<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สุขภาพ Archives - Rocket Media Lab</title>
	<atom:link href="https://rocketmedialab.co/tag/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://rocketmedialab.co/tag/สุขภาพ/</link>
	<description>แหล่งข้อมูลติดตามประเด็นสังคม ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ เพื่อต่อยอดในงานข่าว</description>
	<lastBuildDate>Fri, 12 Dec 2025 10:01:58 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0.2</generator>

<image>
	<url>https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2021/03/cropped-RML-circle-black-32x32.png</url>
	<title>สุขภาพ Archives - Rocket Media Lab</title>
	<link>https://rocketmedialab.co/tag/สุขภาพ/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>สำรวจความเปราะบางผู้สูงอายุ: สกลนครติดอันดับเสี่ยงที่สุด ขอนแก่นน้อยสุด ส่วนกรุงเทพฯ อยู่เกือบท้ายตาราง</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/frailty-old-age/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Nov 2025 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[future]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[RMLxThaiHealth]]></category>
		<category><![CDATA[ที่อยู่อาศัย]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านพักคนชรา]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้สูงอายุ]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมผู้สูงอายุ]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=5975</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3626;&#3633;&#3591;&#3588;&#3617;&#3612;&#3641;&#3657 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/frailty-old-age/">สำรวจความเปราะบางผู้สูงอายุ: สกลนครติดอันดับเสี่ยงที่สุด ขอนแก่นน้อยสุด ส่วนกรุงเทพฯ อยู่เกือบท้ายตาราง</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<ul class="wp-block-list">
<li>ภาคเหนือเป็นภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านสุขภาพกายสูงที่สุด&nbsp; โดยจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านสุขภาพกายสูงที่สุด คือ กำแพงเพชร</li>



<li>ภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านสุขภาพจิตสูงที่สุด คือ ภาคเหนือ โดยจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านสุขภาพจิตสูงที่สุด คือ แพร่</li>



<li>หากรวมทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต พบว่าภาคเหนือเป็นภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางสูงที่สุด และกำแพงเพชรเป็นจังหวัดเปราะบางทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตต่อผู้สูงอายุ อันดับ 1</li>



<li>ภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านเศรษฐกิจสูงสุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านเศรษฐกิจสูงสุด คือ นราธิวาส</li>



<li>ภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านที่อยู่อาศัยสูงสุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านที่อยู่อาศัยสูงสุด คือ สกลนคร</li>



<li>ในภาพรวมทั้ง 3 มิติ ภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางสูงสุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางสูงสุด คือ สกลนคร ในขณะที่ต่ำที่สุดคือ ขอนแก่น&nbsp;</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">สังคมผู้สูงวัยกำลังเป็นปัญหาที่ท้าทายทั่วโลก โดยองค์การสหประชาชาติ ได้ให้นิยามว่า ‘ผู้สูงอายุ’ คือ ประชากรทั้งเพศชายและ เพศหญิงซึ่งมีอายุมากกว่า 60&nbsp; ปีขึ้นไป ส่วนคำว่า &#8220;สังคมผู้สูงอายุ&#8221; องค์การสหประชาชาติ แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับการก้าวเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ระดับสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Complete Aged Society) และระดับสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) โดยให้นิยามของระดับต่างๆ ซึ่งทั้งประเทศไทยและรวมทั้งประเทศต่างๆ ทั่วโลกใช้ความหมายเดียวกันในนิยามของทุกระดับของสังคมผู้สูงอายุดังนี้</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ คือ การมีประชากรอายุ 60&nbsp; ปีขึ้นไปรวมทั้งเพศชายและเพศหญิง มากกว่าร้อยละ 10&nbsp; ของประชากรทั้งประเทศ หรือมีประชากรอายุตั้งแต่ 65 ปี เกินร้อยละ 7&nbsp; ของประชากรทั้งประเทศ&nbsp;</li>



<li>สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ คือ เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20 หรือ ประชากรอายุ 65 ปี เพิ่มเป็นร้อยละ 14 ของประชากรทั้งประเทศ&nbsp;</li>



<li>สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด คือ สังคมที่มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้องค์การอนามัยโลก (World Health Organization) คาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) จำนวนประชากรของผู้สูงอายุทั่วโลกที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป จะเพิ่มสัดส่วนเป็นเท่าตัว จาก 605 ล้านคน หรือ ร้อยละ 11 ของ จำนวนประชากรโลกทั้งหมด เป็น 2 พันล้านคน หรือ ร้อยละ 22 กล่าวโดยสรุปคือ 1 ใน 5 ของประชากรโลกจะมีอายุตั้งแต่ 65 ปี ขึ้นไป</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในขณะที่ประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2567 มีผู้สูงอายุที่อายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 14,027,411 คน คิดเป็น 20% ของประชากรทั้งประเทศ ทำให้ไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ (Complete Aged Society) เนื่องจากมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากกว่า 20% ของประชากร</p>



<p class="wp-block-paragraph">การเพิ่มขึ้นของประชากรสูงวัย ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และเกิดภาระงบประมาณในการดูแลผู้สูงอายุ ทั้งในด้านสาธารณสุข สวัสดิการ การเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานต่างๆ ซึ่งทำให้ภาครัฐและทุกภาคส่วนที่มีส่วนเกี่ยวข้องจำเป็นต้องวางแผนนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาและเตรียมการสำหรับอนาคตเพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<p class="wp-block-paragraph">Rocket Media Lab ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดทำข้อมูลการศึกษาพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงอายุ ทั้งในมิติด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และที่อยู่อาศัย เพื่อใช้ในการเฝ้าระวัง และวางแผนนโยบายในอนาคตเพื่อรับมือกับสังคมสูงวัยในแต่ละพื้นที่ของประเทศไทย&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">มิติด้านสุขภาพ : แก่ตัวไป กาย-ใจ ใครจะดูแล&nbsp;</h3>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร ของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง พบว่า ในปี 2567 ประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุ 14,027,411 คน หรือคิดเป็น 20% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งถือว่าไทยเป็นประเทศสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์แล้ว อันหมายถึง สังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด และเมื่อพิจารณาเป็นรายพื้นที่จะพบว่า จังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งหมดในจังหวัดเป็นสัดส่วนสูงสุด 10 อันดับแรก คือ น่าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย พะเยา อุทัยธานี แพร่ พิษณุโลก ลำปาง นครสวรรค์ และกำแพงเพชร จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่เป็นจังหวัดในภาคเหนือ และภาคกลางตอนบน&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่ถึงอย่างนั้นเราก็อาจจะยังไม่สามารถสรุปได้ว่าพื้นที่จังหวัดในภาคเหนือเป็นพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงวัยสูงกว่าพื้นที่อื่นๆ โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องสุขภาพ ในการจะหาพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงอายุในด้านสุขภาพ โดยเริ่มต้นจากสุขภาพกาย จะใช้ข้อมูลรายจังหวัดทั้งโรคไม่ติดต่อ (NCDs) และทรัพยากรสาธารณสุข เพื่อพิจารณาว่าพื้นที่จังหวัดใดนอกจากจะมีผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อในสัดส่วนที่สูงแล้ว ยังมีทรัพยากรทางสาธารณสุขไม่เพียงพอในการดูแลอีกด้วย</p>



<h4 class="wp-block-heading"><em>ผู้สูงอายุกับความเปราะบางต่อโรคไม่ติดต่อ</em></h4>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติสุขภาพ_NCDs-1-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5997" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติสุขภาพ_NCDs-1-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติสุขภาพ_NCDs-1-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติสุขภาพ_NCDs-1-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติสุขภาพ_NCDs-1-768x768.png 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">เมื่อพิจารณาโรคไม่ติดต่อที่ผู้สูงอายุป่วยเป็นจำนวนมากจาก 5 โรคที่มีข้อมูลแยกเป็นรายจังหวัด คือ โรคเบาหวาน โรคถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิต และโรคทางเดินหายใจ โดยใช้ข้อมูลจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC) ปี 2567 กระทรวงสาธารณสุข และนำมาคำนวณเป็นคะแนนว่าพื้นที่ใดมีจำนวนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อ 5 โรค ต่อจำนวนประชากรสูงอายุ โดยใช้หลัก Normalization and Scaling ซึ่งเป็นวิธีการสากลที่ใช้ในการคำนวณการจัดอันดับ โดยมีสูตรดังนี้&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">Index = (((X &#8211; Min) / (Max &#8211; Min))*(1 &#8211; คะแนนเต็ม))+1</p>



<p class="wp-block-paragraph">X คือ ตัวเลขข้อมูลที่จะใช้คำนวณ</p>



<p class="wp-block-paragraph">Max คือ ตัวเลขข้อมูลสูงสุด</p>



<p class="wp-block-paragraph">Min คือ ตัวเลขข้อมูลต่ำสุด</p>



<p class="wp-block-paragraph">คะแนนเต็ม คือ คะแนน Index เต็ม</p>



<p class="wp-block-paragraph">ซึ่งจังหวัดที่ได้คะแนนมาก หมายถึง จังหวัดที่มีความเปราะบางต่ำ ส่วนจังหวัดที่ได้คะแนนน้อย หมายถึง จังหวัดที่มีความเปราะบางสูง โดยหลังจากนั้นจะนำคะแนนไปรวมกันเพื่อจัดอันดับพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงอายุ โดยพบว่า&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานต่อประชากรสูงอายุ สูงที่สุด&nbsp; 10 อันดับแรก คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>สิงห์บุรี 32.96% คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>อ่างทอง&nbsp; 30.89% คิดเป็น 8.03 คะแนน</li>



<li>นครนายก&nbsp; 30.21% คิดเป็น 10.33 คะแนน</li>



<li>ชัยนาท&nbsp; 26.49% คิดเป็น 22.99 คะแนน</li>



<li>พังงา&nbsp; 26.18% คิดเป็น 24.02 คะแนน</li>



<li>สมุทรสงคราม&nbsp; 24.63% คิดเป็น 29.31 คะแนน</li>



<li>แพร่&nbsp; 24.33% คิดเป็น 30.33 คะแนน</li>



<li>จันทบุรี&nbsp; 24.32% คิดเป็น 30.35 คะแนน</li>



<li>พัทลุง&nbsp; 23.93% คิดเป็น 31.66 คะแนน</li>



<li>เลย&nbsp; 23.42% คิดเป็น 33.40 คะแนน</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน จำนวน 2,329,795 คน คิดเป็น 16.61% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานต่อประชากรสูงอายุสูงที่สุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คิดเป็น 19.94% ของประชากรสูงอายุ ตามด้วยภาคเหนือ 17.60% ภาคตะวันออก 17.35% ภาคใต้ 17.20% ภาคตะวันตก 16.47% และภาคกลาง 13.17%&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดในภาคกลางอยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 5 จังหวัดด้วยกัน และใน 10 อันดับแรกก็มีการกระจายตัวแทบครบทุกภาค และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรกเพียง 1 จังหวัด คือ แพร่ โดยจะเห็นว่าสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานต่อประชากรสูงอายุสูงที่สุด คือ สิงห์บุรี จำนวนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน 13,016 คน คิดเป็น 32.96% ของประชากรสูงอายุ ในขณะที่น้อยที่สุดคือ กรุงเทพฯ&nbsp; จำนวนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน 55,458 คน คิดเป็น 3.81% ของประชากรสูงอายุ</p>



<p class="wp-block-paragraph">จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพองต่อประชากรสูงอายุ สูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>กรุงเทพฯ 0.42% คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>ตรัง 0.35%&nbsp; คิดเป็น 17.61 คะแนน</li>



<li>พะเยา 0.35% คิดเป็น 17.67 คะแนน</li>



<li>นครนายก 0.32% คิดเป็น 24.78 คะแนน</li>



<li>เพชรบุรี 0.31% คิดเป็น 28.15 คะแนน</li>



<li>กระบี่ 0.26% คิดเป็น 38.17 คะแนน</li>



<li>ชุมพร 0.26% คิดเป็น 39.75 คะแนน</li>



<li>ราชบุรี 0.24% คิดเป็น 42.92 คะแนน</li>



<li>สมุทรสาคร 0.22% คิดเป็น 47.61 คะแนน</li>



<li>ปัตตานี 0.21% คิดเป็น 49.73 คะแนน</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพอง จำนวน 16,866 คน คิดเป็น 0.12% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพองต่อประชากรสูงอายุสูงที่สุดคือ ภาคกลาง 0.18% ของประชากรสูงอายุ ตามด้วยภาคตะวันตก 0.16% ภาคเหนือ 0.15% ภาคใต้ 0.12% ภาคตะวันออก 0.06% และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 0.05%&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดในภาคใต้อยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 4 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรก 1 จังหวัด คือ พะเยา โดยจะเห็นว่าสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพองต่อประชากรสูงอายุสูงที่สุด คือ กรุงเทพฯ จำนวนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพอง 6,123 คน คิดเป็น 0.42% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด ในขณะที่น้อยที่สุดคือ อุทัยธานี&nbsp; จำนวนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพอง 2 คน คิดเป็น 0.0028% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด</p>



<p class="wp-block-paragraph">จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดต่อประชากรสูงอายุ สูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>อ่างทอง 7.60% คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>จันทบุรี 5.74% คิดเป็น 25.47 คะแนน</li>



<li>นครนายก 5.26% คิดเป็น 31.71 คะแนน</li>



<li>สิงห์บุรี 4.39% คิดเป็น 43.24 คะแนน</li>



<li>พัทลุง 4.08% คิดเป็น 47.28 คะแนน</li>



<li>พะเยา 3.60% คิดเป็น 53.60 คะแนน</li>



<li>ชุมพร 3.60% คิดเป็น 53.63 คะแนน</li>



<li>อุดรธานี 3.48% คิดเป็น 55.17 คะแนน</li>



<li>สระบุรี 3.38% คิดเป็น 56.53 คะแนน</li>



<li>แพร่ 3.23% คิดเป็น 58.47 คะแนน</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด จำนวน 227,748 คน คิดเป็น 1.62% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดต่อประชากรสูงอายุมากที่สุดคือ ภาคกลาง 1.84% ของประชากรสูงอายุ ตามด้วยภาคตะวันออก 1.70%&nbsp; ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1.63% ภาคเหนือ 1.51%&nbsp; ภาคใต้ 1.25% และภาคตะวันตก 1.08%&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดในภาคกลางอยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 4 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรก 2 จังหวัด คือ แพร่ และพะเยา โดยจะเห็นว่าสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดต่อประชากรสูงอายุสูงที่สุด คือ อ่างทอง จำนวนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด 4,004 คน คิดเป็น 7.60% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด ในขณะที่น้อยที่สุดคือ เลย จำนวนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด 93 คน คิดเป็น 0.08% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด</p>



<p class="wp-block-paragraph">จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจต่อประชากรสูงอายุ สูงที่สุด 10&nbsp; อันดับแรก คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>ศรีสะเกษ 27.33% คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>พัทลุง 23.07% คิดเป็น 18.42 คะแนน</li>



<li>ชัยนาท 20.85% คิดเป็น 27.48 คะแนน</li>



<li>พะเยา 19.80% คิดเป็น 31.76 คะแนน</li>



<li>นครนายก 19.56% คิดเป็น 32.77 คะแนน</li>



<li>สิงห์บุรี 19.19% คิดเป็น 34.25 คะแนน</li>



<li>สมุทรสงคราม 18.69% คิดเป็น 36.32 คะแนน</li>



<li>ร้อยเอ็ด 18.24% คิดเป็น 38.15 คะแนน</li>



<li>ตรัง 18.08% คิดเป็น 38.78 คะแนน</li>



<li>อำนาจเจริญ 17.86% คิดเป็น 39.72 คะแนน</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ จำนวน 1,645,931 คน คิดเป็น 11.73% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจต่อประชากรสูงมากที่สุดคือ ตะวันออกเฉียงเหนือ คิดเป็น 14.91% ของประชากรสูงอายุ ตามด้วยภาคใต้ 13.94% ภาคเหนือ 12.85% ภาคตะวันตก 10.67%&nbsp; ภาคตะวันออก 9.80% และภาคกลาง 8.50%&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดในภาคกลางอยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 4 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรก 1 จังหวัด คือ พะเยา โดยจะเห็นว่าสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจต่อประชากรสูงอายุสูงที่สุด คือ ศรีสะเกษ จำนวนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ 58,058 คน คิดเป็น 27.33% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด ในขณะที่น้อยที่สุดคือ กรุงเทพฯ จำนวนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหาย 45,233 คน คิดเป็น 3.11% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด</p>



<p class="wp-block-paragraph">จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตต่อประชากรสูงอายุ สูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>สิงห์บุรี 72.98% คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>นครนายก 63.82% คิดเป็น 14.03 คะแนน</li>



<li>อ่างทอง 62.82% คิดเป็น 15.46 คะแนน</li>



<li>พังงา 62.74% คิดเป็น 15.57 คะแนน</li>



<li>ชัยนาท 61.43% คิดเป็น 17.43 คะแนน</li>



<li>แพร่ 60.62% คิดเป็น 18.59 คะแนน</li>



<li>สมุทรสงคราม 60.47% คิดเป็น 18.81 คะแนน</li>



<li>พัทลุง 57.90% คิดเป็น 22.46 คะแนน</li>



<li>ชุมพร 57.45% คิดเป็น 23.10 คะแนน</li>



<li>จันทบุรี 55.66% คิดเป็น 25.64 คะแนน</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิต จำนวน 4,898,535 คน คิดเป็น 34.92% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตต่อประชากรสูงมากที่สุดคือ ภาคเหนือ คิดเป็น 44.63% ของประชากรสูงอายุ ตามด้วยภาคใต้ 42.12% ภาคตะวันตก 39.93% ภาคตะวันออก 37.07% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 36.28% และภาคกลาง 27.32%&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดในภาคกลางอยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 5 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรก 1 จังหวัด คือ แพร่ โดยจะเห็นว่าสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตต่อประชากรสูงอายุสูงที่สุด คือ สิงห์บุรี จำนวนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิต 28,816 คน คิดเป็น 72.98% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด ในขณะที่น้อยที่สุดคือ กรุงเทพฯ จำนวนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิต 49,945 คน คิดเป็น 3.43% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลทั้งหมด เมื่อนำข้อมูลผู้สูงอายุที่ป่วยโรคเบาหวาน โรคถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิต และโรคทางเดินหายใจ ต่อจำนวนประชากรสูงอายุที่เรียงลำดับการให้คะแนนไว้แล้วมารวมกัน เพื่อหาคะแนนเฉลี่ยในแต่ละจังหวัด เพื่อจัดอันดับจังหวัดที่มีผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อ รวมทั้ง 5 โรค โดยจังหวัดที่ได้คะแนนมาก หมายถึง จังหวัดที่มีความเปราะบางต่ำ ส่วนจังหวัดที่ได้คะแนนน้อย หมายถึง จังหวัดที่มีความเปราะบางสูง พบว่า&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">จังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางจากโรคไม่ติดต่อ&nbsp; 5 โรคสูงที่สุด10 อันดับแรก คือ&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>นครนายก 22.73 คะแนน</li>



<li>อ่างทอง 31.93 คะแนน</li>



<li>พะเยา 33.50 คะแนน</li>



<li>สิงห์บุรี 35.55 คะแนน</li>



<li>พัทลุง 39.59 คะแนน</li>



<li>ชุมพร 41.66 คะแนน</li>



<li>จันทบุรี 43.68 คะแนน</li>



<li>ตรัง 46.38 คะแนน</li>



<li>สมุทรสงคราม 46.93 คะแนน</li>



<li>พังงา 47.19 คะแนน</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูล หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางโดยพิจารณาจากโรคไม่ติดต่อ 5 โรค สูงที่สุดคือ ภาคเหนือ 57.42 คะแนน ซึ่งเป็นภาคที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรมากที่สุด ตามด้วยภาคกลาง 60.99 คะแนน ภาคใต้ 62.22 คะแนน ภาคตะวันตก 64.52 คะแนน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 65.10 คะแนน และภาคตะวันออก 65.55 คะแนน</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาในระดับจังหวัด พบว่า ใน 10 อันดับแรกมีจังหวัดในภาคกลางถึง 4 จังหวัด และจังหวัดในภาคใต้อีก 4 จังหวัด นอกจากนี้ยังพบว่า ใน 10 อันดับแรก มี 1 จังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งหมดในจังหวัดเป็นสัดส่วนสูงสุด 10 อันดับแรกอีกด้วย ซึ่งคือ พะเยา และยังพบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นภาคที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ และโรคเบาหวานต่อประชากรสูงมากที่สุด แต่กลับไม่พบจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือติดอยู่ใน 10 อันดับแรกของจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อการป่วยโรคไม่ติดต่อ</p>



<h4 class="wp-block-heading"><em>ความสามารถในการรองรับดูแลสุขภาพกายของผู้สูงอายุ</em></h4>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพกาย_ทรัพยากรสาธารณสุข-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5979" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพกาย_ทรัพยากรสาธารณสุข-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพกาย_ทรัพยากรสาธารณสุข-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพกาย_ทรัพยากรสาธารณสุข-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพกาย_ทรัพยากรสาธารณสุข-768x768.png 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">ไม่เพียงแค่นั้น หากเราพิจารณาถึงความสามารถในการรองรับดูแลสุขภาพกายของผู้สูงอายุโดยพิจารณาจากทรัพยากรทางสาธารณสุขที่มีในแต่ละประเภท ทั้ง จำนวนอายุรแพทย์ พยาบาล และเตียง โดยใช้ข้อมูลจากรายงานข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุข ประจำปี 2567 สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข เปรียบเทียบกับจำนวนผู้สูงอายุในจังหวัดนั้นๆ เพื่อให้เห็นว่าทรัพยากรทางสาธารณสุขในแต่ละจังหวัดมีความสามารถในการรองรับดูแลสุขภาพกายของผู้สูงอายุมากน้อยแค่ไหน จะพบว่า&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">จังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อจำนวนอายุรแพทย์ 1 คน สูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>บึงกาฬ 11,771.43 คน คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>เพชรบูรณ์&nbsp; 8,421.82 คน คิดเป็น 30.21 คะแนน</li>



<li>กำแพงเพชร 7,647.37 คน คิดเป็น 36.96 คะแนน</li>



<li>แม่ฮ่องสอน 7,115.11 คน คิดเป็น 41.60 คะแนน</li>



<li>มุกดาหาร 6,752.53 คน คิดเป็น 44.76 คะแนน</li>



<li>นครพนม 6,561.47 คน คิดเป็น 46.43 คะแนน</li>



<li>หนองบัวลำภู 5,723.16 คน คิดเป็น 53.74 คะแนน</li>



<li>นราธิวาส 5,432.08 คน คิดเป็น 56.28 คะแนน</li>



<li>ชัยภูมิ 5,298.73 คน คิดเป็น 57.44 คะแนน</li>



<li>ยโสธร 5,129.90 คน คิดเป็น 58.91 คะแนน</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีอายุรแพทย์ 9,097 คน คิดเป็นสัดส่วนผู้สูงอายุ 1,541.98 คนต่อจำนวนอายุรแพทย์ 1 คนหากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อจำนวนอายุรแพทย์มากที่สุด คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวนผู้สูงอายุ 3,068.25 คนต่ออายุรแพทย์ 1 คน ตามด้วยภาคตะวันตก ผู้สูงอายุ 2,653.69 คนต่ออายุรแพทย์ 1 คน ภาคเหนือ ผู้สูงอายุ 2,076.34 คนต่ออายุรแพทย์ 1 คน ภาคใต้ ผู้สูงอายุ 2,053.45 คนต่ออายุรแพทย์ 1 คน ภาคตะวันออก ผู้สูงอายุ 1,371.73 คนต่ออายุรแพทย์ 1 คน และภาคกลาง ผู้สูงอายุ 952.82 คนต่ออายุรแพทย์ 1 คน</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 6 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรก 1 จังหวัด คือ กำแพงเพชร โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อจำนวนอายุรแพทย์สูงที่สุด คือ บึงกาฬ โดยมีจำนวนอายุรแพทย์ 7 คน คิดเป็นสัดส่วนผู้สูงอายุ 11,771.43 คนต่ออายุรแพทย์ 1 คน ในขณะที่ต่ำที่สุดคือ นครนายก โดยมีจำนวนอายุรแพทย์ 98 คน คิดเป็นสัดส่วนผู้สูงอายุ 417.70 คนต่ออายุรแพทย์ 1 คน</p>



<p class="wp-block-paragraph">จังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อจำนวนพยาบาล 1 คน สูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>กำแพงเพชร 156.42 คน คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>หนองบัวลำภู 146.16 คน คิดเป็น 9.36 คะแนน</li>



<li>สุโขทัย 143.04 คน คิดเป็น 11.90 คะแนน</li>



<li>เพชรบูรณ์ 135.37 คน คิดเป็น 18.15 คะแนน</li>



<li>พิจิตร 122.02 คน คิดเป็น 29.02 คะแนน</li>



<li>มุกดาหาร 121.45 คน คิดเป็น 29.49 คะแนน</li>



<li>สมุทรปราการ 120.96 คน คิดเป็น 29.89 คะแนน</li>



<li>บึงกาฬ 112.88 คน คิดเป็น 36.47 คะแนน</li>



<li>แม่ฮ่องสอน 111.76 คน คิดเป็น 37.38 คะแนน</li>



<li>ชัยภูมิ 105.76 คน คิดเป็น 42.26 คะแนน</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีพยาบาลในระบบ 198,836 คน คิดเป็นสัดส่วนผู้สูงอายุ 70.55 คนต่อจำนวนพยาบาล 1 คน หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ภาคที่มีผู้สูงอายุต่อพยาบาลมากที่สุดคือ ภาคตะวันตก มีจำนวนผู้สูงอายุ 89.34 คนต่อพยาบาล 1 คน ตามมาด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้สูงอายุ 84.68 คนต่อพยาบาล 1 คน ภาคเหนือ ผู้สูงอายุ 78.83 คนต่อพยาบาล 1 คน ภาคใต้ ผู้สูงอายุ 63.18 คนต่อพยาบาล 1 คน ภาคกลาง ผู้สูงอายุ 62.37 คนต่อพยาบาล 1 คน และภาคตะวันออก ผู้สูงอายุ 60.11 คนต่อพยาบาล 1 คน</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาในระดับจังหวัด พบว่ามีจังหวัดในภาคกลางติดใน 10 อันดับแรกถึง 5 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรก 2 จังหวัด คือ สุโขทัย และกำแพงเพชร โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่จำนวนผู้สูงอายุต่อพยาบาลสูงที่สุด คือ กำแพงเพชร มีจำนวนพยาบาล 1,320 คน คิดเป็นสัดส่วนผู้สูงอายุ 156.42 คนต่อพยาบาล 1 คน ในขณะที่ต่ำที่สุดคือ กรุงเทพฯ มีจำนวนพยาบาล 41,766 คน คิดเป็นสัดส่วนผู้สูงอายุ 34.88 คนต่อพยาบาล 1 คน</p>



<p class="wp-block-paragraph">จังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อเตียงสูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>กำแพงเพชร 196.27 คน คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>หนองบัวลำภู 152.72 คน คิดเป็น 29.45 คะแนน</li>



<li>สุโขทัย 145.51 คน คิดเป็น 34.16 คะแนน</li>



<li>เพชรบูรณ์ 143.70 คน คิดเป็น 35.35 คะแนน</li>



<li>มุกดาหาร 133.63 คน คิดเป็น 41.93 คะแนน</li>



<li>พิจิตร 128.22 คน คิดเป็น 45.46 คะแนน</li>



<li>แม่ฮ่องสอน 122.91 คน คิดเป็น 48.93 คะแนน</li>



<li>บึงกาฬ 118.56 คน คิดเป็น 51.77 คะแนน</li>



<li>ระนอง 117.63 ต่อ คิดเป็น 52.38 คะแนน</li>



<li>เชียงราย 114.05 คน คิดเป็น 54.72 คะแนน</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ภาคที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อจำนวนเตียงมากที่สุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจำนวนผู้สูงอายุ 93.99 คนต่อเตียง ตามมาด้วยภาคเหนือ ผู้สูงอายุ 90.67 คนต่อเตียง ภาคตะวันตก ผู้สูงอายุ 89.35 คนต่อเตียง ภาคใต้ ผู้สูงอายุ 74.08 คนต่อเตียง ภาคกลาง ผู้สูงอายุ 72.79 คนต่อเตียง และภาคตะวันออก ผู้สูงอายุ 67.72 คนต่อเตียง</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ใน 10 อันดับแรกถึงภาคละ 3 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรก 2 จังหวัด คือ สุโขทัย และกำแพงเพชร โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อเตียงสูงที่สุด คือ กำแพงเพชร มีจำนวนเตียง 1,052 เตียง คิดเป็นสัดส่วนผู้สูงอายุ 196.27 คนต่อเตียง 1 เตียง ในขณะที่ต่ำที่สุดคือ นครนายก มีจำนวนเตียง 915 เตียง คิดเป็นสัดส่วนผู้สูงอายุ 44.74 คนต่อเตียง 1 เตียง</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลทั้งหมด เมื่อนำข้อมูลจำนวนผู้สูงอายุต่อทั้งอายุรแพทย์ พยาบาล และเตียง ที่เรียงลำดับการให้คะแนนไว้แล้วมารวมกัน เพื่อหาคะแนนเฉลี่ยในแต่ละจังหวัด เพื่อจัดอันดับจังหวัดที่มีทรัพยากรทางสาธารณสุขต่อผู้สูงอายุ โดยจังหวัดที่ได้คะแนนมาก หมายถึง จังหวัดที่มีความเปราะบางต่ำ ส่วนจังหวัดที่ได้คะแนนน้อย หมายถึง จังหวัดที่มีความเปราะบางสูง โดยพบว่า&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">จังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางด้านทรัพยากรสาธารณสุขในประเด็นสุขภาพกายสูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>กำแพงเพชร 12.99 คะแนน</li>



<li>เพชรบูรณ์ 27.90 คะแนน</li>



<li>บึงกาฬ 29.75 คะแนน</li>



<li>หนองบัวลำภู 30.85 คะแนน</li>



<li>สุโขทัย 36.19 คะแนน</li>



<li>มุกดาหาร 38.73 คะแนน</li>



<li>แม่ฮ่องสอน 42.64 คะแนน</li>



<li>พิจิตร 48.16 คะแนน</li>



<li>นครพนม 54.17 คะแนน</li>



<li>ชัยภูมิ 54.76 คะแนน</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ภาคที่มีความสามารถในการรองรับดูแลสุขภาพกายของผู้สูงอายุต่ำที่สุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 60.39 คะแนน ตามด้วยภาคเหนือ 66.28 คะแนน ภาคตะวันตก 67.42 คะแนน ภาคกลาง 67.38 คะแนน ภาคใต้ 78.07 คะแนน และภาคตะวันออก 80.25 คะแนน</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า มีจังหวัดในภาคกลางอยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 5 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรก 2 จังหวัด คือ กำแพงเพชร และสุโขทัย โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่มีความเปราะบางต่อผู้สูงอายุในประเด็นทรัพยากรสาธารณสุขในด้านสุขภาพกายต่ำที่สุด คือ กำแพงเพชร 41.77 คะแนน ในขณะที่สูงที่สุดคือ ภูเก็ต 88.30 คะแนน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดังนั้น เมื่อนำคะแนนความเปราะบางต่อผู้สูงอายุโดยพิจารณาจากโรคไม่ติดต่อ 5 โรค และคะแนนความสามารถในการรองรับดูแลสุขภาพกายของผู้สูงอายุ มารวมกัน จะพบว่า&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-gallery aligncenter has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="1024" data-id="5980" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพกาย_สรุป-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5980" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพกาย_สรุป-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพกาย_สรุป-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพกาย_สรุป-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพกาย_สรุป-768x768.png 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div></figure>



<p class="wp-block-paragraph">จังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางด้านสุขภาพกายสูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>กำแพงเพชร 41.77 คะแนน</li>



<li>เพชรบูรณ์ 48.47 คะแนน</li>



<li>บึงกาฬ 49.64 คะแนน</li>



<li>หนองบัวลำภู 50.73 คะแนน</li>



<li>พะเยา 52.66 คะแนน</li>



<li>สุโขทัย 52.87 คะแนน</li>



<li>อ่างทอง 53.60 คะแนน</li>



<li>พัทลุง 55.38 คะแนน</li>



<li>พิจิตร 56.82 คะแนน</li>



<li>ลำปาง 58.05 คะแนน</li>
</ol>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพกาย-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5981" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพกาย-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพกาย-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพกาย-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพกาย-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพกาย-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพกาย-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพกาย-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพกาย-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางด้านสุขภาพกายสูงที่สุด คือ ภาคเหนือ 61.85 คะแนน ซึ่งเป็นภาคที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อจำนวนประชากรสูงที่สุด ตามมาด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 62.74 คะแนน ภาคกลาง 64.18 คะแนน ภาคตะวันตก 65.97 คะแนน ภาคใต้ 70.14 คะแนน และภาคตะวันออก 72.90 คะแนน</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดที่อยู่ใน 10 อันดับแรก ส่วนใหญ่เป็นจังหวัดในพื้นที่ภาคกลางตอนบนและภาคเหนือ และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อจำนวนประชากรสูงที่สุดใน 10 อันดับแรกของประเทศ เป็นพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงอายุในด้านสุขภาพกายถึง 4 จังหวัด คือ สุโขทัย พะเยา ลำปาง และกำแพงเพชร ในขณะที่กำแพงเพชร ซึ่งเป็นจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านสุขภาพกายสูงที่สุด พบว่า กำแพงเพชรไม่ได้เป็นจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อจำนวนประชากรสูงที่สุดใน 10 อันดับแรก และไม่ได้อยู่ใน 10 อันดับแรกของจังหวัดที่เป็นพื้นที่เปราะบางต่อโรคไม่ติดต่อทั้ง 5 โรค  แต่ปัจจัยที่ทำให้กำแพงเพชรนั้นเป็นพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงอายุสูงที่สุดในด้านสุขภาพกาย ก็เพราะทรัพยากรทางสาธารณสุขของกำแพงเพชรมีความสามารถในการรองรับดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุต่ำมาก ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนอายุรแพทย์ที่ต่ำเป็นอันดับสามของประเทศ และสัดส่วนพยาบาลและเตียงที่ต่ำเป็นอันดับหนึ่งของประเทศนั่นเอง </p>



<p class="wp-block-paragraph">ในขณะที่จังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านสุขภาพกายต่ำที่สุด คือ ภูเก็ต เพราะเป็นจังหวัดที่มีผู้สูงอายุป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อ 5 โรค ต่ำที่สุดของประเทศ และมีทรัพยากรทางสาธารณสุขที่มีความสามารถในการรองรับดูแลผู้สูงอายุสูงเป็นอันดับ 7 ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนอายุรแพทย์ที่สูงเป็นอันดับสามของประเทศ พยาบาลที่สูงเป็นอันดับที่ 11 ของประเทศ และเตียงที่สูงเป็นอันดับ 12 ของประเทศ</p>



<h4 class="wp-block-heading"><em>ผู้สูงอายุกับความเปราะบางต่อปัญหาสุขภาพจิต</em></h4>



<p class="wp-block-paragraph">ไม่เพียงแค่โรคทางกายเท่านั้น แต่โรคทางใจยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ก่อเกิดความสูญเสียและภาระทางสาธารณสุขที่ภาครัฐจะต้องดูแลผู้สูงอายุมากขึ้นอีกด้วย ในการจะหาพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงอายุในด้านสุขภาพจิต จะใช้ข้อมูลผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพจิต และทรัพยากรทางสาธารณสุขเพื่อพิจารณาว่า พื้นที่จังหวัดใดนอกจากจะมีผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพจิตในสัดส่วนที่สูงแล้ว ยังมีทรัพยากรทางสาธารณสุขไม่เพียงพอในการดูแลอีกด้วย&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพจิต_ทรัพยากรสาธารณสุข-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5982" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพจิต_ทรัพยากรสาธารณสุข-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพจิต_ทรัพยากรสาธารณสุข-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพจิต_ทรัพยากรสาธารณสุข-150x150.png 150w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">เมื่อนำข้อมูลจำนวนผู้สูงอายุ มาเปรียบเทียบกับจำนวนผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ป่วยเป็นโรคจิตเวช 13 รายการได้แก่ ความผิดปกติทางจิตและอาการทางจิตที่เกิดจากโรคทางกาย ความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรมที่เกิดจากการใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท โรคจิตเภท พฤติกรรมแบบโรคจิตเภท และโรคหลงผิด ความผิดปกติทางอารมณ์ โรคประสาท ความผิดปกติที่สัมพันธ์กับความเครียด และโรคโซมาโตฟอร์ม กลุ่มอาการทางพฤติกรรมที่พบร่วมกับความผิดปกติทางสรีรวิทยาและปัจจัยทางกายภาพ ความผิดปกติทางบุคลิกภาพและพฤติกรรมของผู้ใหญ่ ภาวะปัญญาอ่อน ความผิดปกติของพัฒนาการทางจิต ความผิดปกติทางอารมณ์และพฤติกรรมที่มักเริ่มต้นในวัยเด็กและวัยรุ่น ความผิดปกติทางจิตที่ไม่ระบุรายละเอียด การตั้งใจทำร้ายตนเอง และการถูกทำร้าย โดยใช้ข้อมูลจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC) ปี 2567 กระทรวงสาธารณสุข พบว่า&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคจิตเวชต่อจำนวนผู้สูงอายุ สูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>สมุทรสงคราม 7.85%&nbsp; คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>สิงห์บุรี 6.65% คิดเป็น 16.31 คะแนน</li>



<li>ชัยนาท 6.00% คิดเป็น 24.67 คะแนน</li>



<li>นครนายก 5.56% คิดเป็น 30.40 คะแนน</li>



<li>นครศรีธรรมราช 5.20% คิดเป็น 34.90 คะแนน</li>



<li>อุทัยธานี 4.61% คิดเป็น 42.50 คะแนน</li>



<li>อ่างทอง 3.88% คิดเป็น 51.82 คะแนน</li>



<li>แพร่ 3.80% คิดเป็น 52.86 คะแนน</li>



<li>ลำพูน 3.78% คิดเป็น 53.17 คะแนน</li>



<li>นครสวรรค์ 3.60% คิดเป็น 55.47 คะแนน</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">ในภาพรวมพบว่า ประเทศไทยมีผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคจิตเวช 271,499 คนคิดเป็น 1.94% ของผู้สูงอายุทั้งหมด หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคจิตเวชต่อจำนวนผู้สูงอายุมากที่สุดคือ ภาคเหนือ คิดเป็น 2.79% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด ตามมาด้วยภาคใต้ 2.33% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือคิดเป็น 2.03%&nbsp; ภาคตะวันออกคิดเป็น 1.60% ภาคกลางคิดเป็น 1.59% และภาคตะวันตก 1.56%</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า มีจังหวัดในภาคกลางอยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 7 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรกถึง 2 จังหวัด คือ แพร่ และนครสวรรค์ โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่มีผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคจิตเวชต่อจำนวนผู้สูงอายุสูงที่สุด คือ สมุทรสงคราม ซึ่งมีจำนวนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคจิตเวช 2,935 คน คิดเป็น 7.85% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด ในขณะที่ต่ำที่สุดคือ สมุทรปราการ มีจำนวนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคจิตเวช 498 คน คิดเป็น 0.13% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด</p>



<h4 class="wp-block-heading"><em>ความสามารถในการรองรับดูแลสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ</em></h4>



<p class="wp-block-paragraph">ไม่เพียงแค่นั้น หากเราพิจารณาถึงความสามารถในการรองรับดูแลสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ โดยพิจารณาจากทรัพยากรทางสาธารณสุขที่มีในแต่ละประเภท ทั้งจำนวนจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และเตียงจิตเวช โดยใช้ข้อมูลจากรายงานข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุข ประจำปี 2567 สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข เปรียบเทียบกับจำนวนผู้สูงอายุในจังหวัดนั้นๆ เพื่อให้เห็นว่าทรัพยากรทางสาธารณสุขในแต่ละจังหวัดมีความสามารถในการรองรับดูแลสุขภาพจิตของผู้สูงอายุมากน้อยแค่ไหน จะพบว่า&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">จังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อจำนวนจิตแพทย์ 1 คน เป็นสัดส่วนสูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>ยโสธร ผู้สูงอายุ 102, 598 คน ไม่มีจิตแพทย์ คิดเป็น 0 คะแนน</li>



<li>บึงกาฬ ผู้สูงอายุ 82,400 คน คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>เพชรบูรณ์ ผู้สูงอายุ 78,603.67 คน คิดเป็น 5.74 คะแนน</li>



<li>อุดรธานี ผู้สูงอายุ 72,239.25 คน คิดเป็น 13.69 คะแนน</li>



<li>อำนาจเจริญ ผู้สูงอายุ 65,212 คน คิดเป็น 22.47 คะแนน</li>



<li>แม่ฮ่องสอน ผู้สูงอายุ 64,036 คน คิดเป็น 23.94 คะแนน</li>



<li>กาฬสินธุ์ ผู้สูงอายุ 60,184 คน คิดเป็น 28.75 คะแนน</li>



<li>เพชรบุรี ผู้สูงอายุ 55,262 คน คิดเป็น 34.90 คะแนน</li>



<li>หนองบัวลำภู ผู้สูงอายุ 54,370 คน คิดเป็น 36.01 คะแนน</li>



<li>ชัยภูมิ ผู้สูงอายุ 52,987.25 คน คิดเป็น 37.74 คะแนน</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีผู้สูงอายุ 14,596.68 คนต่อจิตแพทย์ 1 คน หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีผู้สูงอายุต่อจำนวนจิตแพทย์มากที่สุด คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้สูงอายุ 26,701.56 คนต่อจิตแพทย์ 1 คน ตามด้วยภาคตะวันตก ผู้สูงอายุ 25,589.11 คนต่อจิตแพทย์ 1 คน ภาคตะวันออก ผู้สูงอายุ 17,654.65 คนต่อจิตแพทย์ 1 คน ภาคใต้ ผู้สูงอายุ 15,652.74 คนต่อจิตแพทย์ 1 คน ภาคเหนือ ผู้สูงอายุ 15,454.79 คนต่อจิตแพทย์ 1 คน และภาคกลาง ผู้สูงอายุ 9,614.70 คนต่อจิตแพทย์ 1 คน</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 7 จังหวัดด้วยกัน และไม่มีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรกในนี้ โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อจำนวนจิตแพทย์สูงที่สุด คือ ยโสธร ที่มีจำนวนผู้สูงอายุ 102,598 คน แต่จากข้อมูลไม่มีจิตแพทย์ในจังหวัดเลย ในขณะที่ต่ำที่สุดคือ นครนายก มีผู้สูงอายุ 40,935 คน และมีจิตแพทย์ 13 คน คิดเป็นจำนวนผู้สูงอายุ 3,148.85 คนต่อจิตแพทย์ 1 คน</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้ จากรายงานทรัพยากรสาธารณสุข ของกระทรวงสาธารณสุข ในปี 2567 ยังพบว่าประเทศไทยมีแพทย์จิตเวชศาสตร์ด้านจิตเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ เพียง 8 คนเท่านั้น ได้แก่ กรุงเทพฯ 4 คน ราชบุรี 1 คน และนครราชสีมา 3 คน เท่ากับว่าแพทย์ด้านจิตเวชศาสตร์สูงอายุ 1 คนจะต้องดูแลผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิตถึง 33,937.38 คน&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">จังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อจำนวนนักจิตวิทยา 1 คน เป็นสัดส่วนสูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>หนองบัวลำภู 108,740 คน ไม่มีนักจิตวิทยา คิดเป็น 0 คะแนน</li>



<li>แพร่ 95,266 คน ไม่มีนักจิตวิทยา คิดเป็น 0 คะแนน</li>



<li>อ่างทอง 52,696 คน ไม่มีนักจิตวิทยา คิดเป็น 0 คะแนน</li>



<li>สมุทรสงคราม 37,404 คน ไม่มีนักจิตวิทยา คิดเป็น 0 คะแนน</li>



<li>กำแพงเพชร 103,239.50 คน คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>ร้อยเอ็ด 80,230.33 คน คิดเป็น 23.93 คะแนน</li>



<li>สมุทรปราการ 77,291.60 คน คิดเป็น 26.86 คะแนน</li>



<li>สมุทรสาคร 69,945.50 คน คิดเป็น 34.19 คะแนน</li>



<li>อุบลราชธานี 66,838.17 คน คิดเป็น 37.28 คะแนน</li>



<li>กาญจนบุรี 62,209 คน คิดเป็น 41.90 คะแนน</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีผู้สูงอายุ 16,522.27 คนต่อนักจิตวิทยา 1 คน หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีผู้สูงอายุต่อนักจิตวิทยามากที่สุด คือ ภาคเหนือ ผู้สูงอายุ 26,769.91 คนต่อนักจิตวิทยา 1 คน ตามด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้สูงอายุ 23,568.97 คนต่อนักจิตวิทยา 1 คน ภาคตะวันตก ผู้สูงอายุ 23,112.74 คนต่อนักจิตวิทยา 1 คน ภาคตะวันออก ผู้สูงอายุ 21,185.58 คนต่อนักจิตวิทยา 1 คน ภาคกลาง ผู้สูงอายุ 13,497.06 คนต่อนักจิตวิทยา 1 คน และภาคใต้ ผู้สูงอายุ 9,817.69 คนต่อนักจิตวิทยา 1 คน</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า มีจังหวัดในภาคกลางอยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 5 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรกถึง 2 จังหวัด คือ แพร่ และกำแพงเพชร โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อจำนวนนักจิตวิทยาสูงที่สุด คือ หนองบัวลำภู อ่างทอง แพร่ และสมุทรสงคราม ซึ่งไม่มีนักจิตวิทยาในจังหวัด ในขณะที่ต่ำที่สุดคือ ปัตตานี มีผู้สูงอายุ 113,580 คน และนักจิตวิทยา 29 คน คิดเป็นจำนวนผู้สูงอายุ 3,916.55 คนต่อนักจิตวิทยา 1 คน</p>



<p class="wp-block-paragraph">จังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อจำนวนเตียงผู้ป่วยจิตเวช 1 เตียง สูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>แพร่ &nbsp; 95,266 คน ไม่มีเตียงจิตเวช คิดเป็น 0 คะแนน</li>



<li>ปทุมธานี 72,407.25 คน คิดเป็น 59.99 คะแนน</li>



<li>เชียงราย 29,481.30 คน คิดเป็น 60.06 คะแนน</li>



<li>มหาสารคาม&nbsp; 29,428.17 คน คิดเป็น 62.52 คะแนน</li>



<li>พระนครศรีอยุธยา&nbsp; 27,638 คิดเป็น 62.53 คะแนน</li>



<li>กำแพงเพชร 25,809.88 คน คิดเป็น 65.04 คะแนน</li>



<li>นครนายก&nbsp; 20,467.50 คน คิดเป็น 72.38 คะแนน</li>



<li>ลำพูน 19,541.40 คน คิดเป็น 73.65 คะแนน</li>



<li>นครปฐม 18,789.20 คน คิดเป็น 74.69 คะแนน</li>



<li>กาฬสินธุ์ 18,055.20 คน คิดเป็น 75.69 คะแนน</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีผู้สูงอายุ 2,337.51 คนต่อจำนวนเตียงจิตเวช 1 เตียง หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีผู้ป่วยที่เป็นผู้สูงอายุต่อจำนวนเตียงจิตเวชมากที่สุด คือ ภาคตะวันตก ผู้สูงอายุ 8,429.35 คนต่อจำนวนเตียงจิตเวช 1 เตียง ตามด้วยภาคตะวันออก ผู้สูงอายุ 3,724.03 คนต่อจำนวนเตียงจิตเวช 1 เตียง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้สูงอายุ 2,547.61 คนต่อจำนวนเตียงจิตเวช 1 เตียง ภาคเหนือ ผู้สูงอายุ 2,247.55 คนต่อจำนวนเตียงจิตเวช 1 เตียง ภาคกลาง ผู้สูงอายุ 2,093.49 คนต่อจำนวนเตียงจิตเวช 1 เตียง และภาคใต้ ผู้สูงอายุ 1,731.93 คนต่อจำนวนเตียงจิตเวช 1 เตียง</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า มีจังหวัดในภาคกลางอยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 5 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรกถึง 2 จังหวัด คือ แพร่ และกำแพงเพชร โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อจำนวนเตียงจิตเวชสูงที่สุด คือ แพร่ มีผู้สูงอายุ 95,266 คน แต่ไม่มีเตียงจิตเวชในจังหวัดเลย ในขณะที่ต่ำที่สุดคือ สุราษฎร์ธานี มีผู้สูงอายุ 188,304 คน และจำนวนเตียงจิตเวช 511 เตียง คิดเป็นจำนวนผู้สูงอายุ 368.50 คนต่อเตียงจิตเวช 1 เตียง</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลทั้งหมด เมื่อนำข้อมูลจำนวนผู้สูงอายุต่อจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และเตียงจิตเวช ที่เรียงลำดับการให้คะแนนไว้แล้วมารวมกัน เพื่อหาคะแนนเฉลี่ยในแต่ละจังหวัด เพื่อจัดอันดับจังหวัดที่มีทรัพยากรทางสาธารณสุขของผู้สูงอายุ ทั้งจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และเตียงจิตเวช รวมกัน โดยจังหวัดที่ได้คะแนนมาก หมายถึง จังหวัดที่มีควาเปราะบางต่ำ ส่วนจังหวัดที่ได้คะแนนน้อย หมายถึง จังหวัดที่มีความเปราะบางสูง พบว่า&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">จังหวัดที่มีผู้สูงอายุมีความเปราะบางด้านทรัพยากรสาธารณสุขในประเด็นสุขภาพจิต สูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>แพร่ 28.03 คะแนน</li>



<li>กำแพงเพชร 35.16 คะแนน</li>



<li>หนองบัวลำภู 43.02 คะแนน</li>



<li>กาฬสินธุ์ 49.45 คะแนน</li>



<li>ยโสธร 49.53 คะแนน</li>



<li>เพชรบูรณ์ 54.26 คะแนน</li>



<li>อ่างทอง 54.80 คะแนน</li>



<li>ร้อยเอ็ด 55.75 คะแนน</li>



<li>บึงกาฬ 59.22 คะแนน</li>



<li>มหาสารคาม 59.24 คะแนน</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูล หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางด้านทรัพยากรทางสาธารณสุขในประเด็นสุขภาพจิตสูงที่สุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 68.86 คะแนน ตามด้วยภาคเหนือ 72 คะแนน ภาคตะวันตก 74.12 คะแนน ภาคกลาง 74.49 คะแนน ภาคตะวันออก 82.05 คะแนน และภาคใต้ 88.49 คะแนน</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า มีจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง 6 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรก 2 จังหวัด คือ แพร่ และกำแพงเพชร โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางด้านทรัพยากรทางสาธารณสุขในประเด็นสุขภาพจิตสูงที่สุดคือ แพร่ 28.03 คะแนน ในขณะที่ต่ำที่สุดคือ กรุงเทพฯ 98.02 คะแนน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดังนั้น เมื่อนำคะแนนความเปราะบางต่อผู้สูงอายุโดยพิจารณาจากโรคจิตเวช 13 รายการ และคะแนนความพร้อมของทรัพยากรสาธารณสุขในการรองรับผู้สูงอายุ มารวมกันเพื่อหาคะแนนเฉลี่ยเพื่อจัดอันดับจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านสุขภาพจิตสูงที่สุด พบว่า&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพจิต_สรุป-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5983" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพจิต_สรุป-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพจิต_สรุป-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพจิต_สรุป-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพจิต_สรุป-768x768.png 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">จังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านสุขภาพจิตสูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>แพร่ 34.24 คะแนน</li>



<li>กำแพงเพชร 44.77 คะแนน</li>



<li>สมุทรสงคราม 46.18 คะแนน</li>



<li>อ่างทอง 54.05 คะแนน</li>



<li>หนองบัวลำภู 54.33 คะแนน</li>



<li>กาฬสินธุ์ 55.86 คะแนน</li>



<li>ยโสธร 55.94 คะแนน</li>



<li>เพชรบูรณ์ 60.11 คะแนน</li>



<li>ร้อยเอ็ด 60.96 คะแนน</li>



<li>กาญจนบุรี 63.91 คะแนน</li>
</ol>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพจิต-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5984" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพจิต-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพจิต-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพจิต-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพจิต-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพจิต-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพจิต-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพจิต-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพจิต-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านสุขภาพจิตสูงที่สุด คือ ภาคเหนือ 69.95 คะแนน ตามมาด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 70.87 คะแนน ภาคกลาง 72.07 คะแนน ภาคตะวันตก 76.21 คะแนน ภาคตะวันออก 81.26 คะแนน และภาคใต้ 85.47 คะแนน</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่าจังหวัดที่อยู่ใน 10 อันดับแรก ส่วนใหญ่เป็นจังหวัดในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคละ 4 จังหวัด และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรก 2 จังหวัด คือ แพร่ และกำแพงเพชร รวมไปถึงจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านสุขภาพจิตสูงที่สุด คือ แพร่ 34.24 คะแนน ในขณะที่น้อยที่สุดคือ กรุงเทพฯ 97.73 คะแนน</p>



<h4 class="wp-block-heading"><em>จังหวัดไหนที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านสุขภาพทั้งกายและสุขภาพจิต มาก-น้อย ที่สุด</em></h4>



<p class="wp-block-paragraph">โดยสรุป ในการจะหาพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงอายุในด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต โดยนำเอาการเรียงลำดับการให้คะแนนของทั้งสองด้านมารวมกัน เพื่อหาคะแนนเฉลี่ยในแต่ละจังหวัด และจัดอันดับจังหวัดที่มีความเปราะบางด้านสุขภาพทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตต่อผู้สูงอายุสูงที่สุดในประเทศไทย พบว่า&nbsp;<br></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติสุขภาพ_สรุป-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5985" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติสุขภาพ_สรุป-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติสุขภาพ_สรุป-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติสุขภาพ_สรุป-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติสุขภาพ_สรุป-768x768.png 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">จังหวัดที่มีความเปราะบางด้านสุขภาพทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตต่อผู้สูงอายุ สูงที่สุดในประเทศไทย 10 อันดับแรก คือ&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>กำแพงเพชร 43.27 คะแนน</li>



<li>แพร่ 46.74 คะแนน</li>



<li>หนองบัวลำภู 52.53 คะแนน</li>



<li>สมุทรสงคราม 53.54 คะแนน</li>



<li>อ่างทอง 53.83 คะแนน</li>



<li>เพชรบูรณ์ 54.29 คะแนน</li>



<li>บึงกาฬ 57.62 คะแนน</li>



<li>ยโสธร 58.76 คะแนน</li>



<li>กาฬสินธุ์ 58.77 คะแนน</li>



<li>ร้อยเอ็ด 61.50 คะแนน</li>
</ol>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพ-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5986" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพ-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพ-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพ-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพ-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพ-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพ-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพ-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพ-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาเป็นระดับภาค จะพบว่า ภาคเหนือ เป็นภาคที่มีผู้สูงอายุมีความเปราะบางด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิตมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับการเป็นภาคที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อจำนวนประชากรสูงที่สุดในประเทศไทย จากการคำนวณพบว่าภาคเหนือได้คะแนนในมิติสุขภาพน้อยที่สุด 65.90 คะแนน แบ่งออกเป็นด้านสุขภาพกาย 61.85 คะแนน และด้านสุขภาพจิต 69.95 คะแนน ตามมาด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 66.81 คะแนน ภาคกลาง 68.13 คน ภาคตะวันตก 71.09 คะแนน ภาคตะวันออก 77.08 คะแนน และภาคใต้ 77.81 คะแนน</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดที่มีความเปราะบางทางสุขภาพของผู้สูงอายุทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตสูงที่สุด 10 อันดับแรก ส่วนมากเป็นจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง 5 จังหวัด และที่น่าสนใจคือใน 10 อันดับแรกนี้ไม่มีจังหวัดในภาคตะวันออกและภาคใต้เลย นอกจากนี้ยังพบว่า ใน 10 อันดับนี้ มีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อจำนวนประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุดในประเทศถึง 2 จังหวัดด้วยกัน นั่นก็คือ แพร่ และกำแพงเพชร&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">กำแพงเพชร เป็นจังหวัดเปราะบางทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตต่อผู้สูงอายุ อันดับ 1 โดยกำแพงเพชรอยู่ในอันดับ 1 ของจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางด้านสุขภาพกายมากที่สุด และอันดับ 2 ของจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางด้านสุขภาพจิตมากที่สุด ในขณะที่จังหวัดที่มีความเปราะบางทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตต่อผู้สูงอายุต่ำที่สุดคือ กรุงเทพฯ อีกทั้งยังอยู่เพียงอันดับที่ 2 ของจังหวัดที่มีความเปราะบางด้านสุขภาพกายต่อผู้สูงอายุต่ำที่สุด และอันดับ 1 ของจังหวัดที่มีความเปราะบางด้านสุขภาพจิตต่อผู้สูงอายุต่ำสุด</p>



<h3 class="wp-block-heading">มิติด้านเศรษฐกิจ : แก่ไปจะมีงานทำไหม จะเลี้ยงตัวเองได้หรือเปล่า&nbsp;</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ไม่เพียงแค่เรื่องสุขภาพที่จะเป็นปัญหาใหญ่เมื่อประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น อีกหนึ่งปัญหาที่จะเกิดขึ้นและสำคัญไม่แพ้กันคือปัญหาด้านเศรษฐกิจ จากข้อมูลสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร ของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง พบว่า ในปี 2567 ประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุ 14,027,411 คน หรือคิดเป็น 20% ของประชากรทั้งประเทศ และคาดว่าจะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 28% ของประชากรทั้งหมดในปี 2578 แต่ใช่ว่าผู้สูงอายุทุกคนจะมีรายได้เลี้ยงตนเองไปตลอดชีวิต</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลรายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย ปี 2566 ของกรมกิจการผู้สูงอายุ และสถิติงานประกันสังคมประจำปี 2566 ของสำนักงานประกันสังคม จะเห็นว่าแม้จะมีผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งที่อาจไม่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ เพราะเป็นผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยหวัด บำเหน็จและบำนาญข้าราชการ โดยมีจำนวน 1.85 ล้านคน หรือคิดเป็น 13.99% รวมไปถึงผู้สูงอายุที่มีรายได้หลักจากการอุดหนุนของครอบครัว มีจำนวน 4.25 ล้านคน หรือคิดเป็น 32.2% แต่ก็ยังพบว่า มีผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งที่ยังต้องทำงานอยู่ โดยผู้สูงอายุที่ยังคงมีงานทำ มีจำนวน 5.11 ล้านคน หรือคิดเป็น 37.50% ซึ่งแม้จะมีงานทำ แต่ในส่วนที่ทำงานเป็นลูกจ้างนั้นมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนเพียง 12,151 บาท ในขณะที่ภาคการเกษตรมีรายได้เพียง 5,796 บาทต่อเดือน ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">แม้อาจจะมีเงินอุดหนุนจากภาครัฐ เช่น เบี้ยยังชีพ ซึ่งมีผู้สูงอายุจำนวน 10.96 ล้านคนหรือคิดเป็น 83.08% ที่ได้รับ แต่ก็จะได้รับเพียงเดือนละ 600-1,000 บาท เท่านั้น หรือผู้สูงอายุที่จะได้รับเงินบำนาญจากการที่เคยเป็นผู้ประกันตน ทั้ง ม.33 ม.39 และ ม.40 ก็มีเพียงแค่ 1.02 ล้านคน หรือคิดเป็น 7.76%&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้สูงอายุที่มีเงินออมนั้น มีเพียง 54.3% และแม้จะมีมากกว่าครึ่ง แต่กลับพบว่าในจำนวนนั้น 41.4% มีเงินออมต่ำกว่า 50,000 บาท ซึ่งก็อาจจะไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตไปจนสิ้นอายุขัย&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">จะเห็นว่าภาวะทางเศรษฐกิจของผู้สูงอายุในไทยนั้นน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง และอาจสร้างภาระที่ภาครัฐจะต้องเข้ามาดูแลทั้งด้านงบประมาณและนโยบายมากยิ่งขึ้นในอนาคตเมื่อจำนวนผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น หนึ่งในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของผู้สูงอายุก็คือ การสร้างงานแก่ผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถพึ่งพิงตนเองได้ในทางเศรษฐกิจ&nbsp;&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติเศรษฐกิจ-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5987" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติเศรษฐกิจ-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติเศรษฐกิจ-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติเศรษฐกิจ-150x150.png 150w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">ในการจะหาพื้นที่เปราะบางของผู้สูงอายุในด้านเศรษฐกิจ จะใช้ข้อมูลรายจังหวัดทั้งข้อมูลจำนวนผู้สูงอายุที่ไม่มีงานทำ ผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เพียงพอ จำนวนผู้สูงอายุที่รายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อปี และจำนวนผู้สูงอายุที่ไม่มีการออม จากรายงานการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 สำนักงานสถิติแห่งชาติ มาเปรียบเทียบกับจำนวนผู้สูงอายุในแต่ละจังหวัด และนำมาคำนวณเป็นคะแนน ซึ่งจังหวัดที่ได้คะแนนมาก หมายถึง มีความเปราะบางต่ำ จังหวัดที่ได้คะแนนน้อย หมายถึง มีความเปราะบางสูง โดยหลังจากนั้นจะนำคะแนนไปรวมกันเพื่อจัดอันดับพื้นที่เปราะบางด้านเศรษฐกิจต่อสูงอายุ โดยพบว่า</p>



<p class="wp-block-paragraph">จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ไม่มีงานทำต่อประชากรสูงอายุ สูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>นนทบุรี&nbsp; 82.32% คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>ปทุมธานี 76.88%&nbsp; คิดเป็น 13.00 คะแนน</li>



<li>สมุทรปราการ 76.87%&nbsp; คิดเป็น 13.03 คะแนน</li>



<li>บึงกาฬ 75.72%&nbsp; คิดเป็น 15.56 คะแนน</li>



<li>สกลนคร 74.86%&nbsp; คิดเป็น 17.46 คะแนน</li>



<li>เลย 73.44%&nbsp; คิดเป็น 20.59 คะแนน</li>



<li>นครนายก 71.65%&nbsp; คิดเป็น 24.55 คะแนน</li>



<li>กรุงเทพมหานคร 71.00%&nbsp; คิดเป็น 25.99 คะแนน</li>



<li>พระนครศรีอยุธยา 69.67%&nbsp; คิดเป็น 28.92 คะแนน</li>



<li>นราธิวาส 69.66%&nbsp; คิดเป็น 28.94 คะแนน</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีผู้สูงอายุที่ไม่มีงานทำจำนวน 8,763,223 คน คิดเป็น 62.47% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีผู้สูงอายุว่างงานมากที่สุดคือ ภาคกลาง คิดเป็น 66.91% ของประชากรสูงอายุ ตามด้วยภาคตะวันออก 62.25% ภาคเหนือ 60.71% ภาคใต้ 59.63% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 59.53% และภาคตะวันตก 59.50%&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดในภาคกลางอยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 6 จังหวัดด้วยกัน และไม่มีจังหวัดที่อยู่ใน 10 อันดับแรกของจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุดในนี้ โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุที่ไม่มีงานทำสูงที่สุด คือ นนทบุรี จำนวน 243,996 คน คิดเป็น 82.32% ของผู้สูงอายุทั้งหมด ในขณะที่น้อยที่สุดคือ ศรีสะเกษ จำนวน 79,578 คน คิดเป็น 37.46% ของผู้สูงอายุทั้งหมด และเมื่อนำข้อมูลจำนวนผู้สูงอายุที่มีงานทำและไม่มีงานทำ รายจังหวัด ปี 2567 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ มาเปรียบเทียบกับจำนวนผู้สูงอายุในจังหวัดนั้นๆ จะพบว่า มีเพียง 5 จังหวัดที่มีผู้สูงอายุที่มีงานทำเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้สูงอายุในจังหวัดนั้น ได้แก่ ศรีสะเกษ 62.54% ยโสธร&nbsp; 56.97% จันทบุรี&nbsp; 52.36% สุรินทร์ 50.12% และพัทลุง 50.00%&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ไม่เพียงแค่นั้นหากพิจารณาอาชีพของผู้สูงอายุในประเทศไทยราย (ไม่รวม กทม.) จากข้อมูล Thai People Map and Analytics Platform ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จะพบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตร-ทำนา 2,625,455 คน หรือคิดเป็น 33.28% รองลงมาคือ รับจ้างทั่วไป 1,401,912 คน หรือคิดเป็น 17.77% ไม่มีอาชีพ 918,510 คน หรือคิดเป็น 11.64% เกษตร-ทำสวน 832,123 คน หรือคิดเป็น 10.55% อาชีพอื่นๆ 670,070 คนหรือคิดเป็น 8.49%</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า แม้อาชีพของผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะเป็นอาชีพเกษตรกรรมทั้งทำนาและทำสวน ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วจะพบว่าส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ และเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลผู้สูงอายุที่มีงานทำก็จะพบว่า กลุ่มจังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุที่มีงานทำสูง มักเป็นกลุ่มจังหวัดที่อาชีพส่วนใหญ่ของผู้สูงอายุเป็นอาชีพเกษตรกรรม ในขณะที่กลุ่มจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีงานทำต่ำก็พบว่ามักจะอยู่ในกลุ่มจังหวัดที่อาชีพส่วนใหญ่ของผู้สูงอายุเป็นอาชีพรับจ้างทั่วไป ซึ่งอาจจะรวมไปถึงงานบริการด้วยก็ได้ เช่น ในจังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีผู้สูงอายุมีงานทำต่ำที่สุดในประเทศไทย อาชีพส่วนใหญ่ของผู้สูงอายุคือ รับจ้างทั่วไป หรือหากจะพิจารณาในส่วนของกรุงเทพฯ นั้นจากข้อมูลร้อยละผู้สูงอายุที่ทำงาน จำแนกตามอาชีพ และภาค ปี 2567 จากรายงานการทำงานของผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 สำนักงานสถิติแห่งชาติ จะพบว่า ผู้สูงอายุที่ทำงานในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพพนักงานบริการและผู้จำหน่ายสินค้ามากที่สุด 47.7% ของแรงงานผู้สูงอายุ ในขณะที่น้อยที่สุดคืออาชีพผู้ปฏิบัติงานที่มีฝีมือด้านการเกษตร และประมง 1.4% ของแรงงานผู้สูงอายุ</p>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนของผู้สูงอายุที่ทำงานในฐานะลูกจ้าง จำแนกตามประเภทอุตสาหกรรม จากรายงานการทำงานของผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 สำนักงานสถิติแห่งชาติ ค่าจ้างของผู้สูงอายุในประเทศเฉลี่ยอยู่ที่ 13,339 บาทต่อเดือน หากแยกตามประเภทของอุตสาหกรรม พบว่า ภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นภาคที่มีผู้สูงอายุทำงานมากที่สุด กลับมีค่าจ้างเฉลี่ย 6,826 บาทต่อเดือน ในขณะที่ภาคการผลิต มีค่าจ้างเฉลี่ย 13,509 บาทต่อเดือน และภาคการบริการและการค้า มีค่าจ้างเฉลี่ย 14,612 บาทต่อเดือน หากแยกตามรายภาค จะพบว่า ภาคเหนือเป็นภาคที่มีค่าจ้างเฉลี่ยต่ำที่สุดอยู่ที่ 9,413 บาทต่อเดือน ตามด้วยภาคใต้ 10,708 บาทต่อเดือน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 11,266 บาทต่อเดือน และภาคกลาง 11,879 บาทต่อเดือน</p>



<p class="wp-block-paragraph">จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เพียงพอต่อประชากรสูงอายุ สูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ&nbsp;&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>สระแก้ว 44.38%&nbsp; คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>นครพนม 41.08%&nbsp; คิดเป็น 8.71 คะแนน</li>



<li>สุรินทร์ 34.96%&nbsp; คิดเป็น 23.04 คะแนน</li>



<li>นราธิวาส 34.06%&nbsp; คิดเป็น 25.13 คะแนน</li>



<li>อำนาจเจริญ 31.34%&nbsp; คิดเป็น 31.51 คะแนน</li>



<li>สมุทรปราการ 29.85%&nbsp; คิดเป็น 34.99 คะแนน</li>



<li>สมุทรสาคร 29.76%&nbsp; คิดเป็น 35.19 คะแนน</li>



<li>อุบลราชธานี 29.01%&nbsp; คิดเป็น 36.96 คะแนน</li>



<li>บุรีรัมย์ 27.51% คิดเป็น 40.46 คะแนน</li>



<li>เชียงใหม่ 25.27%&nbsp; คิดเป็น 45.72 คะแนน</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เพียงพอ จำนวน 2,285,073 คน คิดเป็น 16.29% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่ผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เพียงพอมากที่สุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คิดเป็น 20.87% ของประชากรสูงอายุ ตามด้วยภาคตะวันออก 15.26% ภาคกลาง 14.68% ภาคใต้ 14.02% ภาคเหนือ 13.57%&nbsp; และภาคตะวันตก 12.81%&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 5 จังหวัดด้วยกัน และไม่มีจังหวัดที่อยู่ใน 10 อันดับแรกของจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุดในนี้ โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่มีผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เพียงพอสูงที่สุด คือ สระแก้ว จำนวน 46,759 คน คิดเป็น 44.38% ของผู้สูงอายุทั้งหมด ในขณะที่น้อยที่สุดคือ นครนายก จำนวน 847 คน คิดเป็น 2.07% ของผู้สูงอายุทั้งหมด</p>



<p class="wp-block-paragraph">จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อปีต่อประชากรสูงอายุ สูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>สกลนคร 39.48% คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>สุโขทัย&nbsp; 38.71% คิดเป็น 3.09 คะแนน</li>



<li>อำนาจเจริญ 37.99%คิดเป็น 5.04 คะแนน</li>



<li>พะเยา 37.35% คิดเป็น 6.77 คะแนน</li>



<li>ตาก 37.00% คิดเป็น 7.72 คะแนน</li>



<li>นราธิวาส 34.91% คิดเป็น 13.39 คะแนน</li>



<li>นครพนม 33.26% คิดเป็น 17.87 คะแนน</li>



<li>เลย 33.06% คิดเป็น 18.43 คะแนน</li>



<li>กำแพงเพชร 31.58% คิดเป็น 22.44 คะแนน</li>



<li>กาฬสินธุ์ 31.51%&nbsp; คิดเป็น 22.62 คะแนน</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อปี จำนวน 2,793,351 คน คิดเป็น 19.91% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อปีมากที่สุด คือ ภาคเหนือ คิดเป็น 25.52% ของประชากรสูงอายุ ตามด้วยภาคตะวันตก 22.57% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 22.31% ภาคใต้ 19.97% ภาคกลาง 16.80% และภาคตะวันออก 14.68%&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 5 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรก 3 จังหวัด คือ พะเยา กำแพงเพชร และสุโขทัย โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อปีต่อประชากรสูงอายุสูงสุด คือ สกลนคร จำนวน 82,928 คน คิดเป็น 39.48% ของผู้สูงอายุทั้งหมด ในขณะที่น้อยที่สุดคือ ขอนแก่น จำนวน 11,879 คน คิดเป็น 3.00% ของผู้สูงอายุทั้งหมด และหากเทียบกับเส้นความยากจน (Poverty Line) ที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)<a href="https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1199118"> เคยกำหนดไว้อยู่ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน</a> พบว่ามีผู้สูงอายุจำนวน 2,793,351 คิดเป็น 19.92% ของประชากรสูงอายุทั้งหมดที่มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่าเส้นความยากจน ทำให้ผู้สูงอายุจำเป็นต้องมีแหล่งรายได้อื่นเพิ่ม เพื่อให้มีรายได้เพียงพอหลังเกษียณ</p>



<p class="wp-block-paragraph">จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ไม่มีการออมเงินต่อประชากรสูงอายุ สูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>กระบี่ 76.23% คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>สมุทรปราการ 71.82% คิดเป็น 7.01 คะแนน</li>



<li>ปราจีนบุรี 67.66% คิดเป็น 12.69 คะแนน</li>



<li>สุพรรณบุรี 63.05% คิดเป็น 18.96 คะแนน</li>



<li>สุรินทร์ 62.56% คิดเป็น 19.63 คะแนน</li>



<li>สระแก้ว61.75% คิดเป็น 20.73 คะแนน</li>



<li>นราธิวาส&nbsp; 61.73% คิดเป็น 20.77 คะแนน</li>



<li>เลย 61.69% คิดเป็น 20.81 คะแนน</li>



<li>พังงา 61.56% คิดเป็น 20.99 คะแนน</li>



<li>ภูเก็ต 60.99% คิดเป็น 21.77 คะแนน</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีผู้สูงอายุที่ไม่มีการออมเงิน จำนวน 6,208,067 คน คิดเป็น 44.26% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีผู้สูงอายุที่ไม่มีการออมเงินมากที่สุด คือ ภาคกลาง คิดเป็น 48.92% ของประชากรสูงอายุ ตามด้วยภาคตะวันออก 48.60% ภาคตะวันตก 46.69% ภาคใต้ 44.32% ภาคเหนือ 39.51% และตะวันออกเฉียงเหนือ 39.02%</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า มีจังหวัดในภาคใต้อยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 4 จังหวัดด้วยกัน และไม่มีจังหวัดที่อยู่ใน 10 อันดับแรกของจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุดในนี้ โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่ผู้สูงอายุไม่มีการออมเงินต่อประชากรสูงอายุสูงสุด คือ กระบี่ จำนวน 55,531 คน คิดเป็น 76.23% ของผู้สูงอายุทั้งหมด ในขณะที่น้อยที่สุดคือ อุบลราชธานี จำนวน 14,363 คน คิดเป็น 3.58% ของผู้สูงอายุทั้งหมด</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติเศรษฐกิจ_สรุป-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5988" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติเศรษฐกิจ_สรุป-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติเศรษฐกิจ_สรุป-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติเศรษฐกิจ_สรุป-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติเศรษฐกิจ_สรุป-768x768.png 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">ดังนั้น เมื่อนำคะแนนความเปราะบางต่อผู้สูงอายุในด้านเศรษฐกิจ โดยพิจารณาจากข้อมูลจำนวนจำนวนผู้สูงอายุที่ไม่มีงานทำ ผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เพียงพอ จำนวนผู้สูงอายุที่รายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อปี และจำนวนผู้สูงอายุที่ไม่มีการออม มารวมกันเพื่อหาคะแนนเฉลี่ยเพื่อจัดอันดับจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านเศรษฐกิจสูงที่สุด โดยจังหวัดที่ได้คะแนนมาก หมายถึง จังหวัดที่มีความเปราะบางต่ำ ส่วนจังหวัดที่ได้คะแนนน้อย หมายถึง จังหวัดที่มีความเปราะบางสูง พบว่า&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>นราธิวาส 22.06 คะแนน</li>



<li>สมุทรปราการ 23.91 คะแนน</li>



<li>นครพนม 25.95 คะแนน</li>



<li>เลย 29.61 คะแนน</li>



<li>สระแก้ว 29.69 คะแนน</li>



<li>อำนาจเจริญ 33.29 คะแนน</li>



<li>สกลนคร 34.64 คะแนน</li>



<li>สุรินทร์ 34.79 คะแนน</li>



<li>สมุทรสาคร 36.70 คะแนน</li>



<li>นครราชสีมา 37.42 คะแนน</li>
</ol>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านเศรษฐกิจ-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5989" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านเศรษฐกิจ-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านเศรษฐกิจ-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านเศรษฐกิจ-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านเศรษฐกิจ-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านเศรษฐกิจ-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านเศรษฐกิจ-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านเศรษฐกิจ-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านเศรษฐกิจ-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านเศรษฐกิจสูงสุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 50.45 คะแนน ตามด้วยภาคกลาง 52.30 คะแนน ภาคตะวันตก 53.87 คะแนน ภาคใต้ 54.10 คะแนน ภาคเหนือ 55.04 คะแนน และภาคตะวันออก 55.92 คะแนน</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า มีจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 6 จังหวัดด้วยกัน และไม่มีจังหวัดที่อยู่ใน 10 อันดับแรกของจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุดในนี้ โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านเศรษฐกิจสูงสุด คือ นราธิวาส 22.06 คะแนน ในขณะที่น้อยที่สุดคือ ขอนแก่น 76.41 คะแนน</p>



<h3 class="wp-block-heading">มิติด้านที่อยู่อาศัย : แก่ตัวไป จะอยู่อย่างไร กินนอนที่ไหน ปลอดภัยหรือเปล่า&nbsp;</h3>



<p class="wp-block-paragraph">อีกหนึ่งปัญหาที่จะเกิดขึ้นในประเทศที่ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุก็คือปัญหาด้านที่อยู่อาศัย จากข้อมูลสถิติการสำรวจข้อมูลแจงนับคนไร้บ้าน ในปี 2566 ประเทศไทยมีผู้คนไร้บ้าน จำนวน 2,499 คน พบว่าเป็นกลุ่มวัยกลางคน อายุ 40 -59 ปี คิดเป็น 56.8% ของคนไร้บ้าน ในขณะที่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ 22.1% ของคนไร้บ้าน นอกจากนี้ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีบ้านพักคนชราของรัฐเพียง 12 แห่ง โดยรองรับการดูแลผู้สูงอายุได้แค่ 1,375 คน ในขณะที่มีผู้สูงอายุประมาณ 7,812 คนที่รอคิวเพื่อเข้าใช้บริการบ้านพักคนชรา</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า นโยบายทางด้านที่อยู่อาศัย เป็นสิ่งที่จำเป็นในสังคมสูงวัย เพราะปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ และมีแนวโน้มที่จะมีคนไร้บ้านซึ่งเป็นกลุ่มผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติที่อยู่อาศัย-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5990" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติที่อยู่อาศัย-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติที่อยู่อาศัย-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติที่อยู่อาศัย-150x150.png 150w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">ในการจะหาพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงอายุในด้านที่อยู่อาศัย โดยใช้ข้อมูลจำนวนผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวต่อประชากรสูงอายุ จำนวนผู้สูงอายุที่ต้องการผู้ดูแล จำนวนผู้สูงอายุที่อยู่บ้านที่ไม่เหมาะสม จากรายงานการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 ระดับจังหวัด สำนักงานสถิติแห่งชาติ จำนวนสถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุ ปี 2567 จากกองยุทธศาสตร์และแผนงาน กรมกิจการผู้สูงอายุ และจำนวนบ้านที่ผู้สูงอายุได้รับการปรับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกให้เหมาะสมและปลอดภัย ปี 2565 (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 &#8211; 30 กันยายน 2565) ข้อมูลจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และนำมาคำนวณเป็นคะแนนว่าพื้นที่ใดมีความเปราะบางในด้านที่อยู่อาศัย โดยจังหวัดที่ได้คะแนนสูง หมายถึง จังหวัดที่มีความเปราะบางต่ำ ส่วนจังหวัดที่ได้คะแนนน้อย หมายถึง จังหวัดที่มีความเปราะบางสูง โดยหลังจากนั้นจะนำคะแนนไปรวมกันเพื่อจัดอันดับพื้นที่เปราะบางต่อสูงอายุในด้านที่อยู่อาศัย&nbsp; โดยพบว่า</p>



<p class="wp-block-paragraph">จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวต่อประชากรสูงอายุ สูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>ปราจีนบุรี 21.03% คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>แม่ฮ่องสอน 18.66% คิดเป็น 17.29 คะแนน</li>



<li>ระยอง 17.54%&nbsp; คิดเป็น 24.97 คะแนน</li>



<li>อุทัยธานี 17.31%&nbsp; คิดเป็น 26.58 คะแนน</li>



<li>นนทบุรี 16.83%&nbsp; คิดเป็น 29.87 คะแนน</li>



<li>พะเยา 16.43%&nbsp; คิดเป็น 32.59 คะแนน</li>



<li>เชียงใหม่ 16.42%&nbsp; คิดเป็น 32.71 คะแนน</li>



<li>ชัยนาท 16.41%&nbsp; คิดเป็น 32.74 คะแนน</li>



<li>ฉะเชิงเทรา 16.05% คิดเป็น 35.21 คะแนน</li>



<li>ชลบุรี 15.68%&nbsp; คิดเป็น 37.81 คะแนน</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว จำนวน 1,805,763 คน คิดเป็น 12.87% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวมากที่สุด คือ ภาคตะวันออก คิดเป็น 15.72% ของประชากรสูงอายุ ตามด้วยภาคเหนือ 14.81% ภาคกลาง 13.42% ภาคตะวันตก 12.27% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 11.97% และภาคใต้ 10.40%&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดในภาคตะวันออกอยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 4 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรก 1 จังหวัด คือ พะเยา โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวต่อประชากรสูงอายุสูงที่สุด คือ ปราจีนบุรี จำนวน 22,057 คน คิดเป็น 21.03% ของผู้สูงอายุทั้งหมด ในขณะที่น้อยที่สุดคือ ภูเก็ต จำนวน 6,689 คน คิดเป็น 6.63% ของผู้สูงอายุทั้งหมด</p>



<p class="wp-block-paragraph">จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ต้องการผู้ดูแลต่อประชากรสูงอายุ สูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ&nbsp;&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>สกลนคร 18.32% คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>ปราจีนบุรี 16.91%&nbsp; คิดเป็น 9.56 คะแนน</li>



<li>อุบลราชธานี 11.33% คิดเป็น 43.52 คะแนน</li>



<li>อุทัยธานี 10.78%&nbsp; คิดเป็น 46.92 คะแนน</li>



<li>สมุทรปราการ 10.73% คิดเป็น 47.19 คะแนน</li>



<li>ปัตตานี 10.67%&nbsp; คิดเป็น 47.59 คะแนน</li>



<li>ร้อยเอ็ด 10.25%&nbsp; คิดเป็น 50.14 คะแนน</li>



<li>นราธิวาส 10.03%&nbsp; คิดเป็น 51.48 คะแนน</li>



<li>ลพบุรี 9.89%&nbsp; คิดเป็น 52.33 คะแนน</li>



<li>ชลบุรี 9.81%&nbsp; คิดเป็น 52.81 คะแนน</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีผู้สูงอายุที่ต้องการผู้ดูแล จำนวน 924,728 คน คิดเป็น 6.59% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่ผู้สูงอายุต้องการผู้ดูแลมากที่สุด คือ ภาคตะวันออก คิดเป็น 8.20% ของประชากรสูงอายุ ตามด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7.15% ภาคใต้ 7.07% ภาคกลาง 6.26% ภาคตะวันตก 5.84% และภาคเหนือ 4.95%&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางอยู่ใน 10 อันดับแรกถึงภาคละ 3 จังหวัดด้วยกัน และไม่มีจังหวัดที่อยู่ใน 10 อันดับแรกของจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุดในนี้ โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ต้องการผู้ดูแลต่อประชากรสูงอายุสูงที่สุด คือ สกลนคร จำนวน 38,480 คน คิดเป็น 18.32% ของผู้สูงอายุทั้งหมด ในขณะที่น้อยที่สุดคือ เชียงราย จำนวน 6,062 คน คิดเป็น 2.06% ของผู้สูงอายุทั้งหมด</p>



<p class="wp-block-paragraph">ทั้งนี้ มี 16 จังหวัดที่ไม่มีสถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุทั้งภาครัฐและเอกชน คือ กาฬสินธุ์ ชัยนาท ตราด ตาก นราธิวาส น่าน บึงกาฬ ปัตตานี พังงา มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ยโสธร ระนอง นองบัวลำภู อ่างทอง และอำนาจเจริญ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในภาพรวมพบว่ามีสัดส่วนผู้สูงอายุ 14,688.39 คนต่อสถานประกอบการ 1 แห่ง หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีสัดส่วนประชากรสูงวัยต่อสถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุมากที่สุด คือ ตะวันออกเฉียงเหนือ มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อสถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุ 54,790.21 คนต่อสถานประกอบการ 1 แห่ง ตามด้วยภาคใต้ มีผู้สูงอายุ 39,504.52 คนต่อสถานประกอบการ 1 แห่ง ภาคเหนือ 15,948.03 คนต่อสถานประกอบการ 1 แห่ง ภาคตะวันตก มีผู้สูงอายุ 14,926.98 คนต่อสถานประกอบการ 1 แห่ง ภาคตะวันออก มีผู้สูงอายุ 12,222.45 คนต่อสถานประกอบการ 1 แห่ง และภาคกลาง มีผู้สูงอายุ 8,085.09 คนต่อสถานประกอบการ 1 แห่ง&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาเป็นรายจังหวัดจะพบว่า มีมากถึง 16 จังหวัดที่ไม่มีสถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุ โดยเป็นจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง 6 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ บึงกาฬ มุกดาหาร ยโสธร หนองบัวลำภู และอำนาจเจริญ ในขณะที่จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อสถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุทั้งภาครัฐและเอกชนต่ำสุด คือ นนทบุรี มีสถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุ 112 แห่ง คิดเป็นสัดส่วนสถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุต่อประชากรสูงวัย 2,646.39 คนต่อสถานประกอบการ 1 แห่งเท่านั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่อยู่บ้านที่ไม่เหมาะสมต่อประชากรสูงอายุ สูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ&nbsp;&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>มหาสารคาม 99.50%&nbsp; คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>สุราษฎร์ธานี 99.39%&nbsp; คิดเป็น 1.40 คะแนน</li>



<li>กำแพงเพชร 99.02% &nbsp; คิดเป็น 2.79 คะแนน</li>



<li>พิษณุโลก 98.80% &nbsp; คิดเป็น 3.62 คะแนน</li>



<li>พัทลุง 98.53% &nbsp; คิดเป็น 4.66 คะแนน</li>



<li>นครศรีธรรมราช 98.51% &nbsp; คิดเป็น 4.74 คะแนน</li>



<li>ชัยภูมิ 98.39% &nbsp; คิดเป็น 5.17 คะแนน</li>



<li>นครราชสีมา 98.34% &nbsp; คิดเป็น 5.37 คะแนน</li>



<li>ประจวบคีรีขันธ์ 98.23% &nbsp; คิดเป็น 5.78 คะแนน</li>



<li>สระแก้ว 98.17% &nbsp; คิดเป็น 6.02 คะแนน</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีผู้สูงอายุที่อยู่บ้านที่ไม่เหมาะสม จำนวน 13,030,279 คน คิดเป็น 92.89% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่ผู้สูงอายุที่อยู่บ้านที่ไม่เหมาะสมมากที่สุด คือ ภาคใต้ คิดเป็น 95.32% ของประชากรสูงอายุ ตามด้วยภาคตะวันตก 95.12% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 93.02% ภาคเหนือ 92.90% ภาคกลาง 91.88% และภาคตะวันออก 91.70%&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า มีจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้อยู่ใน 10 อันดับแรกถึงภาคละ 3 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรก 2 จังหวัด คือ กำแพงเพชร และพิษณุโลก โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่อยู่บ้านที่ไม่เหมาะสมต่อประชากรสูงอายุสูงที่สุด คือ มหาสารคาม จำนวน 175,685 คน คิดเป็น 99.50% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด ในขณะที่น้อยที่สุดคือ ขอนแก่น จำนวน 289,607 คน คิดเป็น 73.19% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้ยังพบว่าในรายงานการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 ระดับจังหวัด ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่ามีผู้สูงอายุที่หกล้มในระหว่าง 6 เดือนก่อนสัมภาษณ์จำนวน 788,376 คน คิดเป็น 5.62% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด โดยสาเหตุการหกล้มเป็นการสะดุด/พื้นต่างระดับ/ตกบันไดจำนวน 759,765 คน คิดเป็น 58.3% ของผู้สูงอายุที่หกล้ม และลื่นจำนวน 232,941 คน คิดเป็น 29.55% ของผู้สูงอายุที่หกล้ม เป็นการหกล้มในพื้นที่บ้านสูงถึง 82.89% ของผู้สูงอายุที่หกล้ม&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">จังหวัดที่มีจำนวนบ้านของผู้สูงอายุที่ได้รับการปรับปรุงจากโครงการ ต่ำที่สุด 10 อันดับแรก คือ&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>แพร่ 31 หลัง คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>หนองคาย 32 หลัง คิดเป็น 1.24 คะแนน</li>



<li>สงขลา 37 หลัง คิดเป็น 2.43 คะแนน</li>



<li>นครนายก 46 หลัง คิดเป็น 4.57 คะแนน</li>



<li>ภูเก็ต 49 หลัง คิดเป็น 5.28 คะแนน</li>



<li>ระนอง 52 หลัง คิดเป็น 6.00 คะแนน</li>



<li>กรุงเทพมหานคร 52 หลัง คิดเป็น 6.00 คะแนน</li>



<li>ยโสธร 60 หลัง คิดเป็น 7.90 คะแนน</li>



<li>สมุทรสงคราม 60 หลัง คิดเป็น 7.90 คะแนน</li>



<li>มุกดาหาร 61 หลัง คิดเป็น 8.14 คะแนน</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีบ้านของผู้สูงอายุที่ได้รับการปรับปรุงจากโครงการรัฐจำนวน 11,674 หลัง หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีบ้านของผู้สูงอายุที่ได้รับการปรับปรุงจากโครงการรัฐน้อยที่สุด คือ ภาคตะวันตก 1,050 หลัง ตามด้วยภาคตะวันออก 1,332 หลัง ภาคใต้ 1,872 หลัง ภาคเหนือ 1,875 หลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2,291หลัง และภาคกลาง 3,254 หลัง&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า มีจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้อยู่ใน 10 อันดับแรกถึงภาคละ 3 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรก 1 จังหวัด คือ แพร่ โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่มีจำนวนบ้านของผู้สูงอายุที่ได้รับการปรับปรุงจากโครงการต่ำสุด คือ แพร่ 31 หลัง ในขณะที่สูงที่สุดคือ ลำปาง 447 หลัง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติที่อยู่อาศัย_สรุป-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5991" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติที่อยู่อาศัย_สรุป-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติที่อยู่อาศัย_สรุป-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติที่อยู่อาศัย_สรุป-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติที่อยู่อาศัย_สรุป-768x768.png 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลทั้งหมด เมื่อนำข้อมูลจำนวนผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวต่อประชากรสูงอายุ ผู้สูงอายุที่ต้องการผู้ดูแล จำนวนสถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุ จำนวนผู้สูงอายุที่อยู่บ้านที่ไม่เหมาะสม และจำนวนบ้านของผู้สูงอายุที่ได้รับการปรับปรุงจากโครงการรัฐ ที่เรียงลำดับการให้คะแนนไว้แล้วมารวมกัน เพื่อหาคะแนนเฉลี่ยในแต่ละจังหวัด เพื่อจัดอันดับจังหวัดที่มีความเปราะบางด้านที่อยู่อาศัย โดยจังหวัดที่ได้คะแนนมาก หมายถึง จังหวัดที่มีควาเปราะบางต่ำ ส่วนจังหวัดที่ได้คะแนนน้อย หมายถึง จังหวัดที่มีความเปราะบางสูง พบว่า&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>สกลนคร 18.79 คะแนน</li>



<li>ยโสธร 29.23 คะแนน</li>



<li>แม่ฮ่องสอน 30.11 คะแนน</li>



<li>มุกดาหาร 30.14 คะแนน</li>



<li>ปัตตานี 32.70 คะแนน</li>



<li>ระนอง 33.97 คะแนน</li>



<li>กาฬสินธุ์ 34.04 คะแนน</li>



<li>ตาก 34.11 คะแนน</li>



<li>นราธิวาส 34.34 คะแนน</li>



<li>ปราจีนบุรี 35.21 คะแนน</li>
</ol>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านที่อยู่อาศัย-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5992" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านที่อยู่อาศัย-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านที่อยู่อาศัย-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านที่อยู่อาศัย-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านที่อยู่อาศัย-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านที่อยู่อาศัย-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านที่อยู่อาศัย-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านที่อยู่อาศัย-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านที่อยู่อาศัย-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านที่อยู่อาศัยสูงสุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 43.05 คะแนน ตามด้วยภาคใต้ 48.73 คะแนน ภาคตะวันออก 49.15 คะแนน ภาคกลาง 52.45 คะแนน ภาคเหนือ 53.49 คะแนน และภาคตะวันตก 55.24 คะแนน</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาเป็นพื้นที่รายจังหวัด พบว่าใน 10 อันดับแรก มีจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง 4 จังหวัดด้วยกันที่เป็นพื้นที่เปราะบางด้านที่อยู่อาศัย ได้แก่ สกลนคร ยโสธร มุกดาหาร และกาฬสินธุ์ และไม่มีจังหวัดที่อยู่ใน 10 อันดับแรกของจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุดในนี้ โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านที่อยู่อาศัยสูงสุด คือ สกลนคร 18.79 คะแนน ในขณะที่น้อยที่สุดคือ ขอนแก่น 71.39 คะแนน</p>



<h3 class="wp-block-heading">บทสรุปพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงอายุในประเทศไทย จังหวัดไหนเปราะบางมาก-น้อย ที่สุด&nbsp;</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สรุป-3-มิติ-10-อันดับ-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5993" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สรุป-3-มิติ-10-อันดับ-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สรุป-3-มิติ-10-อันดับ-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สรุป-3-มิติ-10-อันดับ-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สรุป-3-มิติ-10-อันดับ-768x768.png 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">เมื่อนำข้อมูลที่เรียงลำดับการให้คะแนนของทั้ง 3 ด้าน คือสุขภาพ เศรษฐกิจ และที่อยู่อาศัย มารวมกัน เพื่อหาคะแนนเฉลี่ยในแต่ละจังหวัด ว่าจังหวัดใดมีความเปราะบางต่อผู้สูงอายุสูงที่สุด&nbsp; โดยจังหวัดที่ได้คะแนนมาก หมายถึง จังหวัดที่มีควาเปราะบางต่ำ ส่วนจังหวัดที่ได้คะแนนน้อย หมายถึง จังหวัดที่มีความเปราะบางสูง โดยพบว่า</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>สกลนคร 41.13 คะแนน</li>



<li>กำแพงเพชร 44.27 คะแนน</li>



<li>บึงกาฬ 44.32 คะแนน</li>



<li>อำนาจเจริญ 45.22 คะแนน</li>



<li>นราธิวาส 45.32 คะแนน</li>



<li>อ่างทอง 47.44 คะแนน</li>



<li>เลย 47.47 คะแนน</li>



<li>กาฬสินธุ์ 47.93 ตะแนน</li>



<li>นครพนม 48.43 คะแนน</li>



<li>หนองบัวลำภู 48.83 คะแนน</li>
</ol>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="821" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่สรุปภาพรวม-3-มิติ-821x1024.png" alt="" class="wp-image-5994" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่สรุปภาพรวม-3-มิติ-821x1024.png 821w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่สรุปภาพรวม-3-มิติ-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่สรุปภาพรวม-3-มิติ-768x958.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่สรุปภาพรวม-3-มิติ-1231x1536.png 1231w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่สรุปภาพรวม-3-มิติ-1642x2048.png 1642w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่สรุปภาพรวม-3-มิติ.png 1943w" sizes="(max-width: 821px) 100vw, 821px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางสูงสุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 53.44 คะแนน ตามด้วยภาคกลาง 57.63 คะแนน ภาคเหนือ 58.14 คะแนน ภาคตะวันตก 60.07 คะแนน ภาคใต้ 60.21 คะแนน และภาคตะวันออก 60.72 คะแนน</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 6 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรก 1 จังหวัด คือ กำแพงเพชร โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางสูงสุด คือ สกลนคร 41.13 คะแนน ในขณะที่น้อยที่สุดคือ ขอนแก่น 75.83 คะแนน</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่าแม้ภาคเหนือจะเป็นภาคที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรสูงที่สุดในประเทศไทย แต่เมื่อพิจารณาถึงพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงอายุ ภาคเหนือเป็นภาคที่มีความเปราะบางเฉพาะด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิตสูงที่สุด แต่หากรวมทั้ง 3 ภาค จะพบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความเปราะบางต่อผู้สูงอายุสูงสุด โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางสูงที่สุดทั้งด้านเศรษฐกิจและที่อยู่อาศัย ส่วนด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิตภาคตะวันออกเฉียงเหนือเปราะบางเป็นอันดับสองรองจากภาคเหนือ&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">มากไปกว่านั้น จังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางสูงที่สุด ซึ่งก็คือสกลนคร ยังไม่ใช่จังหวัดที่อยู่ใน 10 อันดับแรกมีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรสูงที่สุดอีกด้วย ดังนั้นการจะพิจารณาพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงอายุในด้านใด จึงไม่อาจพิจารณาเพียงแค่จำนวนผู้สูงอายุในพื้นที่นั้นๆ แต่เพียงอย่างเดียวได้ จำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลอื่นๆ ประกอบเพื่อให้สามารถวางแผนนโยบายในการแก้ไขปัญหาในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุได้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">สสส. มีการทำงานอย่างไรบ้าง</h3>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>สูงวัยให้พร้อม ต้องเตรียมก่อน 40</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="486" height="607" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image.jpeg" alt="" class="wp-image-5996" style="width:328px;height:auto" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image.jpeg 486w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-240x300.jpeg 240w" sizes="(max-width: 486px) 100vw, 486px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">หลังประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สนับสนุนให้ประชาชนเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่สังคมสูงอายุ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้สูงอายุอย่างมีสุขภาวะที่ดี ทั้งการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ และทำโครงการร่วมกับองค์กรหรือหน่วยงานอื่นๆ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักถึงการเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับประชาชน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในด้านสุขภาพ สสส. ทำโครงการ “สูงวัยให้พร้อม ต้องเตรียมก่อน 40” เชิญชวนคนไทยหันมาดูแลตัวเองก่อนจะอายุ 40 ปี ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อชีวิตที่สภาพร่างกายเริ่มเสื่อมถอย เพื่อสร้างความตระหนักให้กับประชาชนทั่วไปที่กำลังจะเข้าสู่อายุ 40 ปี จำเป็นต้องเริ่มดูแลตัวเองและเตรียมความพร้อม เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตดีหลังเกษียณ และร่วมกับมูลนิธิหมอชาวบ้าน จัดทำ <a href="https://creativehealthcampaign.thaihealth.or.th/microsite/healthyfamily/Inclusive/%C3%A0%C2%B8%C2%AA%C3%A0%C2%B8%C2%B9%C3%A0%C2%B8%C2%87%C3%A0%C2%B8%C2%A7%C3%A0%C2%B8%C2%B1%C3%A0%C2%B8%C2%A2%C3%A0%C2%B9%C2%83%C3%A0%C2%B8%C2%AB%C3%A0%C2%B9%C2%89%C3%A0%C2%B8%C2%9E%C3%A0%C2%B8%C2%A3%C3%A0%C2%B9%C2%89%C3%A0%C2%B8%C2%AD%C3%A0%C2%B8%C2%A1%C3%A0%C2%B8%C2%81%C3%A0%C2%B9%C2%88%C3%A0%C2%B8%C2%AD%C3%A0%C2%B8%C2%9940/content/4385">“คู่มือ พลิกจังหวะชีวิต 40 เริ่มยังทัน!”</a> คู่มือเตรียมความพร้อม เสริมสร้างภูมิคุ้มกับให้ประชาชนในการวางแผนการเกษียณ</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>เดินดีไปด้วยกัน</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="651" height="434" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-11.jpeg" alt="" class="wp-image-6014" style="width:362px;height:auto" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-11.jpeg 651w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-11-300x200.jpeg 300w" sizes="(max-width: 651px) 100vw, 651px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">จากปัญหาการพลัด ตก หกล้ม ในกลุ่มผู้สูงอายุที่ทำให้ผู้สูงอายุเสี่ยงต่อภาวะกระดูกหัก&nbsp; สสส. เริ่มโครงการต้นแบบ ‘เดินดีไปด้วยกัน’ ร่วมกับคณะแพทย์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย และสมาคมออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวังและป้องกันกระดูกหักในผู้สูงอายุ โดยมีระบบสารสนเทศต้นแบบการดูแลและเฝ้าระวังผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยง ซึ่งต่อยอดขยายผลมาจาก ‘น่านโมเดล’ ผ่านเทคโนโลยีและระบบป้องกันที่มีประสิทธิภาพ มีการบูรณาการข้อมูลสุขภาพและเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีให้ผู้สูงอายุ โดยผลการดำเนินงานในพื้นที่นำร่อง 11 จังหวัด 1 เขต พบว่า อัตราการล้มใหม่และล้มซ้ำ ลดลง 10% อัตราการเสียชีวิต 1 ปีหลังกระดูกสะโพกหักและได้รับการผ่าตัดเหลือเพียง 15% มีผู้สูงอายุเข้าถึงมาตรการประเมินความเสี่ยงและการติดตาม 70% ของพื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการ</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>หลักสูตรสูงวัยรู้ทันสื่อ</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="671" height="447" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-10.jpeg" alt="" class="wp-image-6013" style="width:390px;height:auto" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-10.jpeg 671w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-10-300x200.jpeg 300w" sizes="(max-width: 671px) 100vw, 671px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">สสส. ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายต่างๆ ประกอบด้วย สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล กลุ่มคนตัว D บริษัททำมาปัน กรมกิจการผู้สูงอายุ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ทำโครงการ ‘พัฒนากลไกต้นแบบอาสาสูงวัยเฝ้าระวังสื่อเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัย’ เพื่อส่งเสริมความรู้และทักษะในการใช้สื่ออย่างรู้เท่าทันให้ผู้สูงอายุสามารถแยกแยะกลั่นกรองว่าข้อมูลใดเชื่อถือได้ และมองเห็นผลกระทบของสื่อต่อตนเองและผู้อื่น ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในการใช้ชีวิตยุคดิจิทัล รวมถึงการรู้เท่าทันข่าวปลอมในด้านต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และการแพทย์&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หลักสูตรทั้งหมดถูกสร้างขึ้นบนฐานขององค์ความรู้ทางวิชาการ และถ่ายทอดออกมาในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เหมาะกับผู้สูงอายุ แกนกลางของหลักสูตรอยู่ที่เรื่องการรู้ทันสื่อ (Media Literacy) ซึ่งเป็นแนวคิดและทักษะที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถสื่อสารได้อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ ไม่ตกเป็น “เหยื่อ” ของผู้ไม่หวังดีในกระบวนการสื่อสาร</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผลการดำเนินโครงการทำให้เกิดผลลัพธ์ต้นแบบกลไกเฝ้าระวังสื่อสำหรับผู้สูงวัยใน 10 พื้นที่ ซึ่งมีทั้งในระดับชุมชน และระดับจังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี พะเยา สุรินทร์ เลย กระบี่ และตรัง รวมถึงระดับพื้นที่ 3 จังหวัด (4 พื้นที่) ได้แก่ พื้นที่ด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี พื้นที่เชียงรากน้อย จังหวัดปทุมธานี พื้นที่ร่มเกล้า และพื้นที่ยานนาวา กรุงเทพฯ</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้การประเมินผลหลังโครงการยังพบว่า กลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้สูงวัยใน 10 พื้นที่มีทักษะการเท่าทันสื่อเพิ่มขึ้น โดยสามารถคิดวิเคราะห์และรู้ทันการหลอกลวงของมิจฉาชีพผ่านช่องทางสื่อต่างๆ โดยโครงการฯได้จัดเวทีการถอดบทเรียนและสื่อสารสาธารณะ รวมทั้งการจัดทำรายงานและสื่อต่างๆ เพื่อนำเสนอสู่สาธารณชนในประเด็นของการสร้างระบบนิเวศสื่อที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุเป็นที่เรียบร้อย</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ชมรมสูงวัยเข้มแข็ง</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="685" height="457" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-8.jpeg" alt="" class="wp-image-6011" style="width:379px;height:auto" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-8.jpeg 685w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-8-300x200.jpeg 300w" sizes="(max-width: 685px) 100vw, 685px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">สสส. ร่วมกับ สมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนผลักดัน ‘ชมรมผู้สูงอายุเข้มแข็ง’ ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสุขภาวะของผู้สูงอายุในระดับพื้นที่ เสริมสร้างผู้สูงอายุให้เข้มแข็ง ชุมชนมั่นคง ลดความเหลื่อมล้ำผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบาง&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">การดำเนินกิจกรรมภายในชมรมครอบคลุม 4 มิติ ทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสภาพแวดล้อม เช่น กิจกรรมออกกำลังกาย จิตอาสา ออมเงิน โรงเรียนผู้สูงอายุ และกิจกรรมฟื้นฟู โดยมีเป้าหมายขยายให้ครอบคลุมถึง 3,000 ชมรมภายในปี 2570 เพื่อให้ผู้สูงอายุกว่า 600,000 คน ได้มีสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบาง และหวังว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้เกิด ‘ระบบดูแลผู้สูงอายุในชุมชนโดยชุมชน’ ที่เดินหน้าอย่างเป็นระบบร่วมกัน พัฒนาให้ชมรมผู้สูงอายุเป็นแกนกลางของการดูแลสุขภาวะในทุกพื้นที่ได้ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมสู่ ‘สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์’ ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ธนาคารเวลา</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="700" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-6-700x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-6009" style="width:298px;height:auto" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-6-700x1024.jpeg 700w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-6-205x300.jpeg 205w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-6-768x1123.jpeg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-6.jpeg 824w" sizes="(max-width: 700px) 100vw, 700px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">ในด้านเศรษฐกิจ สสส. สนับสนุนโครงการ ‘ธนาคารเวลา’ เพื่อพัฒนานวัตกรรมระบบ กลไกต่างๆ เพื่อรองรับสังคมสูงอายุให้เกิดกลไกและนโยบายที่สามารถกำเนินงานอย่างยั่งยืน ในการช่วยเหลือกัน สร้างความเท่าเทียมในสังคม รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการขยายแนวคิดและโอกาสในการทำงานสร้างเสริมสุขภาพ&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">บทบาทหลักของ สสส.ในการดำเนินงานธนาคารเวลา คือ การสนับสนุนงานวิชาการและงานวิจัยศึกษา และสนับสนุนภาคีเครือข่ายที่มีความสนใจหาแนวคิดใหม่ในการช่วยเหลือดูแลผู้สูงอายุ โดยการสร้างต้นแบบการดำเนินงานในพื้นที่นำร่อง&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">การดำเนินงานธนาคารเวลาในพื้นที่นำร่องของภาคีเครือข่าย ถือว่าบรรลุเป้าหมายหลักของ สสส. ในการพัฒนาการทำงานจากพื้นที่นำร่องไปสู่การเป็นพื้นที่ต้นแบบ และเริ่มดำเนินงานขยายผล มีหน่วยงานต่างๆ ให้ความสนใจที่จะนำกลไกธนาคารเวลาไปใช้เสริมการทำงานในองค์กร โดยเฉพาะในระดับชุมชนที่ทำงานใกล้ชิดกับผู้สูงอายุ อีกทั้งยังมีการยกระดับการทำงานในพื้นที่เดิมให้สามารถดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนมากขึ้น ในอนาคตจะมีการพัฒนา ‘ธนาคารเวลากลาง’ สำหรับช่วยหนุนเสริมหรือเป็นตัวกลางในการประสานเชื่อมโยงให้เกิด ‘เครือข่ายธนาคารเวลา’ และสามารถแลกเปลี่ยนเวลาข้ามธนาคารได้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>สนับสนุน Universal Design</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="680" height="454" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-7.jpeg" alt="" class="wp-image-6010" style="width:411px;height:auto" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-7.jpeg 680w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-7-300x200.jpeg 300w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">ในด้านที่อยู่อาศัย สสส. ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เครือข่ายคนพิการ เครือข่ายผู้สูงอายุ ซึ่งร่วมพัฒนาและขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี 2565 ในการปรับสภาพแวดล้อมและจัดสิ่งอำนวยความสะดวกในสถานที่สาธารณะ เช่น แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ตามแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) โดยมีโครงการสำคัญคือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>จัดตั้งศูนย์การออกแบบเพื่อทุกคน (UDC) ในมหาวิทยาลัย 16 แห่ง ให้คำปรึกษาผู้สูงอายุและคนพิการมากกว่า 68,475 คน และเกิดการปรับสภาพแวดล้อมบ้านแล้วกว่า 200 หลัง สร้างช่างชุมชนต้นแบบ 57 คน และครูช่าง 15 คน เพื่อทำงานปรับสภาพแวดล้อมบ้าน/ชุมชนอย่างถูกหลัก UD</li>



<li>ขยายเครือข่ายขนส่งมวลชนพึ่งได้ (T4A)</li>



<li>ผลักดันระบบรางให้เพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกทุกสถานี และพัฒนาโมเดลเมืองเดินได้ เช่น สกายวอล์ค-สกายพาร์คบางกะปิ สู่ Smart City</li>



<li>เดินหน้าการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล สนับสนุนการจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล 5 จังหวัด ได้แก่ น่าน อุดรธานี พระนครศรีอยุธยา สงขลา และกรุงเทพฯ พัฒนาเครื่องมือข้อมูลสาธารณะ เช่น แอปฯ/ไลน์บอต ‘เมืองใจดี’ เพื่อแผนที่สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับทุกคน</li>



<li>ระดมพลังทูตอารยสถาปัตย์และอาสากว่า 300 คน รณรงค์ให้เกิดการปรับสภาพแวดล้อมและจัดสิ่งอำนวยความสะดวกในสถานที่สาธารณะต่างๆ ให้ใช้งานได้จริง สะดวก และปลอดภัย</li>
</ol>



<h3 class="wp-block-heading">อ้างอิง</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อมูลการจัดที่พักอาศัยของผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ</p>



<p class="wp-block-paragraph">รายงานการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 ระดับจังหวัด สำนักงานสถิติแห่งชาติ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC) กระทรวงสาธารณสุข</p>



<p class="wp-block-paragraph">รายงานข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุข ประจำปี 2567 กระทรวงสาธารณสุข</p>



<p class="wp-block-paragraph">รายงานสถานประกอบการการดูแลผู้สูงอายุ กรมสนับสนุนการบริการสุขภาพ กรมกิจการผู้สูงอายุ</p>



<p class="wp-block-paragraph">สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย (2567)</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดูข้อมูลที่ <a href="https://rocketmedialab.co/database-frailty-old-age/">https://rocketmedialab.co/database-frailty-old-age/</a></p>



<p class="wp-block-paragraph"><a href="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/11/ebook-frailty-old-age.pdf">อ่านเวอร์ชัน E-Book ที่นี่</a></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/frailty-old-age/">สำรวจความเปราะบางผู้สูงอายุ: สกลนครติดอันดับเสี่ยงที่สุด ขอนแก่นน้อยสุด ส่วนกรุงเทพฯ อยู่เกือบท้ายตาราง</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไตแลนด์ : เมื่อการกินนัว กินหวาน เสี่ยงสะเทือน ‘ไต’</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/kidney-disease/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 30 Jun 2025 03:40:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[future]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[RMLxThaiHealth]]></category>
		<category><![CDATA[กินเค็ม]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำตาล]]></category>
		<category><![CDATA[บุคลากรทางการแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีความเค็ม]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องฟอกไต]]></category>
		<category><![CDATA[แพทย์เฉพาะทาง]]></category>
		<category><![CDATA[โรคไต]]></category>
		<category><![CDATA[โรคไตเรื้อรัง]]></category>
		<category><![CDATA[ไตวาย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=5679</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3592;&#3634;&#3585;&#3585;&#3634;&#3619;&#3607;&#3637 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/kidney-disease/">ไตแลนด์ : เมื่อการกินนัว กินหวาน เสี่ยงสะเทือน ‘ไต’</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph"></p>



<p class="wp-block-paragraph">จากการที่ประเทศไทยกำลังจะมีนโยบายจัดเก็บภาษีความเค็ม โดยคาดว่าจะถูกนำมาใช้ในปี 2568 นี้ ซึ่งหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดแนวความคิดการจัดเก็บภาษีความเค็มก็คือแนวโน้มผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังและผู้ที่เสียชีวิตจากโรคไตเรื้อรังที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งนอกจากการสูญเสียแล้ว ยังเป็นภาระทางสาธารณสุขที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในอนาคตที่ประเทศไทยจะมีผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้น ขณะที่โรคไตเรื้อรังนั้นเกิดในผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก</p>



<p class="wp-block-paragraph">Rocket Media Lab ร่วมกับ สสส. ชวนทบทวนสถานการณ์ของโรคไตในปัจจุบันไปจนถึงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมข้อเสนอทางนโยบายและการนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมซึ่งอาจจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคไตเรื้อรังได้&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาระทางสาธารณสุขอันหนักอึ้งของไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/1-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5691" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/1-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/1-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/1-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/1-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/1-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/1-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/1-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/1.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ในปี 2567 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังทุกระยะมากที่สุด 519,618 คน คิดเป็น 34.78% จากจำนวนผู้ป่วยไตเรื้อรังทุกระยะ 1,493,931 คน รองลงมาคือ ภาคกลาง 383,242 คน และภาคใต้ 209,603 คน แต่ถึงอย่างนั้น หากเทียบกับจำนวนประชากรสัญชาติไทยของแต่ละภาค จะพบว่า ภาคที่พบอัตราผู้ป่วยต่อประชากรหนึ่งแสนคนมากที่สุด ได้แก่ ภาคเหนือ 3,485.51 คน&nbsp;รองลงมาคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/2-1-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5692" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/2-1-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/2-1-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/2-1-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/2-1-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/2-1-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/2-1-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/2-1-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/2-1.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">แต่หากเราพิจารณาที่ผู้ป่วยระยะที่ 4 และ 5 ซึ่งจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการรักษาโดยการฟอกไต จะพบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในระยะที่ 4 และ 5 มากที่สุด นอกจากนั้น หากพิจารณาจากตัวเลขการเสียชีวิตจากโรคไตเรื้อรังยังพบว่าพบมากในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยในปี 2566 มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคไตเรื้อรังในช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไปมากถึง 8,922 คน และมากที่สุดในทุกช่วงอายุ&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/3-1-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5693" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/3-1-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/3-1-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/3-1-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/3-1-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/3-1-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/3-1-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/3-1-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/3-1.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">หากมองไปยังอนาคตเพื่อคาดการณ์ภาระทางสาธารณสุขที่จะเกิดขึ้นจากทั้งผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง รวมไปถึงการเสียชีวิตจากโรคไตเรื้อรังที่มักเกิดขึ้นในผู้สูงอายุ ก็จะพบว่า ในปี 2567 ประเทศไทยมีประชากรผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปทั้งสิ้น 14,027,411 คน และมีจำนวนมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ 4,223,653 คน หรือคิดเป็น 30.1%&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/4-1-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5694" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/4-1-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/4-1-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/4-1-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/4-1-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/4-1-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/4-1-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/4-1-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/4-1.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">ไม่เพียงแค่นั้น เมื่อพิจารณาอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง จากข้อมูลระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ในปี 2566 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีผู้เสียชีวิตจากโรคไตเรื้อรังมากที่สุด 4,705 คน หรือมีจำนวนผู้เสียชีวิตต่อประชากรแสนคนอยู่ที่ 472.91 คน&nbsp;และหากย้อนดูสถิติจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคไตเรื้อรังตั้งแต่ปี 2561-2566 จะพบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็ยังเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีผู้เสียชีวิตจากโรคไตเรื้อรัง 26,987 คน หรือคิดเป็นจำนวนผู้เสียชีวิตต่อประชากรแสนคนอยู่ที่ 443.54 คน</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันทั้งจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคไตเรื้อรัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงเป็นพื้นที่ที่ควรเฝ้าระวังเนื่องด้วยมีจำนวนผู้ป้วยและผู้เสียชีวิตจากโรคไตเรื้อรังมากที่สุดมาโดยตลอด และหากมองไปยังอนาคต การที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแนวโน้มจะมีผู้สูงอายุมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับภาคอื่นๆ ของประเทศไทย จึงทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพื้นที่ที่หน่วยงานทางสาธารณสุขควรมุ่งเน้นการเฝ้าระวังเพื่อรับมือในประเด็นต่างๆ อาทิ การคัดกรองกลุ่มเสี่ยง การเก็บข้อมูลสุขภาพ การติดตามค่าทางคลินิก การส่งต่อผู้ป่วยสู่ระบบริการสุขภาพ ตลอดจนการส่งเสริมสุขภาพเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อชะลอการเสื่อมของไต เป็นพิเศษเพื่อบรรเทาสถานการณ์ปัญหา</p>



<h3 class="wp-block-heading">อะไรที่ทำให้เป็นโรคไตเรื้อรัง และทำไมโรคไตเรื้อรังถึงน่าเป็นห่วง&nbsp;</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/5-1-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5695" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/5-1-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/5-1-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/5-1-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/5-1-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/5-1-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/5-1-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/5-1-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/5-1.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">โรคไตเรื้อรังเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ของไทย ถึงแม้ว่าเมื่อพูดถึงโรค NCDs เรามักจะคิดว่า โรคมะเร็งเป็นโรคที่ร้ายแรงที่สุด เนื่องด้วยพบว่าโรคมะเร็งถือเป็นโรคที่มีการสูญเสียปีสุขภาวะสูงที่สุดในปี 2564 โดยมีการสูญเสีย 3.01 ล้านปี หรือคิดเป็นสัดส่วน 20% ของการสูญเสียปีสุขภาวะจากโรค NCDs ทั้งหมด รองลงมาเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจที่มีสัดส่วน 19.3% และโรคไตเรื้อรังที่สัดส่วน 11.7%</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่เมื่อพิจารณาการขยายตัวของการสูญเสียปีสุขภาวะ จากรายงานภาวะสังคมไทย โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกลับพบว่า โรคไตเรื้อรังเป็นโรคที่มีการสูญเสียเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยระหว่างปี 2534 – 2564 โรคไตเรื้อรังมีการสูญเสียปีสุขภาวะเพิ่มขึ้นถึง 3.14 เท่า สูงกว่าโรคมะเร็งและโรคหลอดเลือดหัวใจที่เพิ่มขึ้น 2 เท่า และ 1.8 เท่าตามลำดับ นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกันกับอัตราการเสียชีวิต</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/6-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5696" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/6-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/6-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/6-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/6-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/6-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/6-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/6-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/6.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">จากรายงานผลการลงทะเบียนการรักษาด้วยการบำบัดทดแทนไตของสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย (Thailand Renal Replacement Therapy Registry Report) ในปี 2563 ซึ่งทำการศึกษาข้อมูลของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการบำบัดทดแทนไต จากหน่วยไตเทียมต่างๆ ในประเทศไทย พบว่าสาเหตุของโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายของผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดทดแทนไตจากสถานพยาบาลที่ให้บริการการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม เกิดจากโรคความดันโลหิตสูงมากที่สุด 42.30% รองลงมาคือโรคเบาหวาน 41.50% ตามมาด้วยไม่ทราบที่มาของโรค 8.49% โรคหลอดเลือดฝอยไตอักเสบ 1.73% และโรคนิ่วในไต 1.25%&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าหากเราจะคาดการณ์แนวโน้มของผู้เสียชีวิตจากโรคไตเรื้อรัง จำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิต ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายมากที่สุดกว่า 50% นั้น น่าจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงแนวโน้มในอนาคตได้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/7-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5697" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/7-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/7-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/7-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/7-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/7-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/7-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/7-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/7.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลผู้ป่วยเบาหวานที่ขึ้นทะเบียนและมารับการรักษาต่อเนื่อง ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC) กระทรวงสาธารณสุข&nbsp; พบว่า ในปี 2567 ประเทศไทยมีผู้ป่วยเบาหวานรวม 3,640,410 คน โดยพบมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1,373,637 คน รองลงมาก็คือภาคกลางและภาคใต้&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/8-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5698" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/8-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/8-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/8-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/8-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/8-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/8-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/8-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/8.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">ในขณะที่จำนวนผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงนั้น ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือพบผู้ป่วยมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2,337,605 คน จาก 7,347,670 คน ทั่วประเทศ รองลงมาก็คือภาคกลาง และภาคใต้ จะเห็นได้ว่าจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น สัมพันธ์กันกับจำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะเดียวกัน จากตัวเลขนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า ในอนาคตภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะยิ่งรับภาระผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังหนักมากขึ้น จากการที่มีผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไตเรื้อรัง สูงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ไม่เพียงแค่ภาระทางสาธารณสุขที่เกิดขึ้นจากจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่เมื่อหันกลับมาดูที่บุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลด้านโรคไตเรื้อรังนั้น ยังพบว่า ในปี 2566 ประเทศไทยมีจำนวนแพทย์อายุรศาสตร์โรคไต จำนวน 641 คน ในขณะที่ในปี 2567 ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมีจำนวนถึง 1,493,931 คน นั่นเท่ากับว่า แพทย์ 1 คน ต้องดูแลผู้ป่วยถึง 2,331 คน โดยภาคที่มีจำนวนแพทย์ด้านโรคไตมากที่สุดคือภาคกลาง 361 คน รองลงมาคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 102 คน และภาคใต้ 55 คน&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/9-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5699" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/9-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/9-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/9-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/9-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/9-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/9-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/9-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/9.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">หากเปรียบเทียบจำนวนผู้ป่วยและแพทย์เฉพาะทางที่ต้องดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในแต่ละภาค จะพบว่าภาคที่แพทย์น้อยที่สุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แพทย์ 19.63 คนต่อผู้ป่วยแสนคน รองลงมาคือ ภาคเหนือ และภาคใต้ ถึงแม้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมากที่สุด แต่กลับพบว่า ไม่ได้มีจำนวนแพทย์ด้านโรคไตเยอะที่สุด สถานการณ์นี้ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือยิ่งมีแนวโน้มที่น่าเป็นห่วงมากขึ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">อีกประเด็นที่มีความสำคัญคือ ศูนย์ฟอกไตและเครื่องฟอกไต ที่ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในระยะที่ 4 และ 5 จำเป็นต้องใช้เมื่อไตไม่สามารถกำจัดของเสียออกจากร่างกายได้เช่นเดิม สารพิษและของเสียต่างๆ จะถูกสะสมหรือคั่งค้างอยู่ในร่างกายอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว “การฟอกไต” จึงเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาเพื่อบำบัดการทำงานระบบขับของเสียของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ให้สามารถกำจัดของเสียออกจากร่างกายได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด เนื่องจากไตสามารถทำงานได้น้อยกว่า 30% ไปแล้ว</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากอ้างอิงตัวเลขผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ระยะที่ 4 และ 5 จากปี 2567 ซึ่งเป็นผู้ป่วยในระยะที่มีความจำเป็นต้องเริ่มมีการรักษาด้วยการฟอกไต จะพบว่า มีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในระยะที่ 4 จำนวน 179,401 คน และผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในระยะที่ 5 จำนวน 115,290 คน รวมแล้วมีผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการฟอกไตกว่า 294,691 คน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/10-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5700" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/10-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/10-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/10-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/10-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/10-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/10-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/10-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/10.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">สำหรับศูนย์ฟอกไตนั้น จากข้อมูลของระบบค้นหาหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สปสช. พบหน่วยบำบัดทดแทนไต ทั้งหมด 1,039 หน่วย แบ่งได้เป็นหน่วยบำบัดทดแทนไตในประเภทปลูกถ่ายไต (28 หน่วย), ล้างไตผ่านทางช่องท้อง (284 หน่วย), ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (998 หน่วย) (ทั้งนี้ แต่ละหน่วยบริการอาจมีบริการฟอกไตมากกว่า 1 ประเภท) ซึ่งจะพบว่าจำนวนหน่วยบำบัดทดแทนไต ต่อผู้ป่วยที่จำเป็นต้องฟอกไตทั่วประเทศจะได้ 283.63 คน ต่อ 1 หน่วยบำบัดทดแทนไต โดยภาคกลางมีหน่วยบำบัดทดแทนไตมากที่สุด 401 หน่วย รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/11-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5701" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/11-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/11-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/11-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/11-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/11-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/11-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/11-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/11.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">ส่วนเครื่องฟอกไตนั้น จากข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุขในปี 2566 พบว่า จำนวนเครื่องฟอกไตทั่วประเทศมีจำนวน 9,654 เครื่อง โดยภาคกลางมีจำนวนเครื่องฟอกไตมากที่สุด 3,940 เครื่อง รองลงมาคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือตามลำดับ ซึ่งหากนำจำนวนเครื่้องฟอกไตมาหารเฉลี่ยกับผู้ป่วยระยะที่ 4-5 ที่จำเป็นต้องฟอกไตรายภาคแล้ว จะพบว่าภาคที่เครื่องฟอกไตต้องรองรับผู้ป่วยมากที่สุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดย 1 เครื่องต้องรองรับผู้ป่วย 47 คน รองลงมาคือภาคใต้ และภาคเหนือ ซึ่งยิ่งตอกย้ำภาระทางสาธารณสุขของภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่น่ากังวลทั้งในปัจจุบันและอนาคตมากขึ้นไปอีก&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ไม่เพียงแค่นั้น หากจะพิจารณาถึงความเพียงพอระหว่างผู้ป่วยที่ต้องฟอกไตกับจำนวนเครื่องฟอกไตที่มี โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่ว่าผู้ป่วยไตวายที่ต้องบำบัดด้วยการฟอกเลือดล้างไตจะต้องล้างวันละ 4 – 5 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง หรือใน 1 วัน ตามเวลาราชการ 8:30 – 16:30 น. จะทำการฟอกไตผู้ป่วยได้เพียง 2 คนต่อวันในเวลาราชการ ต่อ 1 เครื่องฟอกไต และอาจจะสามารถฟอกได้ เพียง 4-6 คน ต่อสัปดาห์ ต่อการให้บริการ 1 เครื่อง หากมีการจัดคิวฟอกไตอย่างเป็นระบบ&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">การคำนวณอัตราการให้บริการเครื่องฟอกไต หากมีการให้บริการตามเวลาราชการ 8:30 – 16:30 น. (8 ชั่วโมง) ซึ่งสถานบริการฟอกไตส่วนใหญ่มักเปิดทำการ 6 วันต่อสัปดาห์ จะเท่ากับ 1 x 2 x 6 = 12 ครั้ง ต่อสัปดาห์ สำหรับ 1 เครื่อง (ไม่นับรวมกรุงเทพฯ ที่บางโรงพยาบาลสามารถให้บริการนอกเวลาได้) จะพบว่ามีเพียงพื้นที่กรุงเทพฯ เท่านั้น ที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะสามารถรองรับความต้องการฟอกไตของผู้ป่วยไตเรื้อรังในระยะที่ 4 &#8211; 5 ได้ ในขณะที่จังหวัดอื่นๆ อาจมีไม่เพียงพอ&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้ หากคำนวณค่าใช้จ่ายสำหรับการฟอกไต สำหรับการฟอกไตในส่วนของการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเพียงอย่างเดียว ด้วยจำนวนผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง กว่า 63,352 คน ซึ่งผู้ป่วย 1 คน มีค่าใช้จ่ายต่อปีอยู่ที่ 160,000-170,000 บาท แล้วนั้น จะพบว่าต้องใช้งบประมาณมากกว่า 10,136,320,000 &#8211; 10,769,840,000 บาท ซึ่งนี่เป็นเพียงตัวเลขจากผู้มีสิทธิบัตรทอง ที่สามารถเข้าถึงการล้างไตด้วยการฟอกเลือดโดยเครื่องไตเทียม ได้อย่างเหมาะสมเท่านั้น แต่หากดูตัวเลขผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในระยะที่ 4 &#8211; 5 นั้น จะพบว่ามีอีกจำนวนมากที่อาจจะยังเข้าไม่ถึงการรักษาที่เหมาะสม&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากจะให้เข้าถึงการรักษาและสามารถฟอกไตได้ทุกคน เมื่อคำนวณจากผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในระยะที่ 4-5 ที่จำเป็นต้องได้รับการฟอกไตในปี 2567 ซึ่งมีทั้งหมด 294,691 คน (รวมจำนวนผู้ป่วยทั้งหมดที่ไม่ได้อยู่ในสิทธิบัตรทอง) อาจจะต้องใช้งบประมาณถึง 47,150,560,000- 50,097,470,000 บาท&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">และหากพิจารณาในส่วนของเครื่องฟอกไต โดยอ้างอิงข้อมูลที่ว่าสถานพยาบาลนั้นเปิดบริการ 6 วัน (ไม่รวมคลินิกฟอกไต) จะเท่ากับว่าใน 1 สัปดาห์จะล้างไตให้ผู้ป่วยได้ 4 &#8211; 6 คน หรือหากคำนวณตามจำนวนเครื่องฟอกไตที่อยู่ทั้งหมดในปัจจุบันจะรองรับผู้ป่วยได้ประมาณ 38,616 &#8211; 57,924 คน ซึ่งอาจจะทำให้มีผู้ป่วยที่อาจจะเข้าไม่ถึงการฟอกไตอย่างสม่ำเสมอ อีกกว่า 256,075 &#8211; 236,767 คนจากจำนวนผู้ป่วยที่ต้องใช้เครื่องฟอกไตทั้งหมด&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ซึ่งหากอยากให้ผู้ป่วยในระยะที่ 4-5 เข้าถึงการฟอกไตด้วยการจัดหาเครื่องฟอกไตให้มีจำนวนเพียงพอต่อผู้ป่วย จะพบว่าต้องมีการจัดหาเครื่องฟอกไตเพิ่มอีกอย่างน้อย 54,365 เครื่อง ถึงจะเพียงพอต่อความต้องการของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4-5 และหากอ้างอิงราคามาตรฐานของเครื่องฟอกไตทั่วไปในราคาเครื่องละ 500,000 บาทก็จะพบว่าต้องใช้งบประมาณมากกว่า 32,009,375,000 บาท อย่างไรก็ตาม ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่เครื่องฟอกไตที่มีประสิทธิภาพสูงอาจมีราคาสูงถึง 940,000 บาท ซึ่งก็อาจจะทำให้งบประมาณที่ต้องใช้เพิ่มมากขึ้นไปอีก แต่ถึงอย่างนั้น ความพยายามจะให้ผู้ป่วยในระยะที่ 4-5 เข้าถึงการฟอกไตได้อย่างสม่ำเสมอไม่ได้มีเพียงปัจจัยในเรื่องของเครื่องฟอกไตเท่านั้น แม้จะมีงบประมาณเพื่อจัดหาเครื่องฟอกไตมากขึ้น แต่สิ่งที่ต้องเพิ่มขึ้นตามกันด้วยก็คือบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งก็ต้องใช้งบประมาณมหาศาลอีกเช่นเดียวกัน&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงว่า วิกฤตของโรคไตเรื้อรังในประเทศไทย ไม่ได้มีเพียงแค่ประเด็นเรื่องจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงภาระทางสาธารณสุขที่ต้องดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ซึ่งปัจจุบันยังมีไม่เพียงพอ และทำให้ผู้ป่วยไม่อาจเข้าการรักษาได้อย่างสม่ำเสมอ และดูเหมือนว่าหากจำนวนผู้ป่วยยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และบุคลากรทางการแพทย์ รวมไปถึงเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ยังคงมีไม่เพียงพอเช่นนี้ก็จะทำให้โรคไตเรื้อรังยากที่จะดูแลจัดการได้ในอนาคต</p>



<h3 class="wp-block-heading">แล้วอะไรที่เป็นสาเหตุอันจะนำพาไปสู่การเป็นโรคไตเรื้อรังได้&nbsp;</h3>



<p class="wp-block-paragraph">โรคเบาหวาน นอกจากพันธุกรรมแล้ว พฤติกรรมการใช้ชีวิตยังอาจส่งผลให้เกิดโรคเบาหวานได้อีกด้วย โดยเฉพาะการรับประทานของหวานมากเกินไปจนเกิดภาวะน้ำหนักเกิน และทำให้มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง การบริโภคความหวานจึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่อาจก่อให้เกิดโรคเบาหวานได้ และอาจนำไปสู่การเป็นโรคไตเรื้อรังได้เช่นเดียวกัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/12-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5702" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/12-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/12-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/12-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/12-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/12-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/12-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/12-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/12.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลของสำนักคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ที่แสดงให้เห็นถึงการบริโภคน้ำตาลทางอ้อมภายในประเทศของคนไทยพบว่า ในปี 2565 คนไทยบริโภคน้ำตาล 25.4 ช้อนชา/วัน (จากการคำนวณโดยน้ำตาล 1 ช้อนชา = 4 กรัม) เกินกว่าที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดปริมาณการบริโภคน้ำตาลไว้ที่ไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา กว่า 4 เท่า</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากพฤติกรรมติดหวานของคนไทยแล้ว ยังพบว่า พฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนไทยยังมีการ ‘ติดเค็ม’ อีกด้วย ซึ่งการกินเค็มมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรังมากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะการบริโภคขนมขบเคี้ยวรสเค็ม (Salty Snacks) ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า 50% ในบรรดาขนมทั้งหลายที่เราเห็นวางขายบนชั้นในร้านสะดวกซื้อ นอกจากนี้ จากข้อมูลแนวโน้มตลาดขนมขบเคี้ยวไทย โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังพบว่าตลาดขนมขบเคี้ยวรสเค็มหรือเผ็ดของไทยยังเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/13-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5703" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/13-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/13-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/13-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/13-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/13-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/13-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/13-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/13.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">โดยยอดขายขนมขบเคี้ยวในไทยในปี 2564 อยู่ที่ 45,328 ล้านบาท และเติบโตขึ้นถึง 50,400 ล้านบาทในปี 2568 ซึ่งสะท้อนให้เห็นความนิยมในการบริโภคขนมขบเคี้ยวรสเค็มหรือเผ็ดของไทยของคนไทยที่มีมากขึ้น โดยขนมขบเคี้ยวประเภทมันฝรั่ง มีปริมาณโซเดียมตั้งแต่ 80 – 1,080 มิลลิกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ซึ่งมากกว่าครึ่งของปริมาณโซเดียมที่ร่างกายต้องการใน 1 วัน ( 2,000 มก. หรือ 1 ช้อนชาต่อวัน) และยังเป็นประเภทของขนมขบเคี้ยวรสเค็มที่ได้รับความนิยมสูงอีกด้วย&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ไม่เพียงแค่ขนมขบเคี้ยวเท่านั้นที่มีปริมาณโซเดียมสูง อีกหนึ่งอาหารที่เป็นที่นิยมของคนไทยอย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็เต็มไปด้วยโซเดียมเช่นเดียวกัน โดยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จะมีปริมาณโซเดียมแตกต่างกันไปตามรสชาตินั้นๆ ซึ่งจากผลสำรวจพบว่า ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณโซเดียมน้อยที่สุด คือ 700 มก.ต่อซอง ในขณะที่ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่มีโซเดียมมากที่สุด คือ มากถึง 2,360 มก. ต่อซอง ซึ่งเกินกว่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำใน 1 วัน คือ 2,000 มก.&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/14-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5704" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/14-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/14-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/14-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/14-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/14-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/14-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/14-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/14.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูล Global Demand Rankings Instant noodle โดย World Instant Noodle Association พบว่าคนไทยบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากปี 2562 อยู่ที่ 3,710 ล้านซอง เพิ่มขึ้นเป็น 4,000 ล้านซองในปี 2567 และมากเป็นอันดับ 9 ของโลก&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ไม่เพียงแค่อาหารเท่านั้น ที่ทำให้เห็นถึงพฤติกรรมการ ‘ติดเค็ม’ ของคนไทย แต่เมื่อเราพิจารณาจากยอดขายเครื่องปรุงรส ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณโซเดียมสูงและเป็นสิ่งที่อยู่ในวัฒนธรรมอาหารของไทย ที่ต้องมีการปรุงรส ไม่ว่าจะด้วยน้ำปลา ซอสประเภทต่างๆ ไปจนถึงผงปรุงรส หรือผงชูรสที่กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการประกอบอาหารของคนไทย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/15-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5705" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/15-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/15-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/15-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/15-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/15-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/15-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/15-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/15.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลของมูลค่าตลาดเครื่องปรุงรสของไทย จากปี 2562 &#8211; 2568 โดย Krungthai COMPASS พบว่า มูลค่าตลาดเครื่องปรุงรสของไทยมีการเติบโตขึ้นตลอด 5 ปี โดย มูลค่าตลาดในปี 2562 อยู่ที่ 4.57 หมื่นล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็น 5.64 หมื่นล้านบาท ในปี 2566 หรือเพิ่มขึ้น กว่า 23.41% ทั้งนี้จากข้อมูลของมูลค่าตลาดเครื่องปรุงรสของไทย จากปี 2561 &#8211; 2565 โดยศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรม เครื่องปรุงรสที่มีสัดส่วนการขายในตลาดมากที่สุดคือซุปก้อน 23% รองลงมาก็คือน้ำปลา 22% ซอสถั่วเหลือง 18% ผงชูรส 12% ซอสหอยนางรม 9% สมุนไพรและเครื่องเทศ 3% และอื่นๆ อีก 13%</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์ที่มีโซเดียมสูงทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การเป็นโรคไตเรื้อรังมากขึ้น การรณรงค์ให้เห็นถึงผลของการบริโภคผลิตภัณฑ์เหล่านี้ในระยะยาวและเกินปริมาณที่พอเหมาะที่อาจจะนำไปสู่หนทางของการเป็นโรคไตเรื้อรัง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้คนตระหนักถึงไลฟ์สไตล์และการบริโภคที่สร้างความเสี่ยงของตนเอง ขณะเดียวกันภาครัฐก็อาจมีมาตรการอื่นๆ มาเสริมเพื่อทำให้การบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีโซเดียมสูงอยู่ในเกณฑ์ที่พอดี หนึ่งในมาตรการที่กำลังจะเกิดขึ้นก็คือการเก็บภาษีจากผลิตภัณฑ์โซเดียมสูงบางประเภท หรือที่เรียกว่า ‘ภาษีความเค็ม’&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">ภาษีความเค็มคืออะไร เก็บจากผลิตภัณฑ์แบบไหนบ้าง</h3>



<p class="wp-block-paragraph">แนวคิดเบื้องต้นในการเก็บภาษีโซเดียมหรือภาษีความเค็มของไทย มีมาตั้งแต่ ปี 2562 โดยก่อนหน้านี้คณะกรรมการนโยบายการลดบริโภคเกลือและโซเดียมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อระดับชาติ ร่วมกับภาคีเครือข่าย ตั้งเป้าหมายให้คนไทยลดการบริโภคโซเดียมลง 30% ภายในปี 2568 กระตุ้นให้ภาคอุตสาหกรรมปรับสูตรลดโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหารของตนลง และมาตรการทางภาษีอาจเป็นอีกหนึ่งในมาตรการสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้ภาคอุตสาหกรรมต้องเปลี่ยนแปลงระดับความเค็มในสินค้าของตนลง</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยเมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2567 ที่ผ่านมา ดร. เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ต้องการให้กรมสรรพสามิตเป็นกลไกและรักษาสมดุลด้านภาษีระหว่างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมไปถึงสุขภาพของประชาชน โดยได้มีการใช้กลไกภาษีเพื่อสนับสนุนการแพทย์เชิงป้องกัน ลดการบริโภคอาหารที่เป็นโทษต่อสุขภาพ ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาโรคไตเรื้อรัง นั้นให้กรมสรรพสามิตศึกษาพิจารณากลไกภาษีโซเดียมในสินค้าบางประเภทที่ไม่อยู่ในสินค้าควบคุม โดยตั้งเป้าให้คนไทยลดบริโภคเค็มลง 30% ภายในปี 2568&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">การศึกษาการจัดเก็บภาษีโซเดียมหรือภาษีความเค็มให้พิจารณาจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ ปริมาณโซเดียมในสินค้า ให้เริ่มจัดเก็บจากสินค้าที่ไม่มีผลกระทบกับผู้มีรายได้น้อยก่อน และพิจารณาเรื่องการจัดเก็บภาษีตามปริมาณโซเดียม โดยจะเริ่มจากกลุ่มขนมขบเคี้ยวก่อน เพราะเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ไม่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ซึ่งการเก็บภาษีจะดูปริมาณโซเดียมต่อผลิตภัณฑ์ทั้งหมดและเป็นการเก็บแบบขั้นบันได&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีการดำเนินการจัดเก็บภาษีโซเดียมอย่างเป็นรูปธรรมหรือดำเนินการเสนอร่างกฎหมายแต่อย่างใด เนื่องมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ยังคงอยู่ในระหว่างการศึกษาแนวทางที่เหมาะสม</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากการสำรวจประเทศต่างๆ ทั่วโลก พบว่า มีประเทศที่มีการเก็บภาษีโซเดียม เช่น ฮังการี ซึ่งเก็บจากผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสที่มีโซเดียมสูงและขนมขบเคี้ยวที่มีเกลือสูง ในอัตรา 0.8 ยูโรต่อเกลือ 1 กิโลกรัม หรือโปรตุเกส ที่มีการเก็บภาษีความเค็มในอาหารสำเร็จรูปอย่างขนมขบเคี้ยว อาหารที่มีซีเรียลเป็นส่วนประกอบ รวมถึงมันฝรั่งแห้งหรือทอด โดยอัตราการเก็บภาษีจะอยู่ที่ 0.8 ยูโรต่อเกลือ 1 กิโลกรัม โดยนอกจากประเทศไทยที่กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาแนวทางที่เหมาะสมแล้ว ยังพบว่าฟิลิปปินส์ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เสนอให้เก็บภาษีกับอาหารรสเค็มเช่นเดียวกัน</p>



<h3 class="wp-block-heading">สสส. กับภารกิจพิชิตโรคไตเรื้อรัง&nbsp;</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/16-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5706" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/16-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/16-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/16-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/16-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/16-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/16-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/16-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/16.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">การดำเนินการขับเคลื่อนมาตรการลดการบริโภคเกลือและโซเดียมโดย สสส. เริ่มขึ้น ในปี 2555 ผ่านการสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายลดการบริโภคเค็ม ถัดมาในปี 2556 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศ ‘9 Global NCD Targets’ เป้าหมายลดการบริโภคโซเดียมลง 30% ภายในปี 2568 หลังจากนั้น มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ในปี 2557 ก็ได้ประกาศให้ไทยรับรอง 9 เป้าหมายการดำเนินงานเพื่อป้องกันควบคุมสถานการณ์โรคไม่ติดต่อในระดับโลกโดย WHO ขณะเดียวกันในปี 2558 มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 8 ก็ได้มีการริเริ่มนโยบายลดการบริโภคเกลือขึ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในปี 2559 มีการประกาศยุทธศาสตร์ลดเค็มชาติ “SALTS” ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ลดการบริโภคเกลือและโซเดียมในประเทศไทย ซึ่ง สสส.ได้ร่วมกับ WHO Country Cooperation Strategy (CCS) กระทรวงสาธารณสุข และองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย รวมทั้งภาคีเครือข่าย ผลักดันการลดโซเดียมอย่างจริงจัง โดยได้มีเป้าหมายลดโซเดียมลง 30% จากปัจจุบันภายใน 5 ปีข้างหน้า (2559 &#8211; 2564)&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น กระทรวงสาธารณสุขก็มีการประกาศเรื่อง การแสดงฉลากสัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ข้อมูลโภชนาการในรูปแบบสัญลักษณ์โภชนาการต่อผู้บริโภคในการเลือกซื้ออาหาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่มีความสําคัญต่อการป้องกันปัญหาภาวะโภชนาการเกินและโรคไม่ติดต่อ (NCDs)&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ต่อมาในปี 2560 ได้มีการออก พ.ร.บ. สรรพสามิต 2560 สำหรับการจัดเก็บภาษีผลิตภัณฑ์ต่างๆ และยังเป็นการริเริ่ม “SSBs Tax” หรือมาตรการด้านภาษีเครื่องดื่มที่มีความหวาน (Sugar Sweetened Beverages Tax: SSBs Tax) โดยเป็นการเก็บภาษีน้ำตาลในเครื่องดื่มตามปริมาณน้ำตาลในผลิตภัณฑ์&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยต่อมา ในปี 2561 กรมสรรพสามิตได้มีแนวคิดในการจัดเก็บภาษี ‘หวานมันเค็ม’ โดยในเบื้องต้นจะยึดรูปแบบเดียวกับแนวทางการจัดเก็บภาษีจากความหวาน&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">สสส. ทำงานร่วมกับกรมสรรพสามิตเพื่อผลักดันมาตรการทางภาษีอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2563 สสส. ได้มีการสำรวจพฤติกรรมการบริโภคของคนไทย ซึ่งจากข้อมูลพบว่า คนไทยมีการบริโภคโซเดียม เฉลี่ย 3,636 มก./วัน ซึ่งสูงกว่ามาตรฐาน WHO ที่กำหนดไว้ว่าไม่ควรเกิน 2,000 มก./วัน ต่อมาในปี 2564 กระทรวงการคลัง ก็ประกาศแนวนโยบายในการจัดเก็บภาษีโซเดียม โดยทาง สสส. เองก็มีแคมเปญ “ลดเค็ม ลดโรค” ตามออกมา&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หลังจากนั้นในปี 2567 คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ได้จัดทำรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่องสร้างเสริมสุขภาวะ ป้องกันก่อนรักษา เสนอ ครม. โดยเสนอให้มีการปรับภาษีความหวานและความเค็ม โดยในปี 2568 กรมสรรพสามิตได้เตรียมจัดเก็บภาษีโซเดียม และศึกษาประเภทสินค้าที่เหมาะสม โดยพุ่งเป้าไปที่สินค้าที่ไม่ค่อยมีความจำเป็นต่อการบริโภค รวมถึงยังมีการหารือกับภาคเอกชนเพื่อให้เกิดการปรับตัวเช่นเดียวกับตอนเริ่มเก็บภาษีความหวาน&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">สสส. ผลักดันนโยบายภาษีโซเดียมมากว่า 13 ปี ทั้งการดำเนินมาตรการที่มิใช่ภาษีไปควบคู่กัน เพื่อส่งเสริมการลดการบริโภคโซเดียม ผ่านกิจกรรมกับภาคีเครือข่ายลดการบริโภคหวาน มัน เค็ม และส่งเสริมการบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารที่ได้รับรองสัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพ รวมถึงยังมีการจัดงานร่วมกับสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย โดยได้มีการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะและการดำเนินการ อาทิ&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">การจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการสำหรับร้านค้า ผู้ประกอบการ และประชาชนผู้สนใจ ผ่านโครงการลดเค็ม ยกระดับเพื่อสุขภาพ เพื่อเรียนรู้วิธีการประกอบอาหารอย่างถูกต้องตามหลักโภชนาการ ผ่านการออกแบบเมนูอาหารลดโซเดียม</p>



<p class="wp-block-paragraph">การนำเสนอนวัตกรรม ต้นแบบผลิตภัณฑ์ซุปก้อนสูตรลดโซเดียมจากสารเสริมกลิ่นรส ด้วยการใช้สารทดแทนเกลือที่มาจากแหล่งธรรมชาติเป็นทางเลือกที่ดีที่ผู้บริโภค ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีคุณค่าทางโภชนาการ รวมถึงมีโซเดียมต่ำ</p>



<p class="wp-block-paragraph">การดำเนินการสร้างฐานข้อมูลการขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของประเทศไทย ซึ่งริเริ่มในปี 2563-2564 โดยข้อมูลดังกล่าวถูกใช้ในกระบวนการพัฒนานโยบายภาษีโซเดียมร่วมกับกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง โดย จากปี 2561 จนถึงปี 2564 แนวโน้มของผลิตภัณฑ์สูตรลดโซเดียมมีการเพิ่มขึ้นในทุกปี ทำให้ปัจจุบันผู้ผลิตบริษัทต่างๆ ทยอยออกสูตรลดโซเดียมเพิ่มมากขึ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">การพัฒนาและผลิตเครื่องวัดความเค็มในอาหาร หรือ Salt Meter ให้มีความแม่นยำและสามารถผลิตซ้ำได้ในเชิงอุตสาหกรรม โดยศึกษารูปแบบการใช้งานเครื่องวัดความเค็มในอาหารเพื่อให้ได้รูปแบบการแสดงผลค่าความเค็มที่เข้าใจง่าย และพัฒนาเครื่องมือแบบไร้สาย ไปจนถึงออกแบบและวางโครงสร้างแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ</p>



<p class="wp-block-paragraph">การจัดแคมเปญรณรงค์สื่อสารสาธารณะ &#8216;ลดซด ลดเค็ม ลดโรค&#8217; และ &#8216;ลดปรุง ลดเค็ม ลดโรค&#8217; โดยสื่อสารความรู้ความเข้าใจและความตระหนักในการปรับพฤติกรรมลดการบริโภคเค็ม ผ่านสื่อช่องทางต่างๆ ทั้ง Facebook: &#8216;ลดเค็ม ลดโรค&#8217; แอปฯ TikTok เกม AR วิทยุชุมชน กิจกรรมแถลงข่าว รวมทั้งจัดทำสื่อแผ่นพับ การ์ตูน และวิดีโอสั้นเพื่อการประชาสัมพันธ์&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการเร่งรัดขับเคลื่อนมาตรการลดบริโภคเกลือและโซเดียมในประเทศไทย ร่วมกับองค์การอนามัยโลก ประจำประเทศไทย และองค์กร Resolve to Save Lives โดยมีหน่วยงานเข้าร่วม ได้แก่ เครือข่ายลดบริโภคเค็ม กรมควบคุมโรค และกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กรมสรรพสามิต และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง และเครือข่ายวิชาการ เป็นต้น เพื่อผลักดันนโยบายสาธารณะเพื่อลดการบริโภคเกลือและโซเดียมของประเทศไทย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดูข้อมูลที่ <a href="https://rocketmedialab.co/database-kidney-disease/">https://rocketmedialab.co/database-kidney-disease/</a></p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/kidney-disease/">ไตแลนด์ : เมื่อการกินนัว กินหวาน เสี่ยงสะเทือน ‘ไต’</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จากไฟป่าสู่ไฟเกษตร: สำรวจสถานการณ์สุขภาพและการเผาที่เกี่ยวข้องกับฝุ่น PM2.5 ในปี 2567 [e-book]</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/ebook-pm25/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 Feb 2025 11:41:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[ebook]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[PM2.5]]></category>
		<category><![CDATA[PM25]]></category>
		<category><![CDATA[RMLxThaiHealth]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่เผาไหม้]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=5103</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3604;&#3634;&#3623;&#3609;&#3660;&#3650;&#3627;&#3621 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/ebook-pm25/">จากไฟป่าสู่ไฟเกษตร: สำรวจสถานการณ์สุขภาพและการเผาที่เกี่ยวข้องกับฝุ่น PM2.5 ในปี 2567 [e-book]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[

		
		<div id="ep-gutenberg-content-fb794b4d6627ff7d3f88ea05839bc166" class="ep-gutenberg-content ep-aligncenter  ep-percentage-width   ep-content-protection-disabled ">
			<div class="embedpress-inner-iframe emebedpress-unit-percent ep-doc-fb794b4d6627ff7d3f88ea05839bc166"  style="max-width:100%" id="embedpress-pdf-1738940023079">
				<div >
					<div class="ep-embed-content-wraper"><div class="position-right-wraper gutenberg-pdf-wraper"><iframe title="ebook-pm25" class="embedpress-embed-document-pdf embedpress-pdf-1738940023079" style="width:600px;height:600px; max-width:100%; display: inline-block" src="https://rocketmedialab.co/wp-admin/admin-ajax.php?action=get_viewer&#038;file=https%3A%2F%2Frocketmedialab.co%2Fwp-content%2Fuploads%2F2025%2F02%2Febook-pm25.pdf#key=dGhlbWVNb2RlPWRlZmF1bHQmdG9vbGJhcj10cnVlJnBvc2l0aW9uPXRvcCZwcmVzZW50YXRpb249dHJ1ZSZsYXp5TG9hZD1mYWxzZSZkb3dubG9hZD10cnVlJmNvcHlfdGV4dD10cnVlJmFkZF90ZXh0PXRydWUmZHJhdz1mYWxzZSZkb2Nfcm90YXRpb249dHJ1ZSZhZGRfaW1hZ2U9dHJ1ZSZkb2NfZGV0YWlscz10cnVlJnpvb21faW49dHJ1ZSZ6b29tX291dD10cnVlJmZpdF92aWV3PXRydWUmYm9va21hcms9dHJ1ZSZmbGlwYm9va190b29sYmFyX3Bvc2l0aW9uPWJvdHRvbSZzZWxlY3Rpb25fdG9vbD0wJnNjcm9sbGluZz0tMSZzcHJlYWRzPS0x" frameborder="0" oncontextmenu="return false;"></iframe> <p class="embedpress-el-powered">Powered By EmbedPress</p></div></div>
									</div>
			</div>
		</div>
	


<p class="wp-block-paragraph"><a href="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/ebook-pm25.pdf">ดาวน์โหลดที่นี่</a></p>



<p class="wp-block-paragraph">อ่านเวอร์ชันเว็บที่ <a href="https://rocketmedialab.co/pm25-2024/">https://rocketmedialab.co/pm25-2024/</a></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/ebook-pm25/">จากไฟป่าสู่ไฟเกษตร: สำรวจสถานการณ์สุขภาพและการเผาที่เกี่ยวข้องกับฝุ่น PM2.5 ในปี 2567 [e-book]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คนกรุงเทพฯ ป่วยแล้วไปไหนได้บ้าง</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/bkk-public-health/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 04 May 2022 12:41:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[future]]></category>
		<category><![CDATA[bangkokindex]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[สาธารณสุข]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[โรงพยาบาล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=2332</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3648;&#3617;&#3639;&#3656;&#3629;&#3609;&#3635;&#3592 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/bkk-public-health/">คนกรุงเทพฯ ป่วยแล้วไปไหนได้บ้าง</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<ul class="wp-block-list"><li>เมื่อนำจำนวนสถานพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ดูแลประชาชนตามสิทธิการรักษาพยาบาล ทั้ง 3 ประเภทคือ สิทธิข้าราชการ สิทธิประกันสังคม และสิทธิบัตรทอง มาแบ่งกลุ่มตามเขตทั้ง 50 เขต พบว่า มีนบุรี มีมากที่สุดที่ 20 แห่ง บางนา 18 แห่ง ราชเทวี 16 แห่ง ตามด้วยบางเขนและสายไหม 15 แห่ง </li><li>ส่วนเขตที่มีสถานพยาบาลที่เข้าถึงได้ตามสิทธิน้อยที่สุด คือ สัมพันธวงศ์ 3 แห่ง พระนครและคลองสาน 4 แห่ง ตามด้วย ปทุมวัน พระโขนง ตลิ่งชัน ทุ่งครุ ที่ 5 แห่งเท่ากัน</li><li>เขตที่มีจำนวนสถานพยาบาลต่อประชากรสูงที่สุดในกรุงเทพฯ คือ ราชเทวี 23.62 แห่งต่อแสนประชากร บางนา 20.68 ป้อมปราบศัตรูพ่าย 19.79 พญาไท 18.12 และสัมพันธวงศ์ 14.44</li><li>สำหรับเขตที่มีจำนวนสถานพยาบาลต่อประชากรน้อยที่สุด 5 อันดับท้าย ได้แก่ ทุ่งครุ 4.05 แห่งต่อแสนประชากร ตลิ่งชัน 4.88 จตุจัตร 5.19 บางแค 5.20 และจอมทอง 5.49</li></ul>



<p class="wp-block-paragraph">กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วที่เราจะต้องเสียเวลาเป็นวันๆ กับการตื่นแต่เช้าไปเข้าแถวรอคิวโรงพยาบาลรัฐ และถ้าไม่อยากรอ ก็ต้องยอมเสียเงินเพิ่มไปใช้บริการเอกชนแทน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผลสำรวจโดย <a href="https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/4457?locale-attribute=th">โครงการวิจัยเพื่อพัฒนารูปแบบและระบบบริการปฐมภูมิเขตเมือง: กรณีศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร</a> ของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) (2559) ระบุว่า เมื่อสำรวจถึงสถานพยาบาลที่เคยใช้ และ/หรือคาดว่าจะใช้บริการเมื่อเกิดภาวะเจ็บป่วย จากประชากรในกรุงเทพฯ 1,916 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้มีสิทธิข้าราชการ 918 คน (47.91%) และผู้มีสิทธิประกันสังคม 998 คน (52.09%) พบว่า 60% ของทั้งสองกลุ่มเคยใช้/คาดว่าจะใช้บริการสถานพยาบาลเอกชนมากกว่าสถานพยาบาลของรัฐ แต่เมื่อจำแนกตามสิทธิการรักษา จะพบว่า ผู้มีสิทธิข้าราชการ 60% จะไปที่สถานพยาบาลของรัฐ ส่วนผู้มีสิทธิประกันสังคม 80% จะไปที่สถานพยาบาลเอกชน</p>



<p class="wp-block-paragraph">กลุ่มตัวอย่างชี้ว่า เหตุผลหลักของการเลือกใช้สถานพยาบาล คือความสะดวกในการเข้าถึงสถานพยาบาล เช่น ใกล้บ้านหรือที่ทำงาน (57.83%) ตามด้วยการใช้สิทธิตามสถานพยาบาลที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้หรือมีสิทธิใช้บริการนั้น (15.55%) และความเชื่อมั่นในความรู้ความชำนาญของแพทย์และพยาบาล (9.56%)</p>



<p class="wp-block-paragraph">ขณะที่ข้าราชการ 50.98% รับผิดชอบจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง ด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น เป็นส่วนที่เบิกตามสิทธิไม่ได้ หรือเป็นการไปรับการรักษาที่อื่นที่สะดวกกว่า แต่ไม่สามารถเบิกได้ เป็นต้น ขณะที่กลุ่มผู้มีสิทธิประกันสังคมราว 40% รับผิดชอบจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง แม้จะจ่ายสมทบไปแล้วทุกเดือน</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่นี่ไม่ควรเป็นเรื่องปกติ</p>



<h3 class="wp-block-heading">สำรวจสถานพยาบาลในกรุงเทพฯ ผ่านสิทธิรักษาพยาบาล</h3>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-2 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"></figure>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-2597" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล.png 1301w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p class="wp-block-paragraph">เพื่อสำรวจการกระจายตัวของสถานพยาบาลที่ให้บริการประชาชนในแต่ละเขต Rocket Media Lab รวบรวมข้อมูลจำนวนสถานพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนในพื้นที่กรุงเทพฯ จากหน่วยบริการปฐมภูมิที่ผู้มีบัตรทองสามารถเลือกได้ สถานพยาบาลที่ผู้มีสิทธิประกันสังคมเลือกได้ และโรงพยาบาลรัฐรวมถึงโรงพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมสิทธิเบิกจ่ายตรงสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ได้ทั้งสิ้น 484 แห่ง แล้วจัดกลุ่มตามเขตใน กทม. 50 แห่ง พบว่า มีนบุรี มีมากที่สุดที่ 20 แห่ง บางนา 18 แห่ง ราชเทวี 16 แห่ง ตามด้วยบางเขนและสายไหม 15 แห่ง&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ส่วนเขตที่มีสถานพยาบาลที่เข้าถึงได้ตามสิทธิน้อยที่สุด คือ สัมพันธวงศ์ 3 แห่ง พระนครและคลองสาน 4 แห่ง ตามด้วย ปทุมวัน พระโขนง ตลิ่งชัน ทุ่งครุ ที่ 5 แห่งเท่ากัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ตาม หากนำจำนวนสถานพยาบาลในแต่ละเขตมาหารด้วยจำนวนประชากรของเขตนั้น จะพบว่า เขตที่มีจำนวนสถานพยาบาลต่อประชากรสูงที่สุดในกรุงเทพฯ คือ ราชเทวี 23.62 แห่งต่อแสนประชากร บางนา 20.68 ป้อมปราบศัตรูพ่าย 19.79 พญาไท 18.12 และสัมพันธวงศ์ 14.44</p>



<p class="wp-block-paragraph">ท้ังนี้จะเห็นว่าเขตที่มีสัดส่วนสถานพยาบาลอับดับต้นๆ เกือบทั้งหมด ยกเว้นบางนา อยู่ในเขตกรุงเทพฯ ชั้นใน ซึ่งเขตข้างเคียงก็มีสัดส่วนสถานพยาบาลสูงเช่นกัน ประกอบกับ<a href="https://rocketmedialab.co/bkk-bus/">มีระบบขนส่งมวลชนทั่วถึงกว่า</a> ทำให้คนในกรุงเทพชั้นในมีแนวโน้มที่จะมีทางเลือกของสถานพยาบาลมากกว่าและเข้าถึงได้สะดวกกว่า</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับเขตที่สถานพยาบาลรับบทหนัก 5 อันดับท้าย ได้แก่ ทุ่งครุ 4.05 แห่งต่อแสนประชากร ตลิ่งชัน 4.88 จตุจัตร 5.19 บางแค 5.20 และจอมทอง 5.49</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_1--1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-2601" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_1--1024x1024.jpg 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_1--300x300.jpg 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_1--150x150.jpg 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_1--768x768.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_1--1536x1536.jpg 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_1--2048x2048.jpg 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_1--600x600.jpg 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_1--100x100.jpg 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_2--1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-2598" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_2--1024x1024.jpg 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_2--300x300.jpg 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_2--150x150.jpg 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_2--768x768.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_2--1536x1536.jpg 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_2--2048x2048.jpg 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_2--600x600.jpg 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_2--100x100.jpg 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_3--1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-2599" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_3--1024x1024.jpg 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_3--300x300.jpg 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_3--150x150.jpg 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_3--768x768.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_3--1536x1536.jpg 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_3--2048x2048.jpg 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_3--600x600.jpg 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_3--100x100.jpg 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_4--1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-2600" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_4--1024x1024.jpg 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_4--300x300.jpg 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_4--150x150.jpg 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_4--768x768.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_4--1536x1536.jpg 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_4--2048x2048.jpg 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_4--600x600.jpg 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_4--100x100.jpg 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_5--1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-2602" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_5--1024x1024.jpg 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_5--300x300.jpg 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_5--150x150.jpg 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_5--768x768.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_5--1536x1536.jpg 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_5--2048x2048.jpg 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_5--600x600.jpg 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/05/Bkk-สถานพยาบาล_5--100x100.jpg 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p class="wp-block-paragraph">ขณะที่ถ้าดูสัดส่วนสถานพยาบาลที่เป็นของรัฐ จะพบว่า ราชเทวี ยังคงเป็นอันดับหนึ่งในการจัดอันดับนี้ โดยเป็นเขตที่มีที่ตั้งของสถานพยาบาลของรัฐมากที่สุด ถึง 13 แห่ง และส่วนหนึ่งยังเป็นสถานพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น สถาบันประสาทวิทยา กรุงเทพมหานคร, สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร, สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์</p>



<p class="wp-block-paragraph">เขตที่มีสถานพยาบาลของรัฐน้อยที่สุด คือ 1 แห่งต่อเขต มีถึง 13 เขต ได้แก่ สัมพันธวงศ์ บางบอน บางพลัด วัฒนาบางกอกใหญ่ สาทร บางกะปิ บางเขน ลาดพร้าว สะพานสูง วังทองหลาง จอมทอง และตลิ่งชัน&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ขณะที่หากดูประเภทของสถานพยาบาลที่รับผู้ป่วยตามสิทธิต่างๆ พบว่า ข้าราชการ จะสามารถเข้ารับการรักษาฟรีตามสิทธิได้ในโรงพยาบาลของรัฐ รวมถึงมีโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งที่เข้าร่วมสิทธิเบิกจ่ายตรงของข้าราชการ ขณะที่ตัวเลือกของผู้ใช้สิทธิบัตรทองและสิทธิประกันสังคมนั้น จำนวนมากเป็นคลินิกเอกชน หรือการบริการในระดับปฐมภูมิ ซึ่งถูกดึงเข้ามาร่วมแก้ปัญหาความไม่เพียงพอของระบบสาธารณสุขในกรุงเทพฯ</p>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ต้องไม่ลืมว่าจำนวนประชากรดังกล่าว ยังไม่รวมถึงประชากรแฝงที่เข้ามาทำงานและเรียนหนังสือ และแรงงานข้ามชาติทั้งที่มาแบบถูกและไม่ถูกกฎหมาย ที่เราไม่รู้จำนวนที่แท้จริง โดยที่ผ่านมา สำนักงานสถิติแห่งชาติประมาณการไว้ว่า<a href="http://www.nso.go.th/sites/2014/DocLib13/%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9D%E0%B8%87/2561/Population_61.pdf">เมื่อปี 2561</a> กรุงเทพฯ มีประชากรแฝงรวม 2.05 ล้านคน ขณะที่ <a href="https://www.doe.go.th/prd/assets/upload/files/alien_th/ce5a96ba69a977fb69faffff375a1883.pdf">&#8220;สถิติจำนวนแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานคงเหลือทั่วราชอาณาจักร ประจำเดือน กุมภาพันธ์ 2565&#8221;</a> โดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ระบุว่า มีจำนวนแรงงานข้ามชาติ ในกรุงเทพฯ รวม 534,386 คน</p>



<h3 class="wp-block-heading">กทม. กับระบบสาธารณสุข</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ไม่ใช่แค่รถไฟ ที่มีมาตั้งแต่สมัย ร.5 แต่งานด้านอนามัย เราก็มีมาตั้งแต่สมัย ร.5 เช่นกัน โดยกรุงเทพฯ มีกาารดำเนินงานด้านสาธารณสุข มาตั้งแต่ รศ. 116 หรือ พ.ศ. 2440 ได้รับจัดตั้งเป็นกรมแพทย์สุขาภิบาล กระทรวงนครบาล รับผิดชอบตาม พ.ร.ก.สุขาภิบาลกรุงเทพ รศ. 116  ก่อนจะได้รับการยกฐานะเป็นสำนักอนามัย กทม. ในปี 2517</p>



<p class="wp-block-paragraph">ที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องการพัฒนาระบบสาธารณสุขใน กทม. อยู่ในแผนพัฒนากรุงเทพฯ มาตลอด นับแต่ฉบับที่ 1 ในปี 2520 อาทิ ตั้งเป้าสร้างศูนย์บริการสาธารณสุขเพิ่ม (แผนพัฒนากรุงเทพฯ ฉบับที่ 1  พ.ศ. 2520-2524) ปรับปรุงหน่วยบริการสาธารณสุขในแหล่งชุมชนแออัดและเขตชั้นนอกได้ทั่วถึง (แผนพัฒนากรุงเทพฯ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2525-2529) พัฒนาศูนย์บริการสาธารณสุขให้เป็นโรงพยาบาลชุมชน จัดตั้งศูนย์บริการสาธารณสุขขนาดเล็กให้ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพ (แผนพัฒนากรุงเทพฉบับที่ 4 พ.ศ. 2535-2539) มีระบบเครือข่ายการบริการสุขภาพแบบผสมผสานให้ครอบคลุม 50 เขต (แผนพัฒนากรุงเทพฉบับที่ 6 พ.ศ. 2545-2549) หรือเร่งรัดการพัฒนาโรงพยาบาลและศูนย์บริการสาธารณสุขสังกัดกรุงเทพมหานครเพื่อให้บริการประชาชนแบบครบวงจร และมีคุณภาพเทียบได้กับมาตรฐานสากล และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการแพทย์ฉุกเฉินและสถานการณ์วิกฤตหรือภัยพิบัติ (แผนพัฒนากรุงเทพ 12 ปี พ.ศ. 2552-2563)</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่แม้จะเข้าสู่ปีที่ 45 นับตั้งแต่แผนพัฒนากรุงเทพฯ ฉบับที่ 1 หากมองในเชิงปริมาณ <a href="http://www.msdbangkok.go.th/history.html">สถานพยาบาลในสังกัดของ กทม.</a> ยังมีเพียงโรงพยาบาล 11 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลตากสิน โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ (400 เตียง) โรงพยาบาลหลวงพ่อทวีศักดิ์ ชุตินฺธโรอุทิศ โรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ โรงพยาบาลลาดกระบังกรุงเทพมหานคร โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ โรงพยาบาลสิรินธร และโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็กถึงขนาดกลาง (100-200 เตียง) โรงพยาบาลคลองสามวาและโรงพยาบาลบางนากรุงเทพมหานคร ที่ให้บริการผู้ป่วยนอก และศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) ที่ตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยเบื้องต้นและนำตัวส่งโรงพยาบาล เพื่อเข้ารับการรักษาจากแพทย์ในโรงพยาบาลสังกัดสำนักการแพทย์ กทม.</p>



<p class="wp-block-paragraph">ส่วนศูนย์บริการสาธารณสุข ซึ่งเป็นหน่วยบริการระดับปฐมภูมิ ทำหน้าที่ส่งเสริมสุขภาพ ฟื้นฟูสุขภาพ ป้องกันโรค และรักษาพยาบาล มีทั้งสิ้น 69 แห่ง โดยเขตที่ไม่มีศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. เลย คือเขตวังทองหลาง และเขตบางเขน ซึ่งทั้งสองเขตมีประชากรรวม 292,101 คน ขณะที่ศูนย์บริการสาธารณสุขสาขา ซึ่งให้บริการรักษาพยาบาลเบื้องต้น ควบคุม-ป้องกันโรค และสร้างเสริม-ฟื้นฟูสุขภาพ มีเจ้าหน้าที่คือ พยาบาลวิชาชีพและนักวิชาการสาธารณสุข มี 77 แห่ง โดยจำนวนมากจะอยู่ในกรุงเทพฯ ชั้นนอก เช่น หนองจอก 11 แห่ง ตลิ่งชัน และบางขุนเทียน 7 แห่ง และลาดกระบัง คลองสามวา 6&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ขณะที่ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ผ่านๆ มาก็ไม่ได้มีนโยบายด้านสาธารณสุขที่โดดเด่นนัก และเมื่อไปดูงบประมาณ กทม. ตั้งแต่ ปี 2516 จนถึง 2565 ก็จะพบว่าประเด็นเรื่องการบริการสาธารณสุขถูกจัดวางไว้ในลำดับรอง โดยสำนักการแพทย์ อยู่ในลำดับที่ 4 รองจากสำนักการโยธา สำนักสิ่งแวดล้อม และสำนักการระบายน้ำ ด้วยงบ 88,616,233,381 บาท และสำนักอนามัย อยู่ในอันดับ 6 รองจากสำนักการจราจรและขนส่ง ด้วยงบฯ รวม 52,121,264,183 บาท</p>



<h3 class="wp-block-heading">ไม่ใช่แค่หน้าที่ กทม.</h3>



<p class="wp-block-paragraph">แม้ในเชิงพื้นที่ การจัดบริการสาธารณสุขจะเป็นอำนาจของ กทม. โดยตรง ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 แต่ระบบสุขภาพของไทยมีความซับซ้อนกว่านั้น โดยมีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้องตามสิทธิในการรักษาพยาบาล ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ระบบหลัก ได้แก่</p>



<p class="wp-block-paragraph">หนึ่ง สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือที่นิยมเรียกกันว่า &#8220;สิทธิบัตรทอง&#8221; คนไทยที่มีเลขประจำตัว 13 หลัก และไม่ได้มีสิทธิประกันสุขภาพอื่นจากหน่วยงานรัฐ มีสิทธิลงทะเบียนเลือกหน่วยบริการประจำ เพื่อเข้ารับบริการสาธารณสุขได้ โดยไม่ต้องเสียค่าบริการ สิทธินี้ดูแลโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ภายใต้กำกับของรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข</p>



<p class="wp-block-paragraph">สอง สิทธิประกันสังคม มนุษย์เงินเดือนที่มีนายจ้างซึ่งจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือน สามารถเข้ารับบริการรักษาพยาบาลได้ที่โรงพยาบาลที่เลือกลงทะเบียนไว้ สิทธินี้ดูแลโดยสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน</p>



<p class="wp-block-paragraph">และสาม สิทธิสวัสดิการการรักษาพยาบาลของข้าราชการ ที่คุ้มครองให้กับข้าราชการและบุคคลในครอบครัว (บิดา มารดา คู่สมรสและบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมาย) โดยเข้ารับบริการรักษาพยาบาลได้ฟรีที่โรงพยาบาลของรัฐ และเข้ารับบริการโดยจ่ายบางส่วนในโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งที่ร่วมโครงการเบิกจ่ายตรง ประเภทผู้ป่วยในตามเกณฑ์กลุ่มวินิจฉัยร่วม สิทธินี้มีกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ทำหน้าที่ดูแลระบบออกกฎระเบียบการเบิกจ่าย</p>



<h3 class="wp-block-heading">ไปต่อยังไง&nbsp;</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ในการระดมความเห็นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2563 ของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เรื่อง <a href="http://www.wongkarnpat.com/viewya.php?id=2989">“ก้าวต่อไป..หน่วยบริการปฐมภูมิในเขตกรุงเทพมหานคร (Fact &amp; Future)”</a> เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายพัฒนาระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ โดยนำร่องพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งสืบเนื่องจากการยกเลิกสัญญาคลินิกชุมชนอบอุ่นที่ให้บริการปฐมภูมิในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งขณะนั้น จากคลินิกชุมชนอบอุ่นราว 230 แห่ง เหลือเพียง 28 แห่งส่งผลกระทบต่อการรับบริการของประชาชนที่ใช้บัตรทอง กว่า 2 ล้านคน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ที่ประชุมมีข้อเสนอว่า พื้นที่กรุงเทพฯ ต้องมีโรงพยาบาลประจำเขต เพื่อให้บริการรับส่งต่อ และควรมีจำนวนเตียงที่เพียงพอในการรองรับผู้ป่วย รวมถึงมีการนำบริการการแพทย์ทางไกล (telemedicine) มาช่วยในการเพิ่มคุณภาพของการบริการสุขภาพ ลดค่าใช้จ่าย ตลอดจนสามารถขยายเวลาในการทำงานของแพทย์ได้ ขณะที่หน่วยงานของรัฐควรสนับสนุนคลินิกชุมชนอบอุ่นเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ เช่น ลดหย่อนภาษี สร้างความมั่นใจในการขยายการดำเนินงาน โดยใช้สัญญาในการควบคุมค่าใช้จ่ายและกำกับคุณภาพบริการ ควบคู่ไปกับการที่ สปสช. เขต 13 ศูนย์บริการสาธารณสุข สำนักอนามัยของ กทม. กระทรวงสาธารณสุข คลินิกชุมชนอบอุ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องสร้างความมั่นใจ ในการให้บริการปฐมภูมิที่มีคุณภาพแก่ประชาชน เช่น ได้พบหมอทุกครั้งที่รับบริการ มีเครื่องมือในการดูแลรักษาพร้อม การได้รับยาที่มีคุณภาพ และมอบประสบการณ์ที่ดีในการไปใช้บริการ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ขณะที่ภาพใหญ่กว่านั้น<a href="https://www.senate.go.th/document/Ext24764/24764236_0002.PDF"> รายงานการพิจารณาศึกษาเรื่องการปฏิรูปหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน</a> (Thai universal health coverage reform for sustainable development) ของคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา เมื่อปี 2564 มีข้อเสนอให้มีชุดสิทธิประโยชน์หลักที่จำเป็นและเบิกจ่ายในรูปแบบเดียวกันสำหรับระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐทุกระบบ และในระยะยาว เสนอให้รวมกองทุนประกันสุขภาพภาครัฐทุกระบบเป็นระบบเดียว (single fund)</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดูข้อมูลพื้นฐานได้ที่ <a href="https://rocketmedialab.co/database-bkk-public-health/">https://rocketmedialab.co/database-bkk-public-health/</a></p>



<h3 class="wp-block-heading">อ้างอิง</h3>



<p class="wp-block-paragraph"><a href="https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/4457?locale-attribute=th">การวิจัยเพื่อพัฒนารูปแบบและระบบบริการปฐมภูมิเขตเมือง : กรณีศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร&nbsp;</a></p>



<p class="wp-block-paragraph"><a href="https://phn.bangkok.go.th/images/CareGiver/CG2565/6_.pdf">มาตรฐานศูนย์บริการสาธารณสุขสาขา สำนักอนามัย&nbsp;</a></p>



<p class="wp-block-paragraph"><a href="https://www.doe.go.th/prd/assets/upload/files/alien_th/ce5a96ba69a977fb69faffff375a1883.pdf">สถิติจำนวนแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานคงเหลือทั่วราชอาณาจักร ประจำเดือน กุมภาพันธ์ 2565, กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน</a></p>



<p class="wp-block-paragraph"><a href="http://www.nso.go.th/sites/2014/DocLib13/%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9D%E0%B8%87/2561/Population_61.pdf">ประชากรแฝงในประเทศไทย พ.ศ.2561, สำนักงานสถิติแห่งชาติ&nbsp;</a></p>



<p class="wp-block-paragraph"><a href="http://www.msdbangkok.go.th/history.html">ประวัติสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร</a></p>



<p class="wp-block-paragraph"><a href="http://www.wongkarnpat.com/viewya.php?id=2989">สวรส.จัดเวทีระดมความเห็น ชงข้อเสนอสู่นโยบาย “แก้ปัญหาผลกระทบยกเลิกคลินิกชุมชนอบอุ่น” พร้อมพัฒนาระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ กทม. ในอนาคต</a></p>



<p class="wp-block-paragraph"><a href="https://www.senate.go.th/document/Ext24764/24764236_0002.PDF">รายงานการพิจารณาศึกษาเรื่องการปฏิรูปหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Thai universal health coverage reform for sustainable development) ของคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา&nbsp;</a></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/bkk-public-health/">คนกรุงเทพฯ ป่วยแล้วไปไหนได้บ้าง</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อากาศดีๆ ขอฟรีได้ไหม: เปิดข้อมูลเปรียบเทียบการนำเข้าเครื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์และค่าฝุ่น PM2.5</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/air-purifier/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 26 Jan 2022 05:46:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[bangkokindex]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[PM2.5]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าครองชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[ฝุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องฟอกอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=807</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากการตื่นตัวเรื่องฝุ่น PM2.5 ในปี 2018 ส่งผลถึงยอดการนำเข้าเครื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์ในปี 2019 เติบโตสูงขึ้นถึง 490% </p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/air-purifier/">อากาศดีๆ ขอฟรีได้ไหม: เปิดข้อมูลเปรียบเทียบการนำเข้าเครื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์และค่าฝุ่น PM2.5</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h3 class="wp-block-heading" id="ค-ณม-เคร-องฟอกอากาศท-บ-านหร-อเปล-า"><strong>คุณมีเครื่องฟอกอากาศที่บ้านหรือเปล่า ?</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">ปัจจุบันเครื่องฟอกอากาศน่าจะกลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็นประจำบ้านพอๆ กับเครื่องปรับอากาศ เนื่องด้วยปัญหามลพิษที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะฝุ่นพิษ PM2.5 ซึ่งเครื่องฟอกอากาศนั้นก็มีตั้งแต่ขนาดใหญ่สำหรับอาคาร บ้านเรือน หรือธุรกิจ ขนาดเล็กสำหรับเพียงห้องๆ หนึ่งในบ้านหรือในคอนโด ขนาดเล็กลงไปอีกในแบบการใช้งานเฉพาะที่ในพื้นที่จำกัด เช่น โต๊ะทำงาน หรือแม้กระทั่งเครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ จนถึงปัจจุบันที่มีเทรนด์เครื่องฟอกอากาศแบบพกพาสำหรับห้อยคอ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีคำถามถึงประสิทธิภาพในการใช้งานว่าสามารถช่วยฟอกอากาศได้จริงหรือไม่&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">บางคนอาจจะมีแค่หนึ่ง แต่บางคนก็อาจจะมีทุกรายการที่กล่าวมา เพียงเพื่อต้องการอากาศที่สะอาดในการหายใจ ซึ่งต้องแลกมาในราคาที่ต้องจ่ายไม่น้อยเลยทีเดียว</p>



<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-3 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="2085" height="2084" data-id="829" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/airpurifierpm25.png" alt="" class="wp-image-829" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/airpurifierpm25.png 2085w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/airpurifierpm25-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/airpurifierpm25-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/airpurifierpm25-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/airpurifierpm25-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/airpurifierpm25-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/airpurifierpm25-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/airpurifierpm25-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/airpurifierpm25-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 2085px) 100vw, 2085px" /></figure>
</figure>



<h3 class="wp-block-heading" id="pm2-5-ก-บการนำเข-าเคร-องทำให-อากาศบร-ส-ทธ"><strong>PM2.5 กับการนำเข้าเครื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">หากย้อนดูค่าฝุ่น PM2.5 ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจากข้อมูลฝุ่น PM2.5 เฉลี่ยทั้งประเทศรายปี ตั้งแต่ปี 2016-2020 จากกรมควบคุมมลพิษ&nbsp; ก็จะพบว่าสูงที่สุดในปี 2016 ที่ 27 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรและลดลงมาเรื่อยๆ คือ 22, 24, 25, 23 ตามลำดับ&nbsp;&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ตาม จากค่าเฉลี่ยนี้ไม่อาจสรุปได้ว่า ค่าฝุ่น PM2.5 ในไทยต่ำ เนื่องจากเป็นค่าเฉลี่ยจากทั้งประเทศ ซึ่งมีทั้งพื้นที่ที่ค่าฝุ่นสูง เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และพื้นที่ที่ค่าฝุ่นต่ำมาก เช่น ภูเก็ต สตูล&nbsp;&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากการทำงานของ Rocket Media Lab องค์กรที่ทำงานด้านข้อมูลเพื่อสื่อสารมวลชน พบว่าประเด็นเรื่องฝุ่นพิษมีการกล่าวถึงมาตั้งแต่ปี 2007 ผลกระทบรุนแรงจากฝุ่น PM10 ที่เกิดขึ้นในภาคเหนือทำให้รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประกาศให้ปัญหาหมอกควันภาคเหนือเป็นวาระแห่งชาติ&nbsp; จากนั้นประเทศไทยก็เริ่มตื่นตัวในประเด็นฝุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นจิ๋ว PM2.5 โดยเฉพาะในช่วงปี 2018 ซึ่งเป็นผลมาจากค่าฝุ่น PM 2.5 ที่สูงขึ้นอย่างมากในช่วงปี 2017 โดยปรากฏ<a href="https://www.greennetworkthailand.com/%E0%B8%9D%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99-pm-2-5-%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C-%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%A1/">เอกสาร</a>จากกรมควบคุมมลพิษออกมาให้ความรู้เกี่ยวกับฝุ่น PM2.5 ไม่ว่าจะเป็นบทความเรื่อง &nbsp;“ฝุ่น PM 2.5 แก้อย่างไรให้ตรงจุด” หรือ “การพิทักษ์สุขภาพประชาชนจากฝุ่น PM 2.5 : ความร่วมมือของเครือข่าย”และเริ่มปรากฏการรายงานข่าวในประเด็นเรื่อง PM 2.5 ในสื่อสารมวลชนตามมาหลังจากนั้น เช่น บทความเรื่อง “ฝุ่นละอองกรุงเทพฯ : คุณควรกังวลแค่ไหน ?” โดย<a href="https://www.bbc.com/thai/thailand-42970714">สำนักข่าวบีบีซี</a> ประเทศไทยซึ่งตรงกับ<a href="https://resourcecenter.thaihealth.or.th/files/66/thaihealth%20Watch_%E0%B8%9D%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99_update.pdf?fbclid=IwAR0nsRbfT9E3qL6N2DwHxeulfD_Y4QSIBzug6up1xBqvU6QU8KqBOFjwSqI">ผลการสำรวจ</a>ของ Wisesight โดยวิธีการ Social Listening ที่พบว่ามีการกล่าวถึงประเด็นเรื่อง PM2.5 ในโซเซียลมีเดียสูงมากอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปลายปี 2018 ไปจนถึงต้นปี 2019</p>



<p class="wp-block-paragraph">และหากดูข้อมูลการนำเข้า เครื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์* จากกรมศุลกากร จะพบว่าแม้ค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ยทั้งประเทศรายปีจะไม่สัมพันธ์กับยอดการนำเข้าเครื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์โดยตรง แต่มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า จากปัจจัยข้างต้นที่ทำให้คนตื่นตัวเรื่อง PM2.5 มากขึ้น อาจส่งผลถึงยอดการนำเข้าเครื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์อย่างก้าวกระโดด โดยในปี 2018 มียอดนำเข้าเครื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์สูงถึง 883,482 ชิ้น หรือเติบโตสูงขึ้นถึง 269% และในปี 2019 มียอดการนำเข้าเครื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์สูงถึง 5,221,286 ชิ้น เติบโตขึ้นจากปี 2018 ถึง 490% เลยทีเดียว&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากนั้นยอดการนำเข้าเครื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์ก็เริ่มคงที่ โดยในปี 2020 ยอดการนำเข้าเครื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์ 6,258,280 ชิ้น และในปีที่ผ่านมา 2021 มียอดการนำเข้าเครื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์ 5,097,054 ชิ้น คิดเป็นมูลค่า 1,780,682,954 บาท</p>



<p class="wp-block-paragraph"><em>*หมายเหตุ</em>: <em>เครื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์ เรียกชื่อตามเลขพิกัดศุลกากร เลขที่ 84213920 โดยที่ไม่สามารถจำแนกประเภทการใช้งานและขนาดของเครื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์ได้&nbsp;&nbsp;</em></p>



<figure class="wp-block-gallery aligncenter has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-4 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"></figure>



<h3 class="wp-block-heading" id="เรานำเข-าเคร-องทำให-อากาศบร-ส-ทธ-จากท-ไหนบ-าง"><strong>เรานำเข้าเครื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์จากที่ไหนบ้าง</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลการนำเข้าเครื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์ของกรมศุลกากร จะพบว่า ก่อนประเด็นเรื่องฝุ่น PM2.5 จะแพร่หลายในเมืองไทยจนทำให้เกิดการตื่นตัว (ก่อนปี 2018) ข้อมูลย้อนหลังไปไกลที่สุดเท่าที่พบคือในปี 2012 ไทยนำเข้าเครื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์จากมาเลเซียสูงที่สุด แต่จากนั้นเป็นต้น ไทยนำเข้าเครื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์จากประเทศจีนสูงเป็นอันดับหนึ่งมาโดยตลอดจนถึงปี 2017 นอกจากนั้นรองลงมาก็จะเป็นมาเลเซีย เยอรมนี อินเดีย ญี่ปุ่น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">จุดเปลี่ยนอยู่ที่ปี 2018 ซึ่งมีการนำเข้าเครื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์จากประเทศอิตาลีสูงถึง 700,206 ชิ้น หรือคิดเป็น 79.25% ในขณะที่การนำเข้าจากประเทศจีนมีเพียงแค่ 121,784 เป็นอันดับสอง คิดเป็น 13.78% และจากปี 2018 เป็นต้นมา ไทยก็นำเข้าเครื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์จากอิตาลีจำนวนชิ้นสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในทุกๆ ปี&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">เช่นในปี 2021 ที่ผ่านมา มียอดการนำเข้าเครื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์จากอิตาลี 3,700,486 ชิ้น คิดเป็น 72.60% รองลงมาคือประเทศจีน 1,226,391 ชิ้น คิดเป็น 24.06% อันดับสามคือญี่ปุ่น 102,540 &nbsp;ชิ้น คิดเป็น 2.01 อันดับสี่คือไต้หวัน 25,510 ชิ้น คิดเป็น 0.5% และอันดับห้าคือ มาเลเซีย 17,090 ชิ้น คิดเป็น 0.34% และอื่นๆ อีกกว่า 20 ประเทศ รวม 21,849 ชิ้น คิดเป็น 0.44%</p>



<figure class="wp-block-gallery aligncenter has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-5 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" data-id="841" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/airpurifierimport-1024x683.png" alt="" class="wp-image-841" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/airpurifierimport-1024x683.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/airpurifierimport-300x200.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/airpurifierimport-768x512.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/airpurifierimport-1536x1024.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/airpurifierimport-2048x1366.png 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</figure>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการนำเข้าจะพบว่าประเทศจีนเริ่มขึ้นมามีมูลค่าการนำเข้าเครื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์สูงสุดในปี 2017 จนถึงปัจจุบัน โดยก่อนหน้านั้นในปี 2015 เป็นประเทศเยอรมนี และในปี 2016 เป็นประเทศมาเลเซีย โดยประเทศในลำดับต้นๆ ที่มีมูลค่าการนำเข้าเครื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์ คือจีน มาเลเซีย ญี่ปุ่น เยอรมนี เกาหลีใต้ นอกจากนั้นยังมีสหรัฐอเมริกา อินเดีย สวิตเซอร์แลนด์</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยในปี 2021 จะพบว่าการนำเข้าจากประเทศจีนมีมูลค่าสูงสุด 1,346,232,197 บาท คิดเป็น 75.6% ของการนำเข้าทั้งหมด รองลงมาก็คือมาเลเซีย 146,875,191 บาท อันดับสามคือสาม ญี่ปุ่น 82,867,792 บาท อันดับสี่คือเกาหลีใต้ 44,041,902 บาท อันดับห้าคือสวิตเซอร์แลนด์ 40,518,733 บาท ซึ่งมีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่ามีการนำเข้าเครื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์จากสวิตเซอร์แลนด์เพียง 1,055 ชิ้น แต่มีมูลค่าสูงจนทำให้สามารถอยู่ในอันดับห้า ในขณะที่อิตาลีแม้จะนำเข้าจำนวนสูงสุด แต่มูลค่าอยู่ในอันดับสิบที่ 8,662,568 บาท</p>



<figure class="wp-block-gallery aligncenter has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-6 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="2251" height="1501" data-id="844" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/airpurifierimportvalue.png" alt="" class="wp-image-844" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/airpurifierimportvalue.png 2251w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/airpurifierimportvalue-300x200.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/airpurifierimportvalue-1024x683.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/airpurifierimportvalue-768x512.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/airpurifierimportvalue-1536x1024.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/airpurifierimportvalue-2048x1366.png 2048w" sizes="(max-width: 2251px) 100vw, 2251px" /></figure>
</figure>



<h3 class="wp-block-heading" id="ส-ญเส-ยก-นไปเท-าไรก-บอากาศสะอาดท-ควรได-ฟร-ๆ"><strong>สูญเสียกันไปเท่าไรกับอากาศสะอาดที่ควรได้ฟรีๆ&nbsp;</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">ไม่เพียงแค่การต้องซื้อเครื่องฟอกอากาศ แต่การที่ PM2.5 โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครสูงกว่าเกณฑ์ที่ WHO กำหนดไว้หลายเท่าตัว ยังทำให้เกิดความสูญเสียอื่นๆ อีกมากมาย ผลการศึกษาของ<a href="https://www.greenpeace.org/thailand/story/22488/climate-airpollution-cost-of-pm2-5/">กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ </a>และ IQAir พบว่าในปี 2020 มลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของคนไทยกว่า 14,000 รายใน 6 จังหวัด โดยคิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 149,367,000,000 บาท กรุงเทพมหานครมีความเสียหายมูลค่าทางเศรษฐกิจจากมลพิษทางอากาศ PM2.5 กว่า 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 104,557,000,000 บาท</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้จาก<a href="https://www.stateofglobalair.org/health/pm?fbclid=IwAR2zH6Znb4WWenCSe6wpYYM4q-2DW-Kt2mnTanlgDcrIVBjH5QpH-iMgkrc#major-impacts">รายงาน</a>ของ State of Global Air พบว่าในปี 2019 มีผู้เสียชีวิตที่มีสาเหตุเกี่ยวข้องกับ PM2.5 ในประเทศไทยสูงถึง 32,200 ราย และใน<a href="https://hdcservice.moph.go.th/hdc/reports/report.php?source=pformated/format1.php&amp;cat_id=9c647c1f31ac73f4396c2cf987e7448a&amp;id=297c1cb035778f7b49357693e6867e6c">รายงาน</a>ของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในปี 2021 พบจำนวนผู้ป่วย (รายโรค) ที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศในประเทศไทย สูงถึง 7,795,677 ราย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในส่วนของกรุงเทพมหานคร จาก<a href="https://rocketmedialab.co/pm-25-bkk-2021/">รายงาน</a>ของ Rocket Media Lab พบว่าในปี 2021 ที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ สูดฝุ่นพิษ PM2.5 เทียบได้กับการสูบบุหรี่ถึง 1,261 มวนเลยทีเดียว และจาก<a href="https://ddc.moph.go.th/uploads/ckeditor2/files/DOE_PM2.5_01.pdf?fbclid=IwAR047m4qaGYB0TuWPrbgsCJcCmtVKuLX2GFbmPCUPxyvecuzWK93DThEQIo">รายงาน</a> “สถานการณ์การเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพจากมลพิษอากาศฝุ่นละอองไม่เกินขนาด 2.5 ไมครอน (PM2.5) ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล” ของกลุ่มพัฒนาระบบเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาโรคไม่ติดต่อ กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ยังพบว่า ในภาพรวม ในช่วงเวลาที่ทำการศึกษาวันที่ 1 มกราคม 2020–26 ตุลาคม 2021 การเกิดโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ (Asthma,COPD,ACS) เทียบกับค่าเฉลี่ยของปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน มีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน และการรายงานผู้ป่วยจะเพิ่มมากขึ้นในช่วงที่มีวิกฤตมลพิษ ทางอากาศและฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ระหว่างปลายเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคมปีถัดไป&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading" id="จะเป-นไปได-ไหมท-ประเทศไทยจะม-อากาศสะอาด"><strong>จะเป็นไปได้ไหมที่ประเทศไทยจะมีอากาศสะอาด</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากแผนงานของภาครัฐภายใต้แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลภาวะด้านฝุ่นละออง” ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2019 แล้วนั้น ยังพบว่าในการเคลื่อนไหวภาคประชาชน โดยเฉพาะประเด็นร่างกฎหมายเกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหามลพิษและเกี่ยวข้องกับอากาศสะอาด ซึ่งมีถึง 5 ฉบับ และถูกตีตกไปแล้ว 3 ฉบับ เหลือเพียง 2 ฉบับคือ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดเพื่อประชาชน พ.ศ &#8230;. ที่เสนอโดยส.ส.พรรคพลังประชารัฐ กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นอยู่ทางเว็บไซต์ของสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">และร่าง พ.ร.บ.กำกับดูแลการจัดการอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพแบบบูรณาการ พ.ศ. &#8230;. ซึ่งทางเครือข่ายอากาศสะอาดเพิ่งจะนำรายชื่อ 26,500 ยื่นต่อรัฐสภาไปเมื่อวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมา โดยขั้นตอนต่อไปนั้นจะต้องรอรัฐสภาพิจารณาว่าเป็นร่างกฎหมายการเงินหรือไม่ หลังจากนั้นจึงส่งให้นายกฯ พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป ซึ่งร่างที่ถูกปัดตกที่ผ่านมานั้น ถูกปัดตกด้วยเหตุที่ว่าถือเป็นร่างกฎหมายการเงิน</p>



<p class="wp-block-paragraph">สถานการณ์ความเลวร้ายของฝุ่น PM2.5 ในประเทศไทยมีมากว่าสิบปีแล้ว แต่ปัจจุบันคนไทยยังต้องซื้อเครื่องฟอกอากาศเพื่อบรรเทาสถานการณ์ฝุ่นพิษด้วยตัวเอง และยังไม่มีทีว่ากฎหมายที่จะออกมาช่วยปกป้องให้คนไทยมีอากาศที่สะอาดฟรีๆ นั้น จะสำเร็จเมื่อไร ในวันที่เรามีค่าฝุ่น PM2.5 สูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>อ้างอิง</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อมูลฝุ่น PM2.5 จากกรมควบคุมมลพิษ&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ตัวเลขการนำเข้าเครื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์จากกรมศุลกากร&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">มูลค่าการนำเข้าเครื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์ จากกระทรวงพาณิชย์</p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>



<p class="wp-block-paragraph">ดูข้อมูล<a href="https://rocketmedialab.co/database-air-purifier">ที่นี่</a></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/air-purifier/">อากาศดีๆ ขอฟรีได้ไหม: เปิดข้อมูลเปรียบเทียบการนำเข้าเครื่องทำให้อากาศบริสุทธิ์และค่าฝุ่น PM2.5</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปี 2021 คนกรุงเทพฯ สูดฝุ่นพิษ PM2.5 เท่ากับการสูบบุหรี่ 1,261 มวน</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/bkk-pm-25-2021/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 Jan 2022 04:47:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[bangkokindex]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[PM2.5]]></category>
		<category><![CDATA[กทม.]]></category>
		<category><![CDATA[กรุงเทพมหานคร]]></category>
		<category><![CDATA[บุหรี่]]></category>
		<category><![CDATA[ฝุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=787</guid>

					<description><![CDATA[<p>ปี 2021 คนกรุงเทพฯ อยู่กับอากาศดี 90 วัน มากกว่าปีก่อนหน้า 19 วัน</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/bkk-pm-25-2021/">ปี 2021 คนกรุงเทพฯ สูดฝุ่นพิษ PM2.5 เท่ากับการสูบบุหรี่ 1,261 มวน</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ในกรุงเทพมหานคร ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ แม้ในปีที่ผ่านมา (2021) จะถูกพูดถึงน้อยลงเนื่องด้วยสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 แต่ถึงอย่างนั้นในปี 2021 กรุงเทพฯ ก็ยังติดอันดับที่ 11 ของโลกจาก<a href="https://www.springnews.co.th/news/819372">รายงาน</a>คุณภาพอากาศและจัดอันดับเมืองที่มีมลพิษทั่วโลก&nbsp;ของเว็บไซต์ IQAir</p>



<p class="wp-block-paragraph">ก่อนหน้านี้ Rocket Media Lab ได้จัดทำ<a href="https://rocketmedialab.co/pm-25-bkk-2020/">รายงานภาพรวมประจำปี 2020</a> ซึ่งพบว่าคนกรุงเทพฯ ใช้ชีวิตในวันที่ค่าฝุ่นน้อยจัดว่าอากาศดีเพียง 71 วัน และหากคำนวณเปรียบเทียบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศหรือ PM 2.5 กับปริมาณการสูบบุหรี่ พบว่าในปี 2020 ที่ผ่านมาคนกรุงเทพฯ สูดดมฝุ่นพิษ PM 2.5 เทียบเท่าการสูบบุหรี่ ทั้งหมดจำนวน 1,270.07 มวน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ว่าแต่ปี 2021 คนกรุงเทพฯ ได้สูดอากาศดีๆ เพิ่มขึ้นบ้างไหม&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/PM25-2021--683x1024.jpg" alt="" class="wp-image-791" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/PM25-2021--683x1024.jpg 683w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/PM25-2021--200x300.jpg 200w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/PM25-2021--768x1151.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/PM25-2021--1025x1536.jpg 1025w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/PM25-2021--1366x2048.jpg 1366w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/PM25-2021--scaled.jpg 1708w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading"><strong>กรุงเทพฯ และ PM2.5 ในปี 2021</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">จากการทำงานของ Rocket Media Lab ซึ่งทำงานด้านข้อมูลเพื่อการสื่อสารมวลชน โดยอ้างอิงข้อมูลสถิติจากเว็บไซต์ The World Air Quality Index Project และอ้างอิงค่าระดับคุณภาพอากาศของค่า PM2.5 จากข้อเสนอของ<a href="https://greenpeace.or.th/s/right-to-clean-air/PM2.5CityRankingsREV.pdf">กรีนพีซ</a></p>



<p class="wp-block-paragraph">พบว่า ในปีที่ 2021 ที่ผ่านมา กรุงเทพฯ อยู่ในระดับสีแดง หมายถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ มากถึง 12 วัน คิดเป็น 3.29% ระดับสีส้ม หรือมีผลต่อสุขภาพต่อกลุ่มคนที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษ&nbsp;61 วัน คิดเป็น 16.71% ระดับสีเหลือง อากาศมีคุณภาพปานกลาง 202 วัน คิดเป็น 55.34% และระดับสีเขียว อากาศมีคุณภาพดี 90 วัน คิดเป็น 24.66%</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลยังพบว่า เดือนที่กรุงเทพฯ อากาศเลวร้ายเต็มไปด้วยฝุ่นพิษมากที่สุดในปี 2021 ยังคงเป็นเดือนมกราคมเช่นเดียวกันกับในปี 2020 โดยวันที่มีค่าฝุ่นเป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง สูงสุดแห่งปี คือวันที่ 23 มกราคม 2021 อยู่ในระดับสีแดง สูงถึง 187 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ปี 2020 สูงสุดเพียง 181 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร</p>



<p class="wp-block-paragraph">และตลอดทั้งเดือนมกราคม 2021 ที่ผ่านมา ไม่มีวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีเขียวเลย ส่วนวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีเหลือง มีจำนวน 11 วัน วันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีส้ม มีจำนวน 13 วัน และมีวันที่ค่าอากาศแบบมาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงฝุ่น PM 2.5 สูงกว่า 150 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในแถบสีแดง มีจำนวน 7 วัน&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>3 เดือนที่ค่าฝุ่นเลวร้ายที่สุด</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">เช่นเดียวกันกับในปี 2020 เดือนมกราคมที่ถึงแม้จะมีวันที่มีค่า PM 2.5 สูงสุดของปี แต่ก็ยังไม่ใช่เดือนที่มีค่าฝุ่นเฉลี่ยสูงสุด โดยเดือนที่มีค่าฝุ่นเฉลี่ยสูงสุดก็คือเดือนกุมภาพันธ์เช่นเดียกวันกับในปี 2020 ซึ่งไม่มีวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีเขียว ซึ่งหมายถึงอากาศมีคุณภาพดี ส่วนวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง สีเหลือง มีจำนวน 4 วัน วันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีส้ม ซึ่งหมายถึงมีผลต่อสุขภาพต่อกลุ่มคนที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษ มีจำนวน 21 วัน และมีวันที่ค่าอากาศแบบมาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงฝุ่น PM 2.5 สูงกว่า 150 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในแถบสีแดง ซึ่งหมายถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ มีจำนวน 3 วัน&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์แล้ว เดือนที่มีอากาศเลวร้ายเต็มไปด้วยฝุ่นพิษมากเป็นอันดับสามของปี 2021 ซึ่งให้ผลเช่นเดียวกันกับปี 2020 ก็คือเดือนธันวาคม ที่ไม่มีวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีเขียวเลย ส่วนวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีเหลือง มีจำนวน 14 วัน วันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์สีส้ม มีจำนวน 15 วัน และมีวันที่ค่าอากาศแบบมาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงฝุ่น PM 2.5 สูงกว่า 150 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในแถบสีแดง มีจำนวน 2 วัน&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยในปี 2021 ที่ผ่านมา มีเพียง 3 เดือนเท่านั้นที่มีวันที่ค่าอากาศแบบมาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงฝุ่น PM 2.5 สูงกว่า 150 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในแถบสีแดง ซึ่งก็คือ มกราคม กุมภาพันธ์ และธันวาคม&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ตามค่าฝุ่นในแต่ละวันตามสถิติจากเว็บไซต์ The World Air Quality Index Project เป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง จึงอาจเป็นไปได้ว่าในวันหนึ่งหนึ่งอาจจะมีบางเขตของกรุงเทพฯ ที่มีค่าฝุ่นสูงกว่าค่าเฉลี่ยและมีบางเขตที่มีค่าฝุ่นต่ำกว่าเฉลี่ย หรือแม้กระทั่งมีค่าฝุ่นอยู่ในปริมาณที่ใกล้เคียงกันในทุกทุกเขต&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับวันที่ค่าฝุ่นต่ำที่สุดในรอบปี 2021 ในกรุงเทพฯ ก็คือ วันที่ 24 กันยายน ซึ่งมีค่าฝุ่นแบบค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง เพียง 16 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (ซึ่งช่วงเวลาใกล้เคียงกับในปี 2020 ที่ค่าฝุ่นต่ำที่สุดในรอบปีในวันที่ 21 กันยายน ซึ่งมีค่าฝุ่นแบบค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง เพียง 26 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) แต่ถึงอย่างนั้นเดือนกันยายนก็ยังไม่ใช่เดือนที่มีอากาศดีที่สุดของปี 2021 ของกรุงเทพฯ&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>3 เดือนที่มีอากาศ ‘ดี’ ที่สุด</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับเดือนที่มีจำนวนวันที่อากาศดีที่สุดในปี 2021 ของกรุงเทพฯ ก็คือเดือนกรกฎาคม (ในขณะที่ปี 2020 คือเดือนมิถุนายน) มีค่าฝุ่นแบบค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ในแถบสีเขียว อันหมายถึงคุณภาพดี มากถึง 22 วัน และวันที่อากาศอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง สีเหลือง อีกจำนวน 9 วัน&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">รองลงมาคือเดือนกันยายน มีค่าฝุ่นแบบค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ในแถบสีเขียว จำนวน 17 วัน และวันที่อากาศอยู่ในแถบสีเหลือง อีกจำนวน 13 วัน&nbsp;ซึ่งมีลำดับและจำนวนเท่ากับในปี 2020&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">และอันดับสามเดือนมิถุนายน มีค่าฝุ่นแบบค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ในแถบสีเขียว จำนวน 14 วัน และวันที่อากาศอยู่ในแถบสีเหลือง อีกจำนวน 16 วัน&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าค่าฝุ่น PM 2.5 22 ug/m3 = บุหรี่ 1 มวน ปี 2021 ที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ สูบบุหรี่ไปกี่มวน</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">จาก<a href="http://berkeleyearth.org/air-pollution-and-cigarette-equivalence/">งานของ&nbsp;Dr. Richard A. Muller&nbsp;</a>นักวิจัยชาวอเมริกันจากสถาบันวิจัยสภาพอากาศ Berkeley Earth แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งคำนวณเปรียบเทียบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศหรือ PM 2.5 กับปริมาณการสูบบุหรี่ พบว่า ค่าฝุ่น PM 2.5 จำนวน 22 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เทียบได้กับการสูบบุหรี่ 1 มวน ซึ่งหากนำค่าฝุ่นแบบค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงในแต่ละวันของปี 2021 มาคำนวณเปรียบเทียบตามเกณฑ์ของ Dr. Richard Muller จะพบว่า</p>



<p class="wp-block-paragraph">เดือนกุมภาพันธ์ คนกรุงเทพฯ สูดดมฝุ่นพิษ PM 2.5 เทียบเท่าการสูบบุหรี่จำนวน 163.68 มวน เฉลี่ยวันละ 5.84 มวน (ลดลงจากที่ 2020 ที่จำนวน 166.90 มวน) ขณะที่เดือนมกราคม คนกรุงเทพฯ สูดดมฝุ่นพิษ PM 2.5 เทียบเท่าการสูบบุหรี่จำนวน 170.95 มวน เฉลี่ยวันละ 5.51 มวน (เพิ่มขึ้นจากปี 2020 ที่จำนวน 164.60 มวน) ตามมาด้วยเดือนธันวาคม 148.86 มวน (เพิ่มขึ้นจากปี 2020 ที่จำนวน 146.71 มวน)</p>



<p class="wp-block-paragraph">แม้แต่ในเดือนที่มีอากาศดีจำนวนมากที่สุดแห่งปี 2021 อย่างเดือนกรกฎาคม เมื่อคำนวณเปรียบเทียบดูแล้ว คนกรุงเทพฯ สูดดมฝุ่นพิษ PM 2.5 เทียบเท่าการสูบบุหรี่จำนวน 64.86 มวน เฉลี่ยวันละ 2.09 มวน (ลดลงจากปี 2020 ที่จำนวน 73.41 มวน) และในเดือนกันยายน 64.32 มวน (ลดลงจากปี 2020 ที่จำนวน 69.80 มวน) และเดือนมิถุนายน จำนวน 73.41 มวน เฉลี่ยวันละ 2.14 มวน (เพิ่มขึ้นจากปี 2020 ที่จำนวน 66.70 มวน)</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยรวมแล้วในปี 2021 ที่ผ่านมาคนกรุงเทพฯ สูดดมฝุ่นพิษ PM 2.5 เทียบเท่าการสูบบุหรี่ ทั้งหมดจำนวน 1261.05 มวน ลดลง 9 มวน จากปี 2020 ที่จำนวน 1,270.07 มวน ซึ่งอาจจะพูดได้ว่าปี 2021 อากาศดีกว่าปี 2020 เพียงเล็กน้อย</p>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ตาม มีนักวิชาการชี้ว่าควันพิษจากบุหรี่นั้นมีสารพิษมากกว่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ข้อสังเกตเรื่องการเปรียบเทียบค่าฝุ่น PM2.5 และระดับคุณภาพอากาศ</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">ในรายงานนี้อ้างอิงระดับความเป็นอันตรายต่อสุขภาพตามข้อเสนอของ<a href="https://greenpeace.or.th/s/right-to-clean-air/PM2.5CityRankingsREV.pdf">กรีนพีซ</a>เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เสนอให้ใช้ดัชนีคุณภาพอากาศ PM2.5 (PM2.5 Air Quality Index) โดยมีเกณฑ์ดังนี้ 0-50 คุณภาพอากาศดี&nbsp; 51-100 คุณภาพปานกลาง 101-150 มีผลต่อสุขภาพของกลุ่มคนที่มีสัมผัสไวต่อมลพิษ 151-200 มีผลกระทบต่อสุขภาพ 201-300 มีผลกระทบต่อสุขภาพมาก 301 อันตราย</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยปรกติแล้วการบอกระดับคุณภาพอากาศด้วยแถบสีและเกณฑ์การอธิบายว่าอากาศมีคุณภาพอย่างไร มักจะถูกใช้เทียบกับค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ซึ่งรวมความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศ 6 ชนิด คือ ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5), คือ ฝุ่นละองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10), ก๊าซโอโซน (O3), ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) และก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NO2)</p>



<p class="wp-block-paragraph">การใช้ค่าฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) เพื่อแสดงระดับคุณภาพอากาศนั้น จะมีเกณฑ์แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เช่น ตามแนวทางของ <a href="https://apps.who.int/iris/bitstream/handle/10665/345329/9789240034228-eng.pdf">WHO</a> มีการปรับแก้ค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงว่าไม่ควรเกิน 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (จากเดิม 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) มากกว่านั้นคือว่าระดับ PM2.5 ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ในขณะที่ประเทศไทยกำหนดไว้ที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรือสหรัฐอเมริกา และมาเลเซียกำหนดไว้ที่ 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และสิงคโปร์กำหนดไว้ที่ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร</p>



<p class="wp-block-paragraph">ส่วนในการเทียบเคียงนั้นก็มีเกณฑ์แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศเช่นเดียวกัน ในสหรัฐอเมริกา ค่า AQI 0-50 เทียบเท่ากับค่า PM2.5 0-12 ค่า AQI 51-100 เทียบเท่ากับค่า PM2.5 12-35 ซึ่งก็ตรงกับเกณฑ์ของประเทศที่กำหนดไว้ว่าค่า PM2.5 ไม่ควรเกิน 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร</p>



<p class="wp-block-paragraph">ส่วนในประเทศไทยเอง จากข้อมูลของกองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ กำหนดเกณฑ์ไว้ว่า ค่า AQI 0-25 เทียบเท่ากับค่า PM2.5 0-25 ค่า AQI 26-50 เทียบเท่ากับค่า PM2.5 26-37 ค่า AQI 51-100 เทียบเท่ากับค่า PM2.5 38-50 ค่า AQI 101-200 เทียบเท่ากับค่า PM2.5 51-90 และ ค่า AQI มากกว่า 200 เทียบเท่ากับค่า PM2.5 91 ขึ้นไป นั่นก็เท่ากับว่า ในไทยค่า AQI 101 ขึ้นไป หรือ PM2.5 51 ขึ้นไปจึงถือได้ว่าเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ และ AQI มากกว่า 200 หรือ PM2.5 91 ขึ้นไป จึงถือว่า “มีผลกระทบต่อสุขภาพ” ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่าการกำหนดค่าของไทยนั้นนอกจากจะไม่สอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกแล้ว ยังเป็นการกำหนดค่าที่สูงกว่าในหลายๆ ประเทศ ทำให้แม้ค่าฝุ่น PM2.5 จะสูงแต่การให้ความหมายถึงระดับคุณภาพอากาศยังไม่ถือว่าส่งผลกระทบต่อสุขภาพ&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="734" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/tan-kaninthanond-VEVfbQtyB8s-unsplash-734x1024.jpg" alt="" class="wp-image-792" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/tan-kaninthanond-VEVfbQtyB8s-unsplash-734x1024.jpg 734w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/tan-kaninthanond-VEVfbQtyB8s-unsplash-215x300.jpg 215w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/tan-kaninthanond-VEVfbQtyB8s-unsplash-768x1072.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/tan-kaninthanond-VEVfbQtyB8s-unsplash-1100x1536.jpg 1100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/tan-kaninthanond-VEVfbQtyB8s-unsplash-1467x2048.jpg 1467w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/01/tan-kaninthanond-VEVfbQtyB8s-unsplash-scaled.jpg 1834w" sizes="(max-width: 734px) 100vw, 734px" /><figcaption class="wp-element-caption">Photo by Tan Kaninthanond on Unsplash</figcaption></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading"><strong>การแก้ไขปัญหาเรื่องฝุ่น PM2.5</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">ฝุ่น PM2.5 ถือเป็นวาระปัญหาระดับชาติ และในระดับเขตการปกครองในพื้นที่นั้นๆ ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2019 คณะรัฐมนตรี มีมติให้ “การแก้ไขปัญหามลภาวะด้านฝุ่นละออง” เป็นวาระแห่งชาติ โดยมีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ โดยมีแนวทางดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>พัฒนาเครือข่ายการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศ</li>



<li>ทบทวนปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์</li>



<li>ส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีในการติดตามตรวจสอบ การวิเคราะห์ และนวัตกรรมเพื่อลดมลพิษทางอากาศ</li>



<li>แก้ปัญหามลพิษข้ามชายแดน</li>



<li>จัดทำบัญชีระบายมลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิด</li>



<li>พัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบเฝ้าระวังเป็นหนึ่งเดียว</li>



<li>พัฒนาระบบคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละออง</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาแผนปฏิบัติราชการรายปี พ.ศ. 2564 ของกรมควบคุมมลพิษจะพบว่า ในเรื่องการจัดการคุณภาพอากาศและเสียง ใช้งบประมาณ 20,992 ล้านบาท และหากพิจารณาเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ PM2.5 ซึ่งมีการกล่าวถึงในเอกสารดังกล่าวว่า&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“แก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยขับเคลื่อนการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” และเผยแพร่ข้อมูลคุณภาพอากาศผ่านช่องทางต่างๆ”</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยมีแผนงาน/โครงการสำคัญ คือ&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>กำหนดมาตรฐานการควบคุมการระบายมลพิษทางอากาศของปริมาณรวมและเชิงพื้นที่</li>



<li>เร่งรัดการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศที่ยังเป็นปัญหาเฉพาะพื้นที่</li>



<li>สร้างความเข้มแข็งในชุมชนในการติดตามตรวจสอบเฝ้าระวังป้องกันและแก้ปัญหามลพิษในพื้นที่ของตน</li>



<li>กำหนดมาตรการควบคุมปริมาณการจราจรหรือยานพาหนะในพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น</li>



<li>พัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางด้านคุณภาพอากาศและเสียง</li>



<li>มีระบบการแจ้งเตือนปัญหามลพิษทางอากาศที่สามารถเข้าถึงและทันเหตุการณ์</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ในส่วนระดับพื้นที่นั้น เมื่อพิจารณากรุงเทพมหานคร จะพบว่า รับผิดชอบโดยสำนักสิ่งแวดล้อม โดยในปี 2020 สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ได้รับงบประมาณในด้านการเฝ้าระวังคุณภาพอากาศและเสียง 66,538,352 บาท และหากพิจารณาเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ PM2.5 ซึ่งมีการกล่าวถึงในแผนปฏิบัติการประจำปี 2564 ว่า&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“ปัญหาสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพมหานครปัจจุบันมีแนวโน้มสถานการณ์แตกต่างไปจากเดิม จะเห็นได้ จากในปี 2562 กรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจาก การเผาไหม้เชื้อเพลิงจากรถยนต์ ประกอบกับสภาพอากาศปิด ความกดอากาศสูง ทำให้ระดับมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก เกิดการสะสมตัวในบรรยากาศมากขึ้น โดย กรุงเทพมหานครต้องเร่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการระดมทุกภาคส่วนต่างๆ ฉีดพ่นน้ำเพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง และร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาในระยะยาว”</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยมีแผนงาน/โครงการสำคัญ คือ&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ตรวจจับรถยนต์ควันดำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร&nbsp;</li>



<li>การตรวจวัดรถสองแถว (ในซอย) ควันดำร่วมกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)&nbsp;</li>



<li>ตรวจวัดมลพิษจากรถราชการในสังกัดกรุงเทพมหานคร&nbsp;</li>



<li>รณรงค์ขอความร่วมมือเจ้าของรถหรือผู้ขับขี่รถหมั่นบำรุงรักษาเครื่องยนต์เพื่อลดมลพิษ&nbsp;</li>



<li>ตรวจสอบโครงการก่อสร้างอาคารให้เป็นไปตามมาตรการควบคุมฝุ่นละอองและเสียง&nbsp;</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">และหากพิจารณาดูที่โครงการ/กิจกรรมรองรับมาตรการ จะพบว่ามีดังต่อไปนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ฝึกอบรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมมลพิษทางอากาศในกรุงเทพมหานคร (งบประมาณ 190,000 บาท)</li>



<li>ตรวจวัดรถยนต์ควันดำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (ไม่ใช้งบประมาณ)</li>



<li>โครงการส่องรถยนต์ควันดำ (ไม่ได้รับงบประมาณ)</li>



<li>ตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านฝุ่นละอองจากการก่อสร้าง (ไม่ใช้งบประมาณ)</li>



<li>พัฒนาระบบสารสนเทศด้านการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบ สิ่งแวดล้อมและการติดตามตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงาน การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพมหานคร (ไม่ได้รับงบประมาณ)</li>



<li>โครงการปิ้งย่างลดมลพิษ (ไม่ได้รับงบประมาณ)</li>



<li>จ้างเหมาเดินระบบพร้อมบำรุงรักษาสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศติดตั้งบนเสาเหล็กและแบบเคลื่อนที่ (งบประมาณ 38,256,500 บาท)&nbsp;</li>



<li>โครงการหน่วยเคลื่อนที่เร็วบรรเทาฝุ่นละออง (ไม่ใช้งบประมาณ)</li>



<li>โครงการจัดตั้งศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในกรุงเทพมหานคร (ไม่ได้รับงบประมาณ)</li>



<li>โครงการถนนอากาศสะอาด (ไม่ได้รับงบประมาณ)</li>



<li>โครงการแชะ &amp; แชร์ร่วมแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ (ไม่ได้รับงบประมาณ)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">จะเห็นได้ว่าในส่วนของการทำงานของกรุงเทพมหานคร ภายใต้สำนักสิ่งแวดล้อมนั้น งบประมาณเกือบทั้งหมดในส่วนของการดูแลคุณภาพอากาศใช้ไปกับการเดินระบบพร้อมบำรุงรักษาสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ ในขณะที่ส่วนอื่นๆ คือการประสานความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรตำรวจ ขสมก. และองค์กรภาคธุรกิจและประชาชนต่างๆ รวมไปถึงโครงการปลูกต้นไม้ต่างๆ&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้ยังพบการทำงานของกรุงเทพมหานคร ในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในด้านอื่นๆ เช่น โครงการการทำความสะอาดเพื่อลดปริมาณฝุ่นละอองสะสมในอากาศและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมีการฉีดล้างผิวจราจร ทางเท้า สะพานลอยคนข้าม, เช็ดทำความสะอาดป้ายรถประจำทาง ที่พักผู้โดยสาร จุดสัมผัสร่วมต่างๆ บริเวณพื้นที่สาธารณะ, ฉีดล้างลดฝุ่นไม้พุ่ม ไม้ยืนต้น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">รวมไปถึงโครงการ “แผนประชาสัมพันธ์การป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในกรุงเทพมหานคร” ซึ่งอยู่ในแผนงบประมาณปี 2565 โดยการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ทั้งข่าว อินโฟกราฟิก บทความ สารคดี ฯลฯ เผยแพร่ผ่านสื่อสารมวลชนและสื่ออื่นๆ เพื่อให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจนโยบายการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ของกรุงเทพมหานคร ลดความไม่พอใจต่อสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ตลอดจนให้การสนับสนุนและมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ฝุ่น PM2.5 มาจากไหน</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลของสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ซึ่งมาจากการศึกษาสัดส่วนการระบายมลพิษทางอากาศในกรุงเทพมหานคร พบว่าฝุ่นละออง PM2.5 มีสาเหตุหลักมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงซึ่งมีแหล่งกำเนิดหลักมาจากภาคการขนส่งทางถนนระบายฝุ่น PM2.5 มากที่สุด ร้อยละ 72.5 รองลงมาได้แก่ โรงงานอุตสาหกรรม ร้อยละ 17 การเผาในที่โล่ง ร้อยละ 5 และอื่นๆ ร้อยละ 5.5&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">จาก<a href="https://www.thairath.co.th/news/local/2274460">การสัมภาษณ์</a>ของรศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช&nbsp;อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเกษตร ทางไทยรัฐออนไลน์ ยังกล่าวอีกว่า&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“แนวโน้ม “ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล” น่าจะพีกสูงสุดเดือน ม.ค.2565 เพราะมีการเผาภาคเกษตรแถบภาคกลาง และภาคตะวันตก โดยเฉพาะการเผานาข้าว เผาอ้อย ตามดาวเทียมวัดค่าความร้อนกระจุกตัวในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา&#8230;กระแสลมก็นำพาฝุ่นพิษทั้งหลายมาในกรุงเทพฯและปริมณฑลนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">“แล้วมาเจอ “โรงงานอุตสาหกรรม” ปล่อยมลพิษประจำในช่วงนี้ “รถบรรทุกน้ำมันดีเซลยูโร 3” ก็ยังวิ่งปล่อยควันดำเกลื่อนเมือง ทำให้ฝุ่นพีเอ็ม2.5 สะสมเพิ่มมากขึ้นด้วยพื้นที่กรุงเทพฯถูกล้อมรอบตึกสูง ในฤดูหนาวมักมี “ปรากฏการณ์ฝาชีครอบต่ำ” ลมนิ่งอากาศถ่ายเทไม่ดี มีพื้นที่สีเขียวน้อยไม่มีตัวช่วยดูดซับมลพิษ กลายเป็นแหล่งสะสมกักเก็บฝุ่น PM 2.5 อย่างดี ฉะนั้น “ปัญหามลพิษอากาศในกรุงเทพฯ” มักมีตัวแปรต้องพึ่งพากระแสลมเข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์เป็นหลัก”&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้ Rocket Media Lab ได้สัมภาษณ์อาจารย์ ดร.สินีนาถ ศุกลรัตนเมธี อาจารย์ประจำหลักสูตรภูมิสถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งให้ความคิดเห็นที่น่าสนใจไว้ว่า</p>



<p class="wp-block-paragraph">“นอกจากประเด็นเรื่องกระแสและทิศทางลมแล้ว เราอาจจะต้องดูเรื่องรูปแบบอาคารของผังเมืองด้วย ว่ามันบล็อคอยู่หรือไม่ อย่างไร การ flood อากาศดี อากาศเสียของเมือง เป็นอย่างไร ขาดแคลนตรงไหน อะไร อย่างไร การทำ simulation อาจจะช่วยได้ ตรงไหนที่เป็นพื้นที่ที่มันสกปรกในเรื่องของอากาศที่สุด มีรูปแบบอาคารของผังเมืองอย่างไร อากาศถูกบล็อคไหม เพราะกรุงเทพฯ อากาศมันไม่ได้สกปรกเท่ากันทั้งหมดหรอกใช่ไหม มัน simulate ได้ แล้วลองเอามาวางแพลนดู ว่าจะจัดการในแต่ละพื้นที่อย่างไร</p>



<p class="wp-block-paragraph">“เช่น ถ้าเราบอกว่าจะจัดการโดยการปลูกต้นไม้ มันอาจจะปลูกต้นไม้บางโซนรอบลาดกระบังหรือเปล่า เพื่อที่จะทำตัวเป็น buffer ไม่ให้อากาศเสียมันไหลเข้ามา หรืออย่างในต่างประเทศเขาย้ายแหล่งกำเนิดอากาศเสียที่มันอยู่ต้นลมออกไปเลย เราอาจจะต้องศึกษาและวางแผนให้เชื่อมโยงกันทั้งเมือง และเชื่อมโยงยังเรื่องอื่นๆ การแก้ปัญหาด้วยการฉีดน้ำมันอาจจะไม่ช่วยอะไร”</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>การเคลื่อนไหวด้านกฎหมายและภาคประชาชน</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">ในแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” มีการกล่าวถึงการพิจารณาในด้านกฎหมายว่า “กำหนดค่ามาตรฐาน PM2.5 ในบรรยากาศเฉลี่ยรายปีให้เป็นไปตามเป้าหมายระยะที่ 3 ขององค์การอนามัยโลก, ปรับปรุง พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 รวมทั้งศึกษาความเหมาะสม เรื่องกฎหมายอากาศสะอาด (Clean Air Act) รวมถึงการพิจารณาความเหมาะสมในการจัดระเบียบการเผาภาคการเกษตร”&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในประเด็นเรื่องกฎหมายอากาศสะอาด จากการรวบรวมข้อมูลของ iLaw (<a href="https://ilaw.or.th/node/5834">1</a>, <a href="https://www.facebook.com/iLawClub/posts/10166251226455551">2</a>) พบว่าในช่วงปี 2020 จนถึงปี 2021 มีร่างกฎหมายเกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหามลพิษและเกี่ยวข้องกับอากาศสะอาด รวม 5 ฉบับ ได้แก่&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">1)&nbsp;ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดเพื่อประชาชน พ.ศ. &#8230;.&nbsp;เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคภูมิใจไทย&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">2)&nbsp;ร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. &#8230; เสนอโดย หอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าจังหวัดทั่วประเทศ สมาคมการค้า สภาอุตสาหกรรมจังหวัด มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และเครือข่ายภาคประชาสังคม&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">3)&nbsp;ร่าง พ.ร.บ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม พ.ศ. &#8230;.&nbsp; เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล</p>



<p class="wp-block-paragraph">4)&nbsp;ร่าง พ.ร.บ.กำกับดูแลการจัดการอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพแบบบูรณาการ พ.ศ. &#8230;. เริ่มโดยเครือข่ายอากาศสะอาด &nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">5) ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดเพื่อประชาชน พ.ศ. &#8230;. เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชารัฐ&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยร่างกฎหมายสามฉบับแรกถูกปัดตกไปแล้ว ส่วนร่าง พ.ร.บ.กำกับดูแลการจัดการอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพแบบบูรณาการ พ.ศ. &#8230;. จะยื่นรายชื่อประชาชน 24,000 คนต่อสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 21 มกราคม นี้ และร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดเพื่อประชาชน พ.ศ &#8230;. ที่เสนอโดยส.ส.พรรคพลังประชารัฐ กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นอยู่ทางเว็บไซต์ของสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 มกราคม องค์กรกรีนพีซ ประเทศไทย ได้ยื่นหนังสือต่อ​​กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงอุตสาหกรรมเรียกร้องให้ปฏิบัติตามแผน “การแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศด้านฝุ่นละออง” ปี 2562 เพื่อคืนอากาศสะอาดให้แก่คนไทย และยังเรียกร้องให้ปรับค่ามาตรฐาน PM2.5 ในบรรยากาศทั่วไป เป็น 37 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรสำหรับค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง และ 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรสำหรับค่าเฉลี่ยรายปีอีกด้วย&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>



<p class="wp-block-paragraph">*หมายเหตุ:&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">อ้างอิงข้อมูลสถิติจากเว็บไซต์ <a href="https://aqicn.org/data-platform/register/">The World Air Quality Index Project</a> ซึ่งค่าฝุ่นเป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง <a href="https://aqicn.org/city/bangkok/">https://aqicn.org/city/bangkok/</a>&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ค่าฝุ่นในแต่ละวันตามสถิติจากเว็บไซต์ The World Air Quality Index Project เป็นค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง จึงอาจเป็นไปได้ว่าในวันหนึ่งๆ อาจจะมีบางเขตของกรุงเทพฯ ที่มีค่าฝุ่นสูงกว่าค่าเฉลี่ยและมีบางเขตที่มีค่าฝุ่นต่ำกว่าเฉลี่ย หรือแม้กระทั่งมีค่าฝุ่นอยู่ในปริมาณที่ใกล้เคียงกันในทุกๆ เขต&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">PM2.5 เทียบกับบุหรี่<a href="http://berkeleyearth.org/air-pollution-and-cigarette-equivalence"> http://berkeleyearth.org/air-pollution-and-cigarette-equivalence</a></p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>



<p class="wp-block-paragraph">ดูข้อมูลได้ที่ <a href="https://rocketmedialab.co/database-bkk-pm-25-2021" target="_blank" rel="noreferrer noopener">https://rocketmedialab.co/database-bkk-pm-25-2021</a><a href="https://rocketmedialab.co/database-bkk-pm-25-2021"> </a></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/bkk-pm-25-2021/">ปี 2021 คนกรุงเทพฯ สูดฝุ่นพิษ PM2.5 เท่ากับการสูบบุหรี่ 1,261 มวน</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
