คน หรือคิดเป็น 29.17% ตามด้วย LGBTQ+ 322 คน หรือคิดเป็น 8.75% และไม่ต้องการระบุ 102 คน คิดเป็น 2.77% โดยผู้ตอบมีอายุระหว่าง 11-20 ปี&nbsp;</p>



<p>เมื่อแบ่งตามระดับการศึกษา แบ่งได้เป็นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จำนวน 1,667 คน หรือคิดเป็น 45.32% ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 1,532 คน หรือคิดเป็น 41.65% และ ปวช.1-3 จำนวน 479 คน หรือคิดเป็น 13.02%</p>



<p>เมื่อแยกพื้นที่ของนักเรียนที่ตอบแบบสอบถาม พบว่า อยู่ในภาคกลางมากที่สุด ที่ 1,352 คน หรือคิดเป็น 36.76% ตามด้วยภาคเหนือ 739 คน หรือคิดเป็น 20.09% ภาคตะวันออก 653 คน หรือ 17.75% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 596 คน หรือ 16.20% ภาคใต้ 271 คน หรือ 7.37% และ ภาคตะวันตก 67 คน หรือคิดเป็น 1.82% โดยผู้ตอบแบบสอบถามจากทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ จังหวัดที่ตอบมากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร 643 ราย หรือคิดเป็น 17.48% ตามด้วยระยอง 598 คน หรือ 16.26% และเชียงราย 560 คน หรือ 15.23%&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/2_relation-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4313" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/2_relation-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/2_relation-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/2_relation-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/2_relation-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/2_relation-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/2_relation-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/2_relation-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/2_relation-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">อยู่ในความสัมพันธ์แบบใด</h3>



<p>เมื่อถามว่า ปัจจุบัน อยู่ในความสัมพันธ์รูปแบบใด นักเรียนที่ตอบแบบสอบถามระบุว่า เป็นโสดมากที่สุด&nbsp;</p>



<p>1,980 คน หรือคิดเป็น 53.83% มีแฟน 1,258 คน หรือคิดเป็น 34.20% มีสถานะเป็นคนคุย 330 คน หรือคิดเป็น 8.97% Friends with benefits 50 คน หรือคิดเป็น 1.36% One-night stand 25 คน หรือคิดเป็น 0.68% และอื่นๆ 35 คน หรือ 0.95% เช่น อยู่ใน Friend zone ซื้อ-ขายบริการ และมือที่สาม&nbsp;</p>



<p>จากคำตอบนี้ยังสามารถพิจารณาต่อไปได้ได้ว่านักเรียนที่ตอบว่าโสด 1,980 คน เป็นนักเรียน ม.ต้น 1,084 คน ม.ปลาย 769 คน ปวช. 127 คน ส่วนที่ตอบว่ามีแฟน 1,258 คน เป็นนักเรียน ม.ต้น 390 คน ม.ปลาย 596 คน ปวช. 272 คน หรือมีสถานะเป็นคนคุย 330 คน เป็นนักเรียน ม.ต้น 168 คน ม.ปลาย 121 คน ปวช. 41 คน</p>



<p>และที่น่าสนใจก็คือคำตอบFriends with benefits 50 คน เป็นนักเรียน ม.ต้น 11 คน ม.ปลาย 21 คน ปวช. 18 คน และ One-night stand 25 คน เป็นนักเรียน ม.ต้น 4 คน ม.ปลาย 9 คน ปวช. 12 คน</p>



<p>จากนั้นเมื่อถามนักเรียนที่ตอบแบบสอบถาม 1,717 คน ที่ไม่ได้ตอบว่า โสด ว่าเจอกับคู่ของตัวเองได้อย่างไร มีผู้ตอบว่า เจอกันที่โรงเรียน 814 คน หรือคิดเป็น 47.41% ผ่านทางเฟซบุ๊ก 311 คน หรือคิดเป็น 18.11% มีเพื่อนแนะนำ 135 คน คิดเป็น 7.86% เจอกันในที่สาธารณะ เช่น สวน ห้าง คอนเสิร์ต ฯลฯ 113 คน หรือคิดเป็น 6.58% ผ่านแอปหาคู่ 105 คน หรือคิดเป็น 6.12% อินสตาแกรม 96 คน หรือคิดเป็น 5.59% เกมออนไลน์/ร้านเกม 50 คน หรือ 2.91% ที่เรียนพิเศษ/ค่าย/กิจกรรมต่างโรงเรียน 25 คน หรือคิดเป็น 1.46% ผ่านทางดิสคอร์ด 18 คน หรือคิดเป็น 1.05% ทวิตเตอร์ (X) 10 คน หรือคิดเป็น 0.58% ติ๊กต็อก 8 คน หรือคิดเป็น 0.47% และ อื่นๆ เช่น คนละแวกบ้าน เจอจาก Omegle, Bigo live, Openchat จำนวน 32 คน คิดเป็น 1.86%</p>



<p>ความน่าสนใจของคำตอบในข้อนี้พบว่า เมื่อพิจารณาในส่วนที่ตอบว่า ผ่านทางเฟซบุ๊ก 311 คน พบว่าเป็นนักเรียน ม.ต้น 86 คน ม.ปลาย 128 คน ปวช. 97 คน เจอกันในที่สาธารณะ เช่น สวน ห้าง คอนเสิร์ต ฯลฯ 113 คน พบว่าเป็นนักเรียน ม.ต้น 32 คน ม.ปลาย 57 คน ปวช. 24 คน ผ่านแอปหาคู่ 105 คน พบว่าเป็นนักเรียน ม.ต้น 11 คน ม.ปลาย 56 คน และปวช. 38 คน&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/3_sex-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4314" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/3_sex-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/3_sex-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/3_sex-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/3_sex-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/3_sex-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/3_sex-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/3_sex-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/3_sex-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">คุณเคยมีเพศสัมพันธ์หรือไม่</h3>



<p>จากคำถามที่ว่า คุณเคยมีเพศสัมพันธ์หรือไม่ โดยในจำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม 3,678 คน ตอบว่าเคย 1,087 คน คิดเป็น 29.55% และไม่เคย 2,591 คน คิดเป็น 70.45%</p>



<p>เมื่อพิจารณาในกลุ่มที่ตอบว่าเคย พบว่า เป็นเพศหญิง 715 คน คิดเป็น 65.78% รองลงมาก็คือ เพศชาย 240 คน คิดเป็น 22.08% และ LGBTQ+ 102 คน คิดเป็น 9.38% และหากแยกเป็นระดับการศึกษาจะพบว่า เป็นนักเรียน ม.ต้น 153 คน คิดเป็น 14.08% ม.ปลาย 555 คน คิดเป็น 51.06% ปวช. 379 คน คิดเป็น 34.87%&nbsp;</p>



<p>และเมื่อพิจารณาลงไปอีกว่า กลุ่มที่ตอบว่าเคยนั้น ปัจจุบันมีความสัมพันธ์ในรูปแบบใด จะพบว่าเป็นแฟนมากที่สุด รองลงมาก็คือโสด และคนคุย นอกจากนี้ยังพบว่าในกลุ่มที่ตอบว่าเคยนั้นเจอคู่ของตัวเองได้อย่างไร พบว่า เจอจากโรงเรียนมากที่สุด รองลงมาก็คือเฟซบุ๊กและเพื่อนแนะนำ</p>



<h3 class="wp-block-heading">อะไรที่ทำให้เกิดการมีเซ็กส์ครั้งแรก&nbsp;</h3>



<p>จากคำถามว่าอะไรที่ทำให้เกิดการมีเซ็กส์ครั้งแรก พบว่านักเรียนมีการตกลงกันทั้งสองฝ่ายมากที่สุด 716 คน คิดเป็น 65.87% ตามมาด้วยบรรยากาศพาไป 255 คน คิดเป็น 23.46% เมา 46 คน คิดเป็น 4.23% ถ้าไม่ให้ กลัวมีปัญหากับความสัมพันธ์ 29 คน คิดเป็น 2.67% ถูกบังคับ 27 คน คิดเป็น 2.48% อยากรู้อยากลอง 11 คน คิดเป็น 1.01% และอื่นๆ 3 คน คิดเป็น 0.28%</p>



<p>ในเรื่องของระดับชั้น พบว่าทั้งระดับ ม.ต้น ม.ปลาย และ ปวช. เลือกคำตอบมีการตกลงทั้งสองฝ่ายมากที่สุด ตามมาด้วยบรรยากาศพาไป</p>



<p>โดยนักเรียนที่ตอบว่าเพราะเมา เป็น ม.6 มากที่สุด 16 คน คิดเป็น 34.78% ตามด้วย ปวช.3 จำนวน 7 คน คิดเป็น 15.22% และ ปวช.2 และม.3 เท่ากันที่ 6 คน คิดเป็น 13.04% ขณะที่เรื่องของความอยากรู้อยากลองพบว่า ม.3 เป็นระดับชั้นที่ตอบมากที่สุด 4 คน คิดเป็น 36.36% ตามมาด้วย ม.6 3 คน คิดเป็น 27.27% และ ปวช.3 2 คน คิดเป็น 18.18%&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/4_birth_control-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4315" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/4_birth_control-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/4_birth_control-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/4_birth_control-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/4_birth_control-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/4_birth_control-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/4_birth_control-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/4_birth_control-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/4_birth_control-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">ตั้งแต่มีเพศสัมพันธ์ เคยคุมกำเนิดด้วยวิธีใดบ้าง (ตอบได้มากกว่า 1)&nbsp;</h3>



<p>สำหรับคำถามที่ว่าตั้งแต่มีเพศสัมพันธ์ เคยคุมกำเนิดด้วยวิธีใดบ้าง ซึ่งสามารถตอบได้มากกว่า 1 ตัวเลือก พบว่าการใช้ถุงยางอนามัยเป็นวิธีที่นักเรียนเลือกมากที่สุด 967 คน คิดเป็น 38.63% ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน 436 คน หรือ 17.42% ตามมาด้วย การหลั่งนอก 393 คน คิดเป็น 15.70% ใช้ยาคุมกำเนิดรายเดือน 241 คน คิดเป็น 9.63% เลือกที่จะไม่คุมกำเนิด 118 คน คิดเป็น 4.71% นับวัน หน้า 7 หลัง 7 104 คน คิดเป็น 4.16% เพศสัมพันธ์ภายนอก (ถูไถ) 95 คน คิดเป็น 3.80% ฝังยาคุม 83 คน หรือ 3.32% ยาคุมแบบฉีด 42 คน คิดเป็น 1.68% อื่นๆ เช่น ถุงยางอนามัยสตรี ห่วงอนามัย ยาคุมแบบแปะ 24 คน คิดเป็น 0.96%&nbsp;</p>



<p>โดยพบว่านักเรียน ม.ต้น ม.ปลาย และ ปวช. ต่างตอบเหมือนกันว่าเคยคุมกำเนิดด้วยการใช้ถุงยางอนามัยมากที่สุด รองลงมาเป็นยาคุมฉุกเฉินและการหลั่งนอก&nbsp;</p>



<p>ผู้ที่เลือกตอบข้อถุงยางอนามัย แบ่งเป็น กลุ่มนักเรียน ม.ปลาย มากที่สุด จำนวน 494 คน หรือคิดเป็น 51.09% ตามด้วย ปวช. 348 คน คิดเป็น 35.99% และม.ต้น 125 คน หรือ 12.93%</p>



<p>ขณะที่กลุ่มที่เลือกข้อยาคุมกำเนิดฉุกเฉินมากที่สุด คือ ม.ปลาย 212 คน คิดเป็น 48.62% ปวช. 168 คน หรือ 38.53% และม.ต้น 56 คน คิดเป็น 12.84%</p>



<p>ในส่วนของคำตอบเรื่องการหลั่งนอก พบว่าเป็นระดับม.ปลาย ตอบมากที่สุด 208 คน คิดเป็น 52.93% ตามมาด้วย ปวช. 143 คน คิดเป็น 36.39% และม.ต้น 42 คน คิดเป็น 10.69%&nbsp;</p>



<p>และหากพิจารณาเรื่องการไม่คุมกำเนิดโดยแบ่งเป็นเพศ พบว่าเป็นเพศหญิงมากที่สุด 71 คน รองลงมาคือ เพศชาย 24 คน และ LGBTQ+ 19 คน</p>



<h3 class="wp-block-heading">โดยปกติ คุมกำเนิดอย่างไร&nbsp;</h3>



<p>จากนั้น เมื่อถามว่าโดยปกติแล้ว คุมกำเนิดอย่างไร โดยสามารถเลือกคำตอบได้มากกว่า 1 ตัวเลือก พบว่าใช้ถุงยางอนามัยมากที่สุด 926 คน คิดเป็น 43.76% ตามมาด้วยการหลั่งนอก 351 คน คิดเป็น 16.59% ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน 291 คน คิดเป็น 13.75% ยาคุมกำเนิดรายเดือน 218 คน 10.30% ฝังยาคุม 91 คน 4.3% ไม่คุมกำเนิด 73 คน คิดเป็น 3.45% นับวัน หน้า 7 หลัง 7 จำนวน 61 คน คิดเป็น 2.88% เพศสัมพันธ์ภายนอก (ถูไถ) 50 คน คิดเป็น 2.36% ยาคุมแบบฉีด 38 คน คิดเป็น 1.80% ถุงยางอนามัยสตรี 6 คน คิดเป็น 0.30% ห่วงอนามัย 5 คน คิดเป็น 0.25% อื่นๆ เช่น LGBTQ 4 คน คิดเป็น 0.20% และยาคุมแบบแปะ 2 คน คิดเป็น 0.10%</p>



<p>จากนั้นเมื่อพิจารณาผู้ที่ตอบข้อถุงยางอนามัยมากที่สุด 926 คน พบว่าเป็นเพศหญิงมากที่สุด 170 คน รองลงมาก็คือเพศชาย 31 คน LGBTQ+ 6 คน และไม่ต้องการระบุเพศ 11 คน ในจำนวนนี้เป็นนักเรียน ม.ต้น 123 คน ม.ปลาย 477 คน ปวช. 326 คน ในขณะที่กลุ่มที่ตอบว่าหลั่งนอก 351 คน นั้น พบว่า เป็นเพศหญิงมากที่สุด 238 คน รองลงมาก็คือเพศชาย 77 คน LGBTQ+ 27 คน และไม่ต้องการระบุเพศ 9 คน ในจำนวนนี้เป็นนักเรียน ม.ต้น 55 คน ม.ปลาย 177 คน ปวช. 119 คน และที่น่าสนใจก็คือกลุ่มที่ตอบว่า ไม่คุมกำเนิด 73 คน พบว่าเป็นเพศหญิงมากที่สุด 38 คน รองลงมาก็คือ LGBTQ+ 17 คน และในจำนวนนี้เป็นนักเรียน ม.ต้น 19 คน ม.ปลาย 33 คน ปวช. 21 คน&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างไร</h3>



<p>จากคำถามที่ว่าป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างไร พบว่าใช้ถุงยางอนามัยมากที่สุด 1,026 คน คิดเป็น 84.03% ไม่ป้องกัน 82 คน คิดเป็น 6.72% ยาเพร็พ (PrEP) 40 คน คิดเป็น 3.28% ยาเป็ป (PEP) 29 คน คิดเป็น 2.38% และแผ่นยางอนามัย (dental dam) 23 คน คิดเป็น 1.88%</p>



<p>เมื่อพิจารณาในรายละเอียดของกลุ่มที่ตอบว่าใช้ถุงยางอนามัย 1,026 คน พบว่า เป็นเพศหญิงมากที่สุด 676 คน รองลงมาก็คือเพศชาย 230 คน และ LGBTQ+ 91 คน และยังพบว่าเป็นนักเรียนในระดับชั้น ม.ปลายมากที่สุด 523 คน รองลงมาก็คือ ปวช. 363 คน ในขณะที่กลุ่มที่ตอบว่าไม่ป้องกัน 82 คน พบว่า เป็นเพศหญิงมากที่สุด 53 คน รองลงมาก็คือ LGBTQ+ 14 คน และเพศชาย 12 คน และยังพบว่าเป็นนักเรียนในระดับชั้นม.ปลายมากที่สุด 42 คน รองลงมาก็คือ ปวช. 23 คน</p>



<h3 class="wp-block-heading">ใครเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายอุปกรณ์คุมกำเนิด/ป้องกันโรค</h3>



<p>คำถามที่ว่าใครเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายอุปกรณ์คุมกำเนิด/ป้องกันโรค พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามตอบว่าคู่ของคุณมากที่สุด 339 คน คิดเป็น 31.19% รองลงมาคือ ตัวเอง 332 คน คิดเป็น 30.54% แล้วแต่โอกาส 183 คน คิดเป็น 16.84% หารกัน 130 คน คิดเป็น 11.96% ได้มาฟรี 52 คน คิดเป็น 4.78%ไม่คุมกำเนิด/ไม่ป้องกัน 32 คน คิดเป็น 2.94% และผู้ปกครอง 19 คน คิดเป็น 1.75%</p>



<p>เมื่อพิจารณาจากคำตอบคู่ของคุณมากที่สุด 339 คน พบว่า เป็นเพศหญิงมากที่สุด 297 คน รองลงมาก็คือ LGBTQ+ 27 คน และเพศชาย 8 คน และยังพบว่าเป็นนักเรียนในระดับชั้น ม.ปลายมากที่สุด 181 คน รองลงมาก็คือ ปวช. 113 คนในขณะที่กลุ่มที่ตอบว่าตัวเอง 332 คน พบว่า เป็นเพศชายมากที่สุด 168 คน รองลงมาก็คือเพศหญิง 128 คน และ LGBTQ+ 27 คน และยังพบว่าเป็นนักเรียนในระดับชั้นม.ปลายมากที่สุด 157 คน รองลงมาก็คือ ปวช. 134 คน</p>



<p>และในคำตอบที่น่าสนใจอย่างได้มาฟรี 52 คน นั้น พบว่าเป็นเพศหญิงมากที่สุด 33 คน รองลงมาก็คือเพศชาย 10 คน และ LGBTQ+ 7 คน และยังพบว่าเป็นนักเรียนในระดับชั้นม.ปลายมากที่สุด 24 คน รองลงมาก็คือ ปวช. 21 คน</p>



<h3 class="wp-block-heading">เข้าถึงอุปกรณ์คุมกำเนิด/ป้องกันโรคจากช่องทางไหน</h3>



<p>คำถามที่ว่า เข้าถึงอุปกรณ์คุมกำเนิด/ป้องกันโรคจากช่องทางไหน พบว่า ซื้อด้วยตัวเอง ผ่านร้านขายยา/ร้านสะดวกซื้อมากที่สุด 786 คน คิดเป็น 72.31% รองลงมาคือ ซื้อด้วยตัวเอง ผ่านทางออนไลน์ 167 คน คิดเป็น 15.36% รับฟรี ผ่านสถานพยาบาลรัฐ 68 คน คิดเป็น 6.26% ไม่คุมกำเนิด 40 คน คิดเป็น 3.68% ผู้ปกครองหาให้และอื่นๆ เท่ากันที่ 13 คน คิดเป็น 1.20% ได้จากเพื่อน 3 คน คิดเป็น 0.28% ได้จากแฟน 2 คน คิดเป็น 0.18%</p>



<p>จากนั้นเมื่อพิจารณาคำตอบซื้อด้วยตัวเอง ผ่านร้านขายยา/ร้านสะดวกซื้อมากที่สุด 786 คน จะพบว่า เป็นเพศหญิงมากที่สุด 522 คน รองลงมาเพศชาย 190 คน และยังพบว่าเป็นนักเรียนระดับชั้นม.ปลายมากที่สุด 392 คน รองลงมาคือ ปวช. 295 คน ส่วนซื้อด้วยตัวเอง ผ่านทางออนไลน์ 167 คน พบว่า เป็นเพศหญิงมากที่สุด 119 คน รองลงมาเพศชาย 23 คน และยังพบว่าเป็นนักเรียนระดับชั้น ม.ปลายมากที่สุด 93 คน รองลงมาคือ ปวช. 55 คน และรับฟรี ผ่านสถานพยาบาลรัฐ 68 คน เป็นเพศหญิงมากที่สุด 37 คน รองลงมาคือเพศชาย และ LGBTQ+ 14 คน และยังพบว่าเป็นนักเรียนระดับชั้นม.ปลายมากที่สุด 41 คน รองลงมาคือ ปวช. 14 คน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/5_condom-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4316" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/5_condom-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/5_condom-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/5_condom-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/5_condom-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/5_condom-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/5_condom-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/5_condom-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/5_condom-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">รู้หรือไม่ว่า สามารถรับถุงยางอนามัย/ยาคุม ได้ฟรี</h3>



<p>ส่วนคำถามที่ว่ารู้หรือไม่ว่า สามารถรับถุงยางอนามัย/ยาคุม ได้ฟรี พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดตอบว่า รู้ 2,386 คน คิดเป็น 64.87% และไม่รู้ 1,292 คน คิดเป็น 35.13%&nbsp;</p>



<p>และเมื่อพิจารณาในส่วนที่ตอบว่ารู้ 2,386 คน พบว่า เป็นเพศหญิงมากที่สุด 1,448 คน รองลงมาก็คือเพศชาย 642 คน และ LGBTQ+ 226 คน และยังพบว่าเป็นนักเรียนในระดับชั้น ม.ปลายมากที่สุด 1,099 คน รองลงมาก็คือ ม.ต้น 948 คน ในขณะที่กลุ่มที่ตอบว่าไม่รู้ 1,292 คน พบว่า เป็นเพศหญิงมากที่สุด 733 คน รองลงมาก็คือ เพศชาย 431 คน และ LGBTQ+ 96 คน และยังพบว่าเป็นนักเรียนในระดับชั้นม.ต้นมากที่สุด 719 คน รองลงมาก็คือ ม.ปลาย 433 คน</p>



<h3 class="wp-block-heading">คิดอย่างไรกับการต้องให้เลขบัตรประชาชน 13 หลักเพื่อรับอุปกรณ์คุมกำเนิดฟรี</h3>



<p>ในส่วนของคำถามที่ว่าคิดอย่างไรกับการต้องให้เลขบัตรประชาชน 13 หลักเพื่อรับอุปกรณ์คุมกำเนิดฟรี&nbsp;</p>



<p>ผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด ตอบว่า เห็นด้วย 2,134 คน คิดเป็น 58.02% ไม่เห็นด้วย แต่ต้องให้เพราะต้องการอุปกรณ์คุมกำเนิดฟรี 800 คน คิดเป็น 21.75% และไม่เห็นด้วย ไม่ใช้ช่องทางนี้ 744 คน คิดเป็น 20.23%</p>



<p>นอกจากนี้ คนที่ตอบข้อเห็นด้วย แบ่งเป็นคนที่ตอบว่า ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ 1,561 คน หรือ 73.15% และเคยมีเพศสัมพันธ์ 573 คน หรือ 26.85%</p>



<p>จากนั้นเมื่อพิจารณาว่ากลุ่มที่ตอบคำถามว่าตั้งแต่มีเพศสัมพันธ์ เคยคุมกำเนิดด้วยการใช้ถุงยางอนามัย 967 คน จะพบว่าตอบคำถามในข้อนี้ว่าเห็นด้วยมากที่สุด 513 คน รองลงมาคือไม่เห็นด้วย แต่ต้องให้เพราะต้องการอุปกรณ์คุมกำเนิดฟรี 249 คน</p>



<p>ส่วนกลุ่มที่ตอบคำถามว่าโดยปกติแล้วคุมกำเนิดด้วยการใช้ถุงยางอนามัย 926 คน จะพบว่าตอบคำถามในข้อนี้ว่าเห็นด้วยมากที่สุด 483 คน รองลงมาคือไม่เห็นด้วย แต่ต้องให้เพราะต้องการอุปกรณ์คุมกำเนิดฟรี 245 คน</p>



<p>ส่วนกลุ่มที่ตอบคำถามว่าป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วยการใช้ถุงยางอนามัย 1,026 คน จะพบว่าตอบคำถามในข้อนี้ว่าเห็นด้วยมากที่สุด 483 คน รองลงมาคือ ไม่เห็นด้วย แต่ต้องให้เพราะต้องการอุปกรณ์คุมกำเนิดฟรี 245 คน</p>



<h3 class="wp-block-heading">หากสามารถรับอุปกรณ์คุมกำเนิดได้ฟรี อยากรับผ่านช่องทางไหน</h3>



<p>ในส่วนของคำถามที่ว่าหากสามารถรับอุปกรณ์คุมกำเนิดได้ฟรี อยากรับผ่านช่องทางไหน พบว่า</p>



<p>สถานพยาบาล/ร้านขายยา โดยไม่ต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคล มากที่สุด 2,122 คน คิดเป็น 57.69%&nbsp;</p>



<p>รองลงมาคือ โรงเรียน 669 คน คิดเป็น 18.19% ช่องทางเดิมที่มีอยู่แล้ว 540 คน คิดเป็น 14.68%</p>



<p>สถานที่สาธารณะ เช่น ห้องน้ำสาธารณะ 251 คน คิดเป็น 6.82% ออนไลน์/พัสดุ 37 คน คิดเป็น 1.01% อื่นๆ เช่น สถานที่ซื้อขายบริการ ตู้ใส่ของเฉพาะอุปกรณ์คุมกำเนิด 24 คน คิดเป็น 0.65% ไม่อยากรับ 13 คน คิดเป็น 0.35% ทุกที่ 7 คน คิดเป็น 0.19% สถานพยาบาล/ร้านขายยา/โรงเรียน 7 คน คิดเป็น 0.19% (ไม่ได้ระบุเฉพาะเจาะจงเรื่องการให้ข้อมูลส่วนบุคคล) ไม่รู้ 6 คน คิดเป็น 0.16% และสถานพยาบาล/ร้านขายยา โดยให้ข้อมูลส่วนตัว 2 คน คิดเป็น 0.05%</p>



<p>ในส่วนของคำตอบในข้อนี้จะพบว่า แม้จะมีผู้ตอบว่าอยากรับผ่านสถานพยาบาล/ร้านขายยา โดยไม่ต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคล มากที่สุด 2,122 คน แต่กลับเป็นคำตอบที่ขัดแย้งกับคำตอบส่วนใหญ่ในคำถามข้อก่อนหน้าที่ถามว่า คิดอย่างไรกับการต้องให้เลขบัตรประชาชน 13 หลักเพื่อรับอุปกรณ์คุมกำเนิดฟรี&nbsp;</p>



<p>ซึ่งมีผู้ตอบว่า เห็นด้วย 2,134 คน ซึ่งอาจจะเกิดจากความไม่เข้าใจว่าเลขบัตรประชาชนก็คือข้อมูลส่วนบุคคล&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/7_if_pregnant-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4318" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/7_if_pregnant-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/7_if_pregnant-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/7_if_pregnant-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/7_if_pregnant-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/7_if_pregnant-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/7_if_pregnant-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/7_if_pregnant-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/7_if_pregnant-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">หากคุณหรือคู่ของคุณตั้งครรภ์โดยไม่ได้ตั้งใจ จะทำอย่างไร</h3>



<p>ส่วนคำถามที่ว่า หากคุณหรือคู่ของคุณตั้งครรภ์โดยไม่ได้ตั้งใจ จะทำอย่างไร พบว่า</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>เลือกที่จะตั้งครรภ์ต่อ โดยเรียนต่อ 1,807 คน คิดเป็น 49.13%&nbsp;</li>



<li>เลือกที่จะยุติการตั้งครรภ์ 1,095 คน คิดเป็น 29.77%</li>



<li>เลือกที่จะตั้งครรภ์ต่อ โดยลาออกจากโรงเรียน 537 คน คิดเป็น 14.60%</li>



<li>ไม่รู้ ไม่แน่ใจ ไม่ตอบ 63 คน คิดเป็น 1.71%</li>



<li>ปรึกษาผู้ปกครอง 44 คน คิดเป็น 1.20%</li>



<li>เป็น LGBTQ+ 28 คน คิดเป็น 0.76</li>



<li>ดูความพร้อม 22 คน คิดเป็น 0.60%</li>



<li>เลือกที่จะตั้งครรภ์ต่อ โดยพักการเรียนชั่วคราว 18 คน คิดเป็น 0.49%</li>



<li>อื่นๆ เช่น ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น แล้วแต่ฝ่ายที่ตั้งครรภ์ 64 คน คิดเป็น 1.74 %</li>
</ol>



<p>ความน่าสนใจของคำตอบในข้อ เลือกที่จะตั้งครรภ์ต่อ โดยเรียนต่อมา พบว่าเพศที่ตอบในข้อนี้แบ่งเป็น หญิง 1,045 คน คิดเป็น 57.83% ของผู้ที่ตอบข้อนี้ ชาย 564 คน คิดเป็น 31.21% LGBTQ+ 163 คน คิดเป็น 9.02% และไม่ระบุเพศ 35 คน เป็น 1.94%</p>



<p>ข้อที่มีผู้เลือกมากเป็นอันดับสอง คือ เลือกที่จะยุติการตั้งครรภ์ ผู้ตอบเป็นเพศหญิงมากที่สุด 744 คน หรือคิดเป็น 67.95% ของผู้ที่ตอบข้อนี้ ตามด้วยเพศชาย 217 คน หรือ 19.82% LGBTQ+ 92 คน หรือ 8.40% ไม่ต้องการระบุ 42 คน หรือ 3.84%&nbsp;</p>



<p>ส่วนอันดับสาม คือ เลือกที่จะตั้งครรภ์ต่อ โดยลาออกจากโรงเรียน มีผู้เลือกคำตอบนี้ 537 คน แบ่งเป็นเพศหญิง 290 คน หรือคิดเป็น 54% ของผู้ที่เลือกคำตอบนี้ ตามด้วยเพศชาย 204 คน หรือ 37.99% LGBTQ+ 31 คน หรือ 5.77% และไม่ต้องการระบุเพศ 12 คน หรือ 2.23%</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/8_state-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4319" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/8_state-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/8_state-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/8_state-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/8_state-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/8_state-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/8_state-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/8_state-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/8_state-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">รู้หรือไม่ว่า กฎกระทรวงห้ามสถานศึกษาไล่นักเรียนที่ตั้งครรภ์ออก</h3>



<p>ส่วนคำถามที่ว่ารู้หรือไม่ว่า กฎกระทรวงห้ามสถานศึกษาไล่นักเรียนที่ตั้งครรภ์ออก พบว่าตอบว่า รู้ 2,007 คน คิดเป็น 54.57% และไม่รู้ 1,671 คน คิดเป็น 45.43%</p>



<p>จากนั้นเมื่อพิจารณาในส่วนของคำตอบที่ว่า รู้ 2,007 คน จะพบว่า เป็นเพศหญิงมากที่สุด 1,216 คน รองลงมาก็คือ เพศชาย 534 คน และอยู่ในระดับชั้นม.ปลายมากที่สุด 958 คน รองลงมาก็คือม.ต้น 771 คน ส่วนคำตอบที่ว่า ไม่รู้ 1,671 คนพบว่าเป็นเพศหญิงมากที่สุด 956 คน รองลงมาก็คือ เพศชาย 537 คน และอยู่ในระดับชั้นม.ต้นมากที่สุด 895 คน รองลงมาก็คือ ม.ปลาย 573 คน</p>



<h3 class="wp-block-heading">เคยพบเห็นนักเรียนคนอื่นที่ตั้งครรภ์และยังเรียนต่อหรือไม่</h3>



<p>คำถามที่ว่าเคยพบเห็นนักเรียนคนอื่นที่ตั้งครรภ์และยังเรียนต่อหรือไม่ พบว่าตอบว่า ไม่เคย 1,859 คน คิดเป็น 50.54% และตอบว่า เคย 1,819 คน คิดเป็น 49.46%</p>



<p>จากนั้นเมื่อพิจารณาในส่วนของคำตอบที่ว่า ไม่เคย 1,859 คน จะพบว่า เป็นเพศหญิงมากที่สุด 972 คน รองลงมาก็คือ เพศชาย 685 คน และอยู่ในระดับชั้นม.ต้น มากที่สุด 1,008 คน รองลงมาก็คือ ม.ปลาย 724 คน ส่วนคำตอบที่ว่า เคย 1,819 คน พบว่าเป็นเพศหญิงมากที่สุด 1,209 คน รองลงมาก็คือ เพศชาย 388 คน และอยู่ในระดับชั้นม.ปลายมากที่สุด 808 คน รองลงมาก็คือ ม.ต้น 659 คน</p>



<h3 class="wp-block-heading">รู้สึกอย่างไรกับคนที่ตั้งครรภ์แล้วยังมาเรียน (คำถามปลายเปิด)</h3>



<p>ในส่วนของคำถามที่ว่า รู้สึกอย่างไรกับคนที่ตั้งครรภ์แล้วยังมาเรียน ซึ่งเป็นคำถามปลายเปิด เมื่อนำมาวิเคราะห์และจำแนกเป็นกลุ่มต่างๆ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามรู้สึก</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>เฉยๆ เป็นกลาง มากที่สุด 1,584 คน คิดเป็น 43.07%&nbsp;</li>



<li>ชื่นชม เช่น เขาต้องแกร่งมากเพราะต้องสู้กับสายตาที่มองเขา รู้จัก รับผิดชอบชีวิตของตัวเอง 1,171 คน คิดเป็น 31.84%&nbsp;</li>



<li>ไม่มีความเห็น เช่น ไม่รู้สึกอะไรเพราะคนเราผิดพลาดกันได้ 348 คน คิดเป็น 9.46%&nbsp;</li>



<li>เห็นใจสงสาร เช่น รู้สึกสงสารคนๆ นั้นที่ต้องอุ้มเด็กมาเรียนทุกวัน ซึ่งเด็กในท้องนั้นอาจจะมีโดยไม่ได้ประสงค์ 268 คน คิดเป็น 7.29%</li>



<li>ประณาม ไม่ควรมา เช่น หน้าไม่อาย 161 คน คิดเป็น 4.38%&nbsp;</li>



<li>แปลก ตกใจ เช่น คงรู้สึกแปลกเพราะส่วนใหญ่มักจะลาออก 83 คน คิดเป็น 2.26%</li>



<li>กังวล เช่น กลัวว่าถ้ามาโรงเรียนแล้วจะแท้งแบบไม่รู้ตัว 30 คน คิดเป็น 0.76%</li>



<li>เข้าใจ เช่น ส่วนตัวต้องเข้าใจเขานะเพราะมันอาจจะผิดพลาดจริงๆเราไม่ควรมองเขาด้วยสายตารังเกียจ 10 คน คิดเป็น 0.27%</li>



<li>อื่นๆ เช่น รู้สึกว่าเราต้องป้องกันไม่ไห้เกิดขึ้นกับเรา 25 คน คิดเป็น 0.68% นอกจากนี้ยังมีคนที่เขียนเล่าเรื่องในโรงเรียนด้วยว่า “ขอพูดตรงๆ นะคะ คือเพื่อนมาโรงเรียน แต่ว่า คุณครูไล่ออกแบบเงียบๆ ค่ะ เลือกออก1คน ไม่หญิงก็ชายค่ะ”</li>
</ol>



<h3 class="wp-block-heading">รู้หรือไม่ว่า สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้อย่างถูกกฎหมายโดยบุคลากรทางการแพทย์ หากอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์&nbsp;</h3>



<p>ในส่วนของคำถามที่ว่า รู้หรือไม่ว่า สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้อย่างถูกกฎหมายโดยบุคลากรทางการแพทย์ หากอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ พบว่า ตอบว่า รู้ 2,263 คน คิดเป็น 61.53% และตอบว่า ไม่รู้ 1,415 คน คิดเป็น 38.47%</p>



<p>จากนั้นเมื่อพิจารณาในส่วนของคำตอบที่ว่า รู้ 2,263 คน จะพบว่า เป็นเพศหญิงมากที่สุด 1,509 คน รองลงมาก็คือเพศชาย 454 คน และอยู่ในระดับชั้นม.ปลายมากที่สุด 1,105 คน รองลงมาก็คือ ม.ต้น 809 คน ส่วนคำตอบที่ว่า ไม่รู้ 1,415 คนพบว่าเป็นเพศหญิงมากที่สุด 672 คน รองลงมาก็คือ เพศชาย 619 คน และอยู่ในระดับชั้นม.ต้นมากที่สุด 859 คน รองลงมาก็คือ ม.ปลาย 427 คน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/6_sex_education-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4317" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/6_sex_education-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/6_sex_education-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/6_sex_education-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/6_sex_education-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/6_sex_education-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/6_sex_education-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/6_sex_education-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/6_sex_education-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">เมื่อเกิดปัญหาด้านความสัมพันธ์ เลือกปรึกษาใคร</h3>



<p>ในส่วนของคำถามที่ว่า เมื่อเกิดปัญหาด้านความสัมพันธ์ เลือกปรึกษาใคร พบว่าผู้ปกครอง 1,480 คน คิดเป็น 40.24% รองลงมาคือ เพื่อน/รุ่นพี่/รุ่นน้องที่สนิท 900 คน คิดเป็น 24.47% คู่ของคุณ 529 คน คิดเป็น 14.38% ไม่ปรึกษา 247 คน คิดเป็น 6.72% นักจิตวิทยา/แพทย์ 208 คน คิดเป็น 5.66% องค์กรที่ทำงานด้านนี้โดยตรง 109 คน คิดเป็น 2.96% ครู 84 คน คิดเป็น 2.28% ครูแนะแนว 64 คน คิดเป็น 1.74% คนในโซเชียลมีเดีย 31 คน คิดเป็น 0.84% อื่นๆ 26 คน คิดเป็น 0.71% เช่น Google หมอสูตินารี คนในโซเชียลมีเดียที่ไม่รู้จักและจะไม่ได้เจอกันอีก</p>



<p>จากนั้นเมื่อพิจารณาในส่วนของคำตอบที่ว่าเลือกปรึกษาผู้ปกครอง 1,480 คน จะพบว่า เป็นเพศหญิงมากที่สุด 862 คน รองลงมาก็คือเพศชาย 505 คน และอยู่ในระดับชั้นม.ต้น มากที่สุด 800 คน รองลงมาก็คือม.ปลาย 506 คน ส่วนคำตอบ เพื่อน/รุ่นพี่/รุ่นน้องที่สนิท 900 คน พบว่าเป็นเพศหญิงมากที่สุด 613 คน รองลงมาก็คือเพศชาย 146 คน และอยู่ในระดับชั้นม.ปลายมากที่สุด 441 คน รองลงมาก็คือ ม.ต้น 344 คน และคำตอบคู่ของคุณ 529 คน พบว่า พบว่าเป็นเพศหญิงมากที่สุด 326 คน รองลงมาก็คือเพศชาย 152 คน และอยู่ในระดับชั้นม.ปลายมากที่สุด 279 คน รองลงมาก็คือม.ต้น 131 คน&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">คุณได้เรียนเรื่องเพศศึกษาหรือไม่</h3>



<p>คำถามที่ว่า คุณได้เรียนเรื่องเพศศึกษาหรือไม่ พบว่าตอบว่า เรียนในวิชาสุขศึกษา 2,633 คน คิดเป็น 71.59% เรียนในวิชาเพศศึกษา 938 คน คิดเป็น 25.50% และไม่ได้เรียน 107 คน คิดเป็น 2.91%</p>



<p>ในส่วนของผู้ที่ตอบว่าเรียนในวิชาสุขศึกษา 2,633 คน พบว่าเป็นนักเรียนระดับชั้นม.ต้นมากที่สุด 1,301 คน รองลงมาก็คือม.ปลาย 1,120 คน และส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลางมากที่สุด รองลงมาก็คือภาคเหนือส่วนที่ตอบว่า เรียนในวิชาเพศศึกษา 938 คน พบว่าเป็นนักเรียนระดับชั้นม.ปลายมากที่สุด 365 คน รองลงมาก็คือม.ต้น 315 คน และส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลางมากที่สุด รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือและส่วนที่ตอบว่า ไม่ได้เรียน 107 คน พบว่า เป็นนักเรียนระดับชั้นม.ต้นมากที่สุด 51 คน รองลงมาก็คือ ม.ปลาย 47 คน และส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลางมากที่สุด รองลงมาคือตะวันออกเฉียงเหนือ</p>



<h3 class="wp-block-heading">คุณได้เรียนอะไรบ้าง (เลือกได้มากกว่า 1)</h3>



<p>สำหรับคำถามที่ว่า คุณได้เรียนอะไรบ้าง ซึ่งสามารถเลือกตอบได้มากกว่า 1 ข้อ พบว่า เรื่องที่เรียนคือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการป้องกัน มากที่สุด 19.69% รองลงมาก็คือ การป้องกันการตั้งครรภ์ 19.57% การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย 18.93% ความหลากหลายทางเพศ 16.09% ทักษะในการจัดการความสัมพันธ์ เช่น การต่อรอง การปฏิเสธ การสื่อสาร 15.42% การเข้าถึงบริการสาธารณสุข 9.86% ไม่ได้เรียน 0.44%</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/9_opinion-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4320" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/9_opinion-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/9_opinion-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/9_opinion-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/9_opinion-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/9_opinion-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/9_opinion-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/9_opinion-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/02/9_opinion-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">เรื่องอะไรที่อยากให้สังคมเข้าใจในเรื่องเซ็กส์/ความรัก/ความสัมพันธ์ของวัยรุ่น (คำถามปลายเปิด)&nbsp;</h3>



<p>ความเห็นที่น่าสนใจ อาทิ</p>



<p>ผู้หญิง ปวช.ปี 2 ภาคเหนือ “เรื่องพกถุงยางค่ะอยากให้ผปค.เข้าใจส่วนใหญ่ก็จะยังไม่ยอมรับและยังมองเป็นเรื่องน่าเกียจอยู่ที่เด็กพกถุงยางโดยเฉพาะเด็กผญ.ก็จะโดนหาว่าเป็นเด็กเกเรเด็กใจแตกมีผัวก่อนวัยอันควร”</p>



<p>ชาย ม.6 อายุ 19 ปี ภาคเหนือ “คนสมัยนี้ไม่จำเป็นต้องคบแค่เพศตรงข้าม เราสามารถคบกับเพศเดียวกันได้ เรารักคนที่เราอยู่ด้วยแล้วมีความสุขดีกว่า”</p>



<p>หญิง ม.1 อายุ 13 ปี ภาคตะวันออก “ความรักในวัยเรียนไม่ได้แปลว่าเราไม่มีความสนใจด้านการศึกษาค่ะอย่างน้อยก็ไม่ใช่ทุกคน เราหลายๆคนสามารถแยกแยะได้ค่ะ บางคนเขาอาจจะมีความคิดที่เป็นผู้ใหญ่และสามารถแก้ปัญหาต่างๆจัดแจงได้ค่ะ อยากให้สังคมอย่าพึ่งตัดสินอะไรกับสิ่งที่พึ่งได้เห็นเพียงผ่านๆค่ะ”</p>



<p>หญิง อายุ 18 ปี ปวช.ปี 3 ภาคตะวันตก เด็กที่ออกมาลองใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไม่จำเป็นจะต้องท้องก่อนทุกคนและไม่จำเป็นเลยที่จะต้องแต่งงานก่อนถึงจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันได้</p>



<p>ชาย ม.4 อายุ 15 ปี ตะวันออกเฉียงเหนือ “ไม่ใช่เรื่องที่น่าอาย แต่ต้องรู้จักป้องกันต้องเข้าใจก่อนมีวัยรุ่นมีความยับยั้งชั่งใจน้อยต้องคิดให้รอบคอบก่อน”</p>



<p>ขาย ม.4 อายุ 15 ปี ภาคใต้ “ควรสอนให้ป้องกันมากกว่าห้าม”</p>



<p>LGBTQ+ ม.3 กรุงเทพฯ อายุ 16 ปี “เป็นเรื่องธรรมชาติและปกติมากๆ เพียงแค่ป้องกัน”</p>



<h3 class="wp-block-heading">อยากได้การสนับสนุนเรื่องใดมากที่สุดในเรื่องเซ็กส์/ความรัก/ความสัมพันธ์ของวัยรุ่น (คำถามปลายเปิด)&nbsp;</h3>



<p>ความเห็นที่น่าสนใจ อาทิ</p>



<p>หญิง 18 ปี ปวช. ปี 3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ “แจกถุงยางอนามัย อาจจะไม่ได้เป็นการสนับสนุนแต่ให้คิดว่าเป็นการป้องกัน”</p>



<p>หญิง 17 ปี ปวช. ปี 1 ภาคตะวันออก “อยากให้มีการพูดคุยเปิดใจและรับฟังวัยรุ่นในเรื่องนี้ ว่าเรื่องเซ็กส์ ความรัก คสพ.ของวัยรุ่น เป็นเรื่องธรรมชาติ อยากให้ผู้ใหญ่คอยสนับสนุนสนุน ไม่ซ้ำเติมหรือพูดทำร้ายจิตใจเด็ก และมีการสอนเด็กให้ป้องกัน”</p>



<p>LGBTQ+ อายุ 16 ปี ม.4 ภาคเหนือ “ความรักแบบไม่จำกัดเพศ”</p>



<p>LGBTQ+ อายุ 17 ปี ม. 4 ภาคใต้ “อยากให้โรงเรียนมีการแนะแนวและให้ความรู้ในการเลือกขนาดถุงยางอนามัยแบบ เป็นการอบรม และแจกถุงยาง”</p>



<p>ชาย อายุ 20 ปี ปวช.ปี 3 ภาคกลาง “การเข้าถึงความรู้หรือการให้คำปรึกษาแบบทั่วถึงทุกๆ ที่ในโรงเรียนและสถานศึกษาทั่วทั้งประเทศ”</p>



<p>ดูข้อมูลที่ <a href="https://rocketmedialab.co/database-student-q2-2024/">https://rocketmedialab.co/database-student-q2-2024/</a>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/student-q2-2024/">เรื่องรักระหว่างเรียน: สำรวจประสบการณ์ทางเพศของนักเรียนมัธยมทั่วประเทศ 3,678 คน</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผลสำรวจความเห็นนักเรียนต่อประสบการณ์การทางเพศ-ความรัก [ข้อมูลดิบ]</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/database-student-q2-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 13 Feb 2024 15:36:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[culture]]></category>
		<category><![CDATA[database]]></category>
		<category><![CDATA[rocketmedialabxp2h]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ปวช.]]></category>
		<category><![CDATA[วันวาเลนไทน์]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็กส์]]></category>
		<category><![CDATA[แบบสอบถาม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=4301</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3651;&#3609;&#3650;&#3629;&#3585;&#3634;&#3626;&#3623 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/database-student-q2-2024/">ผลสำรวจความเห็นนักเรียนต่อประสบการณ์การทางเพศ-ความรัก [ข้อมูลดิบ]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ในโอกาสวันวาเลนไทน์ ซึ่งตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี ร็อกเกต มีเดีย แล็บ ร่วมกับ <a href="http://path2health.or.th">มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h)</a> ทำการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์ ความรู้ความเข้าใจ และปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเซ็กส์/ความรัก/ความสัมพันธ์ ในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษา (ม.1-6) และ ปวช. 1-3 ผ่านทางแบบสอบถามออนไลน์ ระหว่างวันที่ 7-12 ก.พ. ที่ผ่านมา ผลการสำรวจมีดังนี้ </p>



<iframe src="https://docs.google.com/spreadsheets/d/e/2PACX-1vRS_tMCy808IfT-W9uTei-HI1l6jMNa571akB0HFizKzDewcT7KS9DTzOxCsnfz2Z6iSsXS32XR2yEZ/pubhtml?widget=true&amp;headers=false"></iframe>



<p><a href="https://docs.google.com/spreadsheets/d/1UdUiGcAciaz6aKQ1_ADQEsH2a7Xo85g3TM2DDilzhb0/edit#gid=1734080467">ดาวน์โหลดที่นี่</a></p>



<p>อ่าน<a href="https://rocketmedialab.co/student-q2-2024/"> เรื่องรักระหว่างเรียน: สำรวจประสบการณ์ทางเพศของนักเรียนมัธยมทั่วประเทศ 3,678 คน</a></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/database-student-q2-2024/">ผลสำรวจความเห็นนักเรียนต่อประสบการณ์การทางเพศ-ความรัก [ข้อมูลดิบ]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผลสำรวจความเห็นครูต่อระบบการศึกษา [ข้อมูลดิบ]</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/database-teacher-q1-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Jan 2024 14:47:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[database]]></category>
		<category><![CDATA[future]]></category>
		<category><![CDATA[rocketmedialabxp2h]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงศึกษาธิการ]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ครู]]></category>
		<category><![CDATA[ประถม]]></category>
		<category><![CDATA[มัธยม]]></category>
		<category><![CDATA[วันครู]]></category>
		<category><![CDATA[แบบสอบถาม]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=4211</guid>

					<description><![CDATA[<p>Rocket Media Lab &#3619;&#3656;&#3623;&#3617;&#3585;&#3 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/database-teacher-q1-2024/">ผลสำรวจความเห็นครูต่อระบบการศึกษา [ข้อมูลดิบ]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>Rocket Media Lab ร่วมกับมูลนิธิแพธทูเฮลท์ จัดทำแบบสอบถามครูระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – มัธยมศึกษาปีที่ 6 ทั่วประเทศ ในช่วงวันที่ 9 – 15 มกราคม 2567 ทางออนไลน์ เพื่อสำรวจความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์ในโรงเรียน การเรียนการสอน นักเรียน เพื่อนำเสนอในวาระวันครูแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 16 มกราคมของทุกปี โดยผลการสำรวจมีดังนี้</p>



<iframe src="https://docs.google.com/spreadsheets/d/e/2PACX-1vReBe8Dwvc8DXT8Qjvazy7vEiz7uIvc94XQdZSKe_vs3BrJjtCGHStymhMS_FcFB6QjaxcUcNWWZefu/pubhtml?widget=true&amp;headers=false"></iframe>



<p><a href="https://docs.google.com/spreadsheets/d/1f27jqkFpUQhbaPB3DxcfnRkGAB25Ta5jDiQFRXE82lg/edit#gid=658171920">ดาวน์โหลดที่นี่</a></p>



<p>อ่าน<a href="https://rocketmedialab.co/teacher-q1-2024"> ครูเอาด้วยขอปรับปรุงห้องน้ำ ไม่อยากอยู่เวร ยกเลิกการประกันเกรด และเพิ่มเงินเดือน : ผลสำรวจครูไทยอยากได้อะไรจากระบบการศึกษา</a></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/database-teacher-q1-2024/">ผลสำรวจความเห็นครูต่อระบบการศึกษา [ข้อมูลดิบ]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ครูเอาด้วยขอปรับปรุงห้องน้ำ ไม่อยากอยู่เวร ยกเลิกการประกันเกรด และเพิ่มเงินเดือน : ผลสำรวจครูไทยอยากได้อะไรจากระบบการศึกษา</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/teacher-q1-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 15 Jan 2024 14:47:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[future]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[rocketmedialabxp2h]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงศึกษาธิการ]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ประถม]]></category>
		<category><![CDATA[ปวช.]]></category>
		<category><![CDATA[มัธยม]]></category>
		<category><![CDATA[วันครู]]></category>
		<category><![CDATA[วันเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[แบบสอบถาม]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=4208</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3648;&#3609;&#3639;&#3656;&#3629;&#3591;&#3651;&#3609 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/teacher-q1-2024/">ครูเอาด้วยขอปรับปรุงห้องน้ำ ไม่อยากอยู่เวร ยกเลิกการประกันเกรด และเพิ่มเงินเดือน : ผลสำรวจครูไทยอยากได้อะไรจากระบบการศึกษา</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p></p>



<ul class="wp-block-list">
<li>จากแบบสำรวจความเห็นของครูทั่วประเทศ เสียงส่วนใหญ่อยากให้โรงเรียนปรับปรุงห้องน้ำ 134 คน คิดเป็น 44.22% รองลงมาคือห้องเรียน 70 คน คิดเป็น 23.10% ตามด้วยห้องสมุด 23 คน คิดเป็น 7.59%</li>



<li>ส่วนกฎของโรงเรียนที่ครูไม่ชอบมากที่สุด พบว่าคือการแต่งกายประจำวัน มีผู้ตอบข้อนี้มากที่สุด 74 คน คิดเป็น 24.42% รองลงมาคือ การเช็คชื่อก่อนเข้าแถว และการใส่กระโปรง (ยกเว้นครูพละ) 63 คน คิดเป็น 20.79% และอื่นๆ 56 คน คิดเป็น 18.48% เช่น การเข้าเวรเสาร์-อาทิตย์ การสแกนนิ้วหลังเลิกเรียน และมีจำนวนหนึ่งที่ตอบว่าไม่มีปัญหากับกฎระเบียบ</li>



<li>สิ่งที่ครูไม่อยากให้นักเรียนทำมากที่สุด พบว่าครูไม่อยากให้นักเรียนเล่นโทรศัพท์ในเวลาเรียนมากที่สุด 101 คน คิดเป็น 33.33% รองลงมาคือการพูดจาหยาบคาย 88 คน คิดเป็น 29.04% ตามด้วยการล้อเลียนเรื่องกายภาพ เพศ ชาติพันธุ์ สำเนียง 54 คน คิดเป็น 17.82%&nbsp;</li>



<li>ส่วนสิ่งที่อยากเห็นผู้บริหารโรงเรียนทำที่สุด พบว่า ครูอยากให้ยกเลิกนโยบายการประกันเกรด ปลอด 0 ร. มส. นักเรียนมากที่สุด 123 คน คิดเป็น 40.59% รองลงมา คือไม่เลือกปฏิบัติ 100 คน คิดเป็น 33 % ยกเลิกการส่งไปอบรมที่ไม่จำเป็น 34 คน คิดเป็น 11.22%&nbsp;</li>



<li>สิ่งที่อยากเห็นผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการทำมากที่สุด พบว่า ครูอยากให้ลดภาระงานเอกสารที่ต้องทำส่งกระทรวงมากที่สุด 146 คน คิดเป็น 48.18% รองลงมาเป็น เพิ่มค่าตอบแทนครู 62 คน คิดเป็น 20.46% ปรับระบบการประเมินผลการศึกษาและการประกันคุณภาพ 38 คน 12.54%&nbsp;</li>
</ul>



<p></p>



<p>เนื่องในวันครูแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 16 มกราคมของทุกปี <a href="http://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a> ร่วมกับ<a href="http://path2health.or.th">มูลนิธิแพธทูเฮลท์ </a>จัดทำแบบสอบถามครูผู้สอนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 &#8211; มัธยมศึกษาปีที่ 6 และ ปวช. ทั่วประเทศ ในช่วงวันที่ 9 – 15 มกราคม 2567 ทางออนไลน์ เพื่อสำรวจความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์ในโรงเรียน การเรียนการสอน นักเรียน โดยผลสำรวจมีดังนี้</p>



<p>จากจำนวนครูที่ตอบแบบสอบถามออนไลน์ทั่วประเทศทั้งหมด 303 คน พบว่า เป็นเพศชาย 71 คน หญิง 220 คน LGBTQ+ 7 คน และไม่ต้องการระบุเพศ 5 คน ในจำนวนนี้แยกเป็นครูระดับชั้นประถมศึกษา 118 คน ระดับชั้นมัธยมศึกษา 171 คน และ ปวช. 14 คน และเมื่อแยกพื้นที่ของครูที่ตอบแบบสอบถามตามภาคจะพบว่า เป็นครูในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุด 114 คน คิดเป็น 37.62% รองลงมาคือภาคกลาง 74 คน คิดเป็น 24.42% ตามด้วยภาคเหนือ 70 คน คิดเป็น 23.10% ภาคใต้ 36 คน คิดเป็น 11.88% ภาคตะวันตก 5 คน คิดเป็น 1.65% และภาคตะวันออก 4 คน คิดเป็น 1.32%</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/0profile-1-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4230" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/0profile-1-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/0profile-1-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/0profile-1-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/0profile-1-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/0profile-1-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/0profile-1-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/0profile-1.png 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/0profile1-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4232" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/0profile1-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/0profile1-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/0profile1-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/0profile1-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/0profile1-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/0profile1-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/0profile1.png 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">สถานที่ใดในโรงเรียนที่อยากให้ปรับปรุงมากที่สุด</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/1place-1-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4233" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/1place-1-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/1place-1-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/1place-1-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/1place-1-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/1place-1-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/1place-1-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/1place-1.png 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>จากคำถามข้อแรกที่ถามว่าสถานที่ใดที่อยากให้ปรับปรุงมากที่สุด ผลสำรวจพบว่า ครูอยากให้โรงเรียนปรับปรุงห้องน้ำมากที่สุด โดยตอบสูงถึง 134 คน คิดเป็น 44.22% รองลงมาคือห้องเรียน 70 คน คิดเป็น 23.10% ห้องสมุด 23 คน คิดเป็น 7.59% โรงอาหาร 22 คน คิดเป็น 7.26% สนามกีฬา 19 คน คิดเป็น 6.27% ห้องพยาบาล 14 คน คิดเป็น 4.62% ห้องพักครู 11 คน คิดเป็น 3.63% และอื่นๆ 10 คน คิดเป็น 3.30% เช่น ห้องคอมพิวเตอร์ ที่จอดรถ อาคารเรียน และบางส่วนก็เขียนตอบว่าทุกข้อ</p>



<p>นอกจากนี้ยังพบว่าไม่ว่าจะเป็นครูชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา หรือ ปวช. ต่างก็เลือกให้ห้องน้ำเป็นสถานที่ที่อยากให้ปรับปรุงมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายภาคก็พบว่าครูทุกภาคต่างลงความเห็นเหมือนกันว่าอยากให้โรงเรียนปรับปรุงห้องน้ำมากที่สุด&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">กฎที่ครูไม่ชอบที่สุด</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/2norule-1-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4234" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/2norule-1-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/2norule-1-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/2norule-1-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/2norule-1-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/2norule-1-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/2norule-1-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/2norule-1.png 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>จากคำถามว่ากฎของโรงเรียนเรื่องใดที่ครูไม่ชอบมากที่สุด ผลสำรวจพบว่า ครูไม่ชอบการแต่งกายประจำวันมากที่สุด 74 คน คิดเป็น 24.42% รองลงมาคือ การเช็คชื่อก่อนเข้าแถว และการใส่กระโปรง (ยกเว้นครูพละ) 63 คน คิดเป็น 20.79% การแต่งกายผ้าไทย 47 คน คิดเป็น 15.51% และอื่นๆ 56 คน คิดเป็น 18.48% เช่น การเข้าเวรเสาร์-อาทิตย์ การสแกนนิ้วหลังเลิกเรียน และมีจำนวนหนึ่งที่ตอบว่าไม่มีปัญหากับกฎระเบียบ</p>



<p>หากมองรายภาค พบว่าการต้องใส่กระโปรง (ยกเว้นครูพละ) เป็นกฎที่ครูในภาคกลางไม่ชอบที่สุด ส่วนการเช็คชื่อก่อนเข้าแถวเป็นกฎที่ครูภาคเหนือไม่ชอบมากที่สุด ส่วนการแต่งกายผ้าไทยเป็นกฎที่ครูภาคใต้ไม่ชอบมากที่สุด หากมองในรายสังกัดของโรงเรียน ทั้งครูโรงเรียนรัฐและเอกชนไม่ชอบการแต่งกายประจำวันมากที่สุด นอกจากนี้หากมองครูประถมและมัธยม พบว่าครูประถมไม่ชอบการเช็คชื่อก่อนเข้าแถวเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนครูมัธยมยังคงยกให้การแต่งกายประจำวันเป็นกฎที่ไม่ชอบมากที่สุด</p>



<p>หมายเหตุ</p>



<p>การแต่งกายประจำวัน คือการกำหนดชุดการแต่งกายของครูในแต่ละวัน เช่น วันจันทร์ &#8211; ชุดข้าราชการ (สีกากี) วันอังคาร &#8211; ชุดเสื้อกีฬา วันพุธ &#8211; ชุดสุภาพ วันพฤหัส &#8211; ชุดลูกเสือ เป็นต้น&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><br>สิ่งที่ไม่อยากให้นักเรียนทำมากที่สุด</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/3dislike-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4235" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/3dislike-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/3dislike-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/3dislike-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/3dislike-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/3dislike-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/3dislike-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/3dislike.png 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>ส่วนคำถามที่ว่าอะไรคือสิ่งที่ครูไม่อยากให้นักเรียนทำมากที่สุด พบว่าครูไม่อยากให้นักเรียนเล่นโทรศัพท์ในเวลาเรียนมากที่สุด 101 คน คิดเป็น 33.33% รองลงมาคือการพูดจาหยาบคาย 88 คน คิดเป็น 29.04% ตามด้วยการล้อเลียนเรื่องกายภาพ เพศ ชาติพันธุ์ สำเนียง 54 คน คิดเป็น 17.82% การนินทาครูลงโซเชียลมีเดีย 17 คน คิดเป็น 5.61% การโพสต์คลิป/ภาพถ่ายของครูลงโซเชียลมีเดีย 15 คน คิดเป็น 4.95% การถึงเนื้อถึงตัว 15 คน คิดเป็น 4.95% และอื่นๆ 13 คน คิดเป็น 4.29% เช่น นักเรียนมาสาย การไม่ตั้งใจเรียน และบางส่วนก็เขียนตอบว่าทุกข้อ&nbsp;</p>



<p>หากพิจารณารายภาค พบว่าครูภาคเหนือและภาคใต้ไม่อยากให้นักเรียนพูดจาหยาบคายมากที่สุด เช่นเดียวกันกับการจำแนกตามสังกัดของโรงเรียน ครูโรงเรียนเอกชนไม่อยากให้นักเรียนพูดจาหยาบคายมากที่สุด นอกจากนี้ครูประถมให้การพูดจาหยาบคายเป็นสิ่งที่ไม่อยากให้นักเรียนทำมากที่สุด</p>



<h3 class="wp-block-heading">สิ่งที่ครูอยากได้มากที่สุด</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/4want-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4236" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/4want-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/4want-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/4want-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/4want-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/4want-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/4want-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/4want.png 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>ส่วนคำถามถึงอะไรคือสิ่งที่ครูอยากได้มากที่สุด พบว่า ครูอยากให้เพิ่มเงินเดือน/ค่าวิทยฐานะมากที่สุด 149 คน คิดเป็น 49.17% รองลงมาคือ มาตรฐานการขึ้นเงิน 45 คน คิดเป็น 14.85% ค่าสื่อการสอน 32 คน คิดเป็น 10.56% ค่าทำงานล่วงเวลา 25 คน คิดเป็น 8.25% รถโรงเรียนอำนวยความสะดวกสำหรับกิจกรรมนอกสถานที่ 13 คน คิดเป็น 4.29% ค่าอยู่เวร 10 คน คิดเป็น 3.30% เพิ่มค่าเบี้ยเลี้ยง 6 คน คิดเป็น 1.98% ค่าอินเทอร์เน็ต 5 คน คิดเป็น 1.65% และอื่นๆ 18 คน คิดเป็น 5.94% เช่น ขอให้มีเจ้าหน้าที่การเงิน พัสดุ โดยตรง ขอขวัญและกำลังใจ การลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอน และการบรรจุข้าราชการเมื่ออายุงานถึงเกณฑ์</p>



<p>นอกจากนี้พบว่า ไม่ว่าจะครูประถม-มัธยม ครูโรงเรียนรัฐ-เอกชน ครูทุกภาค และทุกเพศ ต่างก็เลือกให้การเพิ่มเงินเดือน/ค่าวิทยฐานะเป็นสิ่งที่ครูอยากได้มากที่สุด</p>



<h3 class="wp-block-heading">สิ่งที่ครูไม่อยากให้มีมากที่สุด&nbsp;</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/5unwant-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4237" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/5unwant-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/5unwant-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/5unwant-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/5unwant-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/5unwant-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/5unwant-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/5unwant.png 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>คำถามที่ว่าสิ่งที่ครูไม่อยากให้มีมากที่สุด พบว่าครูไม่อยากอยู่เวรนอกเวลาเรียนมากที่สุด 124 คน คิดเป็น 40.92% รองลงมาคืองานการเงิน 37 คน คิดเป็น 12.21% งานพัสดุ 33 คน คิดเป็น 10.89% งานประกันคุณภาพ 19 คน คิดเป็น 6.27% งานธุรการ 17 คน คิดเป็น 5.61% งานอบรม 15 คน คิดเป็น 4.95% งานพิธีการ 12 คน คิดเป็น 3.96% งานวัดผลประเมินผล 3 คน คิดเป็น 0.99% งานทะเบียน 2 คน คิดเป็น 0.66% งานทะเบียนนักเรียน 2 คน คิดเป็น 0.66% งานโภชนาการ 2 คน คิดเป็น 0.66% งานสารสนเทศ 2 คน คิดเป็น 0.66% งานอนามัย 2 คน คิดเป็น 0.66% งานอาคารสถานที่ 1 คน คิดเป็น 0.33% และอื่นๆ 32 คน คิดเป็น 10.56% เช่น งาน PLC (การทำชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ) และส่วนใหญ่ตอบว่า ทุกงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน</p>



<p>นอกจากนี้ยังพบว่า ครูทุกภาคทุกระดับชั้นเลือกไม่อยากอยู่เวรนอกเวลามากที่สุด ในขณะที่อันดับสองนั้น หากดูรายภาคจะพบว่าภาคเหนือเป็นเรื่องงานพัสดุ ส่วนภาคใต้เป็นเรื่องงานการเงินกับงานการประกันคุณภาพที่มีการเลือกในจำนวนเท่ากัน</p>



<h3 class="wp-block-heading">กิจกรรมที่ครูไม่อยากให้มีที่สุด</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/6hate-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4238" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/6hate-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/6hate-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/6hate-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/6hate-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/6hate-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/6hate-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/6hate.png 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>สำหรับคำถามที่ว่า กิจกรรมที่ครูไม่อยากให้มีมากที่สุด พบว่ากิจกรรมพานักเรียนไปแข่งขันนอกสถานที่เป็นกิจกรรมที่ครูไม่อยากให้มีที่สุด 80 คน คิดเป็น 26.40% ตามมาด้วยกิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือ 48 คน คิดเป็น 15.84% สมุดบันทึกความดี 42 คน คิดเป็น 13.86% กิจกรรมวันพ่อวันแม่ 37 คน คิดเป็น 12.21% กิจกรรมค่ายธรรมะ 30 คน คิดเป็น 9.90% กิจกรรมหน้าเสาธง 12 คน คิดเป็น 3.96% กิจกรรมสวดมนต์ 11 คน คิดเป็น 3.63% กิจกรรมจิตอาสา 5 คน คิดเป็น 1.65% และอื่นๆ 38 คน คิดเป็น 12.54% เช่น กีฬาสี กิจกรรม PLC (การทำชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ) กิจกรรมแนะแนว งานประเมิน และบางส่วนตอบว่าไม่มีกิจกรรมไหนที่ไม่อยากให้มี</p>



<p>เมื่อพิจารณาสัดส่วนผู้เลือกกิจกรรมพานักเรียนไปแข่งขันนอกสถานที่พบว่า เป็นครูที่ทำงานมากกว่า 20 ปีมากที่สุด 25 คน คิดเป็น 31.25% สัดส่วนน้อยที่สุดคือ ครูที่ทำงานน้อยกว่า 1 ปี มี 1 คน คิดเป็น 1.25% โดยที่อันดับ 2 เป็นครูซึ่งทำงานมาแล้ว 5-10 ปี มี 17 คน คิดเป็น 21.25% อันดับ 3 เป็นครูที่ทำงานมาแล้ว 15-20 ปี 16 คน คิดเป็น 20% ของผู้ที่เลือกคำตอบนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading">วิชาที่ครูอยากให้ยกเลิกที่สุด</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/7bansubject-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4239" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/7bansubject-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/7bansubject-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/7bansubject-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/7bansubject-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/7bansubject-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/7bansubject-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/7bansubject.png 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>ส่วนคำถามที่ว่าวิชาที่ครูอยากให้ยกเลิกมากที่สุด พบว่าวิชาลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด บำเพ็ญประโยชน์เป็นวิชาที่ครูอยากยกเลิกมากที่สุด 114 คน คิดเป็น 37.62% รองลงมาคือ วิชาชุมนุม/ชมรม 57 คน คิดเป็น 18.81% วิชาหน้าที่พลเมือง 46 คน คิดเป็น 15.18% วิชานาฏศิลป์ 18 คน คิดเป็น 5.94% วิชาพุทธศาสนา 12 คน คิดเป็น 3.96% วิชาพลศึกษา 4 คน คิดเป็น 1.32% และอื่นๆ 52 คน คิดเป็น 17.16% เช่น สุขศึกษา ศิลปะ และส่วนใหญ่เขียนตอบว่าไม่มีวิชาที่อยากยกเลิก</p>



<p>เมื่อพิจารณาครูที่อยากให้ยกเลิกวิชาลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด บำเพ็ญประโยชน์ พบว่า ทุกช่วงอายุการทำงานเลือกตอบข้อนี้เป็นสัดส่วนมากที่สุด ครูที่ทำงานมากกว่า 20 ปี มี สัดส่วน 29.76% ของจำนวนครูในกลุ่มนี้ ครูที่ทำงาน 15 ปี- 20 ปี มี 39.02% ของจำนวนครูในกลุ่มนี้ ครูที่ทำงาน 10 ปี -15 ปี มี 37.25% ของจำนวนครูในกลุ่มนี้ ครูที่ทำงาน 5-10 ปี มี 40.48% ของจำนวนครูในกลุ่มนี้ 1-5 ปี มี 42.55% ของจำนวนครูในกลุ่มนี้ น้อยกว่า 1 ปี มี 44.74% ของจำนวนครูในกลุ่มนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading">สิ่งที่อยากเห็นผู้บริหารโรงเรียนทำที่สุด</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/8helpfromdirector-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4240" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/8helpfromdirector-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/8helpfromdirector-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/8helpfromdirector-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/8helpfromdirector-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/8helpfromdirector-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/8helpfromdirector-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/8helpfromdirector.png 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>สำหรับคำถามที่ว่าสิ่งที่อยากเห็นผู้บริหารโรงเรียนทำที่สุด พบว่า ครูอยากให้ยกเลิกนโยบายการประกันเกรด ปลอด 0 ร. มส. ของนักเรียนมากที่สุด 123 คน คิดเป็น 40.59% รองลงมา คือไม่เลือกปฏิบัติ 100 คน คิดเป็น 33 % ยกเลิกการส่งไปอบรมที่ไม่จำเป็น 34 คน คิดเป็น 11.22% ไม่ใช้ให้ทำงานส่วนตัว 32 คน คิดเป็น 10.56% อื่นๆ 14 คน คิดเป็น 4.62% เช่น รับฟังความคิดเห็นของครู มีแผนในการทำงาน บางคนเขียนตอบว่า ทุกข้อรวมกัน&nbsp;</p>



<p>เมื่อพิจารณาครูที่ตอบว่าต้องการให้ยกเลิกนโยบายประกันเกรด พบว่า จากผู้ตอบ 123 คน เป็นครูมัธยมมากที่สุด 87 คน หรือคิดเป็น 50.29% ของครูมัธยมทั้งหมด 171 คน ครูประถม 30 คน หรือคิดเป็น 25.42% ของครูประถมทั้งหมด 118 คน ครู ปวช. 6 คน หรือคิดเป็น 42.85% ของครูปวช.ทั้งหมด 14 คน หากจำแนกผู้ที่เลือกข้อนี้ตามระยะเวลาในการทำงาน พบว่า ครูที่ทำงานมานานมากกว่า 20 ปี มีสัดส่วนมากที่สุด 30 คน คิดเป็น 24.59% ของครูที่เลือกข้อนี้ รองลงมา ครูที่ทำงาน 1-5 ปี 24 คน คิดเป็น 19.67% อันดับ 3 ครูที่ทำงาน 15- 20 ปี 19 คน คิดเป็น 15.57%&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">สิ่งที่อยากเห็นผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการทำที่สุด</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/9helpfromMOE-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4241" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/9helpfromMOE-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/9helpfromMOE-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/9helpfromMOE-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/9helpfromMOE-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/9helpfromMOE-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/9helpfromMOE-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/01/9helpfromMOE.png 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>จากคำถามที่ว่าสิ่งที่อยากเห็นผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการทำมากที่สุด พบว่า ครูอยากให้ลดภาระงานเอกสารที่ต้องทำส่งกระทรวงมากที่สุด 146 คน คิดเป็น 48.18% รองลงมาเป็นการเพิ่มค่าตอบแทนครู 62 คน คิดเป็น 20.46% ปรับระบบการประเมินผลการศึกษาและการประกันคุณภาพ 38 คน 12.54% เพิ่มจำนวนครูให้เหมาะสมกับนักเรียน 35 คน 11.55% มีระบบรับเรื่องร้องเรียนตรงถึงรัฐมนตรี 9 คน 2.97% และอื่นๆ เช่น เพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุน เพื่อจัดการเอกสารที่ไม่จำเป็นกับการสอน</p>



<p>เมื่อพิจารณาเฉพาะการลดภาระงานเอกสารที่ต้องทำส่งกระทรวงพบว่า เป็นครูที่ทำงานมานานกว่า 20 ปีมากที่สุด 37 คน คิดเป็น 25.34% รองลงมา ครูที่ทำงานมาแล้ว 10-15 ปี 28 คน คิดเป็น 19.17% อันดับ 3 ครูที่ทำงานน้อยกว่า 1 ปี 23 คน คิดเป็น 15.75%&nbsp;</p>



<p>ดูข้อมูลที่ <a href="https://rocketmedialab.co/?p=4211">https://rocketmedialab.co/database-teacher-q1-2024</a>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/teacher-q1-2024/">ครูเอาด้วยขอปรับปรุงห้องน้ำ ไม่อยากอยู่เวร ยกเลิกการประกันเกรด และเพิ่มเงินเดือน : ผลสำรวจครูไทยอยากได้อะไรจากระบบการศึกษา</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
