<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เด็กไทย Archives - Rocket Media Lab</title>
	<atom:link href="https://rocketmedialab.co/tag/%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://rocketmedialab.co/tag/เด็กไทย/</link>
	<description>แหล่งข้อมูลติดตามประเด็นสังคม ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ เพื่อต่อยอดในงานข่าว</description>
	<lastBuildDate>Sun, 11 Jan 2026 06:39:51 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2021/03/cropped-RML-circle-black-32x32.png</url>
	<title>เด็กไทย Archives - Rocket Media Lab</title>
	<link>https://rocketmedialab.co/tag/เด็กไทย/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ความเห็นเด็กไทยต่อการเมืองและการเลือกตั้ง : ติดตามข่าวผ่าน TikTok ไม่เชื่อมั่นใน กกต. มากที่สุด และยังไม่มีพรรคการเมืองที่ชอบเป็นพิเศษ</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/student-q1-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 09 Jan 2026 10:31:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[future]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[rocketmedialabxp2h]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[วันเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เลือกตั้ง69]]></category>
		<category><![CDATA[แบบสอบถาม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=6411</guid>

					<description><![CDATA[<p>แบบสอบถามวันเด็ก’69: เด็กไทยสนใจการเมืองและการเลือกตั้งแค่ไหน?</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/student-q1-2026/">ความเห็นเด็กไทยต่อการเมืองและการเลือกตั้ง : ติดตามข่าวผ่าน TikTok ไม่เชื่อมั่นใน กกต. มากที่สุด และยังไม่มีพรรคการเมืองที่ชอบเป็นพิเศษ</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p></p>



<p>ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ซึ่งตรงกับเสาร์ที่ 2 ของทุกปี ร็อกเกต มีเดีย แล็บ ร่วมกับ มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h) และเครือข่ายเยาวชน Feel Good เพื่อสำรวจทัศนคติเกี่ยวกับการเมืองและการเลือกตั้งของกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-6) และ ปวช. ระหว่าง 4-27 ธ.ค. 2568 ผลการสำรวจมีดังนี้&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-1-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-6423" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-1-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-1-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-1-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-1-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-1-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-1-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<p>จากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 515 คน แบ่งเป็นเพศหญิง 306 คน หรือคิดเป็น 59.42% เพศชาย 158 คน หรือคิดเป็น 30.68% ตามด้วย LGBTQ+ 34 คน หรือคิดเป็น 6.60% และไม่ต้องการระบุ 17 คน คิดเป็น 3.30% โดยผู้ตอบมีอายุระหว่าง 15-20 ปี จาก 49 จังหวัดทั่วประเทศ&nbsp;</p>



<p>ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 364 คน คิดเป็น 70.68% ตามมาด้วยภาคกลาง จำนวน 77 คน คิดเป็น 14.95% ภาคเหนือ จำนวน 42 คน คิดเป็น 8.16% ภาคใต้ จำนวน 21 คน คิดเป็น 4.08% ภาคตะวันออก จำนวน 9 คน คิดเป็น 1.75% และภาคตะวันตก จำนวน 2 คน คิดเป็น 0.39%</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-2-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-6424" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-2-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-2-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-2-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-2-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-2-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-2-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">เด็กไทยสนใจการเมืองมากแค่ไหน รู้ศัพท์การเลือกตั้งคำไหนบ้าง?</h3>



<p><br>เมื่อสอบถามระดับความอินกับการเมืองโดยให้คะแนนเต็ม 5 (สนใจติดตามสม่ำเสมอ) พบว่านักเรียนส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง คือระดับ 3 จำนวน 191 คน คิดเป็น 37.09% รองลงมาคือระดับ 2 จำนวน 130 คน คิดเป็น 25.24% ตามด้วยระดับ 4 จำนวน 85 คน คิดเป็น 16.50% ระดับ 1 จำนวน 81 คน คิดเป็น 15.73% และระดับ 5 มีจำนวนน้อยที่สุดคือ 28 คน คิดเป็น 5.44%</p>



<p>ในส่วนของความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคำศัพท์ทางการเลือกตั้ง พบว่าคำที่นักเรียนเกินกว่าครึ่งรู้ความหมาย ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>สมาชิกวุฒิสภา มีผู้รู้ความหมายมากที่สุด จำนวน 433 คน คิดเป็น 84.08%</li>



<li>สส. เขต จำนวน 414 คน คิดเป็น 80.39%</li>



<li>เผด็จการรัฐสภา จำนวน 398 คน คิดเป็น 77.28%</li>



<li>รัฐบาลเสียงข้างน้อย จำนวน 390 คน คิดเป็น 75.73%</li>



<li>ประชามติ จำนวน 305 คน คิดเป็น 59.22%</li>



<li>บ้านใหญ่ จำนวน 272 คน คิดเป็น 52.82%</li>



<li>รัฐบาลผสม จำนวน 268 คน คิดเป็น 52.04%</li>
</ul>



<p>อย่างไรก็ตาม มีคำศัพท์เทคนิคหรือคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่นักเรียนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ความหมาย คือ Gerrymandering ซึ่งเป็นการแบ่งเขตเลือกตั้งที่สร้างความได้เปรียบให้ผ่ายใดฝ่ายหนึ่ง&nbsp;</p>



<p>ซึ่งมีผู้ไม่รู้มากถึง 408 คน คิดเป็น 79.22% รองลงมาคือ ปาร์ตี้ลิสต์ มีผู้ไม่รู้จำนวน 323 คน คิดเป็น 62.72% และ แลนด์สไลด์ มีผู้ไม่รู้จำนวน 307 คน คิดเป็น 59.61%</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-3-1-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-6444" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-3-1-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-3-1-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-3-1-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-3-1-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-3-1-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-3-1-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">มองการเมืองมีผลต่อชีวิต และ TikTok คือช่องทางรับข่าวเบอร์ 1</h3>



<p>เมื่อสอบถามว่า การเมืองระดับประเทศส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันมากน้อยเพียงใด โดยให้คะแนนเต็ม 5 (มากที่สุด) พบว่านักเรียนส่วนใหญ่รู้สึกว่าได้รับผลกระทบในระดับปานกลาง หรือระดับ 3 จำนวน 180 คน คิดเป็น 34.95% รองลงมาคือระดับ 4 จำนวน 121 คน คิดเป็น 23.50% และระดับ 5 จำนวน 104 คน คิดเป็น 20.19% ส่วนกลุ่มที่รู้สึกว่าได้รับผลกระทบน้อยมีจำนวนไม่มาก คือระดับ 2 จำนวน 65 คน คิดเป็น 12.62% และระดับ 1 จำนวน 45 คน คิดเป็น 8.74%</p>



<h4 class="wp-block-heading">ช่องทางติดตามข่าวการเมืองมากที่สุด</h4>



<ol class="wp-block-list">
<li>TikTok (41.36%)&nbsp;</li>



<li>Facebook (17.86%)</li>



<li>โทรทัศน์ (13.98%)</li>



<li>X (Twitter) (10.68%)</li>



<li>ไม่ติดตาม (7.38%)</li>



<li>อื่นๆ (YouTube, Instagram, เว็บไซต์ข่าว ต่ำกว่า 3%)</li>
</ol>



<p>สำหรับช่องทางในการติดตามข่าวสารการเมือง พบว่าแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่าง TikTok ครองแชมป์อันดับหนึ่ง มีผู้ตอบสูงถึง 213 คน คิดเป็น 41.36% โดยเมื่อเจาะลึกช่วงอายุพบว่าเป็นช่องทางหลักของกลุ่มอายุ 16 ปีมากที่สุดถึงจำนวน 85 คน รองลงมาคือ Facebook จำนวน 92 คน คิดเป็น 17.86% ซึ่งผู้ตอบจำนวนมาก คือกลุ่มอายุ 18 ปี จำนวน 32 คน อันดับสามคือโทรทัศน์ จำนวน 72 คน คิดเป็น 13.98% และ X (Twitter) จำนวน 55 คน คิดเป็น 10.68%</p>



<p>นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่ไม่ติดตามข่าวการเมืองเลย จำนวน 38 คน คิดเป็น 7.38% ซึ่งกระจายตัวอยู่ในกลุ่มอายุ 15 และ 16 ปีเป็นส่วนใหญ่ ส่วนช่องทางอื่นๆ เช่น YouTube Instagram และเว็บไซต์ข่าว มีสัดส่วนน้อยกว่า 3%&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading">เช็กก่อนแชร์ไหม?</h4>



<ul class="wp-block-list">
<li>ตรวจสอบบ้าง (54.56%)&nbsp;</li>



<li>ตรวจสอบทุกครั้ง (34.76%)</li>



<li>ไม่เคยเลย (10.68%)</li>
</ul>



<p>ในประเด็นเรื่องการตรวจสอบข่าวปลอมก่อนส่งต่อ พบว่านักเรียนส่วนใหญ่เลือกที่จะตรวจสอบบ้าง จำนวน 281 คน คิดเป็น 54.56% กลุ่มที่ตอบว่าไม่เคยตรวจสอบเลย มีจำนวน 55 คน คิดเป็น 10.68%&nbsp;</p>



<p>เมื่อคิดสัดส่วนเป็นกลุ่มอายุ จะพบว่า กลุ่มที่ตรวจสอบทุกครั้ง มากที่สุดคือกลุ่มอายุ 19 ปี โดยคิดเป็น 66.67% ของผู้ตอบในช่วงอายุ 19 ปี ขณะที่กลุ่มอายุที่ตอบว่า ไม่เคยตรวจสอบเลย มากที่สุด คือ กลุ่มอายุ 15 ปี คิดเป็น 15.12% ของกลุ่มอายุ 15 ปี&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-4-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-6427" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-4-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-4-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-4-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-4-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-4-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-4-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">เด็กไทยติดตามข่าวจากสื่อหลักมากกว่าตัวบุคคล</h3>



<h4 class="wp-block-heading">ติดตามข่าวการเมืองจากใคร?</h4>



<ul class="wp-block-list">
<li>สื่อ/ข่าว (32.62%)</li>



<li>ไม่มี/ไม่ตอบ (31.84%)</li>



<li>อื่นๆ (9.51%)</li>



<li>บุคคล (7.96%)</li>



<li>ทั่วไป/ฟีด/แพลตฟอร์ม (7.38%)</li>
</ul>



<p>เมื่อถามถึงแหล่งข่าวที่นักเรียนเลือกติดตาม โดยเป็นคำถามปลายเปิด พบว่าส่วนใหญ่ยังคงรับข่าวสารผ่านสื่อหลักหรือสำนักข่าวต่างๆ เช่น ไทยรัฐ ช่อง 3 The Standard หรือ Workpoint มากกว่าการติดตามจากตัวบุคคล โดยกลุ่มที่ติดตามจากสื่อและข่าวมีจำนวน 168 คน คิดเป็น 32.62% รองลงมาคือกลุ่มที่ไม่ได้ระบุแหล่งข้อมูลหรือไม่ได้ติดตาม จำนวน 164 คน คิดเป็น 31.84%</p>



<p>สำหรับกลุ่มที่ติดตามข่าวจากตัวบุคคล เช่น สรยุทธ สุทัศนะจินดา หรือนักการเมืองโดยตรง มีจำนวน 41 คน คิดเป็น 7.96% ในขณะที่การติดตามผ่านอินฟลูเอนเซอร์หรือเพจวิเคราะห์ข่าวอย่าง อีจัน หรือ Drama-addict มีจำนวน 33 คน คิดเป็น 6.41% และที่น่าสนใจคือการรับข่าวสารจากคนใกล้ตัว เช่น พ่อแม่ หรือครู มีสัดส่วนน้อยที่สุด เพียง 22 คน คิดเป็น 4.27%</p>



<h4 class="wp-block-heading">ติดตามนักการเมือง/พรรคการเมืองไหนในโซเชียล?</h4>



<ul class="wp-block-list">
<li>ไม่ติดตาม/ไม่มี/ไม่ทราบ (55.73%)</li>



<li>พรรคประชาชน/ส้ม/ก้าวไกล (25.83%)</li>



<li>อื่นๆ (5.05%)</li>



<li>อนุทิน/ภูมิใจไทย (4.08%)</li>
</ul>



<p>เมื่อถามถึงการติดตามนักการเมืองหรือพรรคการเมืองบนโซเชียลมีเดีย โดยเป็นคำถามปลายเปิด พบว่านักเรียนเกินครึ่งระบุว่าไม่ได้ติดตามโซเชียลมีเดียของนักการเมืองหรือพรรคการเมืองใดเป็นพิเศษ จำนวน 287 คน คิดเป็น 55.73% แต่ในกลุ่มที่ติดตามนั้น พบว่าพรรคประชาชน เช่น พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, รังสิมันต์ โรม หรือ ไอซ์ รักชนก ได้รับความสนใจมากที่สุด จำนวน 133 คน คิดเป็น 25.83% รองลงมาคือกลุ่มอื่นๆ จำนวน 26 คน คิดเป็น 5.05% ตามด้วยอนุทิน ชาญวีรกูล หรือพรรคภูมิใจไทย จำนวน 21 คน คิดเป็น 4.08% และพรรคเพื่อไทย เช่น แพทองธาร หรือเศรษฐา จำนวน 10 คน คิดเป็น 1.94% ส่วนชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีผู้ติดตามเท่ากันที่จำนวน 3 คน คิดเป็น 0.58%</p>



<h4 class="wp-block-heading">รู้จัก สส. เขตตัวเองไหม?</h4>



<ul class="wp-block-list">
<li>ไม่ทราบ (50.87%)&nbsp;</li>



<li>ทราบทั้งชื่อและพรรค (20.39%)</li>



<li>ทราบพรรค (17.86%)</li>



<li>ทราบชื่อ (10.87%)</li>
</ul>



<p>เมื่อถามว่า รู้จัก สส. ในเขตของตนเองหรือไม่ พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่า สส. ในเขตคือใคร โดยมีผู้ที่ไม่ทราบเลยจำนวน 262 คน คิดเป็น 50.87% สำหรับกลุ่มที่ทราบข้อมูล มีเพียงจำนวน 105 คน คิดเป็น 20.39% ที่รู้ทั้งชื่อจริงและพรรคสังกัด ส่วนคนที่รู้เฉพาะพรรคแต่ไม่รู้ชื่อมีจำนวน 92 คน คิดเป็น 17.86% และคนที่รู้แต่ชื่อไม่รู้พรรคมีจำนวน 56 คน คิดเป็น 10.87%</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-5-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-6429" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-5-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-5-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-5-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-5-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-5-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-5-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">เด็กส่วนใหญ่อยากให้ รร. หนุนการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนทางการเมืองได้อย่างอิสระ</h3>



<h4 class="wp-block-heading">ช่องทางในโรงเรียนที่ส่งผลต่อความรับรู้เรื่องการเมือง</h4>



<ol class="wp-block-list">
<li>วิชาเรียน/หลักสูตร (32.62%)</li>



<li>กิจกรรมนักเรียน/การเลือกตั้งในโรงเรียน (31.26%)</li>



<li>ครู (20.19%)</li>



<li>ไม่มี (15.92%)</li>
</ol>



<p>เมื่อสำรวจว่าสิ่งใดในโรงเรียนที่มีผลต่อความรับรู้เรื่องการเมืองระดับประเทศมากที่สุด พบว่าวิชาเรียนและหลักสูตร เช่น วิชาสังคมศึกษาหรือหน้าที่พลเมือง มาเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 168 คน คิดเป็น 32.62% ตามมาด้วยกิจกรรมนักเรียน เช่น สภานักเรียน หรือการเลือกตั้งประธานนักเรียน จำนวน 161 คน คิดเป็น 31.26% ส่วนครูและการพูดคุยนอกบทเรียนมีผลรองลงมา จำนวน 104 คน คิดเป็น 20.19% และมีผู้ที่มองว่าโรงเรียนไม่มีส่วนช่วยสร้างความรับรู้นี้เลย จำนวน 82 คน คิดเป็น 15.92%</p>



<p>หากเปรียบเทียบผลลัพธ์ของแต่ละช่องทางว่าจะช่วยกระตุ้นความสนใจทางการเมืองได้มากน้อยเพียงใด พบว่า</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>กิจกรรมนักเรียนและการเลือกตั้งในโรงเรียน เป็นช่องทางที่กระตุ้นความสนใจได้ดีที่สุด โดยทำให้นักเรียนรู้สึกอยากมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น จำนวน 214 คน คิดเป็น 41.55% ส่วนคนที่รู้สึกเฉยๆ มีจำนวน 268 คน คิดเป็น 52.04%</li>



<li>วิชาเรียนและหลักสูตร ส่วนใหญ่ทำให้นักเรียนรู้สึกเฉยๆ หรือไม่มีความเห็น จำนวน 296 คน คิดเป็น 57.48% ส่วนคนที่รู้สึกสนใจมากขึ้นมีจำนวน 176 คน คิดเป็น 34.17%</li>



<li>ครู ส่วนใหญ่มักทำให้นักเรียนรู้สึกเฉยๆ เช่นกัน โดยมีจำนวนสูงถึง 311 คน คิดเป็น 60.39% ส่วนที่ทำให้รู้สึกสนใจมากขึ้นมีจำนวน 163 คน คิดเป็น 31.65%&nbsp;</li>
</ul>



<p>สำหรับบทบาทของโรงเรียนที่นักเรียนคาดหวัง ส่วนใหญ่อยากเห็นโรงเรียนสนับสนุนให้มีการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนทางการเมืองได้อย่างอิสระ จำนวน 310 คน คิดเป็น 60.19% รองลงมาคือกลุ่มที่รู้สึกเฉยๆ จำนวน 128 คน คิดเป็น 24.85% มีส่วนน้อยที่มองว่าควรจำกัดการสอนไว้เพียงแค่ในหลักสูตร จำนวน 54 คน คิดเป็น 10.49% และกลุ่มที่มองว่าไม่ควรอนุญาตให้มีกิจกรรมหรือการแสดงออกทางการเมืองในโรงเรียนเลย มีจำนวน 23 คน คิดเป็น 4.47%&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-6-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-6430" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-6-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-6-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-6-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-6-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-6-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-6-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">สำหรับเด็กไทย การเมืองคือ…?</h3>



<p>เมื่อตั้งคำถามปลายเปิดว่า การเมืองคืออะไร ในมุมมองของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง พบว่าคำตอบส่วนใหญ่มองเป็นเรื่องของโครงสร้างและการทำงานของภาครัฐ โดยมองว่าคือการบริหาร การปกครอง หรือหน้าที่ของรัฐบาลและสภามากที่สุด จำนวน 210 คน คิดเป็น 40.78% รองลงมามองในมุมของความสัมพันธ์เชิงอำนาจ คือการช่วงชิงผลประโยชน์และความขัดแย้ง จำนวน 124 คน คิดเป็น 24.08% นอกจากนี้ยังมีมุมมองอื่นๆ เช่น เรื่องของประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วม หรือเรื่องเศรษฐกิจและปากท้อง แต่มีสัดส่วนไม่มากนัก บางส่วนเปรียบเปรยการเมืองว่าคือ &#8220;สงครามธุรกิจ&#8221; &#8220;ธุรกิจของคนใหญ่คนโต&#8221; หรือบางคนระบุว่าเป็นเรื่องของ &#8220;คนโง่แก่งแย่งประโยชน์กับคนโง่ที่มีอำนาจ จนทำให้ประชาชนลำบาก&#8221; และมองว่า &#8220;มีอำนาจจะมีทุกอย่าง การเมืองมีอยู่ทุกที่&#8221;</p>



<p>และมีบางส่วนระบุว่า การเมืองเป็น &#8220;วิธีที่มนุษย์จัดการกันเองในสังคม เพื่อตัดสินใจว่า ใครจะได้อะไร เมื่อไหร่ และอย่างไร&#8221; หรือมองด้วยความหวัง โดยระบุว่าเป็น &#8220;พื้นที่แห่งการแสดงออก การเรียกร้องสิทธิและความยุติธรรม&#8221; และเป็น &#8220;สิ่งที่มนุษย์ทุกคนมีส่วนร่วมในการออกความเห็นอย่างเท่าเทียม&#8221; แต่ท้ายที่สุด ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีกลุ่มที่รู้สึกเบื่อหน่ายกับเรื่องนี้ โดยระบุว่า &#8220;วุ่นวายเล็กน้อย&#8221; หรือ &#8220;น่าเบื่อ เรียนก็ยุ่งพอแล้ว&#8221;&nbsp;</p>



<h4 class="wp-block-heading">ความพอใจต่อการเมืองไทยตอนนี้</h4>



<ul class="wp-block-list">
<li>เฉยๆ (61.17%)&nbsp;</li>



<li>ไม่พอใจ (34.56%)</li>



<li>พอใจ (เพียง 4.27%)</li>
</ul>



<p>ในด้านความพึงพอใจต่อสถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบัน พบว่านักเรียนส่วนใหญ่รู้สึกเฉยๆ จำนวน 315 คน คิดเป็น 61.17% ตามมาด้วยกลุ่มที่ไม่พอใจ จำนวน 178 คน คิดเป็น 34.56% ส่วนกลุ่มที่รู้สึกพอใจกับการเมืองตอนนี้มีเพียง 22 คน คิดเป็น 4.27%</p>



<h4 class="wp-block-heading">พื้นที่ถกเถียงเรื่องการเมือง</h4>



<ul class="wp-block-list">
<li>เถียงกับเพื่อน (29.71%)</li>



<li>ไม่เคยถกเถียง (28.87%)</li>



<li>เถียงกับครอบครัว (24.55%)</li>
</ul>



<p>สำหรับการถกเถียงหรือแลกเปลี่ยนความเห็นทางการเมือง พบว่าเพื่อน คือคู่สนทนาหลักที่นักเรียนเลือกถกเถียงด้วยมากที่สุด จำนวน 213 คน คิดเป็น 29.71% รองลงมาคือไม่เคยถกเถียงกับใครเลย มีจำนวนใกล้เคียงกับอันดับแรก คือ 207 คน คิดเป็น 28.87% ตามมาด้วยคนในครอบครัว เป็นกลุ่มที่นักเรียนถกเถียงด้วยรองลงมา จำนวน 176 คน คิดเป็น 24.55%</p>



<p>เมื่อสำรวจไปถึงการพูดคุยเรื่องการเมืองในครอบครัว พบว่าเกินครึ่งระบุว่าที่บ้านเปิดใจและแลกเปลี่ยนกันได้ จำนวน 270 คน คิดเป็น 52.43% แต่ก็มีตัวเลขที่น่าสนใจคือกลุ่มที่ไม่คุยเรื่องการเมืองกันเลยในครอบครัว ซึ่งมีจำนวนสูงถึง 186 คน คิดเป็น 36.12% ส่วนครอบครัวที่มีบรรยากาศตึงเครียดแต่ยังคุยได้ มี 49 คน คิดเป็น 9.51% หรือคุยแล้วจบลงด้วยการทะเลาะกัน มีจำนวน 10 คน คิดเป็น 1.94% โดยเป็นสัดส่วนที่น้อย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-7-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-6431" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-7-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-7-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-7-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-7-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-7-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-7-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading"></h3>



<h3 class="wp-block-heading">เด็กไทยเป็นนักส่องมากกว่าเป็นนักโพสต์</h3>



<p>แม้จะติดตามข่าวสารผ่านโซเชียลมีเดีย แต่เมื่อถามถึงการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง พบว่านักเรียนที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เลือกที่จะเป็นผู้สังเกตการณ์เงียบๆ มากกว่า โดยมีผู้ที่ไม่เคยแสดงความเห็นเลย จำนวน 262 คน คิดเป็น 50.87% รองลงมาคือกลุ่มที่แสดงความเห็นบ้างแต่นานๆ ครั้ง จำนวน 175 คน คิดเป็น 33.98% ส่วนกลุ่มที่แสดงความเห็นบ่อยครั้ง เช่น สัปดาห์ละ 2-5 ครั้ง หรือทุกวัน มีจำนวนไม่มากนัก</p>



<p>เมื่อถามว่าแสดงความเห็นทางการเมืองในแพลตฟอร์มใดมากที่สุด พบว่าเด็กไทยตอบไม่แสดงความเห็น กว่า 246 คน คิดเป็น 47.77% รองลงมาคือแสดงความเห็น โดยแพลตฟอร์มยอดนิยมยังคงเป็น TikTok จำนวน 127 คน คิดเป็น 24.66% ตามมาด้วย Facebook จำนวน 67 คน คิดเป็น 13.01% และ X (Twitter) จำนวน 52 คน คิดเป็น 10.10%</p>



<p>และเมื่อถามถึงรูปแบบการแสดงความเห็นทางการเมือง ส่วนใหญ่ตอบว่าไม่แสดงความเห็น กว่า 317 คน คิดเป็น 53.46% ตามมาด้วยเน้นการแชร์หรือรีโพสต์เนื้อหาของผู้อื่น จำนวน 173 คน คิดเป็น 29.17% มากกว่าการเขียนคอมเมนต์หรือตอบโต้ที่มีจำนวน 85 คน คิดเป็น 14.33% และมีเพียงส่วนน้อยมากที่สร้างเนื้อหาหรือโพสต์ด้วยตนเอง จำนวน 18 คน คิดเป็น 3.04%</p>



<h4 class="wp-block-heading">เมื่อเจอคนเห็นต่างในโซเชียลทำอย่างไร?</h4>



<ul class="wp-block-list">
<li>ไม่ทำอะไรเลย (78.45%)</li>



<li>เข้าไปอธิบายด้วยเหตุผล (8.93%)</li>



<li>กดรีพอร์ต (2.91%)</li>
</ul>



<p>และเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเห็นต่างทางการเมืองบนโลกออนไลน์ นักเรียนส่วนใหญ่เลือกที่จะนิ่งเฉยหรือไม่ทำอะไรเลย ซึ่งมีจำนวนสูงถึง 404 คน คิดเป็น 78.45% โดยคำตอบนี้เป็นคำตอบที่ทุกกลุ่มอายุเลือกมากที่สุด มีเพียงส่วนน้อยที่เลือกจะเข้าไปอธิบายด้วยเหตุผล จำนวน 46 คน คิดเป็น 8.93% หรือใช้วิธีการกดรีพอร์ต จำนวน 15 คน คิดเป็น 2.91%</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-8-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-6433" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-8-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-8-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-8-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-8-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-8-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-8-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">การมีส่วนร่วมและการชุมนุม</h3>



<p>เมื่อถามถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยให้เลือกตอบได้มากกว่า 1 ข้อ พบว่า รูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักเรียนไทยยังคงเน้นรูปแบบออนไลน์ หรือ Clicktivism มากกว่าการลงถนน โดยกิจกรรมที่ทำมากที่สุดคือการกดไลก์ แชร์ หรือรีโพสต์เนื้อหาที่เกี่ยวกับประเด็นทางการเมือง จำนวน 331 คน คิดเป็น 53.82% รองลงมาคือการเข้าไปแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในโซเชียลมีเดีย จำนวน 101 คน คิดเป็น 16.42% ส่วนกลุ่มที่ระบุว่าไม่เคยมีส่วนร่วมหรือไม่สนใจ มีจำนวน 73 คน คิดเป็น 11.87%</p>



<p>สำหรับการมีส่วนร่วมในรูปแบบอื่นๆ พบว่ามีการเข้าร่วมรณรงค์หรือลงชื่อสนับสนุนประเด็นต่างๆ จำนวน 54 คน คิดเป็น 8.78% การซื้อสินค้าเพื่อรณรงค์ จำนวน 24 คน คิดเป็น 3.90% ในขณะที่การมีส่วนร่วมในชีวิตจริงอย่างการเข้าร่วมชุมนุม มีเพียงจำนวน 16 คน คิดเป็น 2.60% ซึ่งเท่ากันกับกลุ่มที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือเคยช่วยงานพรรค</p>



<p>เมื่อสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อการชุมนุมทางการเมือง โดยเป็นคำถามปลายเปิด พบว่านักเรียนส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่มีความคิดเห็นหรือไม่ตอบในประเด็นนี้ จำนวน 188 คน คิดเป็น 36.50% รองลงมาคือกลุ่มที่รู้สึกเป็นกลางหรือเฉยๆ จำนวน 100 คน คิดเป็น 19.42% ส่วนกลุ่มที่เห็นด้วยหรือมองในเชิงบวกมีจำนวน 87 คน คิดเป็น 16.89% และกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยหรือมองในเชิงลบมีจำนวน 50 คน คิดเป็น 9.71% นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่เห็นด้วยแบบมีเงื่อนไข คือมองว่าชุมนุมได้แต่ต้องทำอย่างสันติ จำนวน 18 คน คิดเป็น 3.50% และกลุ่มที่มองในเชิงวิเคราะห์สิทธิและประชาธิปไตย จำนวน 9 คน คิดเป็น 1.75%&nbsp;</p>



<p>เสียงสะท้อนจากนักเรียนที่มีต่อเรื่องนี้มีความหลากหลายและน่าสนใจ โดยกลุ่มที่มองในเชิงบวกให้เหตุผลว่า &#8220;การชุมนุมคือบททดสอบว่าอำนาจเคารพประชาชนแค่ไหน ฟังแล้วแก้ = มองประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ ปิดหูปิดตา = มองประชาชนเป็นภาระ&#8221; อีกทั้งยังมองว่า &#8220;เป็นช่องทางให้ประชาชนที่เสียงไม่ดัง ได้ถูกรับฟัง&#8221; บางคนตอบว่า &#8220;ถ้าประเทศดีอยู่แล้ว คงไม่มีใครอยากออกมาเดินตากแดดเรียกร้อง&#8221;</p>



<p>ในขณะที่กลุ่มซึ่งเห็นด้วยแบบมีเงื่อนไข มองว่า &#8220;ชุมนุมได้ เป็นเรื่องปกติของประชาธิปไตย ขอแค่ไม่รุนแรงและไม่ทำลายข้าวของ&#8221; และ &#8220;ต้องไม่ไปละเมิดสิทธิการใช้ชีวิตของคนอื่น&#8221; ส่วนมุมมองของกลุ่มที่รู้สึกเฉยๆ หรือไม่เห็นด้วย ส่วนหนึ่งสะท้อนความจริงของชีวิตนักเรียนว่า &#8220;ลำพังเรียนก็ยุ่งพอแล้ว ไม่อยากมีเรื่องปวดหัวเพิ่ม&#8221; หรือมองว่าทำไปก็ &#8220;ไร้สาระ ทำไปก็ไม่ได้อะไร เพราะผู้ใหญ่บางคนก็ไม่ฟังอยู่ดี&#8221; รวมถึงเหตุผลที่ได้ยินมาเสมออย่าง &#8220;ทำให้รถติด กลับบ้านช้า&#8221; ส่วนกลุ่มที่ตอบว่าเฉยๆ ส่วนหนึ่งมองเรื่องนี้ด้วยความชินชาว่า &#8220;เฉยๆ ชินแล้ว เห็นจนเป็นเรื่องปกติของประเทศไทย&#8221;&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-9-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-6434" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-9-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-9-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-9-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-9-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-9-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-9-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">เด็กไทยไม่เชื่อมั่นในองค์กรอิสระอย่าง กกต. มากที่สุด</h3>



<p>เมื่อสำรวจความเชื่อมั่นที่มีต่อองค์กรอิสระ พบว่าเด็กไทยให้ความไว้วางใจในสถาบันตุลาการหรือศาล มากกว่าองค์กรที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบ โดยสามารถแบ่งกลุ่มตามระดับความเชื่อมั่นได้ดังนี้</p>



<p>กลุ่มที่ได้รับความเชื่อมั่นเกินครึ่ง องค์กรที่นักเรียนให้ความเชื่อมั่นมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ศาลปกครอง มีผู้ให้ความเชื่อมั่นสูงสุด จำนวน 320 คน คิดเป็น 62.14% ในขณะที่มีผู้ไม่เชื่อมั่นจำนวน 126 คน คิดเป็น 24.47%</li>



<li>ศาลรัฐธรรมนูญ ได้รับความเชื่อมั่นรองลงมา จำนวน 295 คน คิดเป็น 57.28% และมีผู้ไม่เชื่อมั่นจำนวน 151 คน คิดเป็น 29.32%</li>



<li>คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ กสม. มีผู้เชื่อมั่นจำนวน 270 คน คิดเป็น 52.43% และไม่เชื่อมั่นจำนวน 143 คน คิดเป็น 27.77%</li>
</ul>



<p>กลุ่มที่มีสัดส่วนผู้ไม่เชื่อมั่นสูงกว่าผู้เชื่อมั่น ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เป็นองค์กรที่นักเรียนไม่เชื่อมั่นมากที่สุด จำนวน 252 คน คิดเป็น 48.93% ซึ่งสูงกว่าผู้ที่เชื่อมั่นที่มีเพียงจำนวน 155 คน คิดเป็น 30.10%</li>



<li>สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. มีผู้ไม่เชื่อมั่นจำนวน 239 คน คิดเป็น 46.41% สูงกว่าผู้ที่เชื่อมั่นที่มีจำนวน 182 คน คิดเป็น 35.34%</li>



<li>สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ สำนักงาน ปปง. มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันมาก แต่ฝ่ายไม่เชื่อมั่นมีจำนวนมากกว่าเล็กน้อย คือจำนวน 208 คน คิดเป็น 40.39% ส่วนผู้ที่เชื่อมั่นมีจำนวน 201 คน คิดเป็น 39.03%</li>
</ul>



<p>กลุ่มที่มีความเชื่อมั่นอยู่ในระดับปานกลาง เป็นกลุ่มที่คะแนนความเชื่อมั่นนำหน้าความไม่เชื่อมั่น แต่ยังไม่ถึงระดับเกินครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีผู้เชื่อมั่นจำนวน 256 คน คิดเป็น 49.71% และไม่เชื่อมั่นจำนวน 168 คน คิดเป็น 32.62%</li>



<li>คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. มีผู้เชื่อมั่นจำนวน 239 คน คิดเป็น 46.41% และไม่เชื่อมั่นจำนวน 188 คน คิดเป็น 36.50%</li>
</ul>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-10-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-6436" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-10-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-10-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-10-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-10-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-10-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-10-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">เตรียมพร้อมเลือกตั้ง 69 แต่เรื่องเซอร์ไพรส์คือเด็กไทยส่วนใหญ่ &#8220;ไม่เห็นด้วย&#8221; ให้ลดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งเหลือ 16 ปี</h3>



<p>เมื่อสอบถามว่า ได้ยินข่าวหรือไม่ว่า ปี 2569 อาจจะมีการเลือกตั้งทั่วไป (แบบสอบถามนี้ปล่อยวันที่ 4 ธ.ค. 68 ก่อนที่จะมีการประกาศยุบสภาในวันที่ 12 ธ.ค. 68) พบว่านักเรียนที่ตอบแบบสอบถามเกินครึ่งทราบเรื่องนี้แล้ว จำนวน 272 คน คิดเป็น 52.82% ส่วนกลุ่มที่ไม่ทราบข่าวมีจำนวน 243 คน คิดเป็น 47.18%</p>



<p>และเมื่อถามว่า หากมีสิทธิเลือกตั้ง ปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองคืออะไร โดยให้เลือกตอบเพียง 1 ข้อ มีคำตอบว่า ดูจากนโยบายที่ชอบ มากที่สุด จำนวน 223 คน คิดเป็น 43.30% รองลงมาคือดูจากผลงานในอดีต จำนวน 111 คน คิดเป็น 21.55% และเลือกจากพรรคที่ชอบ จำนวน 78 คน คิดเป็น 15.15% เช่นเดียวกับการเลือก สส. ที่นโยบายยังคงเป็นปัจจัยหลัก จำนวน 200 คน คิดเป็น 38.83% ตามด้วยผลงานในอดีต จำนวน 140 คน คิดเป็น 27.18%</p>



<p>เมื่อถามว่า จะชวนให้คนรอบตัวเลือกพรรค/นักการเมืองเหมือนกับตนเองแค่ไหน พบว่านักเรียนส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่ชักชวนให้คนอื่นเลือกเหมือนตนเอง จำนวน 229 คน คิดเป็น 44.47% รองลงมาคือกลุ่มที่อาจจะชวนบ้างถ้ามีคนถามหรือเปิดประเด็นขึ้นมา จำนวน 226 คน คิดเป็น 43.88% และมีเพียงกลุ่มเล็กๆ ที่จะพยายามชักชวนให้ได้มากที่สุด จำนวน 60 คน คิดเป็น 11.65%</p>



<p>สำหรับประเด็นเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียง หากมีคนมาแจกเงิน นักเรียนส่วนใหญ่ยืนยันว่าจะไม่รับเงินและไม่เลือกผู้สมัครรายนั้น จำนวน 218 คน คิดเป็น 42.33% รองลงมาคือกลุ่มที่จะรับเงินไว้แต่ไม่เลือก จำนวน 184 คน คิดเป็น 35.73% ส่วนกลุ่มที่จะแจ้ง กกต. มีจำนวน 86 คน คิดเป็น 16.70% และกลุ่มที่ยอมรับเงินและจะเลือกให้ด้วย มีจำนวน 27 คน คิดเป็น 5.24%</p>



<h4 class="wp-block-heading">เห็นด้วยหรือไม่ ถ้าปรับอายุเลือกตั้งเป็น 16 ปี?</h4>



<ul class="wp-block-list">
<li>ไม่เห็นด้วย (56.50%)&nbsp;</li>



<li>เห็นด้วย (43.50%)</li>
</ul>



<p>ประเด็นที่น่าสนใจ คือความคิดเห็นต่อข้อเสนอการปรับลดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งจาก 18 ปี เป็น 16 ปี ซึ่งพบว่านักเรียนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ โดยมีผู้ไม่เห็นด้วยจำนวน 291 คน คิดเป็น 56.50% ในขณะที่ผู้ที่เห็นด้วยมีจำนวน 224 คน คิดเป็น 43.50%</p>



<p>เมื่อดูช่วงอายุ กลุ่มอายุ 15 ปี ซึ่งจะเป็นผู้ได้รับสิทธิโดยตรงหากมีการปรับกฎหมาย กลับเป็นกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยสูงที่สุด คือประมาณ 64% รองลงมาคืออายุ 16 ปีที่ไม่เห็นด้วย 60%&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ในกลุ่มที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งตามกฎหมายปัจจุบันแล้ว พบแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าสนใจ โดยในกลุ่มอายุ 18 ปี เสียงส่วนใหญ่ยังคงไม่เห็นด้วยจำนวน 58 คน ต่อเห็นด้วย 44 คน แต่เมื่อขยับขึ้นไปที่กลุ่มอายุ 19 ปีและ 20 ปี กลับพบจุดเปลี่ยนสำคัญคือเสียงส่วนใหญ่พลิกกลับมาเป็นเห็นด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 20 ปี ที่มีผู้เห็นด้วยสูงถึง 15 คน ในขณะที่ผู้ไม่เห็นด้วยมีเพียง 6 คน หรือคิดเป็นสัดส่วนเกิน 70% ที่สนับสนุนแนวคิดนี้ ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่ายิ่งอายุมากขึ้น ความเชื่อมั่นว่าเด็กอายุ 16 ปีควรมีสิทธิเลือกตั้งกลับมีแนวโน้มสูงขึ้น&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-11-1-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-6441" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-11-1-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-11-1-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-11-1-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-11-1-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-11-1-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-11-1-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">ปัญหาเร่งด่วน: ปัญหาชายแดนมาแรงแซงเศรษฐกิจ&nbsp;</h3>



<h4 class="wp-block-heading">Top 5 ปัญหาที่อยากให้แก้ด่วนที่สุด</h4>



<ol class="wp-block-list">
<li>ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา (14.56%)</li>



<li>เศรษฐกิจ (13.66%)</li>



<li>คุณภาพการศึกษา (12.88%)</li>



<li>ยาเสพติด (12.75%)</li>



<li>คอร์รัปชัน (11.33%)</li>
</ol>



<p>เมื่อถามถึงปัญหาเร่งด่วนที่สุดที่อยากให้นักการเมืองแก้ไขที่สุด 3 อันดับแรก มีประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมาก คือปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา ที่พุ่งขึ้นมาเป็นอันดับ 1 จำนวน 225 คน คิดเป็น 14.56% ซึ่งอาจเป็นผลมาจากกระแสข่าวในช่วงที่มีการสำรวจ รองลงมาคือปัญหาเศรษฐกิจ จำนวน 211 คน คิดเป็น 13.66% ตามด้วยคุณภาพการศึกษา จำนวน 199 คน คิดเป็น 12.88% ปัญหายาเสพติด จำนวน 197 คน คิดเป็น 12.75% และปัญหาคอร์รัปชัน จำนวน 175 คน คิดเป็น 11.33%</p>



<p>ในส่วนของความนิยมต่อพรรคการเมือง พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ยังไม่มีพรรคที่ชอบเป็นพิเศษ จำนวน 378 คน คิดเป็น 73.40% ส่วนกลุ่มที่มีพรรคในใจแล้วมีจำนวน 137 คน คิดเป็น 26.60%</p>



<p>สำหรับพรรคการเมืองในฝัน ซึ่งเป็นคำถามปลายเปิด เมื่อนำมาจัดหมวดพบว่า นักเรียนให้ความสำคัญกับเรื่องการทำได้จริงตามนโยบายมากที่สุด จำนวน 97 คน คิดเป็น 18.83% รองลงมาคือการมีคุณธรรม โปร่งใส และไม่โกง จำนวน 82 คน คิดเป็น 15.92% ซึ่งเท่ากันกับพรรคที่เข้าใจและรับฟังประชาชน&nbsp;</p>



<p>อาทิ &#8220;หาเสียงเป็นยังไง ได้เป็นก็ต้องเป็นอย่างงั้น&#8221; &#8220;พูดจริงทำจริง ไม่ขายฝัน&#8221; &#8220;ไม่เทา ซื่อสัตย์ ตรวจสอบได้&#8221; และ &#8220;ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว&#8221;</p>



<p>ส่วนนายกรัฐมนตรีในฝัน ซึ่งเป็นคำถามปลายเปิด เมื่อนำมาจัดหมวดพบว่า คุณสมบัติที่มาเป็นอันดับหนึ่งคือการรับฟังและเข้าใจประชาชน จำนวน 198 คน คิดเป็น 38.45% รองลงมาคือการมีคุณธรรม โปร่งใส และไม่โกง จำนวน 103 คน คิดเป็น 20.00% ตามด้วยการมีภาวะผู้นำ เด็ดขาด และรอบคอบ จำนวน 99 คน คิดเป็น 19.22%</p>



<p>นักเรียนอยากได้นายกฯ ที่ &#8220;ฟังเสียงประชาชนจริงๆ ไม่ใช่แค่ตอนหาเสียง&#8221; &#8220;ประชาชนเดือดร้อน ต้องมาให้ไว&#8221; และต้องมีความเป็นผู้นำ &#8220;กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ&#8221; พร้อมทั้งย้ำเรื่องความซื่อสัตย์ว่า &#8220;ไม่โกงกินบ้านเมือง&#8221; และ &#8220;เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าพวกพ้อง&#8221;</p>



<p>นอกจากคุณสมบัติต่างๆ แล้ว ยังมีนักเรียนบางส่วน (3.50%) ที่ระบุชื่อบุคคลที่เป็นนายกฯ ในฝันมาโดยตรง ซึ่งสะท้อนความชื่นชอบในตัวบุคคลที่หลากหลาย เช่น &#8220;แบบพิธา ลิ้มเจริญรัตน์&#8221; หรือ &#8220;เท้ง&#8221; (ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ) &#8220;ปิยบุตร แสงกนกุล&#8221; &#8220;แบบลุงตู่&#8221; หรือ &#8220;เเบบนายประยุทธ&#8221; &#8220;แบบโดนอล ทรัมป์&#8221;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-12-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-6438" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-12-819x1024.jpg 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-12-240x300.jpg 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-12-768x960.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-12-1229x1536.jpg 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-12-1638x2048.jpg 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/01/Thai-children-12-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">เก้าอี้รัฐมนตรีในฝัน</h3>



<h4 class="wp-block-heading">Top 5 กระทรวงยอดฮิต</h4>



<ol class="wp-block-list">
<li>กระทรวงศึกษาธิการ (16.50%)</li>



<li>กระทรวงยุติธรรม (12.82%)</li>



<li>กระทรวงการต่างประเทศ (9.13%)</li>



<li>กระทรวง พม. (8.35%)</li>



<li>กระทรวงสาธารณสุข (8.35%)</li>
</ol>



<p>เมื่อสมมติสถานการณ์ว่าหากมีโอกาสได้เข้าไปบริหารประเทศ กระทรวงที่นักเรียนอยากเข้าไปทำงานมากที่สุดคือกระทรวงใด นักเรียนที่ตอบแบบสอบถามเลือกกระทรวงศึกษาธิการมากที่สุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องใกล้ตัวที่สุด โดยมีจำนวน 85 คน คิดเป็น 16.50% รองลงมาคือกระทรวงยุติธรรม จำนวน 66 คน คิดเป็น 12.82% ตามด้วยกระทรวงการต่างประเทศ จำนวน 47 คน คิดเป็น 9.13% ส่วนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงสาธารณสุข มีผู้เลือกเท่ากันที่จำนวน 43 คน คิดเป็น 8.35%</p>



<p>สำหรับกระทรวงที่ไม่ค่อยได้รับความนิยม 5 อันดับรั้งท้าย ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม (0.78%) กระทรวงพลังงาน (1.55%) กระทรวงคมนาคม (1.94%) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (1.94%) และกระทรวงพาณิชย์ (2.14%)</p>



<p>สำหรับมุมมองที่มีต่ออนาคตของประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง นักเรียนส่วนใหญ่ยังคงมีความหวัง โดยเชื่อว่าประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น จำนวน 287 คน คิดเป็น 55.73% ในขณะที่กลุ่มที่มองว่าทุกอย่างจะยังคงเหมือนเดิมและไม่มีการเปลี่ยนแปลง มีจำนวน 189 คน คิดเป็น 36.70% ส่วนกลุ่มที่มองโลกในแง่ร้ายว่าสถานการณ์จะแย่ลง มีจำนวน 39 คน คิดเป็น 7.57%</p>



<p>ดูข้อมูลได้ที่ :&nbsp;<a href="https://rocketmedialab.co/database-student-q1-2026">https://rocketmedialab.co/database-student-q1-2026</a></p>



<p></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/student-q1-2026/">ความเห็นเด็กไทยต่อการเมืองและการเลือกตั้ง : ติดตามข่าวผ่าน TikTok ไม่เชื่อมั่นใน กกต. มากที่สุด และยังไม่มีพรรคการเมืองที่ชอบเป็นพิเศษ</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สำรวจกลไกดูแลสุขภาพจิตเด็กไทย บุคลากรเพียงพอไหมในการรับมือ</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/mental-health-personnel/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 10 Oct 2024 04:24:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[future]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[rocketmedialabxp2h]]></category>
		<category><![CDATA[ครูแนะแนว]]></category>
		<category><![CDATA[นักจิตวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[บุคลากรด้านสุขภาพจิต]]></category>
		<category><![CDATA[สาธารณสุข]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพจิต]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=4693</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3611;&#3633;&#3597;&#3627;&#3634;&#3626;&#3640;&#3586 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/mental-health-personnel/">สำรวจกลไกดูแลสุขภาพจิตเด็กไทย บุคลากรเพียงพอไหมในการรับมือ</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<ul class="wp-block-list">
<li>เมื่อมีปัญหาสุขภาพจิต ผู้ที่ให้ความช่วยเหลือนักเรียนได้อาจเป็นครูแนะแนว ตลอดจนนักจิตวิทยาประจำเขตพื้นที่การศึกษา ไปจนถึงจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น/นักจิตวิทยา แต่จากข้อมูลดูเหมือนจะไม่เพียงพอ</li>



<li>นักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 63 คน ดูแลโรงเรียนในสังกัด 2,360 โรงเรียน โดยมีนักเรียน 2,674,447 คน เฉลี่ยแล้วมีนักจิตวิทยาโรงเรียนมากสุดเพียง 1 คนต่อ 1 จังหวัด&nbsp;</li>



<li>ประเทศไทยมีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเพียง 240 คน โดยกว่าร้อยละ 39 ของจิตแพทย์เหล่านี้ประจำอยู่ในกรุงเทพมหานคร ทำให้ในจังหวัดอื่นๆ มีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเฉลี่ยเพียง 1-2 คนต่อจังหวัด และใน 25 จังหวัดไม่มีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเลย</li>



<li>ส่วนนักจิตวิทยามีเพียง 815 คนทั่วประเทศ โดยร้อยละ 24 กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานคร ในขณะที่จังหวัดอื่นๆ มีนักจิตวิทยาเฉลี่ยเพียงจังหวัดละ 8 คน และมีถึง 4 จังหวัดที่ไม่มีนักจิตวิทยาในจังหวัด ได้แก่ แพร่, สมุทรสงคราม, หนองบัวลำภู และอ่างทอง</li>
</ul>



<p>ปัญหาสุขภาพจิตในเด็กและเยาวชนไทยกำลังทวีความรุนแรงขึ้น โดยมีปัจจัยหลากหลายที่ส่งผลกระทบ เช่น ความกดดันจากการเรียน การเปลี่ยนแปลงทางสังคม ความขัดแย้งในครอบครัว รวมถึงการเผชิญกับสื่อและเทคโนโลยีที่เพิ่มความเครียดและความวิตกกังวล แต่เมื่อเด็กและเยาวชนเหล่านี้พบกับปัญหาทางจิตใจ คำถามที่ตามมาคือ พวกเขาจะหันไปพึ่งพาใครได้? ระบบที่เป็นอยู่และทรัพยากรสาธารณสุขที่มีอยู่นั้นเพียงพอหรือไม่?</p>



<p>เนื่องในโอกาสวันสุขภาพจิตโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 10 ตุลาคม ของทุกปี Rocket Media Lab ชวนสำรวจสถานการณ์สุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนไทยในสถานศึกษา การเข้าถึงทรัพยากรด้านสาธารณสุขสำหรับเด็กและเยาวชน รวมถึงความพร้อมของบุคลากรทางการแพทย์ และความเพียงพอของระบบที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อทำความเข้าใจว่าการช่วยเหลือและสนับสนุนที่มีอยู่สามารถตอบสนองความต้องการของเยาวชนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด</p>



<h3 class="wp-block-heading">เด็กเกิดปัญหา พึ่งพาใครได้บ้าง?</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/สุขภาพจิต-1-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4696" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/สุขภาพจิต-1-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/สุขภาพจิต-1-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/สุขภาพจิต-1-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/สุขภาพจิต-1-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/สุขภาพจิต-1-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/สุขภาพจิต-1-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/สุขภาพจิต-1-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/สุขภาพจิต-1.png 2000w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p><a href="https://catalog.dmh.go.th/uk/dataset/dashboard-mentalhealth/resource/06b5d21a-701f-4eb8-967b-2d3265d432cb">จากข้อมูลการประเมินสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น</a> อายุไม่เกิน 18 ปี ของกรมสุขภาพจิตในปี 2566 พบว่าเด็กและเยาวชนร้อยละ 19.68 มีความเสี่ยงฆ่าตัวตาย และอีกร้อยละ 11.69 เสี่ยงซึมเศร้า ไม่เพียงแค่นั้นจาก<a href="https://rocketmedialab.co/student-q4-2024/">การสำรวจข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพจิต ทั้งความเครียด วิตกกังวลในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษา (ม.1-6) และ ปวช. (1-3) จำนวน 3,516 คน</a> ของ Rocket Media Lab ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ ยังพบว่า เด็กในวัยเรียนที่มีความเครียดวิตกกังวลเกินครึ่งอยากได้การสนับสนุน หรือความช่วยเหลือเพื่อช่วยจัดการกับความเครียดตั้งแต่ครูแนะแนวที่สามารถให้คำปรึกษาได้ทุกเรื่อง, นักจิตวิทยาประจำโรงเรียน, ช่องทางให้คำปรึกษาในรูปแบบออนไลน์จากผู้เชี่ยวชาญ, การเข้าถึงนักจิตวิทยาในสถานพยาบาลได้โดยง่าย ไปจนถึงสายด่วนให้คำปรึกษา 24 ชั่วโมง</p>



<p>ตัวเลขและข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าเด็กและเยาวชนจำนวนมากมีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาทางจิตใจ แต่การแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพจิตในระบบการศึกษายังเผชิญอุปสรรคใหญ่คือการขาดแคลนบุคลากรทางจิตวิทยาที่สามารถให้การช่วยเหลือและดูแลนักเรียนอย่างทั่วถึงและครอบคลุม</p>



<h3 class="wp-block-heading">ครูประจำชั้น/ครูแนะแนว ที่พึ่งแรกของวัยเรียน</h3>



<p>ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ จะมีการบรรจุตำแหน่งนักจิตวิทยาประจำโรงเรียนไว้เพื่อดูแลนักเรียนอย่างเป็นระบบ แต่ในประเทศไทย โรงเรียนส่วนใหญ่ยังไม่มีตำแหน่งนักจิตวิทยาประจำโรงเรียน หรือมีไม่พอที่จะดูแลนักเรียนอย่างทั่วถึง ส่งผลให้ด่านแรกในการประเมินและให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตของนักเรียนจึงตกอยู่ที่ครูประจำชั้นหรือครูแนะแนว</p>



<p>ข้อมูลสถิติทางการศึกษา ปี 2566 จากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ระบุว่า เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) มีนักเรียนในสังกัดจำนวน 2,939,295 คน ใน 26,702 โรงเรียน และเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) มีนักเรียนในสังกัด 2,674,447 คน ใน 2,360 โรงเรียน รวมจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 5,613,742 คน ใน 29,062 โรงเรียน&nbsp;</p>



<p>กัญญาภัทร์ สุทธิวรรค ครูแนะแนวโรงเรียนกันทรลักษ์วิทยา จังหวัดศรีสะเกษ ให้สัมภาษณ์ถึงกระบวนการทำงานว่า ปัจจุบันดูแลนักเรียนชั้น ม.5 เนื่องจากอยู่ในโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่พิเศษ แต่ละระดับชั้นก็จะมีครูแนะแนว 1 คน หากเป็นก่อนหน้านี้ ที่อยู่ในโรงเรียนขนาดเล็กที่จ.สุรินทร์ ครูแนะแนว 1 คนก็จะดูแลทุกระดับชั้น</p>



<p>จากข้อมูลนี้ Rocket Media Lab ลองตั้งสมมติฐานให้โรงเรียนที่สังกัด สพฐ. แต่ละโรงเรียนมีครูแนะแนวที่สามารถให้คำปรึกษาได้อย่างน้อย 1 คน ต่อ 1 โรงเรียน โรงเรียนในเขตพื้นที่ สพป. จะมีครูแนะแนวประมาณ 26,702 คนที่คอยดูแลนักเรียน เทียบสัดส่วนเป็นครู 1 คน ต้องรับผิดชอบดูแลนักเรียนประมาณ 100 คน ในขณะที่โรงเรียนเขตพื้นที่ สพม. จะมีครูแนะแนวประมาณ 2,360 คน โดยครู 1 คน ต้องดูแลนักเรียนไม่ต่ำกว่า 1,000 คน ทั้งนี้ในเอกสาร<a href="http://www.thaiguidance.net/download/std_guide/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7.pdf">มาตรฐานการแนะแนว </a>โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กำหนดอัตราส่วนจำนวนครูแนะแนวต่อผู้เรียน ไว้ที่ 1 : 500</p>



<p>โดยปรกติแล้ว หากนักเรียนมีปัญหาสุขภาพจิตมักจะปรึกษาครูประจำชั้นหรือครูแนะแนว โดยหากครูแนะแนวพิจารณาแล้วพบว่านักเรียนคนดังกล่าวต้องการความช่วยเหลือ ก็จะสามารถทำได้ทั้งส่งต่อไปยังนักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อประเมินและส่งต่อไปยังบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่รักษาเยียวยาโดยตรง หรือครูแนะแนวเองก็สามารถส่งต่อนักเรียนตรงไปยังบุคลากรการแพทย์ได้เลยในกรณีที่มีความร้ายแรงและเร่งด่วน หรือหากกระบวนการส่งต่อไปยังนักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตพื้นที่การศึกษาอาจจะทำให้ล่าช้าจนเกินไป&nbsp;</p>



<p>สำหรับกระบวนการดูแลนักเรียน กัญญาภัทร์เล่าว่า จะมีครูที่ปรึกษาคัดกรองก่อน จากนั้นจะส่งมาที่ครูแนะแนว พอครูแนะแนวพูดคุยข้อมูลเบื้องต้น หากคุยแล้ว ไม่มีปัญหาหนัก ก็สามารถพูดคุยในโรงเรียนได้ แต่หากเห็นว่าต้องพบนักจิตวิทยา ก็จะส่งต่อให้โรงพยาบาล เนื่องจากทุกวันนี้โรงพยาบาลและโรงเรียนมีส่วนร่วมกันในเรื่องการดูแลสุขภาพจิตนักเรียน นอกจากนี้ยังมีบริบทของพื้นที่ คือ โรงเรียนกับโรงพยาบาลห่างกันเพียง 1 กม. ขณะที่โรงเรียนกับเขตการศึกษา ห่างกัน 100 กม. ทำให้การส่งไปที่โรงพยาบาลเลยทันสถานการณ์กว่า เพราะเคสที่ต้องส่งไปที่นักจิตวิทยาในโรงพยาบาล จะเป็นเคสหนัก เช่น เริ่มมีการกรีดข้อมือ หรือกินยาเกินขนาด&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">นักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตพื้นที่การศึกษา คือใคร? ทำอะไร?</h3>



<p>นักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตการศึกษา มีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพจิตของนักเรียนในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ โดยทำงานร่วมกับครูแนะแนวหรือครูในพื้นที่ในเขตการศึกษา เพื่ออบรมและให้ความรู้ในกระบวนการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตแก่ครู และเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการดูแลสุขภาพจิตของนักเรียนในชั้นเรียน หน้าที่ของนักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตพื้นที่การศึกษา ยังรวมถึงการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตของเด็กนักเรียน เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์และหาวิธีการช่วยเหลือที่เหมาะสม นอกจากนี้ นักจิตวิทยายังมีหน้าที่ให้คำปรึกษาและดูแลเด็กนักเรียนที่ประสบปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งอาจได้รับการส่งต่อจากครูในโรงเรียน เมื่อพบว่านักเรียนต้องการความช่วยเหลือเชิงลึก นักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตพื้นที่การศึกษาจะทำงานร่วมกับครูและบุคลากรอื่นๆ เพื่อให้การช่วยเหลือนักเรียนอย่างเหมาะสม และหากมีกรณีที่เด็กต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์ นักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตพื้นที่การศึกษาจะส่งต่อนักเรียนไปยังบุคลากรทางการแพทย์เพื่อรับการดูแลรักษาต่อไป&nbsp;</p>



<p>ปัจจุบันประเทศไทย มีการแบ่งเขตการศึกษาออกเป็น&nbsp; 2 ระดับ คือ เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) 183 เขต และเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 62 เขต โดยมีนักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตพื้นที่ สพป. 183 คน ดูแลโรงเรียนในสังกัด 26,702 โรงเรียน โดยมีนักเรียน 2,939,295 คน และนักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตพื้นที่สพม. 63 คน ดูแลโรงเรียนในสังกัด 2,360 โรงเรียน โดยมีนักเรียน 2,674,447 คน จากข้อมูลจะพบว่า นักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 63 คน กระจายอยู่ใน 62 เขต เฉลี่ยแล้วมีนักจิตวิทยาโรงเรียนเพียง 1 คนต่อ 1 สพม. ขณะที่มีถึง 14 สพม.ที่มีพื้นที่รับผิดชอบโรงเรียนรวม 2 จังหวัด คือ สพม.จันทบุรี ตราด, สพม.ชลบุรี ระยอง, สพม.ตรัง กระบี่, สพม.ปราจีนบุรี นครนายก, สพม.พิษณุโลก อุตรดิตถ์, สพม.ลำปาง ลำพูน, สพม.เลย หนองบัวลำภู, สพม.ศรีสะเกษ ยโสธร, สพม.สงขลา สตูล, สพม.สมุทรสาคร สมุทรสงคราม, สพม.สิงห์บุรี อ่างทอง, สพม.สุราษฎร์ธานี ชุมพร, สพม.อุทัยธานี ชัยนาท และสพม.อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ซึ่งมีโรงเรียนในสังกัดรวม 682 โรงเรียน ในจำนวนนี้มีเพียง สพม.สิงห์บุรี อ่างทอง เท่านั้นที่มีนักจิตวิทยาโรงเรียนประจำอยู่ 2 คน นอกจากนั้นมีเพียง สพม. ละ 1 คนเท่านั้น และอีก 1 สพม. ที่ต้องดูแลครอบคลุมโรงเรียนถึง 3 จังหวัด ได้แก่ สพม.พังงา ภูเก็ต ระนอง ซึ่งมีโรงเรียนในสังกัดรวม 27 โรงเรียน แต่นักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตเพียงคนเดียว</p>



<p>จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า นักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตพื้นที่การศึกษาซึ่งเป็นอีกหนึ่งบุคลากรที่ดูแลรับผิดชอบปัญหาสุขภาพจิตของเด็กนักเรียนโดยตรง ก็ยังมีไม่เพียงพอและต้องรับผิดชอบทั้งโรงเรียนและเด็กนักเรียนจำนวนมากอีกด้วย</p>



<p>ธัญญรัศม์ ฤาชา นักจิตวิทยาประจำสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม ให้สัมภาษณ์ถึงขอบเขตการทำงานว่า สำหรับเขตพื้นที่ที่ตนประจำอยู่ สมุทรสงครามมี 9 โรงเรียน สมุทรสาครมี 11 โรงเรียน โดยส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีโรงเรียนขนาดกลาง ขนาดใหญ่ และใหญ่พิเศษ ไม่กี่แห่ง รวมแล้วมีนักเรียน 2 หมื่นกว่าคน</p>



<p>สำหรับกระบวนการทำงานร่วมกับโรงเรียน อันดับแรก เมื่อโรงเรียนคัดกรองนักเรียนรายบุคคลและเยี่ยมบ้านแล้ว จะแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มปกติ เช่น มองว่า มีความเสี่ยงเกี่ยวกับยาเสพติด หรือกรณีอยู่กับครอบครัวที่ไม่ใช่ครอบครัวตัวเอง อาจมีความเสี่ยงเรื่องการทำร้ายร่างกาย การล่วงละเมิดทางเพศ ปัญหาสุขภาพจิต ก็จะจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาและหาแนวทางป้องกันและแก้ปัญหา ถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ก็จะมีการส่งต่อภายในให้ครูแนะแนว ครูฝ่ายปกครองและครูที่เกี่ยวข้องในโรงเรียน&nbsp;</p>



<p>“ถ้ายังไม่ดีขึ้น อาจส่งมาที่เขต หรือส่งต่อสาธารณสุข โรงพยาบาล ไม่จำเป็นต้องส่งเขต ถ้ามีปัญหาเร่งด่วนเกี่ยวกับสุขภาพจิตที่นักเรียนต้องได้รับการดูแลจากนักจิตคลินิกหรือจิตแพทย์ ก็สามารถส่งต่อได้เลย หรือกรณีเด็กถูกทำร้าย สามารถส่งบ้านพักเด็กได้ จะยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์ แต่ก็จะมีการแจ้งมาที่เขตเพื่อให้เขตรับทราบเบื้องต้น”&nbsp;</p>



<p>นอกจากประจำการที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม ซึ่งตั้งอยู่ในจ.สมุทรสาครแล้ว ธัญญรัศม์ก็จะไปนั่งประจำที่ศูนย์แนวแนวที่จ.สมุทรสงครามด้วย โดยทุกเขตจะมีศูนย์แนะแนวประจำจังหวัด โดยจะเลือกมา 1 โรงเรียนเป็นโรงเรียนที่ตั้งของศูนย์แนะแนว จะดูแลงานแนะแนว งานสุขภาพจิตทั้งหมด โดยจะดูแลโรงเรียนเครือข่ายอื่นๆ ด้วย จ.สมุทรสงคราม จะมีโรงเรียนมัธยม 9 แห่งโดยมีโรงเรียนศรัทธาสมุทร เป็นศูนย์แนะแนวประจำจังหวัด&nbsp;</p>



<p>สำหรับการทำความรู้จักกับนักเรียนและคุณครู ทำผ่านกิจกรรมประชุมระดับชั้นในโรงเรียน จะมีการบรรยาย เช่น เรื่องการจัดการความเครียด มีกิจกรรมให้ลองทำตาม เช่น สูดลมหายใจเข้าลึกๆ นักเรียนก็จะขอช่องทางติดต่อ ซึ่งเธอก็ยินดีให้ช่องทางติดต่อไว้ รวมถึงบอกนักเรียนว่า ถ้าอยากติดต่อ สามารถมาลงชื่อไว้กับคุณครูได้เลย หรือติดต่อโดยตรงก็ได้ นอกจากนี้ เวลาไปประชุมนิเทศก่อนเปิดภาคเรียน ก็จะบอกคุณครูว่ายินดีลงมาช่วยที่โรงเรียน คุณครูก็จะรู้จักนักจิตวิทยาจากตรงนั้น แล้วไปประชาสัมพันธ์กับนักเรียนต่อว่ามีนักจิตวิทยาของเขต</p>



<p>“workload สำหรับนักจิตวิทยา 1 คน ค่อนข้างหนัก เราก็ไม่อยากโกหกว่าเราดูแลนักเรียนได้ทั่วถึง 2 หมื่นคน มัน load อยู่แล้ว ของเรายังดีหน่อย ที่มีครูแนะแนวที่ช่วยคัดกรองเบื้องต้น ถ้ามีเคสที่เขาดูแลได้ เขาก็จะแก้ปัญหาเอง เท่าที่พบยังเจอเคสที่ยังสามารถดูได้อยู่”&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">ไม่ใช่แค่ครูหรือนักจิตวิทยาประจำเขตการศึกษาที่ขาดแคลน บุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องดูแลสุขภาพจิตเด็กและเยาวชนก็มีไม่เพียงพอ&nbsp;</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="719" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/สุขภาพจิต-2-719x1024.png" alt="" class="wp-image-4697" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/สุขภาพจิต-2-719x1024.png 719w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/สุขภาพจิต-2-211x300.png 211w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/สุขภาพจิต-2-768x1094.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/สุขภาพจิต-2-1078x1536.png 1078w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/สุขภาพจิต-2-1438x2048.png 1438w" sizes="(max-width: 719px) 100vw, 719px" /></figure>
</div>


<p>นอกจากความท้าทายในระบบการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการขาดแคลนบุคลากรแล้ว ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้านสาธารณสุขในภาพรวมก็เป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการดูแลสุขภาพจิตเด็กในประเทศไทย ซึ่งหากพิจารณาถึงจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่มีความเชี่ยวชาญในด้านสุขภาพจิตของเด็กโดยตรงยังพบว่า จากข้อมูลของสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2567 ระบุว่าประเทศไทยมีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเพียง 240 คน โดยกว่าร้อยละ 39 ของจิตแพทย์เหล่านี้ประจำอยู่ในกรุงเทพมหานคร ทำให้ในจังหวัดอื่นๆ มีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเฉลี่ยเพียง 1-2 คนต่อจังหวัด และใน 25 จังหวัดไม่มีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเลย</p>



<p>ขณะที่นักจิตวิทยาประจำโรงพยาบาล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบุคลากรที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลเด็กที่ประสบปัญหาสุขภาพจิต เนื่องจากนักจิตวิทยามีความเชี่ยวชาญในการประเมินและบำบัดด้านจิตใจ ความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมของเด็กที่ต้องการการฟื้นฟูทางจิตใจ การทำงานของนักจิตวิทยามุ่งเน้นการช่วยให้เด็กสามารถเข้าใจและจัดการกับปัญหาทางจิตใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากรายงานทรัพยากรสาธารณสุข ปีงบประมาณ 2566 ระบุว่าประเทศไทยมีนักจิตวิทยาเพียง 815 คน โดยร้อยละ 24 กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานคร ในขณะที่จังหวัดอื่นๆ มีนักจิตวิทยาเฉลี่ยเพียงจังหวัดละ 8 คน และมีถึง 4 จังหวัดที่ไม่มีนักจิตวิทยาในจังหวัด ได้แก่ แพร่, สมุทรสงคราม, หนองบัวลำภู และอ่างทอง</p>



<p>การขาดแคลนจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นรวมถึงนักจิตวิทยา ส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อเด็กที่มีปัญหาสุขภาพจิต ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เด็กที่มีภาวะซึมเศร้าหรือเสี่ยงฆ่าตัวตาย แต่ยังครอบคลุมถึงเด็กที่มีปัญหาด้านพฤติกรรม การปรับตัว และความวิตกกังวลที่อาจไม่ได้รับการสังเกตเห็นหรือรักษาได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ เด็กเหล่านี้อาจเผชิญกับปัญหาทางอารมณ์และจิตใจที่สะสมและทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันเวลา ในกรณีที่รุนแรง เด็กอาจพัฒนาไปสู่การมีปัญหาสุขภาพจิตเรื้อรังซึ่งอาจต้องใช้การรักษาอย่างยาวนาน&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">กระทรวงศึกษาแก้ปัญหานี้อย่างไร ?&nbsp;</h3>



<p>ปัญหาสุขภาพจิตในเด็กและนักเรียนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง หากปัญหานี้ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ปัญหาที่รุนแรงมากขึ้นในอนาคต เช่น การหลุดจากระบบการศึกษา ปัญหาพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือแม้กระทั่งปัญหาทางอารมณ์ เช่น โรคซึมเศร้า วิตกกังวล และการคิดทำร้ายตัวเอง</p>



<p>สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จึงมีความพยายามที่จะการออกแบบโครงการ หรือนโยบายต่างๆ เพื่อมาป้องกันและให้ความช่วยเหลือนักเรียนที่ประสบปัญหาสุขภาพจิต ตัวอย่างหนึ่งคือ โครงการ YC (Youth Counselor) ที่เริ่มในปี 2551 ซึ่งเป็นกิจกรรมชมรมที่มีการคัดเลือกนักเรียนที่มีทักษะการสื่อสารและให้คำปรึกษา เพื่อเป็นเพื่อนที่คอยให้คำปรึกษากับเพื่อนนักเรียนภายใต้การดูแลของครูแนะแนว</p>



<p>ต่อมาในปี 2562 ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการขณะนั้น <a href="https://www.matichonweekly.com/hot-news/article_217428">ได้กล่าวกับสำนักข่าวมติชน</a> ถึงการเพิ่มจำนวนบุคลากร เช่น นักจิตวิทยาหรือครูแนะแนวที่มีความรู้เรื่องโรคซึมเศร้า ว่าจะไม่มี</p>



<p>การเพิ่มครูเข้ามาอีก เพราะจากที่ดูข้อมูลเบื้องต้น ทราบว่าครูของกระทรวงศึกษาธิการมีเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องเพิ่มครู แต่จะใช้การอบรบรมครูแนะแนว หรือครูประจำชั้น เพื่อเพิ่มความรู้ทักษะในเรื่องโรคซึมเศร้าเข้าไปแทน จากนโยบายดังกล่าว ทำให้ในปี 2563 สพฐ. ประสานความร่วมมือไปยังสมาคมนักจิตวิทยาแนะแนว และสมาคมนักจิตวิทยาคลินิก เพื่ออบรมครูประจำชั้นให้กับสถานศึกษาสังกัด สพฐ. จำนวน 29,871 แห่ง ผ่านโครงการ 1 โรงเรียน 1 นักจิตวิทยา (1 School 1 Psychologist) เพื่อให้ครูประจำชั้นมีความรู้ด้านจิตวิทยาในการดูแลเด็ก โดยมีการจัดอบรมหลักสูตรจิตวิทยาพื้นฐานและการให้คำปรึกษา ใช้เวลาในการฝึกอบรม&nbsp; 3 วัน รวม 32 ชั่วโมง โดย<a href="https://www.facebook.com/obec.pr/posts/pfbid0b2DDGUCFoHn3Nhvex1Lbj3b6TngxMHu3j4sJXQrorfSD5gCECoJN3wB31HM8sXN5l?locale=th_TH">โครงการนี้มีผู้เข้าอบรมทั้งหมด 8 รุ่น รวม 1,800 คน&nbsp;</a></p>



<p>กัญญาภัทร์ ครูแนะแนวโรงเรียนกันทรลักษ์วิทยา จังหวัดศรีสะเกษ ให้ความเห็นเพิ่มถึงนโยบาย 1 โรงเรียน 1 นักจิตวิทยา โดยมองว่ามีส่วนช่วยได้ จากประสบการณ์ที่เคยเข้าอบรม เห็นว่าครูบางคนในโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่ได้เรียนจบเอกแนะแนวโดยตรง ก็ได้เรียนรู้ว่าการให้คำปรึกษาคืออะไร หากมีปัญหา จะทำอย่างไร ส่งออกอย่างไร แล้วก็นำมาบริหารจัดการในโรงเรียน รวมถึงอธิบายให้คุณครูทุกคนได้เข้าใจด้วย</p>



<p>สำหรับปัญหาเรื่องบุคลากร กัญญาภัทร์มองว่า ควรที่จะเพิ่มจำนวนทั้งครูแนะแนวในโรงเรียนและนักจิตวิทยาประจำสำนักงานเขต ปัจจุบัน บางโรงเรียนไม่ได้มีครูแนะแนวที่จบเอกแนะแนวโดยตรงมา เช่น รร.มัธยมขนาดเล็ก อาจเป็นครูที่สอนวิชาอื่น แต่ถ้าเป็นรร.ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง หลายเขตเริ่มเล็งเห็นถึงความสำคัญ เลยบรรจุให้รร.นั้นๆ เช่น รร.กันทรลักษ์วิทยา เป็นรร.ขนาดใหญ่พิเศษ นักเรียน 3,600-3,700 คน มีครูแนะแนว 4 คน ถ้าถามว่าเพียงพอไหม ต้องบอกว่า ไม่เพียงพอ&nbsp;</p>



<p>“ในฐานะครูแนะแนว อยากได้บุคลากรที่จะมาดูแลซัพพอร์ตนักเรียน เราทำงานกับนักเรียนเป็นส่วนใหญ่ ปัญหาของนักเรียนทุกวันนี้เยอะและรุนแรงเพิ่มมากขึ้น เด็กสมัยนี้กับสมัยเราไม่เหมือนกัน อะไรเล็กๆ น้อยๆ เขาก็จะเก็บมาคิด เก็บมาเครียด วิตกกังวล พอคุยกับผู้ปกครอง บางคนก็จะบอกว่า เด็กจะเครียดอะไร เงินก็ไม่ได้หา เราก็ต้องบอกว่าอย่าพูดอย่างนั้นนะคะคุณแม่ ต้องอธิบายว่า เด็กทุกวันนี้แข่งขันสูง แม่ต้องค่อยๆ พูด เราก็ต้องพูดกับผู้ปกครองของเขาด้วย ไม่ใช่ว่าคิดว่าเด็กจะเครียดไม่ได้ จริงๆ แล้วเด็กเครียดตั้งแต่อนุบาลด้วยซ้ำ ยิ่งในโรงเรียนที่แข่งขันสูง ความเครียดก็จะยิ่งเยอะ”&nbsp;</p>



<p>ขณะที่ธัญญรัศม์ นักจิตวิทยาประจำสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงครามเสนอว่าควรสนับสนุนให้ทุกโรงเรียนมีนักจิตวิทยาโรงเรียนที่สามารถเข้าไปดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้ เพราะนักจิตวิทยาจะดูแลงานเกี่ยวกับสุขภาพจิตโดยตรง ขณะที่ครูแนะแนวอาจมีงานที่ได้รับมอบหมายจากโรงเรียนด้วย เช่น งานทุนการศึกษา เมื่อถามถึงการสนับสนุนจากรัฐบาลเพิ่มเติม ธัญญรัศม์ มองถึงความก้าวหน้าในสายงานนักจิตวิทยา โดยปัจจุบันนักจิตวิทยาโรงเรียนประจำสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เป็นพนักงานราชการ อยากได้ความก้าวหน้าเป็นข้าราชการ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการทำงาน</p>



<p>“บางเขตอยู่มา 4 ปีก็เป็นยังเป็นพนักงานราชการ ส่วนตัวภูมิใจในหน้าที่การงาน ที่ได้เข้ามาทำงานเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสุขภาพจิตนักเรียน ไม่ว่าจะตำแหน่งไหนก็ยินดี แต่ถ้าได้เป็นข้าราชการก็จะเป็นขวัญกำลังใจให้เรา”</p>



<p></p>



<p>ดูข้อมูลที่ <a href="https://rocketmedialab.co/database-mental-health-personnel/ ">https://rocketmedialab.co/database-mental-health-personnel/ </a></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/mental-health-personnel/">สำรวจกลไกดูแลสุขภาพจิตเด็กไทย บุคลากรเพียงพอไหมในการรับมือ</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จำนวนบุคลากรด้านการจัดการสุขภาพจิต [ข้อมูลดิบ]</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/database-mental-health-personnel/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 10 Oct 2024 04:23:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[database]]></category>
		<category><![CDATA[future]]></category>
		<category><![CDATA[rocketmedialabxp2h]]></category>
		<category><![CDATA[ครูแนะแนว]]></category>
		<category><![CDATA[นักจิตวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[บุคลากรด้านสุขภาพจิต]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพจิต]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=4688</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3586;&#3657;&#3629;&#3617;&#3641;&#3621;&#3611;&#3619 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/database-mental-health-personnel/">จำนวนบุคลากรด้านการจัดการสุขภาพจิต [ข้อมูลดิบ]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p></p>



<p>ข้อมูลประกอบด้วย </p>



<ul class="wp-block-list">
<li>จำนวนนักเรียน ม.1-6 และปวช. จากระบบศูนย์บริการแลกเปลี่ยนข้อมูลการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ปี 2566</li>



<li>จำนวนนักจิตวิทยาประจำเขตพื้นที่การศึกษา สพม. (ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2567)</li>



<li>จำนวนจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น (ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2567)</li>



<li>ข้อมูลนักจิตวิทยารายจังหวัด จากรายงานข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุข ประจำปี 2566</li>
</ul>



<p></p>



<iframe src="https://docs.google.com/spreadsheets/d/e/2PACX-1vTdT09JOzGqV402OqzpleBqB14itcXXOTbLKZPLiYg-ffmnvGfTImED2WOjm9JeH4bbmZ8Qw7hpLpwb/pubhtml?widget=true&amp;headers=false"></iframe>



<p><a href="https://docs.google.com/spreadsheets/d/17luQk6uBjaVjKdFIr1z8zjuRMuX9v0w64lzHonljF7M/edit?gid=0#gid=0">ดาวน์โหลดที่นี่</a></p>



<p>อ่าน <a href="https://rocketmedialab.co/mental-health-personnel/">สำรวจกลไกดูแลสุขภาพจิตเด็กไทย บุคลากรเพียงพอไหมในการรับมือ</a></p>



<p>ที่มา:</p>



<p>ข้อมูลจำนวนนักเรียน จากระบบศูนย์บริการแลกเปลี่ยนข้อมูลการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ปี 2566 <br><a href="https://exchange.moe.go.th/web/OpenData.htm?mode=openData">https://exchange.moe.go.th/web/OpenData.htm?mode=openData</a><br>ข้อมูลนักจิตวิทยาประจำเขตพื้นที่การศึกษา สพม. จากศูนย์ความปลอดภัย สพฐ. สืบค้น ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2567 <br><a href="https://safetycenter.obec.go.th/spd/index.php/training/arealist">https://safetycenter.obec.go.th/spd/index.php/training/arealist</a><br>ข้อมูลจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นจาก สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ (กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข) สืบค้น ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2567 <a href="https://camri.go.th/DatabasePsychiatrist/province/21">https://camri.go.th/DatabasePsychiatrist/province/21</a><br>ข้อมูลนักจิตวิทยารายจังหวัด จากรายงานข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุข ประจำปี 2566 <a href="https://spd.moph.go.th/wp-content/uploads/2024/07/Report-Health-Resource-2023-670716.pdf">https://spd.moph.go.th/wp-content/uploads/2024/07/Report-Health-Resource-2023-670716.pdf</a></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/database-mental-health-personnel/">จำนวนบุคลากรด้านการจัดการสุขภาพจิต [ข้อมูลดิบ]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
