<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>นักจิตวิทยา Archives - Rocket Media Lab</title>
	<atom:link href="https://rocketmedialab.co/tag/%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://rocketmedialab.co/tag/นักจิตวิทยา/</link>
	<description>แหล่งข้อมูลติดตามประเด็นสังคม ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ เพื่อต่อยอดในงานข่าว</description>
	<lastBuildDate>Thu, 10 Oct 2024 06:38:10 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0.2</generator>

<image>
	<url>https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2021/03/cropped-RML-circle-black-32x32.png</url>
	<title>นักจิตวิทยา Archives - Rocket Media Lab</title>
	<link>https://rocketmedialab.co/tag/นักจิตวิทยา/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>สำรวจกลไกดูแลสุขภาพจิตเด็กไทย บุคลากรเพียงพอไหมในการรับมือ</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/mental-health-personnel/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 10 Oct 2024 04:24:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[future]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[rocketmedialabxp2h]]></category>
		<category><![CDATA[ครูแนะแนว]]></category>
		<category><![CDATA[นักจิตวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[บุคลากรด้านสุขภาพจิต]]></category>
		<category><![CDATA[สาธารณสุข]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพจิต]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=4693</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3611;&#3633;&#3597;&#3627;&#3634;&#3626;&#3640;&#3586 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/mental-health-personnel/">สำรวจกลไกดูแลสุขภาพจิตเด็กไทย บุคลากรเพียงพอไหมในการรับมือ</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<ul class="wp-block-list">
<li>เมื่อมีปัญหาสุขภาพจิต ผู้ที่ให้ความช่วยเหลือนักเรียนได้อาจเป็นครูแนะแนว ตลอดจนนักจิตวิทยาประจำเขตพื้นที่การศึกษา ไปจนถึงจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น/นักจิตวิทยา แต่จากข้อมูลดูเหมือนจะไม่เพียงพอ</li>



<li>นักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 63 คน ดูแลโรงเรียนในสังกัด 2,360 โรงเรียน โดยมีนักเรียน 2,674,447 คน เฉลี่ยแล้วมีนักจิตวิทยาโรงเรียนมากสุดเพียง 1 คนต่อ 1 จังหวัด&nbsp;</li>



<li>ประเทศไทยมีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเพียง 240 คน โดยกว่าร้อยละ 39 ของจิตแพทย์เหล่านี้ประจำอยู่ในกรุงเทพมหานคร ทำให้ในจังหวัดอื่นๆ มีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเฉลี่ยเพียง 1-2 คนต่อจังหวัด และใน 25 จังหวัดไม่มีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเลย</li>



<li>ส่วนนักจิตวิทยามีเพียง 815 คนทั่วประเทศ โดยร้อยละ 24 กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานคร ในขณะที่จังหวัดอื่นๆ มีนักจิตวิทยาเฉลี่ยเพียงจังหวัดละ 8 คน และมีถึง 4 จังหวัดที่ไม่มีนักจิตวิทยาในจังหวัด ได้แก่ แพร่, สมุทรสงคราม, หนองบัวลำภู และอ่างทอง</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ปัญหาสุขภาพจิตในเด็กและเยาวชนไทยกำลังทวีความรุนแรงขึ้น โดยมีปัจจัยหลากหลายที่ส่งผลกระทบ เช่น ความกดดันจากการเรียน การเปลี่ยนแปลงทางสังคม ความขัดแย้งในครอบครัว รวมถึงการเผชิญกับสื่อและเทคโนโลยีที่เพิ่มความเครียดและความวิตกกังวล แต่เมื่อเด็กและเยาวชนเหล่านี้พบกับปัญหาทางจิตใจ คำถามที่ตามมาคือ พวกเขาจะหันไปพึ่งพาใครได้? ระบบที่เป็นอยู่และทรัพยากรสาธารณสุขที่มีอยู่นั้นเพียงพอหรือไม่?</p>



<p class="wp-block-paragraph">เนื่องในโอกาสวันสุขภาพจิตโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 10 ตุลาคม ของทุกปี Rocket Media Lab ชวนสำรวจสถานการณ์สุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนไทยในสถานศึกษา การเข้าถึงทรัพยากรด้านสาธารณสุขสำหรับเด็กและเยาวชน รวมถึงความพร้อมของบุคลากรทางการแพทย์ และความเพียงพอของระบบที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อทำความเข้าใจว่าการช่วยเหลือและสนับสนุนที่มีอยู่สามารถตอบสนองความต้องการของเยาวชนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด</p>



<h3 class="wp-block-heading">เด็กเกิดปัญหา พึ่งพาใครได้บ้าง?</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/สุขภาพจิต-1-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4696" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/สุขภาพจิต-1-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/สุขภาพจิต-1-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/สุขภาพจิต-1-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/สุขภาพจิต-1-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/สุขภาพจิต-1-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/สุขภาพจิต-1-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/สุขภาพจิต-1-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/สุขภาพจิต-1.png 2000w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph"><a href="https://catalog.dmh.go.th/uk/dataset/dashboard-mentalhealth/resource/06b5d21a-701f-4eb8-967b-2d3265d432cb">จากข้อมูลการประเมินสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น</a> อายุไม่เกิน 18 ปี ของกรมสุขภาพจิตในปี 2566 พบว่าเด็กและเยาวชนร้อยละ 19.68 มีความเสี่ยงฆ่าตัวตาย และอีกร้อยละ 11.69 เสี่ยงซึมเศร้า ไม่เพียงแค่นั้นจาก<a href="https://rocketmedialab.co/student-q4-2024/">การสำรวจข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพจิต ทั้งความเครียด วิตกกังวลในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษา (ม.1-6) และ ปวช. (1-3) จำนวน 3,516 คน</a> ของ Rocket Media Lab ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ ยังพบว่า เด็กในวัยเรียนที่มีความเครียดวิตกกังวลเกินครึ่งอยากได้การสนับสนุน หรือความช่วยเหลือเพื่อช่วยจัดการกับความเครียดตั้งแต่ครูแนะแนวที่สามารถให้คำปรึกษาได้ทุกเรื่อง, นักจิตวิทยาประจำโรงเรียน, ช่องทางให้คำปรึกษาในรูปแบบออนไลน์จากผู้เชี่ยวชาญ, การเข้าถึงนักจิตวิทยาในสถานพยาบาลได้โดยง่าย ไปจนถึงสายด่วนให้คำปรึกษา 24 ชั่วโมง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ตัวเลขและข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าเด็กและเยาวชนจำนวนมากมีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาทางจิตใจ แต่การแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพจิตในระบบการศึกษายังเผชิญอุปสรรคใหญ่คือการขาดแคลนบุคลากรทางจิตวิทยาที่สามารถให้การช่วยเหลือและดูแลนักเรียนอย่างทั่วถึงและครอบคลุม</p>



<h3 class="wp-block-heading">ครูประจำชั้น/ครูแนะแนว ที่พึ่งแรกของวัยเรียน</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ จะมีการบรรจุตำแหน่งนักจิตวิทยาประจำโรงเรียนไว้เพื่อดูแลนักเรียนอย่างเป็นระบบ แต่ในประเทศไทย โรงเรียนส่วนใหญ่ยังไม่มีตำแหน่งนักจิตวิทยาประจำโรงเรียน หรือมีไม่พอที่จะดูแลนักเรียนอย่างทั่วถึง ส่งผลให้ด่านแรกในการประเมินและให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตของนักเรียนจึงตกอยู่ที่ครูประจำชั้นหรือครูแนะแนว</p>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อมูลสถิติทางการศึกษา ปี 2566 จากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ระบุว่า เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) มีนักเรียนในสังกัดจำนวน 2,939,295 คน ใน 26,702 โรงเรียน และเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) มีนักเรียนในสังกัด 2,674,447 คน ใน 2,360 โรงเรียน รวมจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 5,613,742 คน ใน 29,062 โรงเรียน&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">กัญญาภัทร์ สุทธิวรรค ครูแนะแนวโรงเรียนกันทรลักษ์วิทยา จังหวัดศรีสะเกษ ให้สัมภาษณ์ถึงกระบวนการทำงานว่า ปัจจุบันดูแลนักเรียนชั้น ม.5 เนื่องจากอยู่ในโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่พิเศษ แต่ละระดับชั้นก็จะมีครูแนะแนว 1 คน หากเป็นก่อนหน้านี้ ที่อยู่ในโรงเรียนขนาดเล็กที่จ.สุรินทร์ ครูแนะแนว 1 คนก็จะดูแลทุกระดับชั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลนี้ Rocket Media Lab ลองตั้งสมมติฐานให้โรงเรียนที่สังกัด สพฐ. แต่ละโรงเรียนมีครูแนะแนวที่สามารถให้คำปรึกษาได้อย่างน้อย 1 คน ต่อ 1 โรงเรียน โรงเรียนในเขตพื้นที่ สพป. จะมีครูแนะแนวประมาณ 26,702 คนที่คอยดูแลนักเรียน เทียบสัดส่วนเป็นครู 1 คน ต้องรับผิดชอบดูแลนักเรียนประมาณ 100 คน ในขณะที่โรงเรียนเขตพื้นที่ สพม. จะมีครูแนะแนวประมาณ 2,360 คน โดยครู 1 คน ต้องดูแลนักเรียนไม่ต่ำกว่า 1,000 คน ทั้งนี้ในเอกสาร<a href="http://www.thaiguidance.net/download/std_guide/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7.pdf">มาตรฐานการแนะแนว </a>โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กำหนดอัตราส่วนจำนวนครูแนะแนวต่อผู้เรียน ไว้ที่ 1 : 500</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยปรกติแล้ว หากนักเรียนมีปัญหาสุขภาพจิตมักจะปรึกษาครูประจำชั้นหรือครูแนะแนว โดยหากครูแนะแนวพิจารณาแล้วพบว่านักเรียนคนดังกล่าวต้องการความช่วยเหลือ ก็จะสามารถทำได้ทั้งส่งต่อไปยังนักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อประเมินและส่งต่อไปยังบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่รักษาเยียวยาโดยตรง หรือครูแนะแนวเองก็สามารถส่งต่อนักเรียนตรงไปยังบุคลากรการแพทย์ได้เลยในกรณีที่มีความร้ายแรงและเร่งด่วน หรือหากกระบวนการส่งต่อไปยังนักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตพื้นที่การศึกษาอาจจะทำให้ล่าช้าจนเกินไป&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับกระบวนการดูแลนักเรียน กัญญาภัทร์เล่าว่า จะมีครูที่ปรึกษาคัดกรองก่อน จากนั้นจะส่งมาที่ครูแนะแนว พอครูแนะแนวพูดคุยข้อมูลเบื้องต้น หากคุยแล้ว ไม่มีปัญหาหนัก ก็สามารถพูดคุยในโรงเรียนได้ แต่หากเห็นว่าต้องพบนักจิตวิทยา ก็จะส่งต่อให้โรงพยาบาล เนื่องจากทุกวันนี้โรงพยาบาลและโรงเรียนมีส่วนร่วมกันในเรื่องการดูแลสุขภาพจิตนักเรียน นอกจากนี้ยังมีบริบทของพื้นที่ คือ โรงเรียนกับโรงพยาบาลห่างกันเพียง 1 กม. ขณะที่โรงเรียนกับเขตการศึกษา ห่างกัน 100 กม. ทำให้การส่งไปที่โรงพยาบาลเลยทันสถานการณ์กว่า เพราะเคสที่ต้องส่งไปที่นักจิตวิทยาในโรงพยาบาล จะเป็นเคสหนัก เช่น เริ่มมีการกรีดข้อมือ หรือกินยาเกินขนาด&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">นักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตพื้นที่การศึกษา คือใคร? ทำอะไร?</h3>



<p class="wp-block-paragraph">นักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตการศึกษา มีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพจิตของนักเรียนในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ โดยทำงานร่วมกับครูแนะแนวหรือครูในพื้นที่ในเขตการศึกษา เพื่ออบรมและให้ความรู้ในกระบวนการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตแก่ครู และเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการดูแลสุขภาพจิตของนักเรียนในชั้นเรียน หน้าที่ของนักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตพื้นที่การศึกษา ยังรวมถึงการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตของเด็กนักเรียน เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์และหาวิธีการช่วยเหลือที่เหมาะสม นอกจากนี้ นักจิตวิทยายังมีหน้าที่ให้คำปรึกษาและดูแลเด็กนักเรียนที่ประสบปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งอาจได้รับการส่งต่อจากครูในโรงเรียน เมื่อพบว่านักเรียนต้องการความช่วยเหลือเชิงลึก นักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตพื้นที่การศึกษาจะทำงานร่วมกับครูและบุคลากรอื่นๆ เพื่อให้การช่วยเหลือนักเรียนอย่างเหมาะสม และหากมีกรณีที่เด็กต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์ นักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตพื้นที่การศึกษาจะส่งต่อนักเรียนไปยังบุคลากรทางการแพทย์เพื่อรับการดูแลรักษาต่อไป&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ปัจจุบันประเทศไทย มีการแบ่งเขตการศึกษาออกเป็น&nbsp; 2 ระดับ คือ เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) 183 เขต และเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 62 เขต โดยมีนักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตพื้นที่ สพป. 183 คน ดูแลโรงเรียนในสังกัด 26,702 โรงเรียน โดยมีนักเรียน 2,939,295 คน และนักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตพื้นที่สพม. 63 คน ดูแลโรงเรียนในสังกัด 2,360 โรงเรียน โดยมีนักเรียน 2,674,447 คน จากข้อมูลจะพบว่า นักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 63 คน กระจายอยู่ใน 62 เขต เฉลี่ยแล้วมีนักจิตวิทยาโรงเรียนเพียง 1 คนต่อ 1 สพม. ขณะที่มีถึง 14 สพม.ที่มีพื้นที่รับผิดชอบโรงเรียนรวม 2 จังหวัด คือ สพม.จันทบุรี ตราด, สพม.ชลบุรี ระยอง, สพม.ตรัง กระบี่, สพม.ปราจีนบุรี นครนายก, สพม.พิษณุโลก อุตรดิตถ์, สพม.ลำปาง ลำพูน, สพม.เลย หนองบัวลำภู, สพม.ศรีสะเกษ ยโสธร, สพม.สงขลา สตูล, สพม.สมุทรสาคร สมุทรสงคราม, สพม.สิงห์บุรี อ่างทอง, สพม.สุราษฎร์ธานี ชุมพร, สพม.อุทัยธานี ชัยนาท และสพม.อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ซึ่งมีโรงเรียนในสังกัดรวม 682 โรงเรียน ในจำนวนนี้มีเพียง สพม.สิงห์บุรี อ่างทอง เท่านั้นที่มีนักจิตวิทยาโรงเรียนประจำอยู่ 2 คน นอกจากนั้นมีเพียง สพม. ละ 1 คนเท่านั้น และอีก 1 สพม. ที่ต้องดูแลครอบคลุมโรงเรียนถึง 3 จังหวัด ได้แก่ สพม.พังงา ภูเก็ต ระนอง ซึ่งมีโรงเรียนในสังกัดรวม 27 โรงเรียน แต่นักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตเพียงคนเดียว</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า นักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตพื้นที่การศึกษาซึ่งเป็นอีกหนึ่งบุคลากรที่ดูแลรับผิดชอบปัญหาสุขภาพจิตของเด็กนักเรียนโดยตรง ก็ยังมีไม่เพียงพอและต้องรับผิดชอบทั้งโรงเรียนและเด็กนักเรียนจำนวนมากอีกด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ธัญญรัศม์ ฤาชา นักจิตวิทยาประจำสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม ให้สัมภาษณ์ถึงขอบเขตการทำงานว่า สำหรับเขตพื้นที่ที่ตนประจำอยู่ สมุทรสงครามมี 9 โรงเรียน สมุทรสาครมี 11 โรงเรียน โดยส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีโรงเรียนขนาดกลาง ขนาดใหญ่ และใหญ่พิเศษ ไม่กี่แห่ง รวมแล้วมีนักเรียน 2 หมื่นกว่าคน</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับกระบวนการทำงานร่วมกับโรงเรียน อันดับแรก เมื่อโรงเรียนคัดกรองนักเรียนรายบุคคลและเยี่ยมบ้านแล้ว จะแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มปกติ เช่น มองว่า มีความเสี่ยงเกี่ยวกับยาเสพติด หรือกรณีอยู่กับครอบครัวที่ไม่ใช่ครอบครัวตัวเอง อาจมีความเสี่ยงเรื่องการทำร้ายร่างกาย การล่วงละเมิดทางเพศ ปัญหาสุขภาพจิต ก็จะจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาและหาแนวทางป้องกันและแก้ปัญหา ถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ก็จะมีการส่งต่อภายในให้ครูแนะแนว ครูฝ่ายปกครองและครูที่เกี่ยวข้องในโรงเรียน&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“ถ้ายังไม่ดีขึ้น อาจส่งมาที่เขต หรือส่งต่อสาธารณสุข โรงพยาบาล ไม่จำเป็นต้องส่งเขต ถ้ามีปัญหาเร่งด่วนเกี่ยวกับสุขภาพจิตที่นักเรียนต้องได้รับการดูแลจากนักจิตคลินิกหรือจิตแพทย์ ก็สามารถส่งต่อได้เลย หรือกรณีเด็กถูกทำร้าย สามารถส่งบ้านพักเด็กได้ จะยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์ แต่ก็จะมีการแจ้งมาที่เขตเพื่อให้เขตรับทราบเบื้องต้น”&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากประจำการที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม ซึ่งตั้งอยู่ในจ.สมุทรสาครแล้ว ธัญญรัศม์ก็จะไปนั่งประจำที่ศูนย์แนวแนวที่จ.สมุทรสงครามด้วย โดยทุกเขตจะมีศูนย์แนะแนวประจำจังหวัด โดยจะเลือกมา 1 โรงเรียนเป็นโรงเรียนที่ตั้งของศูนย์แนะแนว จะดูแลงานแนะแนว งานสุขภาพจิตทั้งหมด โดยจะดูแลโรงเรียนเครือข่ายอื่นๆ ด้วย จ.สมุทรสงคราม จะมีโรงเรียนมัธยม 9 แห่งโดยมีโรงเรียนศรัทธาสมุทร เป็นศูนย์แนะแนวประจำจังหวัด&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับการทำความรู้จักกับนักเรียนและคุณครู ทำผ่านกิจกรรมประชุมระดับชั้นในโรงเรียน จะมีการบรรยาย เช่น เรื่องการจัดการความเครียด มีกิจกรรมให้ลองทำตาม เช่น สูดลมหายใจเข้าลึกๆ นักเรียนก็จะขอช่องทางติดต่อ ซึ่งเธอก็ยินดีให้ช่องทางติดต่อไว้ รวมถึงบอกนักเรียนว่า ถ้าอยากติดต่อ สามารถมาลงชื่อไว้กับคุณครูได้เลย หรือติดต่อโดยตรงก็ได้ นอกจากนี้ เวลาไปประชุมนิเทศก่อนเปิดภาคเรียน ก็จะบอกคุณครูว่ายินดีลงมาช่วยที่โรงเรียน คุณครูก็จะรู้จักนักจิตวิทยาจากตรงนั้น แล้วไปประชาสัมพันธ์กับนักเรียนต่อว่ามีนักจิตวิทยาของเขต</p>



<p class="wp-block-paragraph">“workload สำหรับนักจิตวิทยา 1 คน ค่อนข้างหนัก เราก็ไม่อยากโกหกว่าเราดูแลนักเรียนได้ทั่วถึง 2 หมื่นคน มัน load อยู่แล้ว ของเรายังดีหน่อย ที่มีครูแนะแนวที่ช่วยคัดกรองเบื้องต้น ถ้ามีเคสที่เขาดูแลได้ เขาก็จะแก้ปัญหาเอง เท่าที่พบยังเจอเคสที่ยังสามารถดูได้อยู่”&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">ไม่ใช่แค่ครูหรือนักจิตวิทยาประจำเขตการศึกษาที่ขาดแคลน บุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องดูแลสุขภาพจิตเด็กและเยาวชนก็มีไม่เพียงพอ&nbsp;</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="719" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/สุขภาพจิต-2-719x1024.png" alt="" class="wp-image-4697" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/สุขภาพจิต-2-719x1024.png 719w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/สุขภาพจิต-2-211x300.png 211w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/สุขภาพจิต-2-768x1094.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/สุขภาพจิต-2-1078x1536.png 1078w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/สุขภาพจิต-2-1438x2048.png 1438w" sizes="(max-width: 719px) 100vw, 719px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">นอกจากความท้าทายในระบบการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการขาดแคลนบุคลากรแล้ว ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้านสาธารณสุขในภาพรวมก็เป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการดูแลสุขภาพจิตเด็กในประเทศไทย ซึ่งหากพิจารณาถึงจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่มีความเชี่ยวชาญในด้านสุขภาพจิตของเด็กโดยตรงยังพบว่า จากข้อมูลของสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2567 ระบุว่าประเทศไทยมีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเพียง 240 คน โดยกว่าร้อยละ 39 ของจิตแพทย์เหล่านี้ประจำอยู่ในกรุงเทพมหานคร ทำให้ในจังหวัดอื่นๆ มีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเฉลี่ยเพียง 1-2 คนต่อจังหวัด และใน 25 จังหวัดไม่มีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเลย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ขณะที่นักจิตวิทยาประจำโรงพยาบาล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบุคลากรที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลเด็กที่ประสบปัญหาสุขภาพจิต เนื่องจากนักจิตวิทยามีความเชี่ยวชาญในการประเมินและบำบัดด้านจิตใจ ความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมของเด็กที่ต้องการการฟื้นฟูทางจิตใจ การทำงานของนักจิตวิทยามุ่งเน้นการช่วยให้เด็กสามารถเข้าใจและจัดการกับปัญหาทางจิตใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากรายงานทรัพยากรสาธารณสุข ปีงบประมาณ 2566 ระบุว่าประเทศไทยมีนักจิตวิทยาเพียง 815 คน โดยร้อยละ 24 กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานคร ในขณะที่จังหวัดอื่นๆ มีนักจิตวิทยาเฉลี่ยเพียงจังหวัดละ 8 คน และมีถึง 4 จังหวัดที่ไม่มีนักจิตวิทยาในจังหวัด ได้แก่ แพร่, สมุทรสงคราม, หนองบัวลำภู และอ่างทอง</p>



<p class="wp-block-paragraph">การขาดแคลนจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นรวมถึงนักจิตวิทยา ส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อเด็กที่มีปัญหาสุขภาพจิต ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เด็กที่มีภาวะซึมเศร้าหรือเสี่ยงฆ่าตัวตาย แต่ยังครอบคลุมถึงเด็กที่มีปัญหาด้านพฤติกรรม การปรับตัว และความวิตกกังวลที่อาจไม่ได้รับการสังเกตเห็นหรือรักษาได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ เด็กเหล่านี้อาจเผชิญกับปัญหาทางอารมณ์และจิตใจที่สะสมและทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันเวลา ในกรณีที่รุนแรง เด็กอาจพัฒนาไปสู่การมีปัญหาสุขภาพจิตเรื้อรังซึ่งอาจต้องใช้การรักษาอย่างยาวนาน&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">กระทรวงศึกษาแก้ปัญหานี้อย่างไร ?&nbsp;</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ปัญหาสุขภาพจิตในเด็กและนักเรียนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง หากปัญหานี้ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ปัญหาที่รุนแรงมากขึ้นในอนาคต เช่น การหลุดจากระบบการศึกษา ปัญหาพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือแม้กระทั่งปัญหาทางอารมณ์ เช่น โรคซึมเศร้า วิตกกังวล และการคิดทำร้ายตัวเอง</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จึงมีความพยายามที่จะการออกแบบโครงการ หรือนโยบายต่างๆ เพื่อมาป้องกันและให้ความช่วยเหลือนักเรียนที่ประสบปัญหาสุขภาพจิต ตัวอย่างหนึ่งคือ โครงการ YC (Youth Counselor) ที่เริ่มในปี 2551 ซึ่งเป็นกิจกรรมชมรมที่มีการคัดเลือกนักเรียนที่มีทักษะการสื่อสารและให้คำปรึกษา เพื่อเป็นเพื่อนที่คอยให้คำปรึกษากับเพื่อนนักเรียนภายใต้การดูแลของครูแนะแนว</p>



<p class="wp-block-paragraph">ต่อมาในปี 2562 ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการขณะนั้น <a href="https://www.matichonweekly.com/hot-news/article_217428">ได้กล่าวกับสำนักข่าวมติชน</a> ถึงการเพิ่มจำนวนบุคลากร เช่น นักจิตวิทยาหรือครูแนะแนวที่มีความรู้เรื่องโรคซึมเศร้า ว่าจะไม่มี</p>



<p class="wp-block-paragraph">การเพิ่มครูเข้ามาอีก เพราะจากที่ดูข้อมูลเบื้องต้น ทราบว่าครูของกระทรวงศึกษาธิการมีเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องเพิ่มครู แต่จะใช้การอบรบรมครูแนะแนว หรือครูประจำชั้น เพื่อเพิ่มความรู้ทักษะในเรื่องโรคซึมเศร้าเข้าไปแทน จากนโยบายดังกล่าว ทำให้ในปี 2563 สพฐ. ประสานความร่วมมือไปยังสมาคมนักจิตวิทยาแนะแนว และสมาคมนักจิตวิทยาคลินิก เพื่ออบรมครูประจำชั้นให้กับสถานศึกษาสังกัด สพฐ. จำนวน 29,871 แห่ง ผ่านโครงการ 1 โรงเรียน 1 นักจิตวิทยา (1 School 1 Psychologist) เพื่อให้ครูประจำชั้นมีความรู้ด้านจิตวิทยาในการดูแลเด็ก โดยมีการจัดอบรมหลักสูตรจิตวิทยาพื้นฐานและการให้คำปรึกษา ใช้เวลาในการฝึกอบรม&nbsp; 3 วัน รวม 32 ชั่วโมง โดย<a href="https://www.facebook.com/obec.pr/posts/pfbid0b2DDGUCFoHn3Nhvex1Lbj3b6TngxMHu3j4sJXQrorfSD5gCECoJN3wB31HM8sXN5l?locale=th_TH">โครงการนี้มีผู้เข้าอบรมทั้งหมด 8 รุ่น รวม 1,800 คน&nbsp;</a></p>



<p class="wp-block-paragraph">กัญญาภัทร์ ครูแนะแนวโรงเรียนกันทรลักษ์วิทยา จังหวัดศรีสะเกษ ให้ความเห็นเพิ่มถึงนโยบาย 1 โรงเรียน 1 นักจิตวิทยา โดยมองว่ามีส่วนช่วยได้ จากประสบการณ์ที่เคยเข้าอบรม เห็นว่าครูบางคนในโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่ได้เรียนจบเอกแนะแนวโดยตรง ก็ได้เรียนรู้ว่าการให้คำปรึกษาคืออะไร หากมีปัญหา จะทำอย่างไร ส่งออกอย่างไร แล้วก็นำมาบริหารจัดการในโรงเรียน รวมถึงอธิบายให้คุณครูทุกคนได้เข้าใจด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับปัญหาเรื่องบุคลากร กัญญาภัทร์มองว่า ควรที่จะเพิ่มจำนวนทั้งครูแนะแนวในโรงเรียนและนักจิตวิทยาประจำสำนักงานเขต ปัจจุบัน บางโรงเรียนไม่ได้มีครูแนะแนวที่จบเอกแนะแนวโดยตรงมา เช่น รร.มัธยมขนาดเล็ก อาจเป็นครูที่สอนวิชาอื่น แต่ถ้าเป็นรร.ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง หลายเขตเริ่มเล็งเห็นถึงความสำคัญ เลยบรรจุให้รร.นั้นๆ เช่น รร.กันทรลักษ์วิทยา เป็นรร.ขนาดใหญ่พิเศษ นักเรียน 3,600-3,700 คน มีครูแนะแนว 4 คน ถ้าถามว่าเพียงพอไหม ต้องบอกว่า ไม่เพียงพอ&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“ในฐานะครูแนะแนว อยากได้บุคลากรที่จะมาดูแลซัพพอร์ตนักเรียน เราทำงานกับนักเรียนเป็นส่วนใหญ่ ปัญหาของนักเรียนทุกวันนี้เยอะและรุนแรงเพิ่มมากขึ้น เด็กสมัยนี้กับสมัยเราไม่เหมือนกัน อะไรเล็กๆ น้อยๆ เขาก็จะเก็บมาคิด เก็บมาเครียด วิตกกังวล พอคุยกับผู้ปกครอง บางคนก็จะบอกว่า เด็กจะเครียดอะไร เงินก็ไม่ได้หา เราก็ต้องบอกว่าอย่าพูดอย่างนั้นนะคะคุณแม่ ต้องอธิบายว่า เด็กทุกวันนี้แข่งขันสูง แม่ต้องค่อยๆ พูด เราก็ต้องพูดกับผู้ปกครองของเขาด้วย ไม่ใช่ว่าคิดว่าเด็กจะเครียดไม่ได้ จริงๆ แล้วเด็กเครียดตั้งแต่อนุบาลด้วยซ้ำ ยิ่งในโรงเรียนที่แข่งขันสูง ความเครียดก็จะยิ่งเยอะ”&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ขณะที่ธัญญรัศม์ นักจิตวิทยาประจำสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงครามเสนอว่าควรสนับสนุนให้ทุกโรงเรียนมีนักจิตวิทยาโรงเรียนที่สามารถเข้าไปดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้ เพราะนักจิตวิทยาจะดูแลงานเกี่ยวกับสุขภาพจิตโดยตรง ขณะที่ครูแนะแนวอาจมีงานที่ได้รับมอบหมายจากโรงเรียนด้วย เช่น งานทุนการศึกษา เมื่อถามถึงการสนับสนุนจากรัฐบาลเพิ่มเติม ธัญญรัศม์ มองถึงความก้าวหน้าในสายงานนักจิตวิทยา โดยปัจจุบันนักจิตวิทยาโรงเรียนประจำสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เป็นพนักงานราชการ อยากได้ความก้าวหน้าเป็นข้าราชการ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการทำงาน</p>



<p class="wp-block-paragraph">“บางเขตอยู่มา 4 ปีก็เป็นยังเป็นพนักงานราชการ ส่วนตัวภูมิใจในหน้าที่การงาน ที่ได้เข้ามาทำงานเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสุขภาพจิตนักเรียน ไม่ว่าจะตำแหน่งไหนก็ยินดี แต่ถ้าได้เป็นข้าราชการก็จะเป็นขวัญกำลังใจให้เรา”</p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>



<p class="wp-block-paragraph">ดูข้อมูลที่ <a href="https://rocketmedialab.co/database-mental-health-personnel/ ">https://rocketmedialab.co/database-mental-health-personnel/ </a></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/mental-health-personnel/">สำรวจกลไกดูแลสุขภาพจิตเด็กไทย บุคลากรเพียงพอไหมในการรับมือ</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จำนวนบุคลากรด้านการจัดการสุขภาพจิต [ข้อมูลดิบ]</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/database-mental-health-personnel/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 10 Oct 2024 04:23:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[database]]></category>
		<category><![CDATA[future]]></category>
		<category><![CDATA[rocketmedialabxp2h]]></category>
		<category><![CDATA[ครูแนะแนว]]></category>
		<category><![CDATA[นักจิตวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[บุคลากรด้านสุขภาพจิต]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพจิต]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=4688</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3586;&#3657;&#3629;&#3617;&#3641;&#3621;&#3611;&#3619 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/database-mental-health-personnel/">จำนวนบุคลากรด้านการจัดการสุขภาพจิต [ข้อมูลดิบ]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph"></p>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อมูลประกอบด้วย </p>



<ul class="wp-block-list">
<li>จำนวนนักเรียน ม.1-6 และปวช. จากระบบศูนย์บริการแลกเปลี่ยนข้อมูลการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ปี 2566</li>



<li>จำนวนนักจิตวิทยาประจำเขตพื้นที่การศึกษา สพม. (ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2567)</li>



<li>จำนวนจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น (ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2567)</li>



<li>ข้อมูลนักจิตวิทยารายจังหวัด จากรายงานข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุข ประจำปี 2566</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"></p>



<iframe src="https://docs.google.com/spreadsheets/d/e/2PACX-1vTdT09JOzGqV402OqzpleBqB14itcXXOTbLKZPLiYg-ffmnvGfTImED2WOjm9JeH4bbmZ8Qw7hpLpwb/pubhtml?widget=true&amp;headers=false"></iframe>



<p class="wp-block-paragraph"><a href="https://docs.google.com/spreadsheets/d/17luQk6uBjaVjKdFIr1z8zjuRMuX9v0w64lzHonljF7M/edit?gid=0#gid=0">ดาวน์โหลดที่นี่</a></p>



<p class="wp-block-paragraph">อ่าน <a href="https://rocketmedialab.co/mental-health-personnel/">สำรวจกลไกดูแลสุขภาพจิตเด็กไทย บุคลากรเพียงพอไหมในการรับมือ</a></p>



<p class="wp-block-paragraph">ที่มา:</p>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อมูลจำนวนนักเรียน จากระบบศูนย์บริการแลกเปลี่ยนข้อมูลการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ปี 2566 <br><a href="https://exchange.moe.go.th/web/OpenData.htm?mode=openData">https://exchange.moe.go.th/web/OpenData.htm?mode=openData</a><br>ข้อมูลนักจิตวิทยาประจำเขตพื้นที่การศึกษา สพม. จากศูนย์ความปลอดภัย สพฐ. สืบค้น ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2567 <br><a href="https://safetycenter.obec.go.th/spd/index.php/training/arealist">https://safetycenter.obec.go.th/spd/index.php/training/arealist</a><br>ข้อมูลจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นจาก สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ (กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข) สืบค้น ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2567 <a href="https://camri.go.th/DatabasePsychiatrist/province/21">https://camri.go.th/DatabasePsychiatrist/province/21</a><br>ข้อมูลนักจิตวิทยารายจังหวัด จากรายงานข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุข ประจำปี 2566 <a href="https://spd.moph.go.th/wp-content/uploads/2024/07/Report-Health-Resource-2023-670716.pdf">https://spd.moph.go.th/wp-content/uploads/2024/07/Report-Health-Resource-2023-670716.pdf</a></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/database-mental-health-personnel/">จำนวนบุคลากรด้านการจัดการสุขภาพจิต [ข้อมูลดิบ]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผลสำรวจสุขภาพจิตเด็กไทย : เครียดเรื่องเรียนมากที่สุด แต่ปัญหาครอบครัวทำให้ถึงขั้นอยากฆ่าตัวตาย ทำร้ายตัวเอง</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/student-q4-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 08 Oct 2024 07:20:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[future]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[rocketmedialabxp2h]]></category>
		<category><![CDATA[ความเครียด]]></category>
		<category><![CDATA[นักจิตวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[เครียด]]></category>
		<category><![CDATA[แบบสอบถาม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=4654</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3648;&#3609;&#3639;&#3656;&#3629;&#3591;&#3651;&#3609 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/student-q4-2024/">ผลสำรวจสุขภาพจิตเด็กไทย : เครียดเรื่องเรียนมากที่สุด แต่ปัญหาครอบครัวทำให้ถึงขั้นอยากฆ่าตัวตาย ทำร้ายตัวเอง</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<ul class="wp-block-list">
<li>ผลสำรวจเด็กนักเรียนชั้น ม.1- ม.6 รวมถึง ปวช. 3,516 คน พบว่า 3 อันดับแรกที่ทำให้วัยเรียนเครียดมากที่สุดคือ เรื่องการเรียน จำนวน 1,809 คน คิดเป็น 51.45% ตามด้วยเรื่องรูปร่าง-หน้าตา-บุคลิก 349 คน คิดเป็น 9.93%, ครอบครัว 344 คน คิดเป็น 9.78%</li>



<li>แม้พบว่าความเครียดที่มีไม่ส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวันมากที่สุดถึง 54.58% แต่ก็พบว่าความเครียดด้านครอบครัวเป็นประเด็นที่ส่งผลให้นักเรียนคิดอยากจะฆ่าตัวตาย 74 คน เคยลงมือทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น 18 คน มีความคิดอยากทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น 12 คน&nbsp;</li>



<li>ในขณะที่ความเครียดที่ส่งผลกระทบในระดับอารมณ์ของนักเรียน เช่น วิตกกังวล กลัว เศร้า ไม่อยากเข้าสังคม พบว่ามาจากประเด็นเรื่องการเรียน 355 คน คิดเป็น 43.99% รูปร่าง หน้า บุคลิก 109 คน คิดเป็น 13.51% และครอบครัว 104 คน คิดเป็น 12.89%&nbsp;</li>



<li>ส่วนความเครียดที่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย เช่น นอนไม่หลับ เครียดลงกระเพาะ พบว่ามาจากประเด็นเรื่องการเรียน 330 คน คิดเป็น 62.38% การเงิน 53 คน คิดเป็น 10.02% และครอบครัว 39 คน คิดเป็น 7.37%&nbsp;</li>



<li>โดยในจำนวนนักเรียนที่ปรึกษานักจิตวิทยา/แพทย์ 57 คน มีนักเรียนที่เครียดจากการเรียนมากที่สุด 21 คน รองลงมาเป็นความเจ็บป่วย 11 คน ตามด้วยเรื่องการเงิน ครอบครัว และรูปร่าง-หน้าตา-บุคลิกเท่ากันที่ 5 คน ความรัก 3 คน ตามด้วยเพศสัมพันธ์และเพื่อนเท่ากัน 2 คน สังคมการเมืองและครู เท่ากัน 1 คน</li>



<li>เมื่อถามว่า อยากได้การสนับสนุน หรือความช่วยเหลือในรูปแบบใดเพิ่มเติมในการจัดการความเครียด นักเรียนตอบว่าไม่ต้องการมากที่สุด 1,705 คน คิดเป็น 36.76% ส่วนที่ต้องการใน 3 อันดับแรกพบว่า ต้องการครูแนะแนวที่ให้คำปรึกษาได้ทุกเรื่อง 1,063 คน คิดเป็น 22.92% ตามด้วย มีนักจิตวิทยาประจำโรงเรียน 610 คน คิดเป็น 13.15% และการมีช่องทางให้คำปรึกษาในรูปแบบออนไลน์จากผู้เชี่ยวชาญ 590 คน คิดเป็น 12.72%&nbsp;<br></li>
</ul>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/ปก-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4672" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/ปก-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/ปก-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/ปก-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/ปก-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/ปก-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/ปก-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/ปก-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/ปก-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">เนื่องในวันสุขภาพจิตโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 10 ตุลาคม ของทุกปี ร็อกเกต มีเดีย แล็บ ร่วมกับ <a href="http://path2health.or.th">มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h)</a> ทำการสำรวจข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพจิต ทั้งความเครียด วิตกกังวลในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษา (ม.1-6) และ ปวช. (1-3) ผ่านทางแบบสอบถามออนไลน์ ระหว่างวันที่ 16-30 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา ผลการสำรวจมีดังนี้&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/1-1-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4660" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/1-1-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/1-1-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/1-1-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/1-1-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/1-1-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/1-1-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/1-1-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/1-1-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">จากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 3,516 คน แบ่งเป็นเพศหญิง 1,935 คน หรือคิดเป็น 55.03% เพศชาย 1,323 คน หรือคิดเป็น 37.63% ตามด้วย LGBTQ+ 184 คน หรือคิดเป็น 5.23% และไม่ต้องการระบุ 74 คน คิดเป็น 2.10% โดยผู้ตอบมีอายุระหว่าง 11-20 ปี&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อแบ่งตามระดับการศึกษา แบ่งได้เป็นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จำนวน 2,461 คน หรือคิดเป็น 69.99%ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 843 คน หรือคิดเป็น 23.98% และ ปวช.1-3 จำนวน 212 คน หรือคิดเป็น 6.03%</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อแยกพื้นที่ของนักเรียนที่ตอบแบบสอบถาม พบว่า อยู่ในภาคกลางมากที่สุด ที่ 2,716 คน หรือคิดเป็น 77.25% ตามด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 728 คน หรือ 20.71% ตะวันออก 24 คน หรือ 0.68% ตะวันตกและใต้ เท่ากันที่ 14 คน หรือ 0.40% ตามด้วย ภาคเหนือ 20 คน หรือ 0.57% โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามจาก 52 จังหวัดทั่วประเทศ จังหวัดที่ตอบมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ กรุงเทพมหานคร 1,006 คน หรือคิดเป็น 28.61% นนทบุรี 547 คน หรือ 15.56% ตามด้วยอุบลราชธานี 462 คน หรือ 13.14%</p>



<h3 class="wp-block-heading">การเรียน รูปร่างหน้าตา และครอบครัว คือสิ่งที่ทำให้เด็กเครียดมากที่สุด</h3>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/2-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4661" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/2-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/2-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/2-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/2-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/2-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/2-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/2-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/2-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">เมื่อถามว่า เครียดเรื่องอะไรมากที่สุดในช่วงที่ผ่านมา โดยมีตัวเลือก 12 ข้อ ให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม ตอบว่า เป็นเรื่องการเรียนมากที่สุด จำนวน 1,809 คน คิดเป็น 51.45% ตามด้วยเรื่องรูปร่าง-หน้าตา-บุคลิก 349 คน คิดเป็น 9.93%, ครอบครัว 344 คน คิดเป็น 9.78%, การเงิน 343 คน คิดเป็น 9.76%, ความรัก 217 คน คิดเป็น 6.17%, เพื่อน 170 คน คิดเป็น 4.84%, ความเจ็บป่วย 83 คน คิดเป็น 2.36%, สังคม การเมือง 72 คน คิดเป็น 2.05%, การทำงาน 51 คน คิดเป็น 1.45%, ครู 43 คน คิดเป็น 1.22%, เพศสัมพันธ์ 22 คน คิดเป็น 0.63% และเรื่องเพศ/อัตลักษณ์ทางเพศ 13 คน คิดเป็น 0.37%&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากแบ่งตามระดับชั้น พบว่า เรื่องที่ผู้ตอบแบบสอบถามในระดับ ม.ต้น จำนวน 2,461 คน หรือคิดเป็น 69.99% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด เครียดมากที่สุด คือ การเรียน 1,265 คน คิดเป็น 51.40% ตามด้วยรูปร่าง-หน้าตา-บุคลิก 269 คน คิดเป็น 10.93% และความรัก 165 คน คิดเป็น 6.70%&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">เรื่องที่ผู้ตอบแบบสอบถามในระดับ ม.ปลาย จำนวน 843 คน หรือคิดเป็น 23.98% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด เครียดมากที่สุดคือ เรื่องการเรียน 479 คน คิดเป็น 56.82% ตามด้วย การเงิน 138 คน คิดเป็น 16.37% และรูปร่าง-หน้าตา-บุคลิก 59 คน คิดเป็น 7.00%&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">เรื่องที่ผู้ตอบแบบสอบถามในระดับ ปวช. จำนวน 212 คน หรือคิดเป็น 6.03% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด เครียดมากที่สุดคือ การเรียน 65 คน คิดเป็น 30.66% ตามด้วยการเงิน 52 คน คิดเป็น 24.53% และรูปร่าง-หน้าตา-บุคลิก 21 คน คิดเป็น 9.91%</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า นักเรียน ม.ปลาย และนักเรียน ปวช. มี 3 อันดับแรกที่เหมือนกัน คือ ในขณะที่นักเรียน ม.ต้น นั้น ไม่มีเรื่องการเงิน แต่ในอันดับสองเป็นเรื่องครอบครัว ซึ่งอาจเป็นเพราะว่านักเรียน ม.ต้น อาจจะยังไม่ต้องรับผิดชอบในเรื่องการเงินนั่นเอง&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากแบ่งตามเพศ จะพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามที่ระบุว่าเป็นเพศหญิง ตอบว่า เครียดเรื่องการเรียนมากที่สุด 979 คน คิดเป็น 50.59% ตามด้วยครอบครัว 238 คน คิดเป็น 12.30% และรูปร่าง-หน้าตา-บุคลิก 215 คน คิดเป็น 11.11%</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผู้ตอบแบบสอบถามที่ระบุว่าเป็นเพศชายตอบว่า เครียดเรื่องการเรียนมากที่สุด 732 คน คิดเป็น 55.33% ตามด้วยการเงิน 160 คน คิดเป็น 12.09% และรูปร่าง-หน้าตา-บุคลิก 98 คน คิดเป็น 7.41%&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผู้ตอบแบบสอบถามที่ระบุว่าเป็น LGBTQIA+ ตอบว่า เครียดเรื่องการเรียนมากที่สุด 67 คน คิดเป็น 36.41% ตามด้วย รูปร่าง-หน้าตา-บุคลิก 29 คน คิดเป็น 15.76% และครอบครัว 24 คน คิดเป็น 13.04%</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผู้ตอบแบบสอบถามที่ไม่ต้องการระบุเพศ ตอบว่า เครียดเรื่องการเรียนมากที่สุด 31 คน คิดเป็น 41.89% ตามด้วยการเงิน 11 คน คิดเป็น 14.86% และครอบครัว 10 คน คิดเป็น 13.51%</p>



<h3 class="wp-block-heading">กลัวเกรดไม่ดี ทำให้นักเรียนเครียดมากที่สุด</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/3-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4662" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/3-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/3-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/3-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/3-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/3-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/3-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/3-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/3-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">เมื่อเลือกตอบว่าเรื่องที่เครียดที่สุดคือเรื่องใดแล้ว ผู้ตอบแบบสอบถามแต่ละคนจะถูกให้ตอบเฉพาะคำถามที่เกี่ยวกับเรื่องที่ตัวเองที่เครียดที่สุด&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อถามต่อว่า ประเด็นด้านการเรียนที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ ผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่ 727 คน คิดเป็น 40.19% ตอบว่า กลัวเกรดไม่ดี ตามด้วย กลัวสอบตก 241 คน คิดเป็น 13.32%, กลัวสอบเข้าเรียนต่อไม่ได้ 203 คน คิดเป็น 11.22%, กลัวเรียนไม่จบ 192 คน คิดเป็น 10.61%, งานที่ต้องส่งมากเกินไป 168 คน คิดเป็น 9.29%, ไม่เข้าใจบทเรียน 113 คน คิดเป็น 6.25%, กังวลว่าจะไม่ได้เรียนต่อในระดับที่อยากเรียน 92 คน คิดเป็น 5.09%, เรียนหนักเกินไป ชั่วโมงเรียนมากเกินไป 45 คน คิดเป็น 2.49%, ไม่ได้เรียนในสายที่อยากเรียน แต่เรียนตามใจผู้ปกครอง 14 คน คิดเป็น 0.77%, อุปกรณ์การเรียนไม่พร้อม 8 คน คิดเป็น 0.44% และไม่ได้เรียนพิเศษ 6 คน คิดเป็น 0.33%</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยผู้ที่ตอบว่า เครียดเรื่องการเรียน เพราะกลัวเกรดออกมาไม่ดี แบ่งเป็นนักเรียน ม.ต้น 521 คน คิดเป็น 71.66% ตามด้วย ม.ปลาย 186 คน คิดเป็น 25.58% และ ปวช. 20 คน คิดเป็น 2.75%</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่า ความเครียดเรื่องการเรียนของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรกคือ กลัวเกรดไม่ดี 521 คน คิดเป็น 41.19% กลัวสอบตก 214 คน คิดเป็น 16.92% กลัวเรียนไม่จบ 150 คน คิดเป็น 11.86% ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ กลัวเกรดไม่ดี 186 คน คิดเป็น 38.83% กลัวสอบเข้าเรียนต่อไม่ได้ 111 คน คิดเป็น 23.17% งานที่ต้องส่งมากเกินไป 45 คน คิดเป็น 9.39% และ ปวช. 3 อันดับแรกคือกลัวเกรดไม่ดี 20 คน คิดเป็น 30.77% กลัวเรียนไม่จบ 15 คน คิดเป็น 23.08% ไม่เข้าใจบทเรียน 7 คน คิดเป็น 10.77%&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">อ้วน-ผอม ไม่สวย-ไม่หล่อ ผิวไม่ขาวกระจ่างใสก็ทำให้เครียด&nbsp;</h3>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อถามว่า ประเด็นรูปร่าง-หน้าตาที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ ผู้ตอบแบบสอบถามเกือบครึ่งระบุว่า กังวลเรื่องรูปร่าง-ส่วนสูง เช่น อ้วนหรือผอมเกินไป สูงหรือเตี้ยเกินไป หน้าอกเล็กหรือใหญ่เกินไป ไม่มีกล้าม 145 คน คิดเป็น 41.55% ตามด้วยกังวลเรื่องหน้าตา ไม่เป็นไปตามมาตรฐานความสวย/หล่อ 82 คน คิดเป็น 23.50%, กังวลเรื่องสีผิว เช่น สีผิวไม่ขาวกระจ่างใส 73 คน คิดเป็น 20.92%, กังวลเรื่องทรงผม เช่น ผมหยิก ผมหยักศก ผมบาง 28 คน คิดเป็น 8.02% และกังวลเรื่องบุคลิก เช่น มีกลิ่นตัว มีกลิ่นปาก หลังค่อม 21 คน คิดเป็น 6.02%</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดจากประเด็นรูปร่าง-หน้าตาของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรกคือ กังวลเรื่องรูปร่าง-ส่วนสูง 115 คน คิดเป็น 42.75% กังวลเรื่องหน้าตา ไม่เป็นไปตามมาตรฐานความสวย/หล่อ 65 คน คิดเป็น 24.16% กังวลเรื่องสีผิว 55 คน คิดเป็น 20.45% ส่วน ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ กังวลเรื่องรูปร่าง-ส่วนสูง 22 คน คิดเป็น 37.29% กังวลเรื่องสีผิว 16 คน คิดเป็น 27.12% กังวลเรื่องหน้าตา ไม่เป็นไปตามมาตรฐานความสวย/หล่อ 9 คน คิดเป็น 15.25% และ ปวช. 3 อันดับแรกคือ กังวลเรื่องรูปร่าง-ส่วนสูงและกังวลเรื่องหน้าตาเท่ากันที่ 8 คน คิดเป็น 38.10% ตามมาด้วยกังวลเรื่องบุคลิกและสีผิวเท่ากันที่ 2 คน คิดเป็น 9.52%</p>



<h3 class="wp-block-heading">ผู้ปกครองเข้มงวดเกินไป สร้างความเครียดให้นักเรียนทุกระดับชั้น&nbsp;</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="5760" height="5760" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/4-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4663" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/4-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/4-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/4-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/4-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/4-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/4-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/4-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/4-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 5760px) 100vw, 5760px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">เมื่อถามว่า ประเด็นครอบครัวที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ ผู้ตอบแบบสอบถาม</p>



<p class="wp-block-paragraph">ตอบว่าปกครองเข้มงวดกดดันมากเกินไปมากที่สุด 151 คน คิดเป็น 43.90% รองลงมา ผู้ปกครองไม่สนับสนุนในสิ่งที่เราอยากเป็น/อยากทำ 34 คน คิดเป็น 9.88% ตามด้วยผู้ปกครองทะเลาะ ตบ-ตีกัน 33 คน คิดเป็น 9.59% ผู้ปกครองใช้ความรุนแรงกับนักเรียน 24 คน คิดเป็น 6.98% และผู้ปกครองแยกทางกัน/มีครอบครัวใหม่/นอกใจ 24 คน คิดเป็น 6.98% ตามด้วย ผู้ปกครองละเมิดความเป็นส่วนตัว เช่น เข้าห้องส่วนตัวโดยไม่ขอ ดูโทรศัพท์ 17 คน คิดเป็น 4.94% ผู้ปกครองไม่สนใจ ไม่มีเวลาให้ 13 คน คิดเป็น 3.78% มีผู้ปกครองเจ็บป่วย หรือพิการ 10 คน คิดเป็น 2.91% ผู้ปกครองเสียชีวิต 7 คน คิดเป็น 2.03% ถูกล่วงละเมิดทางเพศจากคนในครอบครัว 3 คน คิดเป็น 0.87% ผู้ปกครองไม่ยอมรับในอัตลักษณ์ทางเพศ 2 คน คิดเป็น 0.58%</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดจากครอบครัวของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรกคือ ผู้ปกครองเข้มงวด กดดันมากเกินไป 121 คน คิดเป็น 44.65% ผู้ปกครองทะเลาะตบตีกัน 30 คน คิดเป็น 11.07% ผู้ปกครองไม่สนับสนุนสิ่งที่อยากเป็น/อยากทำ 24 คน คิดเป็น 8.86% นักเรียน ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ ผู้ปกครองเข้มงวด กดดันมากเกินไป 22 คน คิดเป็น 40.74% ผู้ปกครองไม่สนับสนุนสิ่งที่อยากเป็น/อยากทำ 8 คน คิดเป็น 14.81% ผู้ปกครองแยกทางกัน มีครอบครัวใหม่/นอกใจ 5 คน คิดเป็น 9.26% นักเรียน ปวช. 3 อันดับแรกคือ ผู้ปกครองเข้มงวด กดดันมากเกินไป 8 คน คิดเป็น 42.11% ผู้ปกครองเลือกปฏิบัติกับลูก รักลูกไม่เท่ากัน 3 คน คิดเป็น 15.79% และผู้ปกครองไม่สนับสนุนสิ่งที่อยากเป็น/อยากทำ, ผู้ปกครองแยกทางกัน มีครอบครัวใหม่/นอกใจ, ผู้ปกครองละเมิดความเป็นส่วนตัว เท่ากันที่ 2 คน คิดเป็น 10.53%&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">จะเห็นได้ว่านอกจากประเด็นความเครียดจากครอบครัว ที่เกิดจากการที่ผู้ปกครองปฏิบัติต่อตัวนักเรียนแล้ว ความเครียดที่เกิดขึ้นยังมาจากปัญหาของผู้ปกครองเองที่ส่งผลให้ลูกหรือตัวนักเรียนเกิดความเครียดอีกด้วย&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">ไม่เพียงแค่เงินไม่พอใช้ แต่หนี้สินครอบครัวก็ทำให้เด็กเครียดเหมือนกัน</h3>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อถามว่า ประเด็นการเงินที่เครียดมากที่สุด คืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ ผู้ตอบแบบสอบถามตอบว่า เครียดเรื่องเงินไม่พอใช้มากที่สุด 236 คน คิดเป็น 69.21% รองลงมา ครอบครัวมีหนี้สิน 56 คน คิดเป็น 16.42% ตามด้วย ถูกยืมเงินแล้วไม่คืน 25 คน คิดเป็น 7.33% เติมเกมออนไลน์ 16 คน คิดเป็น 4.69% ติดพนันหรือพนันออนไลน์ 4 คน คิดเป็น 1.17% ถูกหลอกโอนเงินหรือถูกโกงเงิน 2 คน คิดเป็น 0.59% และเป็นหนี้นอกระบบ 2 คน คิดเป็น 0.59% และไม่ระบุสาเหตุ 2 คน&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดเรื่องการเงินของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรกคือ เงินไม่พอใช้ 100 คน คิดเป็น 65.79% ครอบครัวมีหนี้สิน 31 คน คิดเป็น 20.39% ติดเกมออนไลน์ 11 คน คิดเป็น 7.24% นักเรียน ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ เงินไม่พอใช้ 105 คน คิดเป็น 76.64% ครอบครัวมีหนี้สิน 14 คน คิดเป็น 10.22% ถูกยืมเงินแล้วไม่คืน 9 คน คิดเป็น 6.57% นักเรียนปวช. 3 อันดับแรกคือ เงินไม่พอใช้ 31 คน คิดเป็น 59.62% ครอบครัวมีหนี้สิน 11 คน คิดเป็น 21.15% ถูกยืมเงินแล้วไม่คืน 9 คน คิดเป็น 13.46%</p>



<p class="wp-block-paragraph">จะเห็นได้ว่านอกจากปัญหาเรื่องเงินไม่พอใช้ที่เป็นอันดับหนึ่งทั้งในผลสำรวจรวมทุกระดับชั้นและผลสำรวจในแต่ละระดับชั้น อีกหนึ่งปัญหาที่ก่อให้เกิดความเครียดด้านการเงินก็คือปัญหาหนี้สินของครอบครัว ที่พบในอันดับ 2 ของทุกระดับชั้น&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">Toxic Relationship คือความเครียดด้านความรักที่แม้แต่นักเรียนก็เจอ&nbsp;</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/5-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4664" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/5-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/5-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/5-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/5-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/5-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/5-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/5-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/5-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">เมื่อถามว่า ประเด็นความรักที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ ผู้ตอบแบบสอบถามตอบว่า เป็นเรื่องการอกหัก หรือแอบรักข้างเดียวมากที่สุด 77 คน คิดเป็น 35.48% รองลงมา การอยู่ในความสัมพันธ์ที่ส่งผลเสียต่อสภาพจิตใจและอารมณ์ (Toxic Relationship) 50 คน คิดเป็น 23.04% ตามด้วย การอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจน/เปิดเผยไม่ได้ 36 คน คิดเป็น 16.59% การไม่มีคู่/แฟน 31 คน คิดเป็น 14.29% การถูกคนรักนอกใจ 16 คน คิดเป็น 7.37% การเป็นคนนอกใจ/คุยหลายคน กลัวถูกจับได้ 6 คน คิดเป็น 2.76% การถูกคนรักทำร้ายร่างกาย 1 คน คิดเป็น 0.46%</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดเรื่องความรักของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรกคือ อกหัก หรือแอบรักข้างเดียว 65 คน คิดเป็น 39.39% อยู่ในความสัมพันธ์ Toxic Relationship 35 คน คิดเป็น 21.21% ไม่มีคู่/แฟน 24 คน คิดเป็น 14.55% ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ อยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจน/เปิดเผยไม่ได้ 12 คน คิดเป็น 33.33% อกหัก หรือแอบรักข้างเดียว 11 คน คิดเป็น 30.56% อยู่ในความสัมพันธ์ Toxic Relationship 7 คน คิดเป็น 19.44% ปวช. 3 อันดับแรกคือ อยู่ในความสัมพันธ์ Toxic Relationship 8 คน 50% ถูกคนรักนอกใจ 4 คน คิดเป็น 25% ไม่มีคู่/แฟน 2 คน คิดเป็น 12.50%</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าแม้ปัญหาความเครียดวิตกกังวลในเรื่องความรักจากการอกหัก หรือแอบรักข้างเดียวจะมีมากที่สุด แต่ปัญหาการอยู่ในความสัมพันธ์ Toxic Relationship นั้นกลับพบอยู่ใน 3 อันดับแรกของทุกระดับชั้นการศึกษา&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">การถูกเพื่อนบูลลี่ยังพบมากในเด็ก ม.ต้น&nbsp;</h3>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อถามว่า ประเด็นเรื่องเพื่อนที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ ผู้ตอบแบบสอบถาม</p>



<p class="wp-block-paragraph">ตอบว่า เป็นเรื่องขัดแย้ง ทะเลาะกับเพื่อนมากที่สุด 87 คน คิดเป็น 51.18% รองลงมาเป็น ถูกเพื่อนกลั่นแกล้ง บังคับข่มขู่ หรือถูกล้อเลียน และถูกเพื่อนละเลยหรือถูกกีดกันออกจากกลุ่ม เท่ากันที่ 26 คน คิดเป็น 15.29% ตามด้วย รู้สึกด้อยกว่าเพื่อนในเรื่องต่างๆ เช่น ฐานะการเงิน การเรียน รสนิยม รูปร่าง-หน้าตา ยอดผู้ติดตามในโซเชียลมีเดีย 15 คน คิดเป็น 8.82% เข้ากับเพื่อนไม่ได้ ไม่มีเพื่อน 12 คน คิดเป็น 7.06% ขโมยของ ไถเงิน 4 คน คิดเป็น 2.35%</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดเรื่องเพื่อนของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรกคือ มีเรื่องขัดแย้ง ทะเลาะกับเพื่อน 62 คน คิดเป็น 47.69% ถูกเพื่อนกลั่นแกล้ง บังคับข่มขู่ หรือถูกล้อเลียน และถูกเพื่อนละเลย หรือถูกกีดกันออกจากกลุ่ม เท่ากันที่ 22 คน คิดเป็น 16.92% รู้สึกด้อยกว่าเพื่อนในเรื่องต่างๆ 14 คน คิดเป็น 16.92% ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ มีเรื่องขัดแย้ง ทะเลาะกับเพื่อน 19 คน คิดเป็น 57.58% เข้ากับเพื่อนไม่ได้ ไม่มีเพื่อน, ถูกเพื่อนกลั่นแกล้ง บังคับข่มขู่ หรือถูกล้อเลียน, ถูกเพื่อนละเลย หรือถูกกีดกันออกจากกลุ่ม เท่ากันที่ 4 คน คิดเป็น 12.12% ปวช. มี 2 อันดับคือ มีเรื่องขัดแย้ง ทะเลาะกับเพื่อน 6 คน คิดเป็น 85.71% และเข้ากับเพื่อนไม่ได้ ไม่มีเพื่อน 1 คน คิดเป็น 14.29%</p>



<p class="wp-block-paragraph">จะเห็นได้ว่านอกจากปัญหาเรื่องขัดแย้ง ทะเลาะกับเพื่อน จะเป็นเรื่องใหญ่ที่ก่อให้เกิดความเครียดในวัยเรียนในทุกระดับชั้นแล้ว ปัญหาการถูกบูลลี่ กลั่นแกล้ง บังคับข่มขู่ หรือถูกล้อเลียน ยังเป็นปัญหาที่สร้างความเครียดให้กับเด็กนักเรียน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กนักเรียน ม.ต้น อีกด้วย</p>



<h3 class="wp-block-heading">นอกจากโรคทางกายแล้ว โรคทางใจยังทำให้เครียดเพิ่มขึ้น</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/6-1-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4684" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/6-1-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/6-1-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/6-1-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/6-1-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/6-1-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/6-1-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/6-1-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/6-1-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">เมื่อถามว่า ประเด็นความเจ็บป่วยที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ ผู้ตอบแบบสอบถามตอบว่าเครียดเรื่อง มีโรคประจำตัว เช่น ภูมิแพ้ หอบหืด เบาหวานมากที่สุด 43 คน คิดเป็น 51.81% รองลงมาเป็น ความเจ็บป่วยทางใจ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล แพนิค 24 คน คิดเป็น 28.92% แพ้อาหาร 11 คน คิดเป็น 13.25% และมีความพิการทางร่างกาย 5 คน คิดเป็น 6.02 %</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดเรื่องการเจ็บป่วยของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรกคือ มีโรคประจำตัว 38 คน คิดเป็น 54.29% เจ็บป่วยทางใจ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล แพนิค 21 คน คิดเป็น 30% แพ้อาหาร 9 คน คิดเป็น 12.86% ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ มีโรคประจำตัว 3 คน คิดเป็น 50% แพ้อาหาร 2 คน คิดเป็น 33.33% เจ็บป่วยทางใจ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล แพนิค 1 คน คิดเป็น 16.67% ปวช. 3 อันดับแรกคือ มีความพิการทางร่างกาย 3 คน คิดเป็น 42.86% เจ็บป่วยทางใจ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล แพนิค และ มีโรคประจำตัว เทากันที่ 2 คน คิดเป็น 28.57%&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าการเจ็บป่วยทางใจ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล แพนิค กลายมาเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้นักเรียนเกิดความเครียด วิตกกังวลในการใช้ชีวิตในทุกระดับชั้น&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">เรื่องสังคม-การเมืองก็ทำให้นักเรียนเครียดได้เหมือนกัน</h3>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อถามว่า ประเด็นสังคมและการเมืองที่เครียดมากที่สุด คืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ มีผู้ตอบว่า รู้สึกไม่พอใจกับสังคมที่เป็นอยู่ และไม่เห็นหนทางที่จะเปลี่ยนแปลงได้มากที่สุด 32 คน คิดเป็น 44.44% รองลงมาเป็น การที่ไม่สามารถแสดงความเห็นทางการเมืองได้อย่างเสรี 25 คน คิดเป็น 34.72% ตามด้วย ความเห็นทางการเมืองขัดแย้งกับคนรอบตัว เช่น ครอบครัว เพื่อน แฟน 11 คน คิดเป็น 15.28% และการถูกกดดันให้ต้องเลือกฝั่งทางการเมือง 4 คน คิดเป็น 5.56%</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดเรื่องสังคมการเมืองของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรกคือ รู้สึกไม่พอใจกับสังคมที่เป็นอยู่ และไม่เห็นหนทางที่จะเปลี่ยนแปลงได้ 23 คน คิดเป็น 42.59% ไม่สามารถแสดงความเห็นทางการเมืองได้อย่างเสรี 18 คน คิดเป็น 33.33% ความเห็นทางการเมืองขัดแย้งกับคนรอบตัว เช่น ครอบครัว เพื่อน แฟน 9 คน คิดเป็น 16.67% ม.ปลาย 3 อันดับแรกเช่นเดียวกับ ม.ต้น คือ รู้สึกไม่พอใจกับสังคมที่เป็นอยู่ และไม่เห็นหนทางที่จะเปลี่ยนแปลงได้ 8 คน คิดเป็น 57.14% ไม่สามารถแสดงความเห็นทางการเมืองได้อย่างเสรี 5 คน คิดเป็น 35.71% ความเห็นทางการเมืองขัดแย้งกับคนรอบตัว เช่น ครอบครัว เพื่อน แฟน 1 คน คิดเป็น 7.14% ปวช. 3 อันดับแรกคือ ไม่สามารถแสดงความเห็นทางการเมืองได้อย่างเสรี 2 คน คิดเป็น 50% ความเห็นทางการเมืองขัดแย้งกับคนรอบตัว เช่น ครอบครัว เพื่อน แฟน และรู้สึกไม่พอใจกับสังคมที่เป็นอยู่ และไม่เห็นหนทางที่จะเปลี่ยนแปลงได้ เท่ากันที่ 1 คน คิดเป็น 25%</p>



<p class="wp-block-paragraph">จะเห็นได้ว่านอกจากความรู้สึกไม่พอใจกับสังคมที่เป็นอยู่ และไม่เห็นหนทางที่จะเปลี่ยนแปลงได้ทางสังคมการเมืองที่ทำให้นักเรียนรู้สึกเครียดมากที่สุดแล้ว เสรีภาพในการแสดงออกในเรื่องการเมืองยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นในวัยเรียนอีกด้วย&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">ทำงานไป เรียนไป ก็เครียดได้นะ&nbsp;</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/7-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4666" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/7-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/7-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/7-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/7-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/7-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/7-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/7-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/7-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">เมื่อถามว่า ประเด็นการทำงานที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ ผู้ตอบแบบสอบถามตอบว่า เครียดเรื่องการทำงานผิดพลาดมากที่สุด 20 คน คิดเป็น 39.22% รองลงมาเป็น ความกังวลว่าการทำงานส่งผลกระทบกับการเรียน 13 คน คิดเป็น 25.49% อยู่ในภาวะหมดไฟ อยากลาออก 6 คน คิดเป็น 11.76% ตามด้วย เรื่องชั่วโมงการทำงานมากเกินไป หรือต้องทำงานภายใต้แรงกดดันมากเกินไป หรือถูกกดค่าจ้าง ไม่ได้ค่าจ้างที่เหมาะสม 3 คน คิดเป็น 5.88% การถูกดุด่าด้วยคำพูดรุนแรงจากที่ทำงาน 2 คน คิดเป็น 3.92% และสภาพแวดล้อมในการทำงานไม่ดี เช่น สกปรก มลภาวะ อุณหภูมิ กลิ่น เสียง 1 คน คิดเป็น 1.96%&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดเรื่องการทำงานของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรกคือ ทำงานผิดพลาด 15 คน คิดเป็น 48.39% การทำงานส่งผลกระทบกับการเรียน 7 คน คิดเป็น 22.58% ชั่วโมงการทำงานมากเกินไป 3 คน คิดเป็น 9.68% ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ การทำงานส่งผลกระทบกับการเรียน 4 คน คิดเป็น 40% ทำงานผิดพลาด 3 คน คิดเป็น 30% อยู่ในภาวะหมดไฟ อยากลาออก 2 คน คิดเป็น 20% ปวช. 3 อันดับแรก คือ ถูกกดค่าจ้าง ไม่ได้ค่าจ้างที่เหมาะสม และอยู่ในภาวะหมดไฟ อยากลาออก เท่ากันที่ 3 คน คิดเป็น 30% และการทำงานส่งผลกระทบกับการเรียน, ทำงานผิดพลาด เท่ากันที่ 2 คน คิดเป็น 20%</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลในประเด็นนี้จะเห็นได้ว่ายังมีนักเรียนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความเครียด วิตกกังวล อันเกิดมาจากการที่ต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจก่อนหน้านี้ที่พบว่ามีนักเรียนถึง 19.41% ที่ต้องทำงานพิเศษ (<a href="https://rocketmedialab.co/student-q3-2024/">https://rocketmedialab.co/student-q3-2024/</a>)&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">ไม่ใช่แค่เพื่อน แต่ครูก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด</h3>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อถามว่า ประเด็นเรื่องครูที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ พบว่า นักเรียนเครียดเรื่องการที่ถูกครูใช้คำพูดทำร้ายจิตใจ เช่น ดุด่า คำหยาบ เหยียดรูปร่าง-หน้าตา-เพศ-สติปัญญามากที่สุด 24 คน คิดเป็น 61.54% รองลงมาเป็นถูกครูเลือกปฏิบัติ 6 คน คิดเป็น 15.38% ตามด้วยการถูกครูลงโทษเกินกว่าเหตุ เช่น ตัดผม บังคับวิ่งรอบสนาม ประจาน 5 คน คิดเป็น 12.82% และการถูกครูข่มขู่ ใช้ความรุนแรง เช่น หยิก ตี ทุบ ตบ ไถเงิน และถูกครูใช้ให้ทำงานส่วนตัว เท่ากันที่ประเด็นละ 2 คน คิดเป็น 5.13% และไม่ระบุสาเหตุอีก 4 คน</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดเรื่องครูของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรกคือ ถูกครูใช้คำพูดทำร้ายจิตใจ 24 คน คิดเป็น 66.67% ถูกครูลงโทษเกินกว่าเหตุ 5 คน คิดเป็น 13.89% ถูกครูเลือกปฏิบัติ 4 คน คิดเป็น 11.11% ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ ถูกครูเลือกปฏิบัติ 2 คน คิดเป็น 66.67% ถูกครูใช้ให้ทำงานส่วนตัว 1 คน คิดเป็น 33% และพบว่านักเรียนในระดับชั้น ปวช. ไม่มีใครเลือกตอบในข้อนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading">เพศสัมพันธ์อีกหนึ่งปัญหาสร้างความเครียดให้วัยเรียน</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/8-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4667" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/8-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/8-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/8-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/8-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/8-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/8-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/8-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/8-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">เมื่อถามว่า ประเด็นเพศสัมพันธ์ที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ มีนักเรียนที่ตอบว่ากังวลเรื่องตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมมากที่สุด 8 คน คิดเป็น 36.36% รองลงมาเป็นกังวลเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และกังวลว่าเพศสัมพันธ์จะไม่เป็นที่พึงพอใจของคู่ เท่ากันที่ 5 คน คิดเป็น 22.73% ตามด้วยการถูกคุกคามทางเพศ เช่น โดนสัมผัสตัวโดยไม่ยินยอม ใช้คำพูดคุกคาม 2 คน คิดเป็น 9.09% การถูกข่มขู่หรือบังคับให้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ยินยอม และรู้สึกไม่มีความสุขจากเพศสัมพันธ์อย่างที่ต้องการเท่ากันที่ 1 คน คิดเป็น 4.55%</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดเรื่องเพศสัมพันธ์ของนักเรียน ม.ต้น ซึ่งตอบว่ากังวลเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์, กังวลว่าเพศสัมพันธ์จะไม่เป็นที่พึงพอใจของคู่, ถูกข่มขู่หรือบังคับให้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ยินยอม และถูกคุกคามทางเพศ เท่ากันที่ข้อละ 1 คน คิดเป็น 25% ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ กังวลเรื่องตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม 5 คน คิดเป็น 62.50% กังวลว่าเพศสัมพันธ์จะไม่เป็นที่พึงพอใจของคู่ 2 คน คิดเป็น 25% รู้สึกไม่มีความสุขจากเพศสัมพันธ์อย่างที่ต้องการเท่ากันที่ 1 คน คิดเป็น 12.50% ปวช. 3 อันดับแรกคือ กังวลเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 4 คน คิดเป็น 40% กังวลเรื่องตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม 3 คน คิดเป็น 30% กังวลว่าเพศสัมพันธ์จะไม่เป็นที่พึงพอใจของคู่ 2 คน คิดเป็น 20%</p>



<p class="wp-block-paragraph">สิ่งที่น่าสนใจจากข้อมูลในการตอบข้อนี้ก็คือ แม้ว่าเรื่องการตั้งครรภ์ไม่พร้อมและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จะเป็นเรื่องใหญ่ที่วัยเรียนรู้สึกเครียดและวิตกกังวล แต่นอกจากนั้นกลับพบความเครียดวิตกกังวลในเรื่องเพศสัมพันธ์ในประเด็นถูกข่มขู่หรือบังคับให้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ยินยอม และการถูกคุกคามทางเพศจากคำตอบของนักเรียนในระดับชั้น ม.ต้น ด้วย</p>



<h3 class="wp-block-heading">อัตลักษณ์ทางเพศอีกหนึ่งประเด็นที่ก่อให้เกิดความเครียดในยุคปัจจุบัน&nbsp;</h3>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อถามว่า ประเด็นเพศ/อัตลักษณ์ทางเพศที่เครียดมากที่สุดคืออะไร โดยให้เลือกได้เพียง 1 ข้อ พบว่า มีนักเรียนกังวลกับสรีระที่ไม่ตรงตามเพศที่อยากเป็น เช่น หน้าอก หนวด และการไม่สามารถแสดงออกตามเพศที่เราอยากเป็นมากที่สุด โดยได้เท่ากันที่ประเด็นละ 3 คน คิดเป็น 25.00% ตามด้วยประเด็นเรื่องเพศที่อยากเป็น ขัดกับหลักศาสนาที่นับถือ และรู้สึกสับสนกับอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง เท่ากันที่ประเด็นละ 2 คน คิดเป็น 16.67% และกังวลเรื่องการใช้ฮอร์โมนเพื่อข้ามเพศ และการไม่ได้รับการยอมรับจากผู้ปกครอง เท่ากันที่ประเด็นละ 1 คน คิดเป็น 8.33% และไม่ระบุสาเหตุ 1 คน&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาจากระดับชั้นการศึกษาพบว่าความเครียดเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศของนักเรียน ม.ต้น 3 อันดับแรก คือ กังวลกับสรีระที่ไม่ตรงตามเพศที่อยากเป็น เพศที่อยากเป็น ขัดกับหลักศาสนาที่นับถือ รู้สึกสับสนกับอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง เท่ากันที่ประเด็นละ 2 คน คิดเป็น 25% ตามมาด้วย ไม่ได้รับการยอมรับจากผู้ปกครองและไม่สามารถแสดงออกตามเพศที่เราอยากเป็น เท่ากันที่ประเด็นละ 1 คน คิดเป็น 12.50% ม.ปลาย 3 อันดับแรกคือ กังวลกับสรีระที่ไม่ตรงตามเพศที่อยากเป็น, กังวลเรื่องการใช้ฮอร์โมนเพื่อข้ามเพศ และไม่สามารถแสดงออกตามเพศที่เราอยากเป็นได้ เท่ากันที่ประเด็นละ 1 คน คิดเป็น 33.33% ปวช. มี 1 ประเด็นคือ ไม่สามารถแสดงออกตามเพศที่เราอยากเป็นได้ 1 คน&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลจะพบว่าผู้ที่ตอบว่าเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศทำให้เกิดความเครียดวิตกกังวล 13 คน เป็นเพศ LGBTQ+ 8 คน หญิง 2 คน ไม่ต้องการระบุเพศ 2 คน และชาย 1 คน&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">ที่ว่าเครียด เครียดแค่ไหน และแก้ปัญหาอย่างไร&nbsp;</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/9-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4668" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/9-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/9-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/9-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/9-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/9-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/9-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/9-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/9-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">จากนั้นเมื่อถามว่าความเครียด วิตกกังวลในเรื่องที่ผู้ตอบแบบสอบถามตอบไปนั้นส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวันแค่ไหน โดยเลือกได้เพียง 1 ข้อ พบว่านักเรียนตอบว่าไม่ส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวันมากที่สุด 1,919 คน คิดเป็น 54.58% รองลงมาเป็นผลกระทบกับอารมณ์ เช่น วิตกกังวล กลัว เศร้า ไม่อยากเข้าสังคม 807 คน คิดเป็น 22.95% ผลกระทบกับร่างกาย เช่น นอนไม่หลับ, เครียดลงกระเพาะ 529 คน คิดเป็น 15.05% ตามด้วยมีความคิดว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว หรือคิดอยากฆ่าตัวตาย 185 คน คิดเป็น 5.26% เคยลงมือทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น 41 คน คิดเป็น 1.17% และมีความคิดอยากทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น 35 คน คิดเป็น 1 %</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากนั้นเมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่าความเครียดด้านครอบครัวเป็นประเด็นที่ส่งผลให้นักเรียนคิดอยากจะฆ่าตัวตาย 74 คน เคยลงมือทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น 18 คน มีความคิดอยากทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น 12 คน&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในขณะที่ความเครียดที่ส่งผลกระทบในระดับอารมณ์ของนักเรียน เช่น วิตกกังวล กลัว เศร้า ไม่อยากเข้าสังคม พบว่ามาจากประเด็นเรื่องการเรียน 355 คน คิดเป็น 43.99% รูปร่าง หน้าตา บุคลิก 109 คน คิดเป็น 13.51% และครอบครัว 104 คน คิดเป็น 12.89%&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ส่วนความเครียดที่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย เช่น นอนไม่หลับ เครียดลงกระเพาะพบว่ามาจากประเด็นเรื่องการเรียน 330 คน คิดเป็น 62.38% การเงิน 53 คน คิดเป็น 10.02% และครอบครัว 39 คน คิดเป็น 7.37%&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/10-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-4669" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/10-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/10-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/10-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/10-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/10-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/10-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/10-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2024/10/10-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">จากนั้นเมื่อถามว่าคุณจัดการกับความเครียด หรือมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร โดยเลือกได้มากกว่า 1 ข้อ พบว่านักเรียนตอบว่า หากิจกรรมทำเพื่อคลายเครียดมากที่สุด 2,283 คน คิดเป็น 42.37% รองลงมาเป็น ปรึกษาเพื่อน 1,082 คน คิดเป็น 20.08% ตามด้วย ไม่ทำอะไรเลย 697 คน คิดเป็น 12.94% ปรึกษาผู้ปกครอง 633 คน คิดเป็น 11.75% ปรึกษาแฟน 291 คน คิดเป็น 5.40% ปรึกษาครู 225 คน คิดเป็น 4.18% ปรึกษาคนในโซเชียลมีเดีย 95 คน คิดเป็น 1.76% ปรึกษานักจิตวิทยา/แพทย์ ที่สถานพยาบาล 57 คน คิดเป็น 1.06% ปรึกษาองค์กรให้คำปรึกษาทางออนไลน์-สายด่วน 25 คน คิดเป็น 0.46%</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยในจำนวนนักเรียนที่ปรึกษานักจิตวิทยา/แพทย์ 57 คน มีนักเรียนที่เครียดจากการเรียนมากที่สุด 21 คน รองลงมาเป็นความเจ็บป่วย 11 คน ตามด้วยเรื่องการเงิน ครอบครัว และรูปร่าง-หน้าตา-บุคลิกเท่ากันที่ 5 คน ความรัก 3 คน ตามด้วยเพศสัมพันธ์และเพื่อนเท่ากัน 2 คน สังคมการเมืองและครู เท่ากัน 1 คน</p>



<p class="wp-block-paragraph">และสุดท้ายเมื่อถามว่าคุณอยากได้การสนับสนุน หรือความช่วยเหลือ ในรูปแบบใดเพิ่มเติม เพื่อช่วยจัดการกับความเครียด โดยเลือกได้มากกว่า 1 ข้อ พบว่านักเรียนตอบว่าไม่ต้องการมากที่สุด 1,705 คน คิดเป็น 36.76% รองลงมาเป็น การมีครูแนะแนวที่ให้คำปรึกษาได้ทุกเรื่อง 1,063 คน คิดเป็น 22.92% ตามด้วย มีนักจิตวิทยาประจำโรงเรียน 610 คน คิดเป็น 13.15% การมีช่องทางให้คำปรึกษาในรูปแบบออนไลน์จากผู้เชี่ยวชาญ 590 คน คิดเป็น 12.72% การที่สามารถเข้าถึงนักจิตวิทยาในสถานพยาบาลได้โดยง่าย 307 คน คิดเป็น 6.62% การมีสายด่วนให้คำปรึกษา 24 ชั่วโมง 296 คน คิดเป็น 6.38% และอื่นๆ เช่น คุยกับแฟน ผู้ปกครอง พ่อแม่ที่ให้คำปรึกษาได้ทุกเรื่อง, หากิจกรรมทําเพื่อแก้เครียด เล่นกีฬา 67 คน คิดเป็น 1.44%</p>



<h3 class="wp-block-heading">บทสรุปสุขภาพจิตของเด็กไทย&nbsp;</h3>



<p class="wp-block-paragraph">จากแบบสำรวจในครั้งนี้ แม้จะพบว่าเรื่องการเรียนเป็นประเด็นที่ทำให้เด็กนักเรียนเกิดความเครียด วิตกกังวลมากที่สุด เนื่องด้วยเพราะเป็นสิ่งที่ในวัยนี้ต้องรับผิดชอบ แต่ก็พบว่ามีเพียง 51.45% หรือประมาณเพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้น แต่อีกกึ่งหนึ่งนั้นมาจากสภาพสังคมโดยรอบที่มีอิทธิพลต่อความคิดและการใช้ชีวิตของคนวัยเรียนด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรื่องรูปร่าง-หน้าตา-บุคลิก, ครอบครัว, การเงิน, ความรัก, เพื่อน ไปจนถึงเรื่องสังคมการเมือง ที่มีผู้ตอบมากกว่าประเด็นเรื่องครู การทำงาน หรือเพศสัมพันธ์เสียอีก&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">และถึงแม้ว่าความเครียดวิตกกังวลส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับที่ไม่ส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวันมากที่สุด คิดเป็น 54.58% แต่ก็พบว่านักเรียในวัยมัธยมทั้ง ม.ต้น ม.ปลาย และปวช. นั้นประสบปัญหาความเครียด วิตกกังวลจนส่งผลกระทบต่อร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และการใช้ชีวิตเกือบกึ่งหนึ่งเลยทีเดียว โดยเฉพาะ ผู้ที่ตอบแบบสอบถามว่าความเครียด วิตกกังวลที่เกิดขึ้นส่งผลจนอยากจะฆ่าตัวตาย, เคยลงมือทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น หรือมีความคิดอยากทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ซึ่งมีสูงถึง 7.43% และกลับพบว่ามาจากสาเหตุเรื่อง ‘ครอบครัว’ เป็นหลัก&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนั้นยังพบว่า เด็กในวัยเรียนที่มีความเครียดวิตกกังวลส่วนใหญ่ที่อยากได้การสนับสนุน หรือความช่วยเหลือเพื่อช่วยจัดการกับความเครียดตั้งแต่ครูแนะแนวที่สามารถให้คำปรึกษาได้ทุกเรื่อง, นักจิตวิทยาประจำโรงเรียน, ช่องทางให้คำปรึกษาในรูปแบบออนไลน์จากผู้เชี่ยวชาญ, การเข้าถึงนักจิตวิทยาในสถานพยาบาลได้โดยง่าย ไปจนถึงสายด่วนให้คำปรึกษา 24 ชั่วโมง ซึ่งจะพบว่าในปัจจุบันแม้จะมีระบบการใช้ความช่วยเหลือทางด้านสุขภาพจิตในรูปแบบเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมทั่วถึงทั้งในด้านปริมาณ การเข้าถึงได้โดยง่าย สะดวกและรวดเร็ว</p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>



<p class="wp-block-paragraph">ดูข้อมูลที่ <a href="https://rocketmedialab.co/database-student-q4-2024/">https://rocketmedialab.co/database-student-q4-2024/</a>&nbsp;</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/student-q4-2024/">ผลสำรวจสุขภาพจิตเด็กไทย : เครียดเรื่องเรียนมากที่สุด แต่ปัญหาครอบครัวทำให้ถึงขั้นอยากฆ่าตัวตาย ทำร้ายตัวเอง</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผลสำรวจสุขภาพจิตเด็กไทย : เครียดเรื่องอะไรมากที่สุด [ข้อมูลดิบ]</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/database-student-q4-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 08 Oct 2024 06:16:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[database]]></category>
		<category><![CDATA[future]]></category>
		<category><![CDATA[rocketmedialabxp2h]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[ความเครียด]]></category>
		<category><![CDATA[นักจิตวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[วัยรุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[เครียด]]></category>
		<category><![CDATA[แบบสอบถาม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=4648</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3612;&#3621;&#3626;&#3635;&#3619;&#3623;&#3592;&#3586 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/database-student-q4-2024/">ผลสำรวจสุขภาพจิตเด็กไทย : เครียดเรื่องอะไรมากที่สุด [ข้อมูลดิบ]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">ผลสำรวจข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพจิต ทั้งความเครียด วิตกกังวลในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษา (ม.1-6) และ ปวช. (1-3) ผ่านทางแบบสอบถามออนไลน์ ระหว่างวันที่ 16-30 กันยายน 2567 จากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 3,516 คน ทั่วประเทศ</p>



<iframe src="https://docs.google.com/spreadsheets/d/e/2PACX-1vSk4ycrmH5B-T08aWGlhimFZ50lMPI85DIHA9JNKODZlwyRWUdFxaqnjqo9_YoZ487GdT_-qgaXUXlb/pubhtml?widget=true&amp;headers=false"></iframe>



<p class="wp-block-paragraph"><a href="https://docs.google.com/spreadsheets/d/18aDY4MptNQbQDoJx1Cxx1I-vILi7rmX-7XRlW-uWsZM/edit?usp=sharing">ดาวน์โหลดที่นี่ </a></p>



<p class="wp-block-paragraph">อ่าน <a href="https://rocketmedialab.co/student-q4-2024/">ผลสำรวจสุขภาพจิตเด็กไทย : เครียดเรื่องเรียนมากที่สุด แต่ปัญหาครอบครัวทำให้ถึงขั้นอยากฆ่าตัวตาย ทำร้ายตัวเอง &#8211; Rocket Media Lab</a> </p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/database-student-q4-2024/">ผลสำรวจสุขภาพจิตเด็กไทย : เครียดเรื่องอะไรมากที่สุด [ข้อมูลดิบ]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทรัพยากรสาธารณสุขไทย มากพอไหมในการให้บริการด้านจิตเวช?</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/psy-resource/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Oct 2022 06:09:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[future]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[จิตเวช]]></category>
		<category><![CDATA[ซึมเศร้า]]></category>
		<category><![CDATA[นักจิตวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[สาธารณสุข]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=2933</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำรวจสถานการณ์สุขภาพจิตและกลไกส่งเสริมป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในประเทศไทย</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/psy-resource/">ทรัพยากรสาธารณสุขไทย มากพอไหมในการให้บริการด้านจิตเวช?</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"></figure>



<p class="wp-block-paragraph"></p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ในปี 2564 โรคทางจิตเวชที่มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษามากที่สุดคือ ความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรมที่เกิดจากการใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท โดยมีผู้ป่วย 622,172 คน จากผู้ป่วยจิตเวชทั้งหมด 3.99 ล้านคน</li>



<li>เชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน ติด 10 อันดับแรกจังหวัดมีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จสูงที่สุดทุกปี ระหว่างปี 2559-2563 โดยแม่ฮ่องสอนติดอันดับที่ 1 ถึง 3 ปีจาก 5 ปี</li>



<li>ปี 2564 จังหวัดที่มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาโรคจิตเวชต่อประชากรมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ ลำพูน เชียงใหม่ สกลนคร พะเยา และพิษณุโลก</li>



<li>ปี 2564 จังหวัดที่มีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าต่อประชากรมากที่สุดคือ ลำพูน รองลงมาคือ สิงห์บุรี เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และอุตรดิตถ์</li>



<li>ปี 2564 กทม. มีอัตราส่วนจิตแพทย์ต่อประชากร 100,000 คนอยู่ที่ 4.90 ขณะที่ยโสธรไม่มีจิตแพทย์เลย (ปัจจุบัน ปี 2565 จากการสอบถาม มีจิตแพทย์แล้ว 2 คน) และมี 14 จังหวัดที่มีอัตราส่วนจิตแพทย์ต่อประชากรมากกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ</li>



<li>มี 6 จังหวัดที่ไม่มีนักจิตวิทยาเลย ได้แก่ ตราด แพร่ สมุทรสงคราม สิงห์บุรี หนองบัวลำภู และอ่างทอง และมี 28 จังหวัดที่มีอัตราส่วนนักจิตวิทยาต่อประชากรมากกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ</li>



<li>หากดูที่ภาระงานของบุคลากรสาธารณสุข จะพบว่าในจังหวัดศรีสะเกษ จิตแพทย์ 1 คนต้องดูแลผู้ป่วยจิตเวชสูงถึง 34,811 คน ขณะที่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน จิตแพทย์ 1 คน ต้องดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าถึง 3,216 คน</li>



<li>ในจังหวัดเลย นักจิตวิทยา 1 คนต้องดูแลผู้ป่วยจิตเวชถึง 52,717 คน และต้องดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอีก 3,937 คน</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"></p>



<p class="wp-block-paragraph">ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา สถานการณ์สุขภาพจิตของคนไทยมีแนวโน้มถดถอยลง เห็นได้จาก<a href="https://dmh.go.th/report/suicide/stat_prov.asp">สถิติการฆ่าตัวตายสำเร็จ</a>ที่มีอัตราสูงขึ้น จาก 6.08 รายต่อแสนประชากร ในปี 2556 เพิ่มเป็น 7.37 รายต่อแสนประชากร ในปี 2563 และในปี 2564 ที่มี<a href="https://www.bangkokbiznews.com/social/1001472">วิกฤตโรคระบาดโควิด-19 </a>เพิ่มเป็น 7.8 รายต่อแสนประชากร นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอีกราว 1.35 ล้านคน เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในรอบสิบปีที่ผ่านมา</p>



<p class="wp-block-paragraph">เนื่องในโอกาสวันสุขภาพจิตโลกประจำปี 2565 ซึ่งตรงกับวันที่ 10 ตุลาคม Rocket Media Lab ชวนสำรวจสถานการณ์สุขภาพจิตและกลไกส่งเสริมป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในประเทศไทย</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>อัตราส่วนจิตแพทย์ต่อประชากรของไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก แต่สูงกว่าหลายประเทศในอาเซียน</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph"><a href="https://www.who.int/teams/mental-health-and-substance-use/world-mental-health-report">องค์การอนามัยโลกหรือ WHO ระบุ</a>ว่า คนในโลกนี้ทุก 8 คนจะมี 1 คนที่ใช้ชีวิตอยู่กับปัญหาสุขภาพจิต และในทุกการเสียชีวิต 100 ครั้งจะมีอย่างน้อย 1 ครั้งที่เป็นการฆ่าตัวตาย แต่อัตราดังกล่าวจะสูงขึ้นไปอีกสำหรับคนวัยหนุ่มสาวช่วง 15-29 ปี ที่ทุกการเสียชีวิต 100 ครั้งจะมีถึง 8 ครั้งที่เป็นการฆ่าตัวตาย ทั้งนี้ในภาพรวม ในทุก 1 การเสียชีวิตที่มาจากการฆ่าตัวตาย จะมีการพยายามฆ่าตัวตายไม่ต่ำกว่า 20 ครั้ง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เช่นเดียวกับการรับมือ แม้หลายประเทศจะเห็นว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาสำคัญ แต่ก็มีข้อจำกัดในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านทรัพยากรสาธารณสุข</p>



<p class="wp-block-paragraph"><a href="https://www.who.int/publications/i/item/9789240036703">ข้อมูลจาก Mental Health ATLAS 2020</a> ขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า ค่ามัธยฐานของอัตราส่วนบุคลากรที่ทำงานด้านสุขภาพจิตต่อประชากรจาก 158 ประเทศอยู่ที่ 13 คนต่อแสนประชากร โดยที่แต่ละภูมิภาคมีช่องว่างห่างกันมาก ตัวอย่างเช่น ค่ามัธยฐานของทวีปยุโรปสูงกว่าของทวีปแอฟริกา 40 เท่า ความแตกต่างนี้ยิ่งเห็นได้ชัดระหว่างประเทศรายได้สูงกับรายได้ต่ำ โดยประเทศรายได้ต่ำมีบุคลากรด้านสุขภาพจิต 1.4 คนต่อแสนประชากร ส่วนประเทศรายได้สูงมี 62 คนต่อแสนประชากร</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากพิจารณาเฉพาะจำนวนจิตแพทย์และนักจิตวิทยาใน 156 ประเทศ พบว่าค่ามัธยฐานของอัตราส่วนจิตแพทย์ต่อแสนประชากรอยู่ที่ 1.7 ส่วนของนักจิตวิทยาอยู่ที่ 1.4 กลุ่มประเทศที่มีรายได้สูงมีตัวเลขนี้สูงกว่าประเทศรายได้ต่ำ สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ค่ามัธยฐานของอัตราส่วนจิตแพทย์ต่อแสนประชากรอยู่ที่ 0.4 และของนักจิตวิทยาอยู่ที่ 0.3</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างอัตราส่วนจิตแพทย์และนักจิตวิทยาใน 11 ประเทศในภูมิภาคต่างๆ ที่ปี 2563 ประเทศในยุโรปตะวันตก นำโดยสวิตเซอร์แลนด์ มีอัตราส่วนจิตแพทย์ต่อประชากรมากที่สุด ที่ 47.17 คนต่อแสนประชากร ในเอเชีย ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ซึ่งมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงเป็นลำดับต้นๆ ของประเทศพัฒนาแล้ว มีอัตราส่วนจิตแพทย์ต่อแสนประชากรอยู่ที่ 12.55 และ 7.91 ตามลำดับ&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ขณะที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเพียงสิงคโปร์เท่านั้นที่มีอัตราส่วนจิตแพทย์สูงกว่าค่ามัธยฐานของโลกคือ 4.7 คนต่อแสนประชากร ส่วนประเทศไทย <a href="https://data.go.th/dataset/specialist">รายงานจำนวนผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช กรมสุขภาพจิต</a> ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2565 ระบุว่า ไทยมีจิตแพทย์รวม 845 คน คิดเป็นจิตแพทย์ 1.28 คนต่อแสนประชากร</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับอัตราส่วนนักจิตวิทยา ออสเตรเลียจัดอยู่ในกลุ่มที่มีนักจิตวิทยาต่อประชากรมากเป็นลำดับต้นๆ คือ 122.91 คนต่อแสนประชากร สูงกว่าค่ามัธยฐานของโลกเกือบ 100 เท่า ส่วนสวีเดนมีนักจิตวิทยา 84.88 คนต่อแสนประชากร ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์มี 56.37 คนต่อแสนประชากร ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเพียงสิงคโปร์และไทยที่มีนักจิตวิทยาต่อประชากรคนมากกว่าค่ามัธยฐานโลก โดยสิงคโปร์มีมากกว่าไทยเกือบ 9 เท่า กล่าวคือไทยมี 1.57 คนต่อแสนประชากร ขณะที่สิงคโปร์มี 9.7 คนต่อแสนประชากร ในส่วนของประเทศไทยนั้น <a href="https://data.go.th/dataset/specialist">ข้อมูลล่าสุดของกรมสุขภาพจิต ในปี 2565</a> ระบุว่า มีนักจิตวิทยา 1,037 คน คิดเป็น 1.57 คนต่อแสนประชากร</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/10/resource4-1024x1024.jpg" alt="" class="wp-image-2948" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/10/resource4-1024x1024.jpg 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/10/resource4-300x300.jpg 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/10/resource4-150x150.jpg 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/10/resource4-768x768.jpg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/10/resource4-1536x1536.jpg 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/10/resource4-2048x2048.jpg 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/10/resource4-600x600.jpg 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/10/resource4-100x100.jpg 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading"><strong>ผู้ป่วยจิตเวชในไท</strong><strong>ยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เป็นผลมาจากการใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทมากที่สุด&nbsp;</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">ประเทศไทยมีผู้ป่วยจิตเวชเพิ่มขึ้นทุกปี ในรายงานผู้ป่วยที่มารับบริการด้านจิตเวช จากคลังข้อมูลการแพทย์และสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุขแสดงให้เห็นว่า ระหว่างปี 2558-2564 ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคทางจิตเวชเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจาก 1.3 ล้านคนเป็น 2.3 ล้านคน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ก่อนหน้านี้ใน<a href="http://www.thaincd.com/document/file/download/knowledge/report_BOD_2556.pdf">รายงานการสูญเสียสุขภาวะปี 2556</a> ระบุว่า คนไทยสูญเสียปีสุขภาวะ (disability-adjusted life years; DALYs) ซึ่งเป็นจำนวนปีที่เสียไปเพราะสุขภาพไม่ดี พิการ หรือเสียชีวิตก่อนวัย เท่ากับ 10.6 ล้านปี โดยชายไทยสูญเสียปีสุขภาวะไปกับโรคเกี่ยวกับสุขภาพจิตมากที่สุด ในขณะที่หญิงไทยสูญเสียปีสุขภาวะจากโรคเกี่ยวกับสุขภาพจิตมากเป็นอันดับ 2 คิดเป็นร้อยละ 21 ของการสูญเสียปีสุขภาวะทั้งหมด สาเหตุสามอันดับแรกของการสูญเสียปีสุขภาวะในผู้ชาย เกิดจากภาวะการติดสุราหรือการดื่มแบบเป็นอันตราย โรคซึมเศร้า และโรคจิตเภท ส่วนในผู้หญิงเกิดจากโรคซึมเศร้า โรคความจำเสื่อม และโรคจิตเภท</p>



<p class="wp-block-paragraph">สาเหตุนี้สอดคล้องกับข้อมูลผู้ป่วยจิตเวชรายโรคในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา <a href="https://dmh.go.th/report/datacenter/dmh/">ข้อมูลจากระบบศูนย์กลางการให้บริการผู้ป่วยจิตเวชของประเทศไทย</a> กรมสุขภาพจิต ซึ่งรายงานตัวเลขผู้ป่วยที่มารับบริการด้านจิตเวชจำแนกรายโรค ความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรม พบว่า ระหว่างปี 2558-2559 มีผู้ป่วยจิตเภท วิตกกังวล และซึมเศร้ามากเป็น 3 อันดับแรก ต่อมาในปี 2560 นอกจาก 3 โรคนี้แล้ว ผู้ป่วยจิตเวชอื่นๆ ยังมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ ติดแอลกอฮอล์ ติดสารเสพติดอื่นๆ สมาธิสั้น และโรคจิตเวชอื่นๆ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ตั้งแต่ปี 2560 โรคจิตเวชอื่นๆ ซึ่งรวมอาการและโรค 39 รายการตามบัญชีจําแนกทางสถิติระหว่างประเทศของโรคและปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้อง (International Statistical Classification of Diseases and Related Health Problems) เข้าไว้ด้วยกัน มีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 5 ของผู้ป่วยทั้งหมด (ตัวอย่างของอาการที่ถูกนับรวมในกลุ่มนี้ เช่น ความผิดปกติทางจิตและอาการทางจิตที่เกิดจากโรคทางกาย ความผิดปกติทางบุคลิกภาพและพฤติกรรมของผู้ใหญ่ ความผิดปกติของพัฒนาการทางจิต ความผิดปกติทางอารมณ์และพฤติกรรมที่มักเริ่มต้นในวัยเด็กและวัยรุ่น) ในปี 2562 เริ่มมีรายงานการติดยาบ้า (Amphetamine) โรคอารมณ์สองขั้ว และผู้ป่วยติดเกมในผู้ใหญ่ (15 ปีขึ้นไป) จนถึงปี 2564 โรคทางจิตเวชที่มีสัดส่วนมากเป็น 5 อันดับแรกได้แก่ จิตเภท วิตกกังวล ซึมเศร้า ติดสารเสพติดอื่นๆ และติดแอลกอฮอล์</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้ เมื่อพิจารณา<a href="https://hdcservice.moph.go.th/hdc/reports/page.php?cat_id=ea11bc4bbf333b78e6f53a26f7ab6c89">จำนวนผู้ป่วยจิตเวชที่มารับบริการตามสิทธิการรักษา จากระบบฐานข้อมูลกลาง กระทรวงสาธารณสุข</a> ระหว่างปี 2556-2564 อันได้แก่ สิทธิข้าราชการ สิทธิประกันสังคม สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สิทธิของผู้ป่วยต่างด้าว และสิทธิอื่นๆ พบว่า จำนวนผู้เข้ารับบริการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยผู้ป่วยที่เข้ารับบริการจาก 80,440 คนในปี 2556 เพิ่มเป็น 1,056,604 คนในปี 2559</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;ตัวเลขผู้ใช้บริการในทุกกลุ่มโรคเพิ่มขึ้น 3 เท่าระหว่างปี 2559 กับ 2560&nbsp; จาก 1,056,604 คนในปี 2559 เป็น 3,491,365 คนในปี 2560 และหากดูโดยเฉพาะโรคซึมเศร้า จำนวนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าก็เพิ่มขึ้น 3 เท่า จาก 78,592 คนในปี 2559 เป็น 259,467 คนในปี 2560&nbsp;&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับสัดส่วนของโรค นอกจากโรคจิตเภท ความผิดปกติที่สัมพันธ์กับความเครียด และโรคโซมาโตฟอร์ม/วิตกกังวล กลุ่มอาการทางพฤติกรรมที่พบร่วมกับความผิดปกติทางสรีรวิทยาและปัจจัยทางกายภาพ ผู้ป่วยที่มีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจนคือ ความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรมที่เกิดจากการใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท (เพิ่มขึ้นจาก 88,753 คน เป็น 436,012 คน) เสพสุรา และสูบบุหรี่</p>



<p class="wp-block-paragraph">ทั้งนี้ ในปี 2564 โรคจิตเวชที่มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษามากที่สุดคือ ความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรมที่เกิดจากการใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทมี 622,172 คน จากผู้ป่วยโรคจิตเวชทั้งหมด 3.99 ล้านคน</p>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลมากขึ้น อาจมาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อแก้ปัญหาสุขภาพจิตอย่างจริงจังด้วย&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>จังหวัดภาคเหนือครองแชมป์อัตราฆ่าตัวตายสำเร็จ-อัตราผู้ป่วยจิตเวชสูงสุด</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับสถานการณ์สุขภาพจิตของประชาชนโดยทั่วไป ผู้อำนวยการสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ซึ่งเป็นโรงพยาบาลจิตเวช<a href="https://www.hfocus.org/content/2022/09/25929">ให้ความเห็นเนื่องในวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก</a> เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2565 ว่า เดิมทีอัตราคนฆ่าตัวตายในประเทศไทยนับว่าเกือบจะสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่แล้ว การระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้อัตราคนฆ่าตัวตายในประเทศไทยพุ่งสูงขึ้นไปอีก ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาตกงาน ขาดรายได้จนอาจทำให้ตัดสินใจฆ่าตัวตายในที่สุด&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ขณะเดียวกันกรมสุขภาพจิตเปิดเผยข้อมูลล่าสุดของสายด่วนสุขภาพจิต 1323 หนึ่งในช่องทางบรรเทาปัญหาสุขภาพจิตว่า ระหว่างเดือนตุลาคม 2564 ถึง สิงหาคม 2565 มีผู้รับบริการที่มีพฤติกรรมหรือมีความคิดฆ่าตัวตายถึง 1,554 ราย ซึ่งเฉลี่ยแล้วเท่ากับมีผู้รับบริการที่คิดฆ่าตัวตาย 141 รายต่อเดือน</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อพิจารณา<a href="https://hdcservice.moph.go.th/hdc/reports/">รายงาน 10 จังหวัดที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จสูงที่สุดระหว่างปี 2559-2563</a> น่าสนใจว่า มี 2 จังหวัดที่ติด 10 อันดับแรกทุกปีคือ เชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน โดยแม่ฮ่องสอนติดอันดับที่ 1 มากถึง 3 ปี จากทั้งหมด 5 ปี จังหวัดติดอันดับถี่รองลงมา คือ เชียงราย แพร่ ตาก น่าน และลำปาง ติด 10 อันดับแรกถึง 4 ปี&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับปีงบประมาณ 2563 ซึ่งเป็นปีล่าสุดที่มีการเผยแพร่ข้อมูล จังหวัดที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จสูงที่สุด อับดับที่ 1 คือ แม่ฮ่องสอน มีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จ 17.44 รายต่อแสนประชากร อันดับที่ 2 คือ ตาก 15.46 รายต่อแสนประชากร อันดับที่ 3 คือ เชียงใหม่ 14.61 รายต่อแสนประชากร จะเห็นได้ว่าทั้ง 3 จังหวัดนี้มีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่าภาพรวมทั้งประเทศที่อัตรา 7.37 รายต่อแสนประชากร ประมาณ 2 เท่า</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อสำรวจจำนวนผู้ป่วยจิตเวชประจำปีงบประมาณ 2564 พบว่า จังหวัดที่มีอัตราส่วนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาโรคทางจิตเวชต่อประชากรมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ ลำพูน เชียงใหม่ สกลนคร พะเยา และพิษณุโลก อยู่ระหว่าง 9,178.8-11,500.7 คนต่อแสนประชากร มากกว่านครปฐมที่มีอัตราส่วนน้อยที่สุดเกือบ 4 เท่า ที่ 2,719.5 ต่อแสนประชากร ตามมาด้วย กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี กระบี่ และปัตตานี</p>



<p class="wp-block-paragraph">นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ จิตแพทย์และโฆษกกรมสุขภาพจิต ได้ให้สัมภาษณ์อธิบายประเด็นนี้ว่า มีงานศึกษาในพื้นที่หลายชิ้น ส่วนใหญ่สรุปว่า พื้นที่ทางภาคเหนือและภาคอีสาน โดยเฉพาะส่วนที่คาบเกี่ยวกันภาคเหนือและภาคอีสาน สมาชิกในครอบครัวออกไปทำงานนอกพื้นที่ และมีผู้สูงอายุอยู่ตามลำพังมาก ด้วยวัฒนธรรมและบ้านที่อยู่ห่างกัน ทำให้คนในชุมชนไม่ค่อยมีกิจกรรมร่วมกันมากนัก ต่างจากในภาคอื่นๆ เช่น ภาคใต้ที่ปลูกบ้านใกล้กัน มีกิจกรรมทำร่วมกันบ่อย จึงทำให้ภาคเหนือมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่าภาคอื่น</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>กรุงเทพฯ มีอัตราส่วนจิตแพทย์สูงที่สุด ในขณะที่ยโสธรไม่มีจิตแพทย์เลย</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">Rocket Media Lab รวบรวมข้อมูลจำนวนจิตแพทย์จาก<a href="https://bps.moph.go.th/new_bps/sites/default/files/Report%20Health%20Resource%202021.pdf">รายงานทรัพยากรสาธารณสุข ปีงบประมาณ 2564</a> ซึ่งสรุปจำนวนทรัพยากรสุขภาพ จำนวนแพทย์เฉพาะทางจิตเวชศาสตร์และจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่นรายจังหวัด พบว่า ประเทศไทยมีจิตแพทย์รวม 860 คน โดยเมื่อคำนวณอัตราส่วนเฉลี่ยจิตแพทย์เท่ากับ 1.30 ต่อแสนประชากร</p>



<p class="wp-block-paragraph">การเข้าถึงการรักษาโรคทางจิตเวชแตกต่างกันมากในแต่ละจังหวัด เมื่อเปรียบเทียบจำนวนจิตแพทย์รายจังหวัด <a href="https://bps.moph.go.th/new_bps/sites/default/files/Report%20Health%20Resource%202021.pdf">จากข้อมูลของรายงานทรัพยากรสาธารณสุข ปีงบประมาณ 2564</a> พบว่า จากจำนวนจิตแพทย์ทั่วประเทศทั้งหมด 860 คน ผู้ที่อยู่ในกรุงเทพมหานครเข้าถึงทรัพยากรสาธารณสุขได้มากกว่าจังหวัดอื่นๆ อย่างชัดเจน โดยมีจิตแพทย์ 4.90 คนต่อแสนประชากร ขณะที่ข้อมูลในปี 2564 จังหวัดยโสธรไม่มีจิตแพทย์เลย (ปัจจุบัน ปี 2565 จากการสอบถาม มีจิตแพทย์แล้ว 2 คน) รองลงมาคือ นครนายก เชียงใหม่ นนทบุรี และปทุมธานี ที่น่าสนใจคือ มีเพียง 14 จังหวัดเท่านั้นที่มีอัตราส่วนจิตแพทย์ต่อประชากรสูงค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="682" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/10/resource2-682x1024.png" alt="" class="wp-image-2947" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/10/resource2-682x1024.png 682w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/10/resource2-200x300.png 200w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/10/resource2-768x1153.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/10/resource2.png 800w" sizes="(max-width: 682px) 100vw, 682px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">สำหรับนักจิตวิทยา หนึ่งในกลไกสำคัญต่อการรับมือกับผู้ป่วยจิตเวชไม่แพ้จิตแพทย์ <a href="https://bps.moph.go.th/new_bps/sites/default/files/Report%20Health%20Resource%202021.pdf">จากข้อมูลของรายงานทรัพยากรสาธารณสุข ปีงบประมาณ 2564</a> ซึ่งเผยแพร่ข้อมูลจำนวนนักจิตวิทยาสังกัด กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอื่นๆ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และเอกชน รายจังหวัด พบว่า รวมทั้งประเทศมีนักจิตวิทยา 729 คน เท่ากับ 1.10 คนต่อแสนประชากร และมี 6 จังหวัดที่ไม่มีนักจิตวิทยาเลย ได้แก่ ตราด แพร่ สมุทรสงคราม สิงห์บุรี หนองบัวลำภู และอ่างทอง น่าสนใจว่า ปัตตานีซึ่งมีจิตแพทย์ต่อแสนประชากรที่ 0.54 คน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ กลับมีนักจิตวิทยาต่อแสนประชากรมากที่สุด คือ 3.83 คน ขณะที่กรุงเทพฯ มีมากเป็นอันดับที่ 2 ที่ 3.40 คนต่อแสนประชากร และมีเพียง 28 จังหวัดเท่านั้นที่มีอัตราส่วนนักจิตวิทยาต่อประชากรสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ลำพูนมีอัตราผู้ป่วยโรคซึมเศร้าต่อประชากรมากที่สุด</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อพิจารณาเฉพาะโรคซึมเศร้า ตัวเลขการประมาณการจาก<a href="https://www.thaidepression.com/www/report/main_report/pdf/ahb-06-22-mix_HDC.pdf">ฐานข้อมูลของกรมสุขภาพจิต เมื่อเดือนมิถุนายน 2565</a> พบว่า มีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในประเทศไทยราว 1.35 ล้านคน อัตราการเข้าถึงบริการของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาเทียบกับตัวเลขคาดประมาณผู้ป่วยในพื้นที่อยู่ที่ 88.33&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="682" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/10/resource3-682x1024.png" alt="" class="wp-image-2949" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/10/resource3-682x1024.png 682w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/10/resource3-200x300.png 200w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/10/resource3-768x1153.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2022/10/resource3.png 800w" sizes="(max-width: 682px) 100vw, 682px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">ในรอบ 9 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเข้ารับการรักษาเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว จากฐานข้อมูลกลาง กระทรวงสาธารณสุขพบว่า ในปี 2556 ผู้ป่วยนอกโรคซึมเศร้าอยู่ที่ 4,295 คน เพิ่มขึ้นเท่าตัว เป็น 9,522 คนในปี 2557 หลังจากนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 78,592 คนในปี 2559 ก่อนที่จำนวนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้น 3 เท่าภายในปีเดียว ระหว่างปี 2559 กับ 2560 เพิ่มจาก 78,592 คน เป็น 259,467 คน ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดนี้อาจจะมาจากนโยบายเชิงรุกของกระทรวงสาธารณสุข&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">โรคซึมเศร้าได้รับความสนใจอย่างจริงจังในปี 2552 <a href="https://www.thelancet.com/pb-assets/Lancet/pdfs/S0140673618301983_Thai.pdf">กระทรวงสาธารณสุข</a> มีนโยบายบูรณาการการเฝ้าระวัง การป้องกัน และการรักษาโรคซึมเศร้า โดยใช้ระบบบริการปฐมภูมิคัดกรองผู้ป่วยซึมเศร้า และการประเมินความรุนแรงของโรคด้วยแบบประเมิน 2 คำถามและ 9 คำถาม มี<a href="https://www.thelancet.com/pb-assets/Lancet/pdfs/S0140673618301983_Thai.pdf">การวิเคราะห์</a>ว่านโยบายนี้ของกระทรวงสาธารณสุข ทำให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเข้าถึงบริการที่เป็นมาตรฐานเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 5.1 ในปี 2552 เป็นร้อยละ 48.5 ในปี 2559 โดยในปี 2549 ที่ยังไม่มีการดำเนินการตามระบบนี้อัตราการเข้าถึงบริการอยู่ที่ร้อยละ 3.7</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในปี 2564 หากเปรียบเทียบรายจังหวัดจาก<a href="https://hdcservice.moph.go.th/hdc/main/index.php">ระบบฐานข้อมูลกลาง กระทรวงสาธารณสุข</a> จังหวัดที่มีผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามากที่สุด 5 อันดับแรกได้แก่ เชียงใหม่ 22,493 คน นครราชสีมา 19,158 คนกรุงเทพมหานคร 15,676 คน อุบลราชธานี 12,752 คน และขอนแก่น 10,684 คน จังหวัดที่มีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าน้อยที่สุดคือ สมุทรสงคราม 715 คน</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยจังหวัดที่มีอัตราส่วนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าต่อแสนประชากรมากที่สุดคือ ลำพูน 1,754.50 คน รองลงมาคือ สิงห์บุรี 1,366.57 คน เชียงใหม่ 1,257.02 คน แม่ฮ่องสอน 1,124.80 คน อุตรดิตถ์ 1,004.82 คน ส่วนจังหวัดที่มีอัตราส่วนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าต่อแสนประชากรน้อยที่สุดคือ นครปฐม 236.72 คน รองลงมาคือ อุดรธานี 240.91 คน ปัตตานี 270.56 คน กรุงเทพมหานคร 283.57 คน และสมุทรปราการ 290.16 คน</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากสถานการณ์โควิด-19 จะทำให้ผู้ป่วยเพิ่มขึ้นแล้ว ยังเป็นอุปสรรคให้ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งไม่สามารถเข้าถึงการรักษาด้วย ทำให้ตัวเลขอาจไม่สะท้อนกับความเป็นจริง นพ.วรตม์กล่าวว่า อาจระบุตัวเลขที่แท้จริงสำหรับสถานการณ์โรคซึมเศร้าในประเทศไทยได้ยาก เนื่องจากต้องทำแบบสำรวจระดับชาติ โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งใช้งบประมาณหลักร้อยล้านบาท เป็นคำถามพ่วงไปกับโรคอื่นด้วย ตัวเลขมาตรฐานจึงออกมาทุก 4-5 ปี แต่ประเมินว่ามีแนวโน้มสูงขึ้น และเมื่อดูจากงานวิจัยย่อยๆ ก็พบว่า ตัวเลขผู้ป่วยทางจิตเวชสูงขึ้นจริง รวมถึงโรคซึมเศร้าที่เป็นส่วนหนึ่งของโรคทางจิตเวชด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ทั้งนี้ นพ.วรตม์อธิบายว่า ตัวเลขที่สูงขึ้นมีตัวเลขแฝง 2 อย่าง หนึ่ง เพราะมีผู้ป่วยสูงจริงจากความเครียดและอาการเจ็บป่วยมากขึ้น หรือ สอง เพราะเข้ารับบริการและได้รับการวินิจฉัยมากขึ้น เช่น หลังจากโควิด-19 มีการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคทางจิตเวชมากขึ้น คนตระหนักถึงเรื่องนี้มากขึ้น ตัวเลขที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนหน้านี้ก็จะมาโผล่ตอนนี้ เพราะเพิ่งเข้าสู่กระบวนการรักษา อย่างไรก็ตาม แม้จะประเมินว่าตัวเลขสูงขึ้นทั้งสองทาง แต่ตอบไม่ได้ว่าเป็นสัดส่วนเท่าใด</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ภาระของบุคลากรสาธารณสุขในการดูแลผู้ป่วย : ศรีสะเกษ จิตแพทย์ 1 คนดูแลผู้ป่วยกว่า 30,000 คน</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">แม้จะปรากฏว่าเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีจำนวนผู้ป่วยจิตเวชและซึมเศร้ามากที่สุด รองลงมาคือนครราชสีมาและกรุงเทพฯ แต่เมื่อเปรียบเทียบเทียบกับจำนวนจิตแพทย์และนักจิตวิทยา จะเห็นได้ว่า ในจังหวัดเหล่านี้ ภาระในการดูแลผู้ป่วยของบุคลากรสาธารณสุขยังถือว่าไม่หนักที่สุด</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในระดับภาค จะพบว่า ภาคเหนือเป็นภาคที่มีจำนวนผู้ป่วยจิตเวชต่อประชากรสูงสุดอยู่ที่ 8.84% รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่แม้มีจำนวนผู้ป่วยจิตเวชสูงที่สุดถึง 1,495,210 คน แต่คิดเป็นอัตราส่วนต่อประชากรของภาคเพียง 6.85% ตามมาด้วยภาคใต้ที่ 5.83% แต่ในส่วนของผู้ป่วยโรคซึมเศร้านั้น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจำนวนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าสูงสุดและยังคิดเป็นอัตราส่วนต่อประชากรสูงสุดอีกด้วย อยู่ที่ 0.52% รองลงมาคือภาคตะวันตก 0.5% และภาคใต้ที่ 0.5% ใกล้เคียงกัน&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อพิจารณาภาระความรับผิดชอบของบุคลากรสาธารณสุขต่อจำนวนผู้ป่วยในระดับภาค จะพบว่า จิตแพทย์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นมีภาระสูงสุด โดยจิตแพทย์ 1 คน ต้องดูแลผู้ป่วยจิตเวชสูงถึง 10,994 คนเลยทีเดียว รองลงมาก็คือภาคตะวันตก ที่อัตราส่วน 1 : 6,540 คน และภาคใต้ 1 : 6,291 คน ในส่วนของภาระการดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้านั้น จิตแพทย์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็ยังมีภาระสูงสุดเช่นเดิม โดยจิตแพทย์ 1 คน ต้องดูแลผู้ป่วยจิตเวชสูงถึง 827 คน รองลงมาคือภาคเหนือ ที่อัตราส่วน 1 : 656 คน และภาคตะวันตก 1 : 639 คน</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อพิจารณาจำนวนนักจิตวิทยา พบว่า นักจิตวิทยาในภาคเหนือนั้นมีภาระสูงสุด โดยนักจิตวิทยา 1 คน ต้องดูแลผู้ป่วยจิตเวชสูงถึง 9,974 คน รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่อัตราส่วน 1 : 9,646 และภาคตะวันตก 1 : 6,291 สำหรับภาระการดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้านั้น จิตแพทย์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็ยังมีภาระสูงสุดเช่นเดิม โดยจิตแพทย์ 1 คน ต้องดูแลผู้ป่วยจิตเวชสูงถึง 827 คน รองลงมาคือภาคเหนือ ที่อัตราส่วน 1 : 656 และภาคตะวันตก 1 : 639</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากดูระดับจังหวัดจะพบว่า จากข้อมูลรายงานทรัพยากรสาธารณสุข ปี 2564 จังหวัดยโสธรเป็นจังหวัดที่ยังไม่มีจิตแพทย์ประจำโรงพยาบาล จากการสอบถามแหล่งข่าวด้านสาธารณสุขในพื้นที่พบว่า ในช่วงที่ยังไม่มีจิตแพทย์มาประจำที่โรงพยาบาลในจังหวัด ยโสธรใช้แพทย์จากพื้นที่ใกล้เคียงมาช่วยดูแลผู้ป่วยจิตเวช ปัจจุบัน ในปี 2565 ยโสธรมีจิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลแล้ว 2 คน หรือเท่ากับจิตแพทย์ 1 คนต้องดูแลผู้ป่วยจิตเวช 18,643.5 คน รองลงมาก็คือจังหวัดศรีสะเกษที่จิตแพทย์ 1 คนต้องดูแลผู้ป่วยจิตเวชสูงถึง 34,811 คน ตามมาด้วยจังหวัดมุกดาหาร ที่อัตราส่วน 1 : 27,997 สำหรับการดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะพบว่า จังหวัดแม่ฮ่องสอน จิตแพทย์ 1 คน มีภาระในการดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าสูงถึง 3,216 คน รองลงมาคือมุกดาหาร ที่อัตราส่วน 1 : 2,640 และศรีสะเกษ ที่อัตราส่วน 1 : 2,566</p>



<p class="wp-block-paragraph">ภาระการดูแลผู้ป่วยของนักจิตวิทยานั้น จากข้อมูลรายงานทรัพยากรสาธารณสุข ปี 2564 พบว่า ตราด แพร่ สมุทรสงคราม สิงห์บุหรี หนองบัวลำภู และอ่างทอง เป็นจังหวัดที่ไม่มีนักจิตวิทยาเลย รองลงมาคือจังหวัดเลย ซึ่งนักจิตวิทยา 1 คนต้องดูแลผู้ป่วยจิตเวชสูงถึง 52,717 คน ตามมาด้วยกำแพงเพชร ที่อัตราส่วน 1 : 46,296 และเมื่อพิจารณาในส่วนของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า นอกจากจังหวัดที่ไม่มีนักจิตวิทยาตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ก็ยังพบว่าจังหวัดเลย นักจิตวิทยา 1 คน ต้องดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าสูงถึง 3,937 คน รองลงมาคือพระนครศรีอยุธยา ที่อัตราส่วน 1 : 3,708</p>



<p class="wp-block-paragraph">จะเห็นได้ว่าในภาพรวมนั้น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บุคลากรทางการแพทย์ยังคงต้องทำงานหนักในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและผ้ป่วยโรคซึมเศร้า อันเป็นผลมาจากทั้งการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วย และที่สำคัญก็คือจำนวนบุคลากรสาธารณสุขที่ไม่เพียงพอ&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ระบบการผลิตแพทย์เฉพาะทางติดขัด ส่งผลให้จิตแพทย์ไม่พอ</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">ในภาพรวมจะเห็นได้ว่า ทุกพื้นที่ในประเทศไทย ยังคงขาดแคลนจิตแพทย์ การกระจายแพทย์เฉพาะทางไปยังพื้นที่ต่างๆ คำนวณจากหลายปัจจัย ยกตัวอย่างเช่น สาธารณสุขจังหวัดจะต้องตัดสินใจว่า จะเลือกแพทย์เฉพาะทางสาขาใด เหตุใดจึงไม่เลือกอีกสาขาหนึ่งที่อาจจะเป็นที่ต้องการไม่ต่างกัน ซึ่งแต่ละพื้นที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างกัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ขณะเดียวกัน นพ.วรตม์อธิบายว่า เหตุที่จิตแพทย์ขาดแคลนมาจากกระบวนการผลิตจิตแพทย์ที่ทำได้ยากและใช้เวลานาน ต้องรอจนกว่าแพทย์เรียนจบหลักสูตร 6 ปี ใช้ทุนอีก 3 ปี จึงจะกลับมาเรียนแพทย์เฉพาะทางต่อ จิตแพทย์ผู้ใหญ่ใช้เวลาเรียน 3 ปี จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น 4 ปี โดยผู้ที่ต้องการเป็นจิตแพทย์ต้องหาทุนมาเรียนเอง หรือมีต้นสังกัดออกทุนให้ ซึ่งขึ้นอยู่กับพื้นที่หรือหน่วยงานเหล่านี้เปิดรับ เช่น ตำแหน่งว่าง มีคนลาออก หรือเปิดหน่วยบริการใหม่ เมื่อได้รับคำยืนยันแล้ว แพทย์จึงจะเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนแพทย์ได้ เมื่อเรียนจบก็ต้องกลับไปทำงานที่ต้นสังกัด&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">อีกทางหนึ่ง บางโรงเรียนแพทย์อาจจะมีทุนให้ ซึ่งไม่มาก และแต่ละมหาวิทยาลัยต้องออกทุนฝึกอบรมเอง ซึ่งผู้ที่เรียนจบแล้วจะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ อีกเส้นทางหนึ่งเป็นโรงพยาบาลในสังกัดกรมสุขภาพจิต ซึ่งมีทุนให้ปีละ 4-5 ทุน แพทย์จะมาสมัครเอง หากได้ทุนก็ต้องไปสมัครที่โรงเรียนแพทย์อีกขั้นหนึ่ง เมื่อเรียนจบ กรมสุขภาพจิตจึงจะกระจายไปยังโรงพยาบาลในสังกัดที่ขาดแคลนจิตแพทย์</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากระยะเวลาในการเรียนแล้ว นพ.วรตม์มองว่า ข้อจำกัดอีกอย่างหนึ่งมาจากการขาดแคลนอาจารย์ สำหรับจิตแพทย์ 1 คน ต้องใช้อาจารย์แพทย์ประมาณ 3 คน ด้วยอัตราแบบนี้ทำให้เพิ่มจำนวนได้ช้า เพราะคนที่อยู่ในระบบมีน้อย ไม่เหมือนกับสาขาอื่นๆ ที่ผลิตได้เยอะกว่า เช่น ศัลยศาสตร์ สถาบันหนึ่งผลิตได้ปีละ 30 คน ส่วนหนึ่งมาจากการที่สาขานี้ไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนักในช่วงประมาณ 20 ปีก่อนหน้านี้ เพิ่งจะได้รับความสนใจในช่วง 4-5 ปีนี้เอง การเพิ่มจำนวนจิตแพทย์จึงมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่นับว่าโชคดีที่สาขาจิตเวชมีวิชาชีพอื่นทำงานอยู่ขนานไปด้วย มีสหวิชาชีพที่ทำงานร่วมกัน ทั้งนักจิตวิทยาคลินิกและพยาบาลจิตเวช แต่ปัจจุบันนักจิตวิทยาคลินิก ซึ่งทำงานในโรงพยาบาลโดยตรง มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ทำหน้าที่ได้เกือบเท่าจิตแพทย์ยกเว้นสั่งยา ก็กำลังประสบปัญหาไม่เพียงพอเช่นกัน มีสถาบันที่เปิดสอนน้อยลง ส่วนนักจิตวิทยาให้คำปรึกษา ที่มีการเรียนการสอนในหลายสถาบัน อาจไม่ได้ทำงานกับคนไข้โดยตรง&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ปัจจุบัน กรมสุขภาพจิตและสมาคมจิตวิทยาการปรึกษา อยู่ระหว่างการผลักดันมาตรฐานการให้บริการการให้คำปรึกษา ซึ่งจะนำไปสู่การรับรองวิชาชีพทางกฎหมาย แต่ต้องใช้เวลาอีกหลายปี เพราะต้องฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่าย และมีหลายขั้นตอน นพ.วรตม์กล่าวว่า เพราะเห็นว่า ในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา ไม่สามารถผลิตจิตแพทย์และนักจิตวิทยาคลินิกได้ทัน และกำลังต้องการนักจิตวิทยาให้คำปรึกษาเพื่อเติมเต็มทุกส่วน แต่ก็จะใช้เวลานานพอสมควรในการสร้างกฎระเบียบใหม่</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ผู้ป่วยเพิ่มขึ้น บุคลากรสาธารณสุขไม่เพียงพอ ระเบิดเวลาปัญหาสุขภาพจิตไทย</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลทั้งหมด จะเห็นได้ว่า นอกจากจำนวนผู้ป่วยจิตเวชและผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในสังคมไทย จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากหลายเหตุปัจจัย ทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจ สังคม รวมถึงการระบาดของโรคโควิด-19 แล้ว แต่อีกหนึ่งปัญหาที่น่ากังวลไม่แพ้กัน คือความขาดแคลนการเข้าถึงการดูแลรักษาและการรองรับการดูแลรักษา เนื่องจากจำนวนบุคลากรสาธารณสุขด้านจิตเวชในไทยนั้นมีน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการดูแลรักษาหรือได้รับการดูแลรักษาได้ไม่ดีพอ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในภาพย่อย เมื่อเปรียบเทียบอัตราส่วนของจิตแพทย์และนักจิตวิทยา ระหว่างจังหวัดที่มีมากที่สุด กับจังหวัดอื่นๆ ของประเทศ จะพบว่าแตกต่างกันหลายเท่า สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางสาธารณสุข สิ่งนี้ยิ่งซ้ำเติมผู้ป่วยจิตเวชในพื้นที่ที่มีทรัพยากรสาธารณสุขไม่เพียงพอ และเป็นโจทย์ใหญ่ในการแก้ปัญหาของภาครัฐ ที่ไม่เพียงต้องป้องกันและลดจำนวนผู้ป่วยจิตเวชและโรคซึมเศร้า แต่ยังต้องคำนึงถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำจากทรัพยากรสาธารณสุขที่ไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่อีกด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>* หมายเหตุ: ปัจจุบันยังไม่มีการเผยแพร่รายงานทรัพยากรสาธารณสุข 2565 ซึ่งจำแนกข้อมูลรายจังหวัด รายงานชิ้นนี้จึงอ้างอิงจำนวนจิตแพทย์และนักจิตวิทยาจากรายงานฯ ปี 2564</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ดูข้อมูลพื้นฐานได้ที่ <a href="https://rocketmedialab.co/database-psy-resource/">https://rocketmedialab.co/database-psy-resource/</a>&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง</p>



<p class="wp-block-paragraph"><a href="https://rocketmedialab.co/depression/"><strong>‘ราคา’ ที่ต้องจ่ายและสิ่งที่อยากได้ ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า</strong></a></p>



<h3 class="wp-block-heading">อ้างอิง</h3>



<ul class="wp-block-list">
<li>จำนวนผู้ป่วยจิตเวชที่มารับบริการจำแนกรายกลุ่มโรค (คน) รายจังหวัด ปีงบประมาณ 2564 ทั้งในและนอกสธ. ทุกเครือข่ายบริการ จาก ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสาธารณสุข (“ฐานข้อมูล HDC”) <a href="https://hdcservice.moph.go.th/hdc/reports/report.php">https://hdcservice.moph.go.th/hdc/reports/report.php</a>&nbsp;</li>



<li>จำนวนแพทย์เฉพาะทางจิตเวชศาสตร์และจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่นรายจังหวัด 2564 จากรายงานข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุข 2564 กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข <a href="https://bps.moph.go.th/new_bps/sites/default/files/Report%20Health%20Resource%202021.pdf">https://bps.moph.go.th/new_bps/sites/default/files/Report%20Health%20Resource%202021.pdf</a></li>



<li>จำนวนนักจิตวิทยารายจังหวัด ปีงบประมาณ 2564 จาก รายงานข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุข 2564 กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข <a href="https://bps.moph.go.th/new_bps/sites/default/files/Report%20Health%20Resource%202021.pdf">https://bps.moph.go.th/new_bps/sites/default/files/Report%20Health%20Resource%202021.pdf</a></li>



<li>อัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จ ปีงบประมาณ2564 จาก ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสาธารณสุข <a href="https://hdcservice.moph.go.th/hdc/reports">https://hdcservice.moph.go.th/hdc/reports</a></li>
</ul>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/psy-resource/">ทรัพยากรสาธารณสุขไทย มากพอไหมในการให้บริการด้านจิตเวช?</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
