<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>AI Archives - Rocket Media Lab</title>
	<atom:link href="https://rocketmedialab.co/tag/ai/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://rocketmedialab.co/tag/ai/</link>
	<description>แหล่งข้อมูลติดตามประเด็นสังคม ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ เพื่อต่อยอดในงานข่าว</description>
	<lastBuildDate>Thu, 28 May 2026 10:52:15 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0.2</generator>

<image>
	<url>https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2021/03/cropped-RML-circle-black-32x32.png</url>
	<title>AI Archives - Rocket Media Lab</title>
	<link>https://rocketmedialab.co/tag/ai/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>แบบสำรวจพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกลุ่มนักเรียน [ข้อมูลดิบ]</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/database-student-q2-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 28 May 2026 10:52:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[database]]></category>
		<category><![CDATA[future]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[ChatGPT]]></category>
		<category><![CDATA[Gemini]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[แบบสอบถาม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=7606</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3619;&#3655;&#3629;&#3585;&#3648;&#3585;&#3605; &#361 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/database-student-q2-2026/">แบบสำรวจพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกลุ่มนักเรียน [ข้อมูลดิบ]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">ร็อกเกต มีเดีย แล็บ ร่วมกับ มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h) พฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 6 และ ปวช. 1 ถึง 3 จำนวน 1,777 คน ระหว่าง 29 มีนาคม &#8211; 25 พฤษภาคม 2569</p>



<iframe src="https://docs.google.com/spreadsheets/d/e/2PACX-1vSnZtj9nJ7XFLpAaeoL-K30BKsBCI_aaz8hsvb3aB2v52wpXBrfMoxFryYnelf33xoiS34TRlcRWK8w/pubhtml?widget=true&amp;headers=false"></iframe>



<p class="wp-block-paragraph">อ่าน <a href="https://rocketmedialab.co/student-q2-2026/">มาเลเซียแบนแล้ว อินโดนีเซียแบนแล้ว แต่เด็กไทย 80% ไม่เห็นด้วย กับนโยบายจำกัดไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย &#8211; Rocket Media Lab</a></p>



<p class="wp-block-paragraph">ดาวน์โหลดข้อมูล<a href="https://docs.google.com/spreadsheets/d/1h3rMyM3kQDEpn5nE4Th5KbXm_Z5lLu3w5H3FlupRujg/edit?usp=sharing">ที่นี่</a> </p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/database-student-q2-2026/">แบบสำรวจพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกลุ่มนักเรียน [ข้อมูลดิบ]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มาเลเซียแบนแล้ว อินโดนีเซียแบนแล้ว แต่เด็กไทย 80% ไม่เห็นด้วย กับนโยบายจำกัดไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/student-q2-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 28 May 2026 10:42:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[future]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[ChatGPT]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[Gemini]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[แบบสอบถาม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=7583</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3651;&#3609;&#3586;&#3603;&#3632;&#3607;&#3637;&#3656 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/student-q2-2026/">มาเลเซียแบนแล้ว อินโดนีเซียแบนแล้ว แต่เด็กไทย 80% ไม่เห็นด้วย กับนโยบายจำกัดไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph"></p>



<ul class="wp-block-list">
<li>เด็กไทย 79.91% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดีย ในขณะที่ออสเตรเลีย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เริ่มจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี แต่ผลสำรวจของไทยพบว่านักเรียนถึง 1,420 คน ไม่เห็นด้วยกับนโยบายลักษณะนี้ โดยกลุ่มอายุ 14 ปี มีสัดส่วนไม่เห็นด้วยสูงที่สุดถึง 88.95%</li>



<li>72.50% ของผู้ตอบแบบสอบถามเริ่มมีสมาร์ทโฟนเครื่องแรกตั้งแต่ประถม และเกือบทั้งหมดพกไปโรงเรียนทุกวัน โดยส่วนใหญ่ยินดีให้เก็บโทรศัพท์ในเวลาเรียนแต่ต้องยืดหยุ่นให้ใช้สืบค้นข้อมูลได้</li>



<li>94.26% ของผู้ตอบแบบสอบถามพึ่งพา AI ช่วยเรื่องเรียน โดยวิชาคณิตศาสตร์และภาษาต่างประเทศเป็นวิชาที่เด็กๆ นิยมใช้ตัวช่วยมากที่สุด โดยมี ChatGPT และ Gemini เป็นสองแอปฯ หลัก </li>



<li>นอกจากเรื่องเรียนแล้ว เด็กไทยยังใช้คุยเล่นและปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาการเงิน ไปจนถึงเรื่องความรักและครอบครัว</li>
</ul>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="512" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/หน้าปก-1024x512.png" alt="" class="wp-image-7594" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/หน้าปก-1024x512.png 1024w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/หน้าปก-300x150.png 300w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/หน้าปก-768x384.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/หน้าปก-1536x768.png 1536w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/หน้าปก-2048x1024.png 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph"></p>



<p class="wp-block-paragraph">ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียกำลังเดินหน้าแบนการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กต่ำกว่า 16 ปี เพราะกังวลเรื่องภัยออนไลน์ที่เกินรับมือ แต่เสียงสะท้อนจากเด็กไทยกว่า 80%ในแบบสอบถาม กลับตอบว่าไม่เห็นด้วย และจากแบบสอบถามยังพบว่าเด็กไทยไม่ได้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นที่ปรึกษายามเหงา หรือใช้ช่วยทำส่งครูเท่านั้น แต่ยังใช้เป็นที่พึ่งทางใจ และที่ปรึกษาส่วนตัวในแทบจะทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องเรียน ปัญหาสุขภาพจิต ไปจนถึงเรื่องความรัก ในแบบที่ผู้ใหญ่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึง</p>



<p class="wp-block-paragraph">งานชิ้นนี้จะชวนไปสำรวจพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 6 และ ปวช. 1 ถึง 3 จำนวน 1,777 คน ระหว่าง 29 มีนาคม &#8211; 25 พฤษภาคม 2569 ซึ่งจัดทำขึ้นโดย ร็อกเกต มีเดีย แล็บ ร่วมกับ มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (p2h)</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/2-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7595" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/2-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/2-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/2-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/2-1229x1536.png 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/2-1638x2048.png 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/2-scaled.png 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">ผู้ตอบแบบสอบถาม ใครกันบ้างที่มาร่วมตอบ?</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ผลสำรวจครั้งนี้ได้ข้อมูลจากนักเรียนทั้งสิ้น 1,777 คน โดยแบ่งตามเพศดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>หญิง 1,055 คน (59.37%)</li>



<li>ชาย 606 คน (34.10%)</li>



<li>LGBTQIA+ 72 คน (4.05%)</li>



<li>ไม่ต้องการระบุเพศ 44 คน (2.48%)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อแบ่งตามระดับชั้นพบว่านักเรียนชั้น ม.1 มีจำนวนมากที่สุดถึง 400 คน คิดเป็น 22.51% รองลงมาคือ ม.3 จำนวน 373 คน คิดเป็น 20.99% ม.2 จำนวน 261 คน คิดเป็น 14.69% ม.4 จำนวน 242 คน คิดเป็น 13.62% ม.6 จำนวน 233 คน คิดเป็น 13.11% ม.5 จำนวน 189 คน คิดเป็น 10.64% ส่วนนักเรียน ปวช. มีจำนวนรวมกัน 79 คน คิดเป็น 4.45%</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/3-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7596" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/3-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/3-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/3-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/3-1229x1536.png 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/3-1638x2048.png 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/3-scaled.png 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">“สมาร์ทโฟน” ไอเทมคู่กายที่เด็กนักเรียนเกือบทุกคนต้องมี</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ด้านอุปกรณ์ดิจิทัล นักเรียน 1,736 คน คิดเป็น 97.69% มีสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเอง มีเพียง 41 คน คิดเป็น 2.31% เท่านั้นที่ยังไม่มี ส่วนแท็บเล็ตหรือไอแพดนั้น นักเรียน 940 คน คิดเป็น 52.90% ยังไม่มีเป็นของตัวเอง ขณะที่อีก 837 คน คิดเป็น 47.10% มีอยู่แล้ว</p>



<p class="wp-block-paragraph">สมาร์ทโฟนเครื่องแรกของนักเรียนส่วนใหญ่เริ่มต้นในช่วงประถมศึกษา โดยนักเรียนกว่า 72.50% ได้รับสมาร์ทโฟนเครื่องแรกในช่วง ป.1 ถึง ป.6 ซึ่งเป็นช่วงอายุประมาณ 6-12 ปี และยังมีอีก 7.15% ที่ได้รับตั้งแต่อนุบาล โดย ป.4 เป็นช่วงที่มีนักเรียนได้รับสมาร์ทโฟนมากที่สุดถึง 398 คน คิดเป็น 22.40% ตามมาด้วย ป.3 จำนวน 323 คน คิดเป็น 18.18% และ ป.5 จำนวน 206 คน คิดเป็น 11.59%</p>



<p class="wp-block-paragraph">และเมื่อเปรียบเทียบการครอบครองอุปกรณ์ระหว่างกลุ่มพบว่าแทบไม่มีความแตกต่างระหว่างระดับชั้นเลย ทั้ง ม.ต้น ม.ปลาย และ ปวช. ต่างมีสมาร์ทโฟนในสัดส่วนใกล้เคียง 100% เกือบทั้งหมด โดยพบว่าม.ต้น (ม.1-3) มีสมาร์ทโฟน 478 คน จาก 478 คน ม.ปลาย (ม.4-6) มีสมาร์ทโฟน 346 คน จาก 346 คน ยกเว้นกลุ่ม ปวช. ที่มีสัดส่วนต่ำกว่าเล็กน้อยที่ 93.67% โดยพบว่ามีสมาร์ทโฟน 74 คน จาก 79 คน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ขณะที่แท็บเล็ตกลับให้ภาพที่น่าสนใจกว่า โดยนักเรียน ม.ปลาย มีแท็บเล็ตในสัดส่วนสูงที่สุดที่ 50.90% โดยพบว่าม.ปลาย (ม.4-6) มีแท็บเล็ต 338 คน จาก 664 คน ขณะที่ ม.ต้นมีแท็บเล็ต 465 คน จาก 1,034 คน หรืออยู่ที่ 44.97% และ ปวช. มีแท็บเล็ต 34 คน จาก 79 คน หรือคิดเป็น 43.04% ซึ่งพบความน่าสนใจคือ เมื่อผู้เรียนมีอายุมากขึ้น ภาระทางด้านการเรียนก็มากขึ้นตาม ความต้องการใช้อุปกรณ์หน้าจอใหญ่เพื่ออ่านและทำรายงานก็อาจเพิ่มตามด้วย ส่วนที่ ปวช. มีสัดส่วนแท็บเล็ตต่ำที่สุดนั้น อาจเป็นเพราะลักษณะการเรียนสายอาชีวะที่เน้นภาคปฏิบัติมากกว่าการนั่งอ่านหรือทำงานในเอกสาร ทำให้สมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียวก็อาจเพียงพอแล้ว</p>



<h3 class="wp-block-heading">จ่ายกันเดือนละเท่าไหร่? ส่องค่าเน็ตวัยเรียน&nbsp;</h3>



<p class="wp-block-paragraph">นักเรียนส่วนใหญ่ใช้แพ็กเกจรายเดือนมากถึง 1,349 คน คิดเป็น 75.91% ในขณะที่ใช้แบบเติมเงิน 428 คน คิดเป็น 24.09%&nbsp; ค่าใช้จ่ายต่อเดือนพบว่ามีค่าใช้จ่าย 200-399 บาท มากที่สุด จำนวน 712 คน คิดเป็น 40.07% รองลงมาคือช่วง 100-199 บาท จำนวน 325 คน คิดเป็น 18.29% และมีนักเรียน 260 คน คิดเป็น 14.63% ที่จ่ายตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/4-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7597" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/4-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/4-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/4-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/4-1229x1536.png 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/4-1638x2048.png 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/4-scaled.png 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">นโยบายโทรศัพท์ในโรงเรียน: เก็บโทรศัพท์ได้ แต่ขอให้ยืดหยุ่นหน่อย</h3>



<p class="wp-block-paragraph">นักเรียน 1,713 คน คิดเป็น 96.40% พกสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตไปโรงเรียนทุกวัน และมีนักเรียน 1,538 คน คิดเป็น 86.55% ระบุว่าโรงเรียนมีอินเทอร์เน็ตฟรีให้ใช้&nbsp; ซึ่งหมายความว่านักเรียนเกือบทั้งหมดเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลา แม้อยู่ในโรงเรียน สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนคือโรงเรียนมีนโยบายรับมือกับการใช้โทรศัพท์ในห้องเรียนอย่างไร และ Wi-Fi ที่ให้บริการมีการกรองเนื้อหาหรือเปิดให้ใช้ได้อย่างเสรี และในทางกลับกัน พบนักเรียน 41 คน ที่ไม่มีสมาร์ทโฟนและอีก 239 คน ที่โรงเรียนไม่มีอินเทอร์เน็ต&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในส่วนของนโยบาย ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่านักเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้ปฏิเสธการมีกฎระเบียบเรื่องการใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียนทั้งหมด แต่ต้องการให้มีความยืดหยุ่น เมื่อถามว่านโยบายแบบไหนที่รับได้ นักเรียนตอบดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>เก็บเฉพาะเวลาเรียน แต่ใช้ได้เมื่อจำเป็น 1,172 คน (65.95%)</li>



<li>ไม่เห็นด้วยกับการเก็บโทรศัพท์เลย 427 คน (24.03%)</li>



<li>เก็บเฉพาะเวลาเรียนโดยไม่มีข้อยกเว้น 142 คน (7.99%)</li>



<li>ให้โรงเรียนเก็บได้ทั้งวัน 25 คน (1.41%)</li>



<li>ห้ามเอามาโรงเรียนเลย 11 คน (0.62%)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ตัวเลขนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานจริงในห้องเรียน เมื่อถามว่าใช้สมาร์ทโฟนทำอะไรในชั่วโมงเรียน นักเรียนตอบว่า</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ค้นข้อมูล 1,642 ครั้ง (38.39%)</li>



<li>จดโน้ต 924 ครั้ง (21.60%)</li>



<li>ทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมาย 758 ครั้ง (17.72%)</li>



<li>เล่นเกม 324 ครั้ง (7.58%)</li>



<li>ดูหนัง ฟังเพลง 399 ครั้ง (9.33%)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อดังกล่าวจะพบว่านักเรียนตอบว่าใช้ค้นข้อมูลมากที่สุด รองลงมาคือจดโน้ต และใช้ทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมาย </p>



<h3 class="wp-block-heading">จำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียไหม นักเรียนไทยเห็นด้วยรึเปล่า</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในส่วนนี้คือนโยบายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ซึ่งกำลังเป็นกระแสที่หลายประเทศทั่วโลกเดินหน้าพร้อมกัน ออสเตรเลียเป็นชาติแรกที่ออกกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ก่อนที่<a href="https://www.engadget.com/2179225/malaysia-under-16-social-media-ban-june-1/">มาเลเซีย</a>จะประกาศใช้นโยบายเดียวกันในวันที่ 1 มิถุนายน 2568 โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มอย่าง Facebook, Instagram, TikTok และ YouTube ต้องติดตั้งระบบยืนยันอายุผู้ใช้ ส่วน<a href="https://www.biometricupdate.com/202603/indonesia-to-ban-under-16s-from-social-media-implement-standard-based-age-checks">อินโดนีเซีย</a>ก็บังคับใช้กฎหมายในทิศทางเดียวกันตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยสั่งระงับบัญชีของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่ YouTube, TikTok, Facebook, Instagram, Threads และ X</p>



<p class="wp-block-paragraph">กลับมาที่ผลสำรวจของไทย นักเรียน 1,420 คน คิดเป็น 79.91% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายลักษณะนี้ มีเพียง 357 คน คิดเป็น 20.09% เท่านั้นที่สนับสนุน</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อแยกตามอายุพบว่าแนวโน้มน่าสนใจมาก กลุ่มที่อายุต่ำกว่า 16 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่นโยบายนี้ส่งผลกระทบโดยตรง ไม่เห็นด้วยในสัดส่วนที่สูงมาก</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>อายุ 14 ปี ไม่เห็นด้วย 330 คน จาก 371 คน (88.95%)</li>



<li>อายุ 13 ปี ไม่เห็นด้วย 255 คน จาก 304 คน (83.88%)</li>



<li>อายุ 12 ปี ไม่เห็นด้วย 225 คน จาก 288 คน (78.13%)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ขณะที่กลุ่มอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งนโยบายนี้ไม่ได้จำกัดสิทธิโดยตรง กลับมีสัดส่วนผู้เห็นด้วยว่าให้จำกัดการเข้าถึงสูงกว่าทุกกลุ่ม</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>อายุ 17 ปี เห็นด้วย 70 คน จาก 247 คน (28.34%)</li>



<li>อายุ 18 ปี เห็นด้วย 21 คน จาก 49 คน (42.86%)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">จากข้อมูลจะพบว่ากลุ่มอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งนโยบายนี้ไม่ได้จำกัดสิทธิโดยตรง กลับมีสัดส่วนผู้เห็นด้วยสูงกว่าทุกกลุ่ม กลุ่มอายุ 17 ปี เห็นด้วย 70 คน จาก 247 คน คิดเป็น 28.34% และกลุ่มอายุ 18 ปี เห็นด้วย 21 คน จาก 49 คน คิดเป็น 42.86% ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในทุกกลุ่มอายุ และพบว่าเด็กโตกว่าเริ่มมองเห็นผลกระทบของโซเชียลมีเดียในแบบที่ประสบการณ์สอนมา และมองว่าควรมีการควบคุมบ้าง</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากคำตอบจะเห็นว่ายิ่งผู้ตอบแบบสอบถามอายุมากกว่า 16 ปี และอายุพ้นเกณฑ์ที่นโยบายครอบคลุม ความเห็นด้วยก็ยิ่งสูงขึ้นตาม ซึ่งอาจหมายความได้สองทาง ทั้งการที่กลุ่มอายุน้อยรู้สึกว่าถูกจำกัดสิทธิโดยไม่จำเป็น และการที่กลุ่มที่โตกว่าเริ่มมองเห็นผลกระทบของโซเชียลมีเดียในแบบที่ประสบการณ์สอนมา ใน<a href="https://soyacincau.com/2026/04/20/malaysia-under-16-social-media-ban-privacy-rights-concerns/">มาเลเซีย</a>เองก็มีกระแสคัดค้านจากนักวิชาการและภาคประชาสังคม โดยมองว่าการแบนแบบเหมารวมอาจไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และเด็กไม่จำเป็นต้องถูกกีดกันออกจากพื้นที่ดิจิทัล แต่ควรได้รับการปกป้องและทักษะในการใช้งานอย่างปลอดภัยแทน&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ที่น่าสนใจคือในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังเดินหน้าจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็ก กระทรวงศึกษาธิการไทยกลับ<a href="https://www.eduzones.com/2026/05/23/moe-13/">ประกาศความร่วมมือกับ TikTok</a> เพื่อพัฒนาสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบคลิปสั้น โดยมีเป้าหมายลดภาระงานครูและอัปสกิลบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับ<a href="https://www.eduzones.com/2026/05/23/moe-13/">นโยบาย Happy Learning</a> และแผนการนำ AI เข้าสู่การเรียนรู้ของกระทรวงในปี 2568-2569 ขณะที่ <a href="https://www.scmp.com/week-asia/lifestyle-culture/article/3353440/why-indonesia-expanding-under-16-social-media-ban-e-commerce">อินโดนีเซีย</a>กำลังพิจารณาขยายการแบนไปถึงแพลตฟอร์ม e-commerce หลังพบว่าเด็กตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางออนไลน์และใช้จ่ายเงินโดยไม่มีผู้ปกครองดูแล ซึ่งก็เห็นทิศทางที่แตกต่างกันของหลายๆ ประเทศ และยังต้องหาคำตอบที่ลงตัวไม่ได้ว่าควรจัดการโซเชียลมีเดียอย่างไร&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/5-1-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7599" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/5-1-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/5-1-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/5-1-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/5-1-1229x1536.png 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/5-1-1638x2048.png 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/5-1-scaled.png 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">เด็กไทยใช้ AI ทำอะไรบ้าง</h3>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อสอบถามเรื่อง AI พบว่านักเรียน 1,675 คน คิดเป็น 94.26% เคยใช้ AI ช่วยเรื่องการเรียนมาแล้ว มีเพียง 102 คน คิดเป็น 5.74% เท่านั้นที่ไม่เคยใช้เลย โดยในการใช้งานที่พบว่ามีดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ช่วยสรุปเนื้อหา 1,366 ครั้ง (18.68%)</li>



<li>ค้นข้อมูลทำรายงาน 1,326 ครั้ง (18.14%)</li>



<li>แปลภาษา 1,276 ครั้ง (17.45%)</li>



<li>ช่วยคิดไอเดียโครงงาน 1,030 ครั้ง (14.09%)</li>



<li>ตรวจงานก่อนส่งครู 730 ครั้ง (9.98%)</li>



<li>โยนโจทย์การบ้านให้ AI ช่วยตอบ 692 ครั้ง (9.47%)</li>



<li>ทำพรีเซนเทชั่น 573 ครั้ง (7.84%)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ทั้งนี้เมื่อถามเรื่องด้านการตรวจสอบความถูกต้อง พบว่านักเรียน 886 คน คิดเป็น 52.90% ตรวจสอบเนื้อหาจาก AI เพียงบางครั้ง มี 727 คน คิดเป็น 43.40% ที่ตรวจสอบทุกครั้ง และ 62 คน คิดเป็น 3.70% ที่ไม่ตรวจสอบเลย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/6-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7600" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/6-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/6-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/6-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/6-1229x1536.png 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/6-1638x2048.png 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/6-scaled.png 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">เมื่อดูว่านักเรียนใช้ AI ตัวไหนมากที่สุด พบว่า ChatGPT ครองอันดับหนึ่งด้วยผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 1,019 คน คิดเป็น 60.84% รองลงมาคือ Gemini 552 คน คิดเป็น 32.96% สองแพลตฟอร์มนี้รวมกันครอบคลุมผู้ใช้เกือบ 94% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ส่วน Canvas AI อยู่อันดับสามด้วย 37 คน คิดเป็น 2.21% ตามมาด้วย Grok 16 คน และ Claude 22 คน คิดเป็น 0.96% และ 1.31% ตามลำดับ</p>



<p class="wp-block-paragraph">และเมื่อดูรูปแบบการใช้งานของแต่ละแพลตฟอร์ม พบว่าเด็กนักเรียนใช้ ChatGPT และ Gemini&nbsp; เกือบทุกด้าน ทั้งสรุปเนื้อหา ค้นข้อมูล แปลภาษา ช่วยคิดไอเดียโครงงาน ทำพรีเซนเทชั่น และโยนโจทย์การบ้านให้ช่วยตอบ ส่วนการใช้ Canvas AI หลายคนระบุว่าใช้วาดรูปและทำพรีเซนเทชั่นควบคู่กับงานอื่น ส่วน Grok มีผู้ใช้เพียง 16 คน และให้ข้อมูลว่าใช้ช่วย debug โปรแกรม</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/7-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7601" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/7-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/7-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/7-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/7-1229x1536.png 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/7-1638x2048.png 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/7-scaled.png 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">วิชายอดฮิตที่ต้องพึ่ง AI&nbsp;</h3>



<p class="wp-block-paragraph">วิชาที่ใช้ AI มากที่สุดคือคณิตศาสตร์ 609 ครั้ง คิดเป็น 36.36% ตามมาด้วยภาษาต่างประเทศ 538 ครั้ง คิดเป็น 32.12% และวิทยาศาสตร์ 169 ครั้ง คิดเป็น 10.09% ทำให้เห็นว่านักเรียนมักพึ่ง AI ในวิชาที่ต้องการความแม่นยำหรือทักษะภาษาเป็นหลัก</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในแง่ของครูและโรงเรียน นักเรียน 1,354 คน คิดเป็น 76.20% ระบุว่าครูอนุญาตให้ใช้ AI ได้บางวิชา มีเพียง 47 คน คิดเป็น 2.64% ที่ครูห้ามใช้เด็ดขาด อย่างไรก็ตามเมื่อถามว่าเคยโดนครูจับได้ว่าใช้ AI ทำงานส่งไหม พบว่า</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ไม่เคยใช้ AI ทำงานส่ง 426 คน (23.97%)</li>



<li>ใช้แต่ไม่เคยถูกจับ 880 คน (49.52%)</li>



<li>เคยถูกจับได้ 471 คน (26.51%)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ด้านการตรวจสอบความถูกต้อง นักเรียน 886 คน คิดเป็น 52.90% ตรวจสอบเนื้อหาจาก AI เพียงบางครั้ง มี 727 คน คิดเป็น 43.40% ที่ตรวจสอบทุกครั้ง และ 62 คน คิดเป็น 3.70% ที่ไม่ตรวจสอบเลย ตัวเลขนี้สอดคล้องกับการที่นักเรียนส่วนใหญ่ถึง 1,083 คน คิดเป็น 27.10% ของผู้ตอบในข้อนี้ ระบุว่าอยากมีวิชาที่สอนเรื่องการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจาก AI โดยเฉพาะ รองลงมาคือการเขียนโค้ดและ prompt 1,066 ครั้ง คิดเป็น 26.68% และความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว 945 ครั้ง คิดเป็น 23.65%</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/8-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7602" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/8-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/8-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/8-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/8-1229x1536.png 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/8-1638x2048.png 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/8-scaled.png 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว: เมื่อ AI เป็นตั้งแต่ที่ปรึกษาเรื่องเรียน ยันที่ปรึกษาหัวใจ</h3>



<p class="wp-block-paragraph">นอกเหนือจากการเรียน AI ยังกลายเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของนักเรียนหลายคน โดยนักเรียนใช้คุยเล่นทั่วไปมากที่สุด 897 ครั้ง คิดเป็น 19.78% ตามมาด้วยการปรึกษาปัญหาสุขภาพร่างกาย 764 ครั้ง คิดเป็น 16.85% ปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต 530 ครั้ง คิดเป็น 11.69% และวางแผนการเงิน 518 ครั้ง คิดเป็น 11.42% รวมถึงการปรึกษาเรื่องความรัก 403 ครั้ง คิดเป็น 8.89% และปัญหาครอบครัว 380 ครั้ง คิดเป็น 8.38% จากข้อมูลจะให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือการเรียนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผู้ช่วยที่คอยให้ทำปรึกษาในหลายๆ เรื่องด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่หลายประเทศกำลังพยายามหาวิธีปกป้องเด็กในพื้นที่ดิจิทัล <a href="https://www.yahoo.com/news/articles/indonesia-bans-social-media-under-102848687.html?guccounter=1&amp;guce_referrer=aHR0cHM6Ly9jbGF1ZGUuYWkv&amp;guce_referrer_sig=AQAAAEF3nNtzg32GHI0oPoOavZHWwetd21cIgffWUyh42lObVH-JWMK0dMDkywlmBhkuyVkAI40vnRwKd--MsmfQH781TsBVAKP2odKo359KRlGOQF2skZ85-976B1JsliczGwtXQJQPa6qKwX1UMOCFmwlcTqXOUWP4rKNVjKWgdtMu">อินโดนีเซีย</a>เพิ่งสั่งระงับบัญชีเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มเสี่ยงสูงอย่าง YouTube, TikTok, Facebook และ Instagram ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยรัฐมนตรีด้านดิจิทัลระบุว่ารัฐบาลต้องการเข้ามาช่วยให้พ่อแม่ไม่ต้องสู้กับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่เพียงลำพัง&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/9-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7603" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/9-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/9-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/9-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/9-1229x1536.png 1229w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/9-1638x2048.png 1638w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/05/9-scaled.png 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">เมื่อถามว่าเคยทำตามคำแนะนำของ AI ไหม นักเรียน 1,316 คน คิดเป็น 74.06% ตอบว่าทำตามเป็นบางครั้ง มี 204 คน คิดเป็น 11.48% ที่ทำตามบ่อยๆ และ 32 คน คิดเป็น 1.80% ที่ทำตามทุกครั้ง&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อถามถึงความจำเป็นของ AI ในชีวิต นักเรียน 1,091 คน คิดเป็น 61.40% มองว่ามีก็ดีเพราะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น ขณะที่ 602 คน คิดเป็น 33.88% รู้สึกว่าไม่มีก็ได้ และมีเพียง 58 คน คิดเป็น 3.26% ที่บอกว่า AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ขาดไม่ได้แล้ว</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดูข้อมูลได้ที่ : <a href="https://rocketmedialab.co/database-student-q2-2026">https://rocketmedialab.co/database-student-q2-2026</a>  </p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/student-q2-2026/">มาเลเซียแบนแล้ว อินโดนีเซียแบนแล้ว แต่เด็กไทย 80% ไม่เห็นด้วย กับนโยบายจำกัดไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ข้อมูลบิดเบือนในยุค AI: บทเรียนจากต่างประเทศ</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/ai-disinformation-global-lessons/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 11 May 2026 11:28:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[politics]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=7345</guid>

					<description><![CDATA[<p>Author: &#3624;&#3624;&#3636;&#3611;&#3619;&#3632;&#361 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/ai-disinformation-global-lessons/">ข้อมูลบิดเบือนในยุค AI: บทเรียนจากต่างประเทศ</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph"><strong>Author: ศศิประภา มิมาชา</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ปัจจุบัน ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เข้ามามีบทบาทในหลากหลายมิติของสังคม ทั้งด้านเศรษฐกิจ การสื่อสาร การศึกษา และการเมือง โดยเฉพาะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงรู้สร้าง (Generative AI) ที่สามารถสร้างข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอเสมือนจริงได้อย่างสมจริง เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการสื่อสารอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้เกิดการนำไปใช้ในทางที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง เช่น การสร้างข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) การปลอมแปลงตัวตน หรือการสร้างสื่อสังเคราะห์อย่างดีปเฟก (Deepfake) เพื่อชี้นำหรือบิดเบือนความเข้าใจของสาธารณะ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงเริ่มพัฒนากรอบกฎหมายและมาตรการกำกับดูแลการใช้ปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะในมิติของการกำกับดูแลสื่อและเนื้อหาดิจิทัล บทความนี้จึงมุ่งศึกษาการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ และดีปเฟกในมิติของสื่อและข้อมูลข่าวสาร โดยวิเคราะห์แนวทางการจัดการความเสี่ยง ความท้าทาย และแนวโน้มสำคัญของการพัฒนากฎหมายในต่างประเทศ เพื่อนำมาใช้เป็นบทเรียนสำหรับการพัฒนานโยบายของประเทศไทยในอนาคต</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สหภาพยุโรป: การกำกับดูแลเนื้อหาดิจิทัลเชิงป้องกัน บนพื้นฐานของความเสี่ยง</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">แนวทางที่สหภาพยุโรปนำมาใช้วางกรอบกฎหมายเพื่อกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ ผสานรวมกันระหว่างกฎหมายปัญญาประดิษฐ์ (AI Act) และกฎหมายบริการดิจิทัล (Digital Services Act: DSA) ซึ่งเป็นความพยายามกำกับดูแล ทั้งในส่วนของเอไอ และแพลตฟอร์มดิจิทัลไปพร้อมกัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">กฎหมายปัญญาประดิษฐ์ นำรูปแบบการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยงมาใช้ โดยกำหนดให้การใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์เชิงรู้สร้าง (Generative AI) โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบที่สร้างสื่อสังเคราะห์ (Synthetic Media) เช่น ดีปเฟก (Deepfakes) จะต้องมีภาระหน้าที่เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เนื้อหาที่สร้างหรือดัดแปลงโดยปัญญาประดิษฐ์จะต้องได้รับการระบุอย่างชัดเจน หากมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่ผู้ใช้งาน แนวทางนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ “การกำกับดูแลเชิงป้องกัน” ซึ่งมุ่งเน้นการลดความเสี่ยงก่อนที่เนื้อหาดังกล่าวจะเผยแพร่ออกไปในวงกว้าง (European Parliament, 2024; European Commission, 2024)</p>



<p class="wp-block-paragraph">ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายบริการดิจิทัล (Digital Services Act หรือ DSA) ในปี 2565 กฎหมายนี้วางกรอบการกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการบริหารจัดการ “ความเสี่ยงเชิงระบบ” (systemic risks) ภายในสภาพแวดล้อมดิจิทัล กำหนดให้แพลตฟอร์มดำเนินการประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน การชักจูงทางข้อมูล รวมถึงผลกระทบจากอัลกอริทึมที่อาจส่งเสริมเนื้อหาที่เป็นอันตราย นอกจากนี้ ยังมีข้อกำหนดด้านความโปร่งใส การรายงาน และการตรวจสอบโดยอิสระ เพื่อยกระดับความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มต่อระบบนิเวศข้อมูลโดยรวม&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">แม้ว่า DSA จะมิได้มุ่งเน้นการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์โดยตรง แต่ก็มีบทบาทสำคัญในการจัดการผลกระทบของเอไอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของการเผยแพร่และขยายเนื้อหาที่สร้างขึ้นโดยระบบอัตโนมัติ</p>



<p class="wp-block-paragraph">แบบจำลองของสหภาพยุโรปให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ความสามารถในการตรวจสอบ และการบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงระบบ ซึ่งเป็นกรอบการกำกับดูแลที่สำคัญต่อการจัดการปัญหาการบิดเบือนข้อมูลที่สร้างโดยเอไอ โดยเฉพาะในบริบททางการเมืองที่มีความละเอียดอ่อน&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ตาม ความซับซ้อนของกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายบริการดิจิทัล (Digital Services Act) และกฎหมายปัญญาประดิษฐ์ (AI Act) อาจส่งผลให้เกิดภาระในการปฏิบัติตามสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย เนื่องจากกฎหมายของสหภาพยุโรปเป็นแบบจำลองการกำกับดูแลที่มีมาตรฐานสูง (High-standard regulatory model) ซึ่งกำหนดภาระหน้าที่ของผู้ประกอบการในหลายมิติ อาทิ การจำแนกความเสี่ยงของบัญชีผู้ใช้ การจัดทำรายงานความโปร่งใส และการตรวจสอบการทำงานของระบบและเนื้อหาบนแพลตฟอร์ม (Bradford, 2023; Veale, 2021)</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>สหรัฐอเมริกา: แนวทางแบบแยกส่วนและการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">สหรัฐอเมริกาใช้รูปแบบการกำกับดูแลแบบแยกส่วน โดยยังไม่มีกฎหมายที่ครอบคลุมเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ในระดับรัฐบาลกลาง การกำกับดูแลจึงกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ และผ่านกฎหมายระดับมลรัฐ แนวทางนี้ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้รัฐมีข้อจำกัดในการควบคุมเนื้อหาโดยตรง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ประเด็นสำคัญที่ถกเถียงอย่างกว้างขวางในยุคปัญญาประดิษฐ์ คือบทบาทของมาตรา 230 แห่งพระราชบัญญัติ Communications Decency Act (พ.ศ. 2539) ซึ่งเดิมมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองแพลตฟอร์มจากความรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่สร้างโดยผู้ใช้ (user-generated content) หรือที่เรียกว่า “safe harbor”</p>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของเอไอทำให้ขอบเขตระหว่าง “ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม” และ “ผู้สร้างเนื้อหา” เริ่มคลุมเครือมากขึ้น ฝ่ายหนึ่งเห็นว่ามาตรา 230 ไม่ควรนำมาใช้กับเนื้อหาที่สร้างโดยเอไอ เนื่องจากระบบไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงตัวกลางในแบบเดียวกับเสิร์ชเอนจิน แต่มีบทบาทสร้างและเรียบเรียงเนื้อหาใหม่ ซึ่งทำให้ผู้ให้บริการมีสถานะใกล้เคียงกับผู้ผลิตเนื้อหามากขึ้น ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่า หากลดทอนความคุ้มครองนี้ อาจส่งผลให้เกิดภาระทางกฎหมายและความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้องเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ และอาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเทคโนโลยีโดยรวมได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อถกเถียงดังกล่าวยังคงดำเนินอยู่และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กรอบกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันอาจไม่สอดคล้องกับระบบนิเวศของปัญญาประดิษฐ์ในยุคปัจจุบัน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>ผลกระทบจากปัญญาประดิษฐ์ในภาคการเมืองและภาคธุรกิจ: กรณีศึกษา อเมริกา จีน และเกาหลีใต้&nbsp;</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้ส่งผลเฉพาะในด้านเทคโนโลยีหรือเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อความมั่นคงทางการเมือง ความน่าเชื่อถือของข้อมูล และความเชื่อมั่นของสังคมในวงกว้าง โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีอย่างดีปเฟกและสื่อสังเคราะห์ถูกนำมาใช้ในบริบทที่อ่อนไหว เช่น การเลือกตั้ง การหลอกลวงทางการเงิน หรือการปลอมแปลงตัวตน ทำให้หลายประเทศเริ่มออกมาตรการเพื่อควบคุมและกำกับการใช้งานปัญญาประดิษฐ์มากขึ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">กรณีศึกษาที่นำเสนอในส่วนนี้ประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา จีน และเกาหลีใต้ ซึ่งสะท้อนแนวทางการกำกับดูแลที่แตกต่างกันตามบริบททางการเมืองและกฎหมายของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและจีนที่ถือเป็นประเทศผู้นำด้านการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ และเป็นคู่แข่งสำคัญด้านเทคโนโลยีของโลก แม้ทั้งสองประเทศจะมีบทบาทในการผลักดันนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ แต่ก็ยังต้องเผชิญกับผลกระทบจากการใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าว และจำเป็นต้องพัฒนามาตรการกำกับดูแลเพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ขณะที่เกาหลีใต้เป็นตัวอย่างของประเทศในเอเชียที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองกระบวนการเลือกตั้งและการจัดการความเสี่ยงจากสื่อสังเคราะห์อย่างจริงจัง</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>กรณีศึกษาที่ I: สหรัฐอเมริกา กับการกำกับดูแลเชิงคาดการณ์ในบริบทของการเลือกตั้ง</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">สหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า การออกกฎหมายเกี่ยวกับเทคโนโลยีดีปเฟก มิได้รอให้เกิดปัญหาใหญ่ก่อน แต่เริ่มต้นจาก “ความกังวลล่วงหน้า” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2020 ซึ่งเตือนว่าสื่อที่สร้างโดยเอไออาจถูกนำมาใช้เพื่อชี้นำความคิดของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เช่น การเผยแพร่วิดีโอปลอมในช่วงใกล้การเลือกตั้งที่ประชาชนอาจไม่มีเวลาตรวจสอบข้อเท็จจริง (Persily, 2020)</p>



<p class="wp-block-paragraph">เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว หลายรัฐออกกฎหมายจำกัดการใช้เทคโนโลยีดีปเฟกในบริบททางการเมืองช่วงการเลือกตั้ง ในขณะที่หน่วยงานระดับรัฐบาลกลางยังคงมุ่งเน้นมาตรการทางเทคนิค เช่น การติดลายน้ำ (watermarking) และการยืนยันแหล่งที่มาของเนื้อหา มากกว่าการออกกฎหมายควบคุมโดยตรง (White House, 2023)</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในการเลือกตั้งปี 2024 สหรัฐอเมริกาเริ่มเผชิญกับผลกระทบที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น กรณี “robocall” ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปลอมแปลงเสียงของประธานาธิบดีโจ ไบเดน เพื่อโทรศัพท์หาผู้มีสิทธิเลือกตั้งในมลรัฐนิวแฮมป์เชียร์ โดยมีเนื้อหาที่แนะนำให้ “งดเว้นการลงคะแนนเสียง” ซึ่งถือเป็นตัวอย่างแรกๆ ของการนำเอไอมาใช้เพื่อแทรกแซงกระบวนการเลือกตั้งโดยตรง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในขณะเดียวกัน ยังเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “liar’s dividend” ซึ่งนักการเมืองอาจอ้างว่า “คลิปนี้เป็นเอไอปลอม” เพื่อปฏิเสธความรับผิดชอ แม้ในบางกรณีจะเป็นเรื่องจริง เหตุการณ์เหล่านี้นำไปสู่แรงกดดันในการออกกฎหมายเพิ่มเติม เช่น การกำหนดความผิดสำหรับการใช้เอไอสร้างภาพอนาจารปลอม และการห้ามใช้เทคโนโลยีดีปเฟกเพื่อรบกวนการเลือกตั้งในช่วงก่อนวันลงคะแนนเสียง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ภาพรวมสะท้อนแนวทาง –ระวังไว้ก่อน แทรกแซงเท่าที่จำเป็น–- ซึ่งได้รับอิทธิพลจากหลักเสรีภาพในการแสดงออก ส่งผลให้กฎหมายยังคงมีขอบเขตจำกัดและเฉพาะบริบท ข้อดีคือสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วในบางกรณี แต่ข้อจำกัดคือ กฎหมายมีลักษณะกระจัดกระจาย ทำให้การรับมือกับปัญหาในภาพรวมยังไม่เต็มประสิทธิภาพ (Chesney, 2019)</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>กรณีศึกษาที่ II: จีน — การกำกับดูแลเชิงป้องกันแบบรัฐเป็นศูนย์กลาง</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ประเทศจีนมีแนวทางที่แตกต่างออกไป โดยมองว่าปัญญาประดิษฐ์และสื่อสังเคราะห์เป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของสังคม</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในช่วงที่ผ่านมา มีกรณีอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้เอไอเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น การปลอมแปลงเสียงเพื่อหลอกลวงให้โอนเงิน และการใช้เทคโนโลยีดีปเฟก (deepfake) ในการสนทนาผ่านวิดีโอคอลเพื่อแอบอ้างตัวบุคคล โดยในปี 2024 ได้เกิดกรณีในฮ่องกงที่พนักงานบริษัทถูกหลอกให้โอนเงินจำนวนมหาศาล ภายหลังจากการเข้าร่วมการประชุมออนไลน์ที่ผู้เข้าร่วมทั้งหมดเป็นภาพดีปเฟก อีกตัวอย่างหนึ่งคือแอปพลิเคชันเปลี่ยนใบหน้า (face-swapping) ที่นำใบหน้าของบุคคลไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าหรือการหลอกลวง เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทางการจีนได้ออกระเบียบควบคุมเทคโนโลยีดีปซินเธซิส (Deep Synthesis) ซึ่งกำหนดให้ระบุแหล่งที่มาของเนื้อหาที่สร้างโดยเอไอ กำหนดข้อบังคับในการยืนยันตัวตน และบูรณาการกลไกการปฏิบัติตามกฎหมายเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานของแพลตฟอร์ม (Heather Chen., 2024) (China Law Translate, 2022)</p>



<p class="wp-block-paragraph">แนวทางนี้ถือเป็นการควบคุมตั้งแต่ต้นทาง โดยฝังข้อกำหนดทางกฎหมายไว้ในระบบของแพลตฟอร์มก่อนที่เนื้อหาจะถูกเผยแพร่ ข้อดีคือสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีข้อกังวลเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออกและการใช้อำนาจรัฐเกินขอบเขต ทั้งนี้ กรณีของจีนได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการบังคับใช้กฎหมายเฉพาะสำหรับเทคโนโลยีในทางปฏิบัติ</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>กรณีศึกษาที่ III: เกาหลีใต้ — มาตรการคุ้มครองการเลือกตั้งแบบมุ่งเป้า</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">กรณีของเกาหลีใต้เป็นตัวอย่างล่าสุดของการปฏิรูปกฎหมายที่มีเป้าหมายเฉพาะเจาะจง โดยมุ่งเน้นไปที่การเลือกตั้ง เพื่อลดความเสี่ยงจากเนื้อหาทางการเมืองที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ความกังวลเกี่ยวกับสื่อสังเคราะห์ที่มีความสมจริงมากขึ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในช่วงการเลือกตั้งปี 2022 และ 2024 มีการสร้าง “เอไอตัวแทน” ของผู้สมัครรับเลือกตั้งขึ้นมาเพื่อตอบคำถามประชาชน แม้ในช่วงแรกจะดูสร้างสรรค์ แต่ต่อมาเริ่มมีวิดีโอดีปเฟกที่ทำให้ผู้สมัครดูเหมือนกำลังกล่าวถ้อยคำดูหมิ่นผู้อื่นหรือแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม สถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา (Public Official Election Act) ที่กำหนดให้การเผยแพร่ดีปเฟกที่มีเจตนาร้ายในช่วง 90 วันก่อนการเลือกตั้งเป็นความผิดทางอาญา (Kim, 2023)</p>



<p class="wp-block-paragraph">แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงการดำเนินการเชิงป้องกันในช่วงเวลาที่สำคัญยิ่ง เพื่อธำรงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญประการหนึ่งคือการจำแนกความแตกต่างระหว่าง “การแสดงออกเชิงล้อเลียน” กับ “การบิดเบือนข้อมูลที่เป็นอันตราย” ซึ่งในทางปฏิบัติยังคงขาดความชัดเจน และอาจส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากกรณีศึกษาเหล่านี้ สามารถสรุปรูปแบบความพยายามกำกับดูแลเอไอได้ 3 ประการ:</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>แรงผลักดันทางกฎหมาย: การริเริ่มทางกฎหมายมักไม่ได้มีสาเหตุหลักมาจากความเสียหายขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นแล้ว หากแต่เกิดจากการประเมิน “ความเสี่ยงที่คาดการณ์ได้” และความกังวลเชิงนโยบายล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในช่วงที่ผ่านมา เช่น การใช้ปัญญาประดิษฐ์แทรกแซงการเลือกตั้ง หรือการฉ้อโกงด้วยเทคโนโลยีดีปเฟก ได้ยืนยันการมีอยู่จริงของความเสี่ยงเหล่านี้และเห็นได้ถึงศักยภาพในการก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคม</li>
</ol>



<ol start="2" class="wp-block-list">
<li>โครงสร้างการกำกับดูแลที่แตกต่างกัน: รูปแบบการกำกับดูแลมีความหลากหลายตามบริบททางการเมืองและสถาบัน โดยมีตัวอย่างดังนี้ สหรัฐอเมริกาใช้แนวทางแบบแยกส่วน โดยเน้นการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จีนบังคับใช้การกำกับดูแลเชิงป้องกันแบบรวมศูนย์ โดยรัฐมีบทบาทสำคัญ เกาหลีใต้มุ่งเน้นการออกกฎหมายเฉพาะจุด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองกระบวนการเลือกตั้ง</li>
</ol>



<ol start="3" class="wp-block-list">
<li>จุดร่วมเชิงนโยบาย: แม้ว่ารูปแบบการกำกับดูแลจะแตกต่างกัน แต่ทุกประเทศเริ่มนำเครื่องมือที่คล้ายคลึงกันมาใช้ ได้แก่ 1) การติดป้ายกำกับเนื้อหาที่สร้างโดยเอไอ 2) การกำหนดความรับผิดชอบสำหรับการใช้เอไอในทางที่ก่อให้เกิดอันตราย 3) การแทรกแซงบนพื้นฐานของระดับความเสี่ยง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีความอ่อนไหว เช่น การเลือกตั้ง</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">กรณีศึกษาเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างที่สำคัญ เนื่องจากประเทศไทยยังขาดทั้งมาตรการป้องกันเชิงรุกในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูง และระบบการประสานงานที่มีประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อการบิดเบือนข้อมูลที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอได้อย่างรวดเร็ว&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ช่องว่างดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นปัญหาทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบการกำกับดูแลโดยรวม ซึ่งยังคงอาศัยการตอบสนองภายหลังเหตุการณ์เป็นหลัก ในบริบทที่ข้อมูลสามารถถูกสร้างและเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็วผ่านเทคโนโลยีเอไอ การขาดกลไกเชิงป้องกันและการประสานงานเชิงระบบ จึงอาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางสังคมและการเมือง</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>References</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li><em>China Law Translate. (2022, December 11). Provisions on the Administration of Deep Synthesis Internet Information Services. Retrieved from China Law Translate: https://www.chinalawtranslate.com/en/deep-synthesis/</em></li>



<li><em>Bradford, A. (2023). Digital Empires. The Global Battle to Regulate Technology. New York: Oxford University Press.</em></li>



<li><em>Chesney, R. C. (2019). Deep fakes: A looming challenge for privacy, democracy, and national security. California Law Review, 107, 1753-1782.</em></li>



<li><em>Creemers, R. (2022). China’s deep synthesis provisions: The first step in regulating generative AI? DigiChina. Stanford University. doi:https://digichina.stanford.edu/</em></li>



<li><em>European Commission. (2024). The Digital Services Act: Ensuring a safe and accountable online environment. Retrieved from https://digital-strategy.ec.europa.eu/en/policies/digital-services-act</em></li>



<li><em>European Parliament. (2024). Artificial Intelligence Act: EU authorities agree on landmark rules for AI. Retrieved from https://www.europarl.europa.eu/news/en/press-room/20240308IPR19015/artificial-intelligence-act-meps-adopt-landmark-law</em></li>



<li><em>Floridi, L. C. (2018). AI4People—An ethical framework for a good AI society: Opportunities, risks, principles, and recommendations. Minds and Machines, 28(4), 689-707.</em></li>



<li><em>George, C. (2020). Air-conditioned nation revisited: Essays on Singapore politics. Ethos Books.&nbsp;</em></li>



<li><em>Hacker, P. (2024). The European AI Act and the UK Online Safety Act: A comparative analysis of systemic risk regulation. International Journal of Law and Information Technology, 32(1), 15-38.</em></li>



<li><em>Heather Chen., K. M. (2024, February 4). Finance worker pays out $25 million after video call with deepfake ‘chief financial officer’. Retrieved from CNN World: https://edition.cnn.com/2024/02/04/asia/deepfake-cfo-scam-hong-kong-intl-hnk</em></li>



<li><em>Human Rights Watch. (2020). Thailand: Computer Crime Act being used to silence critics.&nbsp;</em></li>



<li><em>Kim, S. (2023). Targeted electoral safeguards in the age of AI: The case of South Korea. Journal of East Asian Studies, 45-67.</em></li>



<li><em>Persily, N. (2020). The platform ideology. Journal of Democracy.&nbsp;</em></li>



<li><em>Secretary of State for Science, Innovation and Technology. (2024). A pro-innovation approach to AI regulation: Amended government response. HM Government.</em></li>



<li><em>Tan, N. (2021). Disinformation and the law: POFMA and the regulation of free speech in Singapore. Asian Journal of Comparative Law, 1-22.</em></li>



<li><em>Veale, M. &amp;. (2021). Demystifying the Draft AI Act: Analysing the law, politics and safeguards of the European Commission’s proposed AI regulation. Computer Law Review International, 22(4), 97-112.</em></li>



<li><em>Wagner, B. (2021). Global governance of AI: Mapping the policy landscape. Oxford University Press.</em></li>



<li><em>White House. (2023, October 30). Safe, Secure, and Trustworthy Development and Use of Artificial Intelligence. Executive Office of the President.</em></li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Indo-Pacific Media Resilience Program โดย Internews</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/ai-disinformation-global-lessons/">ข้อมูลบิดเบือนในยุค AI: บทเรียนจากต่างประเทศ</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สำรวจ Hate Speech ที่ถูกผลิตซ้ำผ่านวิดีโอ AI ในช่วงความขัดแย้งไทย-กัมพูชา [ข้อมูลดิบ]</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/database-ai-hate-speech-thailand-cambodia-conflict/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 07:54:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[culture]]></category>
		<category><![CDATA[database]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[hate speech]]></category>
		<category><![CDATA[ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=7296</guid>

					<description><![CDATA[<p>Rocket Media Lab &#3619;&#3623;&#3610;&#3619;&#3623;&#3 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/database-ai-hate-speech-thailand-cambodia-conflict/">สำรวจ Hate Speech ที่ถูกผลิตซ้ำผ่านวิดีโอ AI ในช่วงความขัดแย้งไทย-กัมพูชา [ข้อมูลดิบ]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">Rocket Media Lab รวบรวมวิดีโอที่เข้าข่ายการบิดเบือนข้อเท็จจริง (Disinformation) ที่สร้างโดย AI และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการสร้างความเกลียดชังในบริบทความขัดแย้งชายแดนไทยและกัมพูชา จำนวน 212 คลิป จาก 14 บัญชีผู้ใช้บน Facebook โดยในจำนวนนี้มี 9 บัญชีที่เปิดหารายได้โดยให้สมัครสมาชิกรายเดือนได้ มีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 19 บาทไปจนถึง 69 บาทต่อเดือน การเก็บข้อมูลครอบคลุมตั้งแต่ช่วงเริ่มเหตุปะทะในเดือนกรกฎาคม จนถึงการลงนามหยุดยิงในเดือนตุลาคม 2568 เพื่อวิเคราะห์ลักษณะของวิดีโอที่สร้างโดย AI ทั้งในแง่รูปแบบการสื่อสาร วิธีการสร้างความเกลียดชัง กลุ่มเป้าหมายที่ถูกโจมตี ตลอดจนบทบาทของเนื้อหาเหล่านี้ในการขยายความขัดแย้งในพื้นที่ออนไลน์</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>วิธีการเก็บข้อมูล</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">การเก็บข้อมูลเริ่มต้นจากการค้นหาบน Facebook ด้วยคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่เกี่ยวกับความขัดแย้งโดยตรง ทั้งชื่อบุคคล เช่น ฮุนเซน มาลี และคำที่สะท้อนบริบทความตึงเครียด เช่น ทหารกัมพูชา สงคราม และชายแดน จากนั้นกรองเฉพาะวิดีโอที่สร้างด้วย AI และมีเนื้อหาที่เข้าข่ายสร้างความเกลียดชัง การเก็บข้อมูลเน้นไปที่ 14 บัญชีผู้สร้างที่มีความสม่ำเสมอในการผลิตเนื้อหาลักษณะนี้ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว และไม่ได้รวบรวมวิดีโอทั้งหมดที่มีอยู่ แต่คัดเลือกตัวอย่างที่สะท้อนรูปแบบเนื้อหาเกลียดชังได้อย่างชัดเจน ข้อมูลที่รวบรวมได้นำมาวิเคราะห์และจำแนกลักษณะการเล่าเรื่อง (Narrative) ออกเป็น 4 หมวดหลัก โดยพิจารณาจากทั้งคีย์เวิร์ดในบทพูด องค์ประกอบภาพและเสียงที่ปรากฏในวิดีโอ</p>



<iframe src="https://docs.google.com/spreadsheets/d/e/2PACX-1vQWe4NTlC4GL-QCEbhwhkfcv6csYYKBPF3whBgMyts-N15NFMLZTosYXEk4j5xpPboUWkGzpF8xq-8w/pubhtml?widget=true&amp;headers=false"></iframe>



<p class="wp-block-paragraph"><a href="https://docs.google.com/spreadsheets/d/1foGjmovhWw_1rnPAhg-SbGwZHpzOwhNLu__ZP3J0kT0/edit?usp=sharing">ดาวน์โหลดที่นี่</a></p>



<p class="wp-block-paragraph">อ่าน <a href="https://rocketmedialab.co/ai-hate-speech-thailand-cambodia-conflict/">ความเกลียดชังที่ขายได้ : สำรวจ Hate Speech ที่ถูกผลิตซ้ำผ่านวิดีโอ AI ในช่วงความขัดแย้งไทย-กัมพูชา</a></p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/database-ai-hate-speech-thailand-cambodia-conflict/">สำรวจ Hate Speech ที่ถูกผลิตซ้ำผ่านวิดีโอ AI ในช่วงความขัดแย้งไทย-กัมพูชา [ข้อมูลดิบ]</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความเกลียดชังที่ขายได้ : สำรวจ Hate Speech ที่ถูกผลิตซ้ำผ่านวิดีโอ AI ในช่วงความขัดแย้งไทย-กัมพูชา</title>
		<link>https://rocketmedialab.co/ai-hate-speech-thailand-cambodia-conflict/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Rocket Media Lab]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Apr 2026 07:53:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[culture]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[featured]]></category>
		<category><![CDATA[hate speech]]></category>
		<category><![CDATA[ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://rocketmedialab.co/?p=7283</guid>

					<description><![CDATA[<p>&#3651;&#3609;&#3648;&#3604;&#3639;&#3629;&#3609;&#3585 [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/ai-hate-speech-thailand-cambodia-conflict/">ความเกลียดชังที่ขายได้ : สำรวจ Hate Speech ที่ถูกผลิตซ้ำผ่านวิดีโอ AI ในช่วงความขัดแย้งไทย-กัมพูชา</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph"></p>



<ul class="wp-block-list">
<li>วิดีโอบิดเบือนข้อเท็จจริง (Disinformation) ที่สร้างโดย AI และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการสร้างความเกลียดชังในบริบทความขัดแย้งชายแดนไทยและกัมพูชาที่ใช้ในงานศึกษาชิ้นนี้ เป็นวิดีโอเนื้อหาภาษาไทย สื่อสารกับผู้รับสารคนไทยโดยเฉพาะ</li>



<li>ลักษณะการเล่าเรื่องประกอบด้วย 4 รูปแบบหลัก คือ 1. การล้อเลียน 2. การลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ 3. การสร้างความเหนือกว่าทางชาตินิยม และ 4.การกล่าวหาว่าอีกฝ่ายสมคบคิดแผนร้าย</li>



<li>คลิปที่สร้างโดย AI เหล่านี้ ไม่ได้มุ่งหมายสื่อสารเนื้อหาการเมืองหรือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เท่ากับการสร้างคลิปบันเทิงที่จุดติดได้ด้วยปลุกปั่นความเกลียดชัง</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ในเดือนกรกฎาคม ปี 2568 ความขัดแย้งทางทหารระหว่างไทยและกัมพูชาปะทุขึ้นอีกครั้งตามแนวชายแดน นับเป็นวิกฤตที่มีรากฐานทั้งจากข้อพิพาทเรื่องพื้นที่ทับซ้อนที่ยาวนานนับทศวรรษ และจากความตึงเครียดทางการเมืองที่สะสมระหว่างสองประเทศ ความขัดแย้งในครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่ชายแดน แต่ยังขยายตัวเข้าสู่พื้นที่ออนไลน์อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เนื้อหาปลุกปั่นสร้างความเกลียดชังแพร่กระจายได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่และเวลา</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในวิกฤตครั้งนี้ สมรภูมิทางความคิดที่รุนแรงบนพื้นที่ออนไลน์มีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นตัวช่วยผลิตสื่อสังเคราะห์ (Synthetic Media) ทั้งภาพและเสียงที่สมจริงสูงจนยากต่อการคัดกรอง ในระหว่างที่ความขัดแย้งดำเนินไป บัญชีผู้ใช้หลายรายบน Facebook ใช้โอกาสนี้ผลิตวิดีโอ AI เพื่อขยายกระแสความเกลียดชัง ควบคู่ไปกับการเปิดรับรายได้จากผู้ติดตาม สะท้อนให้เห็นว่าความเกลียดชังไม่เพียงแพร่กระจายได้ง่าย แต่ยังกลายเป็น ‘สินค้า’ ที่สร้างรายได้อีกด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">Rocket Media Lab รวบรวมวิดีโอที่เข้าข่ายการบิดเบือนข้อเท็จจริง (Disinformation) ที่สร้างโดย AI และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการสร้างความเกลียดชังในบริบทความขัดแย้งชายแดนไทยและกัมพูชา จำนวน 212 คลิป จาก 14 บัญชีผู้ใช้บน Facebook โดยในจำนวนนี้มี 9 บัญชีที่เปิดหารายได้โดยให้สมัครสมาชิกรายเดือนได้ มีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 19 บาทไปจนถึง 69 บาทต่อเดือน การเก็บข้อมูลครอบคลุมตั้งแต่ช่วงเริ่มเหตุปะทะในเดือนกรกฎาคม จนถึงการลงนามหยุดยิงในเดือนตุลาคม 2568 เพื่อวิเคราะห์ลักษณะของวิดีโอที่สร้างโดย AI ทั้งในแง่รูปแบบการสื่อสาร วิธีการสร้างความเกลียดชัง กลุ่มเป้าหมายที่ถูกโจมตี ตลอดจนบทบาทของเนื้อหาเหล่านี้ในการขยายความขัดแย้งในพื้นที่ออนไลน์</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>วิธีการเก็บข้อมูล</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">การเก็บข้อมูลเริ่มต้นจากการค้นหาบน Facebook ด้วยคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่เกี่ยวกับความขัดแย้งโดยตรง ทั้งชื่อบุคคล เช่น ฮุนเซน มาลี และคำที่สะท้อนบริบทความตึงเครียด เช่น ทหารกัมพูชา สงคราม และชายแดน จากนั้นกรองเฉพาะวิดีโอที่สร้างด้วย AI และมีเนื้อหาที่เข้าข่ายสร้างความเกลียดชัง การเก็บข้อมูลเน้นไปที่ 14 บัญชีผู้สร้างที่มีความสม่ำเสมอในการผลิตเนื้อหาลักษณะนี้ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว และไม่ได้รวบรวมวิดีโอทั้งหมดที่มีอยู่ แต่คัดเลือกตัวอย่างที่สะท้อนรูปแบบเนื้อหาเกลียดชังได้อย่างชัดเจน ข้อมูลที่รวบรวมได้นำมาวิเคราะห์และจำแนกลักษณะการเล่าเรื่อง (Narrative) ออกเป็น 4 หมวดหลัก โดยพิจารณาจากทั้งคีย์เวิร์ดในบทพูด องค์ประกอบภาพและเสียงที่ปรากฏในวิดีโอ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_1-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7288" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_1-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_1-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_1-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_1.png 961w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">4 รูปแบบหลัก ของเนื้อหาเกลียดชังที่สร้างด้วย AI</h3>



<p class="wp-block-paragraph">จากการวิเคราะห์วิดีโอทั้ง 212 คลิปที่ถูกสร้างขึ้นด้วย AI สามารถจำแนกรูปแบบการสร้างเนื้อหาเกลียดชังที่พบออกได้เป็น 4 รูปแบบหลัก ตามลักษณะการเล่าเรื่อง (Narrative) ได้แก่&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. การล้อเลียน (Ridicule)</strong> คือรูปแบบที่พบมากที่สุด โดยปรากฏเป็นแกนหลักของเรื่องในวิดีโอรวม 103 วิดีโอ ในจำนวนนี้เป็นการล้อเลียนอย่างเดียว 81 คลิป และอยู่คู่กับรูปแบบอื่น เช่น ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ ใช้ความรุนแรง (Violence) และใช้มุกตลกทางเพศ (Sexual joke) เป็นรูปแบบย่อยคู่กับการล้อเลียนไปด้วย อีก 22 คลิป เนื้อหาประเภทนี้ใช้การล้อเลียนผ่านภาพและเสียงที่สร้างด้วย AI เพื่อทำให้ผู้นำและบุคคลสาธารณะของกัมพูชาดูตลก ไร้ความสามารถ หรืออยู่ในสถานการณ์ที่น่าอับอาย</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. การลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ (Dehumanization) </strong>เป็นรูปแบบที่พบรองลงมา พบ 51 วิดีโอ โดยมีเนื้อหาที่มุ่งเป้าเพื่อลดทอนความเป็นมนุษย์อย่างเดียวจำนวน&nbsp; 48 คลิป และมีอีก 3 คลิปที่ผสมกับการล้อเลียน เนื้อหาลักษณะนี้มักนำใบหน้าบุคคลจริงไปซ้อนทับกับสัตว์หรือสิ่งที่ถูกมองว่าต่ำต้อย เช่น หมาขี้เรื้อน ตัวเงินตัวทอง งู หรือแมลง โดยรูปแบบนี้จะแตกต่างจากการล้อเลียนทั่วไปคือ การล้อเลียนจะยังคงสถานะความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกโจมตี แต่ทำให้หัวเราะกับพฤติกรรมที่ดูตลกหรือน่าอับอาย ขณะที่การลดทอนความเป็นมนุษย์จะตัดขาดความเป็นมนุษย์โดยสิ้นเชิง ทำให้ผู้ชมรับรู้ผู้ถูกโจมตีในฐานะสัตว์แทน</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>3. การสร้างความเหนือกว่าทางชาตินิยม (National superiority) และการใช้ความรุนแรง (Violence) </strong>พบใน 50 คลิป โดยทั้งสองรูปแบบมีลักษณะร่วมกันคือการสร้างภาพความเหนือกว่าทางทหารของฝ่ายไทย ผ่านวิดีโอที่นำเสนอภาพอาวุธยุทโธปกรณ์ การโจมตี หรือการพ่ายแพ้ของอีกฝ่าย เพื่อเล่าเรื่องว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และสูญเสีย</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>4. การกล่าวหาว่าอีกฝ่ายสมคบคิดแผนร้าย (Conspiracy) </strong>พบในจำนวนน้อยที่สุดรวม 8 รายการ เนื้อหาประเภทนี้จะสร้างภาพภัยคุกคาม โดยกล่าวหาว่าฝ่ายกัมพูชากำลังดำเนินการบางอย่างอย่างลับๆ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะกระตุ้นความกลัวและความระแวงให้แก่คนดู</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_2-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7289" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_2-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_2-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_2-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_2.png 961w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">วิเคราะห์วิดีโอล้อเลียน : เมื่อการล้อเลียนกลายเป็นเกราะกำบัง</h3>



<p class="wp-block-paragraph">จากการเก็บข้อมูลคลิปที่ generate ด้วย AI (เจน AI) ที่มีเนื้อหาสร้างความเกลียดชังในช่วงความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ทั้งหมด 212 คลิป พบรูปแบบการล้อเลียน (Ridicule) เป็นสัดส่วนสูงถึง 48.58% (103 คลิป) ของเนื้อหาทั้งหมด โดยมีจุดเด่นที่วิธีเล่าเรื่องให้ดู ‘ตลก’ เพื่อเป็นเกราะกำบังในการส่งผ่านวาทกรรมเกลียดชังและการทำลายความน่าเชื่อถือของอีกฝ่ายอย่างรุนแรง</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>วิดีโอที่มียอดเข้าชมและยอด engagement สูงสุดในหมวดล้อเลียน</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>วิดีโอที่มียอดเข้าชมสูงสุด</strong> คือวิดีโอเจน AI ให้ฮุนเซนเกาะกระจกเครื่องบินรบ พร้อมพูดอ้อนวอนว่า &#8220;กูขอร้องกี่ครั้งแล้วว่าอย่าใช้ F-16 กูไหว้ล่ะ&#8221; มียอดเข้าชมสูงถึง 5,600,000 ครั้ง ยอด engagement รวม 57,000 ครั้ง ยอดแชร์ 3,100 ครั้ง และแสดงความคิดเห็น 1,800 ครั้ง เผยแพร่ ณ วันที่ 10 สิงหาคม 2568</li>



<li><strong>วิดีโอที่มียอด engagement สูงสุด</strong> คือวิดีโอเจน AI เป็นทหารกัมพูชาคุยกันว่า &#8220;เสบียงไม่มีจะขัดกระทะทำไม&#8221; อีกคนตอบ &#8220;วิทยุบอกเดี๋ยวมีไข่มาส่ง&#8221; และตัดภาพไปเป็นเครื่องบินรบจากไทยบรรทุกระเบิดมาพูดว่า &#8220;ไข่ฟองโตมาส่งแล้วครับ&#8221; มียอดเข้าชม 1,800,000 ครั้ง และมียอด engagement สูงถึง 88,000 ครั้ง ยอดแชร์ 1,700 ครั้ง แสดงความคิดเห็น 595 ครั้ง เผยแพร่ ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2568</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">เนื้อหาที่ได้รับความนิยมเหล่านี้ไม่ได้เน้นที่การแสดงข้อเท็จจริงใดๆ แต่เน้นสร้างความสะใจ และเปลี่ยนความตึงเครียดของสถานการณ์ชายแดนให้กลายเป็นสินค้าความบันเทิง นอกจากนี้ เมื่อวิเคราะห์เนื้อหาของวิดีโออื่นๆ ในหมวดนี้ยังพบองค์ประกอบที่ซ้ำกัน ได้แก่</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. ทำลายภาพลักษณ์ผู้นำ </strong>มีการใช้ AI เปลี่ยนภาพลักษณ์ของผู้นำกัมพูชาให้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าอับอาย โดยเฉพาะการให้แต่งกายด้วยชุดผู้หญิง ใส่ชุดเสื้อเกาะอก กระโปรง รองเท้าส้นสูง หรือชุดรัดรูป ตัวอย่างเช่น วิดีโอเจน AI ให้ฮุนเซนและฮุนมาเน็ตใส่ชุดเกาะอกและกระโปรง วิ่งหนีร้องไห้กอดคอกัน พร้อมพูดว่า &#8220;ยอมแล้ว ไม่เอาแล้ว&#8221; โดยมีฉากหลังเป็นเครื่องบินรบและรถถัง ในหลายวิดีโอยังให้แสดงกิริยาที่ถูกมองว่าไม่เหมาะสมกับภาพลักษณ์ผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นการเต้นแอโรบิก หรือนั่งบนรถถังขึ้นสนิม</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. ล้อเลียนว่าเป็นประเทศที่ยากจนหรือใช้เทคโนโลยีที่ล้าสมัย</strong> วิดีโออีกจำนวนมากเจน AI เป็นภาพกองทัพที่ไร้ประสิทธิภาพ เครื่องบินขึ้นสนิมสตาร์ตไม่ติด งบประมาณไม่พอซื้ออาวุธจริง และทหารอายุมากที่อ่อนแอ วิดีโอเหล่านี้พยายามสร้างภาพว่ากัมพูชาไม่ใช่ภัยคุกคามที่ต้องกังวล เพื่อตอกย้ำความเหนือกว่าของไทย เช่น วิดีโอเจน AI เป็นฮุนเซนเปิดเผยอาวุธลับ ซึ่งเป็นปืนฉีดน้ำที่อ้างว่าสั่งมาจากลาซาด้าในช่วงลดราคา</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>3. การลดทอนสถานะให้เป็นขอทาน หรือผู้รอรับความช่วยเหลือ</strong> วิดีโอส่วนหนึ่งใช้การสร้างบทสนทนาให้ชาวกัมพูชาหรือทหารยอมรับว่าตนเองต้องพึ่งพาไทยหรือเป็นขอทาน เช่น วิดีโอเจน AI เป็นการสัมภาษณ์ชาวกัมพูชาที่ใส่เสื้อผ้าขาด ตอบคำถามนักข่าวว่าที่ชอบฉีกแบงก์ 20 ของไทย เพราะ &#8220;เราเป็นขอทาน คนไทยโยนเศษเงินมาให้มากสุดก็แค่แบงก์ 20&#8221; หรืออีกวิดีโอเจน AI เป็นชาวกัมพูชายืนหลังรั้วลวดหนามและพูดว่า &#8220;เราต้องรื้อลวดหนามเพื่อเข้าไปเป็นขอทานในไทยให้ได้&#8221;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>4. การใช้มุกตลกทางเพศและความสัมพันธ์ที่ผิดศีลธรรม </strong>วิดีโอลักษณะนี้ทำคล้ายกับ ‘ละครน้ำเน่า’ โดยนำเสนอความสัมพันธ์สามเส้าระหว่างฮุนเซน บุนรานี และมาลี ผ่านการจัดฉากให้ดูเหมือนภาพจากกล้องวงจรปิด บทสนทนาที่แอบได้ยิน หรือตอนต่อเนื่องที่มีชื่อว่า ‘ละครไร้คุณธรรม’ ที่แสดงภาพมาลีแอบมีความสัมพันธ์กับฮุนเซนและบุนรานีจับได้ วิดีโอรูปแบบนี้จะดึง engagement ได้สูงเป็นพิเศษ เนื่องจากผสานดราม่ากับความบันเทิงเข้ากับการทำลายภาพลักษณ์ของบุคคลสาธารณะได้อย่างกลมกลืน</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>5. การใช้สิ่งปฏิกูล</strong> วิดีโอกลุ่มนี้เปลี่ยนเป้าหมายจากโจมตีผู้นำมาสู่ประชาชนชาวกัมพูชา โดยใช้รถดูดส้วมเป็นเครื่องมือหลักในการโจมตี ตัวอย่างเช่น วิดีโอนักข่าวถามคนขับรถดูดสวมว่า &#8220;ขึ้นมาบนรถดูดสวมแบบนี้จะเอารถมาทำอะไรคะ&#8221; คนขับตอบว่า &#8220;ถ้าคุยกันดีๆ ไม่รู้เรื่อง ก็ต้องคุยกับขี้แล้วกัน&#8221; หรือวิดีโอที่ให้ชาวกัมพูชาตะโกนว่า &#8220;หิวขี้ ขอกินขี้คนไทยหน่อย&#8221; ทั้งยังพูดว่า &#8220;ขี้คนไทยนี่อร่อยจริงๆ อยากกินมาตั้งนานแล้ว&#8221; นอกจากนี้ยังพบวิดีโอที่นำเสนอการฉีดน้ำดูดสวมใส่ ‘กลุ่มเด็ก’ ชาวกัมพูชาที่ยืนอยู่หลังลวดหนาม ซึ่งมียอดชมถึง 57,000 ครั้ง</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อพิจารณาเป้าหมายของการโจมตีในหมวดล้อเลียน โดยนับจำนวนครั้งที่ตัวละครต่างๆ ปรากฏในวิดีโอ ไม่ว่าจะปรากฏเดี่ยวหรืออยู่ร่วมกับผู้อื่น พบว่า <strong>ฮุนเซน</strong> คือเป้าหมายอันดับหนึ่งที่ถูกโจมตีมากที่สุด พบใน 57 วิดีโอ รองลงมาคือ <strong>มาลี</strong> โฆษกกระทรวงกลาโหมประเทศกัมพูชา พบ 36 วิดีโอ ตามด้วย<strong>ชาวกัมพูชาและประเทศกัมพูชา</strong> พบ 22 วิดีโอ และ <strong>ทหารกัมพูชา</strong> พบ 17 วิดีโอ นอกจากนี้ยังพบบุคคลอื่นที่ถูกดึงเข้ามาเป็นตัวละครสมทบ เช่น <strong>บุนรานี</strong> ภริยาของฮุนเซน พบ 10 วิดีโอ<strong> แพทองธาร </strong>พบ 4 วิดีโอ <strong>ทักษิณและฮุนมาเน็ต</strong> พบอย่างละ 3 วิดีโอ และนักร้องอย่าง<strong>แวนด้า</strong> พบ 2 วิดีโอ</p>



<p class="wp-block-paragraph">สิ่งที่น่าสังเกตจากข้อมูลชุดนี้คือ มีถึง 19 วิดีโอด้วยกันที่ฮุนเซนและมาลีปรากฏร่วมกัน โดยส่วนใหญ่จะถูกนำเสนอในฐานะคู่ที่มีความสัมพันธ์ต่อกัน เพื่อทำลายภาพลักษณ์ผ่านมุกตลกทางเพศ นอกจากนี้ ยังพบว่าการโจมตีไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้นำ แต่ขยายมาสู่ชาวกัมพูชาทั่วไปอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันก็มีการดึงตัวละครฝ่ายไทย เช่น แพทองธารและทักษิณ เข้ามาร่วมเฟรมในสถานการณ์ที่ดูตลกหรือน่าอับอาย เช่น วิดีโอเจน AI ให้แพทองธารขี่หลังฮุนเซน หรือวิดีโอที่ให้ฮุนเซนขี่หลังทักษิณวิ่งหนีตัวเงินตัวทอง เพื่อสื่อถึงความสัมพันธ์และผลประโยชน์ที่มีร่วมกัน ตามข่าวที่ปรากฏในขณะนั้น เป็นการใช้ AI เพื่อแซะการเมืองในประเทศไทยไปพร้อมๆ กับการสร้างวาทกรรมเกลียดชังต่อกัมพูชา วิดีโอล้อเลียนลักษณะนี้ทำออกมาได้ง่ายกว่าการโจมตีเชิงนโยบายหรือโจมตีความสามารถในการบริหารบ้านเมือง และยังง่ายต่อการแพร่กระจายในรูปแบบความบันเทิงอีกด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">อีกประเด็นที่สำคัญคือการล้อเลียน ไม่ได้เป็นเพียงรูปแบบที่พบบ่อยที่สุด แต่ยังเป็นรูปแบบที่มักถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นสู่เนื้อหาที่รุนแรงกว่า จากการตรวจสอบเนื้อหาในบัญชีผู้ใช้หลายราย พบว่า ส่วนใหญ่มีจุดเริ่มต้นด้วยการล้อเลียนหรือใช้มุกตลกผ่านบทพูด ก่อนค่อยๆ เพิ่มความรุนแรงของเนื้อหาขึ้น เช่น วิดีโอที่เริ่มต้นด้วยการบ่นเรื่องเสบียง แต่จบด้วยการส่ง ‘ไข่ฟองโต’ หรือระเบิดจากเครื่องบินรบมาถล่ม หรือวิดีโอพัสดุส่งด่วน ที่ล้อเลียนการส่งของแต่จบด้วยการยิงปืนใหญ่ใส่บ้านผู้นำ&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้มีการใช้แฮชแท็กอย่าง #คลิปตลก #คลิปเอไอ ทำหน้าที่เป็นเกราะกำบัง เปลี่ยนสถานะของ Hate Speech ให้กลายเป็นมุกขำๆ ซึ่งอาจสร้างความคุ้นชินกับความเกลียดชัง ดังที่พบในตัวอย่างคอมเมนต์ว่า &#8220;ขำๆ..ขายหัวเราะ555..ขอบคุณ AI&#8221; หรือ &#8220;ทำหนังตลกได้เลยรายได้กระจุยกระจายแน่นอน&#8221; เมื่อผู้ชมคุ้นชินกับการเห็นผู้นำอีกฝ่ายถูกกระทำให้อับอาย การเห็นภาพศพทหารหรือการโจมตีทางทหารที่รุนแรงกว่าในคลิปถัดๆ ไป จึงกลายเป็นเรื่องที่รับได้ง่ายขึ้น</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_3-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7290" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_3-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_3-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_3-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_3.png 961w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">วิเคราะห์วิดีโอลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ (Dehumanization): เมื่อ AI ถูกใช้ทำให้สูญสิ้นความเป็นคน</h3>



<p class="wp-block-paragraph">จากการเก็บข้อมูลวิดีโอที่มีเนื้อหาสร้างความเกลียดชังในช่วงความขัดแย้งไทย-กัมพูชาที่สร้างด้วย AI ทั้งหมด 212 คลิป พบรูปแบบการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ (Dehumanization) เป็นสัดส่วน 24.06% (51 คลิป) ของเนื้อหาทั้งหมด วิดีโอในหมวดนี้มีจุดเด่นที่มีการแสดงภาพบุคคลในฐานะสัตว์หรือสิ่งสกปรก ผ่านการใช้ AI แทนใบหน้าบุคคลนั้นลงในร่างกายของสัตว์หรือฉากที่ออกแบบมาเพื่อสื่อความด้อยกว่า กระบวนการนี้แตกต่างจากหมวดการล้อเลียน (Ridicule) ตรงที่ไม่ได้มุ่งเป้าเพียงให้เกิดเสียงหัวเราะ แต่จงใจสร้างภาพแทนว่าอีกฝ่ายไม่ใช่มนุษย์</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>วิดีโอที่มียอดเข้าชมและยอด engagement สูงสุดในหมวด Dehumanization</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>วิดีโอที่มียอดเข้าชมสูงสุด</strong> คือวิดีโอเจน AI เป็นฮุนเซนและมาลีถูกนำไปใส่แทนหน้าคางคก นอนทับกัน และมีตัวเงินตัวทองอยู่ข้างๆ มียอดเข้าชมสูงถึง 2,100,000 ครั้ง ยอด engagement รวม 5,200 ครั้ง ยอดแชร์ 480 ครั้ง และแสดงความคิดเห็น 346 ครั้ง เผยแพร่ ณ วันที่ 23 สิงหาคม 2568</li>



<li><strong>วิดีโอที่มียอด engagement สูงสุด</strong> คือวิดีโอเจน AI เป็นภาพพยาบาลเข็นผู้ป่วยในชุดทหารกัมพูชาเข้ามาที่โรงพยาบาล แต่เมื่อหมอไทยเห็นกลับตอบว่า &#8220;ไหนล่ะ เห็นมีแต่เหี้ย&#8221; และหัวเราะเยาะอย่างสนุกสนาน มียอดเข้าชม 1,600,000 ครั้ง และมียอด engagement สูงถึง 45,000 ครั้ง ยอดแชร์ 3,000 ครั้ง แสดงความคิดเห็น 1,600 ครั้ง เผยแพร่ ณ วันที่ 4 สิงหาคม 2568<br></li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">เนื้อหาลักษณะนี้สะท้อนว่า AI ถูกใช้เพื่อสร้างภาพจำที่เปลี่ยนฝ่ายตรงข้ามให้กลายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจและไม่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ นอกจากนี้ เมื่อวิเคราะห์เนื้อหาของวิดีโออื่นๆ ในหมวดนี้ยังพบองค์ประกอบที่ซ้ำกัน ได้แก่</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. การเปรียบเทียบเป็นสัตว์</strong> พบการนำหน้าของบุคคลมาใส่ในสัตว์ต่างๆ กว่า 15 ชนิด ได้แก่ ตัวเงินตัวทอง, หมาขี้เรื้อน, ควาย, หมู, ชะนี, แมลงสาบ, แมลงวัน, แมงกุดจี่, เห็บหมัด, กิ้งกือ, หนอน, งู, ตุ๊กแก, อึ่งอ่าง และคางคก การเลือกสัตว์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สัตว์ทุกชนิดที่ถูกเลือกใช้มีความหมายเชิงลบในบริบทของไทยอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นภาพแทนของความสกปรก ต่ำต้อย โง่เขลา หรือน่ารังเกียจ ทำให้ผู้ชมสามารถรับรู้ข้อความเชิงดูถูกหรือสร้างความรู้สึกขยะแขยงในใจผู้ชมทันทีที่เห็นภาพ โดยไม่ต้องพึ่งคำบรรยายใดๆ นอกจากนี้ยังพบการใช้ AI สร้างภาพให้ผู้นำกัมพูชาและมาลีอุ้มตัวเงินตัวทองในฐานะ ‘ลูก’ บางวิดีโอมีการเพิ่มเสียงพากย์ที่ให้ตัวละครพูดบทสนทนาด่าทอกันเองว่าเป็นสัตว์ เช่น วิดีโอเจน AI เป็นหน้าฮุนเซนมีลำตัวตัวเป็นงู และหน้ามาลีมีลำตัวเป็นตัวเงินตัวทอง พร้อมบทพูดว่า &#8220;มะลิ เธอมันตัวเงินตัวทองจริงๆ สินะ&#8221; &#8220;วุ้นเส้น เธอมันงูเหลือมกินหมา เธอมันชั่วช้าสารเลว&#8221;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. การให้อยู่ในสถานะที่ต่ำต้อย อยู่ในพื้นที่สกปรก และมีพฤติกรรมที่สุดโต่ง</strong> ตัวละครถูกกำหนดให้คุ้ยขยะ กินขยะ คลานใส่สายจูง อยู่ในท่อน้ำเสีย น้ำเน่า อยู่ในโคลน ทำพฤติกรรมแบบสัตว์ เช่น คาบฟันปลอม คาบแพมเพิสที่เปื้อนอุจาระ การสร้างภาพตัวละครเช่นนี้เป็นระดับความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์ที่สูงกว่าการล้อเลียนทั่วไป เพราะจะมุ่งไปที่การทำลายสุขอนามัยและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไปทำให้ตัวละครถูกมองเป็นเพียง ‘สิ่งสกปรก’ ในสายตาผู้ชม</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อพิจารณาเป้าหมายของการโจมตีในหมวด Dehumanization โดยนับจำนวนครั้งที่ตัวละครต่างๆ ปรากฏในวิดีโอ ไม่ว่าจะปรากฏเดี่ยวหรืออยู่ร่วมกับผู้อื่น พบว่า <strong>ฮุนเซน</strong> คือเป้าหมายอันดับหนึ่งที่ถูกโจมตีมากที่สุด พบใน 44 วิดีโอ รองลงมาคือ <strong>มาลี</strong> โฆษกกระทรวงกลาโหมประเทศกัมพูชา พบ 37 วิดีโอ <strong>ฮุนมาเนต </strong>บุตรชายคนโตของฮุนเซน<strong> </strong>พบ 4 วิดีโอ <strong>ชาวกัมพูชา ทหารกัมพูชา</strong> และ<strong>บุนรานี</strong> ภริยาของฮุนเซน พบในสัดส่วนที่เท่ากัน อย่างละ 3 วิดีโอ&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">วิดีโอที่จัดอยู่ในหมวด Dehumanization นี้คือจุดที่เนื้อหาข้ามเส้นจากการล้อเลียนไปสู่รากฐานของการความรุนแรง การให้ภาพคนว่าเป็นเหี้ยหรือหมาขี้เรื้อนซ้ำหลายสิบครั้งในช่วงเวลาไม่กี่เดือนไม่ใช่การล้อเลียนธรรมดา แต่คือการก่อสร้างทางวัฒนธรรมที่ค่อยๆ ทำให้การมองอีกฝ่ายว่าเป็นสิ่งที่ต่ำกว่ามนุษย์กลายเป็นเรื่องปกติ และเมื่อนำมาพิจารณาร่วมกับข้อสังเกตว่าวิดีโอเหล่านี้ผลิตโดยบุคคลที่มีแรงจูงใจทางการหารายได้จากยอด engagement ความน่ากังวลจึงไม่ได้อยู่ที่เจตนาของผู้สร้าง แต่อยู่ที่ความรวดเร็วของเนื้อหาที่กระจายตัวไปแล้วอย่างกว้างขวาง และไม่มีกลไกใดที่จะเรียกคืนได้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_4-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7291" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_4-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_4-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_4-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_4.png 961w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">วิเคราะห์วิดีโอหมวดการสร้างความเหนือกว่าทางชาตินิยมและความรุนแรง: เมื่อความรุนแรงถูกทำให้ชอบธรรมในนามความเป็นชาติ</h3>



<p class="wp-block-paragraph">จากการเก็บข้อมูลวิดีโอที่มีเนื้อหาสร้างความเกลียดชังในช่วงความขัดแย้งไทย-กัมพูชาที่สร้างด้วย AI ทั้งหมด 212 คลิป พบวิดีโอที่มีรูปแบบเนื้อหาสร้างความเหนือกว่าทางชาตินิยม (National Superiority) และการใช้ความรุนแรง (Violence) เป็นสัดส่วน 23.58% (50 คลิป) ของเนื้อหาทั้งหมด โดยวิดีโอในหมวดนี้จะครอบคลุมรูปแบบเนื้อหาสองกลุ่มที่มีจุดร่วมเชิงอุดมการณ์ คือ กลุ่มแรกสร้างภาพว่าไทยเหนือกว่ากัมพูชาในมิติทางการทหาร เทคโนโลยี อธิปไตย และศีลธรรม กลุ่มที่สองนำเสนอหรือสนับสนุนการใช้ความรุนแรงต่อฝ่ายกัมพูชา ทั้งสองกลุ่มถูกนำมาวิเคราะห์ร่วมในหมวดเดียวกันเพราะมักปรากฏซ้อนทับในคลิปเดียวกัน และสร้างเรื่องเล่าเดียวกันคือ ‘ฝ่ายเราชนะ ฝ่ายนั้นสมควรถูกลงโทษ’</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>วิดีโอที่มียอดเข้าชมและยอด engagement สูงสุดในหมวดการสร้างความเหนือกว่าทางชาตินิยมและความรุนแรง</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>วิดีโอที่มียอดเข้าชมสูงสุด</strong> คือวิดีโอเจน AI เป็นศพทหารกัมพูชานอนเกลื่อน ระบุข้อความในคลิปว่า &#8220;ไม่มีใครพาออกไปหน่อยหรอ ญาติพี่น้องเขารออยู่นะ&#8221; มียอดเข้าชมสูงถึง 9,200,000 ครั้ง ยอด engagement รวม 31,000 ครั้ง ยอดแชร์ 9,600 ครั้ง และแสดงความคิดเห็น 2,900 ครั้ง เผยแพร่ ณ วันที่ 5 สิงหาคม 2568&nbsp;</li>



<li><strong>วิดีโอที่มียอด engagement สูงสุด</strong> คือวิดีโอเจน AI เป็นภาพซากปรักหักพังของบ้านเรือน ระบุข้อความในคลิปว่า &#8220;หลังจากท่านแม่ทัพ สั่งให้รื้อบ้านเรือนตรงช่องอานม้ากว่า 80 หลังคาเรือน ก็ได้เอารถเครื่องจักรหนักเข้าทำลายพื้นที่ทันที&#8221; มียอดเข้าชม 2,600,000 ครั้ง และมียอด engagement สูงถึง 100,000 ครั้ง ยอดแชร์ 2,400 ครั้ง แสดงความคิดเห็น 5,400 ครั้ง เผยแพร่ ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2568</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">วิดีโอภาพศพทหารกัมพูชาที่มียอดเข้าชมสูงสุดถึง 9.2 ล้านครั้ง แม้ภาพที่ปรากฏจะแสดงถึงความตายที่น่าสยดสยองของทหารกัมพูชา แต่กลับเลือกใช้คำแสดงความเป็นห่วงอย่าง “ญาติพี่น้องเขารออยู่นะ&#8221; การนำเสนอเนื้อหาผ่านวิธีนี้ทำหน้าที่เป็นเหมือน ‘โล่ทางศีลธรรม’ (Moral Shield) ให้แก่ผู้ชม เพราะรูปแบบการสื่อสารไม่ได้ถูกจัดวางให้เป็นการฉลองชัยชนะบนซากศพ แต่เป็นการตั้งคำถามด้วยความเวทนา ทำให้ผู้ชมสามารถรับชมเนื้อหาได้โดยไม่รู้สึกว่าตนเองกำลังทำผิดอะไร&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ตาม การสร้างเนื้อหาลักษณะนี้ไม่ได้ทำให้ความรุนแรงลดลง และที่น่าสังเกตคือ วิดีโอกลุ่มนี้มีเนื้อหาที่บริโภคและเผยแพร่ง่ายขึ้น ผู้ชมสามารถมีปฏิสัมพันธ์ เช่น การกดไลก์หรือแชร์ โดยไม่รู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วมสร้างความรุนแรง ตลอดจนทำให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องปกติ จึงจะเห็นได้ว่า วิดีโอในหมวดนี้มียอดการแชร์ที่สูงมาก และสูงที่สุดเมื่อเทียบกับวิดีโอในทุกหมวด</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาวิดีโออื่นในชุดข้อมูลเดียวกัน ยังพบรูปแบบการผลิตเนื้อหาที่เป็นแบบแผน โดยในช่วงวันที่ 2-10 สิงหาคม 2568 มีวิดีโออย่างน้อย 12 คลิปจากบัญชีผู้สร้างเดียวกันที่ใช้โครงสร้างเหมือนกันทั้งหมด คือภาพศพทหารกัมพูชาอยู่ในสถานที่ต่างๆ เช่น แม่น้ำ ทุ่งหญ้า ป่า หรือปราสาท แต่เปลี่ยนข้อความกำกับในคลิปเล็กน้อย เช่น “เริ่มจะใกล้เน่าไปทุกที” “ป่านนี้เข้ามาเก็บกันหรือยังนะ” หรือ “แมลงวันเริ่มตอมแล้ว” สะท้อนว่าวิดีโอเหล่านี้ไม่ได้เป็นการผลิตเนื้อหาแบบธรรมชาติ แต่เป็นการทดลองโดยใช้ภาพชุดเดิมแล้วปรับข้อความเพื่อดูว่ารูปแบบใดสร้าง engagement ได้ดีที่สุด และผลคือคลิปที่ใช้ประโยค “ญาติพี่น้องเขารออยู่นะ” ทำผลงานได้ดีที่สุด ด้วยยอดเข้าชม 9.2 ล้านครั้ง ซึ่งมากกว่าคลิปอื่นในกลุ่มเดียวกันราว 5-10 เท่า แสดงให้เห็นว่า โทนความเวทนา ไม่เพียงทำหน้าที่เป็นโล่ทางศีลธรรม แต่ยังเป็นสูตรที่มีประสิทธิภาพในการดึงความสนใจและการมีส่วนร่วมของผู้ชมอย่างมีนัยสำคัญ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ส่วนวิดีโอที่มียอด engagement สูงสุด ซึ่งแสดงภาพซากบ้านเรือนที่ถูกทำลาย แม้ยอดวิวจะต่ำกว่าวิดีโอภาพศพ ราว 3.5 เท่า แต่กลับมี engagement สูงกว่ามาก โดยเฉพาะจำนวนคอมเมนต์ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า ทำให้คลิปนี้มีอัตราการมีส่วนร่วมสูงที่สุดในวิดีโอทั้งหมด นอกจากนี้ การอ้างถึง ‘ท่านแม่ทัพ’ ยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเนื้อหา โดยทำให้การกระทำนั้นดูเป็นคำสั่งอย่างเป็นทางการของรัฐ แม้ภายหลังภาครัฐจะมีการออกมา<a href="https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3219/iid/417055">ยืนยัน</a>ว่าเป็นข่าวปลอม แต่วิดีโอนี้ก็ถูกแชร์ไปอย่างกว้างขวาง สะท้อนข้อจำกัดของระบบตรวจจับเนื้อหา ขณะเดียวกัน ช่องว่างระหว่างยอดวิวกับ engagement ยังบ่งชี้ว่า ผู้ชมไม่ได้เพียงถูกอัลกอริทึมพามาดู แต่มีสัดส่วนสูงที่เลือกจะมีส่วนร่วมกับวิดีโอนี้ โดยความเห็นที่ได้รับการกดถูกใจกว่า 1 พันครั้ง ระบุว่า “ท่านแม่ทัพทำถูกแล้ว” “ต้องเด็ดขาดงี้ สุดยอด ท่านแม่ทัพ” โดยตัวเลข engagement 100,000 ครั้งนี้ หมายความว่ามีผู้ชมกว่า 100,000 รายที่รู้สึกถูกกระตุ้นให้อยากมีส่วนร่วมกับเนื้อหานี้ และอาจมีแนวโม้มในการส่งต่อความเกลียดชังมากกว่าคลิปที่มีคนดู 9.2 ล้านรายแต่เป็นการดูผ่านไปเฉยๆ</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อวิเคราะห์เนื้อหาของวิดีโออื่นๆ ในหมวดนี้ยังพบองค์ประกอบที่ซ้ำกัน ได้แก่</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. ให้ภาพแสนยานุภาพทางทหารของไทยที่เหนือกว่า </strong>มีการใช้ภาพ AI เจนภาพเครื่องบินรบ F-16, จรวดกริพเพน, รถถัง และเรือดำน้ำในการถล่มฐานทัพหรือบ้านพักของผู้นำกัมพูชา&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. การทำให้ความตายเป็นเรื่องปกติ </strong>มีการใช้ภาพศพทหาร เลือด และแมลงวันที่ตอมศพ เพื่อสื่อว่าฝ่ายตรงข้ามถูกกำจัดไปเป็นจำนวนมาก</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>3. วาทกรรม ‘เพื่อชาติ’ และการปกป้องอธิปไตย </strong>มักใช้ประโยคอย่าง &#8220;ดอกนี้เพื่อคนไทยทั้งประเทศ&#8221; &#8220;ของขวัญจากไทย&#8221; หรือ &#8220;พัสดุส่งด่วน&#8221; ร่วมกับการโจมตีด้วยการทิ้งระเบิด มีการสร้างภาพการกั้นกำแพงและลวดหนามสูงเพื่อตัดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมตั้งคำถามกับผู้ชมว่า &#8220;เพื่อนๆ คิดว่าไง&#8221; เพื่อเปลี่ยนผู้ชมให้กลายเป็นผู้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจนั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อพิจารณาเป้าหมายของการโจมตีในหมวดการสร้างความเหนือกว่าทางชาตินิยมและความรุนแรง โดยนับจำนวนครั้งที่ตัวละครต่างๆ ปรากฏในวิดีโอ ไม่ว่าจะปรากฏเดี่ยวหรืออยู่ร่วมกับผู้อื่น พบว่า <strong>ทหารกัมพูชา</strong> คือเป้าหมายอันดับหนึ่งที่ถูกโจมตีมากที่สุด พบใน 26 วิดีโอ รองลงมาคือโจมตีไปที่<strong>ชาวกัมพูชาและประเทศกัมพูชาในภาพรวม </strong>พบ 20 วิดีโอ และโจมตี <strong>ฮุนเซน</strong> โดยตรง พบ 4 วิดีโอ ซึ่งจะเน้นการถล่มบ้านพักด้วยระเบิด&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากตัวเลขนี้จะเห็นว่าเป้าหมายในการโจมตีนั้นแตกต่างจากหมวดล้อเลียน หรือลดทอนความเป็นมนุษย์อย่างชัดเจน เนื่องจากจุดประสงค์หลักของการสร้างของวิดีโอในหมวดนี้เพื่อต้องการเห็นฝ่ายตรงข้ามพ่ายแพ้ เป้าหมายจึงเปลี่ยนจากผู้นำมาเป็นการโจมตีทหารและประเทศในภาพรวม เพื่อตอกย้ำชัยชนะและความเหนือกว่าของชาติตนเอง รูปแบบนี้จึงนับว่ามีอันตรายกว่าการโจมตีไปที่ตัวบุคคลใดคนหนึ่ง เพราะไม่มีเส้นแบ่งว่าชาวกัมพูชาคนไหนบ้างที่อยู่นอกขอบเขตของความเกลียดชัง&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้วิดีโอในหมวดนี้เลือกใช้ภาพที่มีความสมจริงสูง เช่น ภาพศพ อาวุธจริง แทนที่จะเป็นภาพสัตว์หรือการล้อเลียนแบบสุดโต่ง ซึ่งอาจทำให้ผู้รับสารจำนวนหนึ่งไม่แน่ใจว่าเนื้อหาเป็นของจริงหรือ AI สร้าง ดังที่ปรากฏในตัวอย่างคอมเมนต์ว่า &#8220;จริงหรือไม่จริงดูไม่รู้ แต่ฉันชอบนะ&#8221; “ของจริงหรือของปลอม ปลอมอย่าเอามาลงเลยค่ะ” “เรื่องจริงรึเปล่าเนี่ย ถ้าจริงก็ยอดเยี่ยมมากเลย” โดยงานวิจัยด้านเทคโนโลยีดีพเฟค (Deepfake) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการปลอมแปลงใบหน้าและเสียงที่สมจริง ของ <a href="https://papers.ssrn.com/sol3/papers.cfm?abstract_id=3213954">Chesney &amp; Citron (2019)</a> ชี้ให้เห็นว่าอันตรายที่ร้ายแรงที่สุดของ Deepfake ไม่ใช่เพียงแค่การทำให้คนหลงเชื่อในข้อมูลเท็จ แต่คือการทำลายความสามารถของสังคมในการแยกแยะความจริงออกจากความเท็จ ซึ่งเป็นสิ่งที่วิดีโอในหมวดนี้ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_5-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7292" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_5-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_5-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_5-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_5.png 961w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">วิเคราะห์วิดีโอหมวดการกล่าวหาว่าอีกฝ่ายจัดฉาก สมคบคิด หรือมีแผนร้าย: เมื่อความสงสัยถูกใช้แทนข้อเท็จจริง</h3>



<p class="wp-block-paragraph">จากการเก็บข้อมูลวิดีโอที่มีเนื้อหาสร้างความเกลียดชังในช่วงความขัดแย้งไทย-กัมพูชาที่สร้างด้วย AI ทั้งหมด 212 คลิป พบวิดีโอที่มีรูปแบบเนื้อหากล่าวหาว่าอีกฝ่ายมีแผนร้าย สมคบคิด หรือจัดฉากหลอกลวง (Conspiracy) พบเป็นสัดส่วน 3.77% (8 คลิป) ของเนื้อหาทั้งหมด โดยวิดีโอในหมวดนี้มีลักษณะกล่าวหาว่าฝ่ายกัมพูชากำลังวางแผนหรือดำเนินการลับบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการรื้อรั้วลวดหนาม ขุดหลุมใกล้แนวชายแดน ลักลอบเข้าประเทศ หรือปกปิดยอดผู้เสียชีวิตจากสาธารณะ เนื้อหาในหมวดนี้แม้จะพบเป็นสัดส่วนน้อยที่สุด แต่กลับมีอิทธิพลสูงในการปลุกปั่นกระแสความระแวงของผู้คนภายในประเทศ</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>วิดีโอที่มียอดเข้าชมและยอด engagement สูงสุดในหมวดการกล่าวหาว่าอีกฝ่ายจัดฉาก สมคบคิด หรือมีแผนร้าย</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>วิดีโอที่มียอดเข้าชมสูงสุดและยอด engagement สูงสุด</strong> คือวิดีโอเจน AI ให้คล้ายภาพบันทึกจากกล้องวงจรปิดตอนกลางคืน แสดงให้เห็นทหารกำลังขุดหลุมบริเวณรั้วลวดหนาม ระบุข้อความว่า &#8220;กลางค่ำกลางคืนก็ไม่เว้นเลยนะเขมร ทหารไทยอยู่ไหนครับมาดูกันหน่อย&#8221; มียอดเข้าชมสูงถึง 1,500,000 ครั้ง ยอด engagement รวม 15,000 ครั้ง ยอดแชร์ 12,000 ครั้ง และแสดงความคิดเห็น 2,300 ครั้ง เผยแพร่ ณ วันที่ 25 สิงหาคม 2568&nbsp;</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">สิ่งที่ทำให้วิดีโอนี้ได้รับความสนใจคือรูปแบบการนำเสนอที่เลือกใช้ภาพจากกล้องวงจรปิด เพื่อสร้างภาพว่านี่คือ ‘หลักฐานจริง’ ที่ถูกจับได้ วิธีนี้ช่วยลดการคัดกรองข้อมูล (Critical Thinking) ของผู้ชม และทำให้สิ่งที่ AI สร้างขึ้นดูเหมือนหลักฐานชิ้นสำคัญที่ถูกเปิดโปง มากกว่าจะเป็นเพียงคอนเทนต์เพื่อความบันเทิง&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">สิ่งที่สะท้อนชัดเจนว่าผู้ชมเชื่อและตื่นตระหนกกับหลักฐานปลอมที่ AI สร้างขึ้นคือจำนวนยอดแชร์ของวิดีโอนี้ที่สูงถึง 12,000 แชร์ ซึ่งสูงที่สุดจากทุกหมวด ทั้งยังพบการแสดงความคิดเห็นที่แฝงด้วยความกังวลต่อความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน เช่น “ทหารไทยอยู่ไหนนะ มันกำลังฝังลูกระเบิดหรือเปล่าตรงไหนก็ไม่รู้เลยนะคะ” “สันดานโจรชัดๆ บ้านหนองจานก็ระวังนะคะแกล้งป่วนส่วนอีกทางอาจจะวางทุ่นก็ได้ คำสั่งมันอาจจะมาแบบนี้ พวกนี้เชื้อไม่ทิ้งแถว” หรือ “เห็นเขาขนาดนี้ยังทำอะไรเขาไม่ได้เลยเหรอ” แสดงให้เห็นว่า AI ถูกใช้เพื่อเปลี่ยนจากความเกลียดชังเชิงตัวบุคคล เช่น ฮุนเซน หรือ มาลี ไปสู่การสร้างภาพจำว่าประชาชนและทหารกัมพูชาทุกคนคือภัยคุกคามที่พร้อมจะทำร้ายคนไทยทุกเมื่อ</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้ยังพบว่าบัญชีผู้โพสต์คลิปนี้มาตอบกลับบางความเห็นด้วย เช่น เมื่อมีผู้ชมแสดงความเห็นว่า “ถ่ายให้จบหน่อยว่าขุดอะไร” ผู้โพสต์ก็มาตอบกลับว่า “มันหนีไปก่อนคับ” ทำให้การสร้างกระแสความหวาดระแวงไม่ได้จบเพียงแค่การลงคลิป แต่มีการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมต่อ ซึ่งอาจทำให้ผู้ชมเชื่อว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">แม้หมวดนี้จะมีเพียง 8 คลิป แต่พบองค์ประกอบที่ซ้ำกันชัดเจน แบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ คือ</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. การสร้างภาพหลักฐานเท็จ </strong>มีการใช้ AI สร้างภาพการลอบวางระเบิด รื้อลวดหนามของไทย การลอบขุดหลุมที่รั้วชายแดนเพื่อฝังวัตถุอันตราย หรือการโรยตะปูในป่า</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. การสร้างภาพว่ากัมพูชาจัดฉาก</strong> พบการกล่าวหาว่าฝ่ายกัมพูชาทำการแสดงเพื่อหลอกลวงคนไทยและคนกัมพูชาด้วยกันเอง เช่น วิดีโอเจน AI เป็นทหารสั่งให้ชาวบ้านทำหน้าเศร้า ร้องไห้ เพื่อหลอกให้ไทยเปิดด่าน หรือวิดีโอกล่าวหาว่ากองทัพกัมพูชาโกหกเรื่องยอดการสูญเสีย โดยสร้างภาพ AI เป็นทหารกัมพูชา ใส่บทสนทนาว่า &#8220;ทหารของเราสูญเสียไป 2 พันนายแล้ว&#8221; &#8220;รายงานประชาชนว่าแค่ 20 คนพอ&#8221; เพื่อชูให้ฝ่ายไทยเป็นผู้กุมความจริงที่เหนือกว่า</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้คำบรรยาย (Caption) ในแต่ละวิดีโอของหมวดนี้ มักใช้การตั้งคำถามเพื่อทำให้ผู้ชมมีอารมณ์ร่วมไปด้วย เช่น &#8220;เขมรเหิมเกริมรื้อลวดหนามไทย ทำยังไงดีครับเพื่อนๆ&#8221; หรือ &#8220;ใช่มันป่าววะ เพื่อนๆ ช่วยดูหน่อย&#8221; “เขมรจงจำไว้ ความเจ็บครั้งนี้ มึงจะต้องได้รับคืนอย่างสาสม” วิธีนี้ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วมในการป้องกันประเทศ การสร้างภาพจำว่าทุกคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามคือภัยคุกคามของวิดีโอหมวดนี้ ทำให้เกิดความรู้สึกชอบธรรมหากจะตอบโต้ด้วยความรุนแรงในท้ายที่สุด</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อพิจารณาเป้าหมายของการโจมตีในหมวดการกล่าวหาว่าอีกฝ่ายมีแผนร้าย สมคบคิด หรือจัดฉากหลอกลวง โดยนับจำนวนครั้งที่ตัวละครต่างๆ ปรากฏในวิดีโอ ไม่ว่าจะปรากฏเดี่ยวหรืออยู่ร่วมกับผู้อื่น พบว่า <strong>ทหารกัมพูชา</strong> คือเป้าหมายอันดับหนึ่งที่ถูกโจมตีมากที่สุด พบใน 5 วิดีโอ อยู่ในฐานะผู้ปฏิบัติตามแผนลับ รองลงมาคือโจมตีไปที่<strong>ชาวกัมพูชา </strong>พบ 3 วิดีโอ อยู่ในฐานะผู้ร่วมขบวนการลักลอบเข้าเมืองหรือจัดฉากหลอกลวง</p>



<p class="wp-block-paragraph">จะเห็นว่าหมวดนี้ต่างจากหมวดอื่นตรงที่ไม่ปรากฏการโจมตีตัวผู้นำ แต่พุ่งเป้าไปยังทหารและประชาชนแทน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่าชาวกัมพูชาทุกคนคือภัยคุกคามที่ไม่อาจไว้วางใจได้ วิดีโอที่ถูกผลิตในหมวดนี้มุ่งทำลายความน่าเชื่อถือของอีกฝ่ายในทุกมิติ ไม่ว่าความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นจริงกับอีกฝ่ายจะเป็นอย่างไร ผู้ชมฝั่งไทยที่รับสารและเชื่อในวิดีโอหมวดนี้ก็จะมองว่าเป็นเพียงการแสดง แม้จะมีจำนวนคลิปน้อยที่สุด แต่วิดีโอในหมวดนี้กลับเป็นหมวดที่อันตรายที่สุดเพราะทำให้วิดีโอในหมวดอื่นๆ มีความชอบธรรมมากขึ้น เมื่อผู้รับสารเชื่อว่าอีกฝ่ายกำลังสมคบคิดแผนร้ายอยู่ การเสียดสี ล้อเลียน ลดทอนความเป็นมนุษย์ หรือการเชียร์ให้ใช้ความรุนแรงต่อไป ก็จะไม่ดูเหมือนความเกลียดชัง แต่เป็นความยุติธรรมที่สมควรได้รับ</p>



<h3 class="wp-block-heading">วิดีโอ AI ไม่ได้ผลิตขึ้นเพื่อให้ชาวกัมพูชาได้ยิน แต่เพื่อให้คนไทยได้ดู&nbsp;</h3>



<p class="wp-block-paragraph">จากการรวบรวมวิดีโอทั้งหมด 212 วิดีโอ พบลักษณะร่วมที่สำคัญคือ ตัวละครทุกตัวล้วนเป็นวิดีโอที่ใช้<strong>พูดภาษาไทย</strong> ไม่ว่าจะเป็นเสียงของ ฮุนเซน มาลี ฮุนมาเน็ต ทหารกัมพูชา หรือแม้กระทั่งตัวละครที่ถูกนำเสนอว่าเป็นนักข่าวต่างประเทศหรือนักท่องเที่ยวต่างชาติ สิ่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเทคนิคในการสร้างเนื้อหา แต่เป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่สะท้อนว่า วิดีโอเหล่านี้ไม่ได้ผลิตขึ้นเพื่อสื่อสารหรือตอบโต้กับชาวกัมพูชาโดยตรง แต่ผลิตขึ้นเพื่อสร้างพื้นที่สำหรับการเยาะเย้ยของคนไทยโดยเฉพาะ</p>



<p class="wp-block-paragraph">การเลือกใช้ภาษาไทยเป็นภาษาหลักของเนื้อหา ทำให้ผู้ชมชาวไทยสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมกับเนื้อหาได้ทันที ในขณะเดียวกัน การนำเสนอผู้นำและประชาชนกัมพูชาให้พูดภาษาไทย ยังเป็นวิธีหนึ่งในการวางตัวตนของอีกฝ่ายให้กลายเป็นเพียงตัวละครในเรื่องเล่าที่คนไทยเป็นผู้ควบคุม โดยตัวละครเหล่านี้มักถูกกำหนดให้พูดประโยคที่ลดทอนคุณค่าของตนเอง เช่น การยอมรับว่าเป็น ‘ขอทาน’ หรือการว่าโจมตีประเทศของตนว่า ‘จนจะตายห่า’ ไม่มีอะไรที่สู้ไทยได้ นอกจากนี้ยังมีการนำภาษาอีสานมาใช้ในบทสนทนาเพื่อเพิ่มอรรถรสและความตลกขบขัน เช่น การพากย์เสียงให้คนแก่พูดภาษาอีสานเพื่อด่าทออีกฝ่ายว่า “ซุมขี้กะตืกเขมร” หรือการใช้คำเรียกแทนฮุนเซนว่า ‘วุ้นเส้น’ ซึ่งเป็นคำที่ผู้ชมชาวไทยเข้าใจและรู้สึกมีส่วนร่วมได้ทันที</p>



<p class="wp-block-paragraph">อีกสิ่งที่น่าสังเกตคือ เมื่อวิดีโอต้องการนำเสนอเสียงของต่างชาติเพื่อมายืนยันความเหนือกว่าของฝ่ายไทยเช่น ตัวละครนักข่าวต่างชาติที่ตำหนิทหารกัมพูชาว่าโกหก หรือนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ระบุว่าเที่ยวประเทศไทยดีกว่า ตัวละครเหล่านั้นก็ยังพูดภาษาไทยอยู่ดี ถือเป็นการใช้ AI สร้างความภาคภูมิใจในระดับชาติผ่านตัวละครสมมติ การใช้ภาษาไทยที่ตลกขบขันและการติดแฮชแท็กอย่าง #คลิปตลก #ฮา #เพื่อความบันเทิง ทำให้วาทกรรมเกลียดชังเหล่านี้ดูเบาลงและแนบเนียนขึ้น และผู้ชมมักเข้ามาคอมเมนต์ในเชิงสนุกสนาน เช่น &#8220;คนไทยนี่อย่างปั่น&#8221; หรือ “ขอบคุณ AI ที่ทำให้มีอะไรขำๆ ดู” ส่งผลให้ความขัดแย้งถูกทำให้กลายเป็นเรื่องบันเทิงที่เข้าถึงง่ายสำหรับคนไทยด้วยกันเอง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_6-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7293" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_6-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_6-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_6-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_6.png 961w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">สำรวจเครื่องมือสร้างวิดีโอจาก AI : เมื่อความเกลียดชังสร้างง่ายเพียงปลายนิ้ว</h3>



<p class="wp-block-paragraph">จากการวิเคราะห์วิดีโอที่สร้างด้วย AI ผ่านการตรวจสอบลายน้ำที่ปรากฏในคลิป และการใช้โปรแกรม HIVE เพื่อตรวจสอบย้อนหลัง พบเครื่องมือหลักที่ใช้สร้างวิดีโอจาก AI ได้แก่&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>HeyGen </strong>เป็นเครื่องมือสร้างวิดีโอจากข้อความพร้อมใบหน้าคนพูดที่สมจริงได้ มีจุดเด่นที่สามารถพูดและแสดงท่าทางได้อย่างสมจริง พร้อมเปลี่ยนปากให้ตรงกับเสียง และยังสามารถใช้งานร่วมกับเครื่องมือออกแบบอย่าง Canva ได้อีกด้วย</li>



<li><strong>Google Veo3</strong>&nbsp; ใช้สำหรับสร้างวิดีโอจากข้อความ โดย Veo3 สามารถสร้างเสียงบรรยากาศ เสียงดนตรีประกอบ หรือแม้แต่บทสนทนาที่ลิปซิงค์ (Lip-sync) กับปากของตัวละครในวิดีโอได้โดยตรงไม่ต้องใช้โปรแกรมอื่นช่วย และสามารถรักษาหน้าตาและลักษณะของตัวละครให้คงเดิมตลอดทั้งคลิป แม้จะมีการเปลี่ยนมุมกล้องหรือฉาก</li>



<li><strong>Hailuo AI</strong> เป็น AI สัญชาติจีนที่สามารถสร้างวิดีโอจากข้อความ สามารถทดลองใช้งานได้ฟรีแบบจำกัดเครดิต โดยรองรับทั้งการใช้งานบนเบราว์เซอร์และแอปพลิเคชันมือถือ&nbsp;</li>



<li><strong>Kling AI</strong> เป็น AI สัญชาติจีน รองรับการสร้างคลิปวิดีโอที่มีความยาวต่อเนื่องได้สูงสุดถึง 10 วินาที มีระบบจัดเก็บตัวละครเพื่อให้สามารถนำมาใช้ซ้ำในหลายๆ ฉากได้โดยที่หน้าตาและลักษณะไม่เปลี่ยนแปลง</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">เครื่องมือเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีสร้างสื่อสังเคราะห์ (synthetic media) ที่สามารถแปลงข้อความให้กลายเป็นวิดีโอได้โดยอัตโนมัติ ผู้ใช้งานเพียงพิมพ์คำสั่งสั้นๆ เช่น ฉาก ตัวละคร หรือสถานการณ์ที่ต้องการ ระบบจะประมวลผลและสร้างภาพเคลื่อนไหว เสียง หรือแม้แต่บทสนทนาออกมาโดยไม่ต้องถ่ายทำจริง การเข้ามาของ AI เหล่านี้ทำให้ช่วยขั้นตอนและลดต้นทุนการผลิตลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับในอดีตที่การจะทำวิดีโอขึ้นมาสักหนึ่งชิ้น อาจจะต้องใช้ทักษะหลายด้าน เช่น การถ่ายทำ ตัดต่อ เขียนบท หรือการใช้โปรแกรมเฉพาะทาง แต่ในปัจจุบันถูกทำให้ง่ายขึ้นเพียงปลายนิ้วเพียงโดยไม่จำเป็นต้องมีทักษะต่างๆ เหล่านี้ ใช้เพียงข้อความไม่กี่บรรทัดก็สามารถสร้างเนื้อหาได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อเครื่องมือเหล่านี้ใช้งานได้ง่ายและมีต้นทุนต่ำ ทำให้การสร้างวิดีโอไม่ได้จำกัดอยู่ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือสาธารณะที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ผ่านโทรศัพท์มือถือ การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้การผลิตเนื้อหาบิดเบือนหรือสร้างความเกลียดชัง สามารถเกิดขึ้นได้ในวงกว้างและรวดเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังเอื้อให้เกิดการผลิตเนื้อหาในลักษณะทดลองและทำซ้ำได้อย่างรวดเร็ว โดยแค่ปรับเปลี่ยนรายละเอียดเล็กน้อย เช่น เปลี่ยนฉาก เปลี่ยนถ้อยคำ หรือปรับโทนของเนื้อหา แล้วสร้างวิดีโอหลายๆ คลิป ภายในเวลาอันสั้น ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบที่พบในชุดข้อมูลที่มีการผลิตคลิปจำนวนมากโดยใช้โครงสร้างคล้ายกันแต่ปรับข้อความเพื่อทดสอบการตอบสนองของผู้ชม</p>



<p class="wp-block-paragraph">เครื่องมือสร้างวิดีโอด้วย AI ไม่เพียงแค่ลดขั้นตอนการผลิต แต่ได้เปลี่ยนโครงสร้างของการผลิตสื่อไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ต้องอาศัยทักษะและทรัพยากรเฉพาะทาง กลายเป็นกระบวนการที่ขับเคลื่อนด้วยความง่ายในการเข้าถึงและความสามารถในการผลิตซ้ำ ส่งผลให้เนื้อหาเกี่ยวกับความขัดแย้งถูกสร้างและเผยแพร่ถึงความรุนแรงได้อย่างต่อเนื่อง แม้เหตุการณ์จริงจะลดระดับลงแล้วก็ตาม</p>



<p class="wp-block-paragraph">แม้เครื่องมือเหล่านี้จะมีมาตรฐานความปลอดภัยในการสร้างวิดีโอจาก AI ที่เข้มงวด เช่น <a href="https://www.heygen.com/trust-and-safety">HeyGen</a> ระบุว่าห้ามสร้างเนื้อหาทางการเมือง การเกลียดชัง หรือการใช้รูปลักษณ์บุคคลจริงโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือ <a href="https://docs.cloud.google.com/vertex-ai/generative-ai/docs/multimodal/configure-safety-filters">Google Veo</a> ที่มีระบบคัดกรองเนื้อหา Hate Speech และความรุนแรง และมีการบล็อกการตอบกลับเนื้อหาที่เป็นอันตราย ขณะที่แพลตฟอร์มสัญชาติจีนอย่าง <a href="https://kling.ai/docs/community-policy">Kling AI</a> และ <a href="https://hailuoai.video/doc/terms-of-service.html">Hailuo AI</a> มีนโยบายเซ็นเซอร์ประเด็นละเอียดอ่อนทางการเมืองและห้ามสร้างเนื้อหาที่ก่อให้เกิดความอับอายต่อบุคคลอื่น&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่จากฐานข้อมูลวิดีโอกลับพบช่องว่างในการบังคับใช้ที่สำคัญ กล่าวคือ ยังคงพบการผลิตเนื้อหาที่ละเมิดนโยบายเหล่านี้ออกมาได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอล้อเลียนผู้นำ หรือแม้กระทั่งวิดีโอที่แสดงภาพศพทหารซึ่งมีความรุนแรงก็ยังสามารถเข้าถึงได้อยู่ สิ่งนี้สะท้อนว่าแม้บริษัทต่างๆ จะพยายามสร้างมาตรฐานในการกำกับดูแล แต่ในทางปฏิบัติ AI ยังคงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือผลิตซ้ำความเกลียดชังและบิดเบือนข้อมูลในพื้นที่ออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อถูกหล่อเลี้ยงด้วยระบบเศรษฐกิจของแพลตฟอร์มที่ให้รางวัลแก่ยอด Engagement มากกว่าคุณภาพและความถูกต้องของเนื้อหา</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_7-819x1024.png" alt="" class="wp-image-7294" srcset="https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_7-819x1024.png 819w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_7-240x300.png 240w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_7-768x960.png 768w, https://rocketmedialab.co/wp-content/uploads/2026/04/info_Hate-Speech-AI_7.png 961w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>
</div>


<h3 class="wp-block-heading">เมื่อความเกลียดชังเป็นสินค้า: เพียง 19 บาทต่อเดือนที่ขับเคลื่อนการบิดเบือนข้อมูล</h3>



<p class="wp-block-paragraph">จากการตรวจสอบบัญชีผู้สร้างเนื้อหาหลัก 14 บัญชี พบว่ามีถึง 9 บัญชีที่เปิดรับรายได้ผ่านการสมัครสมาชิกรายเดือน โครงสร้างนี้เปลี่ยนให้ยอดปฏิสัมพันธ์ (Engagement) ถูกแปลงเป็นรายได้โดยตรง ยิ่งเนื้อหาปั่นกระแสให้คนเข้ามาด่าทอหรือแชร์ต่อมากเท่าไหร่ โอกาสที่ผู้สร้างเนื้อหานั้นจะเปลี่ยนผู้ชมขาจรให้กลายเป็นสมาชิกรายเดือนก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">โครงสร้างราคาสมาชิกถูกออกแบบให้อยู่ในระดับต่ำเพื่อให้ตัดสินใจสมัครได้ง่าย โดยพบช่วงราคาตั้งแต่ 19 บาท (3 บัญชี) 35 บาท (5 บัญชี) และ 69 บาทต่อเดือน (1 บัญชี) ขณะเดียวกัน บางบัญชีที่ไม่ได้เปิดระบบสมาชิกก็ยังหารายได้ผ่านการขายสินค้า หรือแทรกโฆษณาในคอมเมนต์ใต้คลิป สะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางการเมือง แต่ถูกแปรรูปเป็น ‘สินค้าความบันเทิง’ ผ่าน AI เนื้อหาจำนวนมากจึงถูกออกแบบให้มีลักษณะเป็นตอนต่อเนื่อง โดยใช้ตัวละครซ้ำ เช่น ฮุนเซนและมาลี เพื่อสร้างเรื่องราวให้ผู้ชมติดตามอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่สมัครสมาชิกจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้ชม แต่กลายเป็นฐานรายได้ระยะยาวที่ผู้ผลิตต้องรักษาไว้ ส่งผลให้เนื้อหาเหล่านี้ยังคงถูกผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่อง แม้ความขัดแย้งจะลดระดับลงแล้วก็ตาม</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อตรวจสอบบัญชีผู้สร้างเนื้อหาย้อนหลัง พบว่า บัญชีที่เปิดหารายได้เหล่านี้ไม่ได้เพิ่งสร้างขึ้นในช่วงความขัดแย้ง แต่มีอยู่ก่อนแล้ว โดยพบเก่าสุดตั้งแต่ปี 2553 และใหม่สุดในปี 2566 สะท้อนว่าผู้ผลิตเนื้อหาเหล่านี้มีฐานผู้ชมเดิมอยู่แล้ว เมื่อความขัดแย้งปะทุขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2568 เหตุการณ์ดังกล่าวจึงถูกดึงเข้าสู่สายพานการผลิตคอนเทนต์อย่างรวดเร็ว คล้ายกับการปรับตัวของสื่อกระแสหลักตามกระแสข่าว แต่แตกต่างตรงที่ไม่มีระบบกลั่นกรองเนื้อหาหรือควบคุมความถูกต้องของข้อมูล&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>เมื่อ Engagement = รายได้โดยตรง</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">จากวิดีโอทั้งหมด 212 คลิป มียอดเข้าชมสะสมรวม 141 ล้านครั้ง ภายในช่วงเวลาไม่ถึงสี่เดือน บัญชีผู้ผลิตเนื้อหาทั้งหมด 14 รายนี้ไม่ใช่บัญชีปลอม ไม่ใช่ปฏิบัติการของรัฐ และไม่ได้แสดงเจตนาเกลียดชังอย่างชัดเจนในโปรไฟล์ แต่เป็นเพียงเพจสาธารณะที่เปิดสมัครสมาชิกรายเดือน และผลิตเนื้อหาตามสิ่งที่ระบบบอกว่า ‘ทำแล้วได้เงิน’</p>



<p class="wp-block-paragraph">โมเดลธุรกิจของผู้ผลิตเนื้อหากลุ่มนี้เปลี่ยนความโกรธและความเกลียดชังให้เป็นรายได้อย่างเป็นระบบผ่าน <strong>Facebook Bonus Program</strong> เป็นโปรแกรมที่ Facebook เปิดให้ครีเอเตอร์สามารถสร้างรายได้จากคอนเทนต์ในรูปแบบต่างๆ เช่น วิดีโอ Reels, Live, หรือโพสต์ที่ได้รับความนิยม โดย<a href="https://www.facebook.com/GraphicIncomee/posts/%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A-facebook-bonus-program-%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93/686905296995925/">รายได้จากโบนัส</a>ไม่ได้มาจากการดูเพียงอย่างเดียว แต่คำนวณจากการมีส่วนร่วมทุกรูปแบบ ทั้งยอดไลก์ คอมเมนต์ และการแชร์ เนื้อหาที่สร้างความขัดแย้งมักกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงและคอมเมนต์จำนวนมหาศาล ตัวอย่างเช่น วิดีโอเจน AI ระบุในคลิปว่า &#8220;ล่าสุดชาวกัมพูชามายืนประท้วงหน้าลวดหนามของประเทศไทย บอกให้รื้อลวดหนามของประเทศไทยออก เพื่อนๆ ว่าสมควรรื้อออกไหม&#8221; วิดีโอนี้มียอดแสดงความเห็นสูงสุดถึง 11,000 ความเห็น เมื่อวิดีโอไหนที่มียอดการมีส่วนร่วมสูงเช่นนี้ระบบจะตีค่าเป็น ‘เนื้อหาที่มีประสิทธิภาพสูง’ และจ่ายเงินรางวัลให้แก่ผู้สร้างตามระดับการมีส่วนร่วมนั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">แม้ Meta จะมีเกณฑ์ที่จะไม่นับยอดวิวจากเนื้อหาที่<a href="https://transparency.meta.com/policies/community-standards/?fbclid=IwY2xjawQ8O79leHRuA2FlbQIxMABicmlkETFDNVpGd2xpNEh0ajNmQXVOc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHknqrF8uh8bjQBdCAlkIc4Cinc_L6ER3v0i64UUKc5OHHSwzv8HOtGVHu7kF_aem_MQVSgZBdRYRHmXM5ceJ7Nw">ผิดกฎชุมชน</a>หรือข้อมูลเท็จ แต่จากข้อมูลพบว่าผู้สร้างส่วนใหญ่ใช้ผลิตเนื้อหาออกมาโดยใช้ความตลกเป็นเกราะกำบังไว้ และมีการติดแฮชแท็ก #เพื่อความบันเทิง #คลิปตลก #คลิปสั้นสร้างรายได้ เพื่อไม่ให้ระบบตรวจสอบมองว่าเป็น Hate Speech ส่งผลให้เนื้อหาเหล่านี้ยังไม่ถูกแบนและยังได้รับยอดการมีส่วนร่วมอย่างมหาศาล</p>



<p class="wp-block-paragraph">ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า โครงสร้างแพลตฟอร์มไม่ได้เพียงเอื้อให้การผลิตเนื้อหาเกิดขึ้นง่ายขึ้น แต่ยังสร้างแรงจูงใจโดยตรงให้ผลิตเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์และดึงการมีส่วนร่วมได้สูง ซึ่งในบริบทของความขัดแย้ง ย่อมหมายถึงเนื้อหาที่มีแนวโน้มรุนแรงและสร้างความแตกแยกมากขึ้น อัลกอริทึมที่มุ่งเน้น Engagement ได้กลายเป็นเครื่องมือหลักที่ช่วยให้ครีเอเตอร์สามารถแปรรูปความเกลียดชังระหว่างประเทศให้กลายเป็นกำไรเข้ากระเป๋าตัวเองได้อย่างแนบเนียนผ่านค่าสมาชิกเพียงไม่กี่สิบบาท</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดูข้อมูลที่ <a href="https://rocketmedialab.co/database-ai-hate-speech-thailand-cambodia-conflict">https://rocketmedialab.co/database-ai-hate-speech-thailand-cambodia-conflict</a></p>



<p class="wp-block-paragraph">หมายเหตุ</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>งานศึกษานี้เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม 2568 โดยวิเคราะห์คลิปวิดีโอที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา จาก 14 บัญชีที่โพสต์เนื้อหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งหมด 212 คลิป</li>



<li>เนื่องจากคลิปบางส่วนมีเนื้อหารุนแรงและอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย งานชิ้นนี้จึงใช้วิธีการวิเคราะห์โดยไม่ผลิตซ้ำ กล่าวคือ ไม่เผยแพร่ลิงก์หรือภาพประกอบ</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Indo-Pacific Media Resilience Program โดย Internews</p>
<p>The post <a href="https://rocketmedialab.co/ai-hate-speech-thailand-cambodia-conflict/">ความเกลียดชังที่ขายได้ : สำรวจ Hate Speech ที่ถูกผลิตซ้ำผ่านวิดีโอ AI ในช่วงความขัดแย้งไทย-กัมพูชา</a> appeared first on <a href="https://rocketmedialab.co">Rocket Media Lab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
