<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>AI Archives - Rocket Media Lab</title>
	<atom:link href="https://rocketmedialab.co/tag/ai/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://rocketmedialab.co/tag/ai/</link>
	<description>แหล่งข้อมูลติดตามประเด็นสังคม ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ เพื่อต่อยอดในงานข่าว</description>
	<lastBuildDate>Mon, 27 Apr 2026 07:54:37 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2021/03/cropped-RML-circle-black-32x32.png</url>
	<title>AI Archives - Rocket Media Lab</title>
	<link>https://rocketmedialab.co/tag/ai/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>สำรวจ Hate Speech ที่ถูกผลิตซ้ำผ่านวิดีโอ AI ในช่วงความขัดแย้งไทย-กัมพูชา [ข้อมูลดิบ]</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/database-ai-hate-speech-thailand-cambodia-conflict/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 07:54:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[culture]]></category>
		<category><![CDATA[database]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[hate speech]]></category>
		<category><![CDATA[ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=7296</guid>

					<description><![CDATA[<p>Rocket Media Lab &#3619;&#3623;&#3610;&#3619;&#3623;&#3 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/database-ai-hate-speech-thailand-cambodia-conflict/">สำรวจ Hate Speech ที่ถูกผลิตซ้ำผ่านวิดีโอ AI ในช่วงความขัดแย้งไทย-กัมพูชา [ข้อมูลดิบ]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>Rocket Media Lab รวบรวมวิดีโอที่เข้าข่ายการบิดเบือนข้อเท็จจริง (Disinformation) ที่สร้างโดย AI และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการสร้างความเกลียดชังในบริบทความขัดแย้งชายแดนไทยและกัมพูชา จำนวน 212 คลิป จาก 14 บัญชีผู้ใช้บน Facebook โดยในจำนวนนี้มี 9 บัญชีที่เปิดหารายได้โดยให้สมัครสมาชิกรายเดือนได้ มีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 19 บาทไปจนถึง 69 บาทต่อเดือน การเก็บข้อมูลครอบคลุมตั้งแต่ช่วงเริ่มเหตุปะทะในเดือนกรกฎาคม จนถึงการลงนามหยุดยิงในเดือนตุลาคม 2568 เพื่อวิเคราะห์ลักษณะของวิดีโอที่สร้างโดย AI ทั้งในแง่รูปแบบการสื่อสาร วิธีการสร้างความเกลียดชัง กลุ่มเป้าหมายที่ถูกโจมตี ตลอดจนบทบาทของเนื้อหาเหล่านี้ในการขยายความขัดแย้งในพื้นที่ออนไลน์</p>



<p><strong>วิธีการเก็บข้อมูล</strong></p>



<p>การเก็บข้อมูลเริ่มต้นจากการค้นหาบน Facebook ด้วยคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่เกี่ยวกับความขัดแย้งโดยตรง ทั้งชื่อบุคคล เช่น ฮุนเซน มาลี และคำที่สะท้อนบริบทความตึงเครียด เช่น ทหารกัมพูชา สงคราม และชายแดน จากนั้นกรองเฉพาะวิดีโอที่สร้างด้วย AI และมีเนื้อหาที่เข้าข่ายสร้างความเกลียดชัง การเก็บข้อมูลเน้นไปที่ 14 บัญชีผู้สร้างที่มีความสม่ำเสมอในการผลิตเนื้อหาลักษณะนี้ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว และไม่ได้รวบรวมวิดีโอทั้งหมดที่มีอยู่ แต่คัดเลือกตัวอย่างที่สะท้อนรูปแบบเนื้อหาเกลียดชังได้อย่างชัดเจน ข้อมูลที่รวบรวมได้นำมาวิเคราะห์และจำแนกลักษณะการเล่าเรื่อง (Narrative) ออกเป็น 4 หมวดหลัก โดยพิจารณาจากทั้งคีย์เวิร์ดในบทพูด องค์ประกอบภาพและเสียงที่ปรากฏในวิดีโอ</p>



<iframe src="https://docs.google.com/spreadsheets/d/e/2PACX-1vQWe4NTlC4GL-QCEbhwhkfcv6csYYKBPF3whBgMyts-N15NFMLZTosYXEk4j5xpPboUWkGzpF8xq-8w/pubhtml?widget=true&amp;headers=false"></iframe>



<p><a href="https://docs.google.com/spreadsheets/d/1foGjmovhWw_1rnPAhg-SbGwZHpzOwhNLu__ZP3J0kT0/edit?usp=sharing">ดาวน์โหลดที่นี่</a></p>



<p>อ่าน <a href="https://rocketmedialab.co/ai-hate-speech-thailand-cambodia-conflict/">ความเกลียดชังที่ขายได้ : สำรวจ Hate Speech ที่ถูกผลิตซ้ำผ่านวิดีโอ AI ในช่วงความขัดแย้งไทย-กัมพูชา</a></p>



<p></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/database-ai-hate-speech-thailand-cambodia-conflict/">สำรวจ Hate Speech ที่ถูกผลิตซ้ำผ่านวิดีโอ AI ในช่วงความขัดแย้งไทย-กัมพูชา [ข้อมูลดิบ]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความเกลียดชังที่ขายได้ : สำรวจ Hate Speech ที่ถูกผลิตซ้ำผ่านวิดีโอ AI ในช่วงความขัดแย้งไทย-กัมพูชา</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/ai-hate-speech-thailand-cambodia-conflict/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 07:53:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[culture]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[hate speech]]></category>
		<category><![CDATA[ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=7283</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3651;&#3609;&#3648;&#3604;&#3639;&#3629;&#3609;&#3585 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/ai-hate-speech-thailand-cambodia-conflict/">ความเกลียดชังที่ขายได้ : สำรวจ Hate Speech ที่ถูกผลิตซ้ำผ่านวิดีโอ AI ในช่วงความขัดแย้งไทย-กัมพูชา</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p></p>



<ul class="wp-block-list">
<li>วิดีโอบิดเบือนข้อเท็จจริง (Disinformation) ที่สร้างโดย AI และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการสร้างความเกลียดชังในบริบทความขัดแย้งชายแดนไทยและกัมพูชาที่ใช้ในงานศึกษาชิ้นนี้ เป็นวิดีโอเนื้อหาภาษาไทย สื่อสารกับผู้รับสารคนไทยโดยเฉพาะ</li>



<li>ลักษณะการเล่าเรื่องประกอบด้วย 4 รูปแบบหลัก คือ 1. การล้อเลียน 2. การลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ 3. การสร้างความเหนือกว่าทางชาตินิยม และ 4.การกล่าวหาว่าอีกฝ่ายสมคบคิดแผนร้าย</li>



<li>คลิปที่สร้างโดย AI เหล่านี้ ไม่ได้มุ่งหมายสื่อสารเนื้อหาการเมืองหรือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เท่ากับการสร้างคลิปบันเทิงที่จุดติดได้ด้วยปลุกปั่นความเกลียดชัง</li>
</ul>



<p>ในเดือนกรกฎาคม ปี 2568 ความขัดแย้งทางทหารระหว่างไทยและกัมพูชาปะทุขึ้นอีกครั้งตามแนวชายแดน นับเป็นวิกฤตที่มีรากฐานทั้งจากข้อพิพาทเรื่องพื้นที่ทับซ้อนที่ยาวนานนับทศวรรษ และจากความตึงเครียดทางการเมืองที่สะสมระหว่างสองประเทศ ความขัดแย้งในครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่ชายแดน แต่ยังขยายตัวเข้าสู่พื้นที่ออนไลน์อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เนื้อหาปลุกปั่นสร้างความเกลียดชังแพร่กระจายได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่และเวลา</p>



<p>ในวิกฤตครั้งนี้ สมรภูมิทางความคิดที่รุนแรงบนพื้นที่ออนไลน์มีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นตัวช่วยผลิตสื่อสังเคราะห์ (Synthetic Media) ทั้งภาพและเสียงที่สมจริงสูงจนยากต่อการคัดกรอง ในระหว่างที่ความขัดแย้งดำเนินไป บัญชีผู้ใช้หลายรายบน Facebook ใช้โอกาสนี้ผลิตวิดีโอ AI เพื่อขยายกระแสความเกลียดชัง ควบคู่ไปกับการเปิดรับรายได้จากผู้ติดตาม สะท้อนให้เห็นว่าความเกลียดชังไม่เพียงแพร่กระจายได้ง่าย แต่ยังกลายเป็น ‘สินค้า’ ที่สร้างรายได้อีกด้วย</p>



<p>Rocket Media Lab รวบรวมวิดีโอที่เข้าข่ายการบิดเบือนข้อเท็จจริง (Disinformation) ที่สร้างโดย AI และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการสร้างความเกลียดชังในบริบทความขัดแย้งชายแดนไทยและกัมพูชา จำนวน 212 คลิป จาก 14 บัญชีผู้ใช้บน Facebook โดยในจำนวนนี้มี 9 บัญชีที่เปิดหารายได้โดยให้สมัครสมาชิกรายเดือนได้ มีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 19 บาทไปจนถึง 69 บาทต่อเดือน การเก็บข้อมูลครอบคลุมตั้งแต่ช่วงเริ่มเหตุปะทะในเดือนกรกฎาคม จนถึงการลงนามหยุดยิงในเดือนตุลาคม 2568 เพื่อวิเคราะห์ลักษณะของวิดีโอที่สร้างโดย AI ทั้งในแง่รูปแบบการสื่อสาร วิธีการสร้างความเกลียดชัง กลุ่มเป้าหมายที่ถูกโจมตี ตลอดจนบทบาทของเนื้อหาเหล่านี้ในการขยายความขัดแย้งในพื้นที่ออนไลน์</p>



<p><strong>วิธีการเก็บข้อมูล</strong></p>



<p>การเก็บข้อมูลเริ่มต้นจากการค้นหาบน Facebook ด้วยคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่เกี่ยวกับความขัดแย้งโดยตรง ทั้งชื่อบุคคล เช่น ฮุนเซน มาลี และคำที่สะท้อนบริบทความตึงเครียด เช่น ทหารกัมพูชา สงคราม และชายแดน จากนั้นกรองเฉพาะวิดีโอที่สร้างด้วย AI และมีเนื้อหาที่เข้าข่ายสร้างความเกลียดชัง การเก็บข้อมูลเน้นไปที่ 14 บัญชีผู้สร้างที่มีความสม่ำเสมอในการผลิตเนื้อหาลักษณะนี้ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว และไม่ได้รวบรวมวิดีโอทั้งหมดที่มีอยู่ แต่คัดเลือกตัวอย่างที่สะท้อนรูปแบบเนื้อหาเกลียดชังได้อย่างชัดเจน ข้อมูลที่รวบรวมได้นำมาวิเคราะห์และจำแนกลักษณะการเล่าเรื่อง (Narrative) ออกเป็น 4 หมวดหลัก โดยพิจารณาจากทั้งคีย์เวิร์ดในบทพูด องค์ประกอบภาพและเสียงที่ปรากฏในวิดีโอ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_1-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7288" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_1-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_1-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_1-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_1.png 961w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">4 รูปแบบหลัก ของเนื้อหาเกลียดชังที่สร้างด้วย AI</h3>



<p>จากการวิเคราะห์วิดีโอทั้ง 212 คลิปที่ถูกสร้างขึ้นด้วย AI สามารถจำแนกรูปแบบการสร้างเนื้อหาเกลียดชังที่พบออกได้เป็น 4 รูปแบบหลัก ตามลักษณะการเล่าเรื่อง (Narrative) ได้แก่&nbsp;</p>



<p><strong>1. การล้อเลียน (Ridicule)</strong> คือรูปแบบที่พบมากที่สุด โดยปรากฏเป็นแกนหลักของเรื่องในวิดีโอรวม 103 วิดีโอ ในจำนวนนี้เป็นการล้อเลียนอย่างเดียว 81 คลิป และอยู่คู่กับรูปแบบอื่น เช่น ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ ใช้ความรุนแรง (Violence) และใช้มุกตลกทางเพศ (Sexual joke) เป็นรูปแบบย่อยคู่กับการล้อเลียนไปด้วย อีก 22 คลิป เนื้อหาประเภทนี้ใช้การล้อเลียนผ่านภาพและเสียงที่สร้างด้วย AI เพื่อทำให้ผู้นำและบุคคลสาธารณะของกัมพูชาดูตลก ไร้ความสามารถ หรืออยู่ในสถานการณ์ที่น่าอับอาย</p>



<p><strong>2. การลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ (Dehumanization) </strong>เป็นรูปแบบที่พบรองลงมา พบ 51 วิดีโอ โดยมีเนื้อหาที่มุ่งเป้าเพื่อลดทอนความเป็นมนุษย์อย่างเดียวจำนวน&nbsp; 48 คลิป และมีอีก 3 คลิปที่ผสมกับการล้อเลียน เนื้อหาลักษณะนี้มักนำใบหน้าบุคคลจริงไปซ้อนทับกับสัตว์หรือสิ่งที่ถูกมองว่าต่ำต้อย เช่น หมาขี้เรื้อน ตัวเงินตัวทอง งู หรือแมลง โดยรูปแบบนี้จะแตกต่างจากการล้อเลียนทั่วไปคือ การล้อเลียนจะยังคงสถานะความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกโจมตี แต่ทำให้หัวเราะกับพฤติกรรมที่ดูตลกหรือน่าอับอาย ขณะที่การลดทอนความเป็นมนุษย์จะตัดขาดความเป็นมนุษย์โดยสิ้นเชิง ทำให้ผู้ชมรับรู้ผู้ถูกโจมตีในฐานะสัตว์แทน</p>



<p><strong>3. การสร้างความเหนือกว่าทางชาตินิยม (National superiority) และการใช้ความรุนแรง (Violence) </strong>พบใน 50 คลิป โดยทั้งสองรูปแบบมีลักษณะร่วมกันคือการสร้างภาพความเหนือกว่าทางทหารของฝ่ายไทย ผ่านวิดีโอที่นำเสนอภาพอาวุธยุทโธปกรณ์ การโจมตี หรือการพ่ายแพ้ของอีกฝ่าย เพื่อเล่าเรื่องว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และสูญเสีย</p>



<p><strong>4. การกล่าวหาว่าอีกฝ่ายสมคบคิดแผนร้าย (Conspiracy) </strong>พบในจำนวนน้อยที่สุดรวม 8 รายการ เนื้อหาประเภทนี้จะสร้างภาพภัยคุกคาม โดยกล่าวหาว่าฝ่ายกัมพูชากำลังดำเนินการบางอย่างอย่างลับๆ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะกระตุ้นความกลัวและความระแวงให้แก่คนดู</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_2-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7289" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_2-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_2-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_2-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_2.png 961w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">วิเคราะห์วิดีโอล้อเลียน : เมื่อการล้อเลียนกลายเป็นเกราะกำบัง</h3>



<p>จากการเก็บข้อมูลคลิปที่ generate ด้วย AI (เจน AI) ที่มีเนื้อหาสร้างความเกลียดชังในช่วงความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ทั้งหมด 212 คลิป พบรูปแบบการล้อเลียน (Ridicule) เป็นสัดส่วนสูงถึง 48.58% (103 คลิป) ของเนื้อหาทั้งหมด โดยมีจุดเด่นที่วิธีเล่าเรื่องให้ดู ‘ตลก’ เพื่อเป็นเกราะกำบังในการส่งผ่านวาทกรรมเกลียดชังและการทำลายความน่าเชื่อถือของอีกฝ่ายอย่างรุนแรง</p>



<p><strong>วิดีโอที่มียอดเข้าชมและยอด engagement สูงสุดในหมวดล้อเลียน</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>วิดีโอที่มียอดเข้าชมสูงสุด</strong> คือวิดีโอเจน AI ให้ฮุนเซนเกาะกระจกเครื่องบินรบ พร้อมพูดอ้อนวอนว่า &#8220;กูขอร้องกี่ครั้งแล้วว่าอย่าใช้ F-16 กูไหว้ล่ะ&#8221; มียอดเข้าชมสูงถึง 5,600,000 ครั้ง ยอด engagement รวม 57,000 ครั้ง ยอดแชร์ 3,100 ครั้ง และแสดงความคิดเห็น 1,800 ครั้ง เผยแพร่ ณ วันที่ 10 สิงหาคม 2568</li>



<li><strong>วิดีโอที่มียอด engagement สูงสุด</strong> คือวิดีโอเจน AI เป็นทหารกัมพูชาคุยกันว่า &#8220;เสบียงไม่มีจะขัดกระทะทำไม&#8221; อีกคนตอบ &#8220;วิทยุบอกเดี๋ยวมีไข่มาส่ง&#8221; และตัดภาพไปเป็นเครื่องบินรบจากไทยบรรทุกระเบิดมาพูดว่า &#8220;ไข่ฟองโตมาส่งแล้วครับ&#8221; มียอดเข้าชม 1,800,000 ครั้ง และมียอด engagement สูงถึง 88,000 ครั้ง ยอดแชร์ 1,700 ครั้ง แสดงความคิดเห็น 595 ครั้ง เผยแพร่ ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2568</li>
</ul>



<p>เนื้อหาที่ได้รับความนิยมเหล่านี้ไม่ได้เน้นที่การแสดงข้อเท็จจริงใดๆ แต่เน้นสร้างความสะใจ และเปลี่ยนความตึงเครียดของสถานการณ์ชายแดนให้กลายเป็นสินค้าความบันเทิง นอกจากนี้ เมื่อวิเคราะห์เนื้อหาของวิดีโออื่นๆ ในหมวดนี้ยังพบองค์ประกอบที่ซ้ำกัน ได้แก่</p>



<p><strong>1. ทำลายภาพลักษณ์ผู้นำ </strong>มีการใช้ AI เปลี่ยนภาพลักษณ์ของผู้นำกัมพูชาให้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าอับอาย โดยเฉพาะการให้แต่งกายด้วยชุดผู้หญิง ใส่ชุดเสื้อเกาะอก กระโปรง รองเท้าส้นสูง หรือชุดรัดรูป ตัวอย่างเช่น วิดีโอเจน AI ให้ฮุนเซนและฮุนมาเน็ตใส่ชุดเกาะอกและกระโปรง วิ่งหนีร้องไห้กอดคอกัน พร้อมพูดว่า &#8220;ยอมแล้ว ไม่เอาแล้ว&#8221; โดยมีฉากหลังเป็นเครื่องบินรบและรถถัง ในหลายวิดีโอยังให้แสดงกิริยาที่ถูกมองว่าไม่เหมาะสมกับภาพลักษณ์ผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นการเต้นแอโรบิก หรือนั่งบนรถถังขึ้นสนิม</p>



<p><strong>2. ล้อเลียนว่าเป็นประเทศที่ยากจนหรือใช้เทคโนโลยีที่ล้าสมัย</strong> วิดีโออีกจำนวนมากเจน AI เป็นภาพกองทัพที่ไร้ประสิทธิภาพ เครื่องบินขึ้นสนิมสตาร์ตไม่ติด งบประมาณไม่พอซื้ออาวุธจริง และทหารอายุมากที่อ่อนแอ วิดีโอเหล่านี้พยายามสร้างภาพว่ากัมพูชาไม่ใช่ภัยคุกคามที่ต้องกังวล เพื่อตอกย้ำความเหนือกว่าของไทย เช่น วิดีโอเจน AI เป็นฮุนเซนเปิดเผยอาวุธลับ ซึ่งเป็นปืนฉีดน้ำที่อ้างว่าสั่งมาจากลาซาด้าในช่วงลดราคา</p>



<p><strong>3. การลดทอนสถานะให้เป็นขอทาน หรือผู้รอรับความช่วยเหลือ</strong> วิดีโอส่วนหนึ่งใช้การสร้างบทสนทนาให้ชาวกัมพูชาหรือทหารยอมรับว่าตนเองต้องพึ่งพาไทยหรือเป็นขอทาน เช่น วิดีโอเจน AI เป็นการสัมภาษณ์ชาวกัมพูชาที่ใส่เสื้อผ้าขาด ตอบคำถามนักข่าวว่าที่ชอบฉีกแบงก์ 20 ของไทย เพราะ &#8220;เราเป็นขอทาน คนไทยโยนเศษเงินมาให้มากสุดก็แค่แบงก์ 20&#8221; หรืออีกวิดีโอเจน AI เป็นชาวกัมพูชายืนหลังรั้วลวดหนามและพูดว่า &#8220;เราต้องรื้อลวดหนามเพื่อเข้าไปเป็นขอทานในไทยให้ได้&#8221;</p>



<p><strong>4. การใช้มุกตลกทางเพศและความสัมพันธ์ที่ผิดศีลธรรม </strong>วิดีโอลักษณะนี้ทำคล้ายกับ ‘ละครน้ำเน่า’ โดยนำเสนอความสัมพันธ์สามเส้าระหว่างฮุนเซน บุนรานี และมาลี ผ่านการจัดฉากให้ดูเหมือนภาพจากกล้องวงจรปิด บทสนทนาที่แอบได้ยิน หรือตอนต่อเนื่องที่มีชื่อว่า ‘ละครไร้คุณธรรม’ ที่แสดงภาพมาลีแอบมีความสัมพันธ์กับฮุนเซนและบุนรานีจับได้ วิดีโอรูปแบบนี้จะดึง engagement ได้สูงเป็นพิเศษ เนื่องจากผสานดราม่ากับความบันเทิงเข้ากับการทำลายภาพลักษณ์ของบุคคลสาธารณะได้อย่างกลมกลืน</p>



<p><strong>5. การใช้สิ่งปฏิกูล</strong> วิดีโอกลุ่มนี้เปลี่ยนเป้าหมายจากโจมตีผู้นำมาสู่ประชาชนชาวกัมพูชา โดยใช้รถดูดส้วมเป็นเครื่องมือหลักในการโจมตี ตัวอย่างเช่น วิดีโอนักข่าวถามคนขับรถดูดสวมว่า &#8220;ขึ้นมาบนรถดูดสวมแบบนี้จะเอารถมาทำอะไรคะ&#8221; คนขับตอบว่า &#8220;ถ้าคุยกันดีๆ ไม่รู้เรื่อง ก็ต้องคุยกับขี้แล้วกัน&#8221; หรือวิดีโอที่ให้ชาวกัมพูชาตะโกนว่า &#8220;หิวขี้ ขอกินขี้คนไทยหน่อย&#8221; ทั้งยังพูดว่า &#8220;ขี้คนไทยนี่อร่อยจริงๆ อยากกินมาตั้งนานแล้ว&#8221; นอกจากนี้ยังพบวิดีโอที่นำเสนอการฉีดน้ำดูดสวมใส่ ‘กลุ่มเด็ก’ ชาวกัมพูชาที่ยืนอยู่หลังลวดหนาม ซึ่งมียอดชมถึง 57,000 ครั้ง</p>



<p>เมื่อพิจารณาเป้าหมายของการโจมตีในหมวดล้อเลียน โดยนับจำนวนครั้งที่ตัวละครต่างๆ ปรากฏในวิดีโอ ไม่ว่าจะปรากฏเดี่ยวหรืออยู่ร่วมกับผู้อื่น พบว่า <strong>ฮุนเซน</strong> คือเป้าหมายอันดับหนึ่งที่ถูกโจมตีมากที่สุด พบใน 57 วิดีโอ รองลงมาคือ <strong>มาลี</strong> โฆษกกระทรวงกลาโหมประเทศกัมพูชา พบ 36 วิดีโอ ตามด้วย<strong>ชาวกัมพูชาและประเทศกัมพูชา</strong> พบ 22 วิดีโอ และ <strong>ทหารกัมพูชา</strong> พบ 17 วิดีโอ นอกจากนี้ยังพบบุคคลอื่นที่ถูกดึงเข้ามาเป็นตัวละครสมทบ เช่น <strong>บุนรานี</strong> ภริยาของฮุนเซน พบ 10 วิดีโอ<strong> แพทองธาร </strong>พบ 4 วิดีโอ <strong>ทักษิณและฮุนมาเน็ต</strong> พบอย่างละ 3 วิดีโอ และนักร้องอย่าง<strong>แวนด้า</strong> พบ 2 วิดีโอ</p>



<p>สิ่งที่น่าสังเกตจากข้อมูลชุดนี้คือ มีถึง 19 วิดีโอด้วยกันที่ฮุนเซนและมาลีปรากฏร่วมกัน โดยส่วนใหญ่จะถูกนำเสนอในฐานะคู่ที่มีความสัมพันธ์ต่อกัน เพื่อทำลายภาพลักษณ์ผ่านมุกตลกทางเพศ นอกจากนี้ ยังพบว่าการโจมตีไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้นำ แต่ขยายมาสู่ชาวกัมพูชาทั่วไปอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันก็มีการดึงตัวละครฝ่ายไทย เช่น แพทองธารและทักษิณ เข้ามาร่วมเฟรมในสถานการณ์ที่ดูตลกหรือน่าอับอาย เช่น วิดีโอเจน AI ให้แพทองธารขี่หลังฮุนเซน หรือวิดีโอที่ให้ฮุนเซนขี่หลังทักษิณวิ่งหนีตัวเงินตัวทอง เพื่อสื่อถึงความสัมพันธ์และผลประโยชน์ที่มีร่วมกัน ตามข่าวที่ปรากฏในขณะนั้น เป็นการใช้ AI เพื่อแซะการเมืองในประเทศไทยไปพร้อมๆ กับการสร้างวาทกรรมเกลียดชังต่อกัมพูชา วิดีโอล้อเลียนลักษณะนี้ทำออกมาได้ง่ายกว่าการโจมตีเชิงนโยบายหรือโจมตีความสามารถในการบริหารบ้านเมือง และยังง่ายต่อการแพร่กระจายในรูปแบบความบันเทิงอีกด้วย</p>



<p>อีกประเด็นที่สำคัญคือการล้อเลียน ไม่ได้เป็นเพียงรูปแบบที่พบบ่อยที่สุด แต่ยังเป็นรูปแบบที่มักถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นสู่เนื้อหาที่รุนแรงกว่า จากการตรวจสอบเนื้อหาในบัญชีผู้ใช้หลายราย พบว่า ส่วนใหญ่มีจุดเริ่มต้นด้วยการล้อเลียนหรือใช้มุกตลกผ่านบทพูด ก่อนค่อยๆ เพิ่มความรุนแรงของเนื้อหาขึ้น เช่น วิดีโอที่เริ่มต้นด้วยการบ่นเรื่องเสบียง แต่จบด้วยการส่ง ‘ไข่ฟองโต’ หรือระเบิดจากเครื่องบินรบมาถล่ม หรือวิดีโอพัสดุส่งด่วน ที่ล้อเลียนการส่งของแต่จบด้วยการยิงปืนใหญ่ใส่บ้านผู้นำ </p>



<p>นอกจากนี้มีการใช้แฮชแท็กอย่าง #คลิปตลก #คลิปเอไอ ทำหน้าที่เป็นเกราะกำบัง เปลี่ยนสถานะของ Hate Speech ให้กลายเป็นมุกขำๆ ซึ่งอาจสร้างความคุ้นชินกับความเกลียดชัง ดังที่พบในตัวอย่างคอมเมนต์ว่า &#8220;ขำๆ..ขายหัวเราะ555..ขอบคุณ AI&#8221; หรือ &#8220;ทำหนังตลกได้เลยรายได้กระจุยกระจายแน่นอน&#8221; เมื่อผู้ชมคุ้นชินกับการเห็นผู้นำอีกฝ่ายถูกกระทำให้อับอาย การเห็นภาพศพทหารหรือการโจมตีทางทหารที่รุนแรงกว่าในคลิปถัดๆ ไป จึงกลายเป็นเรื่องที่รับได้ง่ายขึ้น</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_3-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7290" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_3-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_3-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_3-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_3.png 961w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">วิเคราะห์วิดีโอลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ (Dehumanization): เมื่อ AI ถูกใช้ทำให้สูญสิ้นความเป็นคน</h3>



<p>จากการเก็บข้อมูลวิดีโอที่มีเนื้อหาสร้างความเกลียดชังในช่วงความขัดแย้งไทย-กัมพูชาที่สร้างด้วย AI ทั้งหมด 212 คลิป พบรูปแบบการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ (Dehumanization) เป็นสัดส่วน 24.06% (51 คลิป) ของเนื้อหาทั้งหมด วิดีโอในหมวดนี้มีจุดเด่นที่มีการแสดงภาพบุคคลในฐานะสัตว์หรือสิ่งสกปรก ผ่านการใช้ AI แทนใบหน้าบุคคลนั้นลงในร่างกายของสัตว์หรือฉากที่ออกแบบมาเพื่อสื่อความด้อยกว่า กระบวนการนี้แตกต่างจากหมวดการล้อเลียน (Ridicule) ตรงที่ไม่ได้มุ่งเป้าเพียงให้เกิดเสียงหัวเราะ แต่จงใจสร้างภาพแทนว่าอีกฝ่ายไม่ใช่มนุษย์</p>



<p><strong>วิดีโอที่มียอดเข้าชมและยอด engagement สูงสุดในหมวด Dehumanization</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>วิดีโอที่มียอดเข้าชมสูงสุด</strong> คือวิดีโอเจน AI เป็นฮุนเซนและมาลีถูกนำไปใส่แทนหน้าคางคก นอนทับกัน และมีตัวเงินตัวทองอยู่ข้างๆ มียอดเข้าชมสูงถึง 2,100,000 ครั้ง ยอด engagement รวม 5,200 ครั้ง ยอดแชร์ 480 ครั้ง และแสดงความคิดเห็น 346 ครั้ง เผยแพร่ ณ วันที่ 23 สิงหาคม 2568</li>



<li><strong>วิดีโอที่มียอด engagement สูงสุด</strong> คือวิดีโอเจน AI เป็นภาพพยาบาลเข็นผู้ป่วยในชุดทหารกัมพูชาเข้ามาที่โรงพยาบาล แต่เมื่อหมอไทยเห็นกลับตอบว่า &#8220;ไหนล่ะ เห็นมีแต่เหี้ย&#8221; และหัวเราะเยาะอย่างสนุกสนาน มียอดเข้าชม 1,600,000 ครั้ง และมียอด engagement สูงถึง 45,000 ครั้ง ยอดแชร์ 3,000 ครั้ง แสดงความคิดเห็น 1,600 ครั้ง เผยแพร่ ณ วันที่ 4 สิงหาคม 2568<br></li>
</ul>



<p>เนื้อหาลักษณะนี้สะท้อนว่า AI ถูกใช้เพื่อสร้างภาพจำที่เปลี่ยนฝ่ายตรงข้ามให้กลายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจและไม่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ นอกจากนี้ เมื่อวิเคราะห์เนื้อหาของวิดีโออื่นๆ ในหมวดนี้ยังพบองค์ประกอบที่ซ้ำกัน ได้แก่</p>



<p><strong>1. การเปรียบเทียบเป็นสัตว์</strong> พบการนำหน้าของบุคคลมาใส่ในสัตว์ต่างๆ กว่า 15 ชนิด ได้แก่ ตัวเงินตัวทอง, หมาขี้เรื้อน, ควาย, หมู, ชะนี, แมลงสาบ, แมลงวัน, แมงกุดจี่, เห็บหมัด, กิ้งกือ, หนอน, งู, ตุ๊กแก, อึ่งอ่าง และคางคก การเลือกสัตว์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สัตว์ทุกชนิดที่ถูกเลือกใช้มีความหมายเชิงลบในบริบทของไทยอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นภาพแทนของความสกปรก ต่ำต้อย โง่เขลา หรือน่ารังเกียจ ทำให้ผู้ชมสามารถรับรู้ข้อความเชิงดูถูกหรือสร้างความรู้สึกขยะแขยงในใจผู้ชมทันทีที่เห็นภาพ โดยไม่ต้องพึ่งคำบรรยายใดๆ นอกจากนี้ยังพบการใช้ AI สร้างภาพให้ผู้นำกัมพูชาและมาลีอุ้มตัวเงินตัวทองในฐานะ ‘ลูก’ บางวิดีโอมีการเพิ่มเสียงพากย์ที่ให้ตัวละครพูดบทสนทนาด่าทอกันเองว่าเป็นสัตว์ เช่น วิดีโอเจน AI เป็นหน้าฮุนเซนมีลำตัวตัวเป็นงู และหน้ามาลีมีลำตัวเป็นตัวเงินตัวทอง พร้อมบทพูดว่า &#8220;มะลิ เธอมันตัวเงินตัวทองจริงๆ สินะ&#8221; &#8220;วุ้นเส้น เธอมันงูเหลือมกินหมา เธอมันชั่วช้าสารเลว&#8221;</p>



<p><strong>2. การให้อยู่ในสถานะที่ต่ำต้อย อยู่ในพื้นที่สกปรก และมีพฤติกรรมที่สุดโต่ง</strong> ตัวละครถูกกำหนดให้คุ้ยขยะ กินขยะ คลานใส่สายจูง อยู่ในท่อน้ำเสีย น้ำเน่า อยู่ในโคลน ทำพฤติกรรมแบบสัตว์ เช่น คาบฟันปลอม คาบแพมเพิสที่เปื้อนอุจาระ การสร้างภาพตัวละครเช่นนี้เป็นระดับความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์ที่สูงกว่าการล้อเลียนทั่วไป เพราะจะมุ่งไปที่การทำลายสุขอนามัยและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไปทำให้ตัวละครถูกมองเป็นเพียง ‘สิ่งสกปรก’ ในสายตาผู้ชม</p>



<p>เมื่อพิจารณาเป้าหมายของการโจมตีในหมวด Dehumanization โดยนับจำนวนครั้งที่ตัวละครต่างๆ ปรากฏในวิดีโอ ไม่ว่าจะปรากฏเดี่ยวหรืออยู่ร่วมกับผู้อื่น พบว่า <strong>ฮุนเซน</strong> คือเป้าหมายอันดับหนึ่งที่ถูกโจมตีมากที่สุด พบใน 44 วิดีโอ รองลงมาคือ <strong>มาลี</strong> โฆษกกระทรวงกลาโหมประเทศกัมพูชา พบ 37 วิดีโอ <strong>ฮุนมาเนต </strong>บุตรชายคนโตของฮุนเซน<strong> </strong>พบ 4 วิดีโอ <strong>ชาวกัมพูชา ทหารกัมพูชา</strong> และ<strong>บุนรานี</strong> ภริยาของฮุนเซน พบในสัดส่วนที่เท่ากัน อย่างละ 3 วิดีโอ&nbsp;</p>



<p>วิดีโอที่จัดอยู่ในหมวด Dehumanization นี้คือจุดที่เนื้อหาข้ามเส้นจากการล้อเลียนไปสู่รากฐานของการความรุนแรง การให้ภาพคนว่าเป็นเหี้ยหรือหมาขี้เรื้อนซ้ำหลายสิบครั้งในช่วงเวลาไม่กี่เดือนไม่ใช่การล้อเลียนธรรมดา แต่คือการก่อสร้างทางวัฒนธรรมที่ค่อยๆ ทำให้การมองอีกฝ่ายว่าเป็นสิ่งที่ต่ำกว่ามนุษย์กลายเป็นเรื่องปกติ และเมื่อนำมาพิจารณาร่วมกับข้อสังเกตว่าวิดีโอเหล่านี้ผลิตโดยบุคคลที่มีแรงจูงใจทางการหารายได้จากยอด engagement ความน่ากังวลจึงไม่ได้อยู่ที่เจตนาของผู้สร้าง แต่อยู่ที่ความรวดเร็วของเนื้อหาที่กระจายตัวไปแล้วอย่างกว้างขวาง และไม่มีกลไกใดที่จะเรียกคืนได้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_4-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7291" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_4-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_4-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_4-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_4.png 961w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">วิเคราะห์วิดีโอหมวดการสร้างความเหนือกว่าทางชาตินิยมและความรุนแรง: เมื่อความรุนแรงถูกทำให้ชอบธรรมในนามความเป็นชาติ</h3>



<p>จากการเก็บข้อมูลวิดีโอที่มีเนื้อหาสร้างความเกลียดชังในช่วงความขัดแย้งไทย-กัมพูชาที่สร้างด้วย AI ทั้งหมด 212 คลิป พบวิดีโอที่มีรูปแบบเนื้อหาสร้างความเหนือกว่าทางชาตินิยม (National Superiority) และการใช้ความรุนแรง (Violence) เป็นสัดส่วน 23.58% (50 คลิป) ของเนื้อหาทั้งหมด โดยวิดีโอในหมวดนี้จะครอบคลุมรูปแบบเนื้อหาสองกลุ่มที่มีจุดร่วมเชิงอุดมการณ์ คือ กลุ่มแรกสร้างภาพว่าไทยเหนือกว่ากัมพูชาในมิติทางการทหาร เทคโนโลยี อธิปไตย และศีลธรรม กลุ่มที่สองนำเสนอหรือสนับสนุนการใช้ความรุนแรงต่อฝ่ายกัมพูชา ทั้งสองกลุ่มถูกนำมาวิเคราะห์ร่วมในหมวดเดียวกันเพราะมักปรากฏซ้อนทับในคลิปเดียวกัน และสร้างเรื่องเล่าเดียวกันคือ ‘ฝ่ายเราชนะ ฝ่ายนั้นสมควรถูกลงโทษ’</p>



<p><strong>วิดีโอที่มียอดเข้าชมและยอด engagement สูงสุดในหมวดการสร้างความเหนือกว่าทางชาตินิยมและความรุนแรง</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>วิดีโอที่มียอดเข้าชมสูงสุด</strong> คือวิดีโอเจน AI เป็นศพทหารกัมพูชานอนเกลื่อน ระบุข้อความในคลิปว่า &#8220;ไม่มีใครพาออกไปหน่อยหรอ ญาติพี่น้องเขารออยู่นะ&#8221; มียอดเข้าชมสูงถึง 9,200,000 ครั้ง ยอด engagement รวม 31,000 ครั้ง ยอดแชร์ 9,600 ครั้ง และแสดงความคิดเห็น 2,900 ครั้ง เผยแพร่ ณ วันที่ 5 สิงหาคม 2568 </li>



<li><strong>วิดีโอที่มียอด engagement สูงสุด</strong> คือวิดีโอเจน AI เป็นภาพซากปรักหักพังของบ้านเรือน ระบุข้อความในคลิปว่า &#8220;หลังจากท่านแม่ทัพ สั่งให้รื้อบ้านเรือนตรงช่องอานม้ากว่า 80 หลังคาเรือน ก็ได้เอารถเครื่องจักรหนักเข้าทำลายพื้นที่ทันที&#8221; มียอดเข้าชม 2,600,000 ครั้ง และมียอด engagement สูงถึง 100,000 ครั้ง ยอดแชร์ 2,400 ครั้ง แสดงความคิดเห็น 5,400 ครั้ง เผยแพร่ ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2568</li>
</ul>



<p>วิดีโอภาพศพทหารกัมพูชาที่มียอดเข้าชมสูงสุดถึง 9.2 ล้านครั้ง แม้ภาพที่ปรากฏจะแสดงถึงความตายที่น่าสยดสยองของทหารกัมพูชา แต่กลับเลือกใช้คำแสดงความเป็นห่วงอย่าง “ญาติพี่น้องเขารออยู่นะ&#8221; การนำเสนอเนื้อหาผ่านวิธีนี้ทำหน้าที่เป็นเหมือน ‘โล่ทางศีลธรรม’ (Moral Shield) ให้แก่ผู้ชม เพราะรูปแบบการสื่อสารไม่ได้ถูกจัดวางให้เป็นการฉลองชัยชนะบนซากศพ แต่เป็นการตั้งคำถามด้วยความเวทนา ทำให้ผู้ชมสามารถรับชมเนื้อหาได้โดยไม่รู้สึกว่าตนเองกำลังทำผิดอะไร&nbsp;</p>



<p>อย่างไรก็ตาม การสร้างเนื้อหาลักษณะนี้ไม่ได้ทำให้ความรุนแรงลดลง และที่น่าสังเกตคือ วิดีโอกลุ่มนี้มีเนื้อหาที่บริโภคและเผยแพร่ง่ายขึ้น ผู้ชมสามารถมีปฏิสัมพันธ์ เช่น การกดไลก์หรือแชร์ โดยไม่รู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วมสร้างความรุนแรง ตลอดจนทำให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องปกติ จึงจะเห็นได้ว่า วิดีโอในหมวดนี้มียอดการแชร์ที่สูงมาก และสูงที่สุดเมื่อเทียบกับวิดีโอในทุกหมวด</p>



<p>นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาวิดีโออื่นในชุดข้อมูลเดียวกัน ยังพบรูปแบบการผลิตเนื้อหาที่เป็นแบบแผน โดยในช่วงวันที่ 2-10 สิงหาคม 2568 มีวิดีโออย่างน้อย 12 คลิปจากบัญชีผู้สร้างเดียวกันที่ใช้โครงสร้างเหมือนกันทั้งหมด คือภาพศพทหารกัมพูชาอยู่ในสถานที่ต่างๆ เช่น แม่น้ำ ทุ่งหญ้า ป่า หรือปราสาท แต่เปลี่ยนข้อความกำกับในคลิปเล็กน้อย เช่น “เริ่มจะใกล้เน่าไปทุกที” “ป่านนี้เข้ามาเก็บกันหรือยังนะ” หรือ “แมลงวันเริ่มตอมแล้ว” สะท้อนว่าวิดีโอเหล่านี้ไม่ได้เป็นการผลิตเนื้อหาแบบธรรมชาติ แต่เป็นการทดลองโดยใช้ภาพชุดเดิมแล้วปรับข้อความเพื่อดูว่ารูปแบบใดสร้าง engagement ได้ดีที่สุด และผลคือคลิปที่ใช้ประโยค “ญาติพี่น้องเขารออยู่นะ” ทำผลงานได้ดีที่สุด ด้วยยอดเข้าชม 9.2 ล้านครั้ง ซึ่งมากกว่าคลิปอื่นในกลุ่มเดียวกันราว 5-10 เท่า แสดงให้เห็นว่า โทนความเวทนา ไม่เพียงทำหน้าที่เป็นโล่ทางศีลธรรม แต่ยังเป็นสูตรที่มีประสิทธิภาพในการดึงความสนใจและการมีส่วนร่วมของผู้ชมอย่างมีนัยสำคัญ</p>



<p>ส่วนวิดีโอที่มียอด engagement สูงสุด ซึ่งแสดงภาพซากบ้านเรือนที่ถูกทำลาย แม้ยอดวิวจะต่ำกว่าวิดีโอภาพศพ ราว 3.5 เท่า แต่กลับมี engagement สูงกว่ามาก โดยเฉพาะจำนวนคอมเมนต์ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า ทำให้คลิปนี้มีอัตราการมีส่วนร่วมสูงที่สุดในวิดีโอทั้งหมด นอกจากนี้ การอ้างถึง ‘ท่านแม่ทัพ’ ยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเนื้อหา โดยทำให้การกระทำนั้นดูเป็นคำสั่งอย่างเป็นทางการของรัฐ แม้ภายหลังภาครัฐจะมีการออกมา<a href="https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3219/iid/417055">ยืนยัน</a>ว่าเป็นข่าวปลอม แต่วิดีโอนี้ก็ถูกแชร์ไปอย่างกว้างขวาง สะท้อนข้อจำกัดของระบบตรวจจับเนื้อหา ขณะเดียวกัน ช่องว่างระหว่างยอดวิวกับ engagement ยังบ่งชี้ว่า ผู้ชมไม่ได้เพียงถูกอัลกอริทึมพามาดู แต่มีสัดส่วนสูงที่เลือกจะมีส่วนร่วมกับวิดีโอนี้ โดยความเห็นที่ได้รับการกดถูกใจกว่า 1 พันครั้ง ระบุว่า “ท่านแม่ทัพทำถูกแล้ว” “ต้องเด็ดขาดงี้ สุดยอด ท่านแม่ทัพ” โดยตัวเลข engagement 100,000 ครั้งนี้ หมายความว่ามีผู้ชมกว่า 100,000 รายที่รู้สึกถูกกระตุ้นให้อยากมีส่วนร่วมกับเนื้อหานี้ และอาจมีแนวโม้มในการส่งต่อความเกลียดชังมากกว่าคลิปที่มีคนดู 9.2 ล้านรายแต่เป็นการดูผ่านไปเฉยๆ</p>



<p>เมื่อวิเคราะห์เนื้อหาของวิดีโออื่นๆ ในหมวดนี้ยังพบองค์ประกอบที่ซ้ำกัน ได้แก่</p>



<p><strong>1. ให้ภาพแสนยานุภาพทางทหารของไทยที่เหนือกว่า </strong>มีการใช้ภาพ AI เจนภาพเครื่องบินรบ F-16, จรวดกริพเพน, รถถัง และเรือดำน้ำในการถล่มฐานทัพหรือบ้านพักของผู้นำกัมพูชา&nbsp;</p>



<p><strong>2. การทำให้ความตายเป็นเรื่องปกติ </strong>มีการใช้ภาพศพทหาร เลือด และแมลงวันที่ตอมศพ เพื่อสื่อว่าฝ่ายตรงข้ามถูกกำจัดไปเป็นจำนวนมาก</p>



<p><strong>3. วาทกรรม ‘เพื่อชาติ’ และการปกป้องอธิปไตย </strong>มักใช้ประโยคอย่าง &#8220;ดอกนี้เพื่อคนไทยทั้งประเทศ&#8221; &#8220;ของขวัญจากไทย&#8221; หรือ &#8220;พัสดุส่งด่วน&#8221; ร่วมกับการโจมตีด้วยการทิ้งระเบิด มีการสร้างภาพการกั้นกำแพงและลวดหนามสูงเพื่อตัดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมตั้งคำถามกับผู้ชมว่า &#8220;เพื่อนๆ คิดว่าไง&#8221; เพื่อเปลี่ยนผู้ชมให้กลายเป็นผู้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจนั้น</p>



<p>เมื่อพิจารณาเป้าหมายของการโจมตีในหมวดการสร้างความเหนือกว่าทางชาตินิยมและความรุนแรง โดยนับจำนวนครั้งที่ตัวละครต่างๆ ปรากฏในวิดีโอ ไม่ว่าจะปรากฏเดี่ยวหรืออยู่ร่วมกับผู้อื่น พบว่า <strong>ทหารกัมพูชา</strong> คือเป้าหมายอันดับหนึ่งที่ถูกโจมตีมากที่สุด พบใน 26 วิดีโอ รองลงมาคือโจมตีไปที่<strong>ชาวกัมพูชาและประเทศกัมพูชาในภาพรวม </strong>พบ 20 วิดีโอ และโจมตี <strong>ฮุนเซน</strong> โดยตรง พบ 4 วิดีโอ ซึ่งจะเน้นการถล่มบ้านพักด้วยระเบิด&nbsp;</p>



<p>จากตัวเลขนี้จะเห็นว่าเป้าหมายในการโจมตีนั้นแตกต่างจากหมวดล้อเลียน หรือลดทอนความเป็นมนุษย์อย่างชัดเจน เนื่องจากจุดประสงค์หลักของการสร้างของวิดีโอในหมวดนี้เพื่อต้องการเห็นฝ่ายตรงข้ามพ่ายแพ้ เป้าหมายจึงเปลี่ยนจากผู้นำมาเป็นการโจมตีทหารและประเทศในภาพรวม เพื่อตอกย้ำชัยชนะและความเหนือกว่าของชาติตนเอง รูปแบบนี้จึงนับว่ามีอันตรายกว่าการโจมตีไปที่ตัวบุคคลใดคนหนึ่ง เพราะไม่มีเส้นแบ่งว่าชาวกัมพูชาคนไหนบ้างที่อยู่นอกขอบเขตของความเกลียดชัง&nbsp;</p>



<p>นอกจากนี้วิดีโอในหมวดนี้เลือกใช้ภาพที่มีความสมจริงสูง เช่น ภาพศพ อาวุธจริง แทนที่จะเป็นภาพสัตว์หรือการล้อเลียนแบบสุดโต่ง ซึ่งอาจทำให้ผู้รับสารจำนวนหนึ่งไม่แน่ใจว่าเนื้อหาเป็นของจริงหรือ AI สร้าง ดังที่ปรากฏในตัวอย่างคอมเมนต์ว่า &#8220;จริงหรือไม่จริงดูไม่รู้ แต่ฉันชอบนะ&#8221; “ของจริงหรือของปลอม ปลอมอย่าเอามาลงเลยค่ะ” “เรื่องจริงรึเปล่าเนี่ย ถ้าจริงก็ยอดเยี่ยมมากเลย” โดยงานวิจัยด้านเทคโนโลยีดีพเฟค (Deepfake) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการปลอมแปลงใบหน้าและเสียงที่สมจริง ของ <a href="https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=3213954">Chesney &amp; Citron (2019)</a> ชี้ให้เห็นว่าอันตรายที่ร้ายแรงที่สุดของ Deepfake ไม่ใช่เพียงแค่การทำให้คนหลงเชื่อในข้อมูลเท็จ แต่คือการทำลายความสามารถของสังคมในการแยกแยะความจริงออกจากความเท็จ ซึ่งเป็นสิ่งที่วิดีโอในหมวดนี้ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_5-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7292" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_5-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_5-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_5-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_5.png 961w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">วิเคราะห์วิดีโอหมวดการกล่าวหาว่าอีกฝ่ายจัดฉาก สมคบคิด หรือมีแผนร้าย: เมื่อความสงสัยถูกใช้แทนข้อเท็จจริง</h3>



<p>จากการเก็บข้อมูลวิดีโอที่มีเนื้อหาสร้างความเกลียดชังในช่วงความขัดแย้งไทย-กัมพูชาที่สร้างด้วย AI ทั้งหมด 212 คลิป พบวิดีโอที่มีรูปแบบเนื้อหากล่าวหาว่าอีกฝ่ายมีแผนร้าย สมคบคิด หรือจัดฉากหลอกลวง (Conspiracy) พบเป็นสัดส่วน 3.77% (8 คลิป) ของเนื้อหาทั้งหมด โดยวิดีโอในหมวดนี้มีลักษณะกล่าวหาว่าฝ่ายกัมพูชากำลังวางแผนหรือดำเนินการลับบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการรื้อรั้วลวดหนาม ขุดหลุมใกล้แนวชายแดน ลักลอบเข้าประเทศ หรือปกปิดยอดผู้เสียชีวิตจากสาธารณะ เนื้อหาในหมวดนี้แม้จะพบเป็นสัดส่วนน้อยที่สุด แต่กลับมีอิทธิพลสูงในการปลุกปั่นกระแสความระแวงของผู้คนภายในประเทศ</p>



<p><strong>วิดีโอที่มียอดเข้าชมและยอด engagement สูงสุดในหมวดการกล่าวหาว่าอีกฝ่ายจัดฉาก สมคบคิด หรือมีแผนร้าย</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>วิดีโอที่มียอดเข้าชมสูงสุดและยอด engagement สูงสุด</strong> คือวิดีโอเจน AI ให้คล้ายภาพบันทึกจากกล้องวงจรปิดตอนกลางคืน แสดงให้เห็นทหารกำลังขุดหลุมบริเวณรั้วลวดหนาม ระบุข้อความว่า &#8220;กลางค่ำกลางคืนก็ไม่เว้นเลยนะเขมร ทหารไทยอยู่ไหนครับมาดูกันหน่อย&#8221; มียอดเข้าชมสูงถึง 1,500,000 ครั้ง ยอด engagement รวม 15,000 ครั้ง ยอดแชร์ 12,000 ครั้ง และแสดงความคิดเห็น 2,300 ครั้ง เผยแพร่ ณ วันที่ 25 สิงหาคม 2568 </li>
</ul>



<p>สิ่งที่ทำให้วิดีโอนี้ได้รับความสนใจคือรูปแบบการนำเสนอที่เลือกใช้ภาพจากกล้องวงจรปิด เพื่อสร้างภาพว่านี่คือ ‘หลักฐานจริง’ ที่ถูกจับได้ วิธีนี้ช่วยลดการคัดกรองข้อมูล (Critical Thinking) ของผู้ชม และทำให้สิ่งที่ AI สร้างขึ้นดูเหมือนหลักฐานชิ้นสำคัญที่ถูกเปิดโปง มากกว่าจะเป็นเพียงคอนเทนต์เพื่อความบันเทิง&nbsp;</p>



<p>สิ่งที่สะท้อนชัดเจนว่าผู้ชมเชื่อและตื่นตระหนกกับหลักฐานปลอมที่ AI สร้างขึ้นคือจำนวนยอดแชร์ของวิดีโอนี้ที่สูงถึง 12,000 แชร์ ซึ่งสูงที่สุดจากทุกหมวด ทั้งยังพบการแสดงความคิดเห็นที่แฝงด้วยความกังวลต่อความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน เช่น “ทหารไทยอยู่ไหนนะ มันกำลังฝังลูกระเบิดหรือเปล่าตรงไหนก็ไม่รู้เลยนะคะ” “สันดานโจรชัดๆ บ้านหนองจานก็ระวังนะคะแกล้งป่วนส่วนอีกทางอาจจะวางทุ่นก็ได้ คำสั่งมันอาจจะมาแบบนี้ พวกนี้เชื้อไม่ทิ้งแถว” หรือ “เห็นเขาขนาดนี้ยังทำอะไรเขาไม่ได้เลยเหรอ” แสดงให้เห็นว่า AI ถูกใช้เพื่อเปลี่ยนจากความเกลียดชังเชิงตัวบุคคล เช่น ฮุนเซน หรือ มาลี ไปสู่การสร้างภาพจำว่าประชาชนและทหารกัมพูชาทุกคนคือภัยคุกคามที่พร้อมจะทำร้ายคนไทยทุกเมื่อ</p>



<p>นอกจากนี้ยังพบว่าบัญชีผู้โพสต์คลิปนี้มาตอบกลับบางความเห็นด้วย เช่น เมื่อมีผู้ชมแสดงความเห็นว่า “ถ่ายให้จบหน่อยว่าขุดอะไร” ผู้โพสต์ก็มาตอบกลับว่า “มันหนีไปก่อนคับ” ทำให้การสร้างกระแสความหวาดระแวงไม่ได้จบเพียงแค่การลงคลิป แต่มีการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมต่อ ซึ่งอาจทำให้ผู้ชมเชื่อว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง&nbsp;</p>



<p>แม้หมวดนี้จะมีเพียง 8 คลิป แต่พบองค์ประกอบที่ซ้ำกันชัดเจน แบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ คือ</p>



<p><strong>1. การสร้างภาพหลักฐานเท็จ </strong>มีการใช้ AI สร้างภาพการลอบวางระเบิด รื้อลวดหนามของไทย การลอบขุดหลุมที่รั้วชายแดนเพื่อฝังวัตถุอันตราย หรือการโรยตะปูในป่า</p>



<p><strong>2. การสร้างภาพว่ากัมพูชาจัดฉาก</strong> พบการกล่าวหาว่าฝ่ายกัมพูชาทำการแสดงเพื่อหลอกลวงคนไทยและคนกัมพูชาด้วยกันเอง เช่น วิดีโอเจน AI เป็นทหารสั่งให้ชาวบ้านทำหน้าเศร้า ร้องไห้ เพื่อหลอกให้ไทยเปิดด่าน หรือวิดีโอกล่าวหาว่ากองทัพกัมพูชาโกหกเรื่องยอดการสูญเสีย โดยสร้างภาพ AI เป็นทหารกัมพูชา ใส่บทสนทนาว่า &#8220;ทหารของเราสูญเสียไป 2 พันนายแล้ว&#8221; &#8220;รายงานประชาชนว่าแค่ 20 คนพอ&#8221; เพื่อชูให้ฝ่ายไทยเป็นผู้กุมความจริงที่เหนือกว่า</p>



<p>นอกจากนี้คำบรรยาย (Caption) ในแต่ละวิดีโอของหมวดนี้ มักใช้การตั้งคำถามเพื่อทำให้ผู้ชมมีอารมณ์ร่วมไปด้วย เช่น &#8220;เขมรเหิมเกริมรื้อลวดหนามไทย ทำยังไงดีครับเพื่อนๆ&#8221; หรือ &#8220;ใช่มันป่าววะ เพื่อนๆ ช่วยดูหน่อย&#8221; “เขมรจงจำไว้ ความเจ็บครั้งนี้ มึงจะต้องได้รับคืนอย่างสาสม” วิธีนี้ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วมในการป้องกันประเทศ การสร้างภาพจำว่าทุกคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามคือภัยคุกคามของวิดีโอหมวดนี้ ทำให้เกิดความรู้สึกชอบธรรมหากจะตอบโต้ด้วยความรุนแรงในท้ายที่สุด</p>



<p>เมื่อพิจารณาเป้าหมายของการโจมตีในหมวดการกล่าวหาว่าอีกฝ่ายมีแผนร้าย สมคบคิด หรือจัดฉากหลอกลวง โดยนับจำนวนครั้งที่ตัวละครต่างๆ ปรากฏในวิดีโอ ไม่ว่าจะปรากฏเดี่ยวหรืออยู่ร่วมกับผู้อื่น พบว่า <strong>ทหารกัมพูชา</strong> คือเป้าหมายอันดับหนึ่งที่ถูกโจมตีมากที่สุด พบใน 5 วิดีโอ อยู่ในฐานะผู้ปฏิบัติตามแผนลับ รองลงมาคือโจมตีไปที่<strong>ชาวกัมพูชา </strong>พบ 3 วิดีโอ อยู่ในฐานะผู้ร่วมขบวนการลักลอบเข้าเมืองหรือจัดฉากหลอกลวง</p>



<p>จะเห็นว่าหมวดนี้ต่างจากหมวดอื่นตรงที่ไม่ปรากฏการโจมตีตัวผู้นำ แต่พุ่งเป้าไปยังทหารและประชาชนแทน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่าชาวกัมพูชาทุกคนคือภัยคุกคามที่ไม่อาจไว้วางใจได้ วิดีโอที่ถูกผลิตในหมวดนี้มุ่งทำลายความน่าเชื่อถือของอีกฝ่ายในทุกมิติ ไม่ว่าความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นจริงกับอีกฝ่ายจะเป็นอย่างไร ผู้ชมฝั่งไทยที่รับสารและเชื่อในวิดีโอหมวดนี้ก็จะมองว่าเป็นเพียงการแสดง แม้จะมีจำนวนคลิปน้อยที่สุด แต่วิดีโอในหมวดนี้กลับเป็นหมวดที่อันตรายที่สุดเพราะทำให้วิดีโอในหมวดอื่นๆ มีความชอบธรรมมากขึ้น เมื่อผู้รับสารเชื่อว่าอีกฝ่ายกำลังสมคบคิดแผนร้ายอยู่ การเสียดสี ล้อเลียน ลดทอนความเป็นมนุษย์ หรือการเชียร์ให้ใช้ความรุนแรงต่อไป ก็จะไม่ดูเหมือนความเกลียดชัง แต่เป็นความยุติธรรมที่สมควรได้รับ</p>



<h3 class="wp-block-heading">วิดีโอ AI ไม่ได้ผลิตขึ้นเพื่อให้ชาวกัมพูชาได้ยิน แต่เพื่อให้คนไทยได้ดู </h3>



<p>จากการรวบรวมวิดีโอทั้งหมด 212 วิดีโอ พบลักษณะร่วมที่สำคัญคือ ตัวละครทุกตัวล้วนเป็นวิดีโอที่ใช้<strong>พูดภาษาไทย</strong> ไม่ว่าจะเป็นเสียงของ ฮุนเซน มาลี ฮุนมาเน็ต ทหารกัมพูชา หรือแม้กระทั่งตัวละครที่ถูกนำเสนอว่าเป็นนักข่าวต่างประเทศหรือนักท่องเที่ยวต่างชาติ สิ่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเทคนิคในการสร้างเนื้อหา แต่เป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่สะท้อนว่า วิดีโอเหล่านี้ไม่ได้ผลิตขึ้นเพื่อสื่อสารหรือตอบโต้กับชาวกัมพูชาโดยตรง แต่ผลิตขึ้นเพื่อสร้างพื้นที่สำหรับการเยาะเย้ยของคนไทยโดยเฉพาะ</p>



<p>การเลือกใช้ภาษาไทยเป็นภาษาหลักของเนื้อหา ทำให้ผู้ชมชาวไทยสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมกับเนื้อหาได้ทันที ในขณะเดียวกัน การนำเสนอผู้นำและประชาชนกัมพูชาให้พูดภาษาไทย ยังเป็นวิธีหนึ่งในการวางตัวตนของอีกฝ่ายให้กลายเป็นเพียงตัวละครในเรื่องเล่าที่คนไทยเป็นผู้ควบคุม โดยตัวละครเหล่านี้มักถูกกำหนดให้พูดประโยคที่ลดทอนคุณค่าของตนเอง เช่น การยอมรับว่าเป็น ‘ขอทาน’ หรือการว่าโจมตีประเทศของตนว่า ‘จนจะตายห่า’ ไม่มีอะไรที่สู้ไทยได้ นอกจากนี้ยังมีการนำภาษาอีสานมาใช้ในบทสนทนาเพื่อเพิ่มอรรถรสและความตลกขบขัน เช่น การพากย์เสียงให้คนแก่พูดภาษาอีสานเพื่อด่าทออีกฝ่ายว่า “ซุมขี้กะตืกเขมร” หรือการใช้คำเรียกแทนฮุนเซนว่า ‘วุ้นเส้น’ ซึ่งเป็นคำที่ผู้ชมชาวไทยเข้าใจและรู้สึกมีส่วนร่วมได้ทันที</p>



<p>อีกสิ่งที่น่าสังเกตคือ เมื่อวิดีโอต้องการนำเสนอเสียงของต่างชาติเพื่อมายืนยันความเหนือกว่าของฝ่ายไทยเช่น ตัวละครนักข่าวต่างชาติที่ตำหนิทหารกัมพูชาว่าโกหก หรือนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ระบุว่าเที่ยวประเทศไทยดีกว่า ตัวละครเหล่านั้นก็ยังพูดภาษาไทยอยู่ดี ถือเป็นการใช้ AI สร้างความภาคภูมิใจในระดับชาติผ่านตัวละครสมมติ การใช้ภาษาไทยที่ตลกขบขันและการติดแฮชแท็กอย่าง #คลิปตลก #ฮา #เพื่อความบันเทิง ทำให้วาทกรรมเกลียดชังเหล่านี้ดูเบาลงและแนบเนียนขึ้น และผู้ชมมักเข้ามาคอมเมนต์ในเชิงสนุกสนาน เช่น &#8220;คนไทยนี่อย่างปั่น&#8221; หรือ “ขอบคุณ AI ที่ทำให้มีอะไรขำๆ ดู” ส่งผลให้ความขัดแย้งถูกทำให้กลายเป็นเรื่องบันเทิงที่เข้าถึงง่ายสำหรับคนไทยด้วยกันเอง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_6-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7293" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_6-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_6-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_6-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_6.png 961w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">สำรวจเครื่องมือสร้างวิดีโอจาก AI : เมื่อความเกลียดชังสร้างง่ายเพียงปลายนิ้ว</h3>



<p>จากการวิเคราะห์วิดีโอที่สร้างด้วย AI ผ่านการตรวจสอบลายน้ำที่ปรากฏในคลิป และการใช้โปรแกรม HIVE เพื่อตรวจสอบย้อนหลัง พบเครื่องมือหลักที่ใช้สร้างวิดีโอจาก AI ได้แก่&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>HeyGen </strong>เป็นเครื่องมือสร้างวิดีโอจากข้อความพร้อมใบหน้าคนพูดที่สมจริงได้ มีจุดเด่นที่สามารถพูดและแสดงท่าทางได้อย่างสมจริง พร้อมเปลี่ยนปากให้ตรงกับเสียง และยังสามารถใช้งานร่วมกับเครื่องมือออกแบบอย่าง Canva ได้อีกด้วย</li>



<li><strong>Google Veo3</strong>  ใช้สำหรับสร้างวิดีโอจากข้อความ โดย Veo3 สามารถสร้างเสียงบรรยากาศ เสียงดนตรีประกอบ หรือแม้แต่บทสนทนาที่ลิปซิงค์ (Lip-sync) กับปากของตัวละครในวิดีโอได้โดยตรงไม่ต้องใช้โปรแกรมอื่นช่วย และสามารถรักษาหน้าตาและลักษณะของตัวละครให้คงเดิมตลอดทั้งคลิป แม้จะมีการเปลี่ยนมุมกล้องหรือฉาก</li>



<li><strong>Hailuo AI</strong> เป็น AI สัญชาติจีนที่สามารถสร้างวิดีโอจากข้อความ สามารถทดลองใช้งานได้ฟรีแบบจำกัดเครดิต โดยรองรับทั้งการใช้งานบนเบราว์เซอร์และแอปพลิเคชันมือถือ </li>



<li><strong>Kling AI</strong> เป็น AI สัญชาติจีน รองรับการสร้างคลิปวิดีโอที่มีความยาวต่อเนื่องได้สูงสุดถึง 10 วินาที มีระบบจัดเก็บตัวละครเพื่อให้สามารถนำมาใช้ซ้ำในหลายๆ ฉากได้โดยที่หน้าตาและลักษณะไม่เปลี่ยนแปลง</li>
</ul>



<p>เครื่องมือเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีสร้างสื่อสังเคราะห์ (synthetic media) ที่สามารถแปลงข้อความให้กลายเป็นวิดีโอได้โดยอัตโนมัติ ผู้ใช้งานเพียงพิมพ์คำสั่งสั้นๆ เช่น ฉาก ตัวละคร หรือสถานการณ์ที่ต้องการ ระบบจะประมวลผลและสร้างภาพเคลื่อนไหว เสียง หรือแม้แต่บทสนทนาออกมาโดยไม่ต้องถ่ายทำจริง การเข้ามาของ AI เหล่านี้ทำให้ช่วยขั้นตอนและลดต้นทุนการผลิตลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับในอดีตที่การจะทำวิดีโอขึ้นมาสักหนึ่งชิ้น อาจจะต้องใช้ทักษะหลายด้าน เช่น การถ่ายทำ ตัดต่อ เขียนบท หรือการใช้โปรแกรมเฉพาะทาง แต่ในปัจจุบันถูกทำให้ง่ายขึ้นเพียงปลายนิ้วเพียงโดยไม่จำเป็นต้องมีทักษะต่างๆ เหล่านี้ ใช้เพียงข้อความไม่กี่บรรทัดก็สามารถสร้างเนื้อหาได้</p>



<p>เมื่อเครื่องมือเหล่านี้ใช้งานได้ง่ายและมีต้นทุนต่ำ ทำให้การสร้างวิดีโอไม่ได้จำกัดอยู่ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือสาธารณะที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ผ่านโทรศัพท์มือถือ การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้การผลิตเนื้อหาบิดเบือนหรือสร้างความเกลียดชัง สามารถเกิดขึ้นได้ในวงกว้างและรวดเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังเอื้อให้เกิดการผลิตเนื้อหาในลักษณะทดลองและทำซ้ำได้อย่างรวดเร็ว โดยแค่ปรับเปลี่ยนรายละเอียดเล็กน้อย เช่น เปลี่ยนฉาก เปลี่ยนถ้อยคำ หรือปรับโทนของเนื้อหา แล้วสร้างวิดีโอหลายๆ คลิป ภายในเวลาอันสั้น ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบที่พบในชุดข้อมูลที่มีการผลิตคลิปจำนวนมากโดยใช้โครงสร้างคล้ายกันแต่ปรับข้อความเพื่อทดสอบการตอบสนองของผู้ชม</p>



<p>เครื่องมือสร้างวิดีโอด้วย AI ไม่เพียงแค่ลดขั้นตอนการผลิต แต่ได้เปลี่ยนโครงสร้างของการผลิตสื่อไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ต้องอาศัยทักษะและทรัพยากรเฉพาะทาง กลายเป็นกระบวนการที่ขับเคลื่อนด้วยความง่ายในการเข้าถึงและความสามารถในการผลิตซ้ำ ส่งผลให้เนื้อหาเกี่ยวกับความขัดแย้งถูกสร้างและเผยแพร่ถึงความรุนแรงได้อย่างต่อเนื่อง แม้เหตุการณ์จริงจะลดระดับลงแล้วก็ตาม</p>



<p>แม้เครื่องมือเหล่านี้จะมีมาตรฐานความปลอดภัยในการสร้างวิดีโอจาก AI ที่เข้มงวด เช่น <a href="https://www.heygen.com/trust-and-safety">HeyGen</a> ระบุว่าห้ามสร้างเนื้อหาทางการเมือง การเกลียดชัง หรือการใช้รูปลักษณ์บุคคลจริงโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือ <a href="https://docs.cloud.google.com/vertex-ai/generative-ai/docs/multimodal/configure-safety-filters">Google Veo</a> ที่มีระบบคัดกรองเนื้อหา Hate Speech และความรุนแรง และมีการบล็อกการตอบกลับเนื้อหาที่เป็นอันตราย ขณะที่แพลตฟอร์มสัญชาติจีนอย่าง <a href="https://kling.ai/docs/community-policy">Kling AI</a> และ <a href="https://hailuoai.video/doc/terms-of-service.html">Hailuo AI</a> มีนโยบายเซ็นเซอร์ประเด็นละเอียดอ่อนทางการเมืองและห้ามสร้างเนื้อหาที่ก่อให้เกิดความอับอายต่อบุคคลอื่น&nbsp;</p>



<p>แต่จากฐานข้อมูลวิดีโอกลับพบช่องว่างในการบังคับใช้ที่สำคัญ กล่าวคือ ยังคงพบการผลิตเนื้อหาที่ละเมิดนโยบายเหล่านี้ออกมาได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอล้อเลียนผู้นำ หรือแม้กระทั่งวิดีโอที่แสดงภาพศพทหารซึ่งมีความรุนแรงก็ยังสามารถเข้าถึงได้อยู่ สิ่งนี้สะท้อนว่าแม้บริษัทต่างๆ จะพยายามสร้างมาตรฐานในการกำกับดูแล แต่ในทางปฏิบัติ AI ยังคงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือผลิตซ้ำความเกลียดชังและบิดเบือนข้อมูลในพื้นที่ออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อถูกหล่อเลี้ยงด้วยระบบเศรษฐกิจของแพลตฟอร์มที่ให้รางวัลแก่ยอด Engagement มากกว่าคุณภาพและความถูกต้องของเนื้อหา</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_7-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7294" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_7-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_7-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_7-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_7.png 961w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">เมื่อความเกลียดชังเป็นสินค้า: เพียง 19 บาทต่อเดือนที่ขับเคลื่อนการบิดเบือนข้อมูล</h3>



<p>จากการตรวจสอบบัญชีผู้สร้างเนื้อหาหลัก 14 บัญชี พบว่ามีถึง 9 บัญชีที่เปิดรับรายได้ผ่านการสมัครสมาชิกรายเดือน โครงสร้างนี้เปลี่ยนให้ยอดปฏิสัมพันธ์ (Engagement) ถูกแปลงเป็นรายได้โดยตรง ยิ่งเนื้อหาปั่นกระแสให้คนเข้ามาด่าทอหรือแชร์ต่อมากเท่าไหร่ โอกาสที่ผู้สร้างเนื้อหานั้นจะเปลี่ยนผู้ชมขาจรให้กลายเป็นสมาชิกรายเดือนก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น</p>



<p>โครงสร้างราคาสมาชิกถูกออกแบบให้อยู่ในระดับต่ำเพื่อให้ตัดสินใจสมัครได้ง่าย โดยพบช่วงราคาตั้งแต่ 19 บาท (3 บัญชี) 35 บาท (5 บัญชี) และ 69 บาทต่อเดือน (1 บัญชี) ขณะเดียวกัน บางบัญชีที่ไม่ได้เปิดระบบสมาชิกก็ยังหารายได้ผ่านการขายสินค้า หรือแทรกโฆษณาในคอมเมนต์ใต้คลิป สะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางการเมือง แต่ถูกแปรรูปเป็น ‘สินค้าความบันเทิง’ ผ่าน AI เนื้อหาจำนวนมากจึงถูกออกแบบให้มีลักษณะเป็นตอนต่อเนื่อง โดยใช้ตัวละครซ้ำ เช่น ฮุนเซนและมาลี เพื่อสร้างเรื่องราวให้ผู้ชมติดตามอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่สมัครสมาชิกจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้ชม แต่กลายเป็นฐานรายได้ระยะยาวที่ผู้ผลิตต้องรักษาไว้ ส่งผลให้เนื้อหาเหล่านี้ยังคงถูกผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่อง แม้ความขัดแย้งจะลดระดับลงแล้วก็ตาม</p>



<p>เมื่อตรวจสอบบัญชีผู้สร้างเนื้อหาย้อนหลัง พบว่า บัญชีที่เปิดหารายได้เหล่านี้ไม่ได้เพิ่งสร้างขึ้นในช่วงความขัดแย้ง แต่มีอยู่ก่อนแล้ว โดยพบเก่าสุดตั้งแต่ปี 2553 และใหม่สุดในปี 2566 สะท้อนว่าผู้ผลิตเนื้อหาเหล่านี้มีฐานผู้ชมเดิมอยู่แล้ว เมื่อความขัดแย้งปะทุขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2568 เหตุการณ์ดังกล่าวจึงถูกดึงเข้าสู่สายพานการผลิตคอนเทนต์อย่างรวดเร็ว คล้ายกับการปรับตัวของสื่อกระแสหลักตามกระแสข่าว แต่แตกต่างตรงที่ไม่มีระบบกลั่นกรองเนื้อหาหรือควบคุมความถูกต้องของข้อมูล&nbsp;</p>



<p><strong>เมื่อ Engagement = รายได้โดยตรง</strong></p>



<p>จากวิดีโอทั้งหมด 212 คลิป มียอดเข้าชมสะสมรวม 141 ล้านครั้ง ภายในช่วงเวลาไม่ถึงสี่เดือน บัญชีผู้ผลิตเนื้อหาทั้งหมด 14 รายนี้ไม่ใช่บัญชีปลอม ไม่ใช่ปฏิบัติการของรัฐ และไม่ได้แสดงเจตนาเกลียดชังอย่างชัดเจนในโปรไฟล์ แต่เป็นเพียงเพจสาธารณะที่เปิดสมัครสมาชิกรายเดือน และผลิตเนื้อหาตามสิ่งที่ระบบบอกว่า ‘ทำแล้วได้เงิน’</p>



<p>โมเดลธุรกิจของผู้ผลิตเนื้อหากลุ่มนี้เปลี่ยนความโกรธและความเกลียดชังให้เป็นรายได้อย่างเป็นระบบผ่าน <strong>Facebook Bonus Program</strong> เป็นโปรแกรมที่ Facebook เปิดให้ครีเอเตอร์สามารถสร้างรายได้จากคอนเทนต์ในรูปแบบต่างๆ เช่น วิดีโอ Reels, Live, หรือโพสต์ที่ได้รับความนิยม โดย<a href="https://www.facebook.com/GraphicIncomee/posts/%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A-facebook-bonus-program-%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93/686905296995925/">รายได้จากโบนัส</a>ไม่ได้มาจากการดูเพียงอย่างเดียว แต่คำนวณจากการมีส่วนร่วมทุกรูปแบบ ทั้งยอดไลก์ คอมเมนต์ และการแชร์ เนื้อหาที่สร้างความขัดแย้งมักกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงและคอมเมนต์จำนวนมหาศาล ตัวอย่างเช่น วิดีโอเจน AI ระบุในคลิปว่า &#8220;ล่าสุดชาวกัมพูชามายืนประท้วงหน้าลวดหนามของประเทศไทย บอกให้รื้อลวดหนามของประเทศไทยออก เพื่อนๆ ว่าสมควรรื้อออกไหม&#8221; วิดีโอนี้มียอดแสดงความเห็นสูงสุดถึง 11,000 ความเห็น เมื่อวิดีโอไหนที่มียอดการมีส่วนร่วมสูงเช่นนี้ระบบจะตีค่าเป็น ‘เนื้อหาที่มีประสิทธิภาพสูง’ และจ่ายเงินรางวัลให้แก่ผู้สร้างตามระดับการมีส่วนร่วมนั้น</p>



<p>แม้ Meta จะมีเกณฑ์ที่จะไม่นับยอดวิวจากเนื้อหาที่<a href="https://transparency.meta.com/policies/community-standards/?fbclid=IwY2xjawQ8O79leHRuA2FlbQIxMABicmlkETFDNVpGd2xpNEh0ajNmQXVOc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHknqrF8uh8bjQBdCAlkIc4Cinc_L6ER3v0i64UUKc5OHHSwzv8HOtGVHu7kF_aem_MQVSgZBdRYRHmXM5ceJ7Nw">ผิดกฎชุมชน</a>หรือข้อมูลเท็จ แต่จากข้อมูลพบว่าผู้สร้างส่วนใหญ่ใช้ผลิตเนื้อหาออกมาโดยใช้ความตลกเป็นเกราะกำบังไว้ และมีการติดแฮชแท็ก #เพื่อความบันเทิง #คลิปตลก #คลิปสั้นสร้างรายได้ เพื่อไม่ให้ระบบตรวจสอบมองว่าเป็น Hate Speech ส่งผลให้เนื้อหาเหล่านี้ยังไม่ถูกแบนและยังได้รับยอดการมีส่วนร่วมอย่างมหาศาล</p>



<p>ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า โครงสร้างแพลตฟอร์มไม่ได้เพียงเอื้อให้การผลิตเนื้อหาเกิดขึ้นง่ายขึ้น แต่ยังสร้างแรงจูงใจโดยตรงให้ผลิตเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์และดึงการมีส่วนร่วมได้สูง ซึ่งในบริบทของความขัดแย้ง ย่อมหมายถึงเนื้อหาที่มีแนวโน้มรุนแรงและสร้างความแตกแยกมากขึ้น อัลกอริทึมที่มุ่งเน้น Engagement ได้กลายเป็นเครื่องมือหลักที่ช่วยให้ครีเอเตอร์สามารถแปรรูปความเกลียดชังระหว่างประเทศให้กลายเป็นกำไรเข้ากระเป๋าตัวเองได้อย่างแนบเนียนผ่านค่าสมาชิกเพียงไม่กี่สิบบาท</p>



<p>ดูข้อมูลที่ https://rocketmedialab.co/database-ai-hate-speech-thailand-cambodia-conflict/</p>



<p>หมายเหตุ</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>งานศึกษานี้เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม 2568 โดยวิเคราะห์คลิปวิดีโอที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา จาก 14 บัญชีที่โพสต์เนื้อหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งหมด 212 คลิป</li>



<li>เนื่องจากคลิปบางส่วนมีเนื้อหารุนแรงและอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย งานชิ้นนี้จึงใช้วิธีการวิเคราะห์โดยไม่ผลิตซ้ำ กล่าวคือ ไม่เผยแพร่ลิงก์หรือภาพประกอบ</li>
</ul>



<p></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/ai-hate-speech-thailand-cambodia-conflict/">ความเกลียดชังที่ขายได้ : สำรวจ Hate Speech ที่ถูกผลิตซ้ำผ่านวิดีโอ AI ในช่วงความขัดแย้งไทย-กัมพูชา</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
