<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>RMLxThaiHealth Archives - Rocket Media Lab</title>
	<atom:link href="https://rocketmedialab.co/tag/rmlxthaihealth/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://rocketmedialab.co/tag/rmlxthaihealth/</link>
	<description>แหล่งข้อมูลติดตามประเด็นสังคม ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ เพื่อต่อยอดในงานข่าว</description>
	<lastBuildDate>Fri, 27 Feb 2026 04:31:48 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2021/03/cropped-RML-circle-black-32x32.png</url>
	<title>RMLxThaiHealth Archives - Rocket Media Lab</title>
	<link>https://rocketmedialab.co/tag/rmlxthaihealth/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ยาบ้า กัญชา กระท่อม : วังวนของเยาวชนกับปัญหายาเสพติด</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/teen-drug-abuse/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 27 Feb 2026 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[future]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[RMLxThaiHealth]]></category>
		<category><![CDATA[กระท่อม]]></category>
		<category><![CDATA[กัญชา]]></category>
		<category><![CDATA[ยาบ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ยาเสพติด]]></category>
		<category><![CDATA[เยาวชน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=6209</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3648;&#3618;&#3634;&#3623;&#3594;&#3609;&#3585;&#3633 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/teen-drug-abuse/">ยาบ้า กัญชา กระท่อม : วังวนของเยาวชนกับปัญหายาเสพติด</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<ul class="wp-block-list">
<li>ในช่วงปี 2565-2566 จำนวนคดียาเสพติดจะลดลง แต่จำนวนคดียาเสพติดที่เกิดจากการเสพนั้นเพิ่มมากขึ้น โดยเมื่อพิจารณาข้อมูลในปี 2560 จะพบว่า ประเภทของคดียาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นการครอบครอง เสพ และอื่นๆ นั้นมีจำนวนใกล้เคียงกัน และคดียาครอบครองมีจำนวนมากที่สุด แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา คดีการเสพยามีจำนวนสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งในปี 2566 ที่สูงถึง 77.44% เมื่อเทียบกับคดีอื่นๆ&nbsp;</li>



<li>แม้สัดส่วนของเยาวชนที่มีประวัติเคยใช้ยาเสพติดจากเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีอาญารวมในแต่ละปีจะลดลงเล็กน้อย แต่ในแง่ของจำนวนกลับพบว่าจำนวนของเยาวชนที่มีประวัติใช้ยาเสพติดเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2567 มีเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีอาญารวม 13,631 คน โดยที่มีประวัติเคยใช้ยาเสพติด 8,971 คน คิดเป็น 65.81%</li>



<li>ยาเสพติดที่เยาวชนมีประวัติเคยใช้มากที่สุด คือ ยาบ้า 3,607 คน คิดเป็น 40.21% ตามด้วยกัญชา 3,240 คน คิดเป็น 36.12% สารผสมน้ำต้มใบกระท่อม 1,579 คน คิดเป็น 17.60% ยาไอซ์ 317 คน คิดเป็น 3.53% ใบกระท่อม 71 คน คิดเป็น 0.79% สารระเหย 63 คน คิดเป็น 0.70% และอื่นๆ (ทรามาดอล เฮโรอีน ฝิ่น มอร์ฟีน โคเคน ยาเค กลุ่มยาหลอนประสาทและยากล่อมประสาท) 94 คน คิดเป็น 1.05%</li>



<li>จำนวนเยาวชนที่ใช้กัญชาและกระท่อมมีจำนวนเพิ่มขึ้น ในปี 2564 มีเด็กและเยาวชนใช้กัญชา 2,032 คน แต่ในปี 2567 เพิ่มเป็น 3,240 คน และในปี 2564 มีเด็กและเยาวชนใช้สารผสมน้ำต้มใบกระท่อม 960 คน แต่ในปี 2567 เพิ่มเป็น 1,579 คน ซึ่งเป็นปีหลังจากที่มีการปลดล็อกกัญชา กัญชง และกระท่อม ออกจากบัญชียาเสพติด</li>
</ul>



<p>เยาวชนกับยาเสพติด เป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทยมาช้านานและยังไม่มีท่าทีที่จะลดน้อยลง ดูได้จากตัวเลขเยาวชนที่มีประวัติเคยใช้ยาเสพติดในแต่ละปีที่แทบจะไม่ลดลงเลย สิ่งนี้ไม่ได้เป็นปัญหาเพียงแค่เรื่องสุขภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหาสำหรับประเทศที่ต้องการวัยแรงงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจเนื่องจากเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว รวมไปถึงภาระทางด้านงบประมาณที่จะต้องนำมาใช้ในการปราบปราม ป้องกัน ตลอดจนบำบัดดูแลอีกด้วย โดยในปีงบประมาณ 2569 มีการขอจัดสรรงบฯ เพื่อใช้แก้ไขปัญหายาเสพติดกว่า 5 พันล้านบาท&nbsp;</p>



<p>Rocket Media Lab ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดทำข้อมูลการศึกษาในประเด็นเรื่องเยาวชนกับปัญหายาเสพติดขึ้นเพื่อฉายให้เห็นภาพรวมในปัจจุบันของปัญหาที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อที่จะนำไปสู่การวางแผนนโยบายในอนาคตเพื่อแก้ไขปัญหานี้ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน<br></p>



<h3 class="wp-block-heading">ปัญหายาเสพติดกับสังคมไทย : คดีลดลงแต่คนเสพเพิ่มมากขึ้น?&nbsp;</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-6967" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image.png 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>ยาเสพติดยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังในสังคมไทย และดูเหมือนว่าจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ข้อมูลจากสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทยชี้ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ต้องขังสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก และเมื่อคิดเป็นจำนวนผู้ต้องขังต่อจำนวนประชากรก็สูงติดอันดับ 17 ของโลกเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังพบว่าจำนวนผู้ต้องขังในคดียาเสพติดยังคงสูงอยู่ที่ 70% ของจำนวนผู้ต้องขังทั้งหมด&nbsp;</p>



<p>หากพิจารณาจำนวนคดียาเสพติดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยใช้ข้อมูลจากข้อมูลเปิดภาครัฐ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ในปี 2560-2566 จะพบว่า แม้ในช่วงปี 2565-2566 จำนวนคดียาเสพติดจะลดลง แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ จำนวนคดียาเสพติดที่เกิดจากการเสพนั้นเพิ่มมากขึ้น โดยเมื่อพิจารณาข้อมูลในปี 2560 จะพบว่า ประเภทของคดียาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นการครอบครอง เสพ และอื่นๆ นั้นมีจำนวนใกล้เคียงกัน และคดียาเสพติดจากการครอบครองนั้นมีจำนวนมากที่สุด แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา คดียาเสพติดที่เกิดจากการเสพยามีจำนวนสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งในปี 2566 ที่สูงถึง 77.44% เมื่อเทียบกับคดีครอบครองและอื่นๆ&nbsp;</p>



<p>เช่นเดียวกับข้อมูลจำนวนผู้ต้องหาคดียาเสพติดที่ในช่วงปี 2560 นั้น จำนวนผู้ต้องหาคดียาเสพติดจากการครอบครอง เสพ และอื่นๆ ใกล้เคียงกัน จากนั้นจำนวนผู้ต้องหาคดียาเสพติดจากการเสพก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งในปี 2566 จำนวนผู้ต้องหาคดียาเสพติดจากการเสพ มีสัดส่วนสูงถึง 76.02% เลยทีเดียว</p>



<p>จากข้อมูลข้างต้นทำให้เห็นได้ว่า นอกจากจะต้องรับมือกับปัญหายาเสพติดในเชิงของการเป็นสิ่งผิดกฎหมายแล้ว ประเทศไทยยังจะต้องรับมือปัญหายาเสพติดมุมของ ‘ผู้เสพ’ เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย และนั่นนำมาซึ่งภาระในการจัดการทั้งในแง่ทรัพยากร งบประมาณ กระบวนการ และอื่นๆ อีกมากมาย ปัญหายาเสพติดที่แม้จะเป็นเรื่องไม่ใหม่ในสังคมไทย แต่กลับยังคงมีความท้าทายในการแก้ปัญหาเพิ่มมากขึ้น</p>



<h3 class="wp-block-heading">จากเฮโรอีนถึงยาบ้า และการปลดกัญชา กระท่อม ออกจากการเป็นยาเสพติด</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-2-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-6969" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-2-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-2-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-2-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-2-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-2-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-2-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-2-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-2.png 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>ประเทศไทยแบ่งประเภทของยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2564 ได้ทั้งหมด 5 ประเภทด้วยกัน ได้แก่&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 : ยาเสพติดชนิดร้ายแรง ไม่มีการนำมาใช้ในทางการแพทย์ทุกกรณี เช่น เฮโรอีน แอลเอสดี ยาบ้า (แอมเฟตามีน) ยาอี&nbsp;</li>



<li>ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 : เป็นยาเสพติดให้โทษทั่วไป บางส่วนจะเป็นสารที่มีประโยชน์ในการ รักษาโรคต่างๆ หากใช้เป็นประจำหรือติดต่อกันมากเกินไป จะทำให้เกิดการเสพติดได้ในที่สุด เช่น มอร์ฟีน โคเคน เมทาโดน โคเดอีนหรือฝิ่นยา&nbsp;</li>



<li>ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 3 : เป็นยาเสพติดที่สามารถเป็นยารักษาโรคได้ด้วย และมีส่วนผสมของยาเสพติดประเภทที่ 2 อยู่ เช่น ยาแก้ไอ ยาแก้ปวด&nbsp;</li>



<li>ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 4 : เป็นสารเสพติดที่ไม่ได้อยู่ในประเภทที่ 1 หรือ 2 เช่น น้ำยาอาเซ ติค แอนไฮไดรด์ (acetic anhydride) อะซีทิลคลอไรด์ (acetyl chloride) กรดเฟนิลอะซีติก (phenylacetic acid) ฯลฯ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข&nbsp;</li>



<li>ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 : ยาเสพติดประเภทอื่นๆ นอกเหนือจากข้างต้น ได้แก่ กัญชา กระท่อม เห็ดขี้ควาย ฝิ่น และสารสกัดจากทุกส่วนของพืชกัญชาหรือกัญชง (พืชสกุล cannabis) ที่มีปริมาณสาร THC เกินร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนัก</li>
</ol>



<p>แต่ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการปลดกัญชาออกจากรายชื่อยาเสพติดแล้วเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ปลดล็อกกัญชาและกัญชงออกจากบัญชียาเสพติดประเภทที่ 5 มีผลให้กัญชาและกัญชงเป็นพืชสมุนไพรควบคุมเท่านั้น</p>



<p>ในอดีตยาเสพติดที่แพร่ระบาดมากที่สุดในประเทศไทยคือเฮโรอีน ก่อนที่ในช่วงปี 2540 ยาบ้าหรือแอมเฟตามีนจะเริ่มระบาดอย่างหนัก จากข้อมูล ‘การศึกษายาบ้าและยาอี’ ของชนิดา พลานุเวช และคณะ ในวารสารวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระบุว่า จากสถิติผู้เข้ารับการบำบัดรักษาในสถานพยาบาล 305 แห่ง ในระหว่างปี 2533-2542 จำนวน 58,327-101,145 รายต่อปี ในปี 2542 พบผู้รักษาที่เสพยาบ้าเพิ่มขึ้นถึง 57.4% จากปี 2538 ที่มีเพียง 2.6% เท่านั้น&nbsp;</p>



<p>ปัจจุบันจากข้อมูลปริมาณของกลางยาเสพติด โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดพบว่า ปริมาณของกลางยาเสพติดประเภทต่างๆ ที่จับได้ มีทั้งลดลงและเพิ่มขึ้นในแต่ละปีสลับกันไป แต่หากพิจารณาข้อมูลจากรายงานของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ในปี 2564 จะพบว่า ปริมาณยาไอซ์ที่ถูกจับกุมลดลง แต่สามารถจับยาบ้าได้จำนวนมากขึ้นและมีสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยหากรวมการจับกุมทั้งยาไอซ์และยาบ้าในไทย ปี 2564 พบว่ามีปริมาณมากที่สุดในทุกชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวน 13 ประเทศ&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ ในรายงานฉบับล่าสุดเรื่อง ‘ยาเสพติดสังเคราะห์ในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: พัฒนาการและความท้าทายล่าสุดในปี 2025’ (Synthetic Drugs in East and Southeast Asia: Latest developments and challenges 2025) ของ UNODC ยังชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ยาเสพติดในประเทศไทยว่า จำนวนผู้เสพเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ปริมาณของยาเสพติดที่ถูกตรวจยึดได้ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน</p>



<h3 class="wp-block-heading">เยาวชนไทยกับยาเสพติด : เมื่อเยาวชนไทยที่มีคดีอาญาติดยาเสพติดเกินครึ่ง&nbsp;</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-3-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-6970" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-3-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-3-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-3-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-3-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-3-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-3-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-3-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-3.png 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>ในด้านของเยาวชน ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังจากสถานการณ์ยาเสพติด เนื่องจากเป็นกลุ่มที่เริ่มใช้ยาเพราะความอยากรู้ อยากลอง และมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เยาวชนหันมาใช้ยาเสพติดเพิ่มขึ้น ทั้งจากสังคม โรงเรียน เพื่อนฝูง และครอบครัว จากข้อมูลคดีอาญาของเด็กและเยาวชน โดยศูนย์ข้อมูลและสถิติ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม พบว่า&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ปี 2564 มีเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีอาญารวม 13,552 คน โดยที่มีประวัติเคยใช้ยาเสพติด 9,171 คน คิดเป็น 67.67%</li>



<li>ปี 2565 มีเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีอาญารวม 11,307 คน โดยที่มีประวัติเคยใช้ยาเสพติด 7,183 คน คิดเป็น 63.53%</li>



<li>ปี 2566 มีเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีอาญารวม 11,597 คน โดยที่มีประวัติเคยใช้ยาเสพติด 7,321 คน คิดเป็น 63.13%</li>



<li>ปี 2567 มีเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีอาญารวม 13,631 คน โดยที่มีประวัติเคยใช้ยาเสพติด 8,971 คน คิดเป็น 65.81%</li>
</ul>



<p>จะเห็นได้ว่าแม้สัดส่วนของเยาวชนที่มีประวัติเคยใช้ยาเสพติดจากเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีอาญารวมในแต่ละปีจะลดลงเล็กน้อย แต่ในแง่ของจำนวนกลับพบว่าจำนวนของเยาวชนที่มีประวัติใช้ยาเสพติดเพิ่มขึ้นทุกปี&nbsp;</p>



<p>จากนั้นหากพิจารณาในด้านอายุ จะพบว่าเยาวชนที่อายุน้อยที่สุดที่มีประวัติเคยใช้ยาเสพติดจากเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีอาญาในปี 2567 คือ 11 ปี ในขณะที่ส่วนใหญ่ที่มีประวัติเคยใช้ยาเสพติดจะอยู่ที่อายุ 17 ปี คิดเป็น 32.51%&nbsp;</p>



<p>และเมื่อพิจารณาต่อไปว่าเยาวชนที่มีประวัติเคยใช้ยาเสพติดจากเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีอาญา มีระดับการศึกษาชั้นใดบ้าง โดยระดับการศึกษาหมายถึงการศึกษาสูงสุดของบุคคลนั้น ไม่ได้หมายความเฉพาะว่าคนนั้นกำลังศึกษาอยู่ชั้นไหน จากข้อมูลจะพบว่า เยาวชนที่มีประวัติเคยใช้ยาเสพติดจากเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีอาญาในปี 2567 มีระดับการศึกษาชั้นมัธยมต้นมากที่สุด 7,350 คน คิดเป็นสัดส่วน 53.92% รองลงมาคือประถมศึกษา ปวช. และมัธยมปลาย</p>



<p>และเมื่อพิจารณาถึงอาชีพของเยาวชนที่มีประวัติเคยใช้ยาเสพติดจากเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีอาญา ก็จะพบว่าเป็นเยาวชนที่กำลังศึกษาอยู่หรือฝึกงานมากที่สุด 4,708 คน หรือคิดเป็น 34.54% รองลงมาคือ ว่างงาน 4,509 คน คิดเป็น 33.08% ตามมาด้วยมีงานทำเป็นกิจจะลักษณะ และมีงานทำไม่เป็นกิจจะลักษณะ&nbsp;</p>



<p>จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า นอกจากจำนวนเยาวชนที่มีประวัติใช้ยาเสพติดเพิ่มขึ้นทุกปีที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการติดยาเสพติดของเยาวชนไทยที่น่าเป็นห่วงกังวลมากขึ้น ยาเสพติดยังเป็นภัยคุกคามต่อระบบการศึกษาของไทยอีกด้วย ทั้งอายุของเยาวชนที่มีประวัติเคยใช้ยาเสพติดที่น้อยลง รวมไปถึงการติดยาเสพติดในขณะที่กำลังศึกษาอยู่ และการที่เยาวชนที่มีประวัติเคยใช้ยาเสพติดมีระดับการศึกษาชั้นมัธยมต้นมากที่สุดนั้นอาจชี้ให้เห็นว่า เยาวชนไทยเข้าถึงยาเสพติดได้ง่ายขึ้นในกลุ่มคนที่อายุน้อยลง&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">ยาบ้า กัญชา กระท่อม : ยาเสพติดยอดฮิตของเยาวชนไทย&nbsp;</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-4-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-6971" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-4-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-4-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-4-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-4-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-4-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-4-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-4-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-4.png 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>นอกจากนี้เมื่อจำแนกตามประเภทของยาเสพติดที่เยาวชนเคยใช้ จากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลและสถิติ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ปี 2567 พบว่า ยาเสพติดที่เยาวชนมีประวัติเคยใช้มากที่สุด คือ ยาบ้า 3,607 คน คิดเป็น 40.21% ตามด้วยกัญชา 3,240 คน คิดเป็น 36.12% สารผสมน้ำต้มใบกระท่อม 1,579 คน คิดเป็น 17.60% ยาไอซ์ 317 คน คิดเป็น 3.53% ใบกระท่อม 71 คน คิดเป็น 0.79% สารระเหย 63 คน คิดเป็น 0.70% และอื่นๆ (ทรามาดอล เฮโรอีน ฝิ่น มอร์ฟีน โคเคน ยาเค กลุ่มยาหลอนประสาทและยากล่อมประสาท) 94 คน คิดเป็น 1.05%</p>



<p>หากเทียบยาเสพติดที่เด็กและเยาวชนมีประวัติในการใช้มากที่สุด ปี 2564 &#8211; 2567 พบว่ายาบ้าเป็นยาเสพติดที่เยาวชนมีประวัติเคยใช้มากที่สุด ตามมาด้วยกัญชา และสารผสมน้ำต้มใบกระท่อม อย่างไรก็ตาม จำนวนเด็กและเยาวชนที่มีประวัติใช้ยาบ้ากลับมีจำนวนลดลงจากปี 2564 และเริ่มกลับมาสูงขึ้นอีกครั้งในปี 2567 ในขณะที่เยาวชนที่ใช้กัญชาและกระท่อมมีจำนวนเพิ่มขึ้น ในปี 2564 มีเด็กและเยาวชนใช้กัญชา 2,032 คน แต่ในปี 2567 เพิ่มเป็น 3,240 คน และในปี 2564 มีเด็กและเยาวชนใช้สารผสมน้ำต้มใบกระท่อม 960 คน แต่ในปี 2567 เพิ่มเป็น 1,579 คน</p>



<p>โดยเยาวชนที่ใช้กัญชาและสารผสมน้ำต้มใบกระท่อมนั้นจะพบว่ามีจำนวนพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2566 หลังจากที่มีการปลดล็อกกัญชา กัญชง และกระท่อม ออกจากบัญชียาเสพติดนั่นเอง&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">ยาบ้า กัญชา กระท่อม : เสพแล้วเป็นยังไง อะไรทำได้-ไม่ได้บ้าง</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-5-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-6972" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-5-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-5-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-5-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-5-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-5-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-5-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-5-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-5.png 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>เมื่อพิจารณายาเสพติดที่เด็กและเยาวชนมีประวัติในการใช้มากที่สุด ปี 2564 &#8211; 2567 ซึ่งมีทั้งยาบ้า กัญชา และสารผสมน้ำต้มใบกระท่อม โดยยาเสพติดทั้ง 3 ชนิดนี้ ออกฤทธิ์แตกต่างกัน</p>



<h4 class="wp-block-heading">ยาบ้า</h4>



<p>ยาบ้า (Methamphetamine) เป็นสารกระตุ้นกลุ่มแอมเฟตามีน เป็นยาเสพติด</p>



<p>ที่ออกฤทธิ์กระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวตลอดเวลา ลดความอยากอาหาร ทำให้ในช่วงเวลาหนึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มคนทำงาน ทำให้มีแรงทำงานมากขึ้น จนเคยมีชื่ออื่นว่า ‘ยาม้า’ หรือ ‘ยาขยัน’&nbsp;</p>



<p>ลักษณะของยาบ้าจะเป็นเม็ดหรือแคปซูล สามารถเสพได้โดยการกิน หรือเผาไฟเพื่อสูดดม โดยสามารถออกฤทธิ์ได้นานถึง 8-24 ชั่วโมง มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทำให้ผู้เสพมีความคึกครึ้นมากกว่าปกติ อารมณ์ดี มีเหงื่อออกมาก มีอาการหลอน นอนไม่หลับ ใจสั่น คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย มีพฤติกรรมก้าวร้าว และควบคุมสติไม่ได้ หากเสพเป็นเวลานานและมีปริมาณมากอาจทำให้เกิดอาการทางจิต หวาดระแวงจนอาจทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น&nbsp;</p>



<p>ปัจจุบันยาบ้าถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 หรือยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรง ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 หากพบว่าเสพมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากมีไว้ครอบครองมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</p>



<h4 class="wp-block-heading">กระท่อม</h4>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-6-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-6973" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-6-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-6-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-6-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-6-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-6-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-6-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-6-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-6.png 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>กระท่อม (Kratom) เป็นพืชไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ขนาด 10-15 เมตร ใบมีลักษณะคล้ายรูปไข่มีปลายแหลม และขอบใบเรียบ โดยในใบกระท่อมมีสารไมทราไจนีน (Mitragynine) ที่ออกฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง</p>



<p>การเสพกระท่อม มีหลายวิธีทั้งการเคี้ยวใบสดไปจนถึงการนำใบกระท่อมมาต้มเป็นเครื่องดื่ม โดยฤทธิ์ของกระท่อมหลังกินไปประมาณ 5 &#8211; 10 นาทีจะมีอาการกระปรี้กระเปร่า ลดความอยากอาหารและความรู้สึกเหนื่อยล้า ทำให้ผู้ใช้สามารถทำงานได้นานมากขึ้น แต่จะมีผลข้างเคียง เช่น ผิวหนังแดง ปากแห้ง ปัสสาวะบ่อย เบื่ออาหาร ท้องผูก อุจจาระแข็ง และนอนไม่หลับ บางรายอาจเกิดอาการหวาดระแวง และเห็นภาพหลอน&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้การเสพแบบสารผสมน้ำต้มกระท่อม มีความเสี่ยงต่อการทำงานของตับ ทำให้ไส้เน่าและอาเจียนเป็นเลือด พบมากในการทำน้ำกระท่อมสูตร 4&#215;100 ที่นำน้ำกระท่อมมาผสมกับยาแก้ไอและน้ำอัดลม ซึ่งให้สารเสพติดได้มากกว่าการเคี้ยวใบสด</p>



<p>กระท่อมเคยถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 หรือยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ก่อนที่จะถูกนำเอาออกจากบัญชียาเสพติดพร้อมกับกัญชาในปี 2565 ทำให้กระท่อมเป็นพืชถูกกฎหมายที่สามารถเพาะปลูกและซื้อขายได้ อย่างไรก็ตาม การต้มน้ำกระท่อมเพื่อขายยังผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 หากทำผิดมีโทษจำคุก 6 เดือน ถึง 2 ปี ปรับ 5,000 &#8211; 20,000 บาท</p>



<p>ในปี 2568 กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงยุติธรรมออกประกาศกําหนดสถานที่ วิธีการ หรือลักษณะต้องห้ามในการขายใบกระท่อม พ.ศ. 2568 ห้ามขายใบกระท่อมและน้ำต้มกระท่อมในรัศมี 1,000 เมตรจากสถานศึกษา และห้ามขายกระท่อมในลักษณะเร่ขายและตั้งแผงลอย เพื่อลดการเข้าถึงของกระท่อมในกลุ่มเด็กและเยาวชน เนื่องจากน้ำกระท่อมในปัจจุบันมีสูตรที่เด็กสามารถเข้าถึงได้ง่าย ทั้งการนำไปผสมกับน้ำหวาน ชานม และน้ำอัดลม</p>



<h4 class="wp-block-heading">กัญชา</h4>



<p>กัญชา (Cannabis sativa) เป็นพืชล้มลุกจำพวกหญ้า ใบมีลักษณะแตกเป็นแฉกราว 5 &#8211; 8 แฉก ในกัญชาสาร Cannabinoids และ d9- tetrahydrocannabinol (thc) เป็นสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและระบบประสาท จึงถูกนำมาใช้ผลิตยา dronabinol (marinol) สำหรับผู้ป่วยมะเร็งและเอดส์ เพื่อป้องกันอาการคลื่นไส้ อาเจียน และเพิ่มความอยากอาหาร</p>



<p>การเสพกัญชาจะใช้วิธีการสูบใช้เวลาออกฤทธิ์ภายใน 2-3 นาที และออกได้นานสูงสุด 1 ชั่วโมง ทำให้ผู้ใช้มีอาการเซื่องซึมลงอย่างช้าๆ และมีอาการเคลิ้ม แต่หากเสพเป็นเวลานานจะมีผลกระทบต่อร่างกาย เกิดอาการเวียนศีรษะ เห็นภาพหลอน มีอารมณ์แปรปรวน วูบหมดสติ หายใจไม่สะดวก และคลื่นไส้อาเจียน</p>



<p>กัญชาเคยถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 หรือยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ก่อนที่ในปี 2565 จะนำกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด และปลดล็อกกัญชาเสรี เกิดเป็นธุรกิจเกี่ยวกับกัญชาที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงกัญชาได้ง่ายขึ้นมากขึ้นในการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ ก่อนที่ในปี 2568 กระทรวงสาธารณสุขจะประกาศให้ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม เพื่อให้กัญชาใช้ในทางการแพทย์เท่านั้น</p>



<h4 class="wp-block-heading"></h4>



<h3 class="wp-block-heading">ยาเสพติดกับเยาวชน : ไปเสพกันที่ไหน?</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-7-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-6974" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-7-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-7-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-7-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-7-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-7-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-7-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-7-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-7.png 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดในกลุ่มเด็กและเยาวชนยังคงมีความซับซ้อน โดยพฤติกรรมการมั่วสุมเสพยาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเท่านั้น แต่กระจายตัวไปตามบริบททางสังคมและสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ตั้งแต่ในพื้นที่ส่วนตัว ไปจนถึงแหล่งมั่วสุมที่สาธารณะ จากการรวบรวมข้อมูลงานวิจัยและรายงานข่าวในสื่อต่างๆ พบว่าสถานที่ที่เยาวชนนัดรวมตัวเพื่อเสพยา มีดังนี้</p>



<p>1. สถานที่ส่วนตัว เช่น บ้าน บ้านเพื่อน หอพัก&nbsp;</p>



<p>สถานที่ส่วนตัว <a href="https://www.youtube.com/watch?v=RUjJD2FGq1Q">บ้าน</a> หรือพื้นที่อยู่อาศัยส่วนตัว ยังคงเป็นจุดที่เยาวชนใช้เป็นที่หลบซ่อนและเสพยาในลำดับต้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการเลิกเรียน โดยพบข่าวว่าเยาวชน<a href="https://www.naewna.com/likesara/794830">นัดเสพยา</a>ในที่พักอาศัย บางรายซื้อมาจากจากอินเทอร์เน็ต มักจะรอจนโรงเรียนเลิกแล้วไปใช้ที่บ้านโดยอ้างกับผู้ปกครองว่าเป็นของเพื่อน นอกจากนี้ยังพบตามหอพักและ<a href="https://nctc.oncb.go.th/article_attach/52-20170228_cdbox2_16.pdf">บ้านเพื่อน</a> เนื่องจากห่างไกลสายตาของผู้ปกครอง&nbsp;</p>



<p>2. ปาร์ตี้ เช่น โรงแรม รีสอร์ท พูลวิลล่า</p>



<p>สถานที่ประเภทนี้เป็นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการสังสรรค์ ปาร์ตี้ โดยมีรายงานข่าวที่เกี่ยวข้องกับรีสอร์ท โรงแรมซึ่งเป็นสถานที่ปิดสำหรับการรวมกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นรายงานข่าววัยรุ่นมั่วสุมเสพยาเสพติดใน<a href="https://www.youtube.com/watch?v=0BSZV-gW_Yg">รีสอร์ท </a>ตามจังหวัดต่างๆ รายงานข่าวทลายพูลวิลล่า รวบวัยรุ่นชาย-หญิง 53 คน <a href="https://www.matichon.co.th/region/news_5407589">จับปาร์ตี้ยากลางเมืองสงขลา</a>&nbsp;</p>



<p>ในช่วงหลังการนัดสังสรรค์ในโรงแรม รีสอร์ท และพูลวิลล่ากำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่นในการเสพยาเสพติด เนื่องจากเป็นสถานที่ปิดที่มีความเป็นส่วนตัว มีการนัดรวมกลุ่มทั้งในกลุ่มเพื่อนและการเชิญชวนในโซเชียลมีเดีย เพื่อเสพยาเสพติดควบคู่ไปกับการมีกิจกรรมทางเพศ จะเห็นได้ว่ามีข่าวตำรวจบุกจับปาร์ตี้ยาเสพติดลักษณะนี้ทุกปี</p>



<p>3. สถานบันเทิง เช่น ร้านคาราโอเกะ ผับ บาร์</p>



<p>สถานบันเทิงยังคงเป็นแหล่งสำคัญที่เอื้อต่อการซื้อขายยาเสพติดและการรวมกลุ่มทำกิจกรรมเสี่ยง พบการนัดเสพยาย่านสถานบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ตั้งของย่านสถานบันเทิง ย่านการค้า ผับ บาร์ ใน ‘รายงานการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ครั้งที่ 19 เรื่องการศึกษาการส่งยาเสพติดของกลางประเภทต่างๆ มาตรวจพิสูจน์ ณ กลุ่มงานตรวจยาเสพติด กองพิสูจน์หลักฐานกลาง ศึกษากรณีกองบังคับการตำรวจนครบาล’ พบว่า ยาเสพติดของกลางหลายชนิดที่สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ และสถานีตำรวจนครบาลลุมพินียึดได้จากสถานบันเทิง คือ เมทแอมเฟตามีน คีตามีน โคคาอีน และยาอี ซึ่งบ่งชี้ว่ามีการใช้และจำหน่ายยาเสพติดในบริเวณดังกล่าว</p>



<p>นอกจากนี้ยังพบในพื้นที่อื่นๆ ด้วย อาทิ ร้านเกม ร้านอินเทอร์เน็ต โดยสถานที่เหล่านี้เป็นสถานที่ที่สำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม วธ. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และภาคีเครือข่ายเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ระบุให้เป็นพื้นที่<a href="https://mgronline.com/qol/detail/9570000044856">เฝ้าระวัง</a>&nbsp;</p>



<p>4. พื้นที่สาธารณะ เช่น วัด โรงเรียน สวนสาธารณะ</p>



<p>พื้นที่สาธารณะที่มีการรวมกลุ่มหรือสถานที่ที่ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยในปัจจุบันก็กลับกลายเป็นแหล่งเสี่ยงไม่ต่างกัน อย่างสถานศึกษาหรือโรงเรียน ในรายงานปีที่ 9 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน 2567 วารสารสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เรื่องสงครามยาเสพติดในโรงเรียนกับปฏิบัติการน่านน้ำสีคราม : แนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติดเชิงรุก ระบุว่าโรงเรียนเป็นสถานที่ที่มีการแพร่ระบาดของยาเสพติด โดยมีการกล่าวถึงการใช้กระท่อม โดยเด็กบางคนถึงกับต้มมากินที่โรงเรียนอย่างโจ่งแจ้ง เนื่องจากมีความเข้าใจผิดว่าสามารถนำมาโรงเรียนได้ การแก้ปัญหายาเสพติดจึงต้องมีการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง<a href="https://www.tobenumber1.net/activities/ac11-addiction.php">สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกับสถานศึกษา</a> และโรงเรียนต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีเพื่อต่อต้านยาเสพติด</p>



<p>ขณะเดียวกัน สถานที่อย่างวัด สถานที่ราชการ ก็เป็นสถานที่ที่เยาวชนนัดเสพยากัน มีรายงานการมั่วสุมเสพยาบ้าภายใน<a href="https://www.youtube.com/watch?v=0kTTOG2LUWI">กุฏิของวัด</a> ไม่ว่าจะพระสงฆ์ หรือ<a href="https://www.youtube.com/watch?v=bOgL4X9FVWg">กลุ่มสามเณร</a> ก็พบในรายงานข่าวเช่นกัน</p>



<p>5. พื้นที่รกร้าง ลับตาคน เช่น ป่าอ้อย สวนปาล์ม บ้านร้าง</p>



<p>สถานที่ลับตาคนและสถานที่ที่ถูกทอดทิ้งก็เป็นอีกหนึ่งแหล่งมั่วสุมที่เสี่ยงต่ออาชญากรรมอื่นๆ และพบรายงานข่าวการนัดเสพยาในเยาวชน เช่น บ้านร้าง จากวิทยานิพนธ์เรื่องการลงโทษที่เหมาะสมในกรณีผู้เสพยาเสพติด ของกรรณิกา สัมพันธ์พ่วง วิทยานิพนธ์ปริญญานิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานิติศาสตร์ วิชาเอกกฎหมายอาญาและกระบวนการยุติธรรม มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พบการมั่วสุมของนักเรียนมัธยมปลายโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งของจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่หนีเรียนมานัดกันเสพยา ทั้งยาไอซ์และกัญชา ในบ้านร้างเป็นประจำโดยเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าบุกจับกุม กลุ่มนักเรียนพยายามทำลายของกลางและกระโดดหลบหนีจนได้รับบาดเจ็บ</p>



<p>นอกจากนี้ การเสพยายังพบได้ในแหล่งมั่วสุม ชุมชนแออัด ซึ่งเป็นปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมที่ทำให้เกิดการกระทำผิดซ้ำได้ง่าย โดยมักเต็มไปด้วยการพนันและยาเสพติด และเป็นแหล่งมั่วสุมอบายมุขหรือยาเสพติด นอกจากนี้ยังมีรายงานการพบแหล่งมั่วสุมขนาดใหญ่กลางเมืองแพร่ ตามข่าวว่า<a href="https://mgronline.com/local/detail/9570000129753">วัยโจ๋นัดเสพยามั่วเซ็กส์</a> ซึ่งสถานที่เป็นแนวกำแพงโบราณเก่า และยังพบในสถานที่เปลี่ยว อย่าง<a href="https://www.youtube.com/shorts/LSx7c7p8trs">ป่าอ้อย</a> และสวนปาล์ม</p>



<h3 class="wp-block-heading">ยาเสพติดกับเยาวชน : ซื้อยากันจากไหน มีรหัสลับอะไรบ้าง?&nbsp;</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-8-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-6975" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-8-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-8-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-8-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-8-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-8-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-8-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-8-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-8.png 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>จากข้อมูลข้างต้นจะพบกว่าการที่เยาวชนไทยติดยาเสพติดมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการเข้าถึงยาเสพติดได้ง่ายมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การซื้อขายยาบ้าซึ่งมักจะเกิดขึ้นในตลาดใต้ดิน ผ่านเครือข่ายผู้ค้ารายย่อยตามหมู่บ้าน ชุมชน และชุมชนแออัด ขณะเดียวกัน การซื้อขายยาเสพติดได้ขยายตัวเข้าสู่ตลาดออนไลน์ โดยผู้ค้าอาศัยแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ในการเปิดบัญชีอวตารเพื่อโฆษณาขายยา และมักทิ้งช่องทางติดต่อส่วนตัว เช่น LINE ID ไว้เพื่อใช้ในการสื่อสารและปิดการขาย&nbsp;</p>



<p>จากรายงานการตลาดและการขายยาเสพติดบนโลกอินเทอร์เน็ต ปี พ.ศ. 2568 ของ กนิษฐา ไทยกล้า ซึ่งสำรวจข้อมูลที่ได้จากการเฝ้าระวังผู้ขายยาเสพติดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ในประเทศไทย ระหว่าง ม.ค.-ส.ค. 2568 จำนวน 2,103 บัญชีผู้ขาย และโพสต์ 7,112 โพสต์ โดย 60.1% เป็นผู้ขายยาเสพติด ตามด้วยพืชในกำกับควบคุมพิเศษ เช่น กัญชาและใบกระท่อม 19.2% ผู้ขายยาเสพติดและยารักษาโรคแบบผิดแผน 7.9% และผู้ขายยาเสพติดและบุหรี่ไฟฟ้า 5.5%</p>



<p>โดยแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มีการโพสต์ขายสารเสพติดทุกประเภท (พืชควบคุมพิเศษ, ยารักษาโรคแบบผิดแผน, ยาเสพติด, ยาเสพติดบุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติดและยารักษาโรคแบบผิดแผน) มากที่สุด คือ X 1,428 บัญชี คิดเป็น 67.9% ตามด้วย Facebook 414 บัญชี คิดเป็น 19.7% LINE 112 บัญชี คิดเป็น 5.3% Instagram 78 บัญชี คิดเป็น 3.7% และ Tiktok 43 บัญชี คิดเป็น 2%&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้หากแบ่งเป็นเฉพาะผู้ที่ขายยาเสพติด จะพบมากใน X 78.1% ตามด้วย Facebook 11.8% ส่วนผู้ขายพืชควบคุมพิเศษ จะพบมากที่สุดใน Facebook 49.9% ตามด้วย X 31.8% นอกจากนี้ผู้ขายส่วนใหญ่เป็นบัญชีเก่า 58.3% และบัญชีที่ถูกปิดแล้วกลับมาเปิดใหม่ 7.3% มีรายใหม่ 34.4% โดยผู้ขาย 59.5% จะเปิดเผย LINE ID หรือเบอร์ติดต่อ เพื่อความสะดวกในการติดต่อและปิดการขาย โดยการตั้งโพสต์ขายยาเสพติดส่วนใหญ่จะแสดงเป็นภาพนิ่งของยาเสพติดหรืออุปกรณ์ ตามด้วยใช้สัญลักษณ์อิโมจิแทนชนิดของยาเสพติดและคลิปวิดีโอ&nbsp;&nbsp;</p>



<p>ในการโพสต์ขายยาบ้าจะแสดงภาพยาจำนวนมาก ระบุว่าพร้อมขาย และบอกแหล่งที่มา ขณะที่พืชในกำกับควบคุมพิเศษอย่างกัญชาและใบกระท่อม พบการโพสต์ขายกัญชาแห้งอัดแท่ง ช่อดอกกัญชาแบบแห้ง กัญชาพันลำ พอตกัญชา ดอกป๊อป คีฟกัญชา ใบทริมกัญชา ผลิตภัณฑ์ขนม เช่น บราวนี่กัญชา คุกกี้กัญชา ใบกระท่อม และน้ำต้มใบกระท่อมในลักษณะพร้อมดื่ม</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-9-819x1024.png" alt="" class="wp-image-6976" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-9-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-9-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-9-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-9.png 1080w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<p>ส่วนกัญชานั้นเริ่มเป็นที่พูดถึงมากขึ้นจากนโยบายปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดในช่วงการเลือกตั้งทั่วไป ปี 2562 นำไปสู่การประกาศให้กัญชาออกจากบัญชียาเสพติด เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 ทำให้กัญชาเป็นของถูกกฎหมายและเกิดธุรกิจเกี่ยวกับกัญชาทั่วประเทศ</p>



<p>จากข้อมูลของ <a href="http://weed.th">WEED.TH</a> ได้รวบรวมจำนวนร้านกัญชาในไทย ณ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 พบว่าประเทศไทยมีร้านกัญชาสูงถึง 10,821 ร้าน โดยจังหวัดที่มีร้านกัญชามากที่สุดคือ กรุงเทพฯ 2,022 ร้าน ตามด้วย ชลบุรี 1,014 ร้าน ภูเก็ต 1,010 ร้าน สุราษฎร์ธานี 666 ร้าน และเชียงใหม่ 609 ร้าน&nbsp;</p>



<p>จากบทความ<a href="https://tdri.or.th/2024/06/cannabis-economic-study/">กัญชาในมิติเศรษฐกิจ</a> ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่าลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับกัญชาในไทยเป็นชาวต่างชาติถึง 90% จะเห็นได้ว่า ร้านกัญชาจำนวนมากกระจุกตัวในพื้นที่ท่องเที่ยวและมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นลูกค้าหลัก ในขณะที่การปลดล็อกกัญชาได้สร้างงานสร้างอาชีพ ทำให้ตลาดของกัญชามีมูลค่าสูงถึง 3.5 พันล้านบาท</p>



<p>อย่างไรก็ตาม การปลดล็อกกัญชาทำให้การใช้กัญชาเพื่อการสันทนาการเพิ่มขึ้น ทำให้มีผู้ป่วยจากการใช้กัญชาเพิ่มมากขึ้น จากรายงาน <a href="https://www.unodc.org/roseap/uploads/documents/Publications/2025/Synthetic_Drugs_in_East_and_Southeast_Asia_2025.pdf">Synthetic Drugs in East and Southeast Asia</a> ของ United Nations Office on Drugs and Crime (UNODC) ระบุว่า ในปี 2567 พบคนไทยใช้กัญชาสูงถึง 1.5 ล้านคน และมีผู้ต้องเข้ารับการบำบัดจากการใช้กัญชา 7,500 คน&nbsp;</p>



<p>เมื่อวันที่ <a href="https://www.bbc.com/thai/articles/cdezl7lpewjo">25 มิถุนายน 2568</a> กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศกระทรวงฉบับใหม่ โดยให้ ‘ช่อดอกกัญชา’ เป็นสมุนไพรควบคุม เพื่อให้การใช้กัญชามุ่งเน้นไปที่เพื่อการแพทย์มากกว่าการสันทนาการ ผู้ต้องการใช้กัญชาจะต้องมีใบสั่งแพทย์และสามารถใช้ได้ในสถานประกอบการที่มีผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์อยู่ดูแล รวมถึงการจำกัดพื้นที่ห้ามขายกัญชาในบริเวณสถานศึกษา สถานที่สำหรับปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา หอพัก สวนสาธารณะ สวนสัตว์ และสวนสนุก</p>



<p>จากข้อมูลภาพรวมจำนวนคดี-จำนวนคน ปี 2564-2567 ศูนย์ข้อมูลและสถิติ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน พบว่า มีจำนวนเด็กและเยาวชนที่เคยมีประวัติใช้กัญชาเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่มีการเปิดกัญชาเสรี โดยในปี 2565 มีจำนวนเด็กและเยาวชนที่เคยมีประวัติใช้กัญชา 1,696 คน ขณะที่ปี 2567 มีจำนวนเด็กและเยาวชนที่เคยมีประวัติใช้กัญชา 3,240 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ถึง 91.04%<br></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-11-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-6978" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-11-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-11-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-11-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-11-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-11-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-11-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-11-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-11.png 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>ไม่เพียงแค่นั้น กระท่อมยังเป็นยาเสพติดอีกชนิดที่ได้ปลดล็อกพร้อมกับกัญชาในปี 2565 ทำให้สามารถใช้และจำหน่วยได้โดยไม่ผิดกฎหมาย โดยต้นกระท่อมที่ขายในไทยส่วนใหญ่ มี 3 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ กระท่อมก้านแดง กระท่อมก้านใบสีเขียว (พันธุ์แตงกวา) และกระท่อมยักษ์ใหญ่ (หางกั้ง) โดยราคาขายมีตั้งแต่แบบใบสด ราคา 14-19 บาทต่อกิโลกรัม เศษใบแห้ง 57 &#8211; 59 บาทต่อกิโลกรัม แบบใบหมัก 61-64 บาทต่อกิโลกรัม และแบบผงบด 95-106 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสามารถหาซื้อได้ทั่วไปและในออนไลน์</p>



<p>กลุ่มน้ำต้มใบกระท่อมเป็นหนึ่งในวิธีเสพกระท่อมที่ได้รับสารมากที่สุด ซึ่งพบว่ามีการวางขายน้ำต้มใบกระท่อมได้ทั่วไป รวมถึงขายในช่องทางออนไลน์เช่นเดียวกัน โดยน้ำกระท่อมดิบมีราคาขายขวดละ 35 &#8211; 60 บาท และน้ำกระท่อมผสมราคาขวดละ 60-120 บาท&nbsp; อย่างไรก็ตาม น้ำต้มใบกระท่อมถูกกฎหมายเฉพาะกรณีต้มเพื่อบริโภคเอง แต่การต้มเพื่อจำหน่ายยังถือว่าผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มีโทษจำคุก 6 เดือน ถึง 2 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 &#8211; 20,000 บาท</p>



<p>อีกทั้งยังมีสูตรน้ำต้มใบกระท่อม หรือ 4X100 เป็นการนำมาผสมกับชานม น้ำอัดลม หรือนำไปผสมกับยาแก้ไอหรือแก้แพ้ชนิดน้ำที่มีสารคลอเฟนิรามีน มาลีเอท (Chlorpheniramine Maleate) ที่มีฤทธิ์ต่อระบบประสาท จากรายงานการบริโภคน้ำกระท่อมที่มีส่วนผสมต่างๆ ในกลุ่มเยาวชนชายภาคใต้ โดย วิภา ด่านธํารงกูล และ สมปอง สิมมา จากวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอนุกูล รักษ์ธรรมเสมอ สํารวย วรเตชะคงคา และสุภาพร สวัสดิชัย จากสํานักงานยุทธศาสตร์ สํานักงาน ป.ป.ส. กล่าวถึงส่วนผสมน้ำต้มใบกระท่อมในกลุ่มเด็กและเยาวชนว่า ส่วนผสมที่นำมาทำน้ำกระท่อมเพื่อการบริโภค จำแนกออกเป็น 3 กลุ่ม 1. ยาที่ถูกกฎหมายหรือมีการควบคุมในการจำหน่าย ได้แก่ ยาแก้ไอ ยากล่อมประสาท เหล้าแห้ง ยาแก้อักเสบ 2. เครื่องดื่มประเภทต่างๆ ได้แก่ น้ำอักลม น้ำส้ม กาแฟ และชา และ 3. สารอื่นๆ ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ได้แก่ ผงสีขาวในหลอดไฟฟลออเรสเซ้นต์ ยากันยุง</p>



<p>การเพิ่มส่วนผสมในน้ำกระท่อม เพื่อทำให้น้ำกระท่อมมีรสชาติหวานๆ ขมๆ ตามความพึงพอใจของผู้ดื่ม และช่วยกระตุ้นอาการมึนเมา เคลิบเคลิ้ม เพลิดเพลิน และช่วยให้หลับง่าย นอกจากนี้ การต้มน้ำกระท่อมในกลุ่มเด็กและเยาวชนมีความพยายามปรับเปลี่ยนและแสวงหาส่วนผสมใหม่ เช่น ข่าวกลุ่มวัยรุ่นทำน้ำกระท่อมสูตรตายโหงหรืออวตาร โดยเอา<a href="https://mgronline.com/south/detail/9530000012086">ขี้เถ้าเผาศพ</a>มาผสม เพราะเชื่อว่าจะทำให้ร่างกายแข็งแรง และแคล้วคลาดปลอดภัย</p>



<p>นอกจากนี้จากวิทยานิพนธ์เรื่อง ‘ความคิดอัตโนมัติในวัยรุ่นชายที่ดื่มน้ำใบกระท่อม’ โดยนิศาลักษณ์ รัตนะ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ศึกษาความถี่ในการดื่มน้ําใบกระท่อมของวัยรุ่นชายพบว่า จากกลุ่มตัวอย่างของวัยรุ่นจำนวน 127 คน ส่วนใหญ่ดื่มน้ำกระท่อม 1-2 ครั้งต่อวันมากที่สุด จํานวน 77 คน คิดเป็น 60.63% โดยแต่ละครั้งจะดื่มน้ำใบกระท่อมครั้งละ 1-2 แก้ว จํานวน 71 คน คิดเป็น 55.91% นอกจากนี้ในการต้มน้ำกระท่อมจะใช้ใบกระท่อมเฉลี่ย 1-5 ใบ จํานวน 61 คน คิดเป็น 48.03% และมีการใส่ยาแก้ไอผสมในน้ำกระท่อมจํานวน 46 คน คิดเป็น 36.22%&nbsp;</p>



<p>จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าเด็กและเยาวชนสามารถเข้าถึงกระท่อมได้ง่าย ไปจนถึงการต้มน้ำกระท่อมเองที่มีการใส่ส่วนผสมเพิ่มเติม เช่น ยาแก้ไอ เพื่อเพิ่มรสชาติและฤทธิ์ยา โดยปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศห้ามขายกระท่อมในรัศมี 1,000 เมตรจากสถานศึกษา และห้ามตั้งจุดขายแบบหาบเร่ แผงลอย โดยสำนักงาน ป.ป.ส. ได้ทำปฏิบัติการเชิงรุกในการจัดระเบียบการขายกระท่อมรอบบริเวณสถานศึกษา และทลายแหล่งผลิตน้ำกระท่อม เพื่อลดการเข้าถึงกระท่อมในกลุ่มเด็กและเยาวชน&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">เยาวชนที่ติดยาเสพติดมีทางเลือกอะไรบ้าง?&nbsp;</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-12-819x1024.png" alt="" class="wp-image-6979" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-12-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-12-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-12-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-12.png 1080w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<p>ประเทศไทยประกาศใช้พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 เปลี่ยนผู้เสพยาเสพติดเป็นผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการบำบัดรักษาได้ โดยไม่มีความผิดตามเงื่อนไขของกฎหมาย เพิ่มช่องทางให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการบำบัดรักษาได้โดยไม่ต้องถูกดำเนินคดี และแก้ปัญหานักโทษล้นคุก จากปัญหานักโทษคดียาเสพติดที่เพิ่มสูงขึ้น การเข้ารับการบำบัดยาเสพติดจึงเป็นอีกทางเลือกในการคืนผู้เสพกลับสู่สังคม</p>



<p>ทางเลือกการเข้ารับการบำบัดรักษาแบ่งออกเป็น 2 กรณี ได้แก่</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>การเข้ารับการบำบัดรักษาโดยสมัครใจ</li>
</ol>



<p>ผู้ที่มีปัญหายาเสพติดสามารถเข้ารับการบำบัดรักษาแบบสมัครใจได้โดยไม่ถูกดำเนินคดี ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ม.113 และ ม.114 ทั้ง 2 มาตรามีความแตกต่างดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>มาตรา 113 กรณีผู้เสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (เช่น ยาบ้า ยาอี ยาเลิฟ เฮโรอีน แอลเอสดี และแอมเฟตามีน) ประเภทที่ 2 (เช่น ฝิ่น มอร์ฟีน โคเคน โคดาอีน และเมทาโดน) และประเภทที่ 5 (กัญชา กระท่อม และเห็ดขี้ควาย) ขอเข้ารับการบำบัดรักษาในสถานพยาบาลยาเสพติดโดยสมัครใจ ก่อนที่เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะตรวจพบ<br></li>



<li>มาตรา 114 กรณีผู้เสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (เช่น ยาบ้า ยาอี ยาเลิฟ เฮโรอีน แอลเอสดี และแอมเฟตามีน) ประเภทที่ 2 (เช่น ฝิ่น มอร์ฟีน โคเคน โคดาอีน และเมทาโดน) และประเภทที่ 5 (กัญชา กระท่อม และเห็ดขี้ควาย) ถูกเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตรวจพบ และไม่ปรากฏว่าเป็นผู้ต้องหาหรืออยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดที่มีโทษต้องจำคุกหรืออยู่ระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล โดยไม่มีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นหรือสังคม หากผู้เสพสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษา เจ้าหน้าที่สามารถส่งตัวผู้เสพที่สถานพยาบาลยาเสพติดหรือศูนย์คัดกรอง</li>
</ul>



<p>ทั้ง 2 มาตรา หากผู้ป่วยเข้ารับการบำบัดรักษาครบโปรแกรม และได้รับหนังสือรับรองว่าผ่านการบำบัดรักษา ผู้นั้นถือว่าไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมาย</p>



<ol start="2" class="wp-block-list">
<li>การเข้ารับการบำบัดรักษาตามคำสั่งศาล</li>
</ol>



<ul class="wp-block-list">
<li>มาตรา 166 กรณีที่ศาลพิพากษาว่าผู้เสพไม่ได้เป็นผู้ต้องหาหรืออยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดอื่นที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ศาลจะพิจารณาคดีเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามประมวลกฎหมายอาญามาใช้แทนการลงโทษ ตามระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี</li>
</ul>



<ul class="wp-block-list">
<li>มาตรา 168 กรณีที่ศาลพิพากษาว่าผู้เสพไม่ได้เป็นผู้ต้องหาหรืออยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดอื่นที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล หากศาลมองว่าไม่สมควรลงโทษผู้ต้องหา และผู้ต้องหาสำนึกในการกระทำโดยเข้ารับการบำบัดรักษายาเสพติด ศาลจะส่งตัวผู้ต้องหาไปสถานพยาบาลยาเสพติดเพื่อเข้ารับการบำบัดรักษาต่อไป</li>
</ul>



<p><strong>การคัดกรองผู้ป่วยยาเสพติด</strong></p>



<p>ก่อนที่ผู้ป่วยยาเสพติดจะเข้ารับการบำบัดรักษายาเสพติดเข้าสถานพยาบาลยาเสพติดและศูนย์คัดกรองยาเสพติด ผู้ป่วยยาเสพติดจำเป็นต้องถูกคัดกรองประเภทของผู้ป่วยโดยศูนย์คัดกรองยาเสพติดที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อคัดกรองผู้ป่วยยาเสพติด โดยการประเมินจะประกอบไปด้วย&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>การตรวจหาสารเสพติดในร่างกาย เป็นขั้นตอนการตรวจสอบสารเสพติดในร่างกายเบื้องต้นของผู้ป่วย สามารถใช้ผลตรวจของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ฝ่ายปกครองหรือตำรวจได้ โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างแรงจูงใจในการบำบัดและวางแผนการดูแลช่วยเหลือ</li>



<li>การคัดกรองและประเมินความรุนแรงของการติดยาเสพติดและภาวะความเสี่ยงทางสุขภาพกายหรือสุขภาพใจ เป็นขั้นตอนการคัดกรองตามระเบียบคณะกรรมการบำบัดรักษายาเสพติดและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด เพื่อแยกระดับความรุนแรงของผู้ป่วยยาเสพติดผ่านการประเมิน ดังนี้</li>
</ul>



<ol class="wp-block-list">
<li>แบบคัดกรองและส่งต่อผู้ป่วยที่ใช้ยาเสพติดเพื่อรับการบำบัดรักษาต่อไป กระทรวงสาธารณสุข (บคก. กสธ.) V.2 เป็นแบบประเมินว่าผู้ป่วยยาเสพติดเป็นกลุ่มผู้ป่วยประเภทไหน ได้แก่ ผู้ใช้ ผู้เสพ และผู้ติด เพื่อจำแนกและออกแบบแนวทางการช่วยเหลือให้กับผู้ป่วยยาเสพติด</li>



<li>การประเมินพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง (Overt Aggression Scale: OAS) เป็นการแยกระดับความก้าวร้าวรุนแรงของผู้ป่วยยาเสพติด สามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่</li>
</ol>



<ul class="wp-block-list">
<li>กลุ่มสีแดง เป็นผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการทางจิตเวชอย่างรุนแรง</li>



<li>กลุ่มสีส้ม เป็นผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการทางจิตเวชร่วมด้วยอยู่ในระยะกำเริบ และมี 5 สัญญาณเตือน ได้แก่ ไม่หลับไม่นอน เดินไปเดินมา พูดคนเดียว มีอาการหงุดหงิดฉุนเฉียว และเที่ยวหวาดระแวง</li>



<li>กลุ่มสีเหลือง เป็นผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการทางจิตเวชร่วมด้วย แต่อยู่ในอาการสงบ</li>



<li>กลุ่มสีเขียว เป็นผู้ป่วยยาเสพติดที่ไม่มีอาการทางจิตเวชร่วมด้วย</li>
</ul>



<ol start="3" class="wp-block-list">
<li>การให้คำแนะนำแบบสั้น (Brief Advice: BA) และการบำบัดแบบสั้น (Brief Intervention: BI)</li>
</ol>



<p>จากรายงานการจำแนกตามแบบคัดกรอง ระบบข้อมูลการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดของประเทศ (บสต.) กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในปี 2567 มีการคัดกรองผู้ป่วยเพื่อเข้ารับการบำบัด จำนวน 238,069 คน โดยเป็นเด็กและเยาวชน อายุต่ำกว่า 19 ปี จำนวน 16,180 คน หากแยกตามการประเมินพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง (OAS) พบว่าเป็นผู้ป่วยยาเสพติดกลุ่มสีเขียว จำนวน 13,853 คน คิดเป็น 85.94% กลุ่มสีเหลือง จำนวน 263 คน คิดเป็น 1.63% กลุ่มสีส้ม จำนวน 584 คน คิดเป็น 3.62% และกลุ่มสีแดง 1,420 คน คิดเป็น 8.81%</p>



<p>ในขณะที่ข้อมูลการจำแนกเด็กและเยาวชนผู้ใช้ยาเสพติดที่เข้ารับการบำบัด พบว่า เป็นผู้ใช้ จำนวน 1,693 คน คิดเป็น 10.46% ผู้เสพ จำนวน 11,291 คน คิดเป็น 69.79% และผู้ติด จำนวน 3,194 คน คิดเป็น 19.74%</p>



<p>หมายเหตุ : ใช้ข้อมูลจากระบบข้อมูลการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดของประเทศ (บสต.) กระทรวงสาธารณสุข อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าตัวเลขรวมของแต่ละประเภทรวมได้ไม่เท่ากัน</p>



<p><strong>การเข้ารับการบำบัด</strong></p>



<p>หลังการคัดกรองและแบ่งกลุ่มผู้ป่วยยาเสพติดแล้ว จะดำเนินการส่งผู้ป่วยเข้ารับการบำบัดรักษาภายใต้กระบวนการ 2 รูปแบบ ได้แก่ การบำบัดรักษาทางการแพทย์ (Medical treatment) และการบำบัดฟื้นฟูทางสังคม (Social treatment) ในการบำบัดรักษาจะแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 4 กลุ่มตามการประเมิน OAS ได้แก่</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>ผู้ป่วยกลุ่มสีแดง กลุ่มผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการจิตเวชร่วมด้วยและมีอาการคลุ้มคลั่ง จะส่งไปเข้ารับการบำบัดรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวช สังกัดกรมสุขภาพจิต โรงพยาบาลธัญญารักษ์ สังกัดกรมการแพทย์ โรงพยาบาลศูนย์ และโรงพยาบาลทั่วไป สังกัดกระทรวงสาธารณสุข</li>



<li>ผู้ป่วยกลุ่มสีส้ม กลุ่มผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการทางจิตเวชร่วมด้วยอยู่ในระยะกำเริบ และมี 5 สัญญาณเตือน ได้แก่ ไม่หลับไม่นอน เดินไปเดินมา พูดคนเดียว มีอาการหงุดหงิดฉุนเฉียว และเที่ยวหวาดระแวง จะส่งตัวไปเข้ารับการบำบัดรักษาที่สถานพยาบาลยาเสพติดที่เปิดบริการ มินิธัญญารักษ์ โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป สังกัดกระทรวงสาธารณสุข</li>



<li>ผู้ป่วยกลุ่มสีเหลือง กลุ่มผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการทางจิตเวชร่วมด้วย แต่อยู่ในอาการสงบ จะส่งไปบำบัดรักษาที่สถานพยาบาลยาเสพติด โรงพยาบาลชุมชน</li>



<li>ผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว กลุ่มผู้ป่วยยาเสพติดที่ไม่มีอาการทางจิตเวชร่วมด้วย จะส่งไปบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ป่วยยาเสพติดโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน (CBTx) ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของโรงพยาบาลชุมชน สังกัดกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย</li>
</ol>



<p>ในขณะที่การบำบัดฟื้นฟูสภาพทางสังคม (Social treatment) เป็นการบำบัดเพื่อปรับเปลี่ยนแนวพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องให้กลับสู่สภาพปกติ โดยจะมีการพัฒนาศักยภาพให้กับผู้ป่วยและครอบครัว ให้ความช่วยเหลือทางสังคม ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือสวัสดิการต่างๆ เช่น การศึกษา อาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือตัวเองให้อยู่ในครอบครัวและสังคมได้ปกติ โดยอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด สังกัดกรมการปกครอง ศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคม สังกัดกระทรวงมหาดไทย โดยการบำบัดฟื้นฟูสภาพทางสังคมเป็นทางเลือกให้กับผู้ป่วยยาเสพติดที่มีความประสงค์จะขอรับความช่วยเหลือทางสังคม</p>



<p><strong>การติดตามผลการบำบัด</strong></p>



<p>ในระหว่างกระบวนการบำบัดยาเสพติด จะมีการติดตามผลการบำบัดของผู้ป่วย เพื่อติดตามผลการรักษา พัฒนาการและการฟื้นฟูของผู้ป่วยให้สามารถกลับไปดำรงชีวิตในสังคมได้และป้องกันไม่ให้กลับไปใช้ยาเสพติดอีก โดยจะมีระยะเวลาในการประเมินเฉลี่ย 3 เดือน ถึง 1 ปี หรือขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ตามความเหมาะสม โดยในการติดตามผลการบำบัดอยู่ในความรับผิดชอบของสถานพยาบาลยาเสพติด สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคม สังกัดกระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร และภาคีเครือข่ายนอกกระทรวงสาธารณสุขที่ได้รับขึ้นทะเบียนตามระเบียบหรือประกาศกระทรวงสาธารณสุข</p>



<p>เมื่อสิ้นสุดขั้นตอนการเข้ารับการบำบัด ผู้เข้ารับการบำบัดครบตามกระบวนการจะได้รับการรับรองผ่านการบำบัดยาเสพติด และจะไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด อย่างไรก็ตาม หากการบำบัดไม่สำเร็จจะมีการบันทึกประวัติพฤติการณ์ของผู้ป่วยในการพิจารณาการบำบัดครั้งต่อไป โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บำบัด มาตรา 168 และ มาตรา 166 หากไม่ให้ความร่วมมือในการบำบัด ศาลจะยกคดีขึ้นมาพิจารณาต่อไป โดยที่คำสั่งศาลเป็นที่สุด</p>



<p>จากรายงานการจำแนกตามแบบคัดกรอง ระบบข้อมูลการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดของประเทศ (บสต.) กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในกลุ่มเด็กและเยาวชน อายุต่ำกว่า 19 ปี ที่เข้ารับการบำบัดยาเสพติด มีผู้เข้ารับการบำบัดครบโปรแกรมการบำบัด จำนวน 13,781 คน คิดเป็น 90.07% ในขณะที่มีผู้ที่เข้ารับการบำบัดไม่ครบโปรแกรม จำนวน 1,519 คน คิดเป็น 9.93%&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">ทรัพยากรสาธารสุขจะเพียงพอในการรองรับผู้ป่วยยาเสพติดไหม?&nbsp;</h3>



<p>การเปิดช่องทางให้ผู้ป่วยยาเสพติดสามารถเข้ารับการบำบัดผ่านระบบสมัครใจเป็นหนึ่งในทางออกในการแก้ปัญหาเพื่อคืนผู้ป่วยยาเสพติดกลับสู่สังคมและลดปัญหานักโทษล้นคุก เมื่อนำข้อมูลจาก<a href="http://www.correct.go.th/rt103pdf/report_index.php?report=drug">รายงานสถิติผู้ต้องราชทัณฑ์คดี พ.ร.บ. ยาเสพติดทั่วประเทศ</a> กรมราชทัณฑ์ มาเทียบกับจำนวนผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติด จากระบบข้อมูลการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดของประเทศ (บสต.) พบว่า</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ปี 2564 มีผู้ต้องขังคดียาเสพติด 231,362 คน และมีผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติด 130,108 คน</li>



<li>ปี 2565 มีผู้ต้องขังคดียาเสพติด 207,085 คน และมีผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติด 114,549 คน</li>



<li>ปี 2566 มีผู้ต้องขังคดียาเสพติด 205,127 คน และมีผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติด 197,023 คน</li>



<li>ปี 2567 มีผู้ต้องขังคดียาเสพติด 201,621 คน และมีผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติด 215,995 คน</li>
</ul>



<p>จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าจำนวนผู้ต้องขังคดียาเสพติดลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยในปี 2564 มีผู้ต้องขัง 231,362 คน แต่ในปี 2567 ลดลงเหลือ 201,621 คน ในขณะที่จำนวนผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติดเพิ่มขึ้น โดยในปี 2564 มีผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติด 130,108 คน แต่ในปี 2567 เพิ่มขึ้น 215,995 คน ส่วนหนึ่งมาจากการปรับโครงสร้างการเข้ารับการบำบัดให้ผู้ป่วยเข้ารับการบำบัดโดยสมัครใจ อย่างไรก็ตามในช่วงปีเดียวกันก็มีการนำกัญชา กัญชง และกระท่อม ออกจากบัญชียาเสพติดด้วย ทำให้มีผลต่อการลดลงของจำนวนผู้ต้องขังคดียาเสพติด และการเพิ่มขึ้นของผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติด&nbsp;</p>



<p>สิ่งที่ต้องคำนึงคือความพร้อมในการรองรับผู้ป่วยยาเสพติดของระบบสาธารณสุข โดยในรายงานแนวทางการดำเนินงานการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด (ฉบับปรับปรุง) กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าศักยภาพในการรองรับการบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดสามารถรองรับได้มากถึง 250,000 รายต่อปี แต่เมื่อดูจำนวนผู้ป่วยยาเสพติดที่เข้ารับการบำบัดในปี 2567 พบว่ามีผู้ป่วยยาเสพติดเข้ารับการบำบัด จำนวน 215,995 คน และในปี 2568 กลับมีมากถึง 263,409 คน ซึ่งมากกว่าการรองรับของระบบสาธารณสุข<br></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-13-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-6980" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-13-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-13-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-13-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-13-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-13-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-13-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-13-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-13.png 1600w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>เมื่อพิจารณาข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุข จากรายงานข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุข ประจำปี 2567 เพื่อสำรวจจำนวนจิตแพทย์ และนักจิตวิทยา และจำนวนเตียงจิตเวช จากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC) กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเทศไทยมีจำนวนจิตแพทย์ 961 คน คิดเป็นสัดส่วนผู้ป่วยยาเสพติดต่อจิตแพทย์ 224.76 คนต่อจิตแพทย์ 1 คน มีนักจิตวิทยา 849 คน คิดเป็นสัดส่วนผู้ป่วยยาเสพติดต่อนักจิตวิทยา 254.41 คนต่อนักจิตวิทยา 1 คน และเตียงจิตเวช 6,001 เตียง คิดเป็นสัดส่วนผู้ป่วยยาเสพติดต่อเตียงจิตเวช 35.99 คนต่อเตียง นอกจากนี้ยังพบว่าในจำนวนจิตแพทย์ดังกล่าว มีแพทย์เฉพาะทางสาขาจิตเวชศาสตร์การเสพติด (Addiction Psychiatry) เพียง 3 คนเท่านั้น โดยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ 2 คน และเชียงใหม่ 1 คน</p>



<p>ในขณะที่ข้อมูลจำนวนสถานพยาบาลยาเสพติดและสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ปัจุบันมีสถานพยาบาลยาเสพติด 1,086 แห่ง คิดเป็นสัดส่วนผู้ป่วยยาเสพติด 198.89 คนต่อสถานพยาบาลยาเสพติด และมีสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด 340 แห่ง คิดเป็นสัดส่วนผู้ป่วยยาเสพติด 635.28 คนต่อสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด&nbsp;</p>



<p>จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่า จำนวนผู้เข้ารับบำบัดยาเสพติดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการเปิดระบบสมัครใจเข้ารับการบำบัด แต่เมื่อเทียบกับทรัพยากรสาธารณสุขด้านจิตเวชที่รองรับผู้เข้ารับการบำบัดกลับพบว่าอาจเป็นการเพิ่มภาระทางสาธารณสุข เนื่องจากมีบุคลากรและทรัพยากรที่ไม่เพียงพอ ซึ่งในกรณีนี้ยังไม่รวมกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชในระบบสาธารณสุข ปี 2567 ที่มีมากถึง 1,441,466 คน ที่ระบบสาธารณสุขต้องรองรับ ภาครัฐอาจต้องมีมาตรการในการจัดการทั้งในการเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์และทรัพยากรทางสาธารณสุขเพื่อรองรับการบำบัดผู้ป่วยยาเสพติด</p>



<h3 class="wp-block-heading">สสส. ทำอะไรบ้าง&nbsp;</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/02/13-1-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-7014" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/02/13-1-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/02/13-1-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/02/13-1-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/02/13-1-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/02/13-1-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/02/13-1-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/02/13-1-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/02/13-1.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>สสส. สนับสนุนให้มีการจัดตั้ง ศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด (ศศก.) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 เพื่อเป็นศูนย์กลางด้านการวิจัยและพัฒนางานวิชาการสารเสพติด ดำเนินงานโดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีบทบาทสำคัญในการรวบรวมองค์ความรู้ ผลักดันเชิงนโยบาย และเป็นแหล่งฐานข้อมูลที่ทันต่อ สถานการณ์ ทำงานเชื่อมโยงกับปัญหาสุราและยาสูบ ซึ่งเป็นสารเสพติดที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประเทศ เพื่อเป้าหมายลดผลกระทบด้านสุขภาพและสังคม เพิ่มความเข้าใจในสังคม และกระตุ้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน</p>



<p>แม้จะมีข้อจำกัดด้านเศรษฐศาสตร์ แต่ที่ผ่านมาศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด (ศศก.) ได้พัฒนาผลงานวิชาการด้านสารเสพติดที่สามารถตอบสนองและชี้นำนโยบายได้อย่างทันท่วงที ร่วมกับหน่วยงานวิจัยภายนอก เช่น สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จนเกิดผลงานสำคัญ ได้แก่ การศึกษาผลกระทบจากนโยบายกัญชา การสำรวจพฤติกรรม และทัศนคติการใช้กัญชาและสารเสพติดทั่วประเทศ การตรวจวัดปริมาณสาร THC ในเครื่องดื่มกัญชา และการศึกษาความเป็นธรรมทางสุขภาพจากการจำหน่ายกัญชา ผลงานเหล่านี้ถูกนำเสนอในเวทีวิชาการและขยายผลสู่การประชุมระดับชาติที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) จัดขึ้น จนนำไปสู่การพิจารณานโยบายด้านการควบคุมปัญหายาเสพติดและกัญชาในเวลาต่อมา</p>



<p>นอกจากนี้ ศศก. ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่กระทรวงสาธารณสุขและสมาคมจิตแพทย์ฯ ใช้ประกอบการนำเสนอเชิงนโยบายต่อคณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ขอข้อมูลจาก ศศก. โดยตรง แสดงให้เห็นถึงการนำผลงานวิชาการไปใช้ประโยชน์เชิงนโยบายอย่างแท้จริง สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจาก ศกก. ติดต่อ: <a href="https://www.facebook.com/cads.in.th">https://www.facebook.com/cads.in.th</a></p>



<p>นอกจากนี้ในระยะถัดไป จะมีการเน้นขอบเขตการทำงานในด้านการฟื้นตัวและการเข้าถึงบริการใน ชุมชนเพื่อให้มีผลกระทบทางบวกในเชิงการป้องกันปัญหาการเสพติดในชุมชน ผ่านกลไกชุมชนล้อมรักษ์ (CBTx) ซี่งเป็นโครงการมุ่งแก้ปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร โดยการดำเนินงาน 4 ด้าน 1.ป้องกัน 2.เฝ้าระวัง 3.บำบัดฟื้นฟู 4.ช่วยเหลือผู้ที่ผ่านการฟื้นฟูให้กลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้ตามปกติ โดยมีหลักการใช้ “ชุมชนเป็นฐาน” (Community-based) เนื่องจากชุมชนเป็นผู้ที่เข้าใจต้นตอของปัญหายาเสพติด&nbsp;</p>



<p>กระบวนการ CBTx เป็นการขับเคลื่อนการทำงานเชื่อมกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบจากทุกภาคส่วน ประกอบด้วย ฝ่ายปกครอง สาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตำรวจ และภาคประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบโดยชุมชนเป็นฐาน มีเป้าหมายสำคัญคือ 1. พัฒนาอำเภอให้เป็นต้นแบบดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดระดับพื้นที่ 2. พัฒนารูปแบบการขยายผลการดำเนินงานไปยังพื้นที่อื่น ๆ เพื่อนำไปสู่การสร้างเครือข่ายการบำบัดรักษาผู้ป่วย บำบัดฟื้นฟูในชุมชน 3. ค้นหารูปแบบการฟื้นฟูหรือบำบัดผู้ป่วยในชุมชน และเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรและเครือข่ายในพื้นที่ให้สามารถใช้กระบวนการ CBTx ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 4. พัฒนากลไกการสื่อสารและขับเคลื่อนงานไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้แนวทางการบำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติดในชุมชนเป็นมาตรฐานเดียวกัน</p>



<p>จากการดำเนินงานขับเคลื่อนงานป้องกันยาเสพติดมาตั้งแต่ปี 2558 ปัจจุบันมีพื้นที่ต้นแบบปลอดภัยจากยาเสพติด 29 พื้นที่ทั่วประเทศ มีเครือข่ายภาคประชาชนขับเคลื่อนงานสร้างพื้นที่ปลอดภัยป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด 12,942 คน ในพื้นที่ 4,022 หมู่บ้าน/ชุมชน มีแกนนำเครือข่ายที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง 282 คน</p>



<p>รายการชุดความรู้ คู่มือสำหรับพ่อแม่ ครู ผู้ปกครอง เพื่อการลดอันตรายจากสารเสพติด โดยภาคีเครือข่ายภายใต้การสนับสนุนของ สสส.</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="353" height="502" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-14.png" alt="" class="wp-image-6982" style="width:199px;height:auto" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-14.png 353w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-14-211x300.png 211w" sizes="(max-width: 353px) 100vw, 353px" /></figure>
</div>


<p><strong>คู่มือครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง ชุมชนร่วมฟื้น คืนคนสู่สังคมที่ดี</strong></p>



<p>ดาวน์โหลด: <a href="https://dmh-elibrary.org/items/show/2062">https://dmh-elibrary.org/items/show/2062</a></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="591" height="839" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-15.png" alt="" class="wp-image-6983" style="aspect-ratio:0.7044109063620445;width:198px;height:auto" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-15.png 591w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-15-211x300.png 211w" sizes="(max-width: 591px) 100vw, 591px" /></figure>
</div>


<p><strong>การป้องกันการใช้สารเสพติดในเด็กและวัยรุ่น&nbsp;</strong></p>



<p>โดย National Institute on Drug Abuse (NIDA)</p>



<p>ดาวน์โหลด: <a href="https://dmh-elibrary.org/items/show/1214">https://dmh-elibrary.org/items/show/1214</a></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="363" height="360" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image.jpeg" alt="" class="wp-image-6981" style="width:213px;height:auto" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image.jpeg 363w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-300x298.jpeg 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-150x150.jpeg 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-100x100.jpeg 100w" sizes="(max-width: 363px) 100vw, 363px" /></figure>
</div>


<p><strong>ELDA เกมเสริมทักษะความรู้เรื่องสารเสพติด</strong></p>



<p>โดย หน่วยสารเสพติด สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยชียงใหม่สถานศึกษาติดต่อขอรับที่ ศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด <a href="https://www.facebook.com/cads.in.th/">https://www.facebook.com/cads.in.th/</a><br></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="538" height="775" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/02/image.png" alt="" class="wp-image-6997" style="aspect-ratio:0.6942067265363621;width:180px;height:auto" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/02/image.png 538w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/02/image-208x300.png 208w" sizes="(max-width: 538px) 100vw, 538px" /></figure>
</div>


<p><strong>คู่มือการดูแลตัวเองเพื่อลด ละ เลิกสารเสพติด</strong><br>โดย องค์การอนามัยโลก ค.ศ.2010 ร่วมกับแผนงานพัฒนาระบบการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา (ผรส.)<br>ดาวน์โหลด: <a href="https://iris.who.int/bitstream/handle/10665/44322/9789241599405_tha.pdf">https://iris.who.int/bitstream/handle/10665/44322/9789241599405_tha.pdf</a></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="536" height="767" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/02/image-1.png" alt="" class="wp-image-6998" style="width:181px;height:auto" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/02/image-1.png 536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/02/image-1-210x300.png 210w" sizes="(max-width: 536px) 100vw, 536px" /></figure>
</div>


<p><strong>คู่มือการจัดโปรแกรมฝึกอบรมทักษะครอบครัว เพื่อป้องกันปัญหาสารเสพติด</strong></p>



<p>โดย สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC)</p>



<p>ดาวน์โหลด: <a href="https://dol.thaihealth.or.th/File/media/7c26da13-5054-46a5-aaa8-a0c93fe442e4.pdf">https://dol.thaihealth.or.th/File/media/7c26da13-5054-46a5-aaa8-a0c93fe442e4.pdf</a></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="589" height="825" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-18.png" alt="" class="wp-image-6987" style="width:191px;height:auto" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-18.png 589w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-18-214x300.png 214w" sizes="(max-width: 589px) 100vw, 589px" /></figure>
</div>


<p><strong>กัญชา กับการควบคุมตามกฎหมาย</strong></p>



<p>โดย ศูนย์วิชาการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ (คคส.) คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดาวน์โหลด: <a href="https://www.thaihealthconsumer.org/wp-content/uploads/2021/12/book01.pdf">https://www.thaihealthconsumer.org/wp-content/uploads/2021/12/book01.pdf</a></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="533" height="737" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-17.png" alt="" class="wp-image-6986" style="width:193px;height:auto" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-17.png 533w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/12/image-17-217x300.png 217w" sizes="(max-width: 533px) 100vw, 533px" /></figure>
</div>


<p><strong>มารู้จัก &#8220;กระท่อม&#8221; สมุนไพรที่ถูกห้ามใช้เกือบศษวรรษ</strong></p>



<p>โดย ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยาดาวน์โหลด: <a href="https://www.thaidrugwatch.org/download/2565-10_folkdoctor-510_kratom.pdf">https://www.thaidrugwatch.org/download/2565-10_folkdoctor-510_kratom.pdf</a></p>



<p></p>



<p>ที่มา</p>



<p>กองควบคุมวัตถุเสพติด</p>



<p>การลงโทษที่เหมาะสมในกรณีผู้เสพยาเสพติด ปริญญานิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานิติศาสตร์ วิชาเอกกฎหมายอาญาและกระบวนการยุติธรรม มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช</p>



<p><a href="https://data.oncb.go.th/">ข้อมูลเปิดภาครัฐ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราบยาเสพติด (ป.ป.ส.)</a></p>



<p>ความคิดอัตโนมัติในวัยรุ่นชายที่ดื่มน้ำใบกระท่อม โดยนิศาลักษณ์ รัตนะ มหาวิทยาลัยมหิดล</p>



<p><a href="https://antidrug.moph.go.th/report/normal">ระบบข้อมูลการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดของประเทศ (บสต.)</a></p>



<p><a href="https://hdc.moph.go.th/center/public/standard-report-detail/3865906d6555a8903a8ae3d3e4dc7024">ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC) กระทรวงสาธารณสุข</a></p>



<p>รายงานการตลาดและการขายยาเสพติดบนโลกอินเทอร์เน็ต ปี พ.ศ. 2568 ของ กนิษฐา ไทยกล้า</p>



<p>รายงานการบริโภคน้ำกระท่อมที่มีส่วนผสมต่างๆ ในกลุ่มเยาวชนชายภาคใต้</p>



<p><a href="https://spd.moph.go.th/wp-content/uploads/2025/07/Report-Health-Resource-2024.pdf">รายงานข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุข ประจำปี 2567 กระทรวงสาธารณสุข</a></p>



<p><a href="http://www.correct.go.th/rt103pdf/report_index.php?report=drug">รายงานสถิติผู้ต้องราชทัณฑ์คดี พ.ร.บ. ยาเสพติดทั่วประเทศ</a></p>



<p><a href="https://ncmc.moph.go.th/home/upload/web_download/wpnrvtv5buow00088.pdf">รายงานแนวทางการดำเนินงานการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด (ฉบับปรับปรุง) กระทรวงสาธารณสุข</a></p>



<p><a href="https://www.ha.pmnidat.go.th/">สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) กระทรวงสาธารณสุข</a></p>



<p><a href="https://doc.djop.go.th/public/">ศูนย์ข้อมูลและสถิติ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน</a></p>



<p><a href="http://weed.th">WEED.TH</a></p>



<p></p>



<p>ดูข้อมูลที่<a href=" https://rocketmedialab.co/database-teen-drug-abuse"> https://rocketmedialab.co/database-teen-drug-abuse</a></p>



<p><a href="https://rocketmedialab.co/ebook-teen-drug-abuse/">อ่านเวอร์ชัน E-Book ที่นี่</a></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/teen-drug-abuse/">ยาบ้า กัญชา กระท่อม : วังวนของเยาวชนกับปัญหายาเสพติด</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ยาบ้า กัญชา กระท่อม : วังวนของเยาวชนกับปัญหายาเสพติด [ข้อมูลดิบ]</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/database-teen-drug-abuse/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 27 Feb 2026 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[database]]></category>
		<category><![CDATA[future]]></category>
		<category><![CDATA[RMLxThaiHealth]]></category>
		<category><![CDATA[กระท่อม]]></category>
		<category><![CDATA[ยาบ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ยาเสพติด]]></category>
		<category><![CDATA[เยาวชน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=6212</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3586;&#3657;&#3629;&#3617;&#3641;&#3621;&#3616;&#3634 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/database-teen-drug-abuse/">ยาบ้า กัญชา กระท่อม : วังวนของเยาวชนกับปัญหายาเสพติด [ข้อมูลดิบ]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ข้อมูลภาพรวมยาเสพติดในเด็กและเยาวชน ประกอบไปด้วย สถิติคดียาเสพติดและปริมาณของกลาง ข้อมูลประวัติการใช้ยาเสพติดในเยาวชน จำนวนร้านกัญชารายจังหวัด สถิติการเข้ารับการบำบัดยาเสพติของเยาวชน และทรัพยากรสาธารณสุขด้านการบำบัดยาเสพติด</p>



<iframe src="https://docs.google.com/spreadsheets/d/e/2PACX-1vQtqdG1vkQidTcbc6p0kdpEIb7VA7ZbBBMJAu81vnu6uESeToFzlkGvYf_gmHSPqDLazkUEfDyn-5SA/pubhtml?widget=true&amp;headers=false"></iframe>



<p><a href="https://docs.google.com/spreadsheets/d/1ELiB-02Y5xegA6cgR0Z3a2fwBgLPYDarbnccWRIfQ5Y/edit?usp=sharing">ดาวน์โหลดที่นี่</a></p>



<p>อ่านบทความ  <a href="https://rocketmedialab.co/teen-drug-abuse/">ยาบ้า กัญชา กระท่อม : วังวนของเยาวชนกับปัญหายาเสพติด</a></p>



<p></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/database-teen-drug-abuse/">ยาบ้า กัญชา กระท่อม : วังวนของเยาวชนกับปัญหายาเสพติด [ข้อมูลดิบ]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ยาบ้า กัญชา กระท่อม : วังวนของเยาวชนกับปัญหายาเสพติด [E-Book]</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/ebook-teen-drug-abuse/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 27 Feb 2026 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[future]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[RMLxThaiHealth]]></category>
		<category><![CDATA[กระท่อม]]></category>
		<category><![CDATA[กัญชา]]></category>
		<category><![CDATA[ยาบ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ยาเสพติด]]></category>
		<category><![CDATA[เยาวชน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=7016</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3604;&#3634;&#3623;&#3609;&#3660;&#3650;&#3627;&#3621 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/ebook-teen-drug-abuse/">ยาบ้า กัญชา กระท่อม : วังวนของเยาวชนกับปัญหายาเสพติด [E-Book]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[

		
		<div id="ep-gutenberg-content-e33d34798fff4a2fbebd2ebbed2ab2c7" class="ep-gutenberg-content   ep-percentage-width   ep-content-protection-disabled ">
			<div class="embedpress-inner-iframe emebedpress-unit-percent ep-doc-e33d34798fff4a2fbebd2ebbed2ab2c7"  style="max-width:100%" id="embedpress-pdf-1771910179309">
				<div >
					<div class="ep-embed-content-wraper"><div class="position-right-wraper gutenberg-pdf-wraper"><iframe title="ebook-teen-drug-abuse" class="embedpress-embed-document-pdf embedpress-pdf-1771910179309" style="width:600px;height:600px; max-width:100%; display: inline-block" src="https://rocketmedialab.co/wp-admin/admin-ajax.php?action=get_viewer&#038;file=https%3A%2F%2Frocketmedialab.co%2Fwp-content%2Fuploads%2F2026%2F02%2Febook-teen-drug-abuse.pdf#key=dGhlbWVNb2RlPWRlZmF1bHQmdG9vbGJhcj10cnVlJnBvc2l0aW9uPXRvcCZwcmVzZW50YXRpb249dHJ1ZSZsYXp5TG9hZD1mYWxzZSZkb3dubG9hZD10cnVlJmNvcHlfdGV4dD10cnVlJmFkZF90ZXh0PXRydWUmZHJhdz1mYWxzZSZkb2Nfcm90YXRpb249dHJ1ZSZhZGRfaW1hZ2U9dHJ1ZSZkb2NfZGV0YWlscz10cnVlJnpvb21faW49dHJ1ZSZ6b29tX291dD10cnVlJmZpdF92aWV3PXRydWUmYm9va21hcms9dHJ1ZSZmbGlwYm9va190b29sYmFyX3Bvc2l0aW9uPWJvdHRvbSZzZWxlY3Rpb25fdG9vbD0wJnNjcm9sbGluZz0tMSZzcHJlYWRzPS0x" frameborder="0" oncontextmenu="return false;"></iframe> <p class="embedpress-el-powered">Powered By EmbedPress</p></div></div>
									</div>
			</div>
		</div>
	


<p><a href="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/02/ebook-teen-drug-abuse.pdf">ดาวน์โหลดที่นี่</a></p>



<p>อ่านเวอร์ชั่นเว็บที่ <a href="https://rocketmedialab.co/teen-drug-abuse/">https://rocketmedialab.co/teen-drug-abuse/</a></p>



<p></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/ebook-teen-drug-abuse/">ยาบ้า กัญชา กระท่อม : วังวนของเยาวชนกับปัญหายาเสพติด [E-Book]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สำรวจความเปราะบางผู้สูงอายุ: สกลนครติดอันดับเสี่ยงที่สุด ขอนแก่นน้อยสุด ส่วนกรุงเทพฯ อยู่เกือบท้ายตาราง</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/frailty-old-age/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Nov 2025 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[future]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[RMLxThaiHealth]]></category>
		<category><![CDATA[ที่อยู่อาศัย]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านพักคนชรา]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้สูงอายุ]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมผู้สูงอายุ]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=5975</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3626;&#3633;&#3591;&#3588;&#3617;&#3612;&#3641;&#3657 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/frailty-old-age/">สำรวจความเปราะบางผู้สูงอายุ: สกลนครติดอันดับเสี่ยงที่สุด ขอนแก่นน้อยสุด ส่วนกรุงเทพฯ อยู่เกือบท้ายตาราง</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<ul class="wp-block-list">
<li>ภาคเหนือเป็นภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านสุขภาพกายสูงที่สุด&nbsp; โดยจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านสุขภาพกายสูงที่สุด คือ กำแพงเพชร</li>



<li>ภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านสุขภาพจิตสูงที่สุด คือ ภาคเหนือ โดยจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านสุขภาพจิตสูงที่สุด คือ แพร่</li>



<li>หากรวมทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต พบว่าภาคเหนือเป็นภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางสูงที่สุด และกำแพงเพชรเป็นจังหวัดเปราะบางทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตต่อผู้สูงอายุ อันดับ 1</li>



<li>ภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านเศรษฐกิจสูงสุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านเศรษฐกิจสูงสุด คือ นราธิวาส</li>



<li>ภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านที่อยู่อาศัยสูงสุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านที่อยู่อาศัยสูงสุด คือ สกลนคร</li>



<li>ในภาพรวมทั้ง 3 มิติ ภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางสูงสุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางสูงสุด คือ สกลนคร ในขณะที่ต่ำที่สุดคือ ขอนแก่น&nbsp;</li>
</ul>



<p>สังคมผู้สูงวัยกำลังเป็นปัญหาที่ท้าทายทั่วโลก โดยองค์การสหประชาชาติ ได้ให้นิยามว่า ‘ผู้สูงอายุ’ คือ ประชากรทั้งเพศชายและ เพศหญิงซึ่งมีอายุมากกว่า 60&nbsp; ปีขึ้นไป ส่วนคำว่า &#8220;สังคมผู้สูงอายุ&#8221; องค์การสหประชาชาติ แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับการก้าวเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ระดับสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Complete Aged Society) และระดับสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) โดยให้นิยามของระดับต่างๆ ซึ่งทั้งประเทศไทยและรวมทั้งประเทศต่างๆ ทั่วโลกใช้ความหมายเดียวกันในนิยามของทุกระดับของสังคมผู้สูงอายุดังนี้</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ คือ การมีประชากรอายุ 60&nbsp; ปีขึ้นไปรวมทั้งเพศชายและเพศหญิง มากกว่าร้อยละ 10&nbsp; ของประชากรทั้งประเทศ หรือมีประชากรอายุตั้งแต่ 65 ปี เกินร้อยละ 7&nbsp; ของประชากรทั้งประเทศ&nbsp;</li>



<li>สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ คือ เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20 หรือ ประชากรอายุ 65 ปี เพิ่มเป็นร้อยละ 14 ของประชากรทั้งประเทศ&nbsp;</li>



<li>สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด คือ สังคมที่มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ</li>
</ol>



<p>นอกจากนี้องค์การอนามัยโลก (World Health Organization) คาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) จำนวนประชากรของผู้สูงอายุทั่วโลกที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป จะเพิ่มสัดส่วนเป็นเท่าตัว จาก 605 ล้านคน หรือ ร้อยละ 11 ของ จำนวนประชากรโลกทั้งหมด เป็น 2 พันล้านคน หรือ ร้อยละ 22 กล่าวโดยสรุปคือ 1 ใน 5 ของประชากรโลกจะมีอายุตั้งแต่ 65 ปี ขึ้นไป</p>



<p>ในขณะที่ประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2567 มีผู้สูงอายุที่อายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 14,027,411 คน คิดเป็น 20% ของประชากรทั้งประเทศ ทำให้ไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ (Complete Aged Society) เนื่องจากมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากกว่า 20% ของประชากร</p>



<p>การเพิ่มขึ้นของประชากรสูงวัย ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และเกิดภาระงบประมาณในการดูแลผู้สูงอายุ ทั้งในด้านสาธารณสุข สวัสดิการ การเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานต่างๆ ซึ่งทำให้ภาครัฐและทุกภาคส่วนที่มีส่วนเกี่ยวข้องจำเป็นต้องวางแผนนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาและเตรียมการสำหรับอนาคตเพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>



<p>Rocket Media Lab ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดทำข้อมูลการศึกษาพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงอายุ ทั้งในมิติด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และที่อยู่อาศัย เพื่อใช้ในการเฝ้าระวัง และวางแผนนโยบายในอนาคตเพื่อรับมือกับสังคมสูงวัยในแต่ละพื้นที่ของประเทศไทย&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">มิติด้านสุขภาพ : แก่ตัวไป กาย-ใจ ใครจะดูแล&nbsp;</h3>



<p>จากข้อมูลสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร ของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง พบว่า ในปี 2567 ประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุ 14,027,411 คน หรือคิดเป็น 20% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งถือว่าไทยเป็นประเทศสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์แล้ว อันหมายถึง สังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด และเมื่อพิจารณาเป็นรายพื้นที่จะพบว่า จังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งหมดในจังหวัดเป็นสัดส่วนสูงสุด 10 อันดับแรก คือ น่าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย พะเยา อุทัยธานี แพร่ พิษณุโลก ลำปาง นครสวรรค์ และกำแพงเพชร จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่เป็นจังหวัดในภาคเหนือ และภาคกลางตอนบน&nbsp;</p>



<p>แต่ถึงอย่างนั้นเราก็อาจจะยังไม่สามารถสรุปได้ว่าพื้นที่จังหวัดในภาคเหนือเป็นพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงวัยสูงกว่าพื้นที่อื่นๆ โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องสุขภาพ ในการจะหาพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงอายุในด้านสุขภาพ โดยเริ่มต้นจากสุขภาพกาย จะใช้ข้อมูลรายจังหวัดทั้งโรคไม่ติดต่อ (NCDs) และทรัพยากรสาธารณสุข เพื่อพิจารณาว่าพื้นที่จังหวัดใดนอกจากจะมีผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อในสัดส่วนที่สูงแล้ว ยังมีทรัพยากรทางสาธารณสุขไม่เพียงพอในการดูแลอีกด้วย</p>



<h4 class="wp-block-heading"><em>ผู้สูงอายุกับความเปราะบางต่อโรคไม่ติดต่อ</em></h4>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติสุขภาพ_NCDs-1-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5997" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติสุขภาพ_NCDs-1-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติสุขภาพ_NCDs-1-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติสุขภาพ_NCDs-1-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติสุขภาพ_NCDs-1-768x768.png 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>เมื่อพิจารณาโรคไม่ติดต่อที่ผู้สูงอายุป่วยเป็นจำนวนมากจาก 5 โรคที่มีข้อมูลแยกเป็นรายจังหวัด คือ โรคเบาหวาน โรคถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิต และโรคทางเดินหายใจ โดยใช้ข้อมูลจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC) ปี 2567 กระทรวงสาธารณสุข และนำมาคำนวณเป็นคะแนนว่าพื้นที่ใดมีจำนวนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อ 5 โรค ต่อจำนวนประชากรสูงอายุ โดยใช้หลัก Normalization and Scaling ซึ่งเป็นวิธีการสากลที่ใช้ในการคำนวณการจัดอันดับ โดยมีสูตรดังนี้&nbsp;</p>



<p>Index = (((X &#8211; Min) / (Max &#8211; Min))*(1 &#8211; คะแนนเต็ม))+1</p>



<p>X คือ ตัวเลขข้อมูลที่จะใช้คำนวณ</p>



<p>Max คือ ตัวเลขข้อมูลสูงสุด</p>



<p>Min คือ ตัวเลขข้อมูลต่ำสุด</p>



<p>คะแนนเต็ม คือ คะแนน Index เต็ม</p>



<p>ซึ่งจังหวัดที่ได้คะแนนมาก หมายถึง จังหวัดที่มีความเปราะบางต่ำ ส่วนจังหวัดที่ได้คะแนนน้อย หมายถึง จังหวัดที่มีความเปราะบางสูง โดยหลังจากนั้นจะนำคะแนนไปรวมกันเพื่อจัดอันดับพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงอายุ โดยพบว่า&nbsp;</p>



<p>จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานต่อประชากรสูงอายุ สูงที่สุด&nbsp; 10 อันดับแรก คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>สิงห์บุรี 32.96% คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>อ่างทอง&nbsp; 30.89% คิดเป็น 8.03 คะแนน</li>



<li>นครนายก&nbsp; 30.21% คิดเป็น 10.33 คะแนน</li>



<li>ชัยนาท&nbsp; 26.49% คิดเป็น 22.99 คะแนน</li>



<li>พังงา&nbsp; 26.18% คิดเป็น 24.02 คะแนน</li>



<li>สมุทรสงคราม&nbsp; 24.63% คิดเป็น 29.31 คะแนน</li>



<li>แพร่&nbsp; 24.33% คิดเป็น 30.33 คะแนน</li>



<li>จันทบุรี&nbsp; 24.32% คิดเป็น 30.35 คะแนน</li>



<li>พัทลุง&nbsp; 23.93% คิดเป็น 31.66 คะแนน</li>



<li>เลย&nbsp; 23.42% คิดเป็น 33.40 คะแนน</li>
</ol>



<p>ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน จำนวน 2,329,795 คน คิดเป็น 16.61% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานต่อประชากรสูงอายุสูงที่สุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คิดเป็น 19.94% ของประชากรสูงอายุ ตามด้วยภาคเหนือ 17.60% ภาคตะวันออก 17.35% ภาคใต้ 17.20% ภาคตะวันตก 16.47% และภาคกลาง 13.17%&nbsp;</p>



<p>หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดในภาคกลางอยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 5 จังหวัดด้วยกัน และใน 10 อันดับแรกก็มีการกระจายตัวแทบครบทุกภาค และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรกเพียง 1 จังหวัด คือ แพร่ โดยจะเห็นว่าสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานต่อประชากรสูงอายุสูงที่สุด คือ สิงห์บุรี จำนวนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน 13,016 คน คิดเป็น 32.96% ของประชากรสูงอายุ ในขณะที่น้อยที่สุดคือ กรุงเทพฯ&nbsp; จำนวนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน 55,458 คน คิดเป็น 3.81% ของประชากรสูงอายุ</p>



<p>จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพองต่อประชากรสูงอายุ สูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>กรุงเทพฯ 0.42% คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>ตรัง 0.35%&nbsp; คิดเป็น 17.61 คะแนน</li>



<li>พะเยา 0.35% คิดเป็น 17.67 คะแนน</li>



<li>นครนายก 0.32% คิดเป็น 24.78 คะแนน</li>



<li>เพชรบุรี 0.31% คิดเป็น 28.15 คะแนน</li>



<li>กระบี่ 0.26% คิดเป็น 38.17 คะแนน</li>



<li>ชุมพร 0.26% คิดเป็น 39.75 คะแนน</li>



<li>ราชบุรี 0.24% คิดเป็น 42.92 คะแนน</li>



<li>สมุทรสาคร 0.22% คิดเป็น 47.61 คะแนน</li>



<li>ปัตตานี 0.21% คิดเป็น 49.73 คะแนน</li>
</ol>



<p>ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพอง จำนวน 16,866 คน คิดเป็น 0.12% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพองต่อประชากรสูงอายุสูงที่สุดคือ ภาคกลาง 0.18% ของประชากรสูงอายุ ตามด้วยภาคตะวันตก 0.16% ภาคเหนือ 0.15% ภาคใต้ 0.12% ภาคตะวันออก 0.06% และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 0.05%&nbsp;</p>



<p>หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดในภาคใต้อยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 4 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรก 1 จังหวัด คือ พะเยา โดยจะเห็นว่าสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพองต่อประชากรสูงอายุสูงที่สุด คือ กรุงเทพฯ จำนวนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพอง 6,123 คน คิดเป็น 0.42% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด ในขณะที่น้อยที่สุดคือ อุทัยธานี&nbsp; จำนวนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพอง 2 คน คิดเป็น 0.0028% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด</p>



<p>จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดต่อประชากรสูงอายุ สูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>อ่างทอง 7.60% คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>จันทบุรี 5.74% คิดเป็น 25.47 คะแนน</li>



<li>นครนายก 5.26% คิดเป็น 31.71 คะแนน</li>



<li>สิงห์บุรี 4.39% คิดเป็น 43.24 คะแนน</li>



<li>พัทลุง 4.08% คิดเป็น 47.28 คะแนน</li>



<li>พะเยา 3.60% คิดเป็น 53.60 คะแนน</li>



<li>ชุมพร 3.60% คิดเป็น 53.63 คะแนน</li>



<li>อุดรธานี 3.48% คิดเป็น 55.17 คะแนน</li>



<li>สระบุรี 3.38% คิดเป็น 56.53 คะแนน</li>



<li>แพร่ 3.23% คิดเป็น 58.47 คะแนน</li>
</ol>



<p>ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด จำนวน 227,748 คน คิดเป็น 1.62% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดต่อประชากรสูงอายุมากที่สุดคือ ภาคกลาง 1.84% ของประชากรสูงอายุ ตามด้วยภาคตะวันออก 1.70%&nbsp; ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1.63% ภาคเหนือ 1.51%&nbsp; ภาคใต้ 1.25% และภาคตะวันตก 1.08%&nbsp;</p>



<p>หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดในภาคกลางอยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 4 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรก 2 จังหวัด คือ แพร่ และพะเยา โดยจะเห็นว่าสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดต่อประชากรสูงอายุสูงที่สุด คือ อ่างทอง จำนวนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด 4,004 คน คิดเป็น 7.60% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด ในขณะที่น้อยที่สุดคือ เลย จำนวนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด 93 คน คิดเป็น 0.08% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด</p>



<p>จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจต่อประชากรสูงอายุ สูงที่สุด 10&nbsp; อันดับแรก คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>ศรีสะเกษ 27.33% คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>พัทลุง 23.07% คิดเป็น 18.42 คะแนน</li>



<li>ชัยนาท 20.85% คิดเป็น 27.48 คะแนน</li>



<li>พะเยา 19.80% คิดเป็น 31.76 คะแนน</li>



<li>นครนายก 19.56% คิดเป็น 32.77 คะแนน</li>



<li>สิงห์บุรี 19.19% คิดเป็น 34.25 คะแนน</li>



<li>สมุทรสงคราม 18.69% คิดเป็น 36.32 คะแนน</li>



<li>ร้อยเอ็ด 18.24% คิดเป็น 38.15 คะแนน</li>



<li>ตรัง 18.08% คิดเป็น 38.78 คะแนน</li>



<li>อำนาจเจริญ 17.86% คิดเป็น 39.72 คะแนน</li>
</ol>



<p>ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ จำนวน 1,645,931 คน คิดเป็น 11.73% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจต่อประชากรสูงมากที่สุดคือ ตะวันออกเฉียงเหนือ คิดเป็น 14.91% ของประชากรสูงอายุ ตามด้วยภาคใต้ 13.94% ภาคเหนือ 12.85% ภาคตะวันตก 10.67%&nbsp; ภาคตะวันออก 9.80% และภาคกลาง 8.50%&nbsp;</p>



<p>หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดในภาคกลางอยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 4 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรก 1 จังหวัด คือ พะเยา โดยจะเห็นว่าสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจต่อประชากรสูงอายุสูงที่สุด คือ ศรีสะเกษ จำนวนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ 58,058 คน คิดเป็น 27.33% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด ในขณะที่น้อยที่สุดคือ กรุงเทพฯ จำนวนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหาย 45,233 คน คิดเป็น 3.11% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด</p>



<p>จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตต่อประชากรสูงอายุ สูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>สิงห์บุรี 72.98% คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>นครนายก 63.82% คิดเป็น 14.03 คะแนน</li>



<li>อ่างทอง 62.82% คิดเป็น 15.46 คะแนน</li>



<li>พังงา 62.74% คิดเป็น 15.57 คะแนน</li>



<li>ชัยนาท 61.43% คิดเป็น 17.43 คะแนน</li>



<li>แพร่ 60.62% คิดเป็น 18.59 คะแนน</li>



<li>สมุทรสงคราม 60.47% คิดเป็น 18.81 คะแนน</li>



<li>พัทลุง 57.90% คิดเป็น 22.46 คะแนน</li>



<li>ชุมพร 57.45% คิดเป็น 23.10 คะแนน</li>



<li>จันทบุรี 55.66% คิดเป็น 25.64 คะแนน</li>
</ol>



<p>ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิต จำนวน 4,898,535 คน คิดเป็น 34.92% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตต่อประชากรสูงมากที่สุดคือ ภาคเหนือ คิดเป็น 44.63% ของประชากรสูงอายุ ตามด้วยภาคใต้ 42.12% ภาคตะวันตก 39.93% ภาคตะวันออก 37.07% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 36.28% และภาคกลาง 27.32%&nbsp;</p>



<p>หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดในภาคกลางอยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 5 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรก 1 จังหวัด คือ แพร่ โดยจะเห็นว่าสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตต่อประชากรสูงอายุสูงที่สุด คือ สิงห์บุรี จำนวนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิต 28,816 คน คิดเป็น 72.98% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด ในขณะที่น้อยที่สุดคือ กรุงเทพฯ จำนวนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิต 49,945 คน คิดเป็น 3.43% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด</p>



<p>จากข้อมูลทั้งหมด เมื่อนำข้อมูลผู้สูงอายุที่ป่วยโรคเบาหวาน โรคถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิต และโรคทางเดินหายใจ ต่อจำนวนประชากรสูงอายุที่เรียงลำดับการให้คะแนนไว้แล้วมารวมกัน เพื่อหาคะแนนเฉลี่ยในแต่ละจังหวัด เพื่อจัดอันดับจังหวัดที่มีผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อ รวมทั้ง 5 โรค โดยจังหวัดที่ได้คะแนนมาก หมายถึง จังหวัดที่มีความเปราะบางต่ำ ส่วนจังหวัดที่ได้คะแนนน้อย หมายถึง จังหวัดที่มีความเปราะบางสูง พบว่า&nbsp;</p>



<p>จังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางจากโรคไม่ติดต่อ&nbsp; 5 โรคสูงที่สุด10 อันดับแรก คือ&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>นครนายก 22.73 คะแนน</li>



<li>อ่างทอง 31.93 คะแนน</li>



<li>พะเยา 33.50 คะแนน</li>



<li>สิงห์บุรี 35.55 คะแนน</li>



<li>พัทลุง 39.59 คะแนน</li>



<li>ชุมพร 41.66 คะแนน</li>



<li>จันทบุรี 43.68 คะแนน</li>



<li>ตรัง 46.38 คะแนน</li>



<li>สมุทรสงคราม 46.93 คะแนน</li>



<li>พังงา 47.19 คะแนน</li>
</ol>



<p>จากข้อมูล หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางโดยพิจารณาจากโรคไม่ติดต่อ 5 โรค สูงที่สุดคือ ภาคเหนือ 57.42 คะแนน ซึ่งเป็นภาคที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรมากที่สุด ตามด้วยภาคกลาง 60.99 คะแนน ภาคใต้ 62.22 คะแนน ภาคตะวันตก 64.52 คะแนน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 65.10 คะแนน และภาคตะวันออก 65.55 คะแนน</p>



<p>หากพิจารณาในระดับจังหวัด พบว่า ใน 10 อันดับแรกมีจังหวัดในภาคกลางถึง 4 จังหวัด และจังหวัดในภาคใต้อีก 4 จังหวัด นอกจากนี้ยังพบว่า ใน 10 อันดับแรก มี 1 จังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งหมดในจังหวัดเป็นสัดส่วนสูงสุด 10 อันดับแรกอีกด้วย ซึ่งคือ พะเยา และยังพบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นภาคที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ และโรคเบาหวานต่อประชากรสูงมากที่สุด แต่กลับไม่พบจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือติดอยู่ใน 10 อันดับแรกของจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อการป่วยโรคไม่ติดต่อ</p>



<h4 class="wp-block-heading"><em>ความสามารถในการรองรับดูแลสุขภาพกายของผู้สูงอายุ</em></h4>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพกาย_ทรัพยากรสาธารณสุข-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5979" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพกาย_ทรัพยากรสาธารณสุข-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพกาย_ทรัพยากรสาธารณสุข-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพกาย_ทรัพยากรสาธารณสุข-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพกาย_ทรัพยากรสาธารณสุข-768x768.png 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>ไม่เพียงแค่นั้น หากเราพิจารณาถึงความสามารถในการรองรับดูแลสุขภาพกายของผู้สูงอายุโดยพิจารณาจากทรัพยากรทางสาธารณสุขที่มีในแต่ละประเภท ทั้ง จำนวนอายุรแพทย์ พยาบาล และเตียง โดยใช้ข้อมูลจากรายงานข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุข ประจำปี 2567 สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข เปรียบเทียบกับจำนวนผู้สูงอายุในจังหวัดนั้นๆ เพื่อให้เห็นว่าทรัพยากรทางสาธารณสุขในแต่ละจังหวัดมีความสามารถในการรองรับดูแลสุขภาพกายของผู้สูงอายุมากน้อยแค่ไหน จะพบว่า&nbsp;</p>



<p>จังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อจำนวนอายุรแพทย์ 1 คน สูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>บึงกาฬ 11,771.43 คน คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>เพชรบูรณ์&nbsp; 8,421.82 คน คิดเป็น 30.21 คะแนน</li>



<li>กำแพงเพชร 7,647.37 คน คิดเป็น 36.96 คะแนน</li>



<li>แม่ฮ่องสอน 7,115.11 คน คิดเป็น 41.60 คะแนน</li>



<li>มุกดาหาร 6,752.53 คน คิดเป็น 44.76 คะแนน</li>



<li>นครพนม 6,561.47 คน คิดเป็น 46.43 คะแนน</li>



<li>หนองบัวลำภู 5,723.16 คน คิดเป็น 53.74 คะแนน</li>



<li>นราธิวาส 5,432.08 คน คิดเป็น 56.28 คะแนน</li>



<li>ชัยภูมิ 5,298.73 คน คิดเป็น 57.44 คะแนน</li>



<li>ยโสธร 5,129.90 คน คิดเป็น 58.91 คะแนน</li>
</ol>



<p>ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีอายุรแพทย์ 9,097 คน คิดเป็นสัดส่วนผู้สูงอายุ 1,541.98 คนต่อจำนวนอายุรแพทย์ 1 คนหากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อจำนวนอายุรแพทย์มากที่สุด คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวนผู้สูงอายุ 3,068.25 คนต่ออายุรแพทย์ 1 คน ตามด้วยภาคตะวันตก ผู้สูงอายุ 2,653.69 คนต่ออายุรแพทย์ 1 คน ภาคเหนือ ผู้สูงอายุ 2,076.34 คนต่ออายุรแพทย์ 1 คน ภาคใต้ ผู้สูงอายุ 2,053.45 คนต่ออายุรแพทย์ 1 คน ภาคตะวันออก ผู้สูงอายุ 1,371.73 คนต่ออายุรแพทย์ 1 คน และภาคกลาง ผู้สูงอายุ 952.82 คนต่ออายุรแพทย์ 1 คน</p>



<p>หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 6 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรก 1 จังหวัด คือ กำแพงเพชร โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อจำนวนอายุรแพทย์สูงที่สุด คือ บึงกาฬ โดยมีจำนวนอายุรแพทย์ 7 คน คิดเป็นสัดส่วนผู้สูงอายุ 11,771.43 คนต่ออายุรแพทย์ 1 คน ในขณะที่ต่ำที่สุดคือ นครนายก โดยมีจำนวนอายุรแพทย์ 98 คน คิดเป็นสัดส่วนผู้สูงอายุ 417.70 คนต่ออายุรแพทย์ 1 คน</p>



<p>จังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อจำนวนพยาบาล 1 คน สูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>กำแพงเพชร 156.42 คน คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>หนองบัวลำภู 146.16 คน คิดเป็น 9.36 คะแนน</li>



<li>สุโขทัย 143.04 คน คิดเป็น 11.90 คะแนน</li>



<li>เพชรบูรณ์ 135.37 คน คิดเป็น 18.15 คะแนน</li>



<li>พิจิตร 122.02 คน คิดเป็น 29.02 คะแนน</li>



<li>มุกดาหาร 121.45 คน คิดเป็น 29.49 คะแนน</li>



<li>สมุทรปราการ 120.96 คน คิดเป็น 29.89 คะแนน</li>



<li>บึงกาฬ 112.88 คน คิดเป็น 36.47 คะแนน</li>



<li>แม่ฮ่องสอน 111.76 คน คิดเป็น 37.38 คะแนน</li>



<li>ชัยภูมิ 105.76 คน คิดเป็น 42.26 คะแนน</li>
</ol>



<p>ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีพยาบาลในระบบ 198,836 คน คิดเป็นสัดส่วนผู้สูงอายุ 70.55 คนต่อจำนวนพยาบาล 1 คน หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ภาคที่มีผู้สูงอายุต่อพยาบาลมากที่สุดคือ ภาคตะวันตก มีจำนวนผู้สูงอายุ 89.34 คนต่อพยาบาล 1 คน ตามมาด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้สูงอายุ 84.68 คนต่อพยาบาล 1 คน ภาคเหนือ ผู้สูงอายุ 78.83 คนต่อพยาบาล 1 คน ภาคใต้ ผู้สูงอายุ 63.18 คนต่อพยาบาล 1 คน ภาคกลาง ผู้สูงอายุ 62.37 คนต่อพยาบาล 1 คน และภาคตะวันออก ผู้สูงอายุ 60.11 คนต่อพยาบาล 1 คน</p>



<p>หากพิจารณาในระดับจังหวัด พบว่ามีจังหวัดในภาคกลางติดใน 10 อันดับแรกถึง 5 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรก 2 จังหวัด คือ สุโขทัย และกำแพงเพชร โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่จำนวนผู้สูงอายุต่อพยาบาลสูงที่สุด คือ กำแพงเพชร มีจำนวนพยาบาล 1,320 คน คิดเป็นสัดส่วนผู้สูงอายุ 156.42 คนต่อพยาบาล 1 คน ในขณะที่ต่ำที่สุดคือ กรุงเทพฯ มีจำนวนพยาบาล 41,766 คน คิดเป็นสัดส่วนผู้สูงอายุ 34.88 คนต่อพยาบาล 1 คน</p>



<p>จังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อเตียงสูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>กำแพงเพชร 196.27 คน คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>หนองบัวลำภู 152.72 คน คิดเป็น 29.45 คะแนน</li>



<li>สุโขทัย 145.51 คน คิดเป็น 34.16 คะแนน</li>



<li>เพชรบูรณ์ 143.70 คน คิดเป็น 35.35 คะแนน</li>



<li>มุกดาหาร 133.63 คน คิดเป็น 41.93 คะแนน</li>



<li>พิจิตร 128.22 คน คิดเป็น 45.46 คะแนน</li>



<li>แม่ฮ่องสอน 122.91 คน คิดเป็น 48.93 คะแนน</li>



<li>บึงกาฬ 118.56 คน คิดเป็น 51.77 คะแนน</li>



<li>ระนอง 117.63 ต่อ คิดเป็น 52.38 คะแนน</li>



<li>เชียงราย 114.05 คน คิดเป็น 54.72 คะแนน</li>
</ol>



<p>หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ภาคที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อจำนวนเตียงมากที่สุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจำนวนผู้สูงอายุ 93.99 คนต่อเตียง ตามมาด้วยภาคเหนือ ผู้สูงอายุ 90.67 คนต่อเตียง ภาคตะวันตก ผู้สูงอายุ 89.35 คนต่อเตียง ภาคใต้ ผู้สูงอายุ 74.08 คนต่อเตียง ภาคกลาง ผู้สูงอายุ 72.79 คนต่อเตียง และภาคตะวันออก ผู้สูงอายุ 67.72 คนต่อเตียง</p>



<p>หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ใน 10 อันดับแรกถึงภาคละ 3 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรก 2 จังหวัด คือ สุโขทัย และกำแพงเพชร โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อเตียงสูงที่สุด คือ กำแพงเพชร มีจำนวนเตียง 1,052 เตียง คิดเป็นสัดส่วนผู้สูงอายุ 196.27 คนต่อเตียง 1 เตียง ในขณะที่ต่ำที่สุดคือ นครนายก มีจำนวนเตียง 915 เตียง คิดเป็นสัดส่วนผู้สูงอายุ 44.74 คนต่อเตียง 1 เตียง</p>



<p>จากข้อมูลทั้งหมด เมื่อนำข้อมูลจำนวนผู้สูงอายุต่อทั้งอายุรแพทย์ พยาบาล และเตียง ที่เรียงลำดับการให้คะแนนไว้แล้วมารวมกัน เพื่อหาคะแนนเฉลี่ยในแต่ละจังหวัด เพื่อจัดอันดับจังหวัดที่มีทรัพยากรทางสาธารณสุขต่อผู้สูงอายุ โดยจังหวัดที่ได้คะแนนมาก หมายถึง จังหวัดที่มีความเปราะบางต่ำ ส่วนจังหวัดที่ได้คะแนนน้อย หมายถึง จังหวัดที่มีความเปราะบางสูง โดยพบว่า&nbsp;</p>



<p>จังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางด้านทรัพยากรสาธารณสุขในประเด็นสุขภาพกายสูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>กำแพงเพชร 12.99 คะแนน</li>



<li>เพชรบูรณ์ 27.90 คะแนน</li>



<li>บึงกาฬ 29.75 คะแนน</li>



<li>หนองบัวลำภู 30.85 คะแนน</li>



<li>สุโขทัย 36.19 คะแนน</li>



<li>มุกดาหาร 38.73 คะแนน</li>



<li>แม่ฮ่องสอน 42.64 คะแนน</li>



<li>พิจิตร 48.16 คะแนน</li>



<li>นครพนม 54.17 คะแนน</li>



<li>ชัยภูมิ 54.76 คะแนน</li>
</ol>



<p>หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ภาคที่มีความสามารถในการรองรับดูแลสุขภาพกายของผู้สูงอายุต่ำที่สุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 60.39 คะแนน ตามด้วยภาคเหนือ 66.28 คะแนน ภาคตะวันตก 67.42 คะแนน ภาคกลาง 67.38 คะแนน ภาคใต้ 78.07 คะแนน และภาคตะวันออก 80.25 คะแนน</p>



<p>หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า มีจังหวัดในภาคกลางอยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 5 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรก 2 จังหวัด คือ กำแพงเพชร และสุโขทัย โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่มีความเปราะบางต่อผู้สูงอายุในประเด็นทรัพยากรสาธารณสุขในด้านสุขภาพกายต่ำที่สุด คือ กำแพงเพชร 41.77 คะแนน ในขณะที่สูงที่สุดคือ ภูเก็ต 88.30 คะแนน</p>



<p>ดังนั้น เมื่อนำคะแนนความเปราะบางต่อผู้สูงอายุโดยพิจารณาจากโรคไม่ติดต่อ 5 โรค และคะแนนความสามารถในการรองรับดูแลสุขภาพกายของผู้สูงอายุ มารวมกัน จะพบว่า&nbsp;</p>



<figure class="wp-block-gallery aligncenter has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex"><div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" data-id="5980" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพกาย_สรุป-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5980" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพกาย_สรุป-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพกาย_สรุป-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพกาย_สรุป-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพกาย_สรุป-768x768.png 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div></figure>



<p>จังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางด้านสุขภาพกายสูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>กำแพงเพชร 41.77 คะแนน</li>



<li>เพชรบูรณ์ 48.47 คะแนน</li>



<li>บึงกาฬ 49.64 คะแนน</li>



<li>หนองบัวลำภู 50.73 คะแนน</li>



<li>พะเยา 52.66 คะแนน</li>



<li>สุโขทัย 52.87 คะแนน</li>



<li>อ่างทอง 53.60 คะแนน</li>



<li>พัทลุง 55.38 คะแนน</li>



<li>พิจิตร 56.82 คะแนน</li>



<li>ลำปาง 58.05 คะแนน</li>
</ol>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพกาย-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5981" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพกาย-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพกาย-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพกาย-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพกาย-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพกาย-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพกาย-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพกาย-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพกาย-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางด้านสุขภาพกายสูงที่สุด คือ ภาคเหนือ 61.85 คะแนน ซึ่งเป็นภาคที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อจำนวนประชากรสูงที่สุด ตามมาด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 62.74 คะแนน ภาคกลาง 64.18 คะแนน ภาคตะวันตก 65.97 คะแนน ภาคใต้ 70.14 คะแนน และภาคตะวันออก 72.90 คะแนน</p>



<p>หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดที่อยู่ใน 10 อันดับแรก ส่วนใหญ่เป็นจังหวัดในพื้นที่ภาคกลางตอนบนและภาคเหนือ และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อจำนวนประชากรสูงที่สุดใน 10 อันดับแรกของประเทศ เป็นพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงอายุในด้านสุขภาพกายถึง 4 จังหวัด คือ สุโขทัย พะเยา ลำปาง และกำแพงเพชร ในขณะที่กำแพงเพชร ซึ่งเป็นจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านสุขภาพกายสูงที่สุด พบว่า กำแพงเพชรไม่ได้เป็นจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อจำนวนประชากรสูงที่สุดใน 10 อันดับแรก และไม่ได้อยู่ใน 10 อันดับแรกของจังหวัดที่เป็นพื้นที่เปราะบางต่อโรคไม่ติดต่อทั้ง 5 โรค  แต่ปัจจัยที่ทำให้กำแพงเพชรนั้นเป็นพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงอายุสูงที่สุดในด้านสุขภาพกาย ก็เพราะทรัพยากรทางสาธารณสุขของกำแพงเพชรมีความสามารถในการรองรับดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุต่ำมาก ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนอายุรแพทย์ที่ต่ำเป็นอันดับสามของประเทศ และสัดส่วนพยาบาลและเตียงที่ต่ำเป็นอันดับหนึ่งของประเทศนั่นเอง </p>



<p>ในขณะที่จังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านสุขภาพกายต่ำที่สุด คือ ภูเก็ต เพราะเป็นจังหวัดที่มีผู้สูงอายุป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อ 5 โรค ต่ำที่สุดของประเทศ และมีทรัพยากรทางสาธารณสุขที่มีความสามารถในการรองรับดูแลผู้สูงอายุสูงเป็นอันดับ 7 ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนอายุรแพทย์ที่สูงเป็นอันดับสามของประเทศ พยาบาลที่สูงเป็นอันดับที่ 11 ของประเทศ และเตียงที่สูงเป็นอันดับ 12 ของประเทศ</p>



<h4 class="wp-block-heading"><em>ผู้สูงอายุกับความเปราะบางต่อปัญหาสุขภาพจิต</em></h4>



<p>ไม่เพียงแค่โรคทางกายเท่านั้น แต่โรคทางใจยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ก่อเกิดความสูญเสียและภาระทางสาธารณสุขที่ภาครัฐจะต้องดูแลผู้สูงอายุมากขึ้นอีกด้วย ในการจะหาพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงอายุในด้านสุขภาพจิต จะใช้ข้อมูลผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพจิต และทรัพยากรทางสาธารณสุขเพื่อพิจารณาว่า พื้นที่จังหวัดใดนอกจากจะมีผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพจิตในสัดส่วนที่สูงแล้ว ยังมีทรัพยากรทางสาธารณสุขไม่เพียงพอในการดูแลอีกด้วย&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพจิต_ทรัพยากรสาธารณสุข-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5982" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพจิต_ทรัพยากรสาธารณสุข-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพจิต_ทรัพยากรสาธารณสุข-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพจิต_ทรัพยากรสาธารณสุข-150x150.png 150w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>เมื่อนำข้อมูลจำนวนผู้สูงอายุ มาเปรียบเทียบกับจำนวนผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ป่วยเป็นโรคจิตเวช 13 รายการได้แก่ ความผิดปกติทางจิตและอาการทางจิตที่เกิดจากโรคทางกาย ความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรมที่เกิดจากการใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท โรคจิตเภท พฤติกรรมแบบโรคจิตเภท และโรคหลงผิด ความผิดปกติทางอารมณ์ โรคประสาท ความผิดปกติที่สัมพันธ์กับความเครียด และโรคโซมาโตฟอร์ม กลุ่มอาการทางพฤติกรรมที่พบร่วมกับความผิดปกติทางสรีรวิทยาและปัจจัยทางกายภาพ ความผิดปกติทางบุคลิกภาพและพฤติกรรมของผู้ใหญ่ ภาวะปัญญาอ่อน ความผิดปกติของพัฒนาการทางจิต ความผิดปกติทางอารมณ์และพฤติกรรมที่มักเริ่มต้นในวัยเด็กและวัยรุ่น ความผิดปกติทางจิตที่ไม่ระบุรายละเอียด การตั้งใจทำร้ายตนเอง และการถูกทำร้าย โดยใช้ข้อมูลจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC) ปี 2567 กระทรวงสาธารณสุข พบว่า&nbsp;</p>



<p>จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคจิตเวชต่อจำนวนผู้สูงอายุ สูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>สมุทรสงคราม 7.85%&nbsp; คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>สิงห์บุรี 6.65% คิดเป็น 16.31 คะแนน</li>



<li>ชัยนาท 6.00% คิดเป็น 24.67 คะแนน</li>



<li>นครนายก 5.56% คิดเป็น 30.40 คะแนน</li>



<li>นครศรีธรรมราช 5.20% คิดเป็น 34.90 คะแนน</li>



<li>อุทัยธานี 4.61% คิดเป็น 42.50 คะแนน</li>



<li>อ่างทอง 3.88% คิดเป็น 51.82 คะแนน</li>



<li>แพร่ 3.80% คิดเป็น 52.86 คะแนน</li>



<li>ลำพูน 3.78% คิดเป็น 53.17 คะแนน</li>



<li>นครสวรรค์ 3.60% คิดเป็น 55.47 คะแนน</li>
</ol>



<p>ในภาพรวมพบว่า ประเทศไทยมีผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคจิตเวช 271,499 คนคิดเป็น 1.94% ของผู้สูงอายุทั้งหมด หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคจิตเวชต่อจำนวนผู้สูงอายุมากที่สุดคือ ภาคเหนือ คิดเป็น 2.79% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด ตามมาด้วยภาคใต้ 2.33% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือคิดเป็น 2.03%&nbsp; ภาคตะวันออกคิดเป็น 1.60% ภาคกลางคิดเป็น 1.59% และภาคตะวันตก 1.56%</p>



<p>หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า มีจังหวัดในภาคกลางอยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 7 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรกถึง 2 จังหวัด คือ แพร่ และนครสวรรค์ โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่มีผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคจิตเวชต่อจำนวนผู้สูงอายุสูงที่สุด คือ สมุทรสงคราม ซึ่งมีจำนวนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคจิตเวช 2,935 คน คิดเป็น 7.85% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด ในขณะที่ต่ำที่สุดคือ สมุทรปราการ มีจำนวนผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคจิตเวช 498 คน คิดเป็น 0.13% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด</p>



<h4 class="wp-block-heading"><em>ความสามารถในการรองรับดูแลสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ</em></h4>



<p>ไม่เพียงแค่นั้น หากเราพิจารณาถึงความสามารถในการรองรับดูแลสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ โดยพิจารณาจากทรัพยากรทางสาธารณสุขที่มีในแต่ละประเภท ทั้งจำนวนจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และเตียงจิตเวช โดยใช้ข้อมูลจากรายงานข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุข ประจำปี 2567 สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข เปรียบเทียบกับจำนวนผู้สูงอายุในจังหวัดนั้นๆ เพื่อให้เห็นว่าทรัพยากรทางสาธารณสุขในแต่ละจังหวัดมีความสามารถในการรองรับดูแลสุขภาพจิตของผู้สูงอายุมากน้อยแค่ไหน จะพบว่า&nbsp;</p>



<p>จังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อจำนวนจิตแพทย์ 1 คน เป็นสัดส่วนสูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>ยโสธร ผู้สูงอายุ 102, 598 คน ไม่มีจิตแพทย์ คิดเป็น 0 คะแนน</li>



<li>บึงกาฬ ผู้สูงอายุ 82,400 คน คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>เพชรบูรณ์ ผู้สูงอายุ 78,603.67 คน คิดเป็น 5.74 คะแนน</li>



<li>อุดรธานี ผู้สูงอายุ 72,239.25 คน คิดเป็น 13.69 คะแนน</li>



<li>อำนาจเจริญ ผู้สูงอายุ 65,212 คน คิดเป็น 22.47 คะแนน</li>



<li>แม่ฮ่องสอน ผู้สูงอายุ 64,036 คน คิดเป็น 23.94 คะแนน</li>



<li>กาฬสินธุ์ ผู้สูงอายุ 60,184 คน คิดเป็น 28.75 คะแนน</li>



<li>เพชรบุรี ผู้สูงอายุ 55,262 คน คิดเป็น 34.90 คะแนน</li>



<li>หนองบัวลำภู ผู้สูงอายุ 54,370 คน คิดเป็น 36.01 คะแนน</li>



<li>ชัยภูมิ ผู้สูงอายุ 52,987.25 คน คิดเป็น 37.74 คะแนน</li>
</ol>



<p>ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีผู้สูงอายุ 14,596.68 คนต่อจิตแพทย์ 1 คน หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีผู้สูงอายุต่อจำนวนจิตแพทย์มากที่สุด คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้สูงอายุ 26,701.56 คนต่อจิตแพทย์ 1 คน ตามด้วยภาคตะวันตก ผู้สูงอายุ 25,589.11 คนต่อจิตแพทย์ 1 คน ภาคตะวันออก ผู้สูงอายุ 17,654.65 คนต่อจิตแพทย์ 1 คน ภาคใต้ ผู้สูงอายุ 15,652.74 คนต่อจิตแพทย์ 1 คน ภาคเหนือ ผู้สูงอายุ 15,454.79 คนต่อจิตแพทย์ 1 คน และภาคกลาง ผู้สูงอายุ 9,614.70 คนต่อจิตแพทย์ 1 คน</p>



<p>หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 7 จังหวัดด้วยกัน และไม่มีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรกในนี้ โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อจำนวนจิตแพทย์สูงที่สุด คือ ยโสธร ที่มีจำนวนผู้สูงอายุ 102,598 คน แต่จากข้อมูลไม่มีจิตแพทย์ในจังหวัดเลย ในขณะที่ต่ำที่สุดคือ นครนายก มีผู้สูงอายุ 40,935 คน และมีจิตแพทย์ 13 คน คิดเป็นจำนวนผู้สูงอายุ 3,148.85 คนต่อจิตแพทย์ 1 คน</p>



<p>นอกจากนี้ จากรายงานทรัพยากรสาธารณสุข ของกระทรวงสาธารณสุข ในปี 2567 ยังพบว่าประเทศไทยมีแพทย์จิตเวชศาสตร์ด้านจิตเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ เพียง 8 คนเท่านั้น ได้แก่ กรุงเทพฯ 4 คน ราชบุรี 1 คน และนครราชสีมา 3 คน เท่ากับว่าแพทย์ด้านจิตเวชศาสตร์สูงอายุ 1 คนจะต้องดูแลผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิตถึง 33,937.38 คน&nbsp;</p>



<p>จังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อจำนวนนักจิตวิทยา 1 คน เป็นสัดส่วนสูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>หนองบัวลำภู 108,740 คน ไม่มีนักจิตวิทยา คิดเป็น 0 คะแนน</li>



<li>แพร่ 95,266 คน ไม่มีนักจิตวิทยา คิดเป็น 0 คะแนน</li>



<li>อ่างทอง 52,696 คน ไม่มีนักจิตวิทยา คิดเป็น 0 คะแนน</li>



<li>สมุทรสงคราม 37,404 คน ไม่มีนักจิตวิทยา คิดเป็น 0 คะแนน</li>



<li>กำแพงเพชร 103,239.50 คน คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>ร้อยเอ็ด 80,230.33 คน คิดเป็น 23.93 คะแนน</li>



<li>สมุทรปราการ 77,291.60 คน คิดเป็น 26.86 คะแนน</li>



<li>สมุทรสาคร 69,945.50 คน คิดเป็น 34.19 คะแนน</li>



<li>อุบลราชธานี 66,838.17 คน คิดเป็น 37.28 คะแนน</li>



<li>กาญจนบุรี 62,209 คน คิดเป็น 41.90 คะแนน</li>
</ol>



<p>ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีผู้สูงอายุ 16,522.27 คนต่อนักจิตวิทยา 1 คน หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีผู้สูงอายุต่อนักจิตวิทยามากที่สุด คือ ภาคเหนือ ผู้สูงอายุ 26,769.91 คนต่อนักจิตวิทยา 1 คน ตามด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้สูงอายุ 23,568.97 คนต่อนักจิตวิทยา 1 คน ภาคตะวันตก ผู้สูงอายุ 23,112.74 คนต่อนักจิตวิทยา 1 คน ภาคตะวันออก ผู้สูงอายุ 21,185.58 คนต่อนักจิตวิทยา 1 คน ภาคกลาง ผู้สูงอายุ 13,497.06 คนต่อนักจิตวิทยา 1 คน และภาคใต้ ผู้สูงอายุ 9,817.69 คนต่อนักจิตวิทยา 1 คน</p>



<p>หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า มีจังหวัดในภาคกลางอยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 5 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรกถึง 2 จังหวัด คือ แพร่ และกำแพงเพชร โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อจำนวนนักจิตวิทยาสูงที่สุด คือ หนองบัวลำภู อ่างทอง แพร่ และสมุทรสงคราม ซึ่งไม่มีนักจิตวิทยาในจังหวัด ในขณะที่ต่ำที่สุดคือ ปัตตานี มีผู้สูงอายุ 113,580 คน และนักจิตวิทยา 29 คน คิดเป็นจำนวนผู้สูงอายุ 3,916.55 คนต่อนักจิตวิทยา 1 คน</p>



<p>จังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อจำนวนเตียงผู้ป่วยจิตเวช 1 เตียง สูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>แพร่ &nbsp; 95,266 คน ไม่มีเตียงจิตเวช คิดเป็น 0 คะแนน</li>



<li>ปทุมธานี 72,407.25 คน คิดเป็น 59.99 คะแนน</li>



<li>เชียงราย 29,481.30 คน คิดเป็น 60.06 คะแนน</li>



<li>มหาสารคาม&nbsp; 29,428.17 คน คิดเป็น 62.52 คะแนน</li>



<li>พระนครศรีอยุธยา&nbsp; 27,638 คิดเป็น 62.53 คะแนน</li>



<li>กำแพงเพชร 25,809.88 คน คิดเป็น 65.04 คะแนน</li>



<li>นครนายก&nbsp; 20,467.50 คน คิดเป็น 72.38 คะแนน</li>



<li>ลำพูน 19,541.40 คน คิดเป็น 73.65 คะแนน</li>



<li>นครปฐม 18,789.20 คน คิดเป็น 74.69 คะแนน</li>



<li>กาฬสินธุ์ 18,055.20 คน คิดเป็น 75.69 คะแนน</li>
</ol>



<p>ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีผู้สูงอายุ 2,337.51 คนต่อจำนวนเตียงจิตเวช 1 เตียง หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีผู้ป่วยที่เป็นผู้สูงอายุต่อจำนวนเตียงจิตเวชมากที่สุด คือ ภาคตะวันตก ผู้สูงอายุ 8,429.35 คนต่อจำนวนเตียงจิตเวช 1 เตียง ตามด้วยภาคตะวันออก ผู้สูงอายุ 3,724.03 คนต่อจำนวนเตียงจิตเวช 1 เตียง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้สูงอายุ 2,547.61 คนต่อจำนวนเตียงจิตเวช 1 เตียง ภาคเหนือ ผู้สูงอายุ 2,247.55 คนต่อจำนวนเตียงจิตเวช 1 เตียง ภาคกลาง ผู้สูงอายุ 2,093.49 คนต่อจำนวนเตียงจิตเวช 1 เตียง และภาคใต้ ผู้สูงอายุ 1,731.93 คนต่อจำนวนเตียงจิตเวช 1 เตียง</p>



<p>หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า มีจังหวัดในภาคกลางอยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 5 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรกถึง 2 จังหวัด คือ แพร่ และกำแพงเพชร โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อจำนวนเตียงจิตเวชสูงที่สุด คือ แพร่ มีผู้สูงอายุ 95,266 คน แต่ไม่มีเตียงจิตเวชในจังหวัดเลย ในขณะที่ต่ำที่สุดคือ สุราษฎร์ธานี มีผู้สูงอายุ 188,304 คน และจำนวนเตียงจิตเวช 511 เตียง คิดเป็นจำนวนผู้สูงอายุ 368.50 คนต่อเตียงจิตเวช 1 เตียง</p>



<p>จากข้อมูลทั้งหมด เมื่อนำข้อมูลจำนวนผู้สูงอายุต่อจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และเตียงจิตเวช ที่เรียงลำดับการให้คะแนนไว้แล้วมารวมกัน เพื่อหาคะแนนเฉลี่ยในแต่ละจังหวัด เพื่อจัดอันดับจังหวัดที่มีทรัพยากรทางสาธารณสุขของผู้สูงอายุ ทั้งจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และเตียงจิตเวช รวมกัน โดยจังหวัดที่ได้คะแนนมาก หมายถึง จังหวัดที่มีควาเปราะบางต่ำ ส่วนจังหวัดที่ได้คะแนนน้อย หมายถึง จังหวัดที่มีความเปราะบางสูง พบว่า&nbsp;</p>



<p>จังหวัดที่มีผู้สูงอายุมีความเปราะบางด้านทรัพยากรสาธารณสุขในประเด็นสุขภาพจิต สูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>แพร่ 28.03 คะแนน</li>



<li>กำแพงเพชร 35.16 คะแนน</li>



<li>หนองบัวลำภู 43.02 คะแนน</li>



<li>กาฬสินธุ์ 49.45 คะแนน</li>



<li>ยโสธร 49.53 คะแนน</li>



<li>เพชรบูรณ์ 54.26 คะแนน</li>



<li>อ่างทอง 54.80 คะแนน</li>



<li>ร้อยเอ็ด 55.75 คะแนน</li>



<li>บึงกาฬ 59.22 คะแนน</li>



<li>มหาสารคาม 59.24 คะแนน</li>
</ol>



<p>จากข้อมูล หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางด้านทรัพยากรทางสาธารณสุขในประเด็นสุขภาพจิตสูงที่สุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 68.86 คะแนน ตามด้วยภาคเหนือ 72 คะแนน ภาคตะวันตก 74.12 คะแนน ภาคกลาง 74.49 คะแนน ภาคตะวันออก 82.05 คะแนน และภาคใต้ 88.49 คะแนน</p>



<p>หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า มีจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง 6 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรก 2 จังหวัด คือ แพร่ และกำแพงเพชร โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางด้านทรัพยากรทางสาธารณสุขในประเด็นสุขภาพจิตสูงที่สุดคือ แพร่ 28.03 คะแนน ในขณะที่ต่ำที่สุดคือ กรุงเทพฯ 98.02 คะแนน</p>



<p>ดังนั้น เมื่อนำคะแนนความเปราะบางต่อผู้สูงอายุโดยพิจารณาจากโรคจิตเวช 13 รายการ และคะแนนความพร้อมของทรัพยากรสาธารณสุขในการรองรับผู้สูงอายุ มารวมกันเพื่อหาคะแนนเฉลี่ยเพื่อจัดอันดับจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านสุขภาพจิตสูงที่สุด พบว่า&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพจิต_สรุป-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5983" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพจิต_สรุป-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพจิต_สรุป-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพจิต_สรุป-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สุขภาพจิต_สรุป-768x768.png 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>จังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านสุขภาพจิตสูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>แพร่ 34.24 คะแนน</li>



<li>กำแพงเพชร 44.77 คะแนน</li>



<li>สมุทรสงคราม 46.18 คะแนน</li>



<li>อ่างทอง 54.05 คะแนน</li>



<li>หนองบัวลำภู 54.33 คะแนน</li>



<li>กาฬสินธุ์ 55.86 คะแนน</li>



<li>ยโสธร 55.94 คะแนน</li>



<li>เพชรบูรณ์ 60.11 คะแนน</li>



<li>ร้อยเอ็ด 60.96 คะแนน</li>



<li>กาญจนบุรี 63.91 คะแนน</li>
</ol>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพจิต-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5984" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพจิต-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพจิต-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพจิต-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพจิต-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพจิต-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพจิต-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพจิต-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพจิต-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านสุขภาพจิตสูงที่สุด คือ ภาคเหนือ 69.95 คะแนน ตามมาด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 70.87 คะแนน ภาคกลาง 72.07 คะแนน ภาคตะวันตก 76.21 คะแนน ภาคตะวันออก 81.26 คะแนน และภาคใต้ 85.47 คะแนน</p>



<p>หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่าจังหวัดที่อยู่ใน 10 อันดับแรก ส่วนใหญ่เป็นจังหวัดในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคละ 4 จังหวัด และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรก 2 จังหวัด คือ แพร่ และกำแพงเพชร รวมไปถึงจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านสุขภาพจิตสูงที่สุด คือ แพร่ 34.24 คะแนน ในขณะที่น้อยที่สุดคือ กรุงเทพฯ 97.73 คะแนน</p>



<h4 class="wp-block-heading"><em>จังหวัดไหนที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านสุขภาพทั้งกายและสุขภาพจิต มาก-น้อย ที่สุด</em></h4>



<p>โดยสรุป ในการจะหาพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงอายุในด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต โดยนำเอาการเรียงลำดับการให้คะแนนของทั้งสองด้านมารวมกัน เพื่อหาคะแนนเฉลี่ยในแต่ละจังหวัด และจัดอันดับจังหวัดที่มีความเปราะบางด้านสุขภาพทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตต่อผู้สูงอายุสูงที่สุดในประเทศไทย พบว่า&nbsp;<br></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติสุขภาพ_สรุป-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5985" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติสุขภาพ_สรุป-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติสุขภาพ_สรุป-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติสุขภาพ_สรุป-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติสุขภาพ_สรุป-768x768.png 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>จังหวัดที่มีความเปราะบางด้านสุขภาพทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตต่อผู้สูงอายุ สูงที่สุดในประเทศไทย 10 อันดับแรก คือ&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>กำแพงเพชร 43.27 คะแนน</li>



<li>แพร่ 46.74 คะแนน</li>



<li>หนองบัวลำภู 52.53 คะแนน</li>



<li>สมุทรสงคราม 53.54 คะแนน</li>



<li>อ่างทอง 53.83 คะแนน</li>



<li>เพชรบูรณ์ 54.29 คะแนน</li>



<li>บึงกาฬ 57.62 คะแนน</li>



<li>ยโสธร 58.76 คะแนน</li>



<li>กาฬสินธุ์ 58.77 คะแนน</li>



<li>ร้อยเอ็ด 61.50 คะแนน</li>
</ol>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพ-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5986" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพ-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพ-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพ-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพ-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพ-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพ-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพ-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านสุขภาพ-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>หากพิจารณาเป็นระดับภาค จะพบว่า ภาคเหนือ เป็นภาคที่มีผู้สูงอายุมีความเปราะบางด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิตมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับการเป็นภาคที่มีจำนวนผู้สูงอายุต่อจำนวนประชากรสูงที่สุดในประเทศไทย จากการคำนวณพบว่าภาคเหนือได้คะแนนในมิติสุขภาพน้อยที่สุด 65.90 คะแนน แบ่งออกเป็นด้านสุขภาพกาย 61.85 คะแนน และด้านสุขภาพจิต 69.95 คะแนน ตามมาด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 66.81 คะแนน ภาคกลาง 68.13 คน ภาคตะวันตก 71.09 คะแนน ภาคตะวันออก 77.08 คะแนน และภาคใต้ 77.81 คะแนน</p>



<p>หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดที่มีความเปราะบางทางสุขภาพของผู้สูงอายุทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตสูงที่สุด 10 อันดับแรก ส่วนมากเป็นจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง 5 จังหวัด และที่น่าสนใจคือใน 10 อันดับแรกนี้ไม่มีจังหวัดในภาคตะวันออกและภาคใต้เลย นอกจากนี้ยังพบว่า ใน 10 อันดับนี้ มีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อจำนวนประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุดในประเทศถึง 2 จังหวัดด้วยกัน นั่นก็คือ แพร่ และกำแพงเพชร&nbsp;</p>



<p>กำแพงเพชร เป็นจังหวัดเปราะบางทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตต่อผู้สูงอายุ อันดับ 1 โดยกำแพงเพชรอยู่ในอันดับ 1 ของจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางด้านสุขภาพกายมากที่สุด และอันดับ 2 ของจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางด้านสุขภาพจิตมากที่สุด ในขณะที่จังหวัดที่มีความเปราะบางทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตต่อผู้สูงอายุต่ำที่สุดคือ กรุงเทพฯ อีกทั้งยังอยู่เพียงอันดับที่ 2 ของจังหวัดที่มีความเปราะบางด้านสุขภาพกายต่อผู้สูงอายุต่ำที่สุด และอันดับ 1 ของจังหวัดที่มีความเปราะบางด้านสุขภาพจิตต่อผู้สูงอายุต่ำสุด</p>



<h3 class="wp-block-heading">มิติด้านเศรษฐกิจ : แก่ไปจะมีงานทำไหม จะเลี้ยงตัวเองได้หรือเปล่า&nbsp;</h3>



<p>ไม่เพียงแค่เรื่องสุขภาพที่จะเป็นปัญหาใหญ่เมื่อประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น อีกหนึ่งปัญหาที่จะเกิดขึ้นและสำคัญไม่แพ้กันคือปัญหาด้านเศรษฐกิจ จากข้อมูลสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร ของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง พบว่า ในปี 2567 ประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุ 14,027,411 คน หรือคิดเป็น 20% ของประชากรทั้งประเทศ และคาดว่าจะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 28% ของประชากรทั้งหมดในปี 2578 แต่ใช่ว่าผู้สูงอายุทุกคนจะมีรายได้เลี้ยงตนเองไปตลอดชีวิต</p>



<p>จากข้อมูลรายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย ปี 2566 ของกรมกิจการผู้สูงอายุ และสถิติงานประกันสังคมประจำปี 2566 ของสำนักงานประกันสังคม จะเห็นว่าแม้จะมีผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งที่อาจไม่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ เพราะเป็นผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยหวัด บำเหน็จและบำนาญข้าราชการ โดยมีจำนวน 1.85 ล้านคน หรือคิดเป็น 13.99% รวมไปถึงผู้สูงอายุที่มีรายได้หลักจากการอุดหนุนของครอบครัว มีจำนวน 4.25 ล้านคน หรือคิดเป็น 32.2% แต่ก็ยังพบว่า มีผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งที่ยังต้องทำงานอยู่ โดยผู้สูงอายุที่ยังคงมีงานทำ มีจำนวน 5.11 ล้านคน หรือคิดเป็น 37.50% ซึ่งแม้จะมีงานทำ แต่ในส่วนที่ทำงานเป็นลูกจ้างนั้นมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนเพียง 12,151 บาท ในขณะที่ภาคการเกษตรมีรายได้เพียง 5,796 บาทต่อเดือน ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ&nbsp;</p>



<p>แม้อาจจะมีเงินอุดหนุนจากภาครัฐ เช่น เบี้ยยังชีพ ซึ่งมีผู้สูงอายุจำนวน 10.96 ล้านคนหรือคิดเป็น 83.08% ที่ได้รับ แต่ก็จะได้รับเพียงเดือนละ 600-1,000 บาท เท่านั้น หรือผู้สูงอายุที่จะได้รับเงินบำนาญจากการที่เคยเป็นผู้ประกันตน ทั้ง ม.33 ม.39 และ ม.40 ก็มีเพียงแค่ 1.02 ล้านคน หรือคิดเป็น 7.76%&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้สูงอายุที่มีเงินออมนั้น มีเพียง 54.3% และแม้จะมีมากกว่าครึ่ง แต่กลับพบว่าในจำนวนนั้น 41.4% มีเงินออมต่ำกว่า 50,000 บาท ซึ่งก็อาจจะไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตไปจนสิ้นอายุขัย&nbsp;</p>



<p>จะเห็นว่าภาวะทางเศรษฐกิจของผู้สูงอายุในไทยนั้นน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง และอาจสร้างภาระที่ภาครัฐจะต้องเข้ามาดูแลทั้งด้านงบประมาณและนโยบายมากยิ่งขึ้นในอนาคตเมื่อจำนวนผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น หนึ่งในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของผู้สูงอายุก็คือ การสร้างงานแก่ผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถพึ่งพิงตนเองได้ในทางเศรษฐกิจ&nbsp;&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติเศรษฐกิจ-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5987" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติเศรษฐกิจ-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติเศรษฐกิจ-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติเศรษฐกิจ-150x150.png 150w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>ในการจะหาพื้นที่เปราะบางของผู้สูงอายุในด้านเศรษฐกิจ จะใช้ข้อมูลรายจังหวัดทั้งข้อมูลจำนวนผู้สูงอายุที่ไม่มีงานทำ ผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เพียงพอ จำนวนผู้สูงอายุที่รายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อปี และจำนวนผู้สูงอายุที่ไม่มีการออม จากรายงานการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 สำนักงานสถิติแห่งชาติ มาเปรียบเทียบกับจำนวนผู้สูงอายุในแต่ละจังหวัด และนำมาคำนวณเป็นคะแนน ซึ่งจังหวัดที่ได้คะแนนมาก หมายถึง มีความเปราะบางต่ำ จังหวัดที่ได้คะแนนน้อย หมายถึง มีความเปราะบางสูง โดยหลังจากนั้นจะนำคะแนนไปรวมกันเพื่อจัดอันดับพื้นที่เปราะบางด้านเศรษฐกิจต่อสูงอายุ โดยพบว่า</p>



<p>จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ไม่มีงานทำต่อประชากรสูงอายุ สูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>นนทบุรี&nbsp; 82.32% คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>ปทุมธานี 76.88%&nbsp; คิดเป็น 13.00 คะแนน</li>



<li>สมุทรปราการ 76.87%&nbsp; คิดเป็น 13.03 คะแนน</li>



<li>บึงกาฬ 75.72%&nbsp; คิดเป็น 15.56 คะแนน</li>



<li>สกลนคร 74.86%&nbsp; คิดเป็น 17.46 คะแนน</li>



<li>เลย 73.44%&nbsp; คิดเป็น 20.59 คะแนน</li>



<li>นครนายก 71.65%&nbsp; คิดเป็น 24.55 คะแนน</li>



<li>กรุงเทพมหานคร 71.00%&nbsp; คิดเป็น 25.99 คะแนน</li>



<li>พระนครศรีอยุธยา 69.67%&nbsp; คิดเป็น 28.92 คะแนน</li>



<li>นราธิวาส 69.66%&nbsp; คิดเป็น 28.94 คะแนน</li>
</ol>



<p>ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีผู้สูงอายุที่ไม่มีงานทำจำนวน 8,763,223 คน คิดเป็น 62.47% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีผู้สูงอายุว่างงานมากที่สุดคือ ภาคกลาง คิดเป็น 66.91% ของประชากรสูงอายุ ตามด้วยภาคตะวันออก 62.25% ภาคเหนือ 60.71% ภาคใต้ 59.63% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 59.53% และภาคตะวันตก 59.50%&nbsp;</p>



<p>หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดในภาคกลางอยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 6 จังหวัดด้วยกัน และไม่มีจังหวัดที่อยู่ใน 10 อันดับแรกของจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุดในนี้ โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุที่ไม่มีงานทำสูงที่สุด คือ นนทบุรี จำนวน 243,996 คน คิดเป็น 82.32% ของผู้สูงอายุทั้งหมด ในขณะที่น้อยที่สุดคือ ศรีสะเกษ จำนวน 79,578 คน คิดเป็น 37.46% ของผู้สูงอายุทั้งหมด และเมื่อนำข้อมูลจำนวนผู้สูงอายุที่มีงานทำและไม่มีงานทำ รายจังหวัด ปี 2567 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ มาเปรียบเทียบกับจำนวนผู้สูงอายุในจังหวัดนั้นๆ จะพบว่า มีเพียง 5 จังหวัดที่มีผู้สูงอายุที่มีงานทำเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้สูงอายุในจังหวัดนั้น ได้แก่ ศรีสะเกษ 62.54% ยโสธร&nbsp; 56.97% จันทบุรี&nbsp; 52.36% สุรินทร์ 50.12% และพัทลุง 50.00%&nbsp;</p>



<p>ไม่เพียงแค่นั้นหากพิจารณาอาชีพของผู้สูงอายุในประเทศไทยราย (ไม่รวม กทม.) จากข้อมูล Thai People Map and Analytics Platform ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จะพบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตร-ทำนา 2,625,455 คน หรือคิดเป็น 33.28% รองลงมาคือ รับจ้างทั่วไป 1,401,912 คน หรือคิดเป็น 17.77% ไม่มีอาชีพ 918,510 คน หรือคิดเป็น 11.64% เกษตร-ทำสวน 832,123 คน หรือคิดเป็น 10.55% อาชีพอื่นๆ 670,070 คนหรือคิดเป็น 8.49%</p>



<p>จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า แม้อาชีพของผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะเป็นอาชีพเกษตรกรรมทั้งทำนาและทำสวน ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วจะพบว่าส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ และเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลผู้สูงอายุที่มีงานทำก็จะพบว่า กลุ่มจังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุที่มีงานทำสูง มักเป็นกลุ่มจังหวัดที่อาชีพส่วนใหญ่ของผู้สูงอายุเป็นอาชีพเกษตรกรรม ในขณะที่กลุ่มจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีงานทำต่ำก็พบว่ามักจะอยู่ในกลุ่มจังหวัดที่อาชีพส่วนใหญ่ของผู้สูงอายุเป็นอาชีพรับจ้างทั่วไป ซึ่งอาจจะรวมไปถึงงานบริการด้วยก็ได้ เช่น ในจังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีผู้สูงอายุมีงานทำต่ำที่สุดในประเทศไทย อาชีพส่วนใหญ่ของผู้สูงอายุคือ รับจ้างทั่วไป หรือหากจะพิจารณาในส่วนของกรุงเทพฯ นั้นจากข้อมูลร้อยละผู้สูงอายุที่ทำงาน จำแนกตามอาชีพ และภาค ปี 2567 จากรายงานการทำงานของผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 สำนักงานสถิติแห่งชาติ จะพบว่า ผู้สูงอายุที่ทำงานในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพพนักงานบริการและผู้จำหน่ายสินค้ามากที่สุด 47.7% ของแรงงานผู้สูงอายุ ในขณะที่น้อยที่สุดคืออาชีพผู้ปฏิบัติงานที่มีฝีมือด้านการเกษตร และประมง 1.4% ของแรงงานผู้สูงอายุ</p>



<p>อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนของผู้สูงอายุที่ทำงานในฐานะลูกจ้าง จำแนกตามประเภทอุตสาหกรรม จากรายงานการทำงานของผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 สำนักงานสถิติแห่งชาติ ค่าจ้างของผู้สูงอายุในประเทศเฉลี่ยอยู่ที่ 13,339 บาทต่อเดือน หากแยกตามประเภทของอุตสาหกรรม พบว่า ภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นภาคที่มีผู้สูงอายุทำงานมากที่สุด กลับมีค่าจ้างเฉลี่ย 6,826 บาทต่อเดือน ในขณะที่ภาคการผลิต มีค่าจ้างเฉลี่ย 13,509 บาทต่อเดือน และภาคการบริการและการค้า มีค่าจ้างเฉลี่ย 14,612 บาทต่อเดือน หากแยกตามรายภาค จะพบว่า ภาคเหนือเป็นภาคที่มีค่าจ้างเฉลี่ยต่ำที่สุดอยู่ที่ 9,413 บาทต่อเดือน ตามด้วยภาคใต้ 10,708 บาทต่อเดือน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 11,266 บาทต่อเดือน และภาคกลาง 11,879 บาทต่อเดือน</p>



<p>จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เพียงพอต่อประชากรสูงอายุ สูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ&nbsp;&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>สระแก้ว 44.38%&nbsp; คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>นครพนม 41.08%&nbsp; คิดเป็น 8.71 คะแนน</li>



<li>สุรินทร์ 34.96%&nbsp; คิดเป็น 23.04 คะแนน</li>



<li>นราธิวาส 34.06%&nbsp; คิดเป็น 25.13 คะแนน</li>



<li>อำนาจเจริญ 31.34%&nbsp; คิดเป็น 31.51 คะแนน</li>



<li>สมุทรปราการ 29.85%&nbsp; คิดเป็น 34.99 คะแนน</li>



<li>สมุทรสาคร 29.76%&nbsp; คิดเป็น 35.19 คะแนน</li>



<li>อุบลราชธานี 29.01%&nbsp; คิดเป็น 36.96 คะแนน</li>



<li>บุรีรัมย์ 27.51% คิดเป็น 40.46 คะแนน</li>



<li>เชียงใหม่ 25.27%&nbsp; คิดเป็น 45.72 คะแนน</li>
</ol>



<p>ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เพียงพอ จำนวน 2,285,073 คน คิดเป็น 16.29% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่ผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เพียงพอมากที่สุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คิดเป็น 20.87% ของประชากรสูงอายุ ตามด้วยภาคตะวันออก 15.26% ภาคกลาง 14.68% ภาคใต้ 14.02% ภาคเหนือ 13.57%&nbsp; และภาคตะวันตก 12.81%&nbsp;</p>



<p>หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 5 จังหวัดด้วยกัน และไม่มีจังหวัดที่อยู่ใน 10 อันดับแรกของจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุดในนี้ โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่มีผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เพียงพอสูงที่สุด คือ สระแก้ว จำนวน 46,759 คน คิดเป็น 44.38% ของผู้สูงอายุทั้งหมด ในขณะที่น้อยที่สุดคือ นครนายก จำนวน 847 คน คิดเป็น 2.07% ของผู้สูงอายุทั้งหมด</p>



<p>จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อปีต่อประชากรสูงอายุ สูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>สกลนคร 39.48% คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>สุโขทัย&nbsp; 38.71% คิดเป็น 3.09 คะแนน</li>



<li>อำนาจเจริญ 37.99%คิดเป็น 5.04 คะแนน</li>



<li>พะเยา 37.35% คิดเป็น 6.77 คะแนน</li>



<li>ตาก 37.00% คิดเป็น 7.72 คะแนน</li>



<li>นราธิวาส 34.91% คิดเป็น 13.39 คะแนน</li>



<li>นครพนม 33.26% คิดเป็น 17.87 คะแนน</li>



<li>เลย 33.06% คิดเป็น 18.43 คะแนน</li>



<li>กำแพงเพชร 31.58% คิดเป็น 22.44 คะแนน</li>



<li>กาฬสินธุ์ 31.51%&nbsp; คิดเป็น 22.62 คะแนน</li>
</ol>



<p>ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อปี จำนวน 2,793,351 คน คิดเป็น 19.91% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อปีมากที่สุด คือ ภาคเหนือ คิดเป็น 25.52% ของประชากรสูงอายุ ตามด้วยภาคตะวันตก 22.57% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 22.31% ภาคใต้ 19.97% ภาคกลาง 16.80% และภาคตะวันออก 14.68%&nbsp;</p>



<p>หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 5 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรก 3 จังหวัด คือ พะเยา กำแพงเพชร และสุโขทัย โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อปีต่อประชากรสูงอายุสูงสุด คือ สกลนคร จำนวน 82,928 คน คิดเป็น 39.48% ของผู้สูงอายุทั้งหมด ในขณะที่น้อยที่สุดคือ ขอนแก่น จำนวน 11,879 คน คิดเป็น 3.00% ของผู้สูงอายุทั้งหมด และหากเทียบกับเส้นความยากจน (Poverty Line) ที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)<a href="https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1199118"> เคยกำหนดไว้อยู่ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน</a> พบว่ามีผู้สูงอายุจำนวน 2,793,351 คิดเป็น 19.92% ของประชากรสูงอายุทั้งหมดที่มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่าเส้นความยากจน ทำให้ผู้สูงอายุจำเป็นต้องมีแหล่งรายได้อื่นเพิ่ม เพื่อให้มีรายได้เพียงพอหลังเกษียณ</p>



<p>จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ไม่มีการออมเงินต่อประชากรสูงอายุ สูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>กระบี่ 76.23% คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>สมุทรปราการ 71.82% คิดเป็น 7.01 คะแนน</li>



<li>ปราจีนบุรี 67.66% คิดเป็น 12.69 คะแนน</li>



<li>สุพรรณบุรี 63.05% คิดเป็น 18.96 คะแนน</li>



<li>สุรินทร์ 62.56% คิดเป็น 19.63 คะแนน</li>



<li>สระแก้ว61.75% คิดเป็น 20.73 คะแนน</li>



<li>นราธิวาส&nbsp; 61.73% คิดเป็น 20.77 คะแนน</li>



<li>เลย 61.69% คิดเป็น 20.81 คะแนน</li>



<li>พังงา 61.56% คิดเป็น 20.99 คะแนน</li>



<li>ภูเก็ต 60.99% คิดเป็น 21.77 คะแนน</li>
</ol>



<p>ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีผู้สูงอายุที่ไม่มีการออมเงิน จำนวน 6,208,067 คน คิดเป็น 44.26% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีผู้สูงอายุที่ไม่มีการออมเงินมากที่สุด คือ ภาคกลาง คิดเป็น 48.92% ของประชากรสูงอายุ ตามด้วยภาคตะวันออก 48.60% ภาคตะวันตก 46.69% ภาคใต้ 44.32% ภาคเหนือ 39.51% และตะวันออกเฉียงเหนือ 39.02%</p>



<p>หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า มีจังหวัดในภาคใต้อยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 4 จังหวัดด้วยกัน และไม่มีจังหวัดที่อยู่ใน 10 อันดับแรกของจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุดในนี้ โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่ผู้สูงอายุไม่มีการออมเงินต่อประชากรสูงอายุสูงสุด คือ กระบี่ จำนวน 55,531 คน คิดเป็น 76.23% ของผู้สูงอายุทั้งหมด ในขณะที่น้อยที่สุดคือ อุบลราชธานี จำนวน 14,363 คน คิดเป็น 3.58% ของผู้สูงอายุทั้งหมด</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติเศรษฐกิจ_สรุป-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5988" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติเศรษฐกิจ_สรุป-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติเศรษฐกิจ_สรุป-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติเศรษฐกิจ_สรุป-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติเศรษฐกิจ_สรุป-768x768.png 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>ดังนั้น เมื่อนำคะแนนความเปราะบางต่อผู้สูงอายุในด้านเศรษฐกิจ โดยพิจารณาจากข้อมูลจำนวนจำนวนผู้สูงอายุที่ไม่มีงานทำ ผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เพียงพอ จำนวนผู้สูงอายุที่รายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อปี และจำนวนผู้สูงอายุที่ไม่มีการออม มารวมกันเพื่อหาคะแนนเฉลี่ยเพื่อจัดอันดับจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านเศรษฐกิจสูงที่สุด โดยจังหวัดที่ได้คะแนนมาก หมายถึง จังหวัดที่มีความเปราะบางต่ำ ส่วนจังหวัดที่ได้คะแนนน้อย หมายถึง จังหวัดที่มีความเปราะบางสูง พบว่า&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>นราธิวาส 22.06 คะแนน</li>



<li>สมุทรปราการ 23.91 คะแนน</li>



<li>นครพนม 25.95 คะแนน</li>



<li>เลย 29.61 คะแนน</li>



<li>สระแก้ว 29.69 คะแนน</li>



<li>อำนาจเจริญ 33.29 คะแนน</li>



<li>สกลนคร 34.64 คะแนน</li>



<li>สุรินทร์ 34.79 คะแนน</li>



<li>สมุทรสาคร 36.70 คะแนน</li>



<li>นครราชสีมา 37.42 คะแนน</li>
</ol>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านเศรษฐกิจ-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5989" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านเศรษฐกิจ-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านเศรษฐกิจ-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านเศรษฐกิจ-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านเศรษฐกิจ-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านเศรษฐกิจ-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านเศรษฐกิจ-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านเศรษฐกิจ-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านเศรษฐกิจ-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านเศรษฐกิจสูงสุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 50.45 คะแนน ตามด้วยภาคกลาง 52.30 คะแนน ภาคตะวันตก 53.87 คะแนน ภาคใต้ 54.10 คะแนน ภาคเหนือ 55.04 คะแนน และภาคตะวันออก 55.92 คะแนน</p>



<p>หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า มีจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 6 จังหวัดด้วยกัน และไม่มีจังหวัดที่อยู่ใน 10 อันดับแรกของจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุดในนี้ โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านเศรษฐกิจสูงสุด คือ นราธิวาส 22.06 คะแนน ในขณะที่น้อยที่สุดคือ ขอนแก่น 76.41 คะแนน</p>



<h3 class="wp-block-heading">มิติด้านที่อยู่อาศัย : แก่ตัวไป จะอยู่อย่างไร กินนอนที่ไหน ปลอดภัยหรือเปล่า&nbsp;</h3>



<p>อีกหนึ่งปัญหาที่จะเกิดขึ้นในประเทศที่ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุก็คือปัญหาด้านที่อยู่อาศัย จากข้อมูลสถิติการสำรวจข้อมูลแจงนับคนไร้บ้าน ในปี 2566 ประเทศไทยมีผู้คนไร้บ้าน จำนวน 2,499 คน พบว่าเป็นกลุ่มวัยกลางคน อายุ 40 -59 ปี คิดเป็น 56.8% ของคนไร้บ้าน ในขณะที่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ 22.1% ของคนไร้บ้าน นอกจากนี้ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีบ้านพักคนชราของรัฐเพียง 12 แห่ง โดยรองรับการดูแลผู้สูงอายุได้แค่ 1,375 คน ในขณะที่มีผู้สูงอายุประมาณ 7,812 คนที่รอคิวเพื่อเข้าใช้บริการบ้านพักคนชรา</p>



<p>จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า นโยบายทางด้านที่อยู่อาศัย เป็นสิ่งที่จำเป็นในสังคมสูงวัย เพราะปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ และมีแนวโน้มที่จะมีคนไร้บ้านซึ่งเป็นกลุ่มผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติที่อยู่อาศัย-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5990" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติที่อยู่อาศัย-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติที่อยู่อาศัย-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติที่อยู่อาศัย-150x150.png 150w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>ในการจะหาพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงอายุในด้านที่อยู่อาศัย โดยใช้ข้อมูลจำนวนผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวต่อประชากรสูงอายุ จำนวนผู้สูงอายุที่ต้องการผู้ดูแล จำนวนผู้สูงอายุที่อยู่บ้านที่ไม่เหมาะสม จากรายงานการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 ระดับจังหวัด สำนักงานสถิติแห่งชาติ จำนวนสถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุ ปี 2567 จากกองยุทธศาสตร์และแผนงาน กรมกิจการผู้สูงอายุ และจำนวนบ้านที่ผู้สูงอายุได้รับการปรับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกให้เหมาะสมและปลอดภัย ปี 2565 (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 &#8211; 30 กันยายน 2565) ข้อมูลจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และนำมาคำนวณเป็นคะแนนว่าพื้นที่ใดมีความเปราะบางในด้านที่อยู่อาศัย โดยจังหวัดที่ได้คะแนนสูง หมายถึง จังหวัดที่มีความเปราะบางต่ำ ส่วนจังหวัดที่ได้คะแนนน้อย หมายถึง จังหวัดที่มีความเปราะบางสูง โดยหลังจากนั้นจะนำคะแนนไปรวมกันเพื่อจัดอันดับพื้นที่เปราะบางต่อสูงอายุในด้านที่อยู่อาศัย&nbsp; โดยพบว่า</p>



<p>จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวต่อประชากรสูงอายุ สูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>ปราจีนบุรี 21.03% คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>แม่ฮ่องสอน 18.66% คิดเป็น 17.29 คะแนน</li>



<li>ระยอง 17.54%&nbsp; คิดเป็น 24.97 คะแนน</li>



<li>อุทัยธานี 17.31%&nbsp; คิดเป็น 26.58 คะแนน</li>



<li>นนทบุรี 16.83%&nbsp; คิดเป็น 29.87 คะแนน</li>



<li>พะเยา 16.43%&nbsp; คิดเป็น 32.59 คะแนน</li>



<li>เชียงใหม่ 16.42%&nbsp; คิดเป็น 32.71 คะแนน</li>



<li>ชัยนาท 16.41%&nbsp; คิดเป็น 32.74 คะแนน</li>



<li>ฉะเชิงเทรา 16.05% คิดเป็น 35.21 คะแนน</li>



<li>ชลบุรี 15.68%&nbsp; คิดเป็น 37.81 คะแนน</li>
</ol>



<p>ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว จำนวน 1,805,763 คน คิดเป็น 12.87% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวมากที่สุด คือ ภาคตะวันออก คิดเป็น 15.72% ของประชากรสูงอายุ ตามด้วยภาคเหนือ 14.81% ภาคกลาง 13.42% ภาคตะวันตก 12.27% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 11.97% และภาคใต้ 10.40%&nbsp;</p>



<p>หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดในภาคตะวันออกอยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 4 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรก 1 จังหวัด คือ พะเยา โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวต่อประชากรสูงอายุสูงที่สุด คือ ปราจีนบุรี จำนวน 22,057 คน คิดเป็น 21.03% ของผู้สูงอายุทั้งหมด ในขณะที่น้อยที่สุดคือ ภูเก็ต จำนวน 6,689 คน คิดเป็น 6.63% ของผู้สูงอายุทั้งหมด</p>



<p>จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ต้องการผู้ดูแลต่อประชากรสูงอายุ สูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ&nbsp;&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>สกลนคร 18.32% คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>ปราจีนบุรี 16.91%&nbsp; คิดเป็น 9.56 คะแนน</li>



<li>อุบลราชธานี 11.33% คิดเป็น 43.52 คะแนน</li>



<li>อุทัยธานี 10.78%&nbsp; คิดเป็น 46.92 คะแนน</li>



<li>สมุทรปราการ 10.73% คิดเป็น 47.19 คะแนน</li>



<li>ปัตตานี 10.67%&nbsp; คิดเป็น 47.59 คะแนน</li>



<li>ร้อยเอ็ด 10.25%&nbsp; คิดเป็น 50.14 คะแนน</li>



<li>นราธิวาส 10.03%&nbsp; คิดเป็น 51.48 คะแนน</li>



<li>ลพบุรี 9.89%&nbsp; คิดเป็น 52.33 คะแนน</li>



<li>ชลบุรี 9.81%&nbsp; คิดเป็น 52.81 คะแนน</li>
</ol>



<p>ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีผู้สูงอายุที่ต้องการผู้ดูแล จำนวน 924,728 คน คิดเป็น 6.59% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่ผู้สูงอายุต้องการผู้ดูแลมากที่สุด คือ ภาคตะวันออก คิดเป็น 8.20% ของประชากรสูงอายุ ตามด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7.15% ภาคใต้ 7.07% ภาคกลาง 6.26% ภาคตะวันตก 5.84% และภาคเหนือ 4.95%&nbsp;</p>



<p>หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางอยู่ใน 10 อันดับแรกถึงภาคละ 3 จังหวัดด้วยกัน และไม่มีจังหวัดที่อยู่ใน 10 อันดับแรกของจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุดในนี้ โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ต้องการผู้ดูแลต่อประชากรสูงอายุสูงที่สุด คือ สกลนคร จำนวน 38,480 คน คิดเป็น 18.32% ของผู้สูงอายุทั้งหมด ในขณะที่น้อยที่สุดคือ เชียงราย จำนวน 6,062 คน คิดเป็น 2.06% ของผู้สูงอายุทั้งหมด</p>



<p>ทั้งนี้ มี 16 จังหวัดที่ไม่มีสถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุทั้งภาครัฐและเอกชน คือ กาฬสินธุ์ ชัยนาท ตราด ตาก นราธิวาส น่าน บึงกาฬ ปัตตานี พังงา มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ยโสธร ระนอง นองบัวลำภู อ่างทอง และอำนาจเจริญ</p>



<p>ในภาพรวมพบว่ามีสัดส่วนผู้สูงอายุ 14,688.39 คนต่อสถานประกอบการ 1 แห่ง หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีสัดส่วนประชากรสูงวัยต่อสถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุมากที่สุด คือ ตะวันออกเฉียงเหนือ มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อสถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุ 54,790.21 คนต่อสถานประกอบการ 1 แห่ง ตามด้วยภาคใต้ มีผู้สูงอายุ 39,504.52 คนต่อสถานประกอบการ 1 แห่ง ภาคเหนือ 15,948.03 คนต่อสถานประกอบการ 1 แห่ง ภาคตะวันตก มีผู้สูงอายุ 14,926.98 คนต่อสถานประกอบการ 1 แห่ง ภาคตะวันออก มีผู้สูงอายุ 12,222.45 คนต่อสถานประกอบการ 1 แห่ง และภาคกลาง มีผู้สูงอายุ 8,085.09 คนต่อสถานประกอบการ 1 แห่ง&nbsp;</p>



<p>หากพิจารณาเป็นรายจังหวัดจะพบว่า มีมากถึง 16 จังหวัดที่ไม่มีสถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุ โดยเป็นจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง 6 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ บึงกาฬ มุกดาหาร ยโสธร หนองบัวลำภู และอำนาจเจริญ ในขณะที่จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อสถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุทั้งภาครัฐและเอกชนต่ำสุด คือ นนทบุรี มีสถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุ 112 แห่ง คิดเป็นสัดส่วนสถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุต่อประชากรสูงวัย 2,646.39 คนต่อสถานประกอบการ 1 แห่งเท่านั้น</p>



<p>จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่อยู่บ้านที่ไม่เหมาะสมต่อประชากรสูงอายุ สูงที่สุด 10 อันดับแรก คือ&nbsp;&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>มหาสารคาม 99.50%&nbsp; คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>สุราษฎร์ธานี 99.39%&nbsp; คิดเป็น 1.40 คะแนน</li>



<li>กำแพงเพชร 99.02% &nbsp; คิดเป็น 2.79 คะแนน</li>



<li>พิษณุโลก 98.80% &nbsp; คิดเป็น 3.62 คะแนน</li>



<li>พัทลุง 98.53% &nbsp; คิดเป็น 4.66 คะแนน</li>



<li>นครศรีธรรมราช 98.51% &nbsp; คิดเป็น 4.74 คะแนน</li>



<li>ชัยภูมิ 98.39% &nbsp; คิดเป็น 5.17 คะแนน</li>



<li>นครราชสีมา 98.34% &nbsp; คิดเป็น 5.37 คะแนน</li>



<li>ประจวบคีรีขันธ์ 98.23% &nbsp; คิดเป็น 5.78 คะแนน</li>



<li>สระแก้ว 98.17% &nbsp; คิดเป็น 6.02 คะแนน</li>
</ol>



<p>ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีผู้สูงอายุที่อยู่บ้านที่ไม่เหมาะสม จำนวน 13,030,279 คน คิดเป็น 92.89% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่ผู้สูงอายุที่อยู่บ้านที่ไม่เหมาะสมมากที่สุด คือ ภาคใต้ คิดเป็น 95.32% ของประชากรสูงอายุ ตามด้วยภาคตะวันตก 95.12% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 93.02% ภาคเหนือ 92.90% ภาคกลาง 91.88% และภาคตะวันออก 91.70%&nbsp;</p>



<p>หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า มีจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้อยู่ใน 10 อันดับแรกถึงภาคละ 3 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรก 2 จังหวัด คือ กำแพงเพชร และพิษณุโลก โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่อยู่บ้านที่ไม่เหมาะสมต่อประชากรสูงอายุสูงที่สุด คือ มหาสารคาม จำนวน 175,685 คน คิดเป็น 99.50% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด ในขณะที่น้อยที่สุดคือ ขอนแก่น จำนวน 289,607 คน คิดเป็น 73.19% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด</p>



<p>นอกจากนี้ยังพบว่าในรายงานการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 ระดับจังหวัด ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่ามีผู้สูงอายุที่หกล้มในระหว่าง 6 เดือนก่อนสัมภาษณ์จำนวน 788,376 คน คิดเป็น 5.62% ของประชากรสูงอายุทั้งหมด โดยสาเหตุการหกล้มเป็นการสะดุด/พื้นต่างระดับ/ตกบันไดจำนวน 759,765 คน คิดเป็น 58.3% ของผู้สูงอายุที่หกล้ม และลื่นจำนวน 232,941 คน คิดเป็น 29.55% ของผู้สูงอายุที่หกล้ม เป็นการหกล้มในพื้นที่บ้านสูงถึง 82.89% ของผู้สูงอายุที่หกล้ม&nbsp;</p>



<p>จังหวัดที่มีจำนวนบ้านของผู้สูงอายุที่ได้รับการปรับปรุงจากโครงการ ต่ำที่สุด 10 อันดับแรก คือ&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>แพร่ 31 หลัง คิดเป็น 1 คะแนน</li>



<li>หนองคาย 32 หลัง คิดเป็น 1.24 คะแนน</li>



<li>สงขลา 37 หลัง คิดเป็น 2.43 คะแนน</li>



<li>นครนายก 46 หลัง คิดเป็น 4.57 คะแนน</li>



<li>ภูเก็ต 49 หลัง คิดเป็น 5.28 คะแนน</li>



<li>ระนอง 52 หลัง คิดเป็น 6.00 คะแนน</li>



<li>กรุงเทพมหานคร 52 หลัง คิดเป็น 6.00 คะแนน</li>



<li>ยโสธร 60 หลัง คิดเป็น 7.90 คะแนน</li>



<li>สมุทรสงคราม 60 หลัง คิดเป็น 7.90 คะแนน</li>



<li>มุกดาหาร 61 หลัง คิดเป็น 8.14 คะแนน</li>
</ol>



<p>ในภาพรวมของประเทศไทย พบว่ามีบ้านของผู้สูงอายุที่ได้รับการปรับปรุงจากโครงการรัฐจำนวน 11,674 หลัง หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่มีบ้านของผู้สูงอายุที่ได้รับการปรับปรุงจากโครงการรัฐน้อยที่สุด คือ ภาคตะวันตก 1,050 หลัง ตามด้วยภาคตะวันออก 1,332 หลัง ภาคใต้ 1,872 หลัง ภาคเหนือ 1,875 หลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2,291หลัง และภาคกลาง 3,254 หลัง&nbsp;</p>



<p>หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า มีจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้อยู่ใน 10 อันดับแรกถึงภาคละ 3 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรก 1 จังหวัด คือ แพร่ โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่มีจำนวนบ้านของผู้สูงอายุที่ได้รับการปรับปรุงจากโครงการต่ำสุด คือ แพร่ 31 หลัง ในขณะที่สูงที่สุดคือ ลำปาง 447 หลัง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติที่อยู่อาศัย_สรุป-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5991" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติที่อยู่อาศัย_สรุป-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติที่อยู่อาศัย_สรุป-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติที่อยู่อาศัย_สรุป-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_มิติที่อยู่อาศัย_สรุป-768x768.png 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>จากข้อมูลทั้งหมด เมื่อนำข้อมูลจำนวนผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวต่อประชากรสูงอายุ ผู้สูงอายุที่ต้องการผู้ดูแล จำนวนสถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุ จำนวนผู้สูงอายุที่อยู่บ้านที่ไม่เหมาะสม และจำนวนบ้านของผู้สูงอายุที่ได้รับการปรับปรุงจากโครงการรัฐ ที่เรียงลำดับการให้คะแนนไว้แล้วมารวมกัน เพื่อหาคะแนนเฉลี่ยในแต่ละจังหวัด เพื่อจัดอันดับจังหวัดที่มีความเปราะบางด้านที่อยู่อาศัย โดยจังหวัดที่ได้คะแนนมาก หมายถึง จังหวัดที่มีควาเปราะบางต่ำ ส่วนจังหวัดที่ได้คะแนนน้อย หมายถึง จังหวัดที่มีความเปราะบางสูง พบว่า&nbsp;</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>สกลนคร 18.79 คะแนน</li>



<li>ยโสธร 29.23 คะแนน</li>



<li>แม่ฮ่องสอน 30.11 คะแนน</li>



<li>มุกดาหาร 30.14 คะแนน</li>



<li>ปัตตานี 32.70 คะแนน</li>



<li>ระนอง 33.97 คะแนน</li>



<li>กาฬสินธุ์ 34.04 คะแนน</li>



<li>ตาก 34.11 คะแนน</li>



<li>นราธิวาส 34.34 คะแนน</li>



<li>ปราจีนบุรี 35.21 คะแนน</li>
</ol>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านที่อยู่อาศัย-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5992" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านที่อยู่อาศัย-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านที่อยู่อาศัย-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านที่อยู่อาศัย-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านที่อยู่อาศัย-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านที่อยู่อาศัย-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านที่อยู่อาศัย-2048x2048.png 2048w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านที่อยู่อาศัย-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่ภาพรวมรายภาค_ด้านที่อยู่อาศัย-100x100.png 100w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านที่อยู่อาศัยสูงสุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 43.05 คะแนน ตามด้วยภาคใต้ 48.73 คะแนน ภาคตะวันออก 49.15 คะแนน ภาคกลาง 52.45 คะแนน ภาคเหนือ 53.49 คะแนน และภาคตะวันตก 55.24 คะแนน</p>



<p>หากพิจารณาเป็นพื้นที่รายจังหวัด พบว่าใน 10 อันดับแรก มีจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง 4 จังหวัดด้วยกันที่เป็นพื้นที่เปราะบางด้านที่อยู่อาศัย ได้แก่ สกลนคร ยโสธร มุกดาหาร และกาฬสินธุ์ และไม่มีจังหวัดที่อยู่ใน 10 อันดับแรกของจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุดในนี้ โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางในด้านที่อยู่อาศัยสูงสุด คือ สกลนคร 18.79 คะแนน ในขณะที่น้อยที่สุดคือ ขอนแก่น 71.39 คะแนน</p>



<h3 class="wp-block-heading">บทสรุปพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงอายุในประเทศไทย จังหวัดไหนเปราะบางมาก-น้อย ที่สุด&nbsp;</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สรุป-3-มิติ-10-อันดับ-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5993" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สรุป-3-มิติ-10-อันดับ-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สรุป-3-มิติ-10-อันดับ-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สรุป-3-มิติ-10-อันดับ-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/info_สูงอายุ-สสส_สรุป-3-มิติ-10-อันดับ-768x768.png 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>เมื่อนำข้อมูลที่เรียงลำดับการให้คะแนนของทั้ง 3 ด้าน คือสุขภาพ เศรษฐกิจ และที่อยู่อาศัย มารวมกัน เพื่อหาคะแนนเฉลี่ยในแต่ละจังหวัด ว่าจังหวัดใดมีความเปราะบางต่อผู้สูงอายุสูงที่สุด&nbsp; โดยจังหวัดที่ได้คะแนนมาก หมายถึง จังหวัดที่มีควาเปราะบางต่ำ ส่วนจังหวัดที่ได้คะแนนน้อย หมายถึง จังหวัดที่มีความเปราะบางสูง โดยพบว่า</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>สกลนคร 41.13 คะแนน</li>



<li>กำแพงเพชร 44.27 คะแนน</li>



<li>บึงกาฬ 44.32 คะแนน</li>



<li>อำนาจเจริญ 45.22 คะแนน</li>



<li>นราธิวาส 45.32 คะแนน</li>



<li>อ่างทอง 47.44 คะแนน</li>



<li>เลย 47.47 คะแนน</li>



<li>กาฬสินธุ์ 47.93 ตะแนน</li>



<li>นครพนม 48.43 คะแนน</li>



<li>หนองบัวลำภู 48.83 คะแนน</li>
</ol>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="821" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่สรุปภาพรวม-3-มิติ-821x1024.png" alt="" class="wp-image-5994" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่สรุปภาพรวม-3-มิติ-821x1024.png 821w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่สรุปภาพรวม-3-มิติ-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่สรุปภาพรวม-3-มิติ-768x958.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่สรุปภาพรวม-3-มิติ-1231x1536.png 1231w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่สรุปภาพรวม-3-มิติ-1642x2048.png 1642w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/แผนที่สรุปภาพรวม-3-มิติ.png 1943w" sizes="(max-width: 821px) 100vw, 821px" /></figure>
</div>


<p>หากพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางสูงสุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 53.44 คะแนน ตามด้วยภาคกลาง 57.63 คะแนน ภาคเหนือ 58.14 คะแนน ภาคตะวันตก 60.07 คะแนน ภาคใต้ 60.21 คะแนน และภาคตะวันออก 60.72 คะแนน</p>



<p>หากพิจารณาในระดับจังหวัดจะพบว่า จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ใน 10 อันดับแรกถึง 6 จังหวัดด้วยกัน และมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งจังหวัดสูงที่สุด 10 อันดับแรก 1 จังหวัด คือ กำแพงเพชร โดยจะเห็นว่าจังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางสูงสุด คือ สกลนคร 41.13 คะแนน ในขณะที่น้อยที่สุดคือ ขอนแก่น 75.83 คะแนน</p>



<p>จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่าแม้ภาคเหนือจะเป็นภาคที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรสูงที่สุดในประเทศไทย แต่เมื่อพิจารณาถึงพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงอายุ ภาคเหนือเป็นภาคที่มีความเปราะบางเฉพาะด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิตสูงที่สุด แต่หากรวมทั้ง 3 ภาค จะพบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความเปราะบางต่อผู้สูงอายุสูงสุด โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภาคที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางสูงที่สุดทั้งด้านเศรษฐกิจและที่อยู่อาศัย ส่วนด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิตภาคตะวันออกเฉียงเหนือเปราะบางเป็นอันดับสองรองจากภาคเหนือ&nbsp;</p>



<p>มากไปกว่านั้น จังหวัดที่ผู้สูงอายุมีความเปราะบางสูงที่สุด ซึ่งก็คือสกลนคร ยังไม่ใช่จังหวัดที่อยู่ใน 10 อันดับแรกมีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรสูงที่สุดอีกด้วย ดังนั้นการจะพิจารณาพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงอายุในด้านใด จึงไม่อาจพิจารณาเพียงแค่จำนวนผู้สูงอายุในพื้นที่นั้นๆ แต่เพียงอย่างเดียวได้ จำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลอื่นๆ ประกอบเพื่อให้สามารถวางแผนนโยบายในการแก้ไขปัญหาในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุได้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">สสส. มีการทำงานอย่างไรบ้าง</h3>



<p><strong>สูงวัยให้พร้อม ต้องเตรียมก่อน 40</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="486" height="607" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image.jpeg" alt="" class="wp-image-5996" style="width:328px;height:auto" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image.jpeg 486w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-240x300.jpeg 240w" sizes="(max-width: 486px) 100vw, 486px" /></figure>
</div>


<p>หลังประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สนับสนุนให้ประชาชนเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่สังคมสูงอายุ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้สูงอายุอย่างมีสุขภาวะที่ดี ทั้งการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ และทำโครงการร่วมกับองค์กรหรือหน่วยงานอื่นๆ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักถึงการเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับประชาชน</p>



<p>ในด้านสุขภาพ สสส. ทำโครงการ “สูงวัยให้พร้อม ต้องเตรียมก่อน 40” เชิญชวนคนไทยหันมาดูแลตัวเองก่อนจะอายุ 40 ปี ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อชีวิตที่สภาพร่างกายเริ่มเสื่อมถอย เพื่อสร้างความตระหนักให้กับประชาชนทั่วไปที่กำลังจะเข้าสู่อายุ 40 ปี จำเป็นต้องเริ่มดูแลตัวเองและเตรียมความพร้อม เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตดีหลังเกษียณ และร่วมกับมูลนิธิหมอชาวบ้าน จัดทำ <a href="https://creativehealthcampaign.thaihealth.or.th/microsite/healthyfamily/Inclusive/%C3%A0%C2%B8%C2%AA%C3%A0%C2%B8%C2%B9%C3%A0%C2%B8%C2%87%C3%A0%C2%B8%C2%A7%C3%A0%C2%B8%C2%B1%C3%A0%C2%B8%C2%A2%C3%A0%C2%B9%C2%83%C3%A0%C2%B8%C2%AB%C3%A0%C2%B9%C2%89%C3%A0%C2%B8%C2%9E%C3%A0%C2%B8%C2%A3%C3%A0%C2%B9%C2%89%C3%A0%C2%B8%C2%AD%C3%A0%C2%B8%C2%A1%C3%A0%C2%B8%C2%81%C3%A0%C2%B9%C2%88%C3%A0%C2%B8%C2%AD%C3%A0%C2%B8%C2%9940/content/4385">“คู่มือ พลิกจังหวะชีวิต 40 เริ่มยังทัน!”</a> คู่มือเตรียมความพร้อม เสริมสร้างภูมิคุ้มกับให้ประชาชนในการวางแผนการเกษียณ</p>



<p><strong>เดินดีไปด้วยกัน</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="651" height="434" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-11.jpeg" alt="" class="wp-image-6014" style="width:362px;height:auto" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-11.jpeg 651w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-11-300x200.jpeg 300w" sizes="(max-width: 651px) 100vw, 651px" /></figure>
</div>


<p>จากปัญหาการพลัด ตก หกล้ม ในกลุ่มผู้สูงอายุที่ทำให้ผู้สูงอายุเสี่ยงต่อภาวะกระดูกหัก&nbsp; สสส. เริ่มโครงการต้นแบบ ‘เดินดีไปด้วยกัน’ ร่วมกับคณะแพทย์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย และสมาคมออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวังและป้องกันกระดูกหักในผู้สูงอายุ โดยมีระบบสารสนเทศต้นแบบการดูแลและเฝ้าระวังผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยง ซึ่งต่อยอดขยายผลมาจาก ‘น่านโมเดล’ ผ่านเทคโนโลยีและระบบป้องกันที่มีประสิทธิภาพ มีการบูรณาการข้อมูลสุขภาพและเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีให้ผู้สูงอายุ โดยผลการดำเนินงานในพื้นที่นำร่อง 11 จังหวัด 1 เขต พบว่า อัตราการล้มใหม่และล้มซ้ำ ลดลง 10% อัตราการเสียชีวิต 1 ปีหลังกระดูกสะโพกหักและได้รับการผ่าตัดเหลือเพียง 15% มีผู้สูงอายุเข้าถึงมาตรการประเมินความเสี่ยงและการติดตาม 70% ของพื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการ</p>



<p><strong>หลักสูตรสูงวัยรู้ทันสื่อ</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="671" height="447" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-10.jpeg" alt="" class="wp-image-6013" style="width:390px;height:auto" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-10.jpeg 671w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-10-300x200.jpeg 300w" sizes="(max-width: 671px) 100vw, 671px" /></figure>
</div>


<p>สสส. ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายต่างๆ ประกอบด้วย สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล กลุ่มคนตัว D บริษัททำมาปัน กรมกิจการผู้สูงอายุ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ทำโครงการ ‘พัฒนากลไกต้นแบบอาสาสูงวัยเฝ้าระวังสื่อเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัย’ เพื่อส่งเสริมความรู้และทักษะในการใช้สื่ออย่างรู้เท่าทันให้ผู้สูงอายุสามารถแยกแยะกลั่นกรองว่าข้อมูลใดเชื่อถือได้ และมองเห็นผลกระทบของสื่อต่อตนเองและผู้อื่น ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในการใช้ชีวิตยุคดิจิทัล รวมถึงการรู้เท่าทันข่าวปลอมในด้านต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และการแพทย์&nbsp;</p>



<p>หลักสูตรทั้งหมดถูกสร้างขึ้นบนฐานขององค์ความรู้ทางวิชาการ และถ่ายทอดออกมาในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เหมาะกับผู้สูงอายุ แกนกลางของหลักสูตรอยู่ที่เรื่องการรู้ทันสื่อ (Media Literacy) ซึ่งเป็นแนวคิดและทักษะที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถสื่อสารได้อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ ไม่ตกเป็น “เหยื่อ” ของผู้ไม่หวังดีในกระบวนการสื่อสาร</p>



<p>ผลการดำเนินโครงการทำให้เกิดผลลัพธ์ต้นแบบกลไกเฝ้าระวังสื่อสำหรับผู้สูงวัยใน 10 พื้นที่ ซึ่งมีทั้งในระดับชุมชน และระดับจังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี พะเยา สุรินทร์ เลย กระบี่ และตรัง รวมถึงระดับพื้นที่ 3 จังหวัด (4 พื้นที่) ได้แก่ พื้นที่ด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี พื้นที่เชียงรากน้อย จังหวัดปทุมธานี พื้นที่ร่มเกล้า และพื้นที่ยานนาวา กรุงเทพฯ</p>



<p>นอกจากนี้การประเมินผลหลังโครงการยังพบว่า กลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้สูงวัยใน 10 พื้นที่มีทักษะการเท่าทันสื่อเพิ่มขึ้น โดยสามารถคิดวิเคราะห์และรู้ทันการหลอกลวงของมิจฉาชีพผ่านช่องทางสื่อต่างๆ โดยโครงการฯได้จัดเวทีการถอดบทเรียนและสื่อสารสาธารณะ รวมทั้งการจัดทำรายงานและสื่อต่างๆ เพื่อนำเสนอสู่สาธารณชนในประเด็นของการสร้างระบบนิเวศสื่อที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุเป็นที่เรียบร้อย</p>



<p><strong>ชมรมสูงวัยเข้มแข็ง</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="685" height="457" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-8.jpeg" alt="" class="wp-image-6011" style="width:379px;height:auto" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-8.jpeg 685w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-8-300x200.jpeg 300w" sizes="(max-width: 685px) 100vw, 685px" /></figure>
</div>


<p>สสส. ร่วมกับ สมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนผลักดัน ‘ชมรมผู้สูงอายุเข้มแข็ง’ ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสุขภาวะของผู้สูงอายุในระดับพื้นที่ เสริมสร้างผู้สูงอายุให้เข้มแข็ง ชุมชนมั่นคง ลดความเหลื่อมล้ำผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบาง&nbsp;</p>



<p>การดำเนินกิจกรรมภายในชมรมครอบคลุม 4 มิติ ทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสภาพแวดล้อม เช่น กิจกรรมออกกำลังกาย จิตอาสา ออมเงิน โรงเรียนผู้สูงอายุ และกิจกรรมฟื้นฟู โดยมีเป้าหมายขยายให้ครอบคลุมถึง 3,000 ชมรมภายในปี 2570 เพื่อให้ผู้สูงอายุกว่า 600,000 คน ได้มีสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบาง และหวังว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้เกิด ‘ระบบดูแลผู้สูงอายุในชุมชนโดยชุมชน’ ที่เดินหน้าอย่างเป็นระบบร่วมกัน พัฒนาให้ชมรมผู้สูงอายุเป็นแกนกลางของการดูแลสุขภาวะในทุกพื้นที่ได้ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมสู่ ‘สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์’ ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง&nbsp;</p>



<p><strong>ธนาคารเวลา</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="700" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-6-700x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-6009" style="width:298px;height:auto" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-6-700x1024.jpeg 700w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-6-205x300.jpeg 205w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-6-768x1123.jpeg 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-6.jpeg 824w" sizes="(max-width: 700px) 100vw, 700px" /></figure>
</div>


<p>ในด้านเศรษฐกิจ สสส. สนับสนุนโครงการ ‘ธนาคารเวลา’ เพื่อพัฒนานวัตกรรมระบบ กลไกต่างๆ เพื่อรองรับสังคมสูงอายุให้เกิดกลไกและนโยบายที่สามารถกำเนินงานอย่างยั่งยืน ในการช่วยเหลือกัน สร้างความเท่าเทียมในสังคม รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการขยายแนวคิดและโอกาสในการทำงานสร้างเสริมสุขภาพ&nbsp;</p>



<p>บทบาทหลักของ สสส.ในการดำเนินงานธนาคารเวลา คือ การสนับสนุนงานวิชาการและงานวิจัยศึกษา และสนับสนุนภาคีเครือข่ายที่มีความสนใจหาแนวคิดใหม่ในการช่วยเหลือดูแลผู้สูงอายุ โดยการสร้างต้นแบบการดำเนินงานในพื้นที่นำร่อง&nbsp;</p>



<p>การดำเนินงานธนาคารเวลาในพื้นที่นำร่องของภาคีเครือข่าย ถือว่าบรรลุเป้าหมายหลักของ สสส. ในการพัฒนาการทำงานจากพื้นที่นำร่องไปสู่การเป็นพื้นที่ต้นแบบ และเริ่มดำเนินงานขยายผล มีหน่วยงานต่างๆ ให้ความสนใจที่จะนำกลไกธนาคารเวลาไปใช้เสริมการทำงานในองค์กร โดยเฉพาะในระดับชุมชนที่ทำงานใกล้ชิดกับผู้สูงอายุ อีกทั้งยังมีการยกระดับการทำงานในพื้นที่เดิมให้สามารถดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนมากขึ้น ในอนาคตจะมีการพัฒนา ‘ธนาคารเวลากลาง’ สำหรับช่วยหนุนเสริมหรือเป็นตัวกลางในการประสานเชื่อมโยงให้เกิด ‘เครือข่ายธนาคารเวลา’ และสามารถแลกเปลี่ยนเวลาข้ามธนาคารได้</p>



<p><strong>สนับสนุน Universal Design</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="680" height="454" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-7.jpeg" alt="" class="wp-image-6010" style="width:411px;height:auto" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-7.jpeg 680w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/10/image-7-300x200.jpeg 300w" sizes="(max-width: 680px) 100vw, 680px" /></figure>
</div>


<p>ในด้านที่อยู่อาศัย สสส. ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เครือข่ายคนพิการ เครือข่ายผู้สูงอายุ ซึ่งร่วมพัฒนาและขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี 2565 ในการปรับสภาพแวดล้อมและจัดสิ่งอำนวยความสะดวกในสถานที่สาธารณะ เช่น แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ตามแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) โดยมีโครงการสำคัญคือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>จัดตั้งศูนย์การออกแบบเพื่อทุกคน (UDC) ในมหาวิทยาลัย 16 แห่ง ให้คำปรึกษาผู้สูงอายุและคนพิการมากกว่า 68,475 คน และเกิดการปรับสภาพแวดล้อมบ้านแล้วกว่า 200 หลัง สร้างช่างชุมชนต้นแบบ 57 คน และครูช่าง 15 คน เพื่อทำงานปรับสภาพแวดล้อมบ้าน/ชุมชนอย่างถูกหลัก UD</li>



<li>ขยายเครือข่ายขนส่งมวลชนพึ่งได้ (T4A)</li>



<li>ผลักดันระบบรางให้เพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกทุกสถานี และพัฒนาโมเดลเมืองเดินได้ เช่น สกายวอล์ค-สกายพาร์คบางกะปิ สู่ Smart City</li>



<li>เดินหน้าการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล สนับสนุนการจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล 5 จังหวัด ได้แก่ น่าน อุดรธานี พระนครศรีอยุธยา สงขลา และกรุงเทพฯ พัฒนาเครื่องมือข้อมูลสาธารณะ เช่น แอปฯ/ไลน์บอต ‘เมืองใจดี’ เพื่อแผนที่สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับทุกคน</li>



<li>ระดมพลังทูตอารยสถาปัตย์และอาสากว่า 300 คน รณรงค์ให้เกิดการปรับสภาพแวดล้อมและจัดสิ่งอำนวยความสะดวกในสถานที่สาธารณะต่างๆ ให้ใช้งานได้จริง สะดวก และปลอดภัย</li>
</ol>



<h3 class="wp-block-heading">อ้างอิง</h3>



<p>ข้อมูลการจัดที่พักอาศัยของผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ</p>



<p>รายงานการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 ระดับจังหวัด สำนักงานสถิติแห่งชาติ</p>



<p>ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC) กระทรวงสาธารณสุข</p>



<p>รายงานข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุข ประจำปี 2567 กระทรวงสาธารณสุข</p>



<p>รายงานสถานประกอบการการดูแลผู้สูงอายุ กรมสนับสนุนการบริการสุขภาพ กรมกิจการผู้สูงอายุ</p>



<p>สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย (2567)</p>



<p>ดูข้อมูลที่ <a href="https://rocketmedialab.co/database-frailty-old-age/">https://rocketmedialab.co/database-frailty-old-age/</a></p>



<p><a href="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/11/ebook-frailty-old-age.pdf">อ่านเวอร์ชัน E-Book ที่นี่</a></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/frailty-old-age/">สำรวจความเปราะบางผู้สูงอายุ: สกลนครติดอันดับเสี่ยงที่สุด ขอนแก่นน้อยสุด ส่วนกรุงเทพฯ อยู่เกือบท้ายตาราง</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความเปราะบางของผู้สูงอายุ [ข้อมูลดิบ]</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/database-frailty-old-age/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Nov 2025 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[database]]></category>
		<category><![CDATA[future]]></category>
		<category><![CDATA[RMLxThaiHealth]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้สูงอายุ]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมผู้สูงอายุ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=6018</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3586;&#3657;&#3629;&#3617;&#3641;&#3621;&#3588;&#3623 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/database-frailty-old-age/">ความเปราะบางของผู้สูงอายุ [ข้อมูลดิบ]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ข้อมูลความเปราะบางของผู้สูงอายุในประเทศไทย ประกอบไปด้วย ข้อมูลมิติสุขภาพ มิติเศรษฐกิจ และมิติที่อยู่อาศัย</p>



<iframe src="https://docs.google.com/spreadsheets/d/e/2PACX-1vSAA9Nv1UrY88qqtzQ82Dk2Ix-w_ZQSsGdnr2V37NLqvFVNEq_xSrfnCZa22bHaeUgPFvAbLc9K73H_/pubhtml?widget=true&amp;headers=false"></iframe>



<p><a href="https://docs.google.com/spreadsheets/d/1-1JHRo8ocob5A0jccjTet2SWMwlApxSdFKo7Jpi-0lU/edit?gid=1281492106#gid=1281492106">ดาวน์โหลดที่นี่</a></p>



<p>อ่าน <a href="https://rocketmedialab.co/frailty-old-age/">สำรวจพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงอายุ : สกลนครเปราะบางสูงสุด ต่ำที่สุดคือขอนแก่น กรุงเทพฯ เปราะบางต่ำ รั้งอันดับ 75</a></p>



<p></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/database-frailty-old-age/">ความเปราะบางของผู้สูงอายุ [ข้อมูลดิบ]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สำรวจพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงอายุทั้งในมิติด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และที่อยู่อาศัย [E-Book]</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/ebook-frailty-old-age/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Nov 2025 03:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[future]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[RMLxThaiHealth]]></category>
		<category><![CDATA[ความเปราะบาง]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้สูงอายุ]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมผู้สูงอายุ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=6022</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3604;&#3634;&#3623;&#3609;&#3660;&#3650;&#3627;&#3621 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/ebook-frailty-old-age/">สำรวจพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงอายุทั้งในมิติด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และที่อยู่อาศัย [E-Book]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[

		
		<div id="ep-gutenberg-content-90b2de11f746cc8d7d45c1ea0d588ddb" class="ep-gutenberg-content ep-aligncenter  ep-percentage-width   ep-content-protection-disabled ">
			<div class="embedpress-inner-iframe emebedpress-unit-percent ep-doc-90b2de11f746cc8d7d45c1ea0d588ddb"  style="max-width:100%" id="embedpress-pdf-1764050420984">
				<div >
					<div class="ep-embed-content-wraper"><div class="position-right-wraper gutenberg-pdf-wraper"><iframe title="ebook-frailty-old-age" class="embedpress-embed-document-pdf embedpress-pdf-1764050420984" style="width:600px;height:600px; max-width:100%; display: inline-block" src="https://rocketmedialab.co/wp-admin/admin-ajax.php?action=get_viewer&#038;file=https%3A%2F%2Frocketmedialab.co%2Fwp-content%2Fuploads%2F2025%2F11%2Febook-frailty-old-age.pdf#key=dGhlbWVNb2RlPWRlZmF1bHQmdG9vbGJhcj10cnVlJnBvc2l0aW9uPXRvcCZwcmVzZW50YXRpb249dHJ1ZSZsYXp5TG9hZD1mYWxzZSZkb3dubG9hZD10cnVlJmNvcHlfdGV4dD10cnVlJmFkZF90ZXh0PXRydWUmZHJhdz1mYWxzZSZkb2Nfcm90YXRpb249dHJ1ZSZhZGRfaW1hZ2U9dHJ1ZSZkb2NfZGV0YWlscz10cnVlJnpvb21faW49dHJ1ZSZ6b29tX291dD10cnVlJmZpdF92aWV3PXRydWUmYm9va21hcms9dHJ1ZSZmbGlwYm9va190b29sYmFyX3Bvc2l0aW9uPWJvdHRvbSZzZWxlY3Rpb25fdG9vbD0wJnNjcm9sbGluZz0tMSZzcHJlYWRzPS0x" frameborder="0" oncontextmenu="return false;"></iframe> <p class="embedpress-el-powered">Powered By EmbedPress</p></div></div>
									</div>
			</div>
		</div>
	


<p><a href="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/11/ebook-frailty-old-age.pdf">ดาวน์โหลดที่นี่</a></p>



<p>อ่านเวอร์ชั่นเว็บที่ <a href="https://rocketmedialab.co/frailty-old-age/">https://rocketmedialab.co/frailty-old-age/</a></p>



<p></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/ebook-frailty-old-age/">สำรวจพื้นที่เปราะบางต่อผู้สูงอายุทั้งในมิติด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และที่อยู่อาศัย [E-Book]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไตแลนด์ : เมื่อการกินนัว กินหวาน เสี่ยงสะเทือน ‘ไต’</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/kidney-disease/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 30 Jun 2025 03:40:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[future]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[RMLxThaiHealth]]></category>
		<category><![CDATA[กินเค็ม]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำตาล]]></category>
		<category><![CDATA[บุคลากรทางการแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีความเค็ม]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องฟอกไต]]></category>
		<category><![CDATA[แพทย์เฉพาะทาง]]></category>
		<category><![CDATA[โรคไต]]></category>
		<category><![CDATA[โรคไตเรื้อรัง]]></category>
		<category><![CDATA[ไตวาย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=5679</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3592;&#3634;&#3585;&#3585;&#3634;&#3619;&#3607;&#3637 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/kidney-disease/">ไตแลนด์ : เมื่อการกินนัว กินหวาน เสี่ยงสะเทือน ‘ไต’</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p></p>



<p>จากการที่ประเทศไทยกำลังจะมีนโยบายจัดเก็บภาษีความเค็ม โดยคาดว่าจะถูกนำมาใช้ในปี 2568 นี้ ซึ่งหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดแนวความคิดการจัดเก็บภาษีความเค็มก็คือแนวโน้มผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังและผู้ที่เสียชีวิตจากโรคไตเรื้อรังที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งนอกจากการสูญเสียแล้ว ยังเป็นภาระทางสาธารณสุขที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในอนาคตที่ประเทศไทยจะมีผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้น ขณะที่โรคไตเรื้อรังนั้นเกิดในผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก</p>



<p>Rocket Media Lab ร่วมกับ สสส. ชวนทบทวนสถานการณ์ของโรคไตในปัจจุบันไปจนถึงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมข้อเสนอทางนโยบายและการนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมซึ่งอาจจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคไตเรื้อรังได้&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาระทางสาธารณสุขอันหนักอึ้งของไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/1-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5691" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/1-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/1-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/1-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/1-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/1-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/1-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/1-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/1.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>จากข้อมูลระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ในปี 2567 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังทุกระยะมากที่สุด 519,618 คน คิดเป็น 34.78% จากจำนวนผู้ป่วยไตเรื้อรังทุกระยะ 1,493,931 คน รองลงมาคือ ภาคกลาง 383,242 คน และภาคใต้ 209,603 คน แต่ถึงอย่างนั้น หากเทียบกับจำนวนประชากรสัญชาติไทยของแต่ละภาค จะพบว่า ภาคที่พบอัตราผู้ป่วยต่อประชากรหนึ่งแสนคนมากที่สุด ได้แก่ ภาคเหนือ 3,485.51 คน&nbsp;รองลงมาคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/2-1-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5692" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/2-1-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/2-1-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/2-1-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/2-1-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/2-1-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/2-1-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/2-1-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/2-1.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>แต่หากเราพิจารณาที่ผู้ป่วยระยะที่ 4 และ 5 ซึ่งจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการรักษาโดยการฟอกไต จะพบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในระยะที่ 4 และ 5 มากที่สุด นอกจากนั้น หากพิจารณาจากตัวเลขการเสียชีวิตจากโรคไตเรื้อรังยังพบว่าพบมากในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยในปี 2566 มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคไตเรื้อรังในช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไปมากถึง 8,922 คน และมากที่สุดในทุกช่วงอายุ&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/3-1-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5693" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/3-1-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/3-1-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/3-1-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/3-1-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/3-1-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/3-1-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/3-1-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/3-1.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>หากมองไปยังอนาคตเพื่อคาดการณ์ภาระทางสาธารณสุขที่จะเกิดขึ้นจากทั้งผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง รวมไปถึงการเสียชีวิตจากโรคไตเรื้อรังที่มักเกิดขึ้นในผู้สูงอายุ ก็จะพบว่า ในปี 2567 ประเทศไทยมีประชากรผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปทั้งสิ้น 14,027,411 คน และมีจำนวนมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ 4,223,653 คน หรือคิดเป็น 30.1%&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/4-1-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5694" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/4-1-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/4-1-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/4-1-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/4-1-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/4-1-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/4-1-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/4-1-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/4-1.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>ไม่เพียงแค่นั้น เมื่อพิจารณาอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง จากข้อมูลระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ในปี 2566 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีผู้เสียชีวิตจากโรคไตเรื้อรังมากที่สุด 4,705 คน หรือมีจำนวนผู้เสียชีวิตต่อประชากรแสนคนอยู่ที่ 472.91 คน&nbsp;และหากย้อนดูสถิติจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคไตเรื้อรังตั้งแต่ปี 2561-2566 จะพบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็ยังเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีผู้เสียชีวิตจากโรคไตเรื้อรัง 26,987 คน หรือคิดเป็นจำนวนผู้เสียชีวิตต่อประชากรแสนคนอยู่ที่ 443.54 คน</p>



<p>จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันทั้งจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคไตเรื้อรัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงเป็นพื้นที่ที่ควรเฝ้าระวังเนื่องด้วยมีจำนวนผู้ป้วยและผู้เสียชีวิตจากโรคไตเรื้อรังมากที่สุดมาโดยตลอด และหากมองไปยังอนาคต การที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแนวโน้มจะมีผู้สูงอายุมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับภาคอื่นๆ ของประเทศไทย จึงทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพื้นที่ที่หน่วยงานทางสาธารณสุขควรมุ่งเน้นการเฝ้าระวังเพื่อรับมือในประเด็นต่างๆ อาทิ การคัดกรองกลุ่มเสี่ยง การเก็บข้อมูลสุขภาพ การติดตามค่าทางคลินิก การส่งต่อผู้ป่วยสู่ระบบริการสุขภาพ ตลอดจนการส่งเสริมสุขภาพเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อชะลอการเสื่อมของไต เป็นพิเศษเพื่อบรรเทาสถานการณ์ปัญหา</p>



<h3 class="wp-block-heading">อะไรที่ทำให้เป็นโรคไตเรื้อรัง และทำไมโรคไตเรื้อรังถึงน่าเป็นห่วง&nbsp;</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/5-1-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5695" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/5-1-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/5-1-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/5-1-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/5-1-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/5-1-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/5-1-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/5-1-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/5-1.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>โรคไตเรื้อรังเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ของไทย ถึงแม้ว่าเมื่อพูดถึงโรค NCDs เรามักจะคิดว่า โรคมะเร็งเป็นโรคที่ร้ายแรงที่สุด เนื่องด้วยพบว่าโรคมะเร็งถือเป็นโรคที่มีการสูญเสียปีสุขภาวะสูงที่สุดในปี 2564 โดยมีการสูญเสีย 3.01 ล้านปี หรือคิดเป็นสัดส่วน 20% ของการสูญเสียปีสุขภาวะจากโรค NCDs ทั้งหมด รองลงมาเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจที่มีสัดส่วน 19.3% และโรคไตเรื้อรังที่สัดส่วน 11.7%</p>



<p>แต่เมื่อพิจารณาการขยายตัวของการสูญเสียปีสุขภาวะ จากรายงานภาวะสังคมไทย โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกลับพบว่า โรคไตเรื้อรังเป็นโรคที่มีการสูญเสียเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยระหว่างปี 2534 – 2564 โรคไตเรื้อรังมีการสูญเสียปีสุขภาวะเพิ่มขึ้นถึง 3.14 เท่า สูงกว่าโรคมะเร็งและโรคหลอดเลือดหัวใจที่เพิ่มขึ้น 2 เท่า และ 1.8 เท่าตามลำดับ นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกันกับอัตราการเสียชีวิต</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/6-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5696" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/6-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/6-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/6-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/6-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/6-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/6-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/6-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/6.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>จากรายงานผลการลงทะเบียนการรักษาด้วยการบำบัดทดแทนไตของสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย (Thailand Renal Replacement Therapy Registry Report) ในปี 2563 ซึ่งทำการศึกษาข้อมูลของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการบำบัดทดแทนไต จากหน่วยไตเทียมต่างๆ ในประเทศไทย พบว่าสาเหตุของโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายของผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดทดแทนไตจากสถานพยาบาลที่ให้บริการการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม เกิดจากโรคความดันโลหิตสูงมากที่สุด 42.30% รองลงมาคือโรคเบาหวาน 41.50% ตามมาด้วยไม่ทราบที่มาของโรค 8.49% โรคหลอดเลือดฝอยไตอักเสบ 1.73% และโรคนิ่วในไต 1.25%&nbsp;</p>



<p>ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าหากเราจะคาดการณ์แนวโน้มของผู้เสียชีวิตจากโรคไตเรื้อรัง จำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิต ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายมากที่สุดกว่า 50% นั้น น่าจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงแนวโน้มในอนาคตได้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/7-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5697" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/7-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/7-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/7-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/7-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/7-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/7-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/7-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/7.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>จากข้อมูลผู้ป่วยเบาหวานที่ขึ้นทะเบียนและมารับการรักษาต่อเนื่อง ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC) กระทรวงสาธารณสุข&nbsp; พบว่า ในปี 2567 ประเทศไทยมีผู้ป่วยเบาหวานรวม 3,640,410 คน โดยพบมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1,373,637 คน รองลงมาก็คือภาคกลางและภาคใต้&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/8-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5698" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/8-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/8-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/8-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/8-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/8-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/8-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/8-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/8.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>ในขณะที่จำนวนผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงนั้น ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือพบผู้ป่วยมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2,337,605 คน จาก 7,347,670 คน ทั่วประเทศ รองลงมาก็คือภาคกลาง และภาคใต้ จะเห็นได้ว่าจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น สัมพันธ์กันกับจำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะเดียวกัน จากตัวเลขนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า ในอนาคตภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะยิ่งรับภาระผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังหนักมากขึ้น จากการที่มีผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไตเรื้อรัง สูงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ</p>



<p>ไม่เพียงแค่ภาระทางสาธารณสุขที่เกิดขึ้นจากจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่เมื่อหันกลับมาดูที่บุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลด้านโรคไตเรื้อรังนั้น ยังพบว่า ในปี 2566 ประเทศไทยมีจำนวนแพทย์อายุรศาสตร์โรคไต จำนวน 641 คน ในขณะที่ในปี 2567 ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมีจำนวนถึง 1,493,931 คน นั่นเท่ากับว่า แพทย์ 1 คน ต้องดูแลผู้ป่วยถึง 2,331 คน โดยภาคที่มีจำนวนแพทย์ด้านโรคไตมากที่สุดคือภาคกลาง 361 คน รองลงมาคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 102 คน และภาคใต้ 55 คน&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/9-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5699" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/9-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/9-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/9-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/9-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/9-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/9-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/9-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/9.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>หากเปรียบเทียบจำนวนผู้ป่วยและแพทย์เฉพาะทางที่ต้องดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในแต่ละภาค จะพบว่าภาคที่แพทย์น้อยที่สุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แพทย์ 19.63 คนต่อผู้ป่วยแสนคน รองลงมาคือ ภาคเหนือ และภาคใต้ ถึงแม้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมากที่สุด แต่กลับพบว่า ไม่ได้มีจำนวนแพทย์ด้านโรคไตเยอะที่สุด สถานการณ์นี้ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือยิ่งมีแนวโน้มที่น่าเป็นห่วงมากขึ้น</p>



<p>อีกประเด็นที่มีความสำคัญคือ ศูนย์ฟอกไตและเครื่องฟอกไต ที่ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในระยะที่ 4 และ 5 จำเป็นต้องใช้เมื่อไตไม่สามารถกำจัดของเสียออกจากร่างกายได้เช่นเดิม สารพิษและของเสียต่างๆ จะถูกสะสมหรือคั่งค้างอยู่ในร่างกายอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว “การฟอกไต” จึงเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาเพื่อบำบัดการทำงานระบบขับของเสียของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ให้สามารถกำจัดของเสียออกจากร่างกายได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด เนื่องจากไตสามารถทำงานได้น้อยกว่า 30% ไปแล้ว</p>



<p>หากอ้างอิงตัวเลขผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ระยะที่ 4 และ 5 จากปี 2567 ซึ่งเป็นผู้ป่วยในระยะที่มีความจำเป็นต้องเริ่มมีการรักษาด้วยการฟอกไต จะพบว่า มีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในระยะที่ 4 จำนวน 179,401 คน และผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในระยะที่ 5 จำนวน 115,290 คน รวมแล้วมีผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการฟอกไตกว่า 294,691 คน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/10-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5700" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/10-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/10-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/10-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/10-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/10-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/10-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/10-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/10.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>สำหรับศูนย์ฟอกไตนั้น จากข้อมูลของระบบค้นหาหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สปสช. พบหน่วยบำบัดทดแทนไต ทั้งหมด 1,039 หน่วย แบ่งได้เป็นหน่วยบำบัดทดแทนไตในประเภทปลูกถ่ายไต (28 หน่วย), ล้างไตผ่านทางช่องท้อง (284 หน่วย), ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (998 หน่วย) (ทั้งนี้ แต่ละหน่วยบริการอาจมีบริการฟอกไตมากกว่า 1 ประเภท) ซึ่งจะพบว่าจำนวนหน่วยบำบัดทดแทนไต ต่อผู้ป่วยที่จำเป็นต้องฟอกไตทั่วประเทศจะได้ 283.63 คน ต่อ 1 หน่วยบำบัดทดแทนไต โดยภาคกลางมีหน่วยบำบัดทดแทนไตมากที่สุด 401 หน่วย รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/11-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5701" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/11-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/11-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/11-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/11-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/11-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/11-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/11-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/11.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>ส่วนเครื่องฟอกไตนั้น จากข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุขในปี 2566 พบว่า จำนวนเครื่องฟอกไตทั่วประเทศมีจำนวน 9,654 เครื่อง โดยภาคกลางมีจำนวนเครื่องฟอกไตมากที่สุด 3,940 เครื่อง รองลงมาคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือตามลำดับ ซึ่งหากนำจำนวนเครื่้องฟอกไตมาหารเฉลี่ยกับผู้ป่วยระยะที่ 4-5 ที่จำเป็นต้องฟอกไตรายภาคแล้ว จะพบว่าภาคที่เครื่องฟอกไตต้องรองรับผู้ป่วยมากที่สุดคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดย 1 เครื่องต้องรองรับผู้ป่วย 47 คน รองลงมาคือภาคใต้ และภาคเหนือ ซึ่งยิ่งตอกย้ำภาระทางสาธารณสุขของภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่น่ากังวลทั้งในปัจจุบันและอนาคตมากขึ้นไปอีก&nbsp;</p>



<p>ไม่เพียงแค่นั้น หากจะพิจารณาถึงความเพียงพอระหว่างผู้ป่วยที่ต้องฟอกไตกับจำนวนเครื่องฟอกไตที่มี โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่ว่าผู้ป่วยไตวายที่ต้องบำบัดด้วยการฟอกเลือดล้างไตจะต้องล้างวันละ 4 – 5 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง หรือใน 1 วัน ตามเวลาราชการ 8:30 – 16:30 น. จะทำการฟอกไตผู้ป่วยได้เพียง 2 คนต่อวันในเวลาราชการ ต่อ 1 เครื่องฟอกไต และอาจจะสามารถฟอกได้ เพียง 4-6 คน ต่อสัปดาห์ ต่อการให้บริการ 1 เครื่อง หากมีการจัดคิวฟอกไตอย่างเป็นระบบ&nbsp;</p>



<p>การคำนวณอัตราการให้บริการเครื่องฟอกไต หากมีการให้บริการตามเวลาราชการ 8:30 – 16:30 น. (8 ชั่วโมง) ซึ่งสถานบริการฟอกไตส่วนใหญ่มักเปิดทำการ 6 วันต่อสัปดาห์ จะเท่ากับ 1 x 2 x 6 = 12 ครั้ง ต่อสัปดาห์ สำหรับ 1 เครื่อง (ไม่นับรวมกรุงเทพฯ ที่บางโรงพยาบาลสามารถให้บริการนอกเวลาได้) จะพบว่ามีเพียงพื้นที่กรุงเทพฯ เท่านั้น ที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะสามารถรองรับความต้องการฟอกไตของผู้ป่วยไตเรื้อรังในระยะที่ 4 &#8211; 5 ได้ ในขณะที่จังหวัดอื่นๆ อาจมีไม่เพียงพอ&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้ หากคำนวณค่าใช้จ่ายสำหรับการฟอกไต สำหรับการฟอกไตในส่วนของการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเพียงอย่างเดียว ด้วยจำนวนผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง กว่า 63,352 คน ซึ่งผู้ป่วย 1 คน มีค่าใช้จ่ายต่อปีอยู่ที่ 160,000-170,000 บาท แล้วนั้น จะพบว่าต้องใช้งบประมาณมากกว่า 10,136,320,000 &#8211; 10,769,840,000 บาท ซึ่งนี่เป็นเพียงตัวเลขจากผู้มีสิทธิบัตรทอง ที่สามารถเข้าถึงการล้างไตด้วยการฟอกเลือดโดยเครื่องไตเทียม ได้อย่างเหมาะสมเท่านั้น แต่หากดูตัวเลขผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในระยะที่ 4 &#8211; 5 นั้น จะพบว่ามีอีกจำนวนมากที่อาจจะยังเข้าไม่ถึงการรักษาที่เหมาะสม&nbsp;</p>



<p>หากจะให้เข้าถึงการรักษาและสามารถฟอกไตได้ทุกคน เมื่อคำนวณจากผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในระยะที่ 4-5 ที่จำเป็นต้องได้รับการฟอกไตในปี 2567 ซึ่งมีทั้งหมด 294,691 คน (รวมจำนวนผู้ป่วยทั้งหมดที่ไม่ได้อยู่ในสิทธิบัตรทอง) อาจจะต้องใช้งบประมาณถึง 47,150,560,000- 50,097,470,000 บาท&nbsp;</p>



<p>และหากพิจารณาในส่วนของเครื่องฟอกไต โดยอ้างอิงข้อมูลที่ว่าสถานพยาบาลนั้นเปิดบริการ 6 วัน (ไม่รวมคลินิกฟอกไต) จะเท่ากับว่าใน 1 สัปดาห์จะล้างไตให้ผู้ป่วยได้ 4 &#8211; 6 คน หรือหากคำนวณตามจำนวนเครื่องฟอกไตที่อยู่ทั้งหมดในปัจจุบันจะรองรับผู้ป่วยได้ประมาณ 38,616 &#8211; 57,924 คน ซึ่งอาจจะทำให้มีผู้ป่วยที่อาจจะเข้าไม่ถึงการฟอกไตอย่างสม่ำเสมอ อีกกว่า 256,075 &#8211; 236,767 คนจากจำนวนผู้ป่วยที่ต้องใช้เครื่องฟอกไตทั้งหมด&nbsp;</p>



<p>ซึ่งหากอยากให้ผู้ป่วยในระยะที่ 4-5 เข้าถึงการฟอกไตด้วยการจัดหาเครื่องฟอกไตให้มีจำนวนเพียงพอต่อผู้ป่วย จะพบว่าต้องมีการจัดหาเครื่องฟอกไตเพิ่มอีกอย่างน้อย 54,365 เครื่อง ถึงจะเพียงพอต่อความต้องการของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4-5 และหากอ้างอิงราคามาตรฐานของเครื่องฟอกไตทั่วไปในราคาเครื่องละ 500,000 บาทก็จะพบว่าต้องใช้งบประมาณมากกว่า 32,009,375,000 บาท อย่างไรก็ตาม ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่เครื่องฟอกไตที่มีประสิทธิภาพสูงอาจมีราคาสูงถึง 940,000 บาท ซึ่งก็อาจจะทำให้งบประมาณที่ต้องใช้เพิ่มมากขึ้นไปอีก แต่ถึงอย่างนั้น ความพยายามจะให้ผู้ป่วยในระยะที่ 4-5 เข้าถึงการฟอกไตได้อย่างสม่ำเสมอไม่ได้มีเพียงปัจจัยในเรื่องของเครื่องฟอกไตเท่านั้น แม้จะมีงบประมาณเพื่อจัดหาเครื่องฟอกไตมากขึ้น แต่สิ่งที่ต้องเพิ่มขึ้นตามกันด้วยก็คือบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งก็ต้องใช้งบประมาณมหาศาลอีกเช่นเดียวกัน&nbsp;</p>



<p>จากข้อมูลทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงว่า วิกฤตของโรคไตเรื้อรังในประเทศไทย ไม่ได้มีเพียงแค่ประเด็นเรื่องจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงภาระทางสาธารณสุขที่ต้องดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ซึ่งปัจจุบันยังมีไม่เพียงพอ และทำให้ผู้ป่วยไม่อาจเข้าการรักษาได้อย่างสม่ำเสมอ และดูเหมือนว่าหากจำนวนผู้ป่วยยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และบุคลากรทางการแพทย์ รวมไปถึงเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ยังคงมีไม่เพียงพอเช่นนี้ก็จะทำให้โรคไตเรื้อรังยากที่จะดูแลจัดการได้ในอนาคต</p>



<h3 class="wp-block-heading">แล้วอะไรที่เป็นสาเหตุอันจะนำพาไปสู่การเป็นโรคไตเรื้อรังได้&nbsp;</h3>



<p>โรคเบาหวาน นอกจากพันธุกรรมแล้ว พฤติกรรมการใช้ชีวิตยังอาจส่งผลให้เกิดโรคเบาหวานได้อีกด้วย โดยเฉพาะการรับประทานของหวานมากเกินไปจนเกิดภาวะน้ำหนักเกิน และทำให้มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง การบริโภคความหวานจึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่อาจก่อให้เกิดโรคเบาหวานได้ และอาจนำไปสู่การเป็นโรคไตเรื้อรังได้เช่นเดียวกัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/12-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5702" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/12-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/12-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/12-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/12-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/12-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/12-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/12-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/12.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>จากข้อมูลของสำนักคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ที่แสดงให้เห็นถึงการบริโภคน้ำตาลทางอ้อมภายในประเทศของคนไทยพบว่า ในปี 2565 คนไทยบริโภคน้ำตาล 25.4 ช้อนชา/วัน (จากการคำนวณโดยน้ำตาล 1 ช้อนชา = 4 กรัม) เกินกว่าที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดปริมาณการบริโภคน้ำตาลไว้ที่ไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา กว่า 4 เท่า</p>



<p>นอกจากพฤติกรรมติดหวานของคนไทยแล้ว ยังพบว่า พฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนไทยยังมีการ ‘ติดเค็ม’ อีกด้วย ซึ่งการกินเค็มมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรังมากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะการบริโภคขนมขบเคี้ยวรสเค็ม (Salty Snacks) ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า 50% ในบรรดาขนมทั้งหลายที่เราเห็นวางขายบนชั้นในร้านสะดวกซื้อ นอกจากนี้ จากข้อมูลแนวโน้มตลาดขนมขบเคี้ยวไทย โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังพบว่าตลาดขนมขบเคี้ยวรสเค็มหรือเผ็ดของไทยยังเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/13-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5703" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/13-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/13-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/13-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/13-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/13-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/13-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/13-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/13.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>โดยยอดขายขนมขบเคี้ยวในไทยในปี 2564 อยู่ที่ 45,328 ล้านบาท และเติบโตขึ้นถึง 50,400 ล้านบาทในปี 2568 ซึ่งสะท้อนให้เห็นความนิยมในการบริโภคขนมขบเคี้ยวรสเค็มหรือเผ็ดของไทยของคนไทยที่มีมากขึ้น โดยขนมขบเคี้ยวประเภทมันฝรั่ง มีปริมาณโซเดียมตั้งแต่ 80 – 1,080 มิลลิกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ซึ่งมากกว่าครึ่งของปริมาณโซเดียมที่ร่างกายต้องการใน 1 วัน ( 2,000 มก. หรือ 1 ช้อนชาต่อวัน) และยังเป็นประเภทของขนมขบเคี้ยวรสเค็มที่ได้รับความนิยมสูงอีกด้วย&nbsp;</p>



<p>ไม่เพียงแค่ขนมขบเคี้ยวเท่านั้นที่มีปริมาณโซเดียมสูง อีกหนึ่งอาหารที่เป็นที่นิยมของคนไทยอย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็เต็มไปด้วยโซเดียมเช่นเดียวกัน โดยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จะมีปริมาณโซเดียมแตกต่างกันไปตามรสชาตินั้นๆ ซึ่งจากผลสำรวจพบว่า ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณโซเดียมน้อยที่สุด คือ 700 มก.ต่อซอง ในขณะที่ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่มีโซเดียมมากที่สุด คือ มากถึง 2,360 มก. ต่อซอง ซึ่งเกินกว่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำใน 1 วัน คือ 2,000 มก.&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/14-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5704" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/14-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/14-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/14-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/14-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/14-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/14-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/14-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/14.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>จากข้อมูล Global Demand Rankings Instant noodle โดย World Instant Noodle Association พบว่าคนไทยบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากปี 2562 อยู่ที่ 3,710 ล้านซอง เพิ่มขึ้นเป็น 4,000 ล้านซองในปี 2567 และมากเป็นอันดับ 9 ของโลก&nbsp;</p>



<p>ไม่เพียงแค่อาหารเท่านั้น ที่ทำให้เห็นถึงพฤติกรรมการ ‘ติดเค็ม’ ของคนไทย แต่เมื่อเราพิจารณาจากยอดขายเครื่องปรุงรส ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณโซเดียมสูงและเป็นสิ่งที่อยู่ในวัฒนธรรมอาหารของไทย ที่ต้องมีการปรุงรส ไม่ว่าจะด้วยน้ำปลา ซอสประเภทต่างๆ ไปจนถึงผงปรุงรส หรือผงชูรสที่กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการประกอบอาหารของคนไทย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/15-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5705" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/15-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/15-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/15-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/15-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/15-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/15-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/15-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/15.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>จากข้อมูลของมูลค่าตลาดเครื่องปรุงรสของไทย จากปี 2562 &#8211; 2568 โดย Krungthai COMPASS พบว่า มูลค่าตลาดเครื่องปรุงรสของไทยมีการเติบโตขึ้นตลอด 5 ปี โดย มูลค่าตลาดในปี 2562 อยู่ที่ 4.57 หมื่นล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็น 5.64 หมื่นล้านบาท ในปี 2566 หรือเพิ่มขึ้น กว่า 23.41% ทั้งนี้จากข้อมูลของมูลค่าตลาดเครื่องปรุงรสของไทย จากปี 2561 &#8211; 2565 โดยศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรม เครื่องปรุงรสที่มีสัดส่วนการขายในตลาดมากที่สุดคือซุปก้อน 23% รองลงมาก็คือน้ำปลา 22% ซอสถั่วเหลือง 18% ผงชูรส 12% ซอสหอยนางรม 9% สมุนไพรและเครื่องเทศ 3% และอื่นๆ อีก 13%</p>



<p>จากตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์ที่มีโซเดียมสูงทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การเป็นโรคไตเรื้อรังมากขึ้น การรณรงค์ให้เห็นถึงผลของการบริโภคผลิตภัณฑ์เหล่านี้ในระยะยาวและเกินปริมาณที่พอเหมาะที่อาจจะนำไปสู่หนทางของการเป็นโรคไตเรื้อรัง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้คนตระหนักถึงไลฟ์สไตล์และการบริโภคที่สร้างความเสี่ยงของตนเอง ขณะเดียวกันภาครัฐก็อาจมีมาตรการอื่นๆ มาเสริมเพื่อทำให้การบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีโซเดียมสูงอยู่ในเกณฑ์ที่พอดี หนึ่งในมาตรการที่กำลังจะเกิดขึ้นก็คือการเก็บภาษีจากผลิตภัณฑ์โซเดียมสูงบางประเภท หรือที่เรียกว่า ‘ภาษีความเค็ม’&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">ภาษีความเค็มคืออะไร เก็บจากผลิตภัณฑ์แบบไหนบ้าง</h3>



<p>แนวคิดเบื้องต้นในการเก็บภาษีโซเดียมหรือภาษีความเค็มของไทย มีมาตั้งแต่ ปี 2562 โดยก่อนหน้านี้คณะกรรมการนโยบายการลดบริโภคเกลือและโซเดียมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อระดับชาติ ร่วมกับภาคีเครือข่าย ตั้งเป้าหมายให้คนไทยลดการบริโภคโซเดียมลง 30% ภายในปี 2568 กระตุ้นให้ภาคอุตสาหกรรมปรับสูตรลดโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหารของตนลง และมาตรการทางภาษีอาจเป็นอีกหนึ่งในมาตรการสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้ภาคอุตสาหกรรมต้องเปลี่ยนแปลงระดับความเค็มในสินค้าของตนลง</p>



<p>โดยเมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2567 ที่ผ่านมา ดร. เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ต้องการให้กรมสรรพสามิตเป็นกลไกและรักษาสมดุลด้านภาษีระหว่างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมไปถึงสุขภาพของประชาชน โดยได้มีการใช้กลไกภาษีเพื่อสนับสนุนการแพทย์เชิงป้องกัน ลดการบริโภคอาหารที่เป็นโทษต่อสุขภาพ ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาโรคไตเรื้อรัง นั้นให้กรมสรรพสามิตศึกษาพิจารณากลไกภาษีโซเดียมในสินค้าบางประเภทที่ไม่อยู่ในสินค้าควบคุม โดยตั้งเป้าให้คนไทยลดบริโภคเค็มลง 30% ภายในปี 2568&nbsp;</p>



<p>การศึกษาการจัดเก็บภาษีโซเดียมหรือภาษีความเค็มให้พิจารณาจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ ปริมาณโซเดียมในสินค้า ให้เริ่มจัดเก็บจากสินค้าที่ไม่มีผลกระทบกับผู้มีรายได้น้อยก่อน และพิจารณาเรื่องการจัดเก็บภาษีตามปริมาณโซเดียม โดยจะเริ่มจากกลุ่มขนมขบเคี้ยวก่อน เพราะเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ไม่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ซึ่งการเก็บภาษีจะดูปริมาณโซเดียมต่อผลิตภัณฑ์ทั้งหมดและเป็นการเก็บแบบขั้นบันได&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีการดำเนินการจัดเก็บภาษีโซเดียมอย่างเป็นรูปธรรมหรือดำเนินการเสนอร่างกฎหมายแต่อย่างใด เนื่องมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ยังคงอยู่ในระหว่างการศึกษาแนวทางที่เหมาะสม</p>



<p>จากการสำรวจประเทศต่างๆ ทั่วโลก พบว่า มีประเทศที่มีการเก็บภาษีโซเดียม เช่น ฮังการี ซึ่งเก็บจากผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสที่มีโซเดียมสูงและขนมขบเคี้ยวที่มีเกลือสูง ในอัตรา 0.8 ยูโรต่อเกลือ 1 กิโลกรัม หรือโปรตุเกส ที่มีการเก็บภาษีความเค็มในอาหารสำเร็จรูปอย่างขนมขบเคี้ยว อาหารที่มีซีเรียลเป็นส่วนประกอบ รวมถึงมันฝรั่งแห้งหรือทอด โดยอัตราการเก็บภาษีจะอยู่ที่ 0.8 ยูโรต่อเกลือ 1 กิโลกรัม โดยนอกจากประเทศไทยที่กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาแนวทางที่เหมาะสมแล้ว ยังพบว่าฟิลิปปินส์ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เสนอให้เก็บภาษีกับอาหารรสเค็มเช่นเดียวกัน</p>



<h3 class="wp-block-heading">สสส. กับภารกิจพิชิตโรคไตเรื้อรัง&nbsp;</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/16-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5706" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/16-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/16-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/16-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/16-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/16-1536x1536.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/16-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/16-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/16.png 1920w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>การดำเนินการขับเคลื่อนมาตรการลดการบริโภคเกลือและโซเดียมโดย สสส. เริ่มขึ้น ในปี 2555 ผ่านการสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายลดการบริโภคเค็ม ถัดมาในปี 2556 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศ ‘9 Global NCD Targets’ เป้าหมายลดการบริโภคโซเดียมลง 30% ภายในปี 2568 หลังจากนั้น มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ในปี 2557 ก็ได้ประกาศให้ไทยรับรอง 9 เป้าหมายการดำเนินงานเพื่อป้องกันควบคุมสถานการณ์โรคไม่ติดต่อในระดับโลกโดย WHO ขณะเดียวกันในปี 2558 มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 8 ก็ได้มีการริเริ่มนโยบายลดการบริโภคเกลือขึ้น</p>



<p>ในปี 2559 มีการประกาศยุทธศาสตร์ลดเค็มชาติ “SALTS” ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ลดการบริโภคเกลือและโซเดียมในประเทศไทย ซึ่ง สสส.ได้ร่วมกับ WHO Country Cooperation Strategy (CCS) กระทรวงสาธารณสุข และองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย รวมทั้งภาคีเครือข่าย ผลักดันการลดโซเดียมอย่างจริงจัง โดยได้มีเป้าหมายลดโซเดียมลง 30% จากปัจจุบันภายใน 5 ปีข้างหน้า (2559 &#8211; 2564)&nbsp;</p>



<p>ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น กระทรวงสาธารณสุขก็มีการประกาศเรื่อง การแสดงฉลากสัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ข้อมูลโภชนาการในรูปแบบสัญลักษณ์โภชนาการต่อผู้บริโภคในการเลือกซื้ออาหาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่มีความสําคัญต่อการป้องกันปัญหาภาวะโภชนาการเกินและโรคไม่ติดต่อ (NCDs)&nbsp;</p>



<p>ต่อมาในปี 2560 ได้มีการออก พ.ร.บ. สรรพสามิต 2560 สำหรับการจัดเก็บภาษีผลิตภัณฑ์ต่างๆ และยังเป็นการริเริ่ม “SSBs Tax” หรือมาตรการด้านภาษีเครื่องดื่มที่มีความหวาน (Sugar Sweetened Beverages Tax: SSBs Tax) โดยเป็นการเก็บภาษีน้ำตาลในเครื่องดื่มตามปริมาณน้ำตาลในผลิตภัณฑ์&nbsp;</p>



<p>โดยต่อมา ในปี 2561 กรมสรรพสามิตได้มีแนวคิดในการจัดเก็บภาษี ‘หวานมันเค็ม’ โดยในเบื้องต้นจะยึดรูปแบบเดียวกับแนวทางการจัดเก็บภาษีจากความหวาน&nbsp;</p>



<p>สสส. ทำงานร่วมกับกรมสรรพสามิตเพื่อผลักดันมาตรการทางภาษีอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2563 สสส. ได้มีการสำรวจพฤติกรรมการบริโภคของคนไทย ซึ่งจากข้อมูลพบว่า คนไทยมีการบริโภคโซเดียม เฉลี่ย 3,636 มก./วัน ซึ่งสูงกว่ามาตรฐาน WHO ที่กำหนดไว้ว่าไม่ควรเกิน 2,000 มก./วัน ต่อมาในปี 2564 กระทรวงการคลัง ก็ประกาศแนวนโยบายในการจัดเก็บภาษีโซเดียม โดยทาง สสส. เองก็มีแคมเปญ “ลดเค็ม ลดโรค” ตามออกมา&nbsp;</p>



<p>หลังจากนั้นในปี 2567 คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ได้จัดทำรายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่องสร้างเสริมสุขภาวะ ป้องกันก่อนรักษา เสนอ ครม. โดยเสนอให้มีการปรับภาษีความหวานและความเค็ม โดยในปี 2568 กรมสรรพสามิตได้เตรียมจัดเก็บภาษีโซเดียม และศึกษาประเภทสินค้าที่เหมาะสม โดยพุ่งเป้าไปที่สินค้าที่ไม่ค่อยมีความจำเป็นต่อการบริโภค รวมถึงยังมีการหารือกับภาคเอกชนเพื่อให้เกิดการปรับตัวเช่นเดียวกับตอนเริ่มเก็บภาษีความหวาน&nbsp;</p>



<p>สสส. ผลักดันนโยบายภาษีโซเดียมมากว่า 13 ปี ทั้งการดำเนินมาตรการที่มิใช่ภาษีไปควบคู่กัน เพื่อส่งเสริมการลดการบริโภคโซเดียม ผ่านกิจกรรมกับภาคีเครือข่ายลดการบริโภคหวาน มัน เค็ม และส่งเสริมการบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารที่ได้รับรองสัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพ รวมถึงยังมีการจัดงานร่วมกับสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย โดยได้มีการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะและการดำเนินการ อาทิ&nbsp;</p>



<p>การจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการสำหรับร้านค้า ผู้ประกอบการ และประชาชนผู้สนใจ ผ่านโครงการลดเค็ม ยกระดับเพื่อสุขภาพ เพื่อเรียนรู้วิธีการประกอบอาหารอย่างถูกต้องตามหลักโภชนาการ ผ่านการออกแบบเมนูอาหารลดโซเดียม</p>



<p>การนำเสนอนวัตกรรม ต้นแบบผลิตภัณฑ์ซุปก้อนสูตรลดโซเดียมจากสารเสริมกลิ่นรส ด้วยการใช้สารทดแทนเกลือที่มาจากแหล่งธรรมชาติเป็นทางเลือกที่ดีที่ผู้บริโภค ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีคุณค่าทางโภชนาการ รวมถึงมีโซเดียมต่ำ</p>



<p>การดำเนินการสร้างฐานข้อมูลการขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของประเทศไทย ซึ่งริเริ่มในปี 2563-2564 โดยข้อมูลดังกล่าวถูกใช้ในกระบวนการพัฒนานโยบายภาษีโซเดียมร่วมกับกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง โดย จากปี 2561 จนถึงปี 2564 แนวโน้มของผลิตภัณฑ์สูตรลดโซเดียมมีการเพิ่มขึ้นในทุกปี ทำให้ปัจจุบันผู้ผลิตบริษัทต่างๆ ทยอยออกสูตรลดโซเดียมเพิ่มมากขึ้น</p>



<p>การพัฒนาและผลิตเครื่องวัดความเค็มในอาหาร หรือ Salt Meter ให้มีความแม่นยำและสามารถผลิตซ้ำได้ในเชิงอุตสาหกรรม โดยศึกษารูปแบบการใช้งานเครื่องวัดความเค็มในอาหารเพื่อให้ได้รูปแบบการแสดงผลค่าความเค็มที่เข้าใจง่าย และพัฒนาเครื่องมือแบบไร้สาย ไปจนถึงออกแบบและวางโครงสร้างแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ</p>



<p>การจัดแคมเปญรณรงค์สื่อสารสาธารณะ &#8216;ลดซด ลดเค็ม ลดโรค&#8217; และ &#8216;ลดปรุง ลดเค็ม ลดโรค&#8217; โดยสื่อสารความรู้ความเข้าใจและความตระหนักในการปรับพฤติกรรมลดการบริโภคเค็ม ผ่านสื่อช่องทางต่างๆ ทั้ง Facebook: &#8216;ลดเค็ม ลดโรค&#8217; แอปฯ TikTok เกม AR วิทยุชุมชน กิจกรรมแถลงข่าว รวมทั้งจัดทำสื่อแผ่นพับ การ์ตูน และวิดีโอสั้นเพื่อการประชาสัมพันธ์&nbsp;</p>



<p>การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการเร่งรัดขับเคลื่อนมาตรการลดบริโภคเกลือและโซเดียมในประเทศไทย ร่วมกับองค์การอนามัยโลก ประจำประเทศไทย และองค์กร Resolve to Save Lives โดยมีหน่วยงานเข้าร่วม ได้แก่ เครือข่ายลดบริโภคเค็ม กรมควบคุมโรค และกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กรมสรรพสามิต และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง และเครือข่ายวิชาการ เป็นต้น เพื่อผลักดันนโยบายสาธารณะเพื่อลดการบริโภคเกลือและโซเดียมของประเทศไทย</p>



<p>ดูข้อมูลที่ <a href="https://rocketmedialab.co/database-kidney-disease/">https://rocketmedialab.co/database-kidney-disease/</a></p>



<p></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/kidney-disease/">ไตแลนด์ : เมื่อการกินนัว กินหวาน เสี่ยงสะเทือน ‘ไต’</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สถานการณ์โรคไต 2024 [ข้อมูลดิบ]</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/database-kidney-disease/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 30 Jun 2025 03:40:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[database]]></category>
		<category><![CDATA[future]]></category>
		<category><![CDATA[RMLxThaiHealth]]></category>
		<category><![CDATA[กินเค็ม]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำตาล]]></category>
		<category><![CDATA[บุคลากรทางการแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีความเค็ม]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องฟอกไต]]></category>
		<category><![CDATA[แพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[แพทย์เฉพาะทาง]]></category>
		<category><![CDATA[โรคไต]]></category>
		<category><![CDATA[โรคไตเรื้อรัง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=5683</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3604;&#3634;&#3623;&#3609;&#3660;&#3650;&#3627;&#3621 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/database-kidney-disease/">สถานการณ์โรคไต 2024 [ข้อมูลดิบ]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p></p>



<iframe src="https://docs.google.com/spreadsheets/d/e/2PACX-1vSotMcuICsWr3GG1XAaDYgSWvT3vLUeF9Hpp5lTfctoqkgocxGFREErZd1TfAKagScJaOnsjgs2Bdld/pubhtml?widget=true&amp;headers=false"></iframe>



<p><a href="https://docs.google.com/spreadsheets/d/17QDSih6gT3Y-0p-QnVzmVBHW3pQSFLqp_eZqjcVxo8Y/edit?gid=1125110984#gid=1125110984">ดาวน์โหลดที่นี่</a></p>



<p>อ่าน <a href="https://rocketmedialab.co/kidney-disease">ไตแลนด์ : เมื่อการกินนัว กินหวาน เสี่ยงสะเทือน ‘ไต’</a></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/database-kidney-disease/">สถานการณ์โรคไต 2024 [ข้อมูลดิบ]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไตแลนด์ : เมื่อการกินนัว กินหวาน เสี่ยงสะเทือน ‘ไต’ [E-Book]</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/ebook-kidney-disease/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 30 Jun 2025 03:39:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[future]]></category>
		<category><![CDATA[ebook]]></category>
		<category><![CDATA[RMLxThaiHealth]]></category>
		<category><![CDATA[บุคลากรทางการแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องฟอกไต]]></category>
		<category><![CDATA[โรคไต]]></category>
		<category><![CDATA[โรคไตเรื้อรัง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=5684</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3604;&#3634;&#3623;&#3609;&#3660;&#3650;&#3627;&#3621 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/ebook-kidney-disease/">ไตแลนด์ : เมื่อการกินนัว กินหวาน เสี่ยงสะเทือน ‘ไต’ [E-Book]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[

		
		<div id="ep-gutenberg-content-6ada70141e495e99c153719d14e27159" class="ep-gutenberg-content ep-aligncenter  ep-percentage-width   ep-content-protection-disabled ">
			<div class="embedpress-inner-iframe emebedpress-unit-percent ep-doc-6ada70141e495e99c153719d14e27159"  style="max-width:100%" id="embedpress-pdf-1751254665914">
				<div >
					<div class="ep-embed-content-wraper"><div class="position-right-wraper gutenberg-pdf-wraper"><iframe title="ebook-kidney-disease" class="embedpress-embed-document-pdf embedpress-pdf-1751254665914" style="width:600px;height:600px; max-width:100%; display: inline-block" src="https://rocketmedialab.co/wp-admin/admin-ajax.php?action=get_viewer&#038;file=https%3A%2F%2Frocketmedialab.co%2Fwp-content%2Fuploads%2F2025%2F06%2Febook-kidney-disease.pdf#key=dGhlbWVNb2RlPWRlZmF1bHQmdG9vbGJhcj10cnVlJnBvc2l0aW9uPXRvcCZwcmVzZW50YXRpb249dHJ1ZSZsYXp5TG9hZD1mYWxzZSZkb3dubG9hZD10cnVlJmNvcHlfdGV4dD10cnVlJmFkZF90ZXh0PXRydWUmZHJhdz1mYWxzZSZkb2Nfcm90YXRpb249dHJ1ZSZhZGRfaW1hZ2U9dHJ1ZSZkb2NfZGV0YWlscz10cnVlJnpvb21faW49dHJ1ZSZ6b29tX291dD10cnVlJmZpdF92aWV3PXRydWUmYm9va21hcms9dHJ1ZSZmbGlwYm9va190b29sYmFyX3Bvc2l0aW9uPWJvdHRvbSZzZWxlY3Rpb25fdG9vbD0wJnNjcm9sbGluZz0tMSZzcHJlYWRzPS0x" frameborder="0" oncontextmenu="return false;"></iframe> <p class="embedpress-el-powered">Powered By EmbedPress</p></div></div>
									</div>
			</div>
		</div>
	


<p><a href="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/06/ebook-kidney-disease.pdf">ดาวน์โหลดที่นี่</a></p>



<p>อ่านเวอร์ชันเว็บที่ <a href="https://rocketmedialab.co/?p=5679" target="_blank" rel="noreferrer noopener">https://rocketmedialab.co/kidney-disease</a></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/ebook-kidney-disease/">ไตแลนด์ : เมื่อการกินนัว กินหวาน เสี่ยงสะเทือน ‘ไต’ [E-Book]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จากไฟป่าสู่ไฟเกษตร: สำรวจสถานการณ์สุขภาพและการเผาที่เกี่ยวข้องกับฝุ่น PM2.5 ในปี 2567 </title>
		<link>https://rocketmedialab.co/pm25-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 Feb 2025 14:16:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[environment]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[PM2.5]]></category>
		<category><![CDATA[RMLxThaiHealth]]></category>
		<category><![CDATA[จุดความร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ฝุ่นPM25]]></category>
		<category><![CDATA[ฝุ่นทั่วไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ฝุ่นพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[พื้นที่เผาไหม้]]></category>
		<category><![CDATA[มลพิษทางอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[มลพิษฝุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[หมอกควัน]]></category>
		<category><![CDATA[เผาป่า]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟป่า]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=5073</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3592;&#3634;&#3585;&#3585;&#3619;&#3603;&#3637;&#3585 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/pm25-2024/">จากไฟป่าสู่ไฟเกษตร: สำรวจสถานการณ์สุขภาพและการเผาที่เกี่ยวข้องกับฝุ่น PM2.5 ในปี 2567 </a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p></p>



<p>จากกรณีการเสียชีวิตของ นายแพทย์กฤตไท ธนสมบัติกุล อาจารย์ประจำศูนย์ระบาดวิทยาคลินิกและสถิติศาสตร์คลินิก ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก &#8220;สู้ดิวะ&#8221; เนื่องด้วยมะเร็งปอดระยะสุดท้าย เมื่อปลายปี 2566 และสถานการณ์ไฟไหม้ป่าที่ภาคเหนือ ซึ่งเกิดขึ้นสม่ำเสมอทุกช่วงต้นปี ประกอบกับสถานการณ์ฝุ่นควันข้ามแดนจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ส่งผลให้เชียงใหม่ติดอันดับเมือง PM2.5 สูงสุดในโลก ทำให้ประเด็นฝุ่น PM2.5 กลับมาเป็นประเด็นระดับชาติอีกครั้ง พร้อมด้วยแผนรับมือฝุ่น จากภาคส่วนต่างๆ Rocket Media Lab และ สสส. พาไปสำรวจประเด็นต่างๆ ที่น่าจับตา ว่าในปี 2567 ที่ผ่านมา คนไทยแต่ละภาคต้องเจอกับอะไรบ้าง และอะไรคือสิ่งที่ต้องจับตามองต่อไปในปี 2568 นี้&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">ภาคเหนือ (9 จังหวัด): จับตาไฟป่า แต่ลืมจับตาการเผาแบบอื่นๆ&nbsp;</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_เหนือ-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5075" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_เหนือ-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_เหนือ-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_เหนือ-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_เหนือ-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_เหนือ-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_เหนือ-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_เหนือ.png 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>ในปี 2566 เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ไฟป่ามากเป็นอันดับสามของประเทศ และเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ที่เกิดไฟป่าในเขตอนุรักษ์มากที่สุดในประเทศนับแต่ปี 2556 การเกิดไฟป่าอย่างหนักในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน 2566 ในเชียงใหม่ จนทำให้ครองแชมป์เมืองคุณภาพอากาศแย่ที่สุดของโลก ทำให้ปัญหาไฟป่าในภาคเหนือกลายเป็นประเด็นที่ภาครัฐต้องออกมาตรการป้องกันและแก้ไขโดยด่วน โดยเฉพาะการตั้งเป้าไว้ว่า ในปี 2567 ต้องลดการเผาไหม้ในป่าอนุรักษ์และป่าสงวน 50% เช่นเดียวกับพื้นที่การเกษตรต้องลดการเผาลงให้ได้ 50% ในพื้นที่ 17 จังหวัดในภาคเหนือ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_เหนือ-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5127" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_เหนือ-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_เหนือ-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_เหนือ-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_เหนือ-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_เหนือ-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_เหนือ-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_เหนือ.png 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>แม้จุดความร้อนในภาคเหนือ (9 จังหวัด) จะลดลง 75,007 จุดในเดือนพฤศจิกายน 2565 &#8211; ตุลาคม 2566 เป็น 59,821 จุดในเดือนพฤศจิกายน 2566 &#8211; ตุลาคม 2567 แต่หากพิจารณาจากข้อมูลพื้นที่การเผา (burn scar) ระหว่างมกราคม-พฤษภาคม 2566 และ มกราคม-พฤษภาคม 2567 ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) จะพบว่ากลับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จาก 6,202,042 ไร่ในปี 2566 เป็น 6,269,701 ไร่ในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้น 1.09% และแม้พื้นที่เผาไหม้ป่าจะลดลงจาก 4,605,045 ไร่ในปี 2566 เป็น 1,827,813 ไร่ในปี 2567 หรือลดลง 60.31% รวมไปถึงข้าวโพด จาก 701,312 ไร่ในปี 2566 เป็น 533,147 ไร่ในปี 2567 หรือลดลง 23.98% แต่กลับพบการเผาในพื้นที่เกษตรอื่นๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จาก 580,162 ไร่ในปี 2566 เป็น 2,486,157 ไร่ในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้น 328.53% และพื้นที่เผาไหม้อ้อยเพิ่มขึ้น จาก 11,999 ไร่ เป็น 45,791 ไร่ หรือเพิ่มขึ้น 281.62% จะเห็นได้ว่าในขณะที่มาตรการของรัฐและการทำงานของหน่วยงานในพื้นที่มุ่งเป้าไปที่ไฟป่า ซึ่งเป็นปัญหาหลักของภาคเหนือในปี 2566 แต่ในพื้นที่อื่นๆ กลับถูกละเลย จนท้ายที่สุดแล้วในปี 2567 พื้นที่การเผาไหม้รวมในภาคเหนือ (9 จังหวัด) ไม่ได้ลดลงตามที่ตั้งเป้าไว้ และยังเพิ่มขึ้นอีกด้วย</p>



<h4 class="wp-block-heading">พื้นที่และจังหวัดในภาคเหนือ (9 จังหวัด) ที่ต้องจับตา</h4>



<p>พื้นที่ที่ต้องจับตาในปี 2568: พื้นที่เกษตรอื่นๆ โดยเฉพาะจังหวัดลำปาง แม่ฮ่องสอนและน่าน</p>



<p>จังหวัดที่ต้องจับตาในปี 2568: จังหวัดแพร่ มีจำนวนพื้นที่เผาไหม้เพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นในภาค โดยเพิ่มขึ้นจาก 319,262 ไร่ในปี 2566 เป็น 689,195 ไร่ในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้น 115.87%</p>



<h3 class="wp-block-heading">ภาคตะวันตก: แม้พื้นที่ป่าจะมาก แต่เผาพื้นที่เกษตรมากที่สุด</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ตะวันตก-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5129" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ตะวันตก-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ตะวันตก-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ตะวันตก-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ตะวันตก-768x767.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ตะวันตก-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ตะวันตก-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ตะวันตก.png 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>ในขณะที่ภาคตะวันตกซึ่งมีพื้นที่ติดกับภาคเหนือและได้รับผลกระทบจากหมอกควันจากไฟป่าที่เชียงใหม่ในปี 2566 พบว่า พื้นที่เผาไหม้รวมเพิ่มขึ้น 54.39% จาก 1,721,069 ไร่ในปี 2566 เป็น 2,657,134 ไร่ในปี 2567 โดยเฉพาะพื้นที่เผานาข้าวที่เพิ่มขึ้นสูงสุด จาก 15,274 ไร่ในปี 2566 เป็น 633,787 ไร่ในปี 2567 หรือเพิ่มถึง 4,049.45% รองลงมาก็คือพื้นที่เกษตรอื่นๆ เพิ่มขึ้น จาก 129,599 ไร่ในปี 2566 เป็น 914,014 ไร่ในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้น 605.26% ส่วนพื้นที่เผาไหม้ป่า ก็เพิ่มจาก 1,281,688 ไร่ในปี 2566 เป็น 548,809 ไร่ในปี 2567 หรือลดลง 57.18% ในขณะที่ข้าวโพด เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย จาก 246,936 ไร่ในปี 2566 เป็น 268,188 ไร่ในปี 2567 หรือคิดเป็น 8.61%</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ตะวันตก-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5076" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ตะวันตก-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ตะวันตก-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ตะวันตก-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ตะวันตก-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ตะวันตก-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ตะวันตก-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ตะวันตก.png 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>ส่วนพื้นที่ที่มีการเผาลดลงก็คืออ้อย โดยลดลงจากจาก 28,230 ไร่ในปี 2566 เหลือ 220 ไร่ในปี 2567 หรือลดลงถึง 99.22%</p>



<h4 class="wp-block-heading">พื้นที่และจังหวัดในภาคตะวันตกที่ต้องจับตา</h4>



<p>พื้นที่ที่ต้องจับตาในปี 2568: พื้นที่เกษตรอื่นๆ โดยจังหวัดตากและกาญจนบุรี</p>



<p>จังหวัดที่ต้องจับตาในปี 2568: เพชรบุรี มีจำนวนพื้นที่เผาไหม้เพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นในภาค โดยเพิ่มขึ้น 3,004.01% โดยเพิ่มจาก 3,146 ไร่ ในปี 2566 เป็น 97,652 ไร่ในปี 2567&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: ภาคที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงในเรื่อง PM2.5 แต่การเพิ่มขึ้นของพื้นที่เผาไหม้สูงสุด</h3>



<p>แม้จากตัวเลขพื้นที่เผาไหม้ในปี 2567 ภาคเหนือ (9 จังหวัด) ยังคงเป็นภาคที่มีพื้นที่การเผาไหม้มากที่สุด ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นเป็นอันดับสอง คือมีพื้นที่เผาไหม้ 5,692,127 ไร่ แต่หากพิจารณาถึงการเพิ่มขึ้นของพื้นที่เผาไหม้เปรียบเทียบกับปีก่อนหน้าจะพบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นมีอัตราการเพิ่มขึ้นของพื้นที่เผาไหม้สูงสุด โดยเพิ่มถึง 506.41% จาก 938,666 ไร่ในปี 2566 เป็น 5,692,127 ไร่ในปี 2567 และสิ่งที่แตกต่างจากภาคเหนือ (9 จังหวัด) ก็คือ พื้นที่เผาไหม้ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพื้นที่นาข้าวมากที่สุด โดยหากเปรียบเทียบพื้นที่เผานาข้าวกับปีก่อนหน้าจะพบว่า จากพื้นที่เผานาข้าว 331,218 ไร่ในปี 2566 เป็น 2,303,924 ไร่ในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นถึง 595.59%</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ตะวันออกเฉียงเหนือ-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5077" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ตะวันออกเฉียงเหนือ-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ตะวันออกเฉียงเหนือ-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ตะวันออกเฉียงเหนือ-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ตะวันออกเฉียงเหนือ-768x769.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ตะวันออกเฉียงเหนือ-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ตะวันออกเฉียงเหนือ-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ตะวันออกเฉียงเหนือ.png 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>ไม่เพียงแต่พื้นที่นาข้าวเท่านั้นที่มีการเผามากขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังพบว่า พื้นที่ข้าวโพดยังพบการเผาเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย จาก 28,651 ไร่ในปี 2566 เป็น 1,904,910 ไร่ในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้น 6548.67% รวมไปถึงพื้นที่การเผาป่า ที่เพิ่มขึ้น จาก 326,904 ไร่ในปี 2566 เป็น 550,849 ไร่ในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้น 68.50%</p>



<p>ในขณะที่พื้นที่การเผาอ้อยที่ลดลงจาก 56,167 ไร่ในปี 2566 เป็น 877 ไร่ในปี 2567 หรือลดลง 98.44%&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ตะวันออกเฉียงเหนือ-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5130" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ตะวันออกเฉียงเหนือ-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ตะวันออกเฉียงเหนือ-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ตะวันออกเฉียงเหนือ-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ตะวันออกเฉียงเหนือ-768x769.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ตะวันออกเฉียงเหนือ-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ตะวันออกเฉียงเหนือ-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ตะวันออกเฉียงเหนือ.png 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>อย่างไรก็ตามการที่พื้นที่เผารวมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในประเทศก็อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะต้องถูกจับตามองเป็นพิเศษในปี 2568 นี้</p>



<h4 class="wp-block-heading">พื้นที่และจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ต้องจับตา</h4>



<p>พื้นที่ที่ต้องจับตาในปี 2568: นาข้าว โดยเฉพาะในจังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ และขอนแก่น</p>



<p>จังหวัดที่ต้องจับตาในปี 2568: ร้อยเอ็ด มีจำนวนพื้นที่เผาไหม้เพิ่มขึ้นมากขึ้นที่สุด โดยเพิ่ม 2,461.16% จาก 18,616 ไร่ในปี 2566 เป็น 476,786 ไร่ ในปี 2567&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">ภาคกลาง: เผาอ้อยลดลง แต่การเผาอย่างอื่นกลับเพิ่มสูงขึ้น&nbsp;</h3>



<p>ภาคกลางเป็นภาคที่มีพื้นที่การปลูกอ้อยมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับภาคอื่นๆ และอ้อยยังเป็นพืชผลทางการเกษตรที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐตันละ 120 บาท เพื่อไม่ให้มีการเผาอ้อย แต่ก็เป็นพืชผลทางการเกษตรชนิดเดียวเช่นกันที่สามารถตรวจสอบได้ว่ามีการเผาหรือไม่เมื่อต้องส่งอ้อยเข้าหีบในโรงงาน อันจะส่งผลต่อราคาของอ้อยและมาตรการการหักเงินอ้อยไฟไหม้เข้าหีบ 130 บาทต่อตันที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้พื้นที่การเผาอ้อยในภาคกลางลดลง จาก 326,151 ในปี 2566 เป็น 2,970 ในปี 2567 หรือลดลง 99.09% ไม่เพียงแค่พื้นที่การเผาอ้อยเท่านั้นที่ลดลง แต่พื้นที่ไฟป่าในภาคกลางก็ลดลงอีกด้วย จาก 698,426 ในปี 2566 เป็น 252,604 ไร่ในปี 2567 หรือลดลง 63.83%</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_กลาง-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5078" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_กลาง-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_กลาง-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_กลาง-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_กลาง-768x769.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_กลาง-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_กลาง-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_กลาง.png 1080w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>แต่ถึงอย่างนั้นกลับพบว่าพื้นที่เผาไหม้ในภาคกลางโดยรวมเพิ่มขึ้น 92.80% จาก 2,321,411 ไร่ในปี 2566 เป็น 4,475,787 ไร่ในปี 2567 โดยพื้นที่เผาไหม้ที่เพิ่มขึ้นอยู่ในส่วนของข้าวโพดมากที่สุด จาก 184,701 ไร่ในปี 2566 เป็น 1,588,395 ไร่ในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้น 759.98% พื้นที่อื่นๆ จาก 26,122 ไร่ในปี 2566 เป็น 88,085 ไร่ในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้น 237.21% พื้นที่เกษตรอื่นๆ จาก 203,039 ไร่ในปี 2566 เป็น 629,905 ไร่ในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้น 210.24% และนาข้าว 882,972 ไร่ในปี 2566 เป็น 1,913,830 ไร่ในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้น 116.75%</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_กลาง-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5131" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_กลาง-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_กลาง-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_กลาง-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_กลาง-768x767.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_กลาง-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_กลาง-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_กลาง.png 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>จะเห็นได้ว่าแม้พื้นที่เผาไหม้ในส่วนของข้าวโพดจะเพิ่มมากที่สุด แต่จำนวนพื้นที่ที่มีการเผาไหม้มากที่สุดในภาคกลางในปี 2567 ก็คือนาข้าว เช่นเดียวกันกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</p>



<h4 class="wp-block-heading">พื้นที่และจังหวัดในภาคกลางที่ต้องจับตา</h4>



<p>พื้นที่ที่ต้องจับตาในปี 2568: นาข้าว โดยเฉพาะเฉพาะในจังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี และเพชรบูรณ์</p>



<p>จังหวัดที่ต้องจับตาในปี 2568: พระนครศรีอยุธยา มีจำนวนพื้นที่เผาไหม้เพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นในภาค โดยเพิ่มขึ้นถึง 2393.02% จาก 2,809 ไร่ในปี 2566 เป็น 70,029 ไร่ในปี 2567&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">ภาคตะวันออก: พื้นที่อุตสาหกรรมของประเทศ แต่สัดส่วนพื้นที่เผาไหม้พุ่งขึ้นสู่อันดับสอง&nbsp;</h3>



<p>ภาคตะวันออกมักไม่ค่อยถูกพูดถึงในประเด็นเรื่องหมอกควันหรือฝุ่น PM2.5 มากนัก โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม เนื่องด้วยภาคตะวันออกมักจะถูกมองเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมมากกว่า ประเด็นเรื่องมลพิษทางอากาศจึงผูกติดอยู่กับภาพของโรงไฟฟ้าหรือโรงงานอุตสาหกรรมภายในภาค แต่จากข้อมูลจะพบว่าการเผาไหม้ในภาคตะวันออกเพิ่มสูงถึง 371.96% โดยเพิ่มจาก 90,787 ไร่ในปี 2566 เป็น 428,477 ไร่ในปี 2567 โดยอัตราการเพิ่มขึ้นเป็นรองแค่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเท่านั้น และยังพบว่าพื้นที่เผาไหม้มากที่สุดคือพื้นที่ปลูกข้าวโพดโดยเพิ่มขึ้นจาก 182 ไร่ในปี 2566 เป็น 139,717 ไร่ในปี 2567 หรือคิดเป็น 76,667.58%&nbsp;</p>



<p></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ตะวันออก-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5079" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ตะวันออก-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ตะวันออก-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ตะวันออก-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ตะวันออก-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ตะวันออก-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ตะวันออก-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ตะวันออก.png 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>นอกจากพื้นที่ข้าวโพดแล้ว ยังพบว่า พื้นที่เกษตรอื่นๆ ก็มีพื้นที่เผาไหม้เพิ่มขึ้น โดยเพิ่มจาก 9,673 ไร่ในปี 2566 เป็น 92,721 ไร่ในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้น 858.55% พื้นที่นาข้าวจาก 43,990 ไร่ในปี 2566 เป็น 187,299 ไร่ในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้น 325.78% รวมถึงพื้นที่อื่นๆ จาก 2,461 ไร่ในปี 2566 เป็น 3,699 ไร่ในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้น 50.30%</p>



<p>ขณะที่พื้นที่เผาไหม้ในส่วนของป่าและอ้อยนั้นลดลงเช่นเดียวกับภาคอื่นๆ โดยพื้นที่เผาไหม้ป่า ลดลงจาก 14,903 ไร่ในปี 2566 เป็น 4,933 ไร่ในปี 2567 หรือลดลง 66.90% และพื้นที่เผาไหม้อ้อย ลดลงจาก 19,578 ไร่ในปี 2566 เป็น 107 ไร่ในปี 2567 หรือลดลงถึง 99.45%</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ตะวันออก-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5132" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ตะวันออก-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ตะวันออก-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ตะวันออก-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ตะวันออก-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ตะวันออก-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ตะวันออก-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ตะวันออก.png 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<h4 class="wp-block-heading">พื้นที่และจังหวัดในภาคตะวันออกที่ต้องจับตา</h4>



<p>พื้นที่ที่ต้องจับตาในปี 2568: ข้าว โดยเฉพาะในจังหวัดปราจีนบุรี</p>



<p>จังหวัดที่ต้องจับตาในปี 2568: ระยอง มีจำนวนพื้นที่เผาไหม้เพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นในภาค โดยเพิ่มขึ้นถึง 5,250% จาก 6 ไร่ในปี 2566 เป็น 321 ไร่ในปี 2567</p>



<h3 class="wp-block-heading">ภาพรวมของประเทศไทยในปี 2567: ใครว่าเผาลดลง?&nbsp;</h3>



<p>จากปริมาณฝุ่น PM2.5 ในปี 2566 รวมไปถึงเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าที่เชียงใหม่ในปี 2566 ทำให้รัฐบาลมีมาตรการในการลดฝุ่น PM2.5 ในปี 2567 โดยตั้งตัวชี้วัดให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด 17 จังหวัดในภาคเหนือ ให้ลดการเผาไหม้ในป่าอนุรักษ์และป่าสงวน 50% เช่นเดียวกับพื้นที่การเกษตรต้องลดการเผาลงให้ได้ 50% ส่วนพื้นที่เป้าหมายรองต้องลดการเผาลง 20% และพื้นที่เกษตรอื่นๆ ให้ลดการเผาให้ได้ 10%</p>



<p></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ทั้งประเทศ-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5082" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ทั้งประเทศ-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ทั้งประเทศ-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ทั้งประเทศ-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ทั้งประเทศ-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ทั้งประเทศ-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ทั้งประเทศ-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งเผาป่า_ทั้งประเทศ.png 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>แต่จากข้อมูลจะพบว่า ในภาพรวมทั้งประเทศ มีการเผาเพิ่มขึ้น 73.15% จาก 11,275,651 ไร่ในปี 2566 เป็น 19,523,235 ไร่ในปี 2567 โดยพบการเพิ่มขึ้นของพื้นที่การเผาในพื้นที่เกษตรอื่นๆ มากที่สุด จาก 996,137 ไร่ในปี 2566 เป็น 4,883,724 ไร่ในปี 2567 หรือคิดเป็น 390.27% รองลงมาก็คือ นาข้าว จาก 1,529,604 ไร่ในปี 2566 เป็น 6,054,743 ไร่ ในปี 2567 หรือคิดเป็น 295.84% ตามมาด้วยข้าวโพด จาก 1,161,779 ไร่ในปี 2566 เป็น 4,434,360 ไร่ ในปี 2567 หรือคิดเป็น 281.69% และพื้นที่อื่นๆ จาก 218,987 ไร่ ในปี 2566 เป็น 915,426 ไร่ ในปี 2567 หรือคิดเป็น 318.03% &nbsp;</p>



<p>ในขณะที่พื้นที่เผาป่านั้นลดลง จาก 6,927,021 ไร่ในปี 2566 เหลือ 3,185,017 ไร่ในปี 2567 หรือลดลง 54.02% เช่นเดียวกับอ้อย จาก 442,124 ไร่ในปี 2566 เหลือ 49,966 ไร่ในปี 2567 หรือลดลง 88.70% แต่ในกรณีของการเผาอ้อยที่มีพื้นที่การเผาลดลงอย่างมาก มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า การเก็บข้อมูลพื้นที่การเผานั้นเก็บในช่วง 1 มกราคม-31 พฤษภาคม ในขณะที่การเผาอ้อยเพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตและส่งเข้าหีบในโรงงานนั้นจะเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป ดังนั้นตัวเลขพื้นที่การเผาอ้อยที่ลดลงอย่างมากอาจจะคลาดเคลื่อนกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น โดย<a href="https://spacebar.th/business/mitr-phol-thairungruang-subsidiary-factory-burnt-sugarcane?utm_source=facebook&amp;utm_medium=Pic_Post&amp;utm_campaign=Spacebar&amp;utm_content=facebook&amp;fbclid=IwY2xjawHoYXdleHRuA2FlbQIxMAABHfpbeXM-4xge-bik87aihF_s55jB7aa5c1YwjEW9vUpiJ1eu6mkCWQOaWQ_aem_ECmNX7wu4EklQPRBr2saPw">รายงาน</a>จากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ระบุว่าภาพรวมเฉลี่ยโรงงานน้ำตาลทั่วประเทศรับซื้ออ้อยถูกเผากว่า 4 ล้านตัน คิดเป็น 21.80% ของปริมาณอ้อยที่รับเข้าหีบทั้งหมดกว่า 18 ล้านตัน เทียบเท่ากับการเผาป่ากว่า 4 แสนไร่</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ทั้งประเทศ-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5081" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ทั้งประเทศ-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ทั้งประเทศ-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ทั้งประเทศ-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ทั้งประเทศ-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ทั้งประเทศ-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ทั้งประเทศ-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เผาป่า_treemap_ทั้งประเทศ.png 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p>หากพิจารณาเฉพาะจำนวนพื้นที่เผาไหม้ในปี 2567 จะพบว่า พื้นที่เผานาข้าวสูงที่สุด จำนวน 6,054,743 ไร่หรือคิดเป็น 31.01% ในขณะที่น้อยที่สุดคืออ้อย 49,966 หรือคิดเป็น 0.26%&nbsp;</p>



<p>และเมื่อพิจารณาเป็นรายภาคจะพบว่า ภาคที่มีพื้นที่เผาไหม้เพิ่มสูงคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเพิ่มถึง 506.41% จาก 938,666 ไร่ในปี 2566 เป็น 5,692,127 ไร่ในปี 2567 รองลงมาก็คือ ภาคตะวันออก เพิ่มขึ้น 371.96% โดยเพิ่มจาก 90,787 ไร่ในปี 2566 เป็น 428,477 ไร่ในปี 2567 ตามมาด้วยภาคกลาง มีพื้นที่เผาไหม้เพิ่มขึ้น 92.80% จาก 2,321,411 ไร่ในปี 2566 เป็น 4,475,787 ไร่ในปี 2567&nbsp;</p>



<p>ภาคตะวันตก มีพื้นที่เผาไหม้เพิ่มขึ้น 54.39% จาก 1,721,069 ไร่ในปี 2566 เป็น 2,657,134 ไร่ในปี 2567 และภาคเหนือ (9 จังหวัด) เพิ่มขึ้น 1.09% จาก 6,202,042 ไร่ในปี 2566 เป็น 6,269,701 ไร่ในปี 2567&nbsp;</p>



<p>ในขณะที่ภาคใต้นั้น มีพื้นที่เผาไหม้ลดลง 99.52% จาก 1,677 ไร่ในปี 2566 เหลือ 8 ไร่ในปี 2567&nbsp;</p>



<p>จะเห็นได้ว่าปัญหาไฟป่าและเผาในพื้นที่การเกษตร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในปี 2567 โดยภาพรวมแล้วไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด อีกทั้งยังเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย หากในปี 2566 พื้นที่เผาที่ถูกจับตาเป็นพิเศษคือพื้นที่ป่า ข้อมูลในปี 2567 แสดงให้เห็นแล้วว่าในปี 2568 นี้ พื้นที่ที่ควรจับตาและมีมาตรการอย่างเคร่งครัดก็คือนาข้าว&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟเปรียบเทียบจุดความร้อน-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5083" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟเปรียบเทียบจุดความร้อน-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟเปรียบเทียบจุดความร้อน-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟเปรียบเทียบจุดความร้อน-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟเปรียบเทียบจุดความร้อน-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟเปรียบเทียบจุดความร้อน-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟเปรียบเทียบจุดความร้อน-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟเปรียบเทียบจุดความร้อน.png 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">หมอกควันข้ามแดน: จุดความร้อนลด แต่นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่ม โดยเฉพาะจากกัมพูชา</h3>



<p>อีกปัจจัยของปัญหาเรื่องฝุ่นก็คือ หมอกควันข้ามพรมแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน จากข้อมูลจุดความร้อนในประเทศเพื่อนบ้านของ GISTDA ระหว่างวันที่ 1 พ.ย.2566-31ต.ค.2567 พบว่า มีจุดความร้อนในเมียนมามากที่สุด 338,943 จุด ตามด้วย สปป.ลาว 175,930 จุด และกัมพูชา 156,420 จุด อันดับสี่ คือ เวียดนาม 57,871 จุด และอินโดนีเซีย อย่างน้อย 20,752 จุด และมาเลเซีย อย่างน้อย 493 จุด (เนื่องจากไม่ปรากฏข้อมูลในปี 2567 ของอินโดนีเซียและมาเลเซีย)&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบจุดความร้อนระหว่าง 1 พฤศจิกายน 2565- 31 ตุลาคม 2566 กับ 1 พฤศจิกายน 2566-31 ตุลาคม 2567 พบว่า กัมพูชา เพิ่มขึ้น 46.96% ส่วนเวียดนามเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 4.90% ขณะที่ประเทศลาวและเมียนมา ลดลง 31.97% และ 17.88% ตามลำดับ&nbsp;</p>



<p>แม้จุดความร้อนโดยรวมในประเทศเพื่อนบ้านจะลดลง แต่กลับพบว่าการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยจากประเทศเพื่อนบ้านกลับเพิ่มสูงขึ้น โดยในปี 2566 ไทยนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเมียนมา ลาว และกัมพูชา รวม 1,331,428 ตัน โดยนำเข้าจากเมียนมาสูงสุด ในขณะที่ในปี 2567 เพิ่มเป็น 2,012,117 ตัน และยังเป็นการนำเข้าจากเมียนมามากที่สุดเช่นเดียวกัน&nbsp;</p>



<p>สาเหตุที่ประเทศไทยต้องนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเมียนมานั้น มาจากความต้องการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทย โดย<a href="https://www.thaifeedmill.org/wp-content/uploads/2020/12/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%B5-2543-2567-%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2.pdf">สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์</a> ให้ข้อมูลไว้ว่าในปี 2567 ประเทศไทยต้องการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราว 8 ล้านตันต่อปี แต่คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลปริมาณการผลิตสินค้าเกษตร พยากรณ์ไว้ว่า ในปี 2567 ประเทศไทยจะสามารถผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศได้เพียง 4,742,139 ตัน จึงจำเป็นที่จะต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน แม้ในช่วงเวลาที่ผ่านมาจะมีกระแสคัดค้านให้ยกเลิกการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากพบว่าจำนวนจุดความร้อนที่เกิดขึ้นอย่างมากในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งลาว เมียนมา กัมพูชา สัมพันธ์กันกับปัญหาหมอกควันข้ามแดนและฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดในประเทศไทยที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยรายงานผืนป่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมลพิษ PM2.5 ข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ปี พ.ศ.2558-2563 ของ<a href="https://www.greenpeace.org/static/planet4-thailand-stateless/2021/04/46bdd195-minireport-forest-maize-haze-transboundary.pdf">กรีนพีซ</a> วิเคราะห์จุดความร้อนจากภาพดาวเทียม Suomi-NPP ระบบ VIIR พบว่า 1 ใน 3 ของจุดความร้อนอยู่ในพื้นที่ปลูกข้าวโพด</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เปรียบเทียบการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์-819x1024.png" alt="" class="wp-image-5085" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เปรียบเทียบการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เปรียบเทียบการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เปรียบเทียบการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_เปรียบเทียบการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์.png 1081w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<p>ขณะที่เมื่อเทียบกับการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จากเว็บไซต์กรมศุลกากร พบว่า ปริมาณการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วง 10 ปี ตั้งแต่ปี 2558 ถึงพฤศจิกายน 2567 พบว่า ไทยนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเมียนมามากที่สุด 8,127,18 ตัน จากทั้งหมด 9,394,819 ตัน และไทยนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น 1,130.50% ปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด 2 ครั้ง ได้แก่ ปี 2561 กับ ปี 2562 เพิ่มขึ้นประมาณ 5 เท่า และปี 2562 กับปี 2563 เพิ่มขึ้น 2 เท่า ปี 2567 มีปริมาณนำเข้าสูงสุด 2,012,11 ตัน</p>



<p>ในช่วงปี 2558-2559 ไทยนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากลาวเป็นส่วนใหญ่ แต่ในปี 2562 จนถึงปี 2567 ไทยนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเมียนมาเป็นหลัก จาก 588,515 ตันในปี 2562 เป็น 1,750,024 ตันในปี 2567</p>



<p><a href="https://www.efinancethai.com/LastestNews/LatestNewsMain.aspx?ref=A&amp;id=Q1l4ckRaR2Y2Wm89">รายงานโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย</a> เมื่อ 28 มีนาคม 2567 ระบุว่า การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศกัมพูชา ลาว และเมียนมาอยู่ภายใต้ความตกลง ASEAN Trade in Goods Agreement (ATIGA) 3 ทำให้ผู้นำเข้าได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า รวมถึงต้นทุนค่าขนส่งต่ำ จึงมีความได้เปรียบกว่าประเทศอื่นๆ ในปีเดียวกัน <a href="https://www.infoquest.co.th/2024/454303">คณะรัฐมนตรี</a>ยังคงนโยบายที่ผู้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะได้สิทธิพิเศษทางด้านภาษีศุลกากร ในอัตรา 0% เช่นเดิมในปี 2568&nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">เผาก็เพิ่ม ผู้ป่วยก็เพิ่ม: ภาพรวมปัญหาสุขภาพในปี 2567 ที่อาจมีสาเหตุมาจากฝุ่นพิษ PM2.5</h3>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="820" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งกลุ่มโรค-820x1024.png" alt="" class="wp-image-5086" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งกลุ่มโรค-820x1024.png 820w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งกลุ่มโรค-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งกลุ่มโรค-768x959.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_กราฟแท่งกลุ่มโรค.png 1081w" sizes="(max-width: 820px) 100vw, 820px" /></figure>
</div>


<p>จากข้อมูลผู้ป่วยรายโรครายเดือน 1 พ.ย. 2566 &#8211; 31 ต.ค.2567 ของระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC) กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ผู้ป่วยกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ (กลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ ประกอบด้วย โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหอบหืด โรคปอดอักเสบ โรคไข้หวัดใหญ่ โรคต่อมทอนซิลอักเสบ โรคจมูกอักเสบเรื้อรัง โรคหลอดลมอักเสบ โรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน โรคหลอดเลือดสมอง กลุ่มโรคตาอักเสบ กลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ กลุ่มโรคอื่นๆ และโรคมะเร็งปอด) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจำนวนมากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดูเฉพาะจำนวนกลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ (กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ ประกอบด้วย โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหอบหืด โรคปอดอักเสบ โรคไข้หวัดใหญ่ โรคต่อมทอนซิลอักเสบ โรคจมูกอักเสบเรื้อรัง และโรคหลอดลมอักเสบ) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็สูงกว่าภาคอื่นเช่นกัน ขณะที่เมื่อดูเฉพาะตัวเลขมะเร็งปอด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นรองเพียงภาคกลาง ซึ่งห่างกันเพียง 1,252 คนเท่านั้น ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อมูลพื้นที่เผาในปี 2567 ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการเพิ่มขึ้นของพื้นที่เผาสูงที่สุดในประเทศ</p>



<p>อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาสัดส่วนผู้ป่วยต่อประชากรแสนคน จะพบว่า ภาคเหนือ (9 จังหวัด) มีสัดส่วนผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ และโรคมะเร็งปอดมากที่สุด โดยอยู่ที่ 20,459.65 คนต่อแสนประชากรและ 616.87 คนต่อแสนประชากรตามลำดับ ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อมูลพื้นที่การเผาในปี 2567 ที่ภาคเหนือ (9 จังหวัด) ยังครองแชมป์จำนวนพื้นที่การเผาสูงที่สุดของประเทศ ขณะที่เมื่อดูผู้ป่วยกลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ พบว่า ภาคใต้ มีสัดส่วนผู้ป่วยมากที่สุด 9,471.19 คนต่อประชากรแสนคน</p>



<p>แม้ว่ามาตรการแก้ปัญหาเรื่องฝุ่น PM2.5 จะพุ่งเป้าไปที่ภาคเหนือเป็นพิเศษ แต่เมื่อดูข้อมูลผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวข้องกับ PM2.5 ช่วงสองปีเทียบกันแล้ว พบว่า ภาคที่เริ่มมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นคือ ภาคตะวันออก ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ ซึ่งภาคตะวันออกมีพื้นที่เผาไหม้เพิ่มขึ้นอยู่ในอันดับที่สอง รองจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยข้อมูลจำนวนผู้ป่วยรายโรครายเดือน ระหว่างวันที่ 1 พ.ย. 2565 &#8211; 31 ต.ค.2566 กับ 1 พ.ย. 2566 &#8211; 31 ต.ค.2567 ของระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC) กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ภาคตะวันออก มีจำนวนผู้ป่วยกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ เพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยเพิ่ม 14.25% จาก 786,974 คนเป็น 899,133 คน จังหวัดที่น่าจับตาคือ จังหวัดสระแก้วที่มีจำนวนผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ เพิ่มขึ้นมากกว่าจังหวัดอื่นในภาค คิดเป็น 16.68% ซึ่งจังหวัดสระแก้วเป็นจังหวัดที่มีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากที่สุดในภาคตะวันออก และอยู่ติดกับประเทศกัมพูชา พื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่จำนวนจุดความร้อนเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วยในปีที่ผ่านมา</p>



<p>ขณะที่เมื่อดูเฉพาะโรคมะเร็งปอด ก็พบว่า ภาคตะวันออกเป็นภาคที่มีจำนวนผู้ป่วย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน มากที่สุดเช่นกัน โดยอยู่ที่ 14.94% โดยสระแก้ว มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นมากกว่าจังหวัดอื่นในภาค คิดเป็น 15.52%</p>



<p>ส่วนภาคเหนือที่มักมีข่าวเรื่องมลพิษทางอากาศปรากฏว่า เป็นภาคที่มีจำนวนผู้ป่วยมะเร็งปอด ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.10% หรือลดลง 424 คน โดยลดลงที่จังหวัดเชียงใหม่ พะเยา และลำปาง</p>



<p>ขณะที่เมื่อดูเฉพาะกลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ พบว่า ภาคกลาง เป็นภาคที่มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นมากที่สุด 11.47% จาก 1,141,505 คนเป็น 1,272,461 คน โดยกรุงเทพมหานครเป็นจังหวัดที่น่าจับตา โดยเพิ่มขึ้น 43.37% จาก 82,201 คนเป็น 117,855 คนในช่วงเดียวกันของปีถัดไป แม้ว่าจะไม่มีข้อมูลผู้ป่วยเดือน พ.ย.-ธ.ค.2565 ปรากฏก็ตาม</p>



<h3 class="wp-block-heading">พ.ร.บ. อากาศสะอาด จะช่วยลดปัญหา PM2.5 ได้จริงไหม</h3>



<p>ปัญหาฝุ่น PM2.5 เกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน จึงต้องใช้ความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ที่ผ่านมา มีความพยายามผลักดันการออกกฎหมายเพื่อจัดการกับปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างจริงจัง โดยมีร่างกฎหมาย 7 ฉบับ ได้แก่ ฉบับที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ 1 ฉบับ ฉบับที่พรรคการเมืองเป็นผู้เสนอ 5 ฉบับ (พรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล และพรรคประชาธิปัตย์) และฉบับประชาชน โดยมีคนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 22,251 คนเป็นผู้เสนอ&nbsp;</p>



<p>โดยเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ….ทั้ง 7 ฉบับ ผ่านรัฐสภาด้วยมติ 443: 0 มีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณายกร่างใหม่จาก 7 ฉบับดังกล่าว ล่าสุด เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 จักรพล ตั้งสุทธิธรรม ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด<a href="https://x.com/jakkaphon_18/status/1866745080834642348"> เขียนข้อความผ่าน X</a> ว่า ฝ่ายนิติบัญญัติ คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ พิจารณาได้ราว 70% แล้ว และจะเร่งเสนอเข้าสภาภายในต้นปีหน้า&nbsp;</p>



<p>ข้อมูลจากเว็บไซต์รัฐสภา มีรายงานสรุปผลการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. สภาผู้แทนราษฎร แล้ว 44 ครั้งจนถึงวันที่ 2 ธันวาคม 2567 โดยประเด็นที่มีการพิจารณาแล้ว มีเรื่องเด่น 7 เรื่อง ดังนี้</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>กำหนดให้บุคคล ชุมชน และประชาชนมีสิทธิในอากาศสะอาด สิทธิในสุขภาพ และสิทธิในชีวิตอันเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน โดยรัฐมีหน้าที่ทำให้เกิดการเคารพ คุ้มครอง และทำให้สิทธิดังกล่าวเกิดขึ้นจริง&nbsp;</li>



<li>มีคณะกรรมการหลากหลายรูปแบบ ทั้งคณะกรรมการระดับชาติที่ดูแลด้านนโยบาย คณะกรรมการกำกับดูแลเพื่ออากาศสะอาด ที่จะทำหน้าที่ประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายและเป้าหมายที่กำหนด คณะกรรมการระดับจังหวัด ซึ่งจะจัดทำแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในระดับจังหวัด โดยให้สอดคล้องกับนโยบายระดับชาติ และคำนึงถึงบริบทเฉพาะของพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีคณะกรรมการเฉพาะด้าน เช่น คณะกรรมการวิชาการ คณะกรรมการด้านเศรษฐศาสตร์</li>



<li>เมื่อพื้นที่ใดมีปัญหามลพิษทางอากาศ อันเกิดจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ สภาพแวดล้อม หรือปัญหาข้ามพื้นที่ คณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัดสามารถแต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ในพื้นที่นั้นๆ อย่างเร่งด่วนได้</li>



<li>กรณีมีพื้นที่ที่มีคุณภาพอากาศไม่เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพระดับประเทศหรือมีแนวโน้มเกิดมลพิษทางอากาศซึ่งอาจกระทบต่อสุขภาพหรือคุณภาพสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัดมีอำนาจประกาศให้พื้นที่นั้นเป็นเขตเฝ้าระวังมลพิษทางอากาศ และหากมีพื้นที่ใดที่มีคุณภาพอากาศเกินเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพอากาศสะอาด คณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัดก็มีอำนาจประกาศให้พื้นที่นั้นเป็นเขตประสบมลพิษทางอากาศได้ด้วย</li>



<li>จะมีการกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพระดับประเทศ มาตรฐานคุณภาพอากาศสะอาดเพื่อสวัสดิภาพของสาธารณะ และดัชนีคุณภาพอากาศ โดยคณะกรรมการวิชาการเพื่ออากาศสะอาดเป็นผู้เสนอต่อคณะกรรมการนโยบายร่วมเพื่ออากาศสะอาด&nbsp;</li>



<li>มีเครื่องมือและมาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพื่ออากาศสะอาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกลไกตลาดและลดการปล่อยมลพิษโดยการสร้างแรงจูงใจ หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคคล ผู้ประกอบการ หรือชุมชน ในการป้องกัน บำบัด ขจัด หรือลดมลพิษทางอากาศ หรือส่งเสริมให้มีอากาศสะอาด เช่น ภาษีอาการเพื่ออากาศสะอาด ค่าธรรมเนียมเพื่ออากาศสะอาด&nbsp; การจัดสรร การซื้อขาย และการโอนสิทธิในการระบายมลพิษทางอากาศ หลักประกันความเสี่ยงหรือความเสียหายอันเนื่องมาจากมลพิษทางอากาศ มาตรการอุดหนุน สนับสนุน หรือส่งเสริม บุคคล ผู้ประกอบการ ชุมชน หรือกิจกรรมเพื่ออากาศสะอาด&nbsp;&nbsp;</li>



<li>กำหนดให้หน่วยงานรัฐบูรณาการการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษข้ามแดน โดยร่วมมือกับต่างประเทศ ควบคุมสินค้าเกษตรที่ก่อมลพิษ และกำหนดความรับผิดของผู้กระทำผิด</li>
</ol>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_บทบาทของสสส-1024x1024.png" alt="" class="wp-image-5087" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_บทบาทของสสส-1024x1024.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_บทบาทของสสส-300x300.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_บทบาทของสสส-150x150.png 150w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_บทบาทของสสส-768x768.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_บทบาทของสสส-600x600.png 600w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_บทบาทของสสส-100x100.png 100w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2025/02/info_บทบาทของสสส.png 1081w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">บทบาทของ สสส.</h3>



<p>สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผลักดันกระบวนการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในทุกมติ ด้วยกระบวนการการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง ผ่าน 4 กลไกหลัก ได้แก่ พลังนโยบาย พลังปัญญา พลังสังคม และการสื่อสารสังคม เพื่อเสริมหนุนความเข้มแข็งให้กับภาคประชาสังคม เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสุขภาพของประชาชนอย่างยั่งยืน แบบสหวิชาชีพ อย่างบูรณาการข้ามศาสตร์&nbsp;</p>



<p>จนนำไปสู่การสร้างความร่วมมือระหว่างภาคประชาสังคม ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการในการแก้ปัญหาสาเหตุ PM2.5 อย่างบูรณาการ เช่น เครือข่ายสภาลมหายใจ ประกอบด้วย สภาลมหายใจเชียงใหม่ สภาลมหายใจแม่ฮ่องสอน สภาลมหายใจลำพูน สภาลมหายใจเชียงราย สภาลมหายใจลำปาง ชมรมอากาศดีที่เมืองแพร่ สภาลมหายใจพะเยา เครือข่ายรักษ์อากาศน่าน สภาลมหายใจตาก สภาลมหายใจกรุงเทพมหานคร และสภาลมหายใจกาญจนบุรี เป็นต้น ยกระดับการแก้ปัญหา PM2.5 ระดับตำบล ระดับอำเภอ นำไปสู่ข้อเสนอและปฏิบัติการทางนโยบายระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับชาติ เช่น การบริหารจัดการไฟตามบริบทภูมิสังคม แทนการบริหารควบคุมจุดความร้อนห้ามเผาเด็ดขาด หรือ Fire Management แทน Zero Burning และ การผลักดันการแก้ปัญหาหมอกควันและไฟป่าพื้นที่รอยต่อจังหวัดและพื้นที่ไหม้ซ้ำซากในภาคเหนือตอนบน (ไฟแปลงใหญ่)</p>



<p>&nbsp;เชื่อมโยงการบริหารจัดการ บูรณาการ Big Data พัฒนา ปรับปรุงงานวิชาการ เสนอแนะวิธีแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว เช่น การจัดประชุมทางวิชาการระดับชาติ เรื่อง มลพิษทางอากาศ PM2.5 ครั้งที่ 1 (Thailand National PM 2.5 Forum) หัวข้อ “อากาศสะอาด: ความรับผิดชอบร่วมของรัฐ เอกชน และประชาสังคม” เพื่อร่วมกันหาข้อสรุปนโยบายและมาตรการจัดการมลพิษทางอากาศ นำเสนอต่อรัฐบาล ทั้งเรื่องระบบสุขภาพ การจัดการไฟป่า ไฟในที่โล่ง พื้นที่ทางการเกษตร มลพิษข้ามแดน ฝุ่นจากอุตสาหกรรม ผลกระทบภาคธุรกิจ และการกำหนดมาตรฐานฝุ่นละออง PM2.5 ใหม่ให้เข้มงวดขึ้น เพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพอากาศของประเทศ ป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยผ่านการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน</p>



<p>โดยมีหมุดหมายสำคัญ คือ ก้าวข้ามการจัดการแบบเดิมไปสู่การจัดการมลพิษทางอากาศแบบสุขภาพนำสังคม หรือ “สังคมอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ” เชื่อมประสานการดำเนินงานทางสถาบันการศึกษา หน้าต่างทางนโยบาย และการเคลื่อนไหวทางสังคม โยงใยกลไกและองค์กรทั้งภาคการเมือง ภาครัฐ ภาคท้องที่ท้องถิ่น ภาควิชาการ ภาคการสื่อสารสาธารณะ ภาคเอกชน และการต่างประเทศ</p>



<p><strong>อ้างอิง</strong></p>



<p>ข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ 1 มกราคม &#8211; 31 พฤษภาคม 2566&nbsp; สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)&nbsp;</p>



<p>ข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ 1 มกราคม &#8211; 31 พฤษภาคม 2567&nbsp; สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)&nbsp;</p>



<p>ข้อมูลจุดความร้อน 2022 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)&nbsp;</p>



<p>ข้อมูลจุดความร้อน 2023 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)&nbsp;</p>



<p>ข้อมูลจุดความร้อน 2024 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)&nbsp;</p>



<p>ระบบรายงานสถิติ กรมศุลกากร</p>



<p></p>



<p>ดูข้อมูลที่ <a href="https://rocketmedialab.co/database-pm25-2024/">https://rocketmedialab.co/database-pm25-2024/</a></p>



<p><a href="https://rocketmedialab.co/ebook-pm25/">ดาวน์โหลดเวอร์ชัน E-book ที่นี่</a></p>



<p></p>



<p></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/pm25-2024/">จากไฟป่าสู่ไฟเกษตร: สำรวจสถานการณ์สุขภาพและการเผาที่เกี่ยวข้องกับฝุ่น PM2.5 ในปี 2567 </a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
